ยุครัฐโบราณ · บุคคลสำคัญ

พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)

กษัตริย์แห่งตามพรลิงค์ในคาบสมุทรภาคใต้ ผู้ยกทัพเรือข้ามมหาสมุทรไปถึงลังกา และเป็นที่จดจำในฐานะต้นเค้าของนามศรีธรรมราช

ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)
อาณาจักรตามพรลิงค์ (บริเวณนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง)
ราชวงศ์ปัทมวงศ์ (วงศ์ดอกบัว) ตามจารึก
หลักฐานสำคัญจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา (ปี พ.ศ. 1773)
การทัพลังกาครั้งแรกราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ครั้งที่สองราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262)
ในเอกสารลังกาเรียกว่าผู้นำชาวชวกะ (Javaka)
คู่สงครามในลังกาพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1779–1812) และต่อมาราชวงศ์ปาณฑยะแห่งอินเดียใต้
หลักฐานร่วมยุคจารึกพระพุทธรูปครหิ พบที่วัดเวียง ไชยา (กำหนดอายุต่างกัน ระหว่าง พ.ศ. 1726 ถึงราว พ.ศ. 1834)

01ภูมิหลัง: ตามพรลิงค์บนเส้นทางทะเล

ตามพรลิงค์เป็นบ้านเมืองบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย มีศูนย์กลางอยู่แถบนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน เมืองนี้อยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีน อินเดีย และหมู่เกาะ จึงร่ำรวยจากการค้าและรับวัฒนธรรมหลากหลาย

เอกสารจีนของเจ้าหรู่กัว ที่เขียนราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225) กล่าวถึงแคว้นชื่อตันหม่าหลิงว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าตันหม่าหลิงคือตามพรลิงค์ แต่ก็มีผู้ที่ยังไม่ยอมรับการเทียบนี้ทั้งหมด หากเทียบถูกต้อง ก็แปลว่าเพียงไม่กี่ปีต่อมา ตามพรลิงค์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอำนาจที่เข้มแข็งในตัวเอง ภายใต้กษัตริย์ชื่อจันทรภาณุ

หลักฐานหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น

ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons

ภาพวาดประกอบ
จารึกวัดหัวเวียง ไชยา

จารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1773 ระบุพระนามพระเจ้าจันทรภาณุ

เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติดูภาพถ่ายจริง ↗
ภาพวาดประกอบ
กองทัพเรือสู่ลังกา

การยกทัพเรือข้ามทะเลไปลังกาในพุทธศตวรรษที่ 18 ตามพงศาวดารลังกา

เก็บรักษา/ชมได้ที่: บันทึกในคัมภีร์จูฬวงศ์ดูภาพถ่ายจริง ↗

แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่

02ไชยาในยุคเดียวกัน: ปริศนาพระพุทธรูปแห่งครหิ

หลักฐานอีกชิ้นจากไชยาช่วยให้เห็นว่าคาบสมุทรภาคใต้ในยุคนั้นซับซ้อนเพียงใด ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) มีการพบพระพุทธรูปนาคปรกสำริดที่วัดเวียง อำเภอไชยา ที่ฐานมีจารึกห้าบรรทัด ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

จารึกนี้ใช้ภาษาเขมรโบราณ แต่เขียนด้วยอักษรแบบสุมาตราโบราณ เนื้อความกล่าวว่าพระพุทธรูปสร้างตามพระราชโองการของกษัตริย์พระนามยาวว่าศรีมัตไตรโลกยราชเมาลิภูษณวรมเทวะ โดยมีมหาเสนาบดีตลาไน ผู้ปกครองแผ่นดินครหิ เป็นผู้ดำเนินการ ครหิคือชื่อเก่าของไชยา

ปีของจารึกเป็นเรื่องถกเถียง ยอร์ช เซเดส์อ่านศักราชเป็นมหาศักราช 1105 ตรงกับ พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183) เพราะตรงกับปีเถาะที่จารึกระบุ แต่ในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) เจ. จี. เดอ คัสปาริส เสนอในวารสารสยามสมาคมว่าควรเลื่อนไปเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291 เพราะรูปแบบพระพุทธรูปใกล้เคียงกับศิลปะสุโขทัย และพระนามกษัตริย์ตรงกับกษัตริย์มลายูในจารึก ค.ศ. 1286

ถ้าเชื่อการอ่านแบบแรก ไชยาเคยอยู่ใต้อำนาจภายนอกก่อนที่ตามพรลิงค์ของพระเจ้าจันทรภาณุจะผงาดขึ้นมาราวห้าสิบปีต่อมา แต่ถ้าเชื่อแบบหลัง อำนาจจากสุมาตราอาจเข้ามาถึงไชยาหลังยุคของพระองค์ เมื่อตามพรลิงค์อ่อนกำลังจากสงครามในลังกาแล้ว ไม่ว่าแบบใด ภาพที่ได้คือคาบสมุทรภาคใต้เป็นพื้นที่ที่อำนาจรอบด้านแข่งกันแผ่อิทธิพลอยู่ตลอด

จากท่าเรือบนคาบสมุทรภาคใต้ พระเจ้าจันทรภาณุพากองทัพข้ามมหาสมุทรไปไกลถึงลังกา ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้

03จารึกไชยา พ.ศ. 1773

หลักฐานร่วมสมัยชิ้นสำคัญที่สุดคือจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จารึกนี้ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) และกล่าวถึงพระเจ้าจันทรภาณุว่าเป็นเจ้าแห่งตามพรลิงค์ จากวงศ์ปัทมวงศ์ หรือวงศ์ดอกบัว

ในจารึกพระองค์ทรงใช้พระนามว่าศรีธรรมราช นามนี้สำคัญมาก เพราะในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชก็มีกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหลายพระองค์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงเชื่อว่าความทรงจำเรื่องกษัตริย์ศรีธรรมราชในตำนานท้องถิ่น อาจมีรากมาจากกษัตริย์ในจารึกองค์นี้

อย่างไรก็ตาม จารึกไม่ได้บอกเรื่องราวชีวิตของพระองค์มากนัก รายละเอียดการทำสงครามที่เรารู้จึงมาจากเอกสารของลังกาและอินเดียใต้เป็นหลัก ซึ่งเขียนจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม

04การยกทัพไปลังกา

ตามพงศาวดารลังกา เช่น ปูชาวลิยะ และจุลวงศ์ ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ซึ่งตรงกับปีที่ 11 ในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 แห่งลังกา พระเจ้าจันทรภาณุนำกองทัพชาวชวกะขึ้นบกที่ลังกา พร้อมอาวุธที่เอกสารลังกาบรรยายว่ามีพิษ และเรียกร้องพระเขี้ยวแก้ว บาตรของพระพุทธเจ้า และอำนาจปกครองเกาะ

การทัพครั้งแรกถูกกองทัพลังกาซึ่งนำโดยเจ้าชายวีรพาหุ พระนัดดาของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ตีกลับ แต่พระเจ้าจันทรภาณุไม่ได้ถอยกลับบ้านทั้งหมด พระองค์ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเกาะในบริเวณคาบสมุทรจาฟนา และเตรียมกำลังเพื่อบุกอีกครั้ง

ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256) กองทัพของราชวงศ์ปาณฑยะจากอินเดียใต้ยกเข้ามา บังคับให้พระเจ้าจันทรภาณุยอมเป็นประเทศราช ต่อมาราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์ยกทัพบุกลงใต้อีกครั้งพร้อมกำลังชาวสิงหลและทมิฬ แต่พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ร่วมมือกับฝ่ายปาณฑยะ จนฝ่ายของพระองค์พ่ายแพ้

นักประวัติศาสตร์บางท่านชี้ว่า การที่บ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งกองทัพข้ามทะเลไปไกลถึงลังกาเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมากในประวัติศาสตร์ภูมิภาค

05ทำไมต้องเป็นลังกา

คู่กรณีของพระเจ้าจันทรภาณุคือพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ซึ่งครองลังการาว พ.ศ. 1779–1812 (ค.ศ. 1236–1269) กษัตริย์องค์นี้ให้ความสำคัญกับพระเขี้ยวแก้วอย่างมาก ภารกิจแรกหลังขึ้นครองราชย์คือการสร้างวิหารพระเขี้ยวแก้ว เพราะในโลกพุทธของลังกา ผู้ครอบครองพระธาตุองค์นี้คือผู้มีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครอง พงศาวดารปูชาวลิยะที่เล่าเรื่องการรุกรานก็แต่งขึ้นในรัชกาลนี้ จึงสะท้อนมุมมองของราชสำนักลังกาโดยตรง

เมื่อพระเจ้าจันทรภาณุเรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตร นักประวัติศาสตร์จึงมองว่าพระองค์ไม่ได้ต้องการเพียงดินแดน แต่ต้องการสัญลักษณ์ทางศาสนาที่จะยกสถานะของตามพรลิงค์ให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา สอดคล้องกับพระนามศรีธรรมราชที่ทรงใช้ในจารึก หลังพ่ายในครั้งแรก มีรายงานว่าพระองค์ใช้พระนามนี้ในดินแดนทางเหนือของลังกา และบูรณะวัดพุทธในเขตนั้นด้วย

อีกปัจจัยหนึ่งคือการค้า ช่องแคบระหว่างลังกากับอินเดียใต้เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางทะเลจากจีนสู่อ่าวเบงกอล การมีฐานที่มั่นบนเกาะจะช่วยให้คุมเส้นทางนี้ได้ แต่ก็ทำให้ต้องปะทะกับราชวงศ์ปาณฑยะที่กำลังขยายอำนาจในอินเดียใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

06จุดจบ: สิ้นพระชนม์ในสนามรบหรือหนีไป

เรื่องจุดจบของพระองค์ยังมีความเห็นต่างกัน งานอ้างอิงหลายแห่งระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในการรบกับกองทัพปาณฑยะ ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264)

แต่ เอ็ม. โรหณธีระ นักประวัติศาสตร์ชาวศรีลังกา ชี้ว่าทั้งปูชาวลิยะและจุลวงศ์ไม่ได้บอกชัดว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เอกสารทั้งสองบอกเพียงว่าพระองค์หนีไปโดยไม่มีกำลังคุ้มกัน ส่วนข้อความเชิงเปรียบเทียบในเอกสารอื่นก็ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันการตาย ข้อนี้จึงยังเป็นคำถามเปิด

เอกสารลังกายังระบุว่ามีโอรสของพระองค์ครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาอีกระยะหนึ่ง แต่ข้อมูลส่วนนี้มีรายละเอียดไม่ตรงกันในแต่ละแหล่ง

07หลักฐานจากอินเดียใต้และเรื่องของพระโอรส

นอกจากเอกสารลังกาแล้ว ยังมีจารึกฝ่ายปาณฑยะที่กล่าวถึงการปราบกษัตริย์ชาวชวกะ จารึกยกย่องเจ้าชายชฏาวรมันวีรปาณฑยะ ว่าชนะศึกในลังกาและนำธงชัยไปปักที่เทวาลัยโกเณศวรัม ที่ตริงโกมาลีทางตะวันออกของเกาะ ข้อความเช่นนี้เป็นการโอ้อวดชัยชนะของฝ่ายที่ชนะ จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับเอกสารลังกา

เอกสารฝ่ายทมิฬยังกล่าวถึงโอรสของพระองค์ ซึ่งถูกเรียกว่าบุตรของชาวชวกะ ว่าได้ปกครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาภายใต้อำนาจของปาณฑยะ จนถึงราว พ.ศ. 1820 เศษ (ปลายทศวรรษ 1270) ที่ทัพปาณฑยะรัชกาลต่อมายกมาปราบอีกครั้ง

นักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอว่าการตั้งมั่นของพระเจ้าจันทรภาณุบนคาบสมุทรจาฟนาเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรจาฟนา แต่อีกฝ่ายเห็นว่าอาณาจักรนั้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงในสมัยราชวงศ์อารยจักรพรรดิที่มาภายหลัง ข้อถกเถียงนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของกษัตริย์จากภาคใต้ของไทย ยังมีบทบาทในการถกเถียงประวัติศาสตร์ของศรีลังกาจนถึงทุกวันนี้

08บทบาทต่อดินแดนไทยและมรดก

หลังยุคของพระองค์ ตามพรลิงค์อ่อนกำลังลง และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุโขทัย จารึกสุโขทัยกล่าวถึงนครศรีธรรมราชในฐานะดินแดนทางใต้ที่ส่งพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบลังกาขึ้นไปทางเหนือ

ความสัมพันธ์กับลังกาในยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ แม้จะเริ่มด้วยสงคราม ก็ช่วยให้เห็นว่าบ้านเมืองภาคใต้ของไทยรู้จักและสนใจลังกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในฐานะคู่ค้า ศูนย์กลางศาสนา หรือคู่แข่ง

ทุกวันนี้ชื่อของพระองค์อาจไม่คุ้นหูคนไทยทั่วไปเท่ากษัตริย์ในตำนานนครศรีธรรมราช แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ พระองค์คือกษัตริย์คาบสมุทรภาคใต้ไม่กี่องค์ที่มีทั้งจารึกในบ้านเกิดและเอกสารต่างแดนกล่าวถึงตรงกัน

09จากศรีธรรมราชในจารึกสู่ตำนานนครศรีธรรมราช

ตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเล่าถึงกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้สร้างพระบรมธาตุ และราชวงศ์ที่ใช้พระนามนี้สืบกันหลายองค์ ตามตำนาน พระบรมธาตุเจดีย์ประดิษฐานพระทันตธาตุที่นำมาจากลังกา บางแหล่งเสนอว่าพระเจ้าจันทรภาณุทรงบูรณะพระบรมธาตุในปีที่ขึ้นครองราชย์ แต่ข้อนี้ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) จารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงเมืองศรีธรรมราชในฐานะต้นทางของพระมหาเถระที่ขึ้นไปสุโขทัย แสดงว่าเพียงไม่กี่สิบปีหลังยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาที่มีชื่อเสียงไกลถึงลุ่มน้ำยม ความใฝ่ฝันที่จะผูกบ้านเมืองเข้ากับลังกาจึงสำเร็จในอีกรูปแบบหนึ่ง คือผ่านพระสงฆ์ แทนที่จะผ่านกองทัพ

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

พ.ศ. 1726 (หรือหลังกว่านั้น)ค.ศ. 1183จารึกพระพุทธรูปครหิ

ตามการอ่านของเซเดส์ แต่เดอ คัสปาริสเสนอว่าควรเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291

ราว พ.ศ. 1768ค.ศ. 1225เอกสารจีนกล่าวถึงตันหม่าหลิง

เจ้าหรู่กัวระบุว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย

พ.ศ. 1773ค.ศ. 1230จารึกไชยา

จารึกสันสกฤตที่วัดหัวเวียงกล่าวถึงจันทรภาณุ เจ้าแห่งตามพรลิงค์ แห่งปัทมวงศ์

พ.ศ. 1779ค.ศ. 1236พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ครองลังกา

กษัตริย์ลังกาผู้เป็นคู่สงครามของพระเจ้าจันทรภาณุ

ราว พ.ศ. 1790ค.ศ. 1247ยกทัพไปลังกาครั้งแรก

ถูกเจ้าชายวีรพาหุตีกลับ แต่ตั้งมั่นทางเหนือของเกาะ

ราว พ.ศ. 1797–1799ค.ศ. 1254–1256ปาณฑยะบุก

พระเจ้าจันทรภาณุต้องยอมเป็นประเทศราชของปาณฑยะ

ราว พ.ศ. 1805ค.ศ. 1262ยกทัพครั้งที่สอง

ลังการ่วมมือกับปาณฑยะ ฝ่ายพระองค์พ่ายแพ้

ราว พ.ศ. 1805–1807ค.ศ. 1262–1264จุดจบ

บางแหล่งว่าสิ้นพระชนม์ในการรบ บางแหล่งว่าหนีไป

ราว พ.ศ. 1820 เศษค.ศ. ปลายทศวรรษ 1270ปาณฑยะปราบดินแดนทางเหนือของลังกา

โอรสของพระองค์ที่ครองอยู่ภายใต้ปาณฑยะถูกปราบอีกครั้ง

ราว พ.ศ. 1835ค.ศ. 1292จารึกพ่อขุนรามคำแหง

กล่าวถึงพระเถระจากเมืองศรีธรรมราชที่ขึ้นไปสุโขทัย

ปลายพุทธศตวรรษที่ 19นครศรีธรรมราชกับสุโขทัย

บ้านเมืองภาคใต้เชื่อมโยงกับสุโขทัยผ่านพุทธศาสนาแบบลังกา

พ.ศ. 2447ค.ศ. 1904พบพระพุทธรูปครหิ

พบที่วัดเวียง ไชยา ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: ชาวชวกะ

เอกสารลังกาเรียกพระองค์ว่าผู้นำชาวชวกะ และบางตอนก็พรรณนาว่าเป็นโจรสลัด ภาพนี้เป็นมุมมองของฝ่ายลังกาซึ่งเป็นคู่สงคราม จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

รู้หรือไม่: สิ่งที่พระองค์ต้องการ

ตามเอกสารลังกา พระองค์เรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงความชอบธรรมของกษัตริย์ในโลกพุทธ

รู้หรือไม่: นามศรีธรรมราช

พระนามศรีธรรมราชในจารึก พ.ศ. 1773 เป็นหลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรก ๆ ที่เชื่อมนามนี้กับกษัตริย์ทางใต้

รู้หรือไม่: จารึกเขมรแต่อักษรสุมาตรา

จารึกพระพุทธรูปครหิที่ไชยาเขียนภาษาเขมรโบราณด้วยอักษรแบบสุมาตรา และนักวิชาการยังเถียงกันว่าทำขึ้นใน พ.ศ. 1726 หรือหลังจากนั้นราวร้อยปี

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

พระเจ้าจันทรภาณุคือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชในตำนานหรือไม่
ยังสรุปไม่ได้ จารึก พ.ศ. 1773 แสดงว่าพระองค์ใช้พระนามศรีธรรมราช นักประวัติศาสตร์หลายคนจึงเห็นว่าความทรงจำเรื่องกษัตริย์ศรีธรรมราชในตำนานอาจมีรากจากพระองค์ แต่ตำนานเล่าถึงกษัตริย์ชื่อนี้หลายองค์และให้รายละเอียดที่ตรวจสอบไม่ได้
ทำไมเอกสารลังกาเรียกพระองค์ว่าชวกะ
คำว่าชวกะเป็นคำที่คนในเอเชียใต้ใช้เรียกผู้คนจากคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะโดยรวม ไม่ได้หมายถึงชาวเกาะชวาเท่านั้น จึงใช้เรียกคนจากตามพรลิงค์ได้
พระองค์ต้องการอะไรจากลังกา
ตามเอกสารลังกา พระองค์เรียกร้องพระเขี้ยวแก้ว บาตรของพระพุทธเจ้า และอำนาจปกครองเกาะ นักประวัติศาสตร์มองว่าเป้าหมายหลักคือสัญลักษณ์ทางศาสนาที่จะยกสถานะของบ้านเมืองตน ควบคู่กับผลประโยชน์ทางการค้า
ทราบได้อย่างไรว่าพระองค์มีตัวตนจริง
พระองค์เป็นกษัตริย์ภาคใต้ไม่กี่องค์ที่มีทั้งจารึกในบ้านเกิด คือจารึก พ.ศ. 1773 ที่ไชยา และเอกสารต่างแดน ทั้งพงศาวดารลังกาและจารึกปาณฑยะ กล่าวถึงตรงกัน
ดูหลักฐานยุคนี้ได้ที่ไหน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช มีโบราณวัตถุจากคาบสมุทรภาคใต้ ส่วนพระพุทธรูปครหิจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Chandrabhanu (Wikipedia)
  2. Tambralinga (Wikipedia)
  3. Parakramabahu II (Wikipedia)
  4. Sri Dharmasokaraja III (Wikipedia)
  5. M. Rohanadeera, Chandrabhanu episode (Vidyodaya Journal, University of Sri Jayewardenepura)
  6. ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช (ศิลปวัฒนธรรม)
  7. Grahi inscription (Wikipedia)
  8. de Casparis: The Date of the Grahi Buddha (JSS 55.1, 1967)
  9. มติชน: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
  10. THAILEX: Chaiya

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา