01ที่ตั้งและภูมิประเทศ
เมืองสิงห์ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนราว 1 กิโลเมตร แม่น้ำแควน้อยโค้งโอบเมืองไว้ทางด้านหนึ่ง ทำให้ได้ทั้งแหล่งน้ำและแนวป้องกันตามธรรมชาติ
ทำเลนี้อยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมลุ่มแม่กลองและแควน้อยขึ้นไปยังด่านเจดีย์สามองค์และดินแดนพม่า พื้นที่รอบเมืองมีคนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ ใกล้กับแหล่งบ้านเก่าที่อยู่ปลายน้ำลงไป
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
ปราสาทศิลาแลงในเมืองโบราณริมแม่น้ำแควน้อย
เก็บรักษา/ชมได้ที่: อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ดูภาพถ่ายจริง ↗ประติมากรรมแบบบายนที่พบในเมืองสิงห์
เก็บรักษา/ชมได้ที่: อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่
จุดกะพริบคือเมืองสิงห์ จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน
GPSพิกัดและการนำทาง
แม่นยำสูง ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป
14.038841, 99.243501พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด
02ผังเมืองและการค้นพบ
ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 880 เมตร ยาวราว 1,400 เมตร ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงที่ก่อบนคันดิน สูงราว 5–7 เมตร (แหล่งข้อมูลระบุต่างกัน) มีประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และมีคูน้ำคันดินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งน่าจะใช้ทั้งป้องกันเมืองและจัดการน้ำ
ภายในเมืองมีกลุ่มโบราณสถานเรียงตามแนวแกนเหนือ-ใต้ 4 แห่ง โดยโบราณสถานหมายเลข 1 คือปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นศาสนสถานหลัก เมืองนี้ถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี ก่อนกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก
กรมศิลปากรเริ่มบูรณะปราสาทเมืองสิงห์ในปี พ.ศ. 2517 ประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2540
กำแพงศิลาแลงริมแควน้อยตั้งคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ครบ ว่าเป็นฝีมือกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร หรือของคนท้องถิ่นที่ฝันถึงปราสาทแบบบายน
03ผังปราสาทหลังการขุดแต่ง
การขุดแต่งของกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ทำให้เห็นผังปราสาทชัดเจนขึ้น ปราสาทประธานหันหน้าไปทางตะวันออก ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดราว 81.5 x 104 เมตร ถัดเข้าไปเป็นระเบียงคดที่มีซุ้มประตูหรือโคปุระทั้งสี่ทิศ และมีอาคารเล็กกว้างราว 4.5 เมตรอยู่ที่มุมทั้งสี่
ซุ้มประตูด้านตะวันออกซึ่งเป็นทางเข้าหลักยาวราว 25 เมตร ส่วนระเบียงด้านเหนือยาวราว 34.8 เมตร ในลานด้านตะวันออกเฉียงใต้มีอาคารขนาดเล็กอีกหลังหนึ่ง ภายในเขตเมืองยังพบสระน้ำหกสระ กระเบื้องดินเผาที่บ่งว่าเคยมีอาคารเครื่องไม้ และบ่อตัดศิลาแลงอยู่ไม่ไกล ซึ่งบอกว่าวัสดุก่อสร้างหาได้ในท้องถิ่น
ช่างยึดก้อนศิลาแลงเข้าด้วยกันด้วยเดือยโลหะรูปตัว T หรือตัว I ที่ทำจากเหล็กและตะกั่ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบในปราสาทแบบเขมร นอกจากปราสาทหลัก ภายในเมืองยังมีฐานศาสนสถานหลังที่สองทางตะวันตกเฉียงเหนือ และฐานอาคารอีกสองแห่งที่ยังไม่รู้หน้าที่แน่ชัด
04สิ่งที่พบ
ปราสาทเมืองสิงห์สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานอยู่กลาง ล้อมด้วยระเบียงคดและซุ้มประตู มีอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยอยู่ภายใน ลวดลายปูนปั้นและรูปแบบผังคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน
ในบริเวณปราสาทพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพสำคัญของพุทธศาสนามหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันมีการจัดแสดงแบบจำลองในอาคารบางหลัง
นอกจากนี้ การขุดค้นริมแม่น้ำแควน้อยในเขตอุทยานพบแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีโครงกระดูกพร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องประดับ กำหนดอายุราว ค.ศ. 200 แสดงว่าพื้นที่นี้มีคนอยู่ก่อนการสร้างเมืองกำแพงศิลาแลงนานมาก
05ประติมากรรมที่พบทีละชิ้น
ประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแบบเปล่งรัศมี สลักจากหินทรายสีเทาอมฟ้า สูงราว 161 เซนติเมตร ทั่วองค์สลักรูปพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จำนวนมาก แทนแสงที่แผ่ออกจากพระโพธิสัตว์ แบบเดียวกับที่พบในศิลปะยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในกัมพูชา
อีกชิ้นสำคัญคือพระนางปรัชญาปารมิตาจากหินทรายสีเทาอมฟ้าเช่นกัน สูงราว 98 เซนติเมตร ส่วนชิ้นที่ทำจากหินทรายสีแดง ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก เศียรทวารบาลสูงราว 47 เซนติเมตร และลำตัวสตรีที่ยังสลักไม่เสร็จ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เห็นว่างานหินทรายแดงเหล่านี้น่าจะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น
ลวดลายปูนปั้นที่ประดับปราสาทก็น่าสนใจ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ยังมีร่องรอยทวารวดี กลุ่มที่เป็นแบบบายน และกลุ่มที่เริ่มมีลักษณะแบบไทย การผสมนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการบางคนมองว่าคนท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างมากกว่าที่เคยคิด
เทวรูปของจริงหลายชิ้นถูกนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ปราสาทจัดแสดงแบบจำลองให้ผู้มาเยือนเห็นตำแหน่งเดิม
06หลุมศพสองพันปีริมแควน้อย
ที่ขอบด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สี่โครง กำหนดอายุอยู่ในปลายยุคโลหะ ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200) ผู้ตายถูกฝังพร้อมหม้อดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และลูกปัดหินกับลูกปัดแก้ว
ลูกปัดแก้วและหินเป็นสินค้าที่เดินทางมาตามเครือข่ายการค้าระยะไกล การพบในหลุมศพริมแควน้อยจึงบอกว่าชุมชนตรงนี้ติดต่อกับโลกภายนอกมาก่อนจะมีปราสาทนับพันปี และลุ่มน้ำแควน่าจะเป็นทางผ่านของสินค้ามาตั้งแต่ยุคนั้น
ปัจจุบันผู้มาเยือนยังเข้าชมหลุมขุดค้นนี้ได้ เป็นจุดที่ทำให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเมืองสิงห์มีประวัติศาสตร์หลายชั้นซ้อนกัน ตั้งแต่ชุมชนยุคโลหะ เมืองแบบเขมร ไปจนถึงเมืองด่านสมัยรัตนโกสินทร์
07ความสำคัญ
เมืองสิงห์เป็นเมืองแบบเขมรที่อยู่ไกลไปทางตะวันตกที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าคือเมือง ศรีชัยสิงหปุระ ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งระบุรายชื่อเมืองที่ได้รับพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถ
หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง เมืองสิงห์ก็เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางที่เชื่อมอาณาจักรเขมรเข้ากับทางผ่านไปยังทะเลอันดามัน และแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของพุทธมหายานยุคบายนแผ่มาไกลถึงลุ่มน้ำแคว
08เมืองสิงห์ในเครือข่ายเมืองบายนฝั่งตะวันตก
เมืองสิงห์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ในภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันตกยังมีศาสนสถานแบบบายนอีกหลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรกที่สุพรรณบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่ราชบุรี และวัดกำแพงแลงที่เพชรบุรี ซึ่งมีอาคารศิลาแลงแบบเขมรสี่หลัง
ชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ เช่น ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุรี และศรีชัยวัชรปุรี มักถูกนักวิชาการจับคู่กับลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เมืองสิงห์ และเพชรบุรี ตามลำดับ แม้การจับคู่นี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพเส้นทางที่อิทธิพลเขมรแผ่มาตามชายขอบตะวันตกของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา
หลังยุคเขมร เมืองสิงห์ร้างไปนาน จนในรัชกาลที่ 1 ถูกตั้งขึ้นใหม่เป็นเมืองเล็กที่มีป้อมคอยป้องกันเมืองกาญจนบุรี และถูกลดฐานะเป็นระดับอำเภอในสมัยรัชกาลที่ 5
09ข้อถกเถียง
แนวคิดหลักเห็นว่าปราสาทเมืองสิงห์สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ตามหลักฐานด้านศิลปะ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มชี้ว่าผังปราสาทมีมุมไม่ตรงกัน ประตูไม่สม่ำเสมอ และลายปูนปั้นมีลักษณะท้องถิ่นที่ใกล้ทวารวดี จึงเสนอว่าอาจเป็นงานของคนท้องถิ่นที่เลียนแบบปราสาทเขมรในช่วงหลังอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจ ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19
การระบุว่าเมืองสิงห์คือศรีชัยสิงหปุระก็ยังเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะอาศัยความคล้ายของชื่อเป็นหลัก ยังไม่มีจารึกในพื้นที่ที่ยืนยันได้ชัดเจน
อีกประเด็นหนึ่งคือการบูรณะ ปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี ตั้งข้อสังเกตว่าชิ้นส่วนหินทรายสองชิ้นในพิพิธภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นส่วนของพระพุทธรูป อาจเป็นส่วนของใบหน้าขนาดใหญ่แบบที่ประดับยอดปราสาทสมัยบายน และตั้งคำถามว่าส่วนที่เหลือหายไปไหน ระหว่างช่วงที่ปราสาทถูกทิ้งไว้ก่อนการบูรณะ หรือระหว่างการบูรณะเอง
10เมืองสิงห์ในปัจจุบัน
ปัจจุบันเมืองสิงห์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมกำแพงศิลาแลง ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานหมายเลข 2 และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำ
พื้นที่โดยรอบร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการเดินหรือปั่นจักรยาน การเดินทางมาเมืองสิงห์มักรวมอยู่ในเส้นทางเดียวกับทางรถไฟสายมรณะ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ลุ่มแควน้อยมีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่
ชุมชนปลายยุคโลหะฝังศพพร้อมหม้อและลูกปัด
จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงศรีชัยสิงหปุระ
ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน (ยังถกเถียงเรื่องผู้สร้าง)
เมืองถูกทิ้งร้างหลายร้อยปี
ตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่เพื่อป้องกันกาญจนบุรี
เมืองสิงห์ถูกลดเป็นระดับอำเภอ
กรมศิลปากรเริ่มงานที่ปราสาท
หม่อมเจ้าสุภัทรดิศเสนอผลการขุดค้นต่อที่ประชุมนักประวัติศาสตร์เอเชีย
จัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
เปิดให้ประชาชนเข้าชม
ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้
อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์อยู่ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย ใกล้สถานีรถไฟท่ากิเลนบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ภายในมีปราสาทเมืองสิงห์ กำแพงศิลาแลง และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่าได้สะดวก
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ศิลาแลงคือหินที่ตัดจากดิน
ศิลาแลงเป็นดินที่มีเหล็กสูง เมื่อขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ยังตัดได้ง่าย แต่เมื่อโดนอากาศจะแข็งตัว จึงเป็นวัสดุก่อสร้างสำคัญของปราสาทแบบเขมร
รู้หรือไม่: กำแพงหลายชั้น
นอกจากกำแพงศิลาแลง เมืองสิงห์ยังมีคูน้ำและคันดินซ้อนหลายชั้น ซึ่งอาจช่วยกักเก็บและระบายน้ำในฤดูฝน
รู้หรือไม่: พระโพธิสัตว์ที่มีพระพุทธรูปทั่วองค์
พระอวโลกิเตศวรจากเมืองสิงห์สลักพระพุทธรูปองค์จิ๋วไว้ทั่วร่าง เพื่อแสดงว่าพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีเป็นพระพุทธเจ้านับไม่ถ้วน
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
เมืองสิงห์สร้างโดยเขมรใช่หรือไม่
ศรีชัยสิงหปุระคือเมืองสิงห์จริงหรือ
ทำไมใช้ศิลาแลงสร้าง
ก่อนมีปราสาท ที่นี่มีคนอยู่หรือไม่
เที่ยวเมืองสิงห์ใช้เวลานานแค่ไหน
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Mueang Sing Historical Park - Wikipedia
- A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley - Siam Society
- เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ขอม - ศิลปวัฒนธรรม
- ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม - ศิลปวัฒนธรรม
- Jayavarman VII - Wikipedia
- Subhadradis Diskul: Recent Excavations at Prasat Muang Singh - JSS 66.1
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา