ยุครัฐโบราณ · แหล่งโบราณคดี

เมืองฟ้าแดดสงยาง

ราว 300 ปีก่อน ค.ศ. ถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 11

เมืองคูน้ำคันดินริมลำน้ำปาวในกาฬสินธุ์ ที่มีใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของอีสาน

ที่ตั้งตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
ขนาดราว 171 เฮกตาร์ ผังรูปไข่ มีคูน้ำคันดินสองชั้น
ยุคที่รุ่งเรืองทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)
ใบเสมาขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น
พระธาตุยาคูเจดีย์อิฐ สูงราว 15 เมตร สัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์
การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2511 และขุดค้นเพิ่มเติม พ.ศ. 2534
โบราณสถานฐานเจดีย์ราว 14 แห่ง วิหาร และสระน้ำ
ใบเสมาภาพเล่าเรื่องอย่างน้อย 15 ชิ้น จากใบเสมาที่พบรวมกว่า 170 ชิ้น

01ที่ตั้งและภูมิประเทศ

เมืองฟ้าแดดสงยางตั้งอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ริมลำน้ำปาว ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำชี ตำแหน่งนี้ทำให้เมืองเชื่อมต่อได้ทั้งขึ้นเหนือไปยังแอ่งสกลนคร และลงใต้ไปตามลำน้ำชี

ตัวเมืองมีผังรูปไข่ ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำสองชั้น ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเกิดจากการขยายเมืองออกไปในยุคหลัง พื้นที่ทั้งหมดราว 171 เฮกตาร์ จัดว่าเป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของที่ราบสูงโคราช

ปัจจุบันซากศาสนสถานส่วนใหญ่เหลือเพียงฐานอิฐปนดิน กระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง ท่ามกลางทุ่งนาและหมู่บ้าน

หลักฐานหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น

ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons

ภาพวาดประกอบ
ใบเสมาสลักภาพชาดก

ใบเสมาหินทรายสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก พบมากกว่าร้อยใบ

เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และวัดโพธิ์ชัยเสมารามดูภาพถ่ายจริง ↗
ภาพวาดประกอบ
พระธาตุยาคู

เจดีย์อิฐสมัยทวารวดี ซ่อมเสริมในสมัยหลัง ศูนย์กลางของเมืองโบราณ

เก็บรักษา/ชมได้ที่: เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์ดูภาพถ่ายจริง ↗

แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่

จุดกะพริบคือเมืองฟ้าแดดสงยาง จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน

GPSพิกัดและการนำทาง

แม่นยำสูง จุดนี้คือวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณ

วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ทางเข้าเมืองฟ้าแดดสงยาง อ.กมลาไสยดูหมุดสถานที่ใน Google Maps ↗
16.318779, 103.520867
16°19′07.6″N 103°31′15.1″E

พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด

02การค้นพบและการขุดค้น

กรมศิลปากรขุดค้นเมืองฟ้าแดดสงยางในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) พบโบราณสถาน 14 แห่ง หนึ่งในนั้นเป็นอุโบสถสมัยทวารวดีที่ยังมีใบเสมาปักล้อมอยู่ในตำแหน่งเดิม

การขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แสดงว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–6 จนถึงยุคประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ยังพบใบเสมาเพิ่มเติมนอกคูเมือง แสดงว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกว้างกว่าแนวคันดิน

ที่ฟ้าแดดสงยาง หินที่คนโบราณเคยปักบูชาผีถูกแปลงเป็นใบเสมาที่ล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา

03ลำดับชั้นดินและหลุมฝังศพ

การขุดค้นใน พ.ศ. 2534 นำโดย ศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้หลุมทดสอบ 9 หลุมเพื่ออ่านชั้นดินของเมือง ผลที่ได้แบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสองช่วงหลัก คือช่วงยุคเหล็กราว 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200 และช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

ในชั้นยุคเหล็ก ผู้ตายถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก และไม่มีของอุทิศให้ผู้ตาย ภาพนี้ต่างจากหลุมฝังศพในชั้นทวารวดีอย่างชัดเจน

ในชั้นทวารวดีพบการฝังศพในภาชนะดินเผาสองแบบ แบบแรกบรรจุร่างทั้งร่างลงในไห อีกแบบเป็นการฝังครั้งที่สองโดยเก็บกระดูกที่เหลือหลังเนื้อหนังย่อยสลายแล้วมาบรรจุไหใหม่ ในไหเหล่านี้มีเครื่องประดับสำริด เช่น กระดิ่ง แหวน กำไล รวมทั้งเครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา และลูกปัดแก้ว ในชั้นบนสุดยังพบการเผาศพที่มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 12–13

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้คนยังคงฝังศพในไหแบบประเพณีพื้นเมืองต่อไป แม้จะรับพุทธศาสนาและสร้างเจดีย์แล้ว ความเชื่อเดิมกับศาสนาใหม่จึงอยู่ด้วยกันได้นานหลายร้อยปี

04ใบเสมาและสิ่งที่พบ

เมืองฟ้าแดดสงยางมีชื่อเสียงที่สุดเรื่องใบเสมาหินทราย มีใบเสมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น บางชิ้นเป็นแผ่นหินเรียบ บางชิ้นสลักลวดลาย และบางชิ้นสลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา

ใบเสมาภาพเล่าเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะเป็นงานศิลปะพุทธที่ช่างท้องถิ่นอีสานสร้างขึ้นเอง ใบเสมาและโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งจากเมืองฟ้าแดดสงยางถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

นอกจากใบเสมา ยังพบอิฐขนาดใหญ่ที่ผสมแกลบข้าว พระพิมพ์ดินเผาหลายร้อยชิ้น ภาชนะดินเผา กำไล แหวน ลูกปัดแก้ว และกระดูกสัตว์ ซึ่งช่วยให้เห็นชีวิตประจำวันของชาวเมือง

05อ่านภาพบนใบเสมา

ตัวเลขใบเสมาของเมืองนี้ต่างกันตามแหล่งข้อมูล ทะเบียนของกรมศิลปากรนับได้ราว 130 ชิ้น ขณะที่การสำรวจบางชุดนับใบเสมาที่พบในและรอบเมืองได้มากกว่า 170 ชิ้น ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 15 ชิ้นที่สลักภาพเล่าเรื่อง ถือเป็นกลุ่มใบเสมาภาพเล่าเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่รู้จักจากยุคเดียวกัน

ภาพที่สลักมักเป็นตอนสำคัญในพุทธประวัติและชาดก ช่างวางภาพไว้ตรงกลางแผ่นหินในลักษณะแบน เน้นเส้นรอบนอก ตัวละครแต่งกายและสวมเครื่องประดับศีรษะแบบที่นักวิชาการบางท่านเห็นว่าใกล้กับประติมากรรมจามปา ซึ่งบอกว่าช่างอีสานรับแรงบันดาลใจจากหลายทิศทาง

ใบเสมาที่โด่งดังชิ้นหนึ่งคือภาพนางพิมพาพิลาป ซึ่งเล่าตอนพระนางพิมพาเศร้าโศกเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ปัจจุบันใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นจำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเก็บรักษาที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม หรือวัดบ้านก้อม ใกล้เมืองโบราณ ซึ่งมีทั้งใบเสมาสลักภาพในอาคารจัดแสดงและใบเสมาเรียบที่ปักเรียงไว้ตามแนวกำแพง

06พระธาตุยาคู

ใกล้ใจกลางเมืองโบราณมีพระธาตุยาคู เจดีย์อิฐขนาดใหญ่สูงราว 15 เมตร ฐานกว้างราว 16 เมตร ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ปูนสอ ฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมมีบันไดทั้งสี่ด้าน ส่วนบนเป็นฐานแปดเหลี่ยมและองค์ระฆัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะต่อเติมในยุคหลัง

ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าพระธาตุนี้บรรจุอัฐิของพระเถระที่ชาวบ้านเคารพ ซึ่งเรียกกันว่า "ญาคู" อันเป็นคำเรียกพระผู้ใหญ่ในภาษาอีสาน ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าเจดีย์องค์เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เก่ากว่าเรื่องเล่ามาก

รอบพระธาตุมีใบเสมาปักอยู่ และในการขุดค้นพบแผ่นหินสลักเรื่องมโหสถชาดก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ปัจจุบันพระธาตุยาคูเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

07ความสำคัญและข้อถกเถียง

เมืองฟ้าแดดสงยางแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมทวารวดีในอีสานมีลักษณะเฉพาะตัว เด่นชัดที่สุดคือประเพณีปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมศาสนสถาน ซึ่งพบมากในลุ่มแม่น้ำชีและแอ่งสกลนคร

นักวิชาการหลายท่าน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าใบเสมาอีสานพัฒนามาจากประเพณีปักหินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ แล้วถูกปรับให้เข้ากับพุทธศาสนา และมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอีสานเอง ไม่พบแบบเดียวกันในอินเดียหรือลังกา ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่รายละเอียดว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไรยังต้องศึกษาต่อ

อีกประเด็นคือความสัมพันธ์ระหว่างเมืองฟ้าแดดสงยางกับเมืองทวารวดีในภาคกลาง นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าเมืองในอีสานเหล่านี้อยู่ใต้รัฐเดียวกัน หรือเป็นชุมชนอิสระที่รับวัฒนธรรมร่วมกันผ่านศาสนาและการค้า

08เมืองพิธีกรรมหรือเมืองหลวง

แม้เมืองจะมีเจดีย์และวิหารมาก แต่นักโบราณคดีพบเนินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่น้อยกว่าที่คาด บางท่านจึงตีความว่าฟ้าแดดสงยางอาจไม่เคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ทำหน้าที่ด้านเศรษฐกิจหรือการปกครอง แต่เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจากชุมชนรอบข้างเดินทางมาร่วม อย่างไรก็ดี ร่องรอยเตาและเศษภาชนะจำนวนมากแสดงว่ามีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ด้วย

อีกมุมหนึ่งมาจากทาเครุ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ซึ่งพยายามเทียบเมืองนี้กับชื่อรัฐ "เหวินตาน" ในบันทึกจีนสมัยราชวงศ์ถัง โดยเสนอว่าฟ้าแดดสงยางอาจเป็นเมืองหลวงชั้นนอก และพื้นที่แถบกันทรวิชัยเป็นเมืองหลวงชั้นใน แต่โฮชิโนเองก็ย้ำว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงการตีความเบื้องต้น

หลักฐานยังบอกถึงการติดต่อกับหลายภูมิภาค ศิลปะพุทธและภาชนะลายเชือกทาบคล้ายกับเมืองทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยา ส่วนจารึกภาษาสันสกฤตและรูปทรงภาชนะบางแบบชี้ไปทางเจนละ เมืองนี้จึงน่าจะเป็นจุดที่วัฒนธรรมหลายสายมาบรรจบกันริมลำน้ำปาว

09ตำนานพระยาฟ้าแดดกับนางฟ้าหยาด

ตามตำนานพื้นบ้านที่จารในใบลานอักษรลาว และพระอริยานุวัตร เขมจารี ถอดความเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ในอดีตมีสองเมืองใหญ่ค้าขายกันทางลำน้ำ คือเมืองฟ้าแดดทางใต้และเมืองเชียงโสมทางเหนือ วันหนึ่งพระยาจันทราช เจ้าเมืองเชียงโสม หลงทางขณะออกล่าสัตว์ แล้วได้พบนางฟ้าหยาด ธิดาของพระยาฟ้าแดด ทั้งสองลักลอบพบกันจนนางตั้งครรภ์

ตามตำนาน เมื่อพระยาจันทราชส่งทูตมาสู่ขออย่างเป็นทางการ พระยาฟ้าแดดกลับรู้สึกถูกหมิ่นและปฏิเสธ จนเกิดสงครามที่พระยาจันทราชสิ้นพระชนม์ในสนามรบ นางฟ้าหยาดรู้ข่าวก็ตรอมใจสิ้นใจตาม พระยาฟ้าแดดจึงรวมอัฐิของทั้งสองไว้ในโกศทองคำ แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้ ภายหลังพระยาธรรม อนุชาของพระยาจันทราช รวบรวมเมืองพันธมิตรมาตีเมืองฟ้าแดดจนต้องยอมแพ้

เรื่องเล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมชาวบ้านผูกซากเจดีย์ในเมืองโบราณเข้ากับเรื่องความรัก แต่เป็นตำนานที่แต่งขึ้นในยุคหลังมาก ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือจารึกยืนยันว่ามีกษัตริย์ชื่อเหล่านี้จริง

10ปัจจุบัน

แนวคูเมือง ฐานโบราณสถาน และใบเสมาจำนวนหนึ่งยังเห็นได้ในพื้นที่ บางชิ้นจัดเก็บไว้ที่วัดในหมู่บ้าน พระธาตุยาคูได้รับการขุดแต่งและบูรณะโดยกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2510–2522 และขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี พ.ศ. 2545

ผู้สนใจสามารถชมพระธาตุยาคูและโบราณสถานในเมืองฟ้าแดดสงยาง แล้วชมใบเสมาที่ย้ายไปจัดแสดงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.เริ่มตั้งถิ่นฐาน

ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อาศัยริมลำน้ำปาว

คริสต์ศตวรรษที่ 2–6ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

ชุมชนขยายตัวต่อเนื่อง

ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200ฝังศพแบบยุคเหล็ก

ฝังศพนอนเหยียดยาว หันศีรษะไปทางตะวันตก ไม่มีของอุทิศ

พุทธศตวรรษที่ 12–16ค.ศ. 7–11ยุคทวารวดี

สร้างศาสนสถาน พระธาตุยาคู และปักใบเสมาจำนวนมาก

พุทธศตวรรษที่ 12–16ค.ศ. 7–11ฝังศพในไห

ฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สองในภาชนะดินเผา พร้อมเครื่องประดับสำริดและลูกปัด

พุทธศตวรรษที่ 14–15แผ่นหินมโหสถชาดก

แผ่นหินสลักเรื่องชาดกที่พบบริเวณพระธาตุยาคู

พุทธศตวรรษที่ 17–18ค.ศ. 12–13การเผาศพ

ชั้นดินบนสุดพบร่องรอยการปลงศพด้วยการเผา

พ.ศ. 2510–2522ค.ศ. 1967–1979บูรณะพระธาตุยาคู

กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะพระธาตุยาคู

พ.ศ. 2511ค.ศ. 1968กรมศิลปากรขุดค้น

พบโบราณสถาน 14 แห่ง รวมอุโบสถที่มีใบเสมาล้อม

พ.ศ. 2534ค.ศ. 1991ขุดค้นลำดับชั้นดิน

ผาสุข อินทราวุธ ขุดหลุมทดสอบ 9 หลุม ยืนยันการอยู่อาศัยตั้งแต่ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.

พ.ศ. 2543ค.ศ. 2000พบใบเสมาเพิ่ม

พบใบเสมานอกคูเมือง

พ.ศ. 2545ค.ศ. 2002ขึ้นทะเบียนพระธาตุยาคู

ประกาศเป็นโบราณสถาน

ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้

เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชมพระธาตุยาคู ฐานโบราณสถาน และใบเสมาบางส่วนได้ในพื้นที่ ใบเสมาและโบราณวัตถุสำคัญจากแหล่งนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: ญาคู คือพระผู้ใหญ่

ชื่อพระธาตุยาคูมาจากคำอีสาน "ญาคู" ที่ใช้เรียกพระภิกษุผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพ

รู้หรือไม่: อิฐผสมแกลบ

อิฐที่ใช้สร้างศาสนสถานในเมืองนี้ผสมแกลบข้าว สะท้อนว่าชาวเมืองปลูกข้าวเป็นหลัก

รู้หรือไม่: ใบเสมาเป็นของอีสาน

นักวิชาการไทยหลายท่านเห็นว่าการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในอีสานเอง

รู้หรือไม่: ฝังศพในไหคู่กับเจดีย์

แม้รับพุทธศาสนาแล้ว ชาวเมืองยังคงฝังกระดูกบรรพบุรุษในไหดินเผาตามประเพณีเดิม

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

ชื่อฟ้าแดดสงยางมาจากไหน
ชื่อเมืองผูกกับตำนานพื้นบ้านเรื่องพระยาฟ้าแดดผู้ครองเมือง ส่วนชื่อจริงของเมืองในสมัยทวารวดียังไม่มีหลักฐานจารึกบอกไว้
ใบเสมาที่นี่ต่างจากที่อื่นอย่างไร
ฟ้าแดดสงยางมีใบเสมาสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดกมากที่สุดกลุ่มหนึ่งที่รู้จัก ภาพสลักเป็นฝีมือช่างท้องถิ่นและแสดงอิทธิพลจากหลายแหล่ง
พระธาตุยาคูเก่าแค่ไหน
เจดีย์องค์เดิมสร้างในสมัยทวารวดี แต่ส่วนบนอย่างฐานแปดเหลี่ยมและองค์ระฆังน่าจะเป็นงานต่อเติมในยุคหลัง
ฟ้าแดดสงยางเป็นเมืองหลวงหรือไม่
ยังไม่แน่ชัด บางท่านมองว่าเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมมากกว่าเมืองที่มีคนอยู่หนาแน่น ส่วนทาเครุ โฮชิโน เสนออย่างระมัดระวังว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเหวินตานในบันทึกจีน
ดูใบเสมาจากเมืองนี้ได้ที่ไหน
ชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ในอำเภอกมลาไสย ซึ่งเก็บใบเสมาไว้จำนวนมาก

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Kalasin province - Wikipedia
  2. Kamalasai district - Wikipedia
  3. พระธาตุยาคู - วิกิพีเดีย
  4. Khon Kaen National Museum - Wikipedia
  5. Sema stone - Wikipedia
  6. ทวารวดีอีสาน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตมั่นในหลักหิน - ศิลปวัฒนธรรม
  7. วิวัฒนาการจากหินตั้งสู่เสมา - ศิลปวัฒนธรรม
  8. Mueang Fa Daet Song Yang - Wikipedia
  9. โศกนาฏกรรมความรัก ในตำนานพื้นเมืองแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง - ศิลปวัฒนธรรม
  10. Wat Pho Chai Semaram - Thai Holiday Guide
  11. ห้องเสมาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทวารวดีในอีสาน - ไทยโพสต์

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา