01ที่ตั้งและภูมิประเทศ
ภูพระบาทเป็นภูเขาหินทรายในเทือกเขาภูพานตอนเหนือ อยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีและหนองคายราว 65 กิโลเมตร บนยอดเขามีป่าโปร่งและลานหินกว้าง
จุดเด่นของภูพระบาทคือโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หินทรายชั้นล่างที่อ่อนกว่าสึกไปเร็วกว่าชั้นบน จึงเกิดเป็นหินรูปเห็ด เพิงหิน และหินก้อนใหญ่ที่ตั้งซ้อนกันอย่างน่าทึ่ง
ภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ผู้คนทุกยุคมองภูพระบาทเป็นที่พิเศษ ทั้งเป็นที่พักพิง ที่ทำพิธีกรรม และที่ปฏิบัติธรรม
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 3 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
ใบเสมาปักล้อมเพิงหินเพื่อกำหนดเขตพิธีกรรม ประเพณีที่ยูเนสโกยกย่อง
เก็บรักษา/ชมได้ที่: อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทดูภาพถ่ายจริง ↗ภาพคน สัตว์ รอยมือ และลายเรขาคณิตในเพิงหินหลายแห่ง
เก็บรักษา/ชมได้ที่: เพิงหินในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทดูภาพถ่ายจริง ↗เพิงหินรูปดอกเห็ดตามตำนานนางอุสากับท้าวบารส
เก็บรักษา/ชมได้ที่: อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่
จุดกะพริบคือภูพระบาท จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน
GPSพิกัดและการนำทาง
แม่นยำสูง ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป
17.730814, 102.357573พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด
02ร่องรอยคนยุคก่อนประวัติศาสตร์
ตามเพิงหินหลายแห่งบนภูพระบาทมีภาพเขียนสีแดง เป็นรูปคน ฝ่ามือ สัตว์ และลายเรขาคณิต ยูเนสโกระบุว่ามีเพิงหินที่พบภาพเขียนสีราว 47 แห่ง ภาพที่รู้จักกันดีอยู่ที่ถ้ำวัวและถ้ำคน ซึ่งได้ชื่อตามภาพวัวและภาพคนที่ปรากฏอยู่
อายุของภาพเขียนสียังกำหนดได้ไม่แน่ชัด แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ประเมินว่าราว 2,000–3,000 ปีก่อน บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรง ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นการประเมินจากรูปแบบและหลักฐานแวดล้อม
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ศึกษาภาพเขียนสีในอำเภอบ้านผือ นับแหล่งภาพเขียนสีในอำเภอนี้ได้ 81 แห่ง ในจำนวนนี้ 55 แห่งอยู่ในกลุ่มภูพระบาท แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย ภาพส่วนใหญ่เป็นสีแดงจากแร่ในท้องถิ่น มีทั้งคน สัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัว รอยมือ และลายเรขาคณิต
ข้อเสนอของท่านต่างจากค่าที่นิยมอ้างกัน คือกำหนดอายุภาพส่วนใหญ่ไว้ราว ค.ศ. 600–1200 ซึ่งใกล้เคียงกับยุคทวารวดี และตีความว่ารูปคนอาจหมายถึงวิญญาณบรรพบุรุษในโลกหลังความตาย ท่านยังชี้ว่าลายเรขาคณิตบางแบบคล้ายลายบนภาชนะบ้านเชียง คำถามว่าภาพเขียนสีเก่ากว่าใบเสมามากหรือเกิดในยุคใกล้กันจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่เปิดอยู่
บนภูพระบาท ธรรมชาติปั้นรูปทรงของหิน ศรัทธาปักเสมาล้อมไว้ และนิทานตั้งชื่อให้ทุกก้อน
03เพิงหินกลายเป็นวัด: วัฒนธรรมเสมา
ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 ผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นศาสนสถาน และปักใบเสมาหินล้อมรอบเพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาบางกลุ่มยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมจนถึงทุกวันนี้
ยูเนสโกยกย่องว่าภูพระบาทมีกลุ่มใบเสมาสมัยทวารวดีที่อยู่ในตำแหน่งดั้งเดิมมากที่สุดในโลก และแสดงให้เห็นว่าธรรมเนียมการปักเสมาของภาคอีสานต่างจากที่อื่น เพราะใช้กับเพิงหินธรรมชาติ ไม่ได้ใช้กับอาคารก่ออิฐเพียงอย่างเดียว
ต่อมาในสมัยล้านช้าง ภูพระบาทยังเป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา มีการสลักพระพุทธรูปในเพิงหินบางแห่ง บนเขายังมีรอยพระพุทธบาท และวัดพระพุทธบาทบัวบกซึ่งมีงานนมัสการประจำปีในเดือนมีนาคม
04จากหินตั้งสู่ใบเสมา
นักวิชาการหลายคนมองว่าใบเสมาบนภูพระบาทมีรากมาจากประเพณีหินตั้งที่เก่ากว่าพุทธศาสนา บทความในศิลปวัฒนธรรมอธิบายว่าเมื่อราว 3,000 ปีก่อน ผู้คนในภูมิภาคนี้ปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ เชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในหินและคุ้มครองลูกหลาน
เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ชาวบ้านนำธรรมเนียมเดิมมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนหินตั้งให้กลายเป็นเครื่องหมายเขตศักดิ์สิทธิ์ของสงฆ์ ยูเนสโกระบุว่าการปักเสมาบนภูพระบาทดำเนินต่อเนื่องราวสี่ศตวรรษ กรมศิลปากรเองก็มองว่าเสมาอีสานเป็นงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ซึ่งต่างจากเครื่องหมายเขตสงฆ์ในอินเดียและลังกา
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่าหินตั้งและใบเสมาส่วนใหญ่เป็นแผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดแหลม บางแห่งปักเดี่ยว บางแห่งปักล้อมพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ บางกลุ่มปักซ้อนกันทิศละ 3 หลัก และบางแห่งพบร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าหินเหล่านี้อาจเกี่ยวกับพิธีศพด้วย
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกู่นางอุสา ซึ่งเป็นศาสนสถานหินขนาดเล็กที่มีใบเสมาปักครบทั้งแปดทิศ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 การผสมกันระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับพุทธศาสนาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ภูพระบาทโดดเด่นในสายตาผู้เชี่ยวชาญ
05ตำนานนางอุสาและท้าวบารส
ชาวบ้านผูกชื่อโขดหินบนภูพระบาทเข้ากับนิทานพื้นบ้านอีสานเรื่องอุสา-บารส ตามตำนาน นางอุสาเป็นสาวงามที่อยู่ในความดูแลของพญากงพาน นางร้อยมาลัยแล้วลอยน้ำไปเพื่อเสี่ยงหาคู่ ท้าวบารสเจ้าชายจากต่างเมืองเก็บมาลัยได้และตามหาจนพบนาง ทั้งสองแอบรักกันที่หอซึ่งนางพำนักอยู่
เมื่อพญากงพานรู้ความ จึงท้าท้าวบารสแข่งสร้างวัดให้เสร็จภายในคืนเดียว โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามตำนาน ท้าวบารสใช้อุบายจนชนะ วัดของสองฝ่ายจึงได้ชื่อว่าวัดพ่อตาและวัดลูกเขย ส่วนตอนจบของเรื่องเป็นโศกนาฏกรรม นางอุสาถูกกลั่นแกล้งในเมืองของท้าวบารสจนหนีกลับบ้าน และคนรักทั้งสองต่างตรอมใจจนสิ้นชีวิต
ชื่อสถานที่ในอุทยานจึงมาจากนิทานเรื่องนี้ เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา คอกม้าท้าวบารส วัดพ่อตา และวัดลูกเขย นี่เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังใช้อธิบายโขดหินประหลาด จึงควรอ่านในฐานะมรดกทางวรรณกรรมของท้องถิ่น
06สิ่งที่เห็นในอุทยาน
หอนางอุสาเป็นจุดเด่นที่สุด เป็นหินรูปเห็ดขนาดใหญ่ หินก้อนบนกว้างราว 5 เมตร ยาวราว 7 เมตร ความสูงรวมราว 10 เมตร ใต้หินมีการก่อผนังและเจาะช่องคล้ายหน้าต่าง รอบหอมีใบเสมาปักล้อมอยู่
กลุ่มวัดพ่อตาและวัดลูกเขยเป็นเพิงหินที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ภายในมีพระพุทธรูปสลักและใบเสมาโดยรอบ ส่วนคอกม้าท้าวบารสเป็นเพิงหินใหญ่ที่มีใบเสมาปักอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีถ้ำวัว ถ้ำคน ถ้ำพระ และรอยพระพุทธบาทหลังเต่า
07พระพุทธบาทบัวบกและศรัทธายุคหลัง
บนภูพระบาทยังมีชั้นความศรัทธาที่ใหม่กว่าสมัยทวารวดีมาก จุดสำคัญที่สุดคือรอยพระพุทธบาทบัวบกในวัดพระพุทธบาทบัวบก ชื่อบัวบกนี้มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากชื่อสถานที่ในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานพระธาตุพนมที่เล่าถึงรอยพระพุทธบาทหลายแห่งในลุ่มน้ำโขง
ตามประวัติที่เล่าต่อกันมา พระอาจารย์ศรีทัตถ์ ญาณสัมปันโน มาพบซากศาสนสถานเดิมแล้วชักชวนชาวพุทธช่วยกันบูรณะ เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2462 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2473 รอยพระบาทเป็นรอยเท้าขวา กว้างราว 92 เซนติเมตร ยาวราว 160 เซนติเมตร ลึกราว 75 เซนติเมตร ทำโดยฉาบปูนทับรอยเดิม
นักวิชาการด้านคติชนบางท่าน เช่น ศ.ดร.ธีรวัฒน์ แสนคำ เสนอว่ารอยพระบาทแห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในรอยพระบาทที่ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับไว้ให้นาคบูชา ข้อเสนอนี้มาจากการตีความตำนาน และยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีช่วยกำหนดอายุ ทุกปีในเดือนมีนาคมมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกที่ผู้คนจากอีสานและลาวเดินทางมาร่วม
08เส้นทางสู่มรดกโลกและการดูแลรักษา
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอภูพระบาทขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566 ในขณะนั้นไทยมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพียง 3 แห่ง คือสุโขทัย อยุธยา และบ้านเชียง ก่อนที่ศรีเทพจะได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกัน และภูพระบาทตามมาในปีถัดไป
ยูเนสโกรับรองภูพระบาทด้วยเกณฑ์สองข้อ เกณฑ์ที่ 3 คือเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประเพณีใบเสมา ส่วนเกณฑ์ที่ 5 คือเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่อย่างตั้งใจและกว้างขวาง พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์ มีเขตกันชนอีกราว 599 เฮกตาร์
ในทางกฎหมาย พื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองทั้งโดยพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. 2504 ที่แก้ไขใน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กรมศิลปากรจึงต้องทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569 ที่จัดทำโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม
09ปัจจุบัน
กรมศิลปากรประกาศให้ภูพระบาทเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อราว พ.ศ. 2532 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงต้นทศวรรษ 2530 แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปี พ.ศ. 2534
วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 46 ประกาศให้ภูพระบาทเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากเมืองโบราณศรีเทพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีก่อนหน้า หลังจากนั้นจำนวนผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นมาก การดูแลใบเสมาและภาพเขียนสีจากการสัมผัสและการกัดกร่อนจึงเป็นงานสำคัญของอุทยาน
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ผู้คนปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ ตามคำอธิบายของนักวิชาการ
คนยุคก่อนประวัติศาสตร์เขียนภาพคน สัตว์ และฝ่ามือ อายุยังเป็นการประเมิน
ยูเนสโกระบุว่าพุทธศาสนาเข้าสู่พื้นที่ในช่วงนี้
ดัดแปลงเพิงหินเป็นศาสนสถานและปักใบเสมาล้อมรอบ
ศาสนสถานหินเล็กที่มีใบเสมาปักครบแปดทิศ
สลักพระพุทธรูปและใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
ชาวบ้านตั้งชื่อโขดหินตามนิทานพื้นบ้านอีสาน
พระอาจารย์ศรีทัตถ์และชาวพุทธสร้างศาสนสถานครอบรอยพระบาท
กรมศิลปากรจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
เริ่มแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569
อนุมัติให้เสนอภูพระบาทต่อยูเนสโก
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในฐานะประจักษ์พยานวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี
ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในความดูแลของกรมศิลปากร มีศูนย์บริการข้อมูลและเส้นทางเดินเท้าวนผ่านหอนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอกม้าท้าวบารส และถ้ำภาพเขียนสี ควรเตรียมรองเท้าเดินป่าและไม่สัมผัสภาพเขียนสีหรือใบเสมา
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: มรดกโลกแห่งที่ 5
ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากสุโขทัย อยุธยา บ้านเชียง และศรีเทพ
รู้หรือไม่: เสมาอยู่ที่เดิม
ใบเสมาจำนวนมากบนภูพระบาทยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งหาได้ยากในแหล่งอื่น
รู้หรือไม่: ชื่อพ่อตาลูกเขย
ชื่อวัดพ่อตาและวัดลูกเขยมาจากตำนานการแข่งสร้างวัดระหว่างพญากงพานกับท้าวบารส
รู้หรือไม่: รอยพระบาทขนาดยักษ์
รอยพระพุทธบาทบัวบกยาวราว 160 เซนติเมตรและลึกราว 75 เซนติเมตร เป็นรอยเท้าขวาที่ฉาบปูนทับรอยเดิม
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
ใบเสมาคืออะไร
ทำไมภูพระบาทจึงเป็นมรดกโลก
หอนางอุสาเป็นของจริงตามนิทานหรือไม่
ภาพเขียนสีบนภูพระบาทเก่าแค่ไหน
ภูพระบาทเป็นมรดกโลกแห่งที่เท่าไรของไทย
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (1)
บทความเหล่านี้พูดถึงภูพระบาท อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period - UNESCO
- Phu Phra Bat Historical Park - Wikipedia
- อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท - วิกิพีเดีย
- หอนางอุสา - วิกิพีเดีย
- อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท - กรมศิลปากร
- Phu Phra Bat Historical Park - Atlas Obscura
- ทำไม ภูพระบาท ถึงเป็น แหล่งหินตั้ง ในวัฒนธรรมทวารวดี - ศิลปวัฒนธรรม
- วิวัฒนาการจาก หินตั้ง สู่ เสมา ผีและพุทธใน ภูพระบาท - ศิลปวัฒนธรรม
- รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์บน ภูพระบาท ทำไมถึงชื่อ พระบาทบัวบก - ศิลปวัฒนธรรม
- ครม. เห็นชอบเสนอ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก - Thai PBS
- ไขปริศนา ภาพเขียนสี ภูพระบาท - ศิลปวัฒนธรรม
- ภาพเขียนสีภูพระบาท - ศิลปวัฒนธรรม
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา