01ทับหลังคืออะไร
ในปราสาทหินแบบเขมร ทับหลังคือแผ่นหินยาวที่วางพาดอยู่เหนือกรอบประตู ทำหน้าที่ทั้งรับน้ำหนักและประดับตกแต่ง ช่างนิยมสลักภาพเทพเจ้า ฉากจากมหากาพย์ หรือลวดลายพันธุ์พฤกษาลงบนหน้าหิน ทับหลังจึงเป็นเหมือนป้ายบอกผู้มาเยือนว่าศาสนสถานแห่งนั้นถวายแด่ใคร และผู้สร้างนับถืออะไร
ทับหลังมีอยู่หลายร้อยชิ้นในปราสาทเขมรทั่วอีสาน แต่ชิ้นที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้ง ชื่อของมันไม่ได้มาจากความงามเพียงอย่างเดียว หากมาจากเรื่องราวการหายไปและการเดินทางกลับบ้านที่กลายเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ
ทับหลังชิ้นนี้อยู่เหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ซึ่งเป็นด้านหน้าของปราสาทที่หันรับแสงอาทิตย์ยามเช้า ตัวปรางค์สร้างด้วยหินทรายสีชมพูในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02ภาพบนแผ่นหิน: ก่อนโลกจะเกิด
ภาพที่สลักไว้เป็นตอนหนึ่งของคติศาสนาฮินดู เมื่อจักรวาลรอบหนึ่งสิ้นสุดลง โลกจมอยู่ใต้มหาสมุทร พระวิษณุหรือพระนารายณ์จะบรรทมหลับอยู่บนขนดของพญาอนันตนาคราชที่ลอยเหนือน้ำ คำว่าบรรทมสินธุ์จึงหมายถึงการนอนบนสายน้ำ
ระหว่างที่บรรทม ดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีหรือสะดือของพระองค์ บนดอกบัวมีพระพรหมประทับอยู่ พระพรหมคือเทพผู้จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนพระลักษมี ชายาของพระวิษณุ นั่งอยู่ทางปลายพระบาท ภาพทั้งหมดจึงเล่าถึงช่วงเวลาเงียบสงบก่อนการกำเนิดของโลก
ช่างเขมรนิยมสลักฉากนี้บนทับหลังของปราสาทหลายแห่ง เพราะมันบรรจุความหมายเรื่องวัฏจักรของการทำลายและการสร้างใหม่ไว้ในภาพเดียว สถาบันศิลปะชิคาโกเคยตั้งชื่อชิ้นงานนี้ว่า การกำเนิดพระพรหม พร้อมพระวิษณุบรรทมบนมกร ซึ่งบอกให้รู้ว่าสัตว์ที่รองรับพระวิษณุบนทับหลังชิ้นนี้ถูกตีความได้หลายแบบ
ที่น่าสนใจคือปราสาทพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็ยังให้พื้นที่สำคัญแก่ภาพของพระวิษณุ ซึ่งสะท้อนว่าศาสนาฮินดูในดินแดนเขมรโบราณเปิดรับเทพหลายองค์อยู่ร่วมกันในศาสนสถานเดียว
หินแผ่นเดียวที่เล่าเรื่องการเกิดใหม่ของโลก ได้เกิดใหม่อีกครั้งเมื่อกลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมของมัน
03หายไปจากพนมรุ้ง
ก่อนกรมศิลปากรจะเริ่มบูรณะในปี พ.ศ. 2514 ปราสาทพนมรุ้งอยู่ในสภาพพังทลาย หินจำนวนมากร่วงหล่นกองอยู่บนพื้น และไม่มีใครเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็หายไปจากตำแหน่งเดิม
หลักฐานจากสถาบันศิลปะชิคาโกระบุว่า พ่อค้าศิลปวัตถุชาวอเมริกันชื่อเจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังชิ้นนี้มาจากกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) แล้วขายต่อให้มูลนิธิของนักสะสมตระกูลอัลสดอร์ฟในเดือนถัดมา จากนั้นทับหลังก็เข้าสู่คอลเลกชันของสถาบันศิลปะชิคาโกในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)
ทับหลังจัดแสดงอยู่ในสหรัฐอเมริกานานกว่ายี่สิบปี เส้นทางของมันผ่านมือพ่อค้าในกรุงเทพฯ พ่อค้าอเมริกัน และนักสะสม ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นเส้นทางแบบที่โบราณวัตถุจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเดินทางออกไปในยุคนั้น
04เสียงเรียกร้องให้กลับบ้าน
เมื่อการบูรณะพนมรุ้งด้วยวิธีรื้อแล้วประกอบคืนใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 ช่องว่างเหนือประตูด้านตะวันออกกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น การทวงคืนทับหลังจึงกลายเป็นกระแสใหญ่ สื่อมวลชนติดตามข่าวทุกวัน และมีนักวิชาการ ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมากร่วมเรียกร้อง
ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้มีบทบาทนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการ ในปีเดียวกันวงคาราบาวออกอัลบั้มชื่อทับหลัง ทำให้เรื่องโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งเข้าไปอยู่ในเพลงที่คนทั่วไปฟังกัน
ในช่วงแรก สถาบันศิลปะชิคาโกไม่ยอมคืนโดยไม่มีเงื่อนไข สุดท้ายจึงตกลงกันได้ด้วยการเจรจานอกศาล ทางพิพิธภัณฑ์ยอมส่งทับหลังกลับไทย โดยได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิเอลิซาเบท เอฟ. เชนีย์ ซึ่งเป็นมูลนิธิในชิคาโก มาทดแทน
05พิสูจน์ว่าเป็นของแท้
ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ท่ามกลางความสนใจของคนทั้งประเทศ แต่ก่อนจะนำขึ้นติดตั้ง นักวิทยาศาสตร์ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนว่าหินที่ได้คืนมาเป็นชิ้นเดียวกับที่หายไปจริงหรือไม่
ทีมตรวจพิสูจน์ใช้หลายวิธีร่วมกัน วิธีแรกคือส่องดูผิวหินด้วยกล้องขยายเพื่อหารอยบิ่น รอยสึก และการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เกิดตามกาลเวลา วิธีที่สองคือตัดหินตัวอย่างไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบศิลาวรรณนา แล้วเทียบกับหินทรายจากตัวปราสาท ผลออกมาว่าเป็นหินทรายชนิดอาร์โคสเหมือนกัน
หลักฐานชิ้นที่สามมาจากสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างไลเคน ซึ่งเกาะซ้อนกันเป็นหลายชั้นบนผิวหิน แสดงว่าหินชิ้นนี้ตั้งอยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี ของทำเลียนแบบไม่มีทางมีร่องรอยเช่นนี้ เมื่อหลักฐานครบ ทับหลังจึงได้กลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531
06มรดกของการทวงคืน
กรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลายเป็นต้นแบบของการทวงคืนโบราณวัตถุในสังคมไทย มันทำให้คนจำนวนมากเริ่มคิดว่าโบราณวัตถุควรอยู่ในบริบทเดิมของมัน และการซื้อขายของที่ถูกลักลอบออกนอกประเทศเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ
เรื่องราวยังมีภาคต่อ เสาประดับกรอบประตูที่สลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ซึ่งออกจากไทยไปพร้อม ๆ กับทับหลังในปี พ.ศ. 2509 และอยู่ที่ชิคาโกโดยถูกระบุผิดว่ามาจากกัมพูชา ได้รับการตรวจสอบจนยืนยันว่ามาจากพนมรุ้ง และถูกส่งคืนไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ชิ้นส่วนสองชิ้นของประตูเดียวกันจึงได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
นักวิชาการบางคนเตือนว่าการเล่าเรื่องทับหลังด้วยภาษาชาตินิยมอย่างเดียวอาจทำให้ลืมไปว่าปราสาทเหล่านี้เป็นมรดกร่วมของผู้คนในลุ่มแม่น้ำมูลและกัมพูชา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมกันมายาวนาน การมองทับหลังจึงควรมองทั้งในฐานะสมบัติของชาติและหลักฐานของโลกเขมรโบราณที่ข้ามพรมแดนปัจจุบัน
ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ยังพบในที่อื่นของไทยด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือภาพสลักบนหินใต้ลำธารในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ยาวราว 120 เซนติเมตร ซึ่งพรานชาวบ้านพบโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2522 แสดงว่าคตินี้แพร่หลายไปไกลกว่าศาสนสถานใหญ่
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ปรางค์ประธานพนมรุ้งและทับหลังด้านตะวันออกถูกสร้างขึ้น
ทับหลังถูกลักลอบนำออกจากปราสาทที่ยังพังทลาย
เจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังและเสาประดับจากกรุงเทพฯ
สถาบันศิลปะชิคาโกได้ทับหลังเข้าคอลเลกชัน
กรมศิลปากรเริ่มรื้อและประกอบปราสาทคืน
สื่อและประชาชนเรียกร้อง คาราบาวออกอัลบั้มทับหลัง
ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทย
ติดตั้งเหนือประตูด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน
สถาบันศิลปะชิคาโกคืนเสาประดับภาพพระกฤษณะ
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ไลเคนเป็นพยาน
ไลเคนที่ขึ้นซ้อนกันหลายชั้นบนผิวทับหลังเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง เพราะมันต้องใช้เวลานับร้อยปีกลางแจ้งจึงจะสะสมได้ขนาดนั้น
รู้หรือไม่: ชื่อนารายณ์เกี่ยวกับน้ำ
คำว่านารายณ์ในภาษาสันสกฤตเกี่ยวข้องกับน้ำ จึงเข้ากับภาพเทพที่บรรทมอยู่เหนือมหาสมุทรก่อนโลกถือกำเนิด
รู้หรือไม่: เป็นชื่ออัลบั้มเพลง
ในปี พ.ศ. 2531 วงคาราบาวใช้คำว่าทับหลังเป็นชื่ออัลบั้ม ในช่วงเดียวกับที่สังคมไทยเรียกร้องให้ทับหลังกลับบ้าน
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (1)
บทความเหล่านี้พูดถึงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Phanom Rung Historical Park (Wikipedia)
- Art Institute of Chicago: A Sacred Pilaster Returns Home
- The Siam Society: The Lintel and the Pilaster
- Thai PBS: 10 พฤศจิกายน 2531 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนสู่ประเทศไทย
- ศิลปวัฒนธรรม: ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุ
- ศิลปวัฒนธรรม: พระนารายณ์มาจากไหน ทำไมต้องบรรทมสินธุ์
- ศิลปวัฒนธรรม: การเมืองในประวัติศาสตร์เครือญาติไทย-กัมพูชา กรณีทับหลัง
- Cultural Property Disputes: Thai Reclining Vishnu
- Carabao discography (Wikipedia)
- Khaosod English: Ancient underwater Narai carving
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา