01ภูมิหลัง: จากวรรณคดีสู่มานุษยวิทยา
ศรีศักร วัลลิโภดม เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ต่อมาเขาได้ทุนโคลัมโบไปเรียนต่อปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย การเรียนมานุษยวิทยาทำให้เขามองอดีตผ่านชีวิตของผู้คนธรรมดา ประเพณี และความเชื่อ มากกว่าผ่านพระราชพงศาวดารเพียงอย่างเดียว
บิดาของเขาคือมานิต วัลลิโภดม ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องเมืองอโยธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณสถานจึงเป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่ในครอบครัว
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02ชีวิตอาจารย์และการก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา
ศรีศักรเริ่มเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ไทยที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ต่อมาใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาไปสอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ราวสองปี แล้วกลับมาร่วมสร้างการเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากร
การเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 2517 และตั้งเป็นภาควิชาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2520 ศรีศักรได้รับการยกย่องร่วมกับปรานี วงษ์เทศ ว่าเป็นผู้ร่วมวางรากฐานหลักสูตร ต่อมาเขาได้เป็นหัวหน้าภาควิชาและได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ
เขายังเป็นอาจารย์รับเชิญด้านโบราณคดีไทยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลใน พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) และตั้งแต่ พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) ทำวิจัยเรื่องชุมชนโบราณร่วมกับศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งใช้ภาพถ่ายทางอากาศช่วยศึกษาผังเมืองโบราณ
สำหรับศรีศักร ประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้อยู่แค่ในพงศาวดาร แต่อยู่ในแม่น้ำ คันดิน ศาลผี และความทรงจำของชาวบ้านทั่วทุกภาค
03งานภาคสนาม: อีสานและผาแต้ม
ศรีศักรให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริง เขาสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งเคยถูกมองว่าแห้งแล้งและห่างไกลความเจริญ งานของเขาแสดงให้เห็นว่าอีสานมีชุมชนเกษตรกรรมและการผลิตเหล็กและเกลือมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจของภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีศรีศักรเป็นผู้นำ ได้สำรวจพบภาพเขียนสีบนหน้าผาที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และแถลงการค้นพบต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524
แนวคิดเรื่องอีสานถูกรวบรวมไว้ในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง นอกจากนี้เขายังเขียนงานเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ทวารวดี ยุคเหล็ก และวัฒนธรรมปลาแดก หนังสือเหล่านี้ช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้เริ่มที่สุโขทัย
04ภูมิวัฒนธรรม: อ่านอดีตจากแผ่นดิน
แนวคิดที่ผูกกับชื่อของศรีศักรมากที่สุดคือภูมิวัฒนธรรม หมายถึงการมองว่าชุมชนแต่ละแห่งเกิดและเติบโตขึ้นตามสภาพภูมิประเทศ แหล่งน้ำ ทรัพยากร และตำแหน่งบนเส้นทางคมนาคม ก่อนจะถามว่ากษัตริย์องค์ใดปกครอง เขาชวนให้ถามก่อนว่าคนกลุ่มนี้อยู่ตรงนั้นเพราะอะไร
เพื่อตอบคำถามแบบนี้ เขาใช้เครื่องมือหลายอย่างร่วมกัน ตั้งแต่ภาพถ่ายทางอากาศสำหรับดูผังคูน้ำคันดินของเมืองโบราณ การสำรวจภาคสนาม ไปจนถึงการฟังเรื่องเล่าและความเชื่อของชาวบ้าน คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุหัวข้อที่เขาศึกษา เช่น ความสำคัญของเกลือและเหล็กในอีสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ ใบเสมาในฐานะหลักฐานการนับถือศาสนา และอิทธิพลของการค้าทางไกลต่อการเกิดเมืองและรัฐ
ผลของวิธีคิดนี้เห็นชัดในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) หนังสือเสนอว่าอีสานไม่ได้เป็นดินแดนยากจนมาแต่เดิม แต่เคยเป็นแหล่งเกษตรกรรมและการผลิตที่รุ่งเรือง ภาพอีสานที่แห้งแล้งจึงเป็นภาพของยุคหลังมากกว่าภาพของอดีตอันยาวนาน
อีกด้านหนึ่ง เขาสนับสนุนให้ชุมชนดูแลมรดกของตนเอง งานเขียนเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนในลุ่มลพบุรี–ป่าสักเป็นตัวอย่างหนึ่ง และในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขายกตัวอย่างชาวบ้านที่วัดพรหมทินใต้ซึ่งสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเอง และชาวศรีเทพที่รวมตัวคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันใกล้แหล่งโบราณคดี
05วารสารเมืองโบราณ: ห้องเรียนนอกมหาวิทยาลัย
ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ศรีศักรเป็นบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ วารสารราย 3 เดือนด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ต่อมาเขายังเป็นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งทำงานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมรดกวัฒนธรรม
ตลอดเกือบห้าทศวรรษ เขาเขียนบทความในวารสารนี้กว่า 200 ชิ้น ครอบคลุมเรื่องเมืองโบราณ เส้นทางการค้า การจัดการน้ำ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในไทย ทั้งลาว มอญ จีน และชาวเขา เมืองโบราณจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่นำงานวิชาการไปสู่ผู้อ่านทั่วไป
แม้อายุจะเกิน 80 ปี เขายังออกสำรวจโบราณสถานด้วยตนเองและนำทัศนศึกษาให้ผู้สนใจ เพราะเชื่อว่าการเรียนประวัติศาสตร์ต้องเริ่มจากการเห็นภูมิประเทศจริง
06ความคิด: ท้าทายอัลไตและประวัติศาสตร์ชาตินิยม
ศรีศักรเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีที่ว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง ทฤษฎีนี้เคยอยู่ในแบบเรียนไทยหลายสิบปี เขาเห็นว่าดินแดนไทยเป็นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายกลุ่มมาแต่โบราณ และความเป็นไทยเกิดจากการผสมผสานของคนเหล่านั้น มากกว่าเกิดจากชนชาติเดียวที่อพยพลงมา
เขายังวิจารณ์การเล่าประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมที่มองรัฐโบราณเป็นอาณาจักรรวมศูนย์ เขาเสนอให้มองแบบมณฑล คือเครือข่ายเมืองที่เชื่อมกันด้วยเครือญาติและการแต่งงาน ในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขาเห็นว่าสุโขทัยเป็นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นราชอาณาจักรอย่างที่แบบเรียนเล่า
บางข้อเสนอของเขาเป็นที่ถกเถียงมาก เช่นใน พ.ศ. 2530 เขาเสนอว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นด้วย แต่ข้อเสนอนี้ก็กระตุ้นให้คนกลับไปอ่านหลักฐานอย่างวิพากษ์มากขึ้น
ในเรื่องศาสนาและความเชื่อ เขาเห็นว่าผีเป็นสถาบันความเชื่อหลักของสังคมไทย ตั้งแต่ผีเรือน ผีบ้าน จนถึงผีเมือง และอยู่ร่วมกับพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน ส่วนเรื่องขอม เขาอธิบายว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงคนที่รับวัฒนธรรมและศาสนาแบบเมืองพระนครด้วย
07สุโขทัยและจารึกหลักที่ 1: บทบาทในข้อถกเถียงใหญ่
ศรีศักรเคยทำงานกับสุโขทัยโดยตรง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ของโครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตามที่คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุ ประสบการณ์นี้ทำให้เขามีข้อสังเกตเกี่ยวกับสุโขทัยที่ต่างจากแบบเรียนในยุคนั้น
ข้อเสนอของเขาคือ จารึกหลักที่ 1 ทั้งหลักน่าจะทำขึ้นหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เพื่อสรรเสริญความรุ่งเรืองของสุโขทัยและสร้างความชอบธรรมให้ราชวงศ์ ในช่วงที่ต้องแข่งขันกับฝ่ายพะเยาซึ่งมีอิทธิพลในลุ่มน้ำน่าน ข้อเสนอนี้ต่างจากความเห็นกระแสหลักที่ยอมรับเพียงว่าตอนท้ายของจารึกอาจเขียนเพิ่มภายหลัง
ควรแยกให้ชัดว่าข้อเสนอของศรีศักรต่างจากอีกสองกระแสที่ดังกว่าในปลายทศวรรษ 2520 คือ ไมเคิล วิกเกอรี ที่ตั้งคำถามเรื่องความแท้ของจารึกใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) และพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่เสนอใน พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ศรีศักรไม่ได้บอกว่าจารึกเป็นของปลอม แต่เห็นว่าทำขึ้นในสมัยสุโขทัยที่หลังกว่าที่เชื่อกัน
ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ยังไม่ยุติในหมู่นักวิชาการบางกลุ่ม แต่การตรวจผิวศิลาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) พบว่ามีอายุใกล้เคียงกับจารึกสุโขทัยหลักอื่น และใน พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก
08ขอมคือใคร: บทสนทนากับจิตร ภูมิศักดิ์
ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) ศรีศักรเขียนบทวิจารณ์หนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของจิตร ภูมิศักดิ์ บทความนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการถกเถียงทางวิชาการอย่างให้เกียรติกัน
เขาชื่นชมวิธีที่จิตรใช้ภาษาศาสตร์และที่มาของคำในการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ตั้งข้อสงสัยต่อการกำหนดอายุของเมืองในตำนานบางแห่ง ซึ่งเขาเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักฐานโบราณคดีที่พบในเวลานั้น
ในบทความเดียวกัน ศรีศักรเสนอว่าคำว่าขอมมีสองความหมาย ความหมายแคบคือชาวเขมรสมัยเมืองพระนครที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน ความหมายกว้างคือผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงที่รับวัฒนธรรมแบบเดียวกันนี้ การแยกสองความหมายช่วยให้เข้าใจว่าทำไมตำนานไทยจึงเรียกผู้คนหลากหลายกลุ่มว่าขอม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเขมรทั้งหมด
09เกียรติยศและมรดก
ใน พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ศรีศักรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และใน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 จากประเทศญี่ปุ่น คำประกาศเกียรติคุณยกย่องว่าเขาผสานมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และคติชน เพื่อมองอดีตจากมุมของท้องถิ่น
มรดกสำคัญของเขาคือวิธีคิด เขาสอนให้คนรุ่นหลังมองว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องของกษัตริย์และราชธานี แต่ยังมีเรื่องของชุมชน แม่น้ำ เส้นทางการค้า และผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ นักวิชาการรุ่นใหม่หลายคนยังยกให้งานของเขาเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาอดีตของไทย
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ราวสองปี ก่อนกลับศิลปากร
เป็นบรรณาธิการต่อเนื่องหลายทศวรรษ
ร่วมวางรากฐานกับปรานี วงษ์เทศ
สอนโบราณคดีไทย
ทีมสำรวจภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร
เสนอความหมายแคบและกว้างของคำว่าขอม
ศึกษาชุมชนโบราณ
ข้อเสนอที่ยังเป็นข้อถกเถียง
พลิกภาพอีสานจากดินแดนยากจนเป็นแหล่งอารยธรรม
สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18
ยังออกสำรวจภาคสนามอย่างต่อเนื่อง
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ผู้นำทีมพบผาแต้ม
ภาพเขียนสีผาแต้มที่โขงเจียมเป็นที่รู้จักของสาธารณชนหลังทีมของศรีศักรแถลงการค้นพบเมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524
รู้หรือไม่: นักเขียนประจำเมืองโบราณ
ศรีศักรเขียนบทความลงวารสารเมืองโบราณกว่า 200 ชิ้น ตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2517
รู้หรือไม่: เรียนวรรณคดีมาก่อน
ก่อนจะเป็นนักโบราณคดี ศรีศักรเริ่มต้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วจึงเปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยาที่ออสเตรเลีย
รู้หรือไม่: ไม่ได้บอกว่าจารึกปลอม
ศรีศักรเสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งต่างจากข้อเสนอของพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
ศรีศักรเห็นว่าคนไทยมาจากไหน
ศรีศักรบอกว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นของปลอมหรือไม่
ภูมิวัฒนธรรมคืออะไร
ทำไมเขาบอกว่าสุโขทัยไม่ใช่ราชอาณาจักรแรก
งานของศรีศักรหาอ่านได้ที่ไหน
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (6)
บทความเหล่านี้พูดถึงศรีศักร วัลลิโภดม อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Srisakra Vallibhotama, Fukuoka Prize 2007 (Award Citation)
- ศรีศักร วัลลิโภดม (ฐานข้อมูลนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทย ศมส.)
- SriSakara Vallibhotama (Anthropological Archives Database, SAC)
- บทความ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ในวารสารเมืองโบราณ
- 82 ปี ศรีศักร วัลลิโภดม (วารสารเมืองโบราณ)
- 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม (ศิลปวัฒนธรรม)
- พ่อขุนรามคำแหง ไม่ได้ทำศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ แต่ทำขึ้นสมัยลิไทย (ศิลปวัฒนธรรม)
- อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ (มติชน)
- Opening minds with an ancient mandala (Bangkok Post)
- ปรานี ซาบซึ้งศรีศักรให้เกียรติ (มติชน)
- “ขอม” คือใคร? ศรีศักร วัลลิโภดม วิจารณ์ จิตร ภูมิศักดิ์ (ศิลปวัฒนธรรม)
- Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
- แอ่งอารยธรรมอีสาน อ้างใน GotoKnow
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา