ยุครัฐโบราณ · บุคคลสำคัญ

ศรีศักร วัลลิโภดม

เกิด พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)

นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาไทยผู้พาการศึกษาประวัติศาสตร์ออกจากราชสำนักไปสู่ท้องถิ่น และเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง

เกิด2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)
การศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย
สังกัดหลักคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ร่วมก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา
วารสารบรรณาธิการบริหารวารสารเมืองโบราณ เขียนบทความกว่า 200 ชิ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2517
รางวัลรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 (พ.ศ. 2550)
แนวคิดเด่นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิวัฒนธรรม และการมองรัฐโบราณแบบมณฑล
หนังสือเด่นแอ่งอารยธรรมอีสาน (พ.ศ. 2533) วัฒนธรรมปลาแดก และงานเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน
บทบาทด้านมรดกหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

01ภูมิหลัง: จากวรรณคดีสู่มานุษยวิทยา

ศรีศักร วัลลิโภดม เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ต่อมาเขาได้ทุนโคลัมโบไปเรียนต่อปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย การเรียนมานุษยวิทยาทำให้เขามองอดีตผ่านชีวิตของผู้คนธรรมดา ประเพณี และความเชื่อ มากกว่าผ่านพระราชพงศาวดารเพียงอย่างเดียว

บิดาของเขาคือมานิต วัลลิโภดม ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องเมืองอโยธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณสถานจึงเป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่ในครอบครัว

แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่

02ชีวิตอาจารย์และการก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา

ศรีศักรเริ่มเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ไทยที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ต่อมาใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาไปสอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ราวสองปี แล้วกลับมาร่วมสร้างการเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากร

การเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 2517 และตั้งเป็นภาควิชาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2520 ศรีศักรได้รับการยกย่องร่วมกับปรานี วงษ์เทศ ว่าเป็นผู้ร่วมวางรากฐานหลักสูตร ต่อมาเขาได้เป็นหัวหน้าภาควิชาและได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ

เขายังเป็นอาจารย์รับเชิญด้านโบราณคดีไทยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลใน พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) และตั้งแต่ พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) ทำวิจัยเรื่องชุมชนโบราณร่วมกับศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งใช้ภาพถ่ายทางอากาศช่วยศึกษาผังเมืองโบราณ

สำหรับศรีศักร ประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้อยู่แค่ในพงศาวดาร แต่อยู่ในแม่น้ำ คันดิน ศาลผี และความทรงจำของชาวบ้านทั่วทุกภาค

03งานภาคสนาม: อีสานและผาแต้ม

ศรีศักรให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริง เขาสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งเคยถูกมองว่าแห้งแล้งและห่างไกลความเจริญ งานของเขาแสดงให้เห็นว่าอีสานมีชุมชนเกษตรกรรมและการผลิตเหล็กและเกลือมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจของภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีศรีศักรเป็นผู้นำ ได้สำรวจพบภาพเขียนสีบนหน้าผาที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และแถลงการค้นพบต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524

แนวคิดเรื่องอีสานถูกรวบรวมไว้ในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง นอกจากนี้เขายังเขียนงานเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ทวารวดี ยุคเหล็ก และวัฒนธรรมปลาแดก หนังสือเหล่านี้ช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้เริ่มที่สุโขทัย

04ภูมิวัฒนธรรม: อ่านอดีตจากแผ่นดิน

แนวคิดที่ผูกกับชื่อของศรีศักรมากที่สุดคือภูมิวัฒนธรรม หมายถึงการมองว่าชุมชนแต่ละแห่งเกิดและเติบโตขึ้นตามสภาพภูมิประเทศ แหล่งน้ำ ทรัพยากร และตำแหน่งบนเส้นทางคมนาคม ก่อนจะถามว่ากษัตริย์องค์ใดปกครอง เขาชวนให้ถามก่อนว่าคนกลุ่มนี้อยู่ตรงนั้นเพราะอะไร

เพื่อตอบคำถามแบบนี้ เขาใช้เครื่องมือหลายอย่างร่วมกัน ตั้งแต่ภาพถ่ายทางอากาศสำหรับดูผังคูน้ำคันดินของเมืองโบราณ การสำรวจภาคสนาม ไปจนถึงการฟังเรื่องเล่าและความเชื่อของชาวบ้าน คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุหัวข้อที่เขาศึกษา เช่น ความสำคัญของเกลือและเหล็กในอีสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ ใบเสมาในฐานะหลักฐานการนับถือศาสนา และอิทธิพลของการค้าทางไกลต่อการเกิดเมืองและรัฐ

ผลของวิธีคิดนี้เห็นชัดในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) หนังสือเสนอว่าอีสานไม่ได้เป็นดินแดนยากจนมาแต่เดิม แต่เคยเป็นแหล่งเกษตรกรรมและการผลิตที่รุ่งเรือง ภาพอีสานที่แห้งแล้งจึงเป็นภาพของยุคหลังมากกว่าภาพของอดีตอันยาวนาน

อีกด้านหนึ่ง เขาสนับสนุนให้ชุมชนดูแลมรดกของตนเอง งานเขียนเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนในลุ่มลพบุรี–ป่าสักเป็นตัวอย่างหนึ่ง และในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขายกตัวอย่างชาวบ้านที่วัดพรหมทินใต้ซึ่งสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเอง และชาวศรีเทพที่รวมตัวคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันใกล้แหล่งโบราณคดี

05วารสารเมืองโบราณ: ห้องเรียนนอกมหาวิทยาลัย

ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ศรีศักรเป็นบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ วารสารราย 3 เดือนด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ต่อมาเขายังเป็นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งทำงานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมรดกวัฒนธรรม

ตลอดเกือบห้าทศวรรษ เขาเขียนบทความในวารสารนี้กว่า 200 ชิ้น ครอบคลุมเรื่องเมืองโบราณ เส้นทางการค้า การจัดการน้ำ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในไทย ทั้งลาว มอญ จีน และชาวเขา เมืองโบราณจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่นำงานวิชาการไปสู่ผู้อ่านทั่วไป

แม้อายุจะเกิน 80 ปี เขายังออกสำรวจโบราณสถานด้วยตนเองและนำทัศนศึกษาให้ผู้สนใจ เพราะเชื่อว่าการเรียนประวัติศาสตร์ต้องเริ่มจากการเห็นภูมิประเทศจริง

06ความคิด: ท้าทายอัลไตและประวัติศาสตร์ชาตินิยม

ศรีศักรเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีที่ว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง ทฤษฎีนี้เคยอยู่ในแบบเรียนไทยหลายสิบปี เขาเห็นว่าดินแดนไทยเป็นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายกลุ่มมาแต่โบราณ และความเป็นไทยเกิดจากการผสมผสานของคนเหล่านั้น มากกว่าเกิดจากชนชาติเดียวที่อพยพลงมา

เขายังวิจารณ์การเล่าประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมที่มองรัฐโบราณเป็นอาณาจักรรวมศูนย์ เขาเสนอให้มองแบบมณฑล คือเครือข่ายเมืองที่เชื่อมกันด้วยเครือญาติและการแต่งงาน ในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขาเห็นว่าสุโขทัยเป็นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นราชอาณาจักรอย่างที่แบบเรียนเล่า

บางข้อเสนอของเขาเป็นที่ถกเถียงมาก เช่นใน พ.ศ. 2530 เขาเสนอว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นด้วย แต่ข้อเสนอนี้ก็กระตุ้นให้คนกลับไปอ่านหลักฐานอย่างวิพากษ์มากขึ้น

ในเรื่องศาสนาและความเชื่อ เขาเห็นว่าผีเป็นสถาบันความเชื่อหลักของสังคมไทย ตั้งแต่ผีเรือน ผีบ้าน จนถึงผีเมือง และอยู่ร่วมกับพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน ส่วนเรื่องขอม เขาอธิบายว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงคนที่รับวัฒนธรรมและศาสนาแบบเมืองพระนครด้วย

07สุโขทัยและจารึกหลักที่ 1: บทบาทในข้อถกเถียงใหญ่

ศรีศักรเคยทำงานกับสุโขทัยโดยตรง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ของโครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตามที่คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุ ประสบการณ์นี้ทำให้เขามีข้อสังเกตเกี่ยวกับสุโขทัยที่ต่างจากแบบเรียนในยุคนั้น

ข้อเสนอของเขาคือ จารึกหลักที่ 1 ทั้งหลักน่าจะทำขึ้นหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เพื่อสรรเสริญความรุ่งเรืองของสุโขทัยและสร้างความชอบธรรมให้ราชวงศ์ ในช่วงที่ต้องแข่งขันกับฝ่ายพะเยาซึ่งมีอิทธิพลในลุ่มน้ำน่าน ข้อเสนอนี้ต่างจากความเห็นกระแสหลักที่ยอมรับเพียงว่าตอนท้ายของจารึกอาจเขียนเพิ่มภายหลัง

ควรแยกให้ชัดว่าข้อเสนอของศรีศักรต่างจากอีกสองกระแสที่ดังกว่าในปลายทศวรรษ 2520 คือ ไมเคิล วิกเกอรี ที่ตั้งคำถามเรื่องความแท้ของจารึกใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) และพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่เสนอใน พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ศรีศักรไม่ได้บอกว่าจารึกเป็นของปลอม แต่เห็นว่าทำขึ้นในสมัยสุโขทัยที่หลังกว่าที่เชื่อกัน

ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ยังไม่ยุติในหมู่นักวิชาการบางกลุ่ม แต่การตรวจผิวศิลาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) พบว่ามีอายุใกล้เคียงกับจารึกสุโขทัยหลักอื่น และใน พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

08ขอมคือใคร: บทสนทนากับจิตร ภูมิศักดิ์

ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) ศรีศักรเขียนบทวิจารณ์หนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของจิตร ภูมิศักดิ์ บทความนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการถกเถียงทางวิชาการอย่างให้เกียรติกัน

เขาชื่นชมวิธีที่จิตรใช้ภาษาศาสตร์และที่มาของคำในการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ตั้งข้อสงสัยต่อการกำหนดอายุของเมืองในตำนานบางแห่ง ซึ่งเขาเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักฐานโบราณคดีที่พบในเวลานั้น

ในบทความเดียวกัน ศรีศักรเสนอว่าคำว่าขอมมีสองความหมาย ความหมายแคบคือชาวเขมรสมัยเมืองพระนครที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน ความหมายกว้างคือผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงที่รับวัฒนธรรมแบบเดียวกันนี้ การแยกสองความหมายช่วยให้เข้าใจว่าทำไมตำนานไทยจึงเรียกผู้คนหลากหลายกลุ่มว่าขอม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเขมรทั้งหมด

09เกียรติยศและมรดก

ใน พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ศรีศักรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และใน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 จากประเทศญี่ปุ่น คำประกาศเกียรติคุณยกย่องว่าเขาผสานมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และคติชน เพื่อมองอดีตจากมุมของท้องถิ่น

มรดกสำคัญของเขาคือวิธีคิด เขาสอนให้คนรุ่นหลังมองว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องของกษัตริย์และราชธานี แต่ยังมีเรื่องของชุมชน แม่น้ำ เส้นทางการค้า และผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ นักวิชาการรุ่นใหม่หลายคนยังยกให้งานของเขาเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาอดีตของไทย

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

2 มิ.ย. พ.ศ. 2481ค.ศ. 1938เกิด

พ.ศ. 2514ค.ศ. 1971สอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ราวสองปี ก่อนกลับศิลปากร

พ.ศ. 2517ค.ศ. 1974เริ่มงานวารสารเมืองโบราณ

เป็นบรรณาธิการต่อเนื่องหลายทศวรรษ

พ.ศ. 2520ค.ศ. 1977ตั้งภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร

ร่วมวางรากฐานกับปรานี วงษ์เทศ

พ.ศ. 2523ค.ศ. 1980อาจารย์รับเชิญที่คอร์เนล

สอนโบราณคดีไทย

16 พ.ค. พ.ศ. 2524ค.ศ. 1981แถลงการค้นพบภาพเขียนสีผาแต้ม

ทีมสำรวจภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร

พ.ศ. 2525ค.ศ. 1982วิจารณ์หนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์

เสนอความหมายแคบและกว้างของคำว่าขอม

พ.ศ. 2529ค.ศ. 1986วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต

ศึกษาชุมชนโบราณ

พ.ศ. 2530ค.ศ. 1987เสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยลิไทย

ข้อเสนอที่ยังเป็นข้อถกเถียง

พ.ศ. 2533ค.ศ. 1990หนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน

พลิกภาพอีสานจากดินแดนยากจนเป็นแหล่งอารยธรรม

พ.ศ. 2548ค.ศ. 2005กรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ

พ.ศ. 2550ค.ศ. 2007รางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ

สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18

พ.ศ. 2563ค.ศ. 2020วารสารเมืองโบราณรวมงานเนื่องในวัย 82 ปี

ยังออกสำรวจภาคสนามอย่างต่อเนื่อง

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: ผู้นำทีมพบผาแต้ม

ภาพเขียนสีผาแต้มที่โขงเจียมเป็นที่รู้จักของสาธารณชนหลังทีมของศรีศักรแถลงการค้นพบเมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524

รู้หรือไม่: นักเขียนประจำเมืองโบราณ

ศรีศักรเขียนบทความลงวารสารเมืองโบราณกว่า 200 ชิ้น ตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2517

รู้หรือไม่: เรียนวรรณคดีมาก่อน

ก่อนจะเป็นนักโบราณคดี ศรีศักรเริ่มต้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วจึงเปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยาที่ออสเตรเลีย

รู้หรือไม่: ไม่ได้บอกว่าจารึกปลอม

ศรีศักรเสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งต่างจากข้อเสนอของพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

ศรีศักรเห็นว่าคนไทยมาจากไหน
เขาไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต และเสนอว่าดินแดนไทยมีผู้คนหลายกลุ่มอยู่มาแต่โบราณ ความเป็นไทยเกิดจากการผสมผสานของคนเหล่านั้นผ่านเวลา
ศรีศักรบอกว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นของปลอมหรือไม่
ไม่ใช่ เขาเสนอว่าจารึกทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งยังเป็นสมัยสุโขทัย ส่วนข้อเสนอว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มาจากนักวิชาการคนอื่น เช่น พิริยะ ไกรฤกษ์
ภูมิวัฒนธรรมคืออะไร
คือการศึกษาว่าภูมิประเทศ แหล่งน้ำ ทรัพยากร และเส้นทางคมนาคม หล่อหลอมชุมชนและวัฒนธรรมอย่างไร ศรีศักรใช้แนวคิดนี้อธิบายการเกิดเมืองโบราณจากมุมของท้องถิ่น แทนการเริ่มจากราชธานี
ทำไมเขาบอกว่าสุโขทัยไม่ใช่ราชอาณาจักรแรก
เขามองรัฐโบราณแบบมณฑล คือเครือข่ายเมืองที่ผูกกันด้วยเครือญาติ เขาเห็นว่าสุโขทัยเป็นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังไม่มีการปกครองรวมศูนย์ และรัฐที่รวมศูนย์จริงเกิดในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา
งานของศรีศักรหาอ่านได้ที่ไหน
บทความจำนวนมากอยู่ในวารสารเมืองโบราณซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ส่วนหนังสืออย่างแอ่งอารยธรรมอีสานพิมพ์ซ้ำโดยสำนักพิมพ์มติชน และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมีฐานข้อมูลประวัติและงานของเขา

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Srisakra Vallibhotama, Fukuoka Prize 2007 (Award Citation)
  2. ศรีศักร วัลลิโภดม (ฐานข้อมูลนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทย ศมส.)
  3. SriSakara Vallibhotama (Anthropological Archives Database, SAC)
  4. บทความ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ในวารสารเมืองโบราณ
  5. 82 ปี ศรีศักร วัลลิโภดม (วารสารเมืองโบราณ)
  6. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม (ศิลปวัฒนธรรม)
  7. พ่อขุนรามคำแหง ไม่ได้ทำศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ แต่ทำขึ้นสมัยลิไทย (ศิลปวัฒนธรรม)
  8. อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ (มติชน)
  9. Opening minds with an ancient mandala (Bangkok Post)
  10. ปรานี ซาบซึ้งศรีศักรให้เกียรติ (มติชน)
  11. “ขอม” คือใคร? ศรีศักร วัลลิโภดม วิจารณ์ จิตร ภูมิศักดิ์ (ศิลปวัฒนธรรม)
  12. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
  13. แอ่งอารยธรรมอีสาน อ้างใน GotoKnow

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา