ยุครัฐโบราณ · ตอนที่ 2 จาก 9

ชาวนาและช่างปั้นยุคหินใหม่

ราว 4,000–3,000 ปีก่อน (ราว 2000–1000 ปีก่อน ค.ศ.)

เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ชุมชนที่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปั้นหม้อ และฝังศพพร้อมเครื่องเซ่น เริ่มตั้งถิ่นฐานตามลุ่มน้ำในดินแดนไทย

ยุคสมัยยุคหินใหม่ ก่อนการใช้โลหะ
วิถีชีวิตใหม่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปั้นภาชนะดินเผา ขัดเครื่องมือหิน
แหล่งสำคัญบ้านเก่า (กาญจนบุรี) โคกพนมดี (ชลบุรี) โนนนกทา (ขอนแก่น)
การค้นพบเด่นหลุมศพเจ้าแม่โคกพนมดี พร้อมลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ด
ต้นทางของข้าวลุ่มแม่น้ำแยงซีในจีน แพร่ลงใต้ช่วงปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.
ข้อถกเถียงชาวนากลุ่มแรกอพยพเข้ามา หรือคนท้องถิ่นรับวิธีใหม่ไปใช้

01การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิต

หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ผู้คนในดินแดนไทยหาอาหารด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่า แต่เมื่อราว 4,000 ปีก่อน มีวิถีชีวิตแบบใหม่ปรากฏขึ้นตามลุ่มแม่น้ำ ผู้คนเริ่มสร้างหมู่บ้านถาวร ปลูกข้าว เลี้ยงหมู สุนัข และไก่ ทำภาชนะดินเผาใช้ในครัวเรือน และขัดหินให้เป็นขวานที่คมและแข็งแรง

นักโบราณคดีเรียกช่วงนี้ว่ายุคหินใหม่ ชื่อนี้มาจากเครื่องมือหินขัดที่ใช้แพร่หลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคนจริง ๆ คือการผลิตอาหารเอง เมื่อมีข้าวสะสมไว้ ผู้คนก็อยู่ที่เดิมได้นานขึ้น หมู่บ้านใหญ่ขึ้น และมีเวลาพัฒนางานฝีมืออย่างการปั้นหม้อและการทำเครื่องประดับ

เรื่องราวของยุคนี้ส่วนใหญ่มาจากสุสาน เพราะชุมชนยุคหินใหม่ฝังศพไว้ในบริเวณหมู่บ้าน พร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องใช้ต่าง ๆ โครงกระดูกและของที่ฝังร่วมจึงเป็นเหมือนบันทึกที่บอกเราว่าคนเหล่านั้นกินอะไร ทำงานอะไร และให้คุณค่ากับสิ่งใด

แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่

02ข้าวมาจากไหน

หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าข้าวถูกปรับปรุงพันธุ์เป็นพืชปลูกครั้งแรกในลุ่มแม่น้ำแยงซีทางตอนใต้ของจีน ส่วนข้าวฟ่างเริ่มปลูกในลุ่มแม่น้ำเหลือง ชุมชนชาวนาจากสองภูมิภาคนี้ค่อย ๆ ขยายตัวลงใต้ และมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปในช่วงปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม (Charles Higham) นักโบราณคดีชาวนิวซีแลนด์ เสนอว่าการขยายตัวนี้เดินทางตามหลายเส้นทาง เส้นหนึ่งไปตามชายฝั่งเวียดนาม อีกหลายเส้นไปตามลำน้ำใหญ่อย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ผลการศึกษาพันธุกรรมในระยะหลังก็สนับสนุนว่ามีผู้คนกลุ่มใหม่ที่เกี่ยวข้องกับชาวนาจากจีนตอนใต้เข้ามาผสมกับคนท้องถิ่นจริง

อย่างไรก็ดี นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด บางส่วนเน้นว่าการแพร่กระจายครั้งนี้มาพร้อมผู้คนที่อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางส่วนเห็นว่าคนท้องถิ่นซึ่งสืบเชื้อสายจากนักล่าสัตว์มีบทบาทสำคัญในการรับเอาวิธีใหม่มาปรับใช้เอง ภาพที่น่าจะใกล้ความจริงคือการผสมผสานทั้งสองแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

ช่างปั้นหม้อหญิงแห่งโคกพนมดีจากไปพร้อมลูกปัดกว่าแสนเม็ด และทิ้งคำถามเรื่องฐานะของผู้หญิงในยุคหินใหม่ไว้จนถึงวันนี้

03บ้านเก่า จุดเริ่มต้นจากค่ายเชลยศึก

เรื่องราวของการศึกษายุคหินใหม่ในไทยเริ่มต้นในสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เอช. อาร์. ฟาน ฮีเคอเรน (H. R. van Heekeren) นักโบราณคดีชาวดัตช์ ถูกญี่ปุ่นจับเป็นเชลยศึกและส่งมาทำงานสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า ในปี พ.ศ. 2486 ขณะอยู่ที่ค่ายใกล้บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี เขาสังเกตเห็นเครื่องมือหินโบราณและเก็บซ่อนไว้กับตัว

หลังสงคราม ฟาน ฮีเคอเรนกลับมาที่นี่อีกครั้งในฐานะสมาชิกของคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งทำงานระหว่าง พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962) คณะนี้มี ดร.แปร์ เซอเรนเซน (Per Sørensen) ชาวเดนมาร์กเป็นผู้นำการขุดค้นที่บ้านเก่า ฝ่ายไทยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เป็นประธาน

การขุดค้นพบหลุมศพยุคหินใหม่จำนวนมาก พร้อมขวานหินขัด เครื่องประดับ และภาชนะดินเผาที่มีเอกลักษณ์ คือหม้อสามขา ซึ่งมีขากลวงสามขาค้ำตัวภาชนะ อายุของชุมชนนี้อยู่ราว 4,000–3,000 ปีก่อน เซอเรนเซนเห็นว่าภาชนะสามขาคล้ายกับของในจีน จึงเสนอว่าผู้คนบ้านเก่าอาจมีความเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้

ภาชนะแบบเดียวกันนี้ยังพบในภาคกลาง ภาคตะวันตก และคาบสมุทรมลายู แสดงว่าผู้คนในพื้นที่เหล่านี้มีการติดต่อกัน ปัจจุบันโบราณวัตถุส่วนหนึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

04โคกพนมดี หมู่บ้านริมปากแม่น้ำ

โคกพนมดีเป็นเนินดินขนาดใหญ่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ที่นี่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำมากกว่าปัจจุบัน รอบหมู่บ้านเป็นป่าชายเลน ชาวบ้านจับปลา ปู และหอยจากทะเลและลำน้ำ

ในปี พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985) กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ขุดค้นที่นี่ นำโดย ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม และ ดร.รัชนี ทศรัตน์ การขุดค้นเริ่มขึ้นปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2527 และใช้เวลาราวเจ็ดเดือน ทีมงานพบชั้นดินที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาราวเจ็ดเมตร

ในชั้นดินนั้นมีหลุมศพ 154 หลุม แบ่งได้เป็นเจ็ดช่วงการฝังศพ ผู้ตายถูกฝังซ้อนเหนือบรรพบุรุษของตนเป็นกลุ่ม ๆ ต่อเนื่องกันราว 17–20 ชั่วคน ชุมชนนี้อยู่อาศัยราว 2000–1500 ปีก่อนคริสตกาล นักวิชาการจึงติดตามชีวิตของครอบครัวเดียวกันได้ยาวนานหลายร้อยปี

05เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

หลุมศพที่โด่งดังที่สุดของโคกพนมดีคือหลุมหมายเลข 15 ในช่วงการฝังศพที่ห้า ผู้ตายเป็นหญิงอายุราว 35 ปี เธอถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ด ซึ่งน่าจะเย็บติดกับเสื้อผ้าหลายชั้น นอกจากนี้ยังมีกำไลเปลือกหอยและภาชนะดินเผาที่งดงาม สื่อมวลชนและนักวิชาการบางคนเรียกเธอว่าเจ้าหญิงหรือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

ของที่ฝังร่วมกับเธอยังมีเครื่องมือปั้นหม้อ ได้แก่ หินดุ (ทั่งสำหรับรองด้านในของหม้อขณะตี) และหินขัดผิวภาชนะ กระดูกข้อมือของเธอมีร่องรอยการใช้งานหนักซ้ำ ๆ นักวิจัยจึงเสนอว่าเธอเป็นช่างปั้นหม้อฝีมือสูง ใกล้กันยังพบหลุมศพเด็กทารกที่มีหินดุขนาดจิ๋วฝังอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นลูกสาวของเธอ

หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการถกเถียงกันว่าความร่ำรวยของเธอมาจากไหน ข้อเสนอหนึ่งคือการปั้นหม้อเป็นงานที่ผู้หญิงทำและมีมูลค่าสูง ภาชนะของโคกพนมดีอาจถูกแลกเปลี่ยนกับเปลือกหอยหายากจากแดนไกล ทำให้ช่างปั้นมีฐานะดี อย่างไรก็ตาม บทบาทที่แท้จริงของเธอในชุมชนยังเป็นปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด

06ข้าวที่โคกพนมดี ปลูกบ้างไม่ปลูกบ้าง

โคกพนมดีให้บทเรียนสำคัญว่าการทำนาไม่ได้เป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้าเสมอไป ในช่วงแรก ชาวบ้านพึ่งทรัพยากรจากปากแม่น้ำและทะเลเป็นหลัก ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนและการเข้าถึงทะเลลดลง หลักฐานการปลูกข้าวก็ปรากฏชัดขึ้น

แต่เมื่อทะเลกลับมาใกล้อีกครั้ง ชาวบ้านก็หันกลับไปพึ่งทรัพยากรทะเลอีก ไฮแอมและคณะจึงสรุปว่าในพื้นที่ชายฝั่งเช่นนี้ การปลูกข้าวเป็นกิจกรรมเสริมมากกว่าหลัก ผู้คนผสมผสานการหาอาหารแบบเดิมเข้ากับเทคโนโลยียุคหินใหม่ตามสภาพแวดล้อม

การศึกษากะโหลกและฟันจากโคกพนมดีพบว่าผู้คนบางส่วนมีลักษณะใกล้กับกลุ่มชาวนาที่ขยายตัวลงมาจากทางเหนือ ภาพที่ได้จึงเป็นภาพของการพบกันระหว่างผู้มาใหม่กับวิถีชีวิตเดิม มากกว่าการแทนที่กันทั้งหมด

07โนนนกทา หมู่บ้านชาวนาบนที่ราบสูงโคราช

โนนนกทาเป็นเนินดินที่เชิงเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เชสเตอร์ กอร์แมนพบแหล่งนี้ระหว่างการสำรวจกู้ภัยโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ต่อมาวิลเฮล์ม โซลไฮม์ (Wilhelm Solheim) และดอนน์ บายาร์ด (Donn Bayard) จากมหาวิทยาลัยฮาวายนำการขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2508–2511 พบหลุมศพก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของภูมิภาค

โนนนกทาเคยเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงครั้งใหญ่ โซลไฮม์เคยเสนอว่าขวานสำริดที่พบมีอายุราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในจีนและตะวันออกกลาง แต่ในปี พ.ศ. 2557 ไฮแอมและคณะหาอายุใหม่จากกระดูกมนุษย์ด้วยวิธีเอเอ็มเอส พบว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มในศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ช่วงยุคหินใหม่สิ้นสุดราวกลางศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล

ของที่ฝังร่วมกับศพที่โนนนกทาค่อนข้างเรียบง่าย ผู้ขุดค้นรุ่นหลังจึงมองว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านเกษตรกรที่ห่างไกล มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่มาก ต่างจากภาพสังคมชนชั้นที่บางคนเคยเสนอ

08หม้อ หลุมศพ และความเชื่อ

ภาชนะดินเผาเป็นหลักฐานที่พบมากที่สุดของยุคนี้ ช่างปั้นใช้หินดุรองด้านในและไม้ตีด้านนอกเพื่อขึ้นรูป ลายที่นิยมได้แก่ลายเชือกทาบและลายขูดขีด แต่ละพื้นที่มีรูปแบบของตนเอง เช่น หม้อสามขาที่บ้านเก่า และภาชนะฝีมือดีที่ฝังร่วมกับศพที่โคกพนมดี

ชุมชนยุคหินใหม่มักฝังศพไว้ในบริเวณหมู่บ้านของตนเอง บางแห่งฝังซ้อนกันเป็นกลุ่มตามสายตระกูลอย่างที่โคกพนมดี ผู้ตายมักได้รับภาชนะดินเผา เครื่องประดับ และเครื่องมือฝังไปด้วย ซึ่งอาจสะท้อนความเชื่อว่าผู้ตายยังต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ต่อในโลกหลังความตาย

ความแตกต่างของปริมาณของที่ฝังร่วมระหว่างหลุมศพต่าง ๆ ยังเป็นเบาะแสเรื่องฐานะทางสังคม บางชุมชนมีหลุมศพที่ร่ำรวยโดดเด่นเพียงไม่กี่หลุม แสดงว่าความเหลื่อมล้ำเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว รากฐานเหล่านี้จะเติบโตต่อในยุคโลหะ เมื่อสำริดและเหล็กกลายเป็นของมีค่าชนิดใหม่

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.ชาวนาจากทางเหนือเริ่มขยายตัวลงใต้

การปลูกข้าวและข้าวฟ่างแพร่ตามลำน้ำใหญ่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ราว 2000–1500 ปีก่อน ค.ศ.ชุมชนโคกพนมดี

หมู่บ้านริมปากน้ำบางปะกงฝังศพต่อเนื่องราว 20 ชั่วคน

ราว 4,000–3,000 ปีก่อนชุมชนบ้านเก่า

ผู้คนริมแควน้อยฝังศพพร้อมหม้อสามขาและขวานหินขัด

ศตวรรษที่ 14 ก่อน ค.ศ.เริ่มตั้งถิ่นฐานที่โนนนกทา

หมู่บ้านชาวนาเชิงเขาภูเวียง

พ.ศ. 2486ค.ศ. 1943ฟาน ฮีเคอเรนพบเครื่องมือหิน

เชลยศึกชาวดัตช์เก็บเครื่องมือหินที่บ้านเก่าระหว่างสร้างทางรถไฟ

พ.ศ. 2503–2505ค.ศ. 1960–1962คณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

ขุดค้นบ้านเก่าอย่างเป็นระบบ นำโดยแปร์ เซอเรนเซน

พ.ศ. 2508–2511ค.ศ. 1965–1968ขุดค้นโนนนกทา

ทีมมหาวิทยาลัยฮาวายพบหลุมศพกลุ่มใหญ่

พ.ศ. 2527–2528ค.ศ. 1984–1985ขุดค้นโคกพนมดี

ไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์พบหลุมศพ 154 หลุม รวมถึงหลุมเจ้าแม่

พ.ศ. 2557ค.ศ. 2014หาอายุโนนนกทาใหม่

ผลจากกระดูกมนุษย์ชี้ว่ายุคสำริดเริ่มในศตวรรษที่ 10 ก่อน ค.ศ.

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: หินดุคืออะไร

หินดุเป็นหินหรือดินเผารูปทรงมนสำหรับรองผนังด้านในของหม้อ ขณะที่ช่างใช้ไม้ตีด้านนอกให้ผนังบางและแน่น ช่างปั้นหม้อพื้นบ้านในไทยบางแห่งยังใช้วิธีนี้อยู่

รู้หรือไม่: ลูกปัดแสนเม็ด

ลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ดในหลุมเจ้าแม่โคกพนมดีต้องใช้แรงงานมหาศาลในการเจียร เจาะ และร้อย ตัวเลขนี้บอกเราว่าชุมชนให้ความสำคัญกับเธอมากเพียงใด

รู้หรือไม่: ของจากสงครามสู่พิพิธภัณฑ์

เครื่องมือหินที่ฟาน ฮีเคอเรนเก็บไว้ระหว่างเป็นเชลยศึก ภายหลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจไทย-เดนมาร์ก และนำไปสู่การตั้งพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเก่าในเวลาต่อมา

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Ban Kao - Wikipedia
  2. They excavated the Stone Age - ScandAsia
  3. When Rice Came to Thailand - ScandAsia
  4. Khok Phanom Di - Wikipedia
  5. Charles Higham: A prehistoric mystery - World Archaeology
  6. สตรีลึกลับกับเครื่องประดับนับแสนชิ้น ใครคือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี - ศิลปวัฒนธรรม
  7. First Farmers in Mainland Southeast Asia - Journal of Indo-Pacific Archaeology
  8. Non Nok Tha: Southeast Asian prehistory reassessed (Higham, Higham & Douka 2014)
  9. Archaeological Excavations at Non Nok Tha 1965–1968 - Guampedia
  10. Per Sørensen, Ban Kao - The Siam Society

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา