ยุครัฐโบราณ · แหล่งโบราณคดี

เมืองโบราณคูบัว

ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)

เมืองคูน้ำคันดินสมัยทวารวดีในราชบุรี ที่ทิ้งงานปูนปั้นรูปผู้คนไว้มากมาย ทั้งนักดนตรีหญิงและชาวต่างแดนสวมหมวกทรงสูง

ที่ตั้งตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างตัวเมืองราว 12 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้
ผังเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้าราว 800 x 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ
โบราณสถานสำรวจพบ 44 แห่งในทศวรรษ 2500 และเพิ่มอีก 15 แห่งในปี 2538–2539
การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504
โบราณสถานใหญ่สุดวัดโขลงสุวรรณคีรี
ศาสนาพุทธเถรวาทและมหายาน มีหลักฐานพราหมณ์ปะปน
ชิ้นเด่นภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรีห้าคน จากโบราณสถานหมายเลข 10
สภาพปัจจุบันจาก 59 แห่ง เหลือให้เห็นราว 25 แห่ง (รายงาน พ.ศ. 2566)

01ที่ตั้งและภูมิประเทศ

เมืองโบราณคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างจากตัวเมืองราชบุรีราว 12 กิโลเมตร บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง ชื่อคูบัวน่าจะมาจากคูเมืองที่เคยมีบัวขึ้นอยู่

ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 800 เมตร ยาวราว 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ จัดเป็นเมืองทวารวดีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของที่ราบภาคกลาง

ตำแหน่งของคูบัวอยู่ระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยกับเทือกเขาด้านตะวันตกที่มีแร่ดีบุกและตะกั่ว นักวิชาการจึงมองว่าเมืองนี้เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าทางบกกับทางทะเล บางท่านเรียกว่าเมืองท่า แต่ชายฝั่งโบราณอยู่ตรงไหนแน่ยังต้องศึกษากันต่อ

แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่

จุดกะพริบคือเมืองโบราณคูบัว จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน

GPSพิกัดและการนำทาง

แม่นยำสูง ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

เมืองโบราณคูบัว อ.เมืองราชบุรีดูหมุดสถานที่ใน Google Maps ↗
13.486592, 99.835745
13°29′11.7″N 99°50′08.7″E

พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด

02การค้นพบและการขุดค้น

กรมศิลปากรเข้าสำรวจและขุดแต่งคูบัวในปี พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504 การสำรวจรุ่นแรกนับโบราณสถานได้ 44 แห่ง ทั้งในและนอกกำแพงเมือง ส่วนใหญ่เป็นฐานเจดีย์และอาคารก่ออิฐ

ใน พ.ศ. 2504 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เคยนำคณะประชาชนเกือบ 700 คนไปเที่ยวชมคูบัว นับเป็นการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดีสำหรับคนทั่วไปรุ่นแรก ๆ ของไทย

การสำรวจเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2538–2539 พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง รวมราว 59 แห่ง ฐานอาคารมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า วงกลม และแปดเหลี่ยม สะท้อนความหลากหลายของความเชื่อและความรู้ทางสถาปัตยกรรม

ช่างปูนปั้นแห่งคูบัวทิ้งภาพนักดนตรีและพ่อค้าต่างแดนไว้บนผนังเจดีย์ ราวกับถ่ายรูปผู้คนในเมืองเมื่อพันสามร้อยปีก่อน

03ใครขุด ขุดตรงไหน และได้อะไร

การขุดค้นรุ่นแรกในทศวรรษ 2500 กรมศิลปากรมอบหมายให้สมศักดิ์ รัตนกุล เป็นผู้นำคณะ ทีมงานสำรวจพบเนินโบราณสถาน 44 แห่ง และลงมือขุดแต่งไป 23 แห่ง ส่วนที่เหลือได้แต่ทำแผนผังและบันทึกตำแหน่งไว้ งานรุ่นนี้เน้นเปิดฐานอาคารและเก็บงานประดับปูนปั้นดินเผาที่หลุดร่วงอยู่รอบฐาน จึงได้ประติมากรรมจำนวนมากเข้าสู่พิพิธภัณฑ์

ราว 30 ปีต่อมา สำนักงานศิลปากรที่ 1 ราชบุรี สำรวจซ้ำในปี พ.ศ. 2538–2539 พบเนินใหม่อีก 15 แห่ง แล้วขุดแต่งเพิ่มอีก 4 แห่ง เมื่อรวมผลทั้งหมดพบว่าฐานอาคารที่คูบัวมีถึงแปดรูปแบบ ทั้งจัตุรัส ผืนผ้า กลม และแปดเหลี่ยม

นักวิชาการรุ่นหลังเสียดายว่าการขุดรุ่นแรกบันทึกชั้นดินไม่ละเอียดตามมาตรฐานปัจจุบัน เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เขียนไว้ในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2523 ว่าคูบัวเป็นที่รู้จักของสาธารณชนมานานเกินไปจนยากจะได้ประโยชน์จากการขุดค้นแบบควบคุมอย่างเต็มที่ คำถามเรื่องลำดับอายุของแต่ละอาคารจึงยังตอบได้ไม่หมด

04เดินชมโบราณสถานทีละหมายเลข

นักโบราณคดีตั้งหมายเลขให้เนินแต่ละแห่ง หลายหมายเลขมีเรื่องเล่าของตัวเอง ใจกลางเมืองคือวัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งมีฐานอาคารยกสูงขนาดใหญ่ น่าจะเป็นฐานวิหารหรือเจดีย์ประธานของเมือง และเป็นจุดที่ยังเห็นรูปทรงชัดที่สุดในวันนี้

โบราณสถานหมายเลข 10 คือที่มาของภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรี ส่วนหมายเลข 40 ให้ภาพบุคคลต่างชาติสวมหมวกทรงสูง โบราณสถานหมายเลข 31 อยู่ด้านตะวันออก นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็นวัดป่าที่ตั้งห่างจากความพลุกพล่าน ขณะที่บริเวณหมายเลข 24–25 พบกระดูกสัตว์จำนวนมาก ซึ่งช่วยให้นึกถึงอาหารการกินของคนในเมือง

สภาพของบางหมายเลขก็เล่าเรื่องปัจจุบันด้วย โบราณสถานหมายเลข 28 ถูกขุดดินรอบด้านจนเหลือเป็นเกาะกลางบ่อ และบริเวณหมายเลข 23–24 มีร่องรอยการบุกรุกและถมดินใหม่ ภาพเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเมืองโบราณกำลังหายไปทีละหลัง

เมื่อดูหลักฐานทางศาสนาจากอาคารเหล่านี้ งานศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าคูบัวนับถือพุทธมหายานเป็นหลัก แต่ก็พบธรรมจักรและสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับเถรวาทด้วย ช่วงเวลาใช้งานของโบราณสถานส่วนใหญ่อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16

05ปูนปั้นและดินเผา ภาพผู้คนแห่งทวารวดี

สิ่งที่ทำให้คูบัวโดดเด่นคืองานประดับศาสนสถานด้วยปูนปั้นและดินเผาจำนวนมาก นอกจากลวดลายพรรณพฤกษาและรูปพระพุทธรูป ช่างยังปั้นรูปบุคคลหลากหลาย ราวกับบันทึกภาพผู้คนในเมืองไว้บนผนังเจดีย์

ชิ้นที่มีชื่อเสียงคือภาพปูนปั้นกลุ่มนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 สูงราวหกสิบเซนติเมตรเศษ เป็นภาพสตรีห้าคนเล่นดนตรีร่วมกัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 นักดนตรีแต่ละคนถือเครื่องดนตรีต่างชนิด เช่น พิณหลอดที่ได้อิทธิพลอินเดีย ฉิ่ง และเครื่องสายคล้ายพิณแบบจีน ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อีกกลุ่มหนึ่งคือรูปบุคคลที่หน้าตาและการแต่งกายต่างจากคนท้องถิ่น ทั้งโครงหน้า หมวกทรงสูง และรองเท้าหุ้มข้อ งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่าพบที่โบราณสถานหมายเลข 40 นักวิชาการตีความว่าเป็นพ่อค้าชาวเอเชียตะวันตก บ้างว่าเป็นชาวเปอร์เซีย บ้างว่าเป็นชาวซอกเดียจากเอเชียกลาง

นอกจากนี้ยังพบภาพผู้หญิงนั่งคุกเข่าแต่งกายหรูหรา และภาพที่ตีความว่าเป็นยามกำลังเตะนักโทษ งานเหล่านี้ช่วยให้เห็นเครื่องแต่งกาย ทรงผม และกิจกรรมของผู้คนสมัยทวารวดีได้ชัดกว่าหลักฐานประเภทอื่น

06คูบัวกับโลกกว้าง

นอกจากรูปพ่อค้าต่างชาติ คูบัวยังมีหลักฐานที่โยงไปทางทะเลใต้ ควอริช เวลส์ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์สำริดขนาดเล็กที่พบที่นี่ว่าเป็นตัวอย่างของอิทธิพลศิลปะแบบศรีวิชัยที่เข้ามาในเขตทวารวดีเป็นครั้งคราว เขายังเปรียบเทียบชิ้นส่วนปูนปั้นรูปมกรจากคูบัวกับชิ้นที่พบที่อินทร์บุรีเก่า และเห็นว่าของคูบัวน่าจะเก่ากว่า

ปูนปั้นจากคูบัวบางส่วนเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกามีศีรษะปูนปั้นที่ระบุแหล่งที่มาว่าคูบัว เช่น ศีรษะครุฑ ศีรษะสิงห์ทวารบาล และศีรษะยักษ์ กำหนดอายุช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 11

แม้หลักฐานจะบอกว่าคูบัวติดต่อกับโลกภายนอกกว้างขวาง นักวิชาการก็เตือนว่าการพบศิลปะทวารวดีจำนวนมากในเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ได้แปลว่าเมืองนั้นเป็นเมืองหลวง เพราะวัตถุเคลื่อนย้ายได้ คูบัวจึงควรถูกมองเป็นเมืองสำคัญในเครือข่ายเมืองลุ่มแม่กลองและท่าจีน ร่วมกับนครปฐมและอู่ทอง มากกว่าจะชี้ขาดว่าเป็นศูนย์กลางของทวารวดี

07ความสำคัญ

คูบัวเป็นหลักฐานสำคัญว่าลุ่มแม่กลองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี คู่กับนครปฐมและอู่ทอง หลักฐานศาสนามีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และพราหมณ์ แสดงว่าเมืองนี้เปิดรับความเชื่อหลายสาย

รูปพ่อค้าต่างชาติในปูนปั้นสอดคล้องกับหลักฐานจากนครปฐม เช่น อิฐสลักรูปชาวเอเชียตะวันตกสวมหมวกทรงสูงจากเจดีย์จุลประโทน ทั้งหมดนี้บอกว่าเมืองทวารวดีอยู่ในเครือข่ายการค้าที่ไปไกลถึงอินเดีย เปอร์เซีย และเอเชียกลาง

อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังถกเถียงว่าคูบัวเป็นศูนย์กลางการปกครองระดับใด เมืองทวารวดีหลายเมืองอาจรวมกันอย่างหลวม ๆ มากกว่าเป็นอาณาจักรเดียวที่มีศูนย์กลางชัดเจน

08คูบัวในวันนี้

โบราณสถานที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี ภายในวัดยังมีจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เล่าเรื่องชาวไทยวน ซึ่งอพยพจากเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่คูบัวในสมัยรัตนโกสินทร์ และมีชื่อเสียงด้านผ้าจก

แหล่งโบราณคดีคูบัวกำลังถูกคุกคาม รายงานเมื่อ พ.ศ. 2566 ระบุว่าโบราณสถานราว 34 แห่งจาก 59 แห่งถูกทำลายหรือเสียหายหนัก จากการขุดดินขายและการบุกรุกทำเกษตร เหลือที่ยังพอเห็นได้ราว 25 แห่ง คันดินและคูเมืองบางช่วงก็ถูกรื้อไปแล้ว

กรมศิลปากรประกาศเขตโบราณสถานหลายครั้ง คือ พ.ศ. 2505, 2537 และ 2541 แต่นักวิชาการเห็นว่าการรักษาเมืองโบราณทั้งเมืองต้องอาศัยความร่วมมือของจังหวัด ท้องถิ่น และเจ้าของที่ดินด้วย

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ราวพุทธศตวรรษที่ 12ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7ก่อตัวเป็นเมือง

ชุมชนทวารวดีเติบโตในลุ่มแม่กลอง

ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8งานปูนปั้น

ภาพนักดนตรีหญิงและรูปชาวต่างชาติ

ราวพุทธศตวรรษที่ 16ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11ความรุ่งเรืองลดลง

เมืองเริ่มซบเซา

สมัยรัตนโกสินทร์ชาวไทยวนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน

ผู้คนจากเชียงแสนตั้งชุมชนคูบัว

พ.ศ. 2500, 2503, 2504ค.ศ. 1957, 1960, 1961ขุดค้น

กรมศิลปากรขุดแต่งโบราณสถาน 44 แห่ง

พ.ศ. 2504ค.ศ. 1961โบราณคดีสัญจร

หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นำประชาชนเกือบ 700 คนชมคูบัว

พ.ศ. 2505ค.ศ. 1962ประกาศเขตโบราณสถาน

ประกาศครั้งแรก ต่อมาปรับปรุงใน พ.ศ. 2537 และ 2541

พ.ศ. 2523ค.ศ. 1980บทความควอริช เวลส์

วิเคราะห์ปูนปั้นและสำริดจากคูบัวในวารสารสยามสมาคม

พ.ศ. 2537ค.ศ. 1994ปรับปรุงเขตโบราณสถาน

กรมศิลปากรประกาศเขตเพิ่มเติม

พ.ศ. 2538–2539ค.ศ. 1995–1996สำรวจเพิ่ม

พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง

พ.ศ. 2541ค.ศ. 1998ประกาศเขตอีกครั้ง

ปรับปรุงขอบเขตพื้นที่คุ้มครอง

พ.ศ. 2566ค.ศ. 2023รายงานความเสียหาย

โบราณสถานราว 34 แห่งถูกทำลายหรือเสียหาย

ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้

แหล่งโบราณคดีคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จุดหลักคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี และจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวภายในวัด โบราณวัตถุชิ้นเด่นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ควรชมพิพิธภัณฑ์ก่อนลงพื้นที่จริง

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: วงดนตรีหญิง

ภาพนักดนตรีหญิงจากคูบัวเป็นหลักฐานเก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่แสดงเครื่องดนตรีในดินแดนไทย

รู้หรือไม่: หมวกทรงสูง

รูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงพบทั้งที่คูบัวและนครปฐม บอกว่าพ่อค้าต่างแดนเป็นภาพที่คนทวารวดีคุ้นตา

รู้หรือไม่: สองยุคในตำบลเดียว

คูบัววันนี้มีทั้งซากเมืองทวารวดีและชุมชนไทยวนที่ย้ายมาเมื่อราวสองร้อยปีก่อน

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

ชื่อคูบัวมาจากไหน
คำอธิบายที่แพร่หลายคือคูเมืองเคยมีบัวขึ้นเต็ม ชื่อหมู่บ้านและตำบลจึงเรียกตาม ส่วนชื่อเมืองในสมัยทวารวดีจริง ๆ ยังไม่พบหลักฐานที่ระบุได้
คูบัวเก่าแค่ไหน
โบราณสถานส่วนใหญ่ใช้งานราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16 หรือราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 11 ช่วงที่งานปูนปั้นรุ่งเรืองที่สุดอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 13
รูปคนต่างชาติที่คูบัวเป็นใคร
เป็นรูปบุคคลจมูกโด่ง สวมหมวกทรงสูงและรองเท้าหุ้มข้อ นักวิชาการบางท่านว่าเป็นพ่อค้าเปอร์เซีย บางท่านว่าเป็นชาวซอกเดียจากเอเชียกลาง ยังไม่มีข้อยุติ
ดูของจากคูบัวได้ที่ไหน
ชิ้นเด่นอย่างนักดนตรีสตรีอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อีกจำนวนมากอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ส่วนในพื้นที่มีฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรีและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในวัด
ทำไมโบราณสถานที่คูบัวหายไปมาก
สาเหตุหลักคือการขุดดินขาย การไถปรับที่ทำเกษตร และการขยายตัวของชุมชน เพราะโบราณสถานจำนวนมากอยู่ในที่ดินเอกชนนอกเขตที่ประกาศคุ้มครอง

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Khu Bua - Wikipedia
  2. Ancient city of Dvaravati (คูบัว) - The Standard
  3. Many sites in Kua Bua in danger - SEAArch
  4. Dvaravati, sources of Buddhism in Thailand - Amis du musée Cernuschi
  5. Brick Depicting a West Asian Merchant - The Met
  6. Khu Bua - Thailex
  7. โบราณคดีสัญจร คูบัว 2504 - มติชนสุดสัปดาห์
  8. จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว - ผู้จัดการออนไลน์
  9. นารีสนทนา: เมืองเก่าคูบัว - Thai PBS
  10. Recent Dvaravati Discoveries and Khmer Comparisons - Quaritch Wales, JSS 68.1
  11. Khu Bua stucco heads - National Museum of Asian Art, Smithsonian
  12. การพัฒนาของที่ระลึกดินเผาจากศิลปะทวารวดี - Design Echo (TCI)
  13. ศิลปะทวารวดี - ศิลปวัฒนธรรม

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา