ยุครัฐโบราณ · แหล่งโบราณคดี

วัดเสมาเมือง

จารึกลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)

วัดในตัวเมืองนครศรีธรรมราชที่ผูกชื่อไว้กับจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ ลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) หลักฐานเก่าที่สุดที่เอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยบนคาบสมุทรไทย

ที่ตั้งตัวเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
หลักฐานสำคัญจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ (Ligor inscription)
ปีในจารึกมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)
ลักษณะจารึกแผ่นศิลาจารึกสองด้าน เรียกด้าน A และด้าน B
ภาษาสันสกฤต
ผู้ศึกษาสำคัญยอร์ช เซเดส์ (ตีพิมพ์ พ.ศ. 2461)
วัสดุและขนาดหินทราย รูปใบเสมา กว้างราว 50 สูงราว 104 หนาราว 9 เซนติเมตร
ที่เก็บรักษาปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

01นครศรีธรรมราชที่ฝรั่งเรียกว่าลิกอร์

นครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของภาคใต้ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรใกล้อ่าวไทย ชาวตะวันตกเรียกเมืองนี้ว่าลิกอร์ (Ligor) มาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนจะมีชื่อนครศรีธรรมราช บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของรัฐโบราณที่เอกสารจีนและจารึกเรียกว่าตามพรลิงค์

วัดเสมาเมืองเป็นวัดเก่าแก่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อของวัดเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลกเพราะผูกอยู่กับศิลาจารึกหลักหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าจารึกลิกอร์ ตามชื่อเดิมของเมือง ส่วนในทะเบียนจารึกของไทยเรียกว่าจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกวัดเสมาเมือง

หลักฐานหลักฐานสำคัญ 1 ชิ้น

ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons

ภาพวาดประกอบ
จารึกวัดเสมาเมือง

ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1318 กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย

เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครดูภาพถ่ายจริง ↗

แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่

จุดกะพริบคือวัดเสมาเมือง จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน

GPSพิกัดและการนำทาง

แม่นยำปานกลาง พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

วัดเสมาเมือง ถ.ราชดำเนิน อ.เมืองนครศรีธรรมราชดูหมุดสถานที่ใน Google Maps ↗
8.424670, 99.963471
8°25′28.8″N 99°57′48.5″E

พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด

02จารึกสองด้าน สองเรื่อง

จารึกหลักนี้เป็นแผ่นศิลาที่มีตัวอักษรทั้งสองด้าน นักวิชาการเรียกด้านแรกว่าลิกอร์ A และอีกด้านว่าลิกอร์ B ทั้งสองด้านใช้ภาษาสันสกฤต แต่ลักษณะตัวอักษรและเนื้อหาต่างกัน จึงอาจจารึกขึ้นต่างวาระกัน

ด้าน A ลงปีมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) เนื้อความสรรเสริญพระเจ้ากรุงศรีวิชัย และกล่าวว่าพระองค์โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลังเพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี บางแหล่งเรียกพระนามกษัตริย์ในจารึกด้านนี้ว่ามหาราชาธรรมเสตุ

ด้าน B สั้นกว่าและไม่ได้ระบุปี กล่าวถึงกษัตริย์พระนามวิษณุ ผู้มีพระนามประกอบว่าศรีมหาราชา และมีคำว่าไศเลนทร ซึ่งเป็นชื่อราชวงศ์ที่มีอำนาจในชวาภาคกลาง ตัวอักษรด้านนี้ใกล้เคียงกับอักษรกวิของชวา

ศิลาแผ่นเดียวที่จารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1318 กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ใช้ไขประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งภูมิภาค

03ศิลาแผ่นใบเสมาที่ไปอยู่กรุงเทพฯ

ตัวจารึกทำจากหินทราย รูปร่างคล้ายใบเสมา กว้างราว 50 เซนติเมตร สูงราว 104 เซนติเมตร และหนาเพียงราว 9 เซนติเมตร ด้านแรกมีตัวอักษร 29 บรรทัด ส่วนด้านที่สองมีเพียง 4 บรรทัด รวมทั้งหมด 33 บรรทัด ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดอักษรไว้ในกลุ่มอักษรหลังปัลลวะ และในทะเบียนของไทยยังมีรหัสเรียกจารึกนี้ว่า นศ. 9

ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ผู้ที่ไปวัดเสมาเมืองในวันนี้จึงจะไม่พบศิลาจารึกองค์จริงที่วัด ส่วนสำเนาที่นักวิชาการใช้ศึกษามีทั้งภาพถ่ายและภาพสำเนาจารึกที่ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำไว้เมื่อ พ.ศ. 2545

การที่จารึกถูกย้ายออกจากที่ตั้งเดิมตั้งแต่นานมาแล้ว ทำให้บันทึกเรื่องจุดที่พบไม่ชัดเจนนัก บทความของนักจารึกชาวอินโดนีเซีย โบเอชารี ระบุในเชิงอรรถว่ามีผู้เสนอว่าศิลานี้มาจากวัดหัวเวียงในไชยา แต่ยังคงเรียกชื่อจารึกลิกอร์ไว้ตามเดิมเพื่อไม่ให้สับสน

04เนื้อความด้าน A: พระราชโองการและพระเถระสองรูป

ด้าน A เริ่มด้วยบทสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ว่าทรงเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย จากนั้นจึงเล่าว่าพระองค์มีพระราชโองการให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่นามว่าชยันตะ สร้างปราสาทสามหลังถวายพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี

จารึกยังเล่าต่อว่าเมื่อพระชยันตะมรณภาพ ศิษย์ของท่านนามว่าอธิมุกติ ได้สร้างเจดีย์เพิ่มขึ้นอีกเพื่ออุทิศให้ จารึกบันทึกปีมหาศักราช 697 ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1318 หรือ ค.ศ. 775 ทำให้เป็นหนึ่งในจารึกไม่กี่หลักในคาบสมุทรที่ระบุปีได้แน่นอน

รายละเอียดเหล่านี้บอกเราหลายเรื่อง เช่น ในเวลานั้นมีคณะสงฆ์มหายานที่มีพระเถระเป็นผู้นำ งานสร้างศาสนสถานใช้เวลานานจนข้ามชั่วอายุของผู้เริ่มงาน และพระราชอำนาจของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยมีผลถึงการก่อสร้างในพื้นที่ที่จารึกนี้ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนครศรีธรรมราชหรือไชยา

05ด้าน B: จารึกที่ยังไม่จบ และปริศนาเรื่องอายุ

ด้าน B มีเพียงสี่บรรทัด ประกอบด้วยฉันทลักษณ์แบบสรัคธราหนึ่งบท ต่อด้วยบทที่สองซึ่งเขียนไว้ได้เพียงสามคำแล้วหยุดไป นักวิชาการจึงเชื่อว่าจารึกด้านนี้ยังทำไม่เสร็จ เนื้อความยกย่องกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรว่าเหนือกว่าราชาทั้งปวง และเปรียบเหมือนพระวิษณุองค์ที่สอง

การที่ด้าน B ไม่ระบุปี ทำให้เกิดหลายสมมติฐาน บอชและเซเดส์เคยเสนอว่าด้าน B อาจเกี่ยวกับการอภิเษกของกษัตริย์ไศเลนทรพระนามสมรครวีรกับเจ้าหญิงตารา ขณะที่โบเอชารีเสนอว่าถ้าผู้สั่งให้จารึกคือพระเจ้าพาลบุตรเทวะ ด้าน B ก็อาจทำขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 หรือหลังด้าน A ราว 75 ปี แต่หลักฐานจากรูปแบบตัวอักษรยังไม่ชัดพอจะยืนยัน

คำถามเรื่องด้าน B สำคัญเพราะเกี่ยวกับคำถามใหญ่ว่าศรีวิชัยกับไศเลนทรคือราชวงศ์เดียวกันหรือไม่ ถ้าทั้งสองด้านทำในเวลาใกล้กันก็สนับสนุนว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยคือกษัตริย์ไศเลนทร แต่ถ้าทำห่างกันหลายสิบปี ก็อาจเป็นหลักฐานของสองราชวงศ์ที่เกี่ยวพันกันในภายหลัง

06ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์

จารึกลิกอร์เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญที่ระบุชื่อศรีวิชัยบนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน และระบุปีได้แน่ชัด จารึกนี้บอกว่าในปี พ.ศ. 1318 อำนาจหรืออิทธิพลของศรีวิชัยขึ้นมาถึงคาบสมุทรภาคใต้ตอนบนแล้ว

เนื้อหายังบอกเรื่องศาสนาด้วย การสร้างศาสนสถานถวายพระพุทธเจ้าคู่กับพระโพธิสัตว์สององค์ เป็นแบบแผนของพุทธศาสนามหายาน ซึ่งตรงกับหลักฐานศิลปะที่พบในไชยาและที่อื่น ๆ บนคาบสมุทร เช่น รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งก็คือปัทมปาณีนั่นเอง

ด้าน B ที่เอ่ยถึงราชวงศ์ไศเลนทร ผู้สร้างบุโรพุทโธในชวา ยังช่วยให้นักวิชาการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์คาบสมุทรไทยเข้ากับชวาและสุมาตรา และกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งหมด

07เซเดส์กับการอ่านจารึก

ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์บทความที่เชื่อมจารึกลิกอร์เข้ากับจารึกอื่น ๆ ในสุมาตรา และเสนอว่าศรีวิชัยเป็นอาณาจักรทางทะเลที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง งานชิ้นนี้ทำให้ชื่อศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการ

ตั้งแต่นั้นมา จารึกลิกอร์ถูกอ้างถึงในงานแทบทุกชิ้นที่เขียนเรื่องศรีวิชัย ทั้งในแง่ขอบเขตอำนาจ ความสัมพันธ์กับชวา และพุทธศาสนามหายานในภูมิภาค

08ข้อถกเถียง

ประเด็นแรกคือที่มาของจารึก ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกถูกย้ายมาจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีหลักฐานศิลปะมหายานหนาแน่นกว่า บางแหล่งจึงเรียกจารึกนี้ว่าจารึกไชยา ปราสาทสามหลังที่กล่าวถึงในจารึกจึงอาจอยู่ที่นครศรีธรรมราชหรือที่ไชยาก็ได้ และยังหาตัวอาคารที่ตรงกับจารึกไม่ได้อย่างแน่ชัด

ประเด็นที่สองคือความสัมพันธ์ของสองด้าน นักวิชาการบางคนเห็นว่าด้าน B จารึกภายหลังด้าน A และกษัตริย์ที่กล่าวถึงเป็นคนละองค์ บางคนเสนอว่าเป็นกษัตริย์ไศเลนทรพระนามปนังกรณะ บางคนว่าเป็นธรณินทระ ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ

ประเด็นที่สามคือฐานะของนครศรีธรรมราชในเวลานั้น บางท่านเห็นว่าตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย แต่อีกฝ่ายเสนอว่าตามพรลิงค์เป็นรัฐที่ค่อนข้างอิสระ ส่วนศรีวิชัยเองก็อาจเป็นเครือข่ายเมืองท่ามากกว่าอาณาจักรรวมศูนย์

09วัดเสมาเมืองในวันนี้

ปัจจุบันวัดเสมาเมืองเป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและใช้ประกอบศาสนกิจ อยู่ไม่ไกลจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ศูนย์กลางทางศาสนาของเมือง ผู้มาเยือนจะเห็นวัดในบริบทของเมืองเก่านครศรีธรรมราช

การมาเยือนวัดเสมาเมืองคู่กับวัดพระมหาธาตุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ช่วยให้เห็นภาพประวัติศาสตร์เมืองนี้ตั้งแต่สมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย ต่อเนื่องมาถึงยุคที่พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแทนที่

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ราวพุทธศตวรรษที่ 7–12ตามพรลิงค์

ชุมชนและรัฐโบราณบริเวณนครศรีธรรมราชเริ่มปรากฏในหลักฐาน

พ.ศ. 1318ค.ศ. 775จารึกด้าน A

พระเจ้ากรุงศรีวิชัยโปรดให้พระชยันตะสร้างปราสาทสามหลัง

หลัง พ.ศ. 1318ค.ศ. หลัง 775อธิมุกติสร้างเจดีย์เพิ่ม

ศิษย์ของพระชยันตะสร้างเจดีย์อุทิศหลังอาจารย์มรณภาพ

ไม่ทราบปีแน่ชัดค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8–กลางคริสต์ศตวรรษที่ 9จารึกด้าน B

กล่าวถึงกษัตริย์ไศเลนทร มีผู้เสนอว่าอาจทำราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9

พ.ศ. 1613ค.ศ. 1070ทูตตามพรลิงค์ครั้งสุดท้าย

คณะทูตครั้งสุดท้ายที่บันทึกไว้ไปยังราชสำนักซ่ง

ราวพุทธศตวรรษที่ 18ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13พระบรมธาตุเจดีย์

พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแพร่หลายในนครศรีธรรมราช

พ.ศ. 2461ค.ศ. 1918เซเดส์ตีพิมพ์

ใช้จารึกลิกอร์ประกอบข้อเสนอเรื่องอาณาจักรศรีวิชัย

พ.ศ. 2504ค.ศ. 1961ตีพิมพ์คำอ่านของเซเดส์

หนึ่งในเอกสารอ้างอิงหลักที่ฐานข้อมูลจารึกใช้

พ.ศ. 2529ค.ศ. 1986พิมพ์ซ้ำคำอ่าน

คำอ่านของเซเดส์ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้ง

พ.ศ. 2535ค.ศ. 1992เซเดส์และดาแมส์

บทความสรุปสถานะการตีความจารึกลิกอร์ตีพิมพ์ในมาเลเซีย

พ.ศ. 2545ค.ศ. 2002ทำสำเนาจารึก

มหาวิทยาลัยศิลปากรทำภาพสำเนาจารึกทั้งสองด้าน

พ.ศ. 2553ค.ศ. 2010ฐานข้อมูลจารึก

โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยปรับปรุงข้อมูลจารึกหลักนี้

ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้

วัดเสมาเมืองอยู่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ควรแต่งกายสุภาพ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรเที่ยวต่อที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เพื่อชมหลักฐานสมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: ลิกอร์คือนคร

ชื่อจารึกลิกอร์มาจากชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกนครศรีธรรมราชมาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

รู้หรือไม่: หินแผ่นเดียว สองกษัตริย์

ด้านหนึ่งของจารึกเอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย อีกด้านเอ่ยถึงกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรแห่งชวา

รู้หรือไม่: ปัทมปาณีคืออวโลกิเตศวร

พระโพธิสัตว์ปัทมปาณีที่กล่าวถึงในจารึก คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในรูปที่ถือดอกบัว

รู้หรือไม่: บทกวีที่ยังเขียนไม่จบ

ด้าน B ของจารึกหยุดลงหลังบทกวีบทที่สองได้เพียงสามคำ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมจึงไม่ได้จารึกต่อ

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

ไปดูจารึกลิกอร์ได้ที่ไหน
ศิลาจารึกองค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ที่วัดเสมาเมืองไม่มีจารึกองค์จริงตั้งอยู่
ทำไมจึงเรียกว่าจารึกลิกอร์
ลิกอร์เป็นชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกนครศรีธรรมราช เมื่อเซเดส์และนักวิชาการต่างชาติศึกษาจารึกนี้จึงตั้งชื่อตามเมือง ส่วนทะเบียนไทยเรียกว่าจารึกวัดเสมาเมืองหรือหลักที่ 23
จารึกนี้พบที่นครศรีธรรมราชแน่หรือ
ทะเบียนระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง แต่มีผู้เสนอว่าอาจย้ายมาจากวัดหัวเวียงในไชยา เพราะบันทึกการพบในยุคแรกไม่ชัดเจน ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ
ปราสาทสามหลังในจารึกยังเหลืออยู่ไหม
ยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัดว่าอาคารใดตรงกับปราสาทสามหลังในจารึก บางคนพยายามเชื่อมกับศาสนสถานในไชยา แต่ยังเป็นเพียงข้อเสนอ
ทำไมจารึกนี้สำคัญกับประวัติศาสตร์ไทย
เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ระบุปีแน่นอนและเอ่ยชื่อศรีวิชัยบนแผ่นดินไทย ทั้งยังเชื่อมคาบสมุทรไทยเข้ากับราชวงศ์ไศเลนทรในชวา จึงถูกอ้างถึงในงานศึกษาศรีวิชัยแทบทุกชิ้น

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Ligor inscription (Wikipedia)
  2. Srivijaya (Wikipedia)
  3. Shailendra dynasty (Wikipedia)
  4. Tambralinga (Wikipedia)
  5. Nakhon Si Thammarat (Wikipedia)
  6. Nakhon Si Thammarat (Britannica)
  7. ศิลปวัฒนธรรม: ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช
  8. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
  9. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย (ศมส.): จารึกวัดเสมาเมือง
  10. Boechari: On the Date of the Inscription of Ligor B (SPAFA Journal)
  11. Coedès & Damais: The inscription on the Ligor Stone (PADAT record)

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา