01นครศรีธรรมราชที่ฝรั่งเรียกว่าลิกอร์
นครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของภาคใต้ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรใกล้อ่าวไทย ชาวตะวันตกเรียกเมืองนี้ว่าลิกอร์ (Ligor) มาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนจะมีชื่อนครศรีธรรมราช บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของรัฐโบราณที่เอกสารจีนและจารึกเรียกว่าตามพรลิงค์
วัดเสมาเมืองเป็นวัดเก่าแก่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อของวัดเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลกเพราะผูกอยู่กับศิลาจารึกหลักหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าจารึกลิกอร์ ตามชื่อเดิมของเมือง ส่วนในทะเบียนจารึกของไทยเรียกว่าจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกวัดเสมาเมือง
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 1 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1318 กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย
เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่
จุดกะพริบคือวัดเสมาเมือง จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน
GPSพิกัดและการนำทาง
แม่นยำปานกลาง พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง
8.424670, 99.963471พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด
02จารึกสองด้าน สองเรื่อง
จารึกหลักนี้เป็นแผ่นศิลาที่มีตัวอักษรทั้งสองด้าน นักวิชาการเรียกด้านแรกว่าลิกอร์ A และอีกด้านว่าลิกอร์ B ทั้งสองด้านใช้ภาษาสันสกฤต แต่ลักษณะตัวอักษรและเนื้อหาต่างกัน จึงอาจจารึกขึ้นต่างวาระกัน
ด้าน A ลงปีมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) เนื้อความสรรเสริญพระเจ้ากรุงศรีวิชัย และกล่าวว่าพระองค์โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลังเพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี บางแหล่งเรียกพระนามกษัตริย์ในจารึกด้านนี้ว่ามหาราชาธรรมเสตุ
ด้าน B สั้นกว่าและไม่ได้ระบุปี กล่าวถึงกษัตริย์พระนามวิษณุ ผู้มีพระนามประกอบว่าศรีมหาราชา และมีคำว่าไศเลนทร ซึ่งเป็นชื่อราชวงศ์ที่มีอำนาจในชวาภาคกลาง ตัวอักษรด้านนี้ใกล้เคียงกับอักษรกวิของชวา
ศิลาแผ่นเดียวที่จารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1318 กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ใช้ไขประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งภูมิภาค
03ศิลาแผ่นใบเสมาที่ไปอยู่กรุงเทพฯ
ตัวจารึกทำจากหินทราย รูปร่างคล้ายใบเสมา กว้างราว 50 เซนติเมตร สูงราว 104 เซนติเมตร และหนาเพียงราว 9 เซนติเมตร ด้านแรกมีตัวอักษร 29 บรรทัด ส่วนด้านที่สองมีเพียง 4 บรรทัด รวมทั้งหมด 33 บรรทัด ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดอักษรไว้ในกลุ่มอักษรหลังปัลลวะ และในทะเบียนของไทยยังมีรหัสเรียกจารึกนี้ว่า นศ. 9
ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ผู้ที่ไปวัดเสมาเมืองในวันนี้จึงจะไม่พบศิลาจารึกองค์จริงที่วัด ส่วนสำเนาที่นักวิชาการใช้ศึกษามีทั้งภาพถ่ายและภาพสำเนาจารึกที่ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำไว้เมื่อ พ.ศ. 2545
การที่จารึกถูกย้ายออกจากที่ตั้งเดิมตั้งแต่นานมาแล้ว ทำให้บันทึกเรื่องจุดที่พบไม่ชัดเจนนัก บทความของนักจารึกชาวอินโดนีเซีย โบเอชารี ระบุในเชิงอรรถว่ามีผู้เสนอว่าศิลานี้มาจากวัดหัวเวียงในไชยา แต่ยังคงเรียกชื่อจารึกลิกอร์ไว้ตามเดิมเพื่อไม่ให้สับสน
04เนื้อความด้าน A: พระราชโองการและพระเถระสองรูป
ด้าน A เริ่มด้วยบทสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ว่าทรงเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย จากนั้นจึงเล่าว่าพระองค์มีพระราชโองการให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่นามว่าชยันตะ สร้างปราสาทสามหลังถวายพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี
จารึกยังเล่าต่อว่าเมื่อพระชยันตะมรณภาพ ศิษย์ของท่านนามว่าอธิมุกติ ได้สร้างเจดีย์เพิ่มขึ้นอีกเพื่ออุทิศให้ จารึกบันทึกปีมหาศักราช 697 ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1318 หรือ ค.ศ. 775 ทำให้เป็นหนึ่งในจารึกไม่กี่หลักในคาบสมุทรที่ระบุปีได้แน่นอน
รายละเอียดเหล่านี้บอกเราหลายเรื่อง เช่น ในเวลานั้นมีคณะสงฆ์มหายานที่มีพระเถระเป็นผู้นำ งานสร้างศาสนสถานใช้เวลานานจนข้ามชั่วอายุของผู้เริ่มงาน และพระราชอำนาจของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยมีผลถึงการก่อสร้างในพื้นที่ที่จารึกนี้ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนครศรีธรรมราชหรือไชยา
05ด้าน B: จารึกที่ยังไม่จบ และปริศนาเรื่องอายุ
ด้าน B มีเพียงสี่บรรทัด ประกอบด้วยฉันทลักษณ์แบบสรัคธราหนึ่งบท ต่อด้วยบทที่สองซึ่งเขียนไว้ได้เพียงสามคำแล้วหยุดไป นักวิชาการจึงเชื่อว่าจารึกด้านนี้ยังทำไม่เสร็จ เนื้อความยกย่องกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรว่าเหนือกว่าราชาทั้งปวง และเปรียบเหมือนพระวิษณุองค์ที่สอง
การที่ด้าน B ไม่ระบุปี ทำให้เกิดหลายสมมติฐาน บอชและเซเดส์เคยเสนอว่าด้าน B อาจเกี่ยวกับการอภิเษกของกษัตริย์ไศเลนทรพระนามสมรครวีรกับเจ้าหญิงตารา ขณะที่โบเอชารีเสนอว่าถ้าผู้สั่งให้จารึกคือพระเจ้าพาลบุตรเทวะ ด้าน B ก็อาจทำขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 หรือหลังด้าน A ราว 75 ปี แต่หลักฐานจากรูปแบบตัวอักษรยังไม่ชัดพอจะยืนยัน
คำถามเรื่องด้าน B สำคัญเพราะเกี่ยวกับคำถามใหญ่ว่าศรีวิชัยกับไศเลนทรคือราชวงศ์เดียวกันหรือไม่ ถ้าทั้งสองด้านทำในเวลาใกล้กันก็สนับสนุนว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยคือกษัตริย์ไศเลนทร แต่ถ้าทำห่างกันหลายสิบปี ก็อาจเป็นหลักฐานของสองราชวงศ์ที่เกี่ยวพันกันในภายหลัง
06ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์
จารึกลิกอร์เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญที่ระบุชื่อศรีวิชัยบนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน และระบุปีได้แน่ชัด จารึกนี้บอกว่าในปี พ.ศ. 1318 อำนาจหรืออิทธิพลของศรีวิชัยขึ้นมาถึงคาบสมุทรภาคใต้ตอนบนแล้ว
เนื้อหายังบอกเรื่องศาสนาด้วย การสร้างศาสนสถานถวายพระพุทธเจ้าคู่กับพระโพธิสัตว์สององค์ เป็นแบบแผนของพุทธศาสนามหายาน ซึ่งตรงกับหลักฐานศิลปะที่พบในไชยาและที่อื่น ๆ บนคาบสมุทร เช่น รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งก็คือปัทมปาณีนั่นเอง
ด้าน B ที่เอ่ยถึงราชวงศ์ไศเลนทร ผู้สร้างบุโรพุทโธในชวา ยังช่วยให้นักวิชาการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์คาบสมุทรไทยเข้ากับชวาและสุมาตรา และกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งหมด
07เซเดส์กับการอ่านจารึก
ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์บทความที่เชื่อมจารึกลิกอร์เข้ากับจารึกอื่น ๆ ในสุมาตรา และเสนอว่าศรีวิชัยเป็นอาณาจักรทางทะเลที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง งานชิ้นนี้ทำให้ชื่อศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการ
ตั้งแต่นั้นมา จารึกลิกอร์ถูกอ้างถึงในงานแทบทุกชิ้นที่เขียนเรื่องศรีวิชัย ทั้งในแง่ขอบเขตอำนาจ ความสัมพันธ์กับชวา และพุทธศาสนามหายานในภูมิภาค
08ข้อถกเถียง
ประเด็นแรกคือที่มาของจารึก ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกถูกย้ายมาจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีหลักฐานศิลปะมหายานหนาแน่นกว่า บางแหล่งจึงเรียกจารึกนี้ว่าจารึกไชยา ปราสาทสามหลังที่กล่าวถึงในจารึกจึงอาจอยู่ที่นครศรีธรรมราชหรือที่ไชยาก็ได้ และยังหาตัวอาคารที่ตรงกับจารึกไม่ได้อย่างแน่ชัด
ประเด็นที่สองคือความสัมพันธ์ของสองด้าน นักวิชาการบางคนเห็นว่าด้าน B จารึกภายหลังด้าน A และกษัตริย์ที่กล่าวถึงเป็นคนละองค์ บางคนเสนอว่าเป็นกษัตริย์ไศเลนทรพระนามปนังกรณะ บางคนว่าเป็นธรณินทระ ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ
ประเด็นที่สามคือฐานะของนครศรีธรรมราชในเวลานั้น บางท่านเห็นว่าตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย แต่อีกฝ่ายเสนอว่าตามพรลิงค์เป็นรัฐที่ค่อนข้างอิสระ ส่วนศรีวิชัยเองก็อาจเป็นเครือข่ายเมืองท่ามากกว่าอาณาจักรรวมศูนย์
09วัดเสมาเมืองในวันนี้
ปัจจุบันวัดเสมาเมืองเป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและใช้ประกอบศาสนกิจ อยู่ไม่ไกลจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ศูนย์กลางทางศาสนาของเมือง ผู้มาเยือนจะเห็นวัดในบริบทของเมืองเก่านครศรีธรรมราช
การมาเยือนวัดเสมาเมืองคู่กับวัดพระมหาธาตุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ช่วยให้เห็นภาพประวัติศาสตร์เมืองนี้ตั้งแต่สมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย ต่อเนื่องมาถึงยุคที่พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแทนที่
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ชุมชนและรัฐโบราณบริเวณนครศรีธรรมราชเริ่มปรากฏในหลักฐาน
พระเจ้ากรุงศรีวิชัยโปรดให้พระชยันตะสร้างปราสาทสามหลัง
ศิษย์ของพระชยันตะสร้างเจดีย์อุทิศหลังอาจารย์มรณภาพ
กล่าวถึงกษัตริย์ไศเลนทร มีผู้เสนอว่าอาจทำราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9
คณะทูตครั้งสุดท้ายที่บันทึกไว้ไปยังราชสำนักซ่ง
พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแพร่หลายในนครศรีธรรมราช
ใช้จารึกลิกอร์ประกอบข้อเสนอเรื่องอาณาจักรศรีวิชัย
หนึ่งในเอกสารอ้างอิงหลักที่ฐานข้อมูลจารึกใช้
คำอ่านของเซเดส์ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้ง
บทความสรุปสถานะการตีความจารึกลิกอร์ตีพิมพ์ในมาเลเซีย
มหาวิทยาลัยศิลปากรทำภาพสำเนาจารึกทั้งสองด้าน
โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยปรับปรุงข้อมูลจารึกหลักนี้
ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้
วัดเสมาเมืองอยู่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ควรแต่งกายสุภาพ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรเที่ยวต่อที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เพื่อชมหลักฐานสมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ลิกอร์คือนคร
ชื่อจารึกลิกอร์มาจากชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกนครศรีธรรมราชมาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
รู้หรือไม่: หินแผ่นเดียว สองกษัตริย์
ด้านหนึ่งของจารึกเอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย อีกด้านเอ่ยถึงกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรแห่งชวา
รู้หรือไม่: ปัทมปาณีคืออวโลกิเตศวร
พระโพธิสัตว์ปัทมปาณีที่กล่าวถึงในจารึก คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในรูปที่ถือดอกบัว
รู้หรือไม่: บทกวีที่ยังเขียนไม่จบ
ด้าน B ของจารึกหยุดลงหลังบทกวีบทที่สองได้เพียงสามคำ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมจึงไม่ได้จารึกต่อ
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
ไปดูจารึกลิกอร์ได้ที่ไหน
ทำไมจึงเรียกว่าจารึกลิกอร์
จารึกนี้พบที่นครศรีธรรมราชแน่หรือ
ปราสาทสามหลังในจารึกยังเหลืออยู่ไหม
ทำไมจารึกนี้สำคัญกับประวัติศาสตร์ไทย
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (3)
บทความเหล่านี้พูดถึงวัดเสมาเมือง อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Ligor inscription (Wikipedia)
- Srivijaya (Wikipedia)
- Shailendra dynasty (Wikipedia)
- Tambralinga (Wikipedia)
- Nakhon Si Thammarat (Wikipedia)
- Nakhon Si Thammarat (Britannica)
- ศิลปวัฒนธรรม: ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช
- ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
- ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย (ศมส.): จารึกวัดเสมาเมือง
- Boechari: On the Date of the Inscription of Ligor B (SPAFA Journal)
- Coedès & Damais: The inscription on the Ligor Stone (PADAT record)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา