01ลมที่พัดสลับทิศ
ทะเลรอบดินแดนไทยมีลมมรสุมที่เปลี่ยนทิศตามฤดูกาล ช่วงหนึ่งของปีลมพัดมาจากทางตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ อีกช่วงหนึ่งลมพัดกลับมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ นักเดินเรือที่รู้จังหวะของลมจึงแล่นเรือไปและกลับได้ในรอบหนึ่งปี
ชาวเรือในหมู่เกาะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ความรู้นี้เดินทางไกลกลางมหาสมุทร ต่อมาพ่อค้าจากอินเดีย จีน และตะวันออกกลางก็ใช้เส้นทางเดียวกัน ทะเลจึงทำหน้าที่เหมือนถนนที่เชื่อมผู้คนต่างแดนเข้าหากัน
เพราะต้องรอลมเปลี่ยนทิศ พ่อค้าจึงต้องพักอยู่ในเมืองท่านานหลายเดือน ช่วงเวลานี้เองที่การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นมากกว่าแค่สินค้า ทั้งความเชื่อ ภาษา ตัวอักษร และเทคนิคงานช่างก็ถูกถ่ายทอดไปด้วย
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02ทางลัดข้ามคาบสมุทร
ในยุคแรก เรือจากอินเดียมักไม่แล่นอ้อมแหลมมลายูลงไปทางใต้ แต่จอดที่ฝั่งทะเลอันดามัน แล้วขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนไปลงเรือที่ฝั่งอ่าวไทย บางช่วงของเส้นทางบกยาวราว 35 ไมล์ หรือราว 56 กิโลเมตร
หลักฐานของเส้นทางนี้คือคู่ชุมชนบนสองฝั่งคาบสมุทร ฝั่งอันดามันมีภูเขาทองในจังหวัดระนองและควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ ฝั่งอ่าวไทยมีเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองท่ามีกำแพงดิน รุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 1 ก่อนคริสตกาล
หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4 เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้สะดวกขึ้น ความจำเป็นในการขนสินค้าข้ามคาบสมุทรก็ลดลง ศูนย์กลางการค้าจึงค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ที่เมืองท่าบนเส้นทางทะเลสายใหม่
ลูกปัดเม็ดเล็กที่ชาวบ้านเก็บได้บนเนินดิน คือร่องรอยของลมมรสุมที่เคยพาเรือจากครึ่งโลกมาถึงชายฝั่งไทย
03ลูกปัดหิน: สินค้าที่บอกเล่าเรื่องราว
ในบรรดาสินค้าทั้งหมด ลูกปัดเป็นหลักฐานที่นักโบราณคดีพบมากที่สุด เพราะทนทานและมีรูปแบบเฉพาะที่บอกแหล่งที่มาได้ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีแดงส้มและอาเกตลายแถบเป็นของมีค่าที่ผู้คนใช้แสดงฐานะ และมักฝังไปกับผู้ตาย
ที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนยุคเหล็กอายุราว 2,400 ปี พบลูกปัดหินกึ่งมีค่ามากกว่า 600 เม็ด และจี้คาร์เนเลียนรูปสิงโต ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย นักวิชาการเคยเชื่อว่าวัตถุดิบหรือตัวลูกปัดมาจากแคว้นคุชราตในอินเดีย
งานศึกษาของแบเรอนิซ แบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ใช้วิธีศึกษาร่องรอยการเจาะ การขัด และรูปทรงของลูกปัด ทำให้แยกได้ว่าลูกปัดชิ้นใดนำเข้าจากอินเดีย และชิ้นใดช่างท้องถิ่นทำขึ้นเลียนแบบหรือปรับรูปแบบเอง การพบลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จในหลายแหล่งยิ่งยืนยันว่ามีโรงงานผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้
04ลูกปัดแก้วที่เดินทางไปทั่วโลก
นอกจากลูกปัดหิน ยังมีลูกปัดแก้วขนาดเล็กที่นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดอินโด-แปซิฟิก ช่างทำโดยดึงแก้วหลอมออกเป็นหลอดยาว แล้วตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ นำไปเผาให้ขอบมน ได้ลูกปัดสีเขียว เหลือง ดำ และแดงทึบ ขนาดราว 6 มิลลิเมตร
เทคนิคนี้เริ่มขึ้นในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราว 500–200 ปีก่อนคริสตกาล ลูกปัดชนิดนี้ถูกค้าขายไปไกลถึงแอฟริกาและยุโรป มีนักวิชาการเสนอว่ามันอาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์
ควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ได้ชื่อมาจากลูกปัดจำนวนมหาศาลที่ชาวบ้านพบบนเนินดิน ที่นี่พบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และเศษลูกปัด ซึ่งเป็นหลักฐานของโรงงานผลิตลูกปัดแก้วในท้องถิ่น ชุมชนในดินแดนไทยจึงเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต
05สินค้าและผู้คนจากแดนไกล
นอกจากลูกปัด แหล่งโบราณคดีริมทะเลยังพบของจากหลายทิศ ที่ภูเขาทองพบเศษภาชนะดินเผาที่มีอักษรทมิฬ-พราหมี ซึ่งบอกว่ามีพ่อค้าที่ใช้ภาษาทมิฬมาถึงที่นี่ ที่เขาสามแก้วพบภาชนะจากอินเดียและเครื่องสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น
ของจากโลกโรมันก็เดินทางมาถึงด้วย ที่ควนลูกปัดพบหัวแหวนหินแกะสลักลวดลายแบบโรมัน ส่วนที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบเหรียญของจักรพรรดิวิกตอรินุส ผู้ปกครองดินแดนกอลของโรมันในช่วง ค.ศ. 269–271 ของเหล่านี้น่าจะผ่านมือพ่อค้าหลายทอดตามเส้นทางทะเลกว่าจะมาถึง
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสินค้าคือความคิด การค้าทางทะเลเป็นช่องทางที่พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ อักษรปัลลวะ และรูปแบบศิลปะจากอินเดียเข้ามาสู่ดินแดนไทย ซึ่งต่อมาหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและศรีวิชัย
06เรือพนมสุรินทร์: หลักฐานจากนากุ้ง
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 เจ้าของนากุ้งที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ขุดบ่อแล้วพบไม้เรือโบราณจมอยู่ในโคลน เรือลำนี้ได้ชื่อว่าเรือพนมสุรินทร์ ตามชื่อของนางพนมและนายสุรินทร์ ศรีดีงาม เจ้าของที่ดิน
เรือต่อด้วยวิธีเย็บแผ่นไม้เข้าด้วยกันด้วยเชือก ไม่ใช้ตะปู ตามแบบเรือของชาวอาหรับและเปอร์เซีย การวิเคราะห์เชือกพบว่าทำจากเส้นใยปาล์มหลายชนิด รวมถึงหวาย จุดที่พบเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอ่าวไทยปัจจุบันราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถมจนแผ่นดินงอกออกไปตลอดพันปีที่ผ่านมา
ในเรือพบไหทรงตอร์ปิโดแบบที่พบทั่วไปในอ่าวเปอร์เซีย เครื่องถ้วยจีน และภาชนะดินเผาของภาคกลางไทย ไหใบหนึ่งมีจารึกอักษรปาห์ลาวีซึ่งใช้เขียนภาษาเปอร์เซียกลาง นักวิชาการกำหนดอายุเรือไว้ราว 1,200 ปี อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี
เรือพนมสุรินทร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งเรือจมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเมืองท่าในลุ่มเจ้าพระยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมตะวันออกกลางกับจีน กรมศิลปากรวางแผนขุดค้นและอนุรักษ์อย่างเป็นระบบซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ดและจี้สิงโตคาร์เนเลียน
เมืองท่าฝั่งอ่าวไทยที่มีโรงงานลูกปัดและโลหะ
เมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดฝั่งอันดามัน
เหรียญโรมันที่ต่อมาพบที่อู่ทอง
การขนสินค้าข้ามคาบสมุทรลดความสำคัญลง
เรือเย็บแบบอาหรับจมในลุ่มเจ้าพระยา
กรมศิลปากรเริ่มขุดค้น
คณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส
พบในนากุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: สิงโตที่ไม่มีในไทย
จี้คาร์เนเลียนรูปสิงโตจากบ้านดอนตาเพชร เป็นรูปสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย จึงบอกถึงความเชื่อและสัญลักษณ์ที่มากับการค้ากับอินเดีย
รู้หรือไม่: เรือที่ไม่ใช้ตะปู
เรือพนมสุรินทร์ต่อด้วยการเย็บแผ่นไม้ด้วยเชือกใยปาล์ม ตามแบบเรือในมหาสมุทรอินเดีย
รู้หรือไม่: ทะเลถอยไปแปดกิโลเมตร
จุดที่พบเรือพนมสุรินทร์เคยอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่วันนี้อยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถม
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (1)
บทความเหล่านี้พูดถึงเส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Asia Society: Maritime trade routes
- Indo-Pacific beads (Wikipedia)
- Bellina, Beads, social change and interaction between India and South-East Asia (Antiquity 2003)
- Bunchar: Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection
- Guy, The Phanom Surin Shipwreck and a Pahlavi Inscription (JSS 2017)
- Archaeological and Anthropological Sciences: ropes of the Phanom-Surin shipwreck
- มติชน: 7 ปีในนากุ้ง 1,200 ปีในประวัติศาสตร์ เรือโบราณพนมสุรินทร์
- ศิลปวัฒนธรรม: เรือโบราณพนม-สุรินทร์ เก่าแก่ที่สุดในไทยและอุษาคเนย์
- Borell, Bellina, Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
- Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา