01ภูมิหลัง: จากฟาร์มโคนมสู่โบราณคดีเอเชีย
เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester F. Gorman) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) และเติบโตในฟาร์มโคนมของครอบครัวที่เมืองเอลก์โกรฟ ใกล้ซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขามานุษยวิทยาเกียรตินิยมจาก Sacramento State College ใน พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961)
จากนั้นเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ภายใต้การดูแลของวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีผู้บุกเบิกการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตของกอร์แมนจึงอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02ก้าวแรกในไทย: ลุ่มน้ำโขงและโนนนกทา
งานแรกของกอร์แมนในไทยคือช่วง พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964) เมื่อเขาดูแลการสำรวจโบราณคดีกู้ภัยในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ร่วมกับโซลไฮม์ งานนี้ทำขึ้นเพื่อบันทึกแหล่งโบราณคดีก่อนพื้นที่จะถูกน้ำท่วมจากโครงการเขื่อน
ระหว่างการสำรวจครั้งนั้น เขาพบแหล่งโบราณคดีโนนนกทาในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งสำคัญในการศึกษายุคสำริดของอีสาน และเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักวิชาการเริ่มสนใจว่าการใช้โลหะในไทยอาจเก่าแก่กว่าที่เคยคิด
กอร์แมนอาจไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยมีเกษตรกรรมหรือสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่คำถามที่เขาตั้งไว้ทำให้คนทั้งโลกหันมาขุดดินในประเทศไทย
03ถ้ำผีแมนและคำถามเรื่องการเพาะปลูก
สำหรับงานปริญญาเอก กอร์แมนสำรวจเทือกเขาชายแดนไทย–พม่าในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพบถ้ำแห่งหนึ่งที่ความสูงราว 650 เมตรจากระดับน้ำทะเล เขาตั้งชื่อว่า Spirit Cave ส่วนคนไทยเรียกว่าถ้ำผีแมน เขาขุดค้นที่นี่ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) และกลับมาขุดอีกครั้งใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971)
ชั้นดินในถ้ำบันทึกการใช้งานของกลุ่มคนล่าสัตว์และเก็บของป่าในวัฒนธรรมโฮบินเหียน เป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงระหว่างราว 12,000 ถึง 7,000 ปีก่อน เขาพบเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ และเศษพืชไหม้ไฟหลายชนิด เช่น หมาก พืชตระกูลถั่ว และกระจับ
กอร์แมนเสนออย่างระมัดระวังว่าพืชเหล่านี้อาจเป็นร่องรอยของการใช้พืชปลูกยุคแรก แต่บางคนในเวลานั้น รวมทั้งโซลไฮม์ ไปไกลกว่านั้นและเสนอว่าอาจเป็นหลักฐานการเพาะปลูกที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก
การศึกษาในเวลาต่อมาไม่สนับสนุนข้อเสนอนี้ ไม่พบพืชชนิดใดที่ต่างจากพืชป่า ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์ สรุปว่าไม่มีเหตุผลพอจะเชื่อมถ้ำผีแมนกับการเกษตร แต่ถ้ำนี้ยังมีค่าในฐานะหลักฐานว่าคนโฮบินเหียนหาอาหารจากสภาพแวดล้อมหลายแบบตามฤดูกาล ต่อมากอร์แมนยังขุดค้นถ้ำต้นไทรใน พ.ศ. 2515 และถ้ำผาชันใน พ.ศ. 2516 ในพื้นที่เดียวกัน
04ชั้นดินถ้ำผีแมนกับบทความที่ทำให้โฮบินเหียนเป็นที่รู้จัก
ดินในถ้ำผีแมนที่กอร์แมนขุดหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เขาแยกได้สี่ชั้น ซึ่งแทนการเข้ามาใช้ถ้ำห้าช่วง ชั้นล่างทั้งสามมีแต่เครื่องมือหินกะเทาะจากก้อนกรวดควอตไซต์และหินบด ส่วนชั้นบนสุดมีของใหม่ปรากฏขึ้น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ขวานหินขัด และมีดหินชนวน ซึ่งไม่พบในชั้นที่เก่ากว่า
กระดูกสัตว์ในถ้ำบอกว่าผู้คนล่ากวางป่า หมูป่า และลิงหลายชนิด ทั้งค่าง ลิงแสม และชะนี นอกจากนั้นยังพบเปลือกหอยทะเล ซึ่งแสดงว่ามีการติดต่อแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ห่างไกล ซากพืชที่พบมีถึงราว 22 สกุล ทั้งที่ใช้เป็นอาหารและเป็นสารกระตุ้น เช่น หมาก
กอร์แมนนำผลงานนี้ไปตีพิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2512–2513 (ค.ศ. 1969–1970) ในบทความที่ชื่อบอกว่าโฮบินเหียนเป็นกลุ่มเครื่องมือหินกรวดที่สัมพันธ์กับพืชยุคแรก บทความนี้ปรากฏทั้งในวารสาร Science และ Proceedings of the Prehistoric Society โดยเสนอว่าคนโฮบินเหียนอาจเริ่มใช้พืชที่มนุษย์ดูแลแล้ว เช่น พืชตระกูลแตงและถั่ว และตามด้วยบทความใน World Archaeology เมื่อ พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ที่อธิบายวิถีหาอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปลายยุคน้ำแข็งถึงต้นสมัยโฮโลซีน บทความสองชิ้นนี้ทำให้ชื่อโฮบินเหียนเข้าไปอยู่ในตำราโบราณคดีทั่วโลก
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโซลไฮม์ อาจารย์ของเขา เขียนบทความใน Scientific American เมื่อ พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) เสนอว่าเป็นหลักฐานของการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ข้อเสนอที่ไปไกลกว่าข้อมูลนี้แพร่เข้าไปในตำราเรียนหลายเล่ม ทั้งที่ตัวอย่างพืชที่พบยังมีลักษณะทางกายภาพแบบพืชป่า
05บ้านเชียง: การขุดค้นที่สั่นสะเทือนวงการ
ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) กอร์แมนเข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ในโครงการบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เขาเป็นผู้อำนวยการร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร โครงการนี้ออกแบบให้เป็นความร่วมมือสองฝ่าย ที่แบ่งกันรับภาระทั้งงบประมาณและบุคลากร
การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ฤดูแรกขุดในลานบ้านของชาวบ้าน ฤดูที่สองขุดใต้ถนนในหมู่บ้านลึกถึงราว 4.5 เมตร ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน พร้อมโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก
โครงการยังให้ทุนนักศึกษาโบราณคดีไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งช่วยสร้างนักโบราณคดีไทยรุ่นใหม่ที่กลับมาทำงานในประเทศ
06สิ่งที่พบจากบ้านเชียง พ.ศ. 2517–2518
บ้านเชียงเป็นที่รู้จักก่อนกอร์แมนจะมาถึง ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษาชาวอเมริกัน เก็บเศษภาชนะลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวลได้จากแนวขุดถนนในหมู่บ้าน ข่าวการค้นพบทำให้เกิดการลักลอบขุดและซื้อขายโบราณวัตถุอย่างหนัก จนรัฐบาลไทยออกมาตรการคุ้มครองพื้นที่และห้ามขุดหรือซื้อขายโดยเอกชนใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972)
การขุดค้นที่กอร์แมนและพิสิฐนำในสองฤดูพบหลุมฝังศพมนุษย์ 126 หลุม ซึ่งมีภาชนะดินเผา โลหะ กระดูก และงาช้างวางร่วมกับศพ ได้โบราณวัตถุรวมราว 18 ตัน ทีมงานเป็นสหสาขา มีชาร์ลส์ ไฮแอม ดูแลกระดูกสัตว์ ไมเคิล ปีเตรุสเซฟสกี วิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ และโรเบิร์ต แมดดิน ศึกษาโลหะ
ทีมแบ่งหลุมศพออกเป็นหกระยะตามแบบภาชนะ ระยะแรก ๆ เป็นภาชนะสีดำขูดลาย ระยะต่อมาเป็นภาชนะลายเชือกทาบ จากนั้นเป็นภาชนะขูดลายผสมเขียนสีที่พบพร้อมสำริดและเหล็ก ระยะที่ห้าคือภาชนะลายเขียนสีแดงบนพื้นนวลที่มีชื่อเสียง และระยะสุดท้ายเป็นภาชนะเคลือบน้ำดินสีแดง
ของชิ้นเด่นชิ้นหนึ่งคือหัวหอกสามชิ้นที่มีใบเหล็กตีขึ้นรูปยาว สวมอยู่ในบ้องสำริดที่หล่อหุ้มไว้ แสดงว่าช่างโลหะที่บ้านเชียงใช้ทั้งสำริดและเหล็กร่วมกันได้อย่างชำนาญ การหาอายุใช้ทั้งวิธีคาร์บอน 14 และเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ โดยห้องปฏิบัติการ MASCA ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
กอร์แมนยังเป็นผู้บุกเบิกด้านวิธีการ สถาบันโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISEAA) ซึ่งสานต่อโครงการบ้านเชียงระบุว่า เขาออกแบบระบบบันทึกการขุดค้นด้วยคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบแรก ๆ ในวงการโบราณคดี และพิสิฐ เจริญวงศ์ ยกย่องว่าเขาเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง
07ข้อถกเถียงเรื่องอายุสำริด
ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) กอร์แมนและพิสิฐรายงานว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจมีอายุถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในตะวันออกกลางหลายร้อยปี ค่าอายุรุ่นแรกได้จากวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก
ต่อมาการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ทำให้ตัวเลขนี้ถูกปรับลง จอยซ์ ไวท์ ผู้สานต่อโครงการ เสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่ชาร์ลส์ ไฮแอมและทีมเสนอว่าเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงวันนี้ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ แต่ตัวเลข 3,600 ปีก่อนคริสตกาลไม่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการแล้ว
08มองย้อน: นักวิชาการประเมินงานของกอร์แมนอย่างไร
เมื่อกอร์แมนเสียชีวิต ฟรอยลิช เรนีย์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวไว้อาลัยว่าเขาจากไปขณะกำลังพิสูจน์การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางโบราณคดี ถ้อยคำนี้สะท้อนบรรยากาศในเวลานั้นที่หลายคนเชื่อว่าบ้านเชียงอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลก
นิทรรศการบ้านเชียงที่กอร์แมนริเริ่มเปิดที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียจนถึงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) จากนั้นสถาบันสมิธโซเนียนนำไปจัดแสดงเคลื่อนที่ระหว่าง พ.ศ. 2525–2529 (ค.ศ. 1982–1986) รวม 12 แห่ง สื่ออเมริกันในเวลานั้นอ้างคำของเพื่อนร่วมงานที่เรียกเขาว่าแรงขับเคลื่อนหลักของการวิจัยก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สี่สิบปีต่อมา ภาพนั้นเปลี่ยนไปมาก ข้อเสนอเรื่องการเพาะปลูกที่ถ้ำผีแมนและสำริดอายุ 3,600 ปีก่อนคริสตกาลที่บ้านเชียงไม่ได้รับการยอมรับแล้ว นักวิจารณ์บางคนเห็นว่าความตื่นเต้นของยุคนั้นทำให้ข้อสันนิษฐานถูกเผยแพร่เร็วเกินหลักฐาน แต่ก็ควรแยกให้ออกว่าคำว่าการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไปไกลที่สุดเรื่องถ้ำผีแมน มาจากบทความของโซลไฮม์
ในอีกด้าน ข้อมูลภาคสนามที่กอร์แมนเก็บไว้ ทั้งชั้นดิน ซากพืช กระดูกสัตว์ และหลุมศพ ยังเป็นฐานข้อมูลที่นักวิจัยรุ่นหลังนำมาวิเคราะห์ใหม่ได้ ปัจจุบันโครงการบ้านเชียงภายใต้จอยซ์ ไวท์ เสนอว่าโลหกรรมสำริดที่บ้านเชียงพัฒนาขึ้นในท้องถิ่นราว 2,100–900 ปีก่อนคริสตกาล ในสังคมที่ไม่ได้ซับซ้อนมากอย่างที่เคยเชื่อกัน ตัวเลขอายุที่ถูกแก้ไขเหล่านี้ก็มาจากการตรวจสอบตัวอย่างและวิธีการที่ละเอียดขึ้นบนพื้นฐานงานที่เขาเริ่มไว้ ความผิดพลาดของเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่วิทยาศาสตร์แก้ไขตัวเอง
09การจากไปและมรดก
กอร์แมนป่วยด้วยโรคมะเร็งราวสองปี เขาวางแผนจะกลับมาไทยในต้นปี พ.ศ. 2524 แต่ไม่สามารถเดินทางได้ และเสียชีวิตที่ซาคราเมนโตเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี โดยยังไม่ได้เขียนรายงานผลการขุดค้นบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์
หลังการจากไปของเขา จอยซ์ ไวท์รับช่วงงานวิจัยและการตีพิมพ์ในฐานะผู้อำนวยการโครงการบ้านเชียง ส่วนนิทรรศการ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ที่เขาร่วมวางแผนได้เปิดตัวในปลาย พ.ศ. 2525 และเดินทางจัดแสดงในหลายเมือง บ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
แม้ข้อเสนอเรื่องอายุที่เขาเคยรายงานจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่กอร์แมนวางรากฐานสำคัญสองอย่าง คือทำให้แหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในไทยเป็นที่รู้จักของโลก และแสดงให้เห็นว่าโบราณคดีที่ดีต้องทำร่วมกันระหว่างนักวิชาการต่างชาติกับนักวิชาการไทย
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
เติบโตในเอลก์โกรฟ แคลิฟอร์เนีย
Sacramento State College
พบแหล่งโนนนกทา
อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
จุดเริ่มความสนใจต่อบ้านเชียง
ตีพิมพ์ใน Science และ Proceedings of the Prehistoric Society
และตีพิมพ์บทความใน World Archaeology
ห้ามขุดและซื้อขายโบราณวัตถุโดยเอกชน
แหล่งโฮบินเหียนในปางมะผ้า
ฝ่ายเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ และกรมศิลปากร
เสนอว่าเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อน ค.ศ.
ด้วยโรคมะเร็ง อายุ 43 ปี
Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ชั้นดินบางแต่เรื่องยาว
ชั้นดินในถ้ำผีแมนหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เก็บร่องรอยการใช้ถ้ำของมนุษย์ไว้หลายช่วงในเวลาราวห้าพันปี
รู้หรือไม่: ผู้ค้นพบโนนนกทา
ก่อนจะมีชื่อเสียงจากถ้ำผีแมนและบ้านเชียง กอร์แมนเป็นผู้พบแหล่งโนนนกทาที่ขอนแก่นระหว่างการสำรวจลุ่มน้ำโขง
รู้หรือไม่: รายงานที่ไม่ได้เขียน
กอร์แมนเสียชีวิตก่อนจะเขียนรายงานบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์ งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงตกเป็นภาระของจอยซ์ ไวท์และทีมในอีกหลายสิบปีต่อมา
รู้หรือไม่: หอกสองโลหะ
ที่บ้านเชียงพบหัวหอกที่ใบเป็นเหล็กตีขึ้นรูป แต่บ้องเป็นสำริดหล่อหุ้ม แสดงว่าช่างโบราณใช้โลหะสองชนิดร่วมกันในชิ้นเดียว
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
กอร์แมนพิสูจน์ได้ไหมว่าไทยปลูกพืชเป็นที่แรกของโลก
ใครเป็นคนค้นพบบ้านเชียง
สำริดบ้านเชียงเก่าแก่ที่สุดในโลกหรือไม่
การขุดค้นบ้านเชียงพบอะไรบ้าง
ทำไมรายงานบ้านเชียงจึงใช้เวลานานมาก
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (1)
บทความเหล่านี้พูดถึงเชสเตอร์ กอร์แมน อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Chester Gorman (Wikipedia)
- Spirit Cave (Thailand) (Wikipedia)
- Ban Chiang (Wikipedia)
- The Curators Write (Expedition Magazine, Penn Museum)
- Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
- Obituaries (Journal of the Siam Society vol. 69)
- Obituaries, June 10, 1981 (UPI Archives)
- Gorman, Hoabinhian: a pebble-tool complex with early plant associations (Proceedings of the Prehistoric Society)
- Ban Chiang (Institute for Southeast Asian Archaeology)
- Tracking early man in southeast Asia (Christian Science Monitor, 1982)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา