01ภูมิหลัง: เจ้าชายที่มาจากไหน
ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรเขมรที่เมืองพระนครตกอยู่ในความวุ่นวาย หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 มีผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์หลายคน หนึ่งในนั้นคือเจ้านายองค์หนึ่งที่ต่อมาใช้พระนามว่าสุริยวรมัน
ที่มาของพระองค์ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน ทฤษฎีหนึ่งเสนอว่าพระองค์เป็นเจ้าชายจากตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ซึ่งในเวลานั้นเกี่ยวข้องกับเครือข่ายศรีวิชัย อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับมากกว่าเห็นว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เขมรเดิม โดยจารึกบางหลักโยงพระองค์กับสายของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1
ไม่ว่าจะมาจากไหน สิ่งที่หลักฐานยืนยันได้คือพระองค์ต้องใช้กำลังทหารเพื่อขึ้นครองราชย์ และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรวบรวมอำนาจได้สำเร็จ
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02สงครามแย่งราชสมบัติและคำสาบานของขุนนาง
ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) พระองค์มีชัยเหนือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 จากนั้นต้องทำสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมันอีกหลายปี กว่าจะได้รับการบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010) แต่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่นับรัชกาลของพระองค์ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006)
เพื่อให้ขุนนางยอมรับอำนาจ พระองค์ให้ข้าราชการราว 4,000 คนมากระทำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ ถ้อยคำสาบานนี้ถูกจารึกไว้ที่บริเวณพระราชวังในเมืองพระนคร และเป็นหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์มักยกมาอธิบายว่าพระองค์สร้างความมั่นคงด้วยระบบความภักดีส่วนตัว
พระองค์ยังได้รับการจดจำว่าเป็นผู้ให้ความสำคัญกับกฎหมายและการจัดระเบียบข้าราชการ ในรัชกาลนี้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปดูแลเมืองต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้อาณาจักรกว้างขวางกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
จารึกสองหลักที่ห่างกันราว 20 ปี เล่าเรื่องลพบุรีจากเมืองที่ถูกทัพเขมรทำลาย จนกลายเป็นเมืองที่พระหลายนิกายต้องอุทิศบุญถวายกษัตริย์องค์ใหม่
03อ่านคำสาบานภักดี: จารึก K.292 ที่ประตูพระราชวัง
หลักฐานที่ทำให้เรารู้จักวิธีปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้ดีที่สุดคือจารึกที่นักวิชาการเรียกว่า K.292 จารึกนี้สลักไว้ที่โคปุระ (ซุ้มประตู) ด้านตะวันออกของพระราชวังหลวงในเมืองพระนคร ลงปีมหาศักราช 933 ตรงกับราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011) หรือราวหนึ่งปีหลังพิธีบรมราชาภิเษก
ข้อความในจารึกเป็นคำปฏิญาณของข้าราชการกลุ่มที่เรียกว่า ตำรวจ (tamrvāc) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจตราและรับคำสั่งของกษัตริย์ ผู้ปฏิญาณสัญญาว่าจะไม่รับใช้กษัตริย์องค์อื่น จะไม่ร่วมมือกับศัตรู พร้อมออกรบโดยไม่กลัวตาย และจะดูแลศาสนสถานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ใดผิดคำสาบานจะถูกลงโทษจากราชสำนัก และจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม
ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้รวบรวมข้อความนี้จากจารึกหลายชิ้นที่มีถ้อยคำคล้ายกัน ซึ่งพบทั้งที่พระราชวังและที่ปราสาทเกลียงใต้ จารึกชุดนี้มีรายชื่อข้าราชการผู้ร่วมปฏิญาณเรียงต่อกันยาวเหยียด และแหล่งข้อมูลทั่วไปมักสรุปว่ามีผู้ปฏิญาณราว 4,000 คน
คำว่า ตำรวจ ที่ใช้ในภาษาไทยปัจจุบันก็สืบมาจากคำเขมรโบราณคำนี้ จารึกหลักนี้จึงเป็นทั้งหลักฐานการเมืองของเมืองพระนครและเป็นร่องรอยของคำที่เดินทางข้ามมาสู่ภาษาไทย
04ผลงานก่อสร้าง: จากพระวิหารถึงบารายตะวันตก
งานก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดของพระองค์คือปราสาทพระวิหาร บนหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งปัจจุบันเป็นแนวพรมแดนไทยกับกัมพูชา ปราสาทนี้สร้างต่อเนื่องหลายรัชกาล แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
ในเมืองพระนคร พระองค์สร้างหรือสร้างต่อปราสาทพิมานอากาศและปราสาทตาแก้ว และเริ่มขุดบารายตะวันตก อ่างเก็บน้ำขนาดราว 8 x 2.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเขมร
พระองค์ยังติดต่อกับมหาอำนาจโพ้นทะเล ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งเครื่องบรรณาการรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าความสัมพันธ์นี้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอำนาจกับตามพรลิงค์และศรีวิชัยบนคาบสมุทรมลายู
05พระราชวังหลวง พิมานอากาศ และศาสนสถานนอกเมืองพระนคร
เมื่อมีอำนาจมั่นคงแล้ว พระองค์ได้ล้อมพระราชวังหลวงในเมืองพระนครด้วยกำแพงศิลาแลงสูงราว 5 เมตร กินพื้นที่ยาวราว 585 เมตร กว้างราว 246 เมตร มีโคปุระเป็นทางเข้า อาคารที่ประทับส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ จึงผุพังไปหมด สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือกำแพง ซุ้มประตู สระน้ำ และปราสาทพิมานอากาศที่ตั้งอยู่กลางพระราชวัง
ปราสาทพิมานอากาศเป็นศาสนสถานรูปทรงพีระมิดสามชั้นในศิลปะแบบเกลียง เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และมาแล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตามตำนานที่โจวต้ากวนทูตจีนบันทึกไว้ราว พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297) ยอดปราสาทเคยหุ้มทอง และกษัตริย์ต้องขึ้นไปพบนางนาคผู้เป็นเจ้าแผ่นดินทุกคืน หากไม่ไปจะเกิดเภทภัยแก่บ้านเมือง
นอกเมืองพระนคร ยังมีปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย ห่างไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เป็นกลุ่มศาสนสถานที่มีพื้นที่รวมราว 22.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่ที่สุดในยุคเมืองพระนคร นักวิชาการฝรั่งเศสบางท่านเสนอว่าพระองค์เป็นผู้เริ่มสร้าง แต่หลักฐานยังมีน้อย จึงควรถือเป็นข้อสันนิษฐาน นอกจากนี้พระองค์ยังขยายหรือบูรณะศาสนสถานอื่น เช่น วัดเอกพนม พนมจีสอร์ และบันทายสรี
สำหรับปราสาทพระวิหาร พระองค์มีบทบาทสำคัญในการขยายศาสนสถานบนหน้าผา ซึ่งต่อมาพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างต่อจนเป็นรูปแบบที่เห็นในวันนี้ แนวแกนของปราสาทยาวราว 800 เมตร มีโคปุระ 5 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปสู่ปราสาทประธานบนยอดผาที่สูงจากที่ราบราว 525 เมตร
06การทูตกับโจฬะและแรงสะเทือนถึงคาบสมุทร
ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งของกำนัลรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ เอกสารบางสายตีความว่าพระองค์ขอความช่วยเหลือทางทหารเพื่อรับมือกับตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ส่วนตามพรลิงค์ก็หันไปพึ่งศรีวิชัย
ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) กองทัพเรือโจฬะบุกโจมตีเมืองท่าของศรีวิชัยหลายแห่งและจับกษัตริย์ศรีวิชัยไปได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลังลงมาก นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อมโยงการบุกครั้งนี้กับพันธมิตรระหว่างเขมรและโจฬะ แต่ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นผู้ร้องขอให้เกิดการโจมตีครั้งนั้น
เรื่องนี้ช่วยให้เข้าใจภาพใหญ่ว่าในพุทธศตวรรษที่ 16 ดินแดนไทยตั้งแต่ลพบุรีลงไปถึงนครศรีธรรมราชอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจสามฝ่าย คือเขมร ศรีวิชัย และโจฬะ ผลของการแข่งขันนี้มีส่วนกำหนดว่าเมืองใดจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง
07บทบาทต่อดินแดนไทย: ละโว้ในมือเมืองพระนคร
สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สำคัญเพราะเป็นกษัตริย์เขมรองค์แรกที่หลักฐานชี้ชัดว่าขยายอำนาจมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้านั้นลพบุรีหรือละโว้เป็นเมืองสำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพุทธศาสนา
จารึก K.1198 ซึ่งกำหนดอายุตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) เล่าว่าพระองค์ยกทัพเข้ามาในลวปุระ จนเมืองเสียหายหนัก จารึกบรรยายว่าเมืองกลายเป็นป่าที่สัตว์ร้ายอาศัย นักวิชาการไทยเห็นว่าจารึกนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่เคยเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าเขมรเข้ายึดลพบุรีด้วยกำลัง
ราว 20 ปีต่อมา จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรี ลงปีตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) แสดงว่าลพบุรีอยู่ใต้การปกครองของพระองค์แล้ว จารึกมีคำสั่งให้นักบวชฝ่ายมหายาน ฝ่ายเถรวาท และพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระองค์ และกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเมือง
จารึกนี้บอกเราสองเรื่อง เรื่องแรกคือเขมรจัดระบบปกครองลพบุรีอย่างเป็นทางการ เรื่องที่สองคือลพบุรีในเวลานั้นมีพระสงฆ์หลายนิกายอยู่ร่วมกัน ศาสนาเถรวาทของชาวมอญเดิมจึงไม่ได้หายไป แม้ผู้ปกครองใหม่จะนับถือมหายาน
08นักประวัติศาสตร์มองพระองค์อย่างไร
ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อาจเป็นโอรสของกษัตริย์ตามพรลิงค์ที่ตำนานภาคเหนือเรียกว่าสุชิตราช ผู้เคยยกทัพมายึดละโว้ ความคิดนี้ทำให้ภาพของพระองค์เป็นเหมือนผู้รุกรานจากทางใต้
ต่อมาไมเคิล วิกเกอรี เขียนบทความใน พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) แย้งว่าพระองค์น่าจะมีฐานอำนาจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาเอง เพราะพบจารึกที่อ้างพระนามของพระองค์ในเขตกำปงธมก่อนการบรมราชาภิเษก นักวิชาการรุ่นหลังบางส่วนชี้ไปที่เขตสมโบร์และกระแจะริมแม่น้ำโขง แนวคิดนี้มองว่าสงครามชิงบัลลังก์เป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มเจ้านายและนักบวชภายในอาณาจักร
สิ่งที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ พระองค์เป็นนักจัดระเบียบที่ผูกข้าราชการไว้กับตัวกษัตริย์โดยตรง และสนใจงานชลประทานกับการสร้างอาราม สารานุกรมบริแทนนิกาสรุปว่าพระองค์เป็นทั้งนักรบและนักสร้างผู้ขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง และบางส่วนของดินแดนที่ได้มาอยู่ในการควบคุมของเขมรอีกหลายร้อยปี
09มรดกและข้อถกเถียง
พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050) และได้รับพระนามหลังสวรรคตว่านิพพานบท ซึ่งสะท้อนความศรัทธาในพุทธศาสนา ต่อมาโอรสของพระองค์คือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 ได้ครองราชย์สืบมา
นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าการปกครองของเขมรเหนือละโว้มั่นคงแค่ไหน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนเองใน ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนตีความว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ส่วนตำนานภาคเหนือก็เล่าว่าหริภุญชัยเคยรบกับละโว้หลายครั้ง
อีกเรื่องหนึ่งคือปราสาทหินในอีสาน ข้อมูลภาษาไทยบางแหล่งระบุว่าการก่อสร้างที่พิมายเริ่มตั้งแต่สมัยพระองค์ แต่นักวิชาการจำนวนมากยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน อย่างไรก็ดี รัชกาลของพระองค์คือจุดเริ่มที่ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมเขมรแผ่เข้ามาในภาคกลางของไทยอย่างจริงจัง จนเกิดสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรี
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
เริ่มสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมัน
บันทึกการยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี)
ตามที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุ
หลังชนะคู่แข่งชิงบัลลังก์
จารึกไว้ที่โคปุระพระราชวังหลวง (K.292)
ถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1
ลพบุรีอยู่ในระบบปกครองของเขมร
ศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลัง
และเริ่มขุดบารายตะวันตก
ได้รับพระนามนิพพานบท
ในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 7 กรกฎาคม
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: คำสาบานสี่พันคน
ขุนนางราว 4,000 คนต้องกล่าวคำสาบานภักดีต่อพระองค์ในพระราชวังที่เมืองพระนคร และถ้อยคำสาบานถูกจารึกเก็บไว้เป็นหลักฐาน
รู้หรือไม่: พุทธหลายนิกายในเมืองเดียว
จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรีกล่าวถึงทั้งภิกษุมหายาน ภิกษุเถรวาท และพราหมณ์ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเถรวาทยังอยู่ในลุ่มเจ้าพระยาตลอดยุคเขมร
รู้หรือไม่: บารายยักษ์
บารายตะวันตกที่พระองค์เริ่มขุดยาวราว 8 กิโลเมตร กว้างราว 2 กิโลเมตร และยังมีน้ำขังอยู่จนถึงทุกวันนี้
รู้หรือไม่: นรก 32 ขุม
คำสาบานในจารึก K.292 ขู่ว่าผู้ผิดสัญญาจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์ใช้ทั้งอำนาจทางโลกและความเชื่อทางศาสนามาผูกใจข้าราชการ
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นคนไทยหรือคนมลายูหรือไม่
ทำไมจารึกที่ลพบุรีจึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย
คำว่าตำรวจเกี่ยวข้องกับพระองค์อย่างไร
พระองค์สร้างปราสาทพระวิหารทั้งหมดหรือไม่
บารายตะวันตกใช้ทำอะไร
พระองค์นับถือศาสนาอะไร
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (2)
บทความเหล่านี้พูดถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Suryavarman I (Wikipedia)
- พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (วิกิพีเดีย)
- เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก (ศิลปวัฒนธรรม)
- Preah Vihear Temple (Wikipedia)
- Lavo Kingdom (Wikipedia)
- Phimai Historical Park (Wikipedia)
- Royal Palace, Angkor Thom
- Inscription K.292 (DHARMA)
- Vickery, The Reign of Suryavarman I and Royal Factionalism at Angkor (JSEAS 1985)
- Suryavarman I (Britannica)
- West Baray (Wikipedia)
- Preah Khan Kompong Svay (Wikipedia)
- Tambralinga (Wikipedia)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา