01ทางหลวงของจักรวรรดิ
เมื่ออาณาจักรเขมรเรืองอำนาจ เมืองพระนครหรืออังกอร์กลายเป็นศูนย์กลางที่ต้องเชื่อมต่อกับดินแดนรอบด้าน ราชสำนักจึงสร้างเครือข่ายถนนออกไปหลายทิศ นักโบราณคดีประเมินว่าถนนสายหลักทั้งหมดยาวรวมกันกว่า 1,000 กิโลเมตร
ในบรรดาถนนเหล่านี้ สายที่สำคัญที่สุดต่อประวัติศาสตร์ไทยคือถนนที่มุ่งขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ จากเมืองพระนครข้ามเทือกเขาพนมดงรักขึ้นสู่ที่ราบสูงโคราช ไปสิ้นสุดที่เมืองพิมาย นักวิชาการไทยมักเรียกถนนสายนี้ว่าราชมรรคา
ระยะทางของถนนสายนี้ยังประเมินต่างกันเล็กน้อย บางการศึกษาให้ตัวเลขราว 225 กิโลเมตร บางโครงการสำรวจให้ราว 254 กิโลเมตร ความต่างนี้มาจากการเลือกจุดตั้งต้นและแนวถนนที่ยังสืบไม่ครบทุกช่วง
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02ถนนแบบเขมรสร้างอย่างไร
ถนนเขมรโบราณเป็นคันดินยกสูงพ้นระดับน้ำ ไม่มีการปูหิน ซึ่งสำคัญมากในดินแดนที่น้ำท่วมทุกฤดูฝน คันดินเช่นนี้ทำให้ผู้คน เกวียน และสัตว์พาหนะเดินทางได้แม้ในช่วงที่ทุ่งนารอบข้างจมน้ำ
จุดที่ถนนข้ามลำน้ำมีสะพานก่อด้วยศิลาแลง ใช้เทคนิคการก่อหินยื่นซ้อนกันขึ้นไปเป็นช่องให้น้ำไหลผ่าน ตลอดแนวถนนยังมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขุดไว้เป็นระยะราวทุก 1.5–2.5 กิโลเมตร ให้คนเดินทางและสัตว์ได้มีน้ำดื่ม
นักวิชาการเห็นว่าเส้นทางเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียว บางช่วงอาจถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11 สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงถูกจัดระเบียบเป็นถนนสายหลัก และได้รับการปรับปรุงอีกในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในคริสต์ศตวรรษที่ 12
ทุกสิบกว่ากิโลเมตรบนถนนสู่พิมาย จะมีแสงไฟจากบ้านพักริมทางรอผู้เดินทางอยู่
03บ้านมีไฟ: ที่พักริมทาง
ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ที่เมืองพระนคร ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บันทึกว่ามีการสร้างอาคารที่เรียกว่าวหนิคฤหะ หรือบ้านมีไฟ รวม 121 แห่งตามถนนสายหลักและในเขตศาสนสถาน ในจำนวนนี้ 17 แห่งอยู่บนถนนสายพระนคร–พิมาย
ในภาษาไทยมักเรียกอาคารเหล่านี้ว่าธรรมศาลา เป็นอาคารศิลาแลงยาวมีห้องด้านหน้าและปราสาทเล็กด้านหลัง ผนังด้านใต้มีหน้าต่างเรียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเคยใช้วางรูปเคารพและตามไฟ จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านมีไฟ
การวัดระยะพบว่าบ้านมีไฟบนถนนสายนี้ตั้งห่างกันเฉลี่ยราว 16 กิโลเมตร ขณะที่งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางในสมัยนั้นเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ที่พักจึงอยู่ในระยะที่เดินถึงได้ภายในครึ่งวันถึงหนึ่งวัน การเดินทางตลอดสายจากพระนครถึงพิมายน่าจะใช้เวลาราวสิบวัน
ในฝั่งไทยมีธรรมศาลาที่ยังเหลือให้เห็นหลายแห่ง เช่น ปราสาทตาเมือนในจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทบ้านบุในอำเภอประโคนชัย และปราสาทถมอ จังหวัดบุรีรัมย์
04โรงพยาบาลและศาสนสถานตามเส้นทาง
นอกจากที่พัก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังสร้างอาโรคยศาลหรือสถานพยาบาลกระจายทั่วอาณาจักร หลักฐานบางแหล่งระบุว่ามีถึง 102 แห่ง อาโรคยศาลมีรูปแบบเป็นปราสาทประธานล้อมด้วยกำแพง มีบรรณาลัยและสระน้ำนอกกำแพง
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดบนเส้นทางนี้คือกลุ่มปราสาทตาเมือนที่ช่องตาเมือน บนเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยสามหลังที่ทำหน้าที่ต่างกัน ปราสาทตาเมือนเป็นธรรมศาลา ปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นอาโรคยศาล และปราสาทตาเมือนธมเป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะที่เก่ากว่า
ถนนสายนี้ยังผ่านใกล้ศาสนสถานสำคัญอื่น ๆ เช่น ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะไปถึงปราสาทพิมาย ซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ตรงกับแนวถนนที่มาจากเมืองพระนคร ต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปที่หันไปทางทิศตะวันออก
05ถนนเพื่ออะไร
หลักฐานทางโบราณคดีบอกว่าถนนสายนี้มีหลายหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ทั้งเป็นเส้นทางของกองทัพ เส้นทางขนส่งสินค้าและส่วยเข้าสู่เมืองหลวง และเส้นทางของผู้แสวงบุญที่เดินทางไปยังศาสนสถาน
ตามแนวถนนยังพบเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาและแหล่งถลุงเหล็ก แสดงว่าถนนเชื่อมแหล่งผลิตกับตลาด เหล็กจากบริเวณนี้อาจส่งไปทำเครื่องมือและอาวุธให้เมืองพระนคร
ในอีกด้านหนึ่ง ถนนคือสัญลักษณ์ของอำนาจ การที่กษัตริย์สร้างที่พักและโรงพยาบาลเป็นระยะ ทำให้คนเดินทางทุกคนรับรู้ถึงพระราชอำนาจและพระมหากรุณาตามคติพุทธศาสนามหายาน ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงยึดถือ
06สืบหาถนนที่หายไป
ตลอดหลายร้อยปี คันดินของถนนถูกไถทำนา กลายเป็นคันนา หรือจมหายไปในภูมิทัศน์ จนแทบมองไม่ออกจากพื้นดิน การสืบหาแนวถนนจึงต้องใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม และการเดินสำรวจภาคสนาม
ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงต้นทศวรรษ 2550 มีโครงการวิจัยร่วมไทย–กัมพูชาชื่อโครงการราชมรรคา หรือ Living Angkor Road Project นำโดยนักวิจัยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์การอัปสราของกัมพูชา โดยได้ทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โครงการนี้พบธรรมศาลา สะพานหิน และแหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อน
นักโบราณคดีอย่างมิทช์ เฮนดริกสัน ยังขุดค้นธรรมศาลาหลายแห่ง และพบว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าขายรอบอาคาร แสดงว่าบ้านมีไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีผู้คนใช้งานจริง
ทุกวันนี้ ถนนโบราณสายนี้เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้บางช่วงตามแนวชายแดน เช่น บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จะเคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนจนงานบูรณะต้องหยุดชะงัก
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
บางช่วงอาจถูกใช้เป็นทางสัญจรตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร
สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
เริ่มสร้างที่พักและโรงพยาบาลทั่วอาณาจักร
บันทึกบ้านมีไฟ 121 แห่ง 17 แห่งอยู่บนถนนสายพิมาย
กลุ่มปราสาทตาเมือนขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
นักวิจัยไทยและกัมพูชาร่วมสำรวจแนวถนน
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ปราสาทที่หันหน้าผิดทิศ
ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ เพราะหันไปรับถนนที่มาจากเมืองพระนคร
รู้หรือไม่: เดินวันละ 30 กิโลเมตร
งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางสมัยพระนครเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ทั้งสายจึงใช้เวลาเดินราวสิบวัน
รู้หรือไม่: ถนนไม่ได้ปูหิน
ถนนเขมรเป็นคันดินยกสูง จุดเด่นคือพ้นน้ำในหน้าฝน ทำให้ใช้เดินทางได้ทั้งปี
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Angkorian Road System (Wikipedia)
- Southeast Asian Archaeology: On the Road to Angkor
- Angkor Database: Jayavarman VII's Resthouse Temples
- Hendrickson, Udaya 9: fire shrines on Angkorian roads
- The Siam Society: The Khmer Masterworks along the Royal Road
- ศิลปวัฒนธรรม: ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน
- ศิลปวัฒนธรรม: ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย ในเส้นทางสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
- Prasat Ban Bu (Wikipedia)
- Lertlum, Living Angkor Road Project (CRMA Journal)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา