01พระนางจามเทวีคือใคร
ถ้าถามคนลำพูนว่าใครคือผู้สร้างเมือง คำตอบแทบทุกครั้งคือพระนางจามเทวี ตามตำนาน พระนางเป็นเจ้าหญิงจากเมืองละโว้ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัยในลุ่มน้ำปิงเป็นองค์แรก และวางรากฐานพุทธศาสนาให้ดินแดนภาคเหนือตอนบน
เรื่องของพระนางจึงเป็นทั้งเรื่องเล่าของการก่อตั้งเมือง และเรื่องของผู้หญิงที่เป็นผู้นำในยุคที่เอกสารส่วนใหญ่มักกล่าวถึงแต่กษัตริย์ชาย อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระนางเกือบทั้งหมดมาจากตำนานที่เขียนขึ้นหลังยุคของพระนางหลายร้อยปี การอ่านเรื่องของพระนางจึงต้องแยกให้ออกว่าส่วนไหนเป็นตำนาน และส่วนไหนพอมีหลักฐานรองรับ
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
รูปปั้นที่ชาวลำพูนสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงปฐมกษัตริย์ตามตำนาน
เก็บรักษา/ชมได้ที่: สวนสาธารณะหนองดอก จังหวัดลำพูนดูภาพถ่ายจริง ↗ตำนานภาษาบาลีที่เล่าประวัติพระนางและเมืองหริภุญชัย
เก็บรักษา/ชมได้ที่: หอสมุดและคลังคัมภีร์ใบลานดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02เรื่องเล่าตามตำนาน
ตามตำนาน ฤๅษีชื่อสุเทวะ (คนไทยมักเรียกว่าวาสุเทพฤๅษี) กับฤๅษีอีกหลายตนได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นริมแม่น้ำปิงและแม่น้ำกวง เมื่อเมืองสร้างเสร็จแล้วยังไม่มีผู้ปกครอง ฤๅษีจึงส่งทูตไปขอพระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้มาครองเมือง พระราชธิดาองค์นั้นคือพระนางจามเทวี
ตำนานเล่าว่าพระนางเดินทางขึ้นมาตามลำน้ำปิงพร้อมคณะใหญ่ ซึ่งมีทั้งพระภิกษุ นักปราชญ์ ช่างฝีมือ และผู้คนหลายอาชีพ เมื่อมาถึงก็ขึ้นครองราชย์ และไม่นานหลังจากนั้นได้ประสูติโอรสแฝดสองพระองค์ คือมหันตยศและอนันตยศ ต่อมาโอรสองค์หนึ่งได้ครองหริภุญชัย ส่วนอีกองค์ไปสร้างเมืองเขลางค์นครซึ่งอยู่ในเขตลำปางปัจจุบัน
ตำนานยังเล่าถึงขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลัวะที่ปรารถนาจะได้พระนางเป็นชายา แต่ถูกปฏิเสธจนเกิดการต่อสู้ ในฉบับที่แพร่หลาย ฝ่ายหริภุญชัยเป็นฝ่ายชนะ ส่วนในเรื่องเล่าของชาวลัวะบางกลุ่ม ขุนหลวงวิลังคะกลับเป็นวีรบุรุษที่พ่ายแพ้เพราะถูกใช้อุบาย นักวิชาการด้านคติชนชี้ว่าเรื่องเดียวกันนี้จึงมีสองด้าน คือด้านของผู้ชนะและด้านของผู้แพ้
พระนางจามเทวีอาจเป็นทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเมือง แต่ในใจคนลำพูน พระนางยังคงเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมืองเสมอ
03พระประวัติตามตำนานโดยละเอียด
เรื่องกำเนิดของพระนางมีหลายสำนวน ในเอกสารบาลีอย่างชินกาลมาลีปกรณ์ พระนางเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้ ส่วนในเรื่องเล่าพื้นบ้านทางภาคเหนือ ตามตำนาน พระนางเป็นลูกสาวของครอบครัวชาวบ้านในเขตอำเภอป่าซาง เมื่อยังเป็นทารกได้ถูกนกใหญ่โฉบพาบินข้ามดอยสุเทพไปวางไว้ใกล้อาศรมของฤๅษีสุเทวะ ฤๅษีรับเลี้ยงไว้ และมีผู้ทำนายว่าเด็กคนนี้จะได้ครองบ้านเมืองใหญ่ สองสำนวนนี้สะท้อนว่าคนต่างกลุ่มต่างอยากให้พระนางเป็นคนของตน
ตามตำนาน เมื่อพระนางเจริญวัยได้อภิเษกกับเจ้าชายรามราช และขณะที่ฤๅษีส่งทูตมาทูลเชิญ พระนางกำลังทรงพระครรภ์ การเสด็จขึ้นเหนือครั้งนั้นใช้เรือทวนลำน้ำปิงนานราวเจ็ดเดือน คณะที่ตามเสด็จตามตำนานประกอบด้วยพระภิกษุ 500 รูป นักปราชญ์ 500 คน และช่างหลายแขนง ทั้งช่างปั้น ช่างเขียน ช่างทอง และช่างอัญมณี
เมื่อถึงหริภุญชัย พระนางได้รับการอภิเษกขึ้นครองเมือง และเพียงเจ็ดวันหลังพิธีก็ประสูติโอรสแฝด คือมหันตยศและอนันตยศ ตามตำนาน เมื่อพระชนมายุราว 60 พรรษา พระนางทรงสละราชสมบัติให้โอรส แล้วหันไปทำนุบำรุงพุทธศาสนา และเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุราว 89 ถึง 92 พรรษา ตัวเลขแตกต่างกันไปตามฉบับ
ปีครองราชย์ก็ต่างกันตามเอกสาร บางฉบับให้ช่วง พ.ศ. 1205–1212 (ค.ศ. 662–669) บางฉบับยาวถึง พ.ศ. 1222 และบางฉบับให้ช่วง พ.ศ. 1202–1231 รายพระนามกษัตริย์ในชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าผู้ครองเมืององค์ต่อมาคือมหันตยศ แล้วสืบสายต่อไปอีกหลายสิบรัชกาลจนถึงพญายีบา องค์สุดท้ายก่อนพญามังรายยึดเมือง
04สงครามกับชาวลัวะและการผูกมิตร
เรื่องขุนหลวงวิลังคะในจามเทวีวงศ์ไม่ได้จบลงที่การรบอย่างเดียว ตามตำนาน หลังฝ่ายลัวะพ่ายแพ้ พระนางทรงจัดให้โอรสทั้งสองอภิเษกกับธิดาของหัวหน้าฝ่ายที่แพ้ การแต่งงานนี้ทำให้ชาวลัวะซึ่งอยู่มาก่อนกับผู้มาใหม่จากละโว้กลายเป็นเครือญาติกัน
นักวิชาการมองว่าตอนนี้อาจเป็นภาพจำของการผสมผสานระหว่างกลุ่มคนในลุ่มน้ำปิง คือคนพื้นเมืองอย่างชาวลัวะซึ่งพูดภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก กับชุมชนที่รับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมแบบทวารวดี เรื่องเล่าแบบนี้พบได้ในการก่อตั้งเมืองหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่การแต่งงานถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการรวมคนสองกลุ่มเข้าด้วยกัน
ตำนานตอนต่อมาเล่าถึงการขยายบ้านเมือง เมื่อโอรสองค์น้องคืออนันตยศเติบใหญ่ ได้ไปสร้างเขลางค์นครในเขตลำปาง พระนางเสด็จไปช่วยวางรากฐานเมืองใหม่ด้วย ทำให้หริภุญชัยกับเขลางค์กลายเป็นเมืองพี่เมืองน้องในความทรงจำของคนภาคเหนือ
05เอกสารที่เล่าเรื่องพระนาง
เอกสารสำคัญที่สุดคือจามเทวีวงศ์ เป็นงานภาษาบาลีที่พระโพธิรังสี ภิกษุชาวล้านนา แต่งขึ้นราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410) เนื้อหาเล่าการก่อตั้งหริภุญชัย การขยายเมือง และสายกษัตริย์ต่อมาจนถึงพระเจ้าอาทิตยราช ผู้พบพระบรมสารีริกธาตุ งานนี้มีเป้าหมายทางศาสนาชัดเจน คือยกย่องเมืองหริภุญชัยให้เป็นดินแดนที่พุทธศาสนารุ่งเรืองตามพุทธทำนาย
เอกสารอีกชิ้นคือชินกาลมาลีปกรณ์ ผลงานภาษาบาลีของพระรัตนปัญญาเถระแห่งเชียงใหม่ ที่แต่งขึ้นในช่วง พ.ศ. 2060–2070 งานนี้เป็นประวัติพุทธศาสนาที่มีตอนว่าด้วยหริภุญชัยและพระนางจามเทวีรวมอยู่ด้วย จามเทวีวงศ์บางบทถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยยอร์ช เซเดส์ ใน พ.ศ. 2468 และฉบับแปลภาษาอังกฤษเต็มเล่มพร้อมคำอธิบายออกมาใน พ.ศ. 2541
ปัญหาคือเอกสารทั้งสองเขียนขึ้นหลังยุคของพระนางหลายร้อยปี และให้ปีที่ไม่ตรงกัน บางฉบับระบุปีครองราชย์ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ขณะที่การคำนวณของนักวิชาการบางท่านได้ช่วงเวลาที่ต่างออกไปหลายปี ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถือเป็นปีตามตำนาน ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้
06ตำนานกับประวัติศาสตร์: นักวิชาการเห็นต่างกันอย่างไร
จนถึงวันนี้ยังไม่พบจารึกร่วมสมัยที่เอ่ยพระนามจามเทวี จารึกภาษามอญที่พบในลำพูนส่วนใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 และกล่าวถึงกษัตริย์รุ่นหลัง เช่น พระเจ้าสววาธิสิทธิ คำถามว่าพระนางมีตัวตนจริงหรือไม่จึงยังเป็นข้อถกเถียง
นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเห็นว่าแกนของเรื่องน่าจะสะท้อนความจริงบางอย่าง คือการที่ผู้คนและวัฒนธรรมแบบทวารวดีจากลุ่มเจ้าพระยาขึ้นมาตั้งรกรากในลุ่มน้ำปิง ภาพคณะเดินทางที่มีพระสงฆ์และช่างฝีมือจึงอาจเป็นความทรงจำถึงการนำศาสนาและวิทยาการเข้ามาสู่ชุมชนท้องถิ่น ส่วนอีกกลุ่มชี้ว่าหลักฐานโบราณคดีไม่สนับสนุนปีในตำนาน บางท่านเสนอว่าหริภุญชัยน่าจะเริ่มเป็นเมืองราวพุทธศตวรรษที่ 14 ขณะที่บางท่านเห็นว่าการอพยพครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นช้ากว่านั้นอีก ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17
งานวิจัยของนักวิชาการไทยรุ่นใหม่ยังมองว่าจามเทวีวงศ์เป็นวรรณกรรมที่มีมิติทางการเมืองและศาสนา และเรื่องของพระนางถูกนำไปใช้ยืนยันความเก่าแก่ของชุมชนและโบราณสถานหลายแห่ง แม้ในที่ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน พระนางจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอดีตอันยาวนาน มากกว่าบุคคลที่ตรวจสอบได้ทุกแง่มุม
07วัดและโบราณสถานที่ผูกพันกับพระนาง
ตามตำนาน พระนางทรงสร้างวัดประจำทิศไว้รอบเมืองหริภุญชัย เพื่อเป็นเหมือนกำแพงทางธรรมคุ้มครองเมือง วัดที่มักถูกกล่าวถึงได้แก่วัดมหาวันทางทิศตะวันตก วัดพระคง วัดดอนแก้ว และวัดประตูลี้ งานศึกษาโบราณสถานที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ยังรวบรวมวัดอื่นที่เชื่อกันว่าสร้างในยุคของพระนาง เช่น วัดกู่ละมักและวัดจามเทวี
วัดมหาวันเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะแหล่งของพระรอด พระเครื่องเนื้อดินเผาที่คนไทยนับถือมาก ตามตำนาน ฤๅษีนารทะเป็นผู้สร้างพระรอดและเจดีย์ของวัด และมีผู้เสนอว่าชื่อรอดอาจเพี้ยนมาจากชื่อนารทะ ขณะที่ความหมายของคำว่ารอดในภาษาไทยทำให้คนเชื่อว่าผู้บูชาจะแคล้วคลาดจากอันตราย
อย่างไรก็ดี หลักฐานร่วมสมัยที่ระบุผู้สร้างได้ชัดมักมาจากยุคหลัง ตัวอย่างคือจารึกภาษามอญจากวัดในลำพูนที่กล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิทรงสร้างเจดีย์และบำเพ็ญกุศล จารึกของพระองค์มีปีราว พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219) ดังนั้น ความเชื่อว่าวัดใดสร้างโดยพระนางจามเทวีจึงควรเข้าใจว่าเป็นความเชื่อตามตำนาน ซึ่งอาจซ้อนทับกับการสร้างหรือบูรณะในรัชกาลหลัง
08บทบาทต่อดินแดนไทย
ไม่ว่าพระนางจะมีตัวตนจริงแบบที่ตำนานเล่าหรือไม่ เรื่องของพระนางช่วยอธิบายภาพใหญ่ที่หลักฐานโบราณคดียืนยัน คือหริภุญชัยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมมอญในภาคเหนือ ก่อนที่พญามังรายจะยึดเมืองได้ใน พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) และสร้างเชียงใหม่ในเวลาต่อมา
มรดกทางศาสนาและศิลปะของหริภุญชัยได้ส่งต่อไปสู่ล้านนา ทั้งรูปแบบเจดีย์ พุทธศิลป์ และประเพณีทางศาสนา เรื่องของพระนางจึงเชื่อมโยงยุคทวารวดี หริภุญชัย และล้านนาเข้าด้วยกันในความทรงจำของผู้คน
09ภาพลักษณ์สตรีผู้นำ: นักประวัติศาสตร์ตีความอย่างไร
นักวิชาการตะวันตกยุคแรกอย่างยอร์ช เซเดส์ อ่านจามเทวีวงศ์ในฐานะเอกสารประวัติศาสตร์ และวิจารณ์ว่าข้อมูลหลายส่วนไม่ถูกต้อง ต่อมาโดนัลด์ สวีเรอร์และสมหมาย เปรมจิตต์ ผู้แปลจามเทวีวงศ์เป็นภาษาอังกฤษฉบับเต็มใน พ.ศ. 2541 เสนอให้อ่านงานนี้เป็นวรรณกรรมศาสนาและวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการอธิบายที่มา จักรวาลวิทยา และหลักธรรม มากกว่าความแม่นยำของเหตุการณ์
เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี ซึ่งเขียนบทความเรื่องตัวตนและอุดมคติของพระนางใน พ.ศ. 2564 ชวนให้มองบริบทของผู้แต่ง พระโพธิรังสีเขียนในล้านนาต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ภาพกษัตรีย์ผู้ทรงธรรมจึงอาจทำหน้าที่ทางการเมืองและศาสนาในยุคนั้น รวมถึงเป็นแบบอย่างที่เอื้อต่อบทบาทของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก
ทั้งสองมุมมองไม่ได้ลดคุณค่าของพระนาง แต่ช่วยให้เห็นว่าภาพของพระนางที่เรารู้จักถูกปั้นแต่งผ่านหลายยุค ตั้งแต่พระสงฆ์ล้านนา นักวิชาการอาณานิคม จนถึงคนลำพูนรุ่นปัจจุบันที่ยกย่องพระนางเป็นปฐมกษัตรีย์และแบบอย่างของผู้หญิงที่กล้าหาญ
10ความศรัทธาในลำพูนวันนี้
ในลำพูนปัจจุบัน พระนางจามเทวีเป็นทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและที่พึ่งทางใจ อนุสาวรีย์พระนางตั้งอยู่ในสวนสาธารณะหนองดอก ห่างจากศาลากลางจังหวัดราวหนึ่งกิโลเมตร และเปิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2525 ผู้คนมักนำดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสักการะมากราบไหว้ขอพร
อีกแห่งที่ผูกพันกับพระนางคือวัดจามเทวี ซึ่งมีเจดีย์สี่เหลี่ยมซ้อนชั้นที่เรียกว่าสุวรรณจังโกฏิหรือกู่กุด ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น เจดีย์นี้บรรจุอัฐิของพระนาง แม้นักวิชาการจะยังกำหนดอายุของเจดีย์ได้ไม่แน่ชัด แต่สถานที่นี้ก็เป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่มาสักการะ
ความศรัทธานี้ทำให้พระนางมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมากกว่าตัวละครในตำราใด ๆ เรื่องของพระนางจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ตำนาน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อสามารถอยู่ร่วมกันได้ ตราบใดที่เรารู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งใด
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ฤๅษีสุเทวะและคณะสร้างเมืองริมแม่น้ำปิง แล้วไปขอเจ้าหญิงจากละโว้มาครอง
พระนางขึ้นมาทางลำน้ำปิงพร้อมพระสงฆ์และช่างฝีมือ แล้วขึ้นครองราชย์
มหันตยศและอนันตยศ ต่อมาองค์หนึ่งไปสร้างเขลางค์นคร (ลำปาง)
ปีตามรายพระนามในชินกาลมาลีปกรณ์ ฉบับอื่นให้ปีต่างออกไป
บางฉบับว่าพระชนมายุราว 89–92 พรรษา อัฐิบรรจุที่เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ
นักวิชาการบางส่วนเสนอว่าหริภุญชัยเริ่มเป็นเมืองราวช่วงนี้ ช้ากว่าปีในตำนาน
จารึกร่วมสมัยกล่าวถึงกษัตริย์รุ่นหลัง แต่ยังไม่พบพระนามจามเทวี
จารึกมอญกล่าวถึงการสร้างเจดีย์และทำบุญในลำพูน
เมืองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนา
เอกสารบาลีที่เก่าที่สุดที่เล่าเรื่องพระนางอย่างละเอียด
ประวัติพุทธศาสนาที่มีตอนว่าด้วยหริภุญชัย
ทำให้เรื่องหริภุญชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการสากล
ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะหนองดอก ลำพูน
โดยโดนัลด์ สวีเรอร์และสมหมาย เปรมจิตต์
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ตำนานเดียวกันมีสองฝั่ง
เรื่องการต่อสู้ระหว่างพระนางกับขุนหลวงวิลังคะ ฝั่งเมืองเล่าว่าพระนางชนะด้วยบุญบารมี แต่ในเรื่องเล่าของชาวลัวะบางกลุ่ม ขุนหลวงวิลังคะคือวีรบุรุษที่พ่ายเพราะถูกใช้อุบาย
รู้หรือไม่: ชื่อฤๅษีเรียกต่างกัน
เอกสารบาลีเรียกฤๅษีผู้สร้างเมืองว่าสุเทวะ แต่คนไทยทั่วไปรู้จักในชื่อวาสุเทพฤๅษี ซึ่งเป็นตัวละครเดียวกันในเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดต่อกันมา
รู้หรือไม่: เขียนหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี
จามเทวีวงศ์แต่งขึ้นราว พ.ศ. 1953 ห่างจากยุคของพระนางตามตำนานหลายร้อยปี จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง
รู้หรือไม่: แฝดเกิดหลังขึ้นครองเมืองเจ็ดวัน
ตามตำนาน พระนางทรงพระครรภ์ระหว่างการเดินทางเจ็ดเดือน และประสูติโอรสแฝดเพียงเจ็ดวันหลังพิธีอภิเษกที่หริภุญชัย
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
พระนางจามเทวีมีตัวตนจริงหรือไม่
ทำไมพระนางต้องมาจากละโว้
ขุนหลวงวิลังคะเป็นใคร
อัฐิของพระนางอยู่ที่ไหน
อ่านเรื่องของพระนางได้จากเอกสารใด
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (3)
บทความเหล่านี้พูดถึงพระนางจามเทวี อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Cāmadevivaṃsa (Wikipedia)
- Jinakālamālī (Wikipedia)
- Hariphunchai (Wikipedia)
- Camadevi (Wikipedia)
- จามเทวีวงศ์: ความผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเชิงพุทธศาสนา (วรรณวิทัศน์)
- จามเทวี: ตัวตนและอุดมคติ (ข่วงผญา)
- ตำนานใบพลู ไม้เด็ดพระนางจามเทวี (ศิลปวัฒนธรรม)
- พระนางจามเทวี: มีตัวตนหรือแค่ตำนาน (ศิลปวัฒนธรรม)
- Phra Nang Chamadevi Monument (Tourism Lampang-Lamphun)
- Wat Chamadevi (Wikipedia)
- สภาพและแนวทางการอนุรักษ์โบราณสถานที่ปรากฏในคัมภีร์จามเทวีวงศ์ (บัณฑิตวิจัย)
- พระรอด ลำพูน พระเครื่องอายุกว่าพันปี (ศิลปวัฒนธรรม)
- ฐานข้อมูลหอจดหมายเหตุ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล: วัดจามเทวี
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา