ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)
นักโบราณคดีชาวอเมริกันผู้ขุดค้นถ้ำผีแมนที่ปางมะผ้า และร่วมนำการขุดค้นบ้านเชียงครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกหันมามองยุคโลหะในไทย · พ.ศ. 2481–2524 (ค.ศ. 1938–1981)
| ชีวิต | พ.ศ. 2481–2524 (ค.ศ. 1938–1981) เติบโตในฟาร์มโคนมที่เมืองเอลก์โกรฟ รัฐแคลิฟอร์เนีย |
| การศึกษา | ปริญญาตรีมานุษยวิทยา Sacramento State College (พ.ศ. 2504) ปริญญาโทและเอก มหาวิทยาลัยฮาวาย |
| อาจารย์ที่ปรึกษา | วิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 |
| แหล่งขุดค้นเด่นในไทย | ถ้ำผีแมน (Spirit Cave) ถ้ำต้นไทร (Banyan Valley Cave) ถ้ำผาชัน (Steep Cliff Cave) บ้านเชียง |
| ตำแหน่ง | ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 และรองศาสตราจารย์มานุษยวิทยา |
| ผู้ร่วมงานคนสำคัญ | พิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร ผู้อำนวยการร่วมโครงการบ้านเชียง |
| ผลงานตีพิมพ์เด่น | บทความเรื่องโฮบินเหียนกับพืชยุคแรก (พ.ศ. 2512–2513) และบทความใน World Archaeology (พ.ศ. 2514) |
| ผลการขุดค้นบ้านเชียง | หลุมฝังศพ 126 หลุม โบราณวัตถุราว 18 ตัน แบ่งเป็นหกระยะ |
ภูมิหลัง: จากฟาร์มโคนมสู่โบราณคดีเอเชีย
เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester F. Gorman) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) และเติบโตในฟาร์มโคนมของครอบครัวที่เมืองเอลก์โกรฟ ใกล้ซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขามานุษยวิทยาเกียรตินิยมจาก Sacramento State College ใน พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961)
จากนั้นเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ภายใต้การดูแลของวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีผู้บุกเบิกการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตของกอร์แมนจึงอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย
ก้าวแรกในไทย: ลุ่มน้ำโขงและโนนนกทา
งานแรกของกอร์แมนในไทยคือช่วง พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964) เมื่อเขาดูแลการสำรวจโบราณคดีกู้ภัยในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ร่วมกับโซลไฮม์ งานนี้ทำขึ้นเพื่อบันทึกแหล่งโบราณคดีก่อนพื้นที่จะถูกน้ำท่วมจากโครงการเขื่อน
ระหว่างการสำรวจครั้งนั้น เขาพบแหล่งโบราณคดีโนนนกทาในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งสำคัญในการศึกษายุคสำริดของอีสาน และเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักวิชาการเริ่มสนใจว่าการใช้โลหะในไทยอาจเก่าแก่กว่าที่เคยคิด
กอร์แมนอาจไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยมีเกษตรกรรมหรือสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่คำถามที่เขาตั้งไว้ทำให้คนทั้งโลกหันมาขุดดินในประเทศไทย
ถ้ำผีแมนและคำถามเรื่องการเพาะปลูก
สำหรับงานปริญญาเอก กอร์แมนสำรวจเทือกเขาชายแดนไทย–พม่าในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพบถ้ำแห่งหนึ่งที่ความสูงราว 650 เมตรจากระดับน้ำทะเล เขาตั้งชื่อว่า Spirit Cave ส่วนคนไทยเรียกว่าถ้ำผีแมน เขาขุดค้นที่นี่ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) และกลับมาขุดอีกครั้งใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971)
ชั้นดินในถ้ำบันทึกการใช้งานของกลุ่มคนล่าสัตว์และเก็บของป่าในวัฒนธรรมโฮบินเหียน เป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงระหว่างราว 12,000 ถึง 7,000 ปีก่อน เขาพบเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ และเศษพืชไหม้ไฟหลายชนิด เช่น หมาก พืชตระกูลถั่ว และกระจับ
กอร์แมนเสนออย่างระมัดระวังว่าพืชเหล่านี้อาจเป็นร่องรอยของการใช้พืชปลูกยุคแรก แต่บางคนในเวลานั้น รวมทั้งโซลไฮม์ ไปไกลกว่านั้นและเสนอว่าอาจเป็นหลักฐานการเพาะปลูกที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก
การศึกษาในเวลาต่อมาไม่สนับสนุนข้อเสนอนี้ ไม่พบพืชชนิดใดที่ต่างจากพืชป่า ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์ สรุปว่าไม่มีเหตุผลพอจะเชื่อมถ้ำผีแมนกับการเกษตร แต่ถ้ำนี้ยังมีค่าในฐานะหลักฐานว่าคนโฮบินเหียนหาอาหารจากสภาพแวดล้อมหลายแบบตามฤดูกาล ต่อมากอร์แมนยังขุดค้นถ้ำต้นไทรใน พ.ศ. 2515 และถ้ำผาชันใน พ.ศ. 2516 ในพื้นที่เดียวกัน
ชั้นดินถ้ำผีแมนกับบทความที่ทำให้โฮบินเหียนเป็นที่รู้จัก
ดินในถ้ำผีแมนที่กอร์แมนขุดหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เขาแยกได้สี่ชั้น ซึ่งแทนการเข้ามาใช้ถ้ำห้าช่วง ชั้นล่างทั้งสามมีแต่เครื่องมือหินกะเทาะจากก้อนกรวดควอตไซต์และหินบด ส่วนชั้นบนสุดมีของใหม่ปรากฏขึ้น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ขวานหินขัด และมีดหินชนวน ซึ่งไม่พบในชั้นที่เก่ากว่า
กระดูกสัตว์ในถ้ำบอกว่าผู้คนล่ากวางป่า หมูป่า และลิงหลายชนิด ทั้งค่าง ลิงแสม และชะนี นอกจากนั้นยังพบเปลือกหอยทะเล ซึ่งแสดงว่ามีการติดต่อแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ห่างไกล ซากพืชที่พบมีถึงราว 22 สกุล ทั้งที่ใช้เป็นอาหารและเป็นสารกระตุ้น เช่น หมาก
กอร์แมนนำผลงานนี้ไปตีพิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2512–2513 (ค.ศ. 1969–1970) ในบทความที่ชื่อบอกว่าโฮบินเหียนเป็นกลุ่มเครื่องมือหินกรวดที่สัมพันธ์กับพืชยุคแรก บทความนี้ปรากฏทั้งในวารสาร Science และ Proceedings of the Prehistoric Society โดยเสนอว่าคนโฮบินเหียนอาจเริ่มใช้พืชที่มนุษย์ดูแลแล้ว เช่น พืชตระกูลแตงและถั่ว และตามด้วยบทความใน World Archaeology เมื่อ พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ที่อธิบายวิถีหาอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปลายยุคน้ำแข็งถึงต้นสมัยโฮโลซีน บทความสองชิ้นนี้ทำให้ชื่อโฮบินเหียนเข้าไปอยู่ในตำราโบราณคดีทั่วโลก
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโซลไฮม์ อาจารย์ของเขา เขียนบทความใน Scientific American เมื่อ พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) เสนอว่าเป็นหลักฐานของการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ข้อเสนอที่ไปไกลกว่าข้อมูลนี้แพร่เข้าไปในตำราเรียนหลายเล่ม ทั้งที่ตัวอย่างพืชที่พบยังมีลักษณะทางกายภาพแบบพืชป่า
บ้านเชียง: การขุดค้นที่สั่นสะเทือนวงการ
ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) กอร์แมนเข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ในโครงการบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เขาเป็นผู้อำนวยการร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร โครงการนี้ออกแบบให้เป็นความร่วมมือสองฝ่าย ที่แบ่งกันรับภาระทั้งงบประมาณและบุคลากร
การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ฤดูแรกขุดในลานบ้านของชาวบ้าน ฤดูที่สองขุดใต้ถนนในหมู่บ้านลึกถึงราว 4.5 เมตร ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน พร้อมโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก
โครงการยังให้ทุนนักศึกษาโบราณคดีไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งช่วยสร้างนักโบราณคดีไทยรุ่นใหม่ที่กลับมาทำงานในประเทศ
สิ่งที่พบจากบ้านเชียง พ.ศ. 2517–2518
บ้านเชียงเป็นที่รู้จักก่อนกอร์แมนจะมาถึง ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษาชาวอเมริกัน เก็บเศษภาชนะลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวลได้จากแนวขุดถนนในหมู่บ้าน ข่าวการค้นพบทำให้เกิดการลักลอบขุดและซื้อขายโบราณวัตถุอย่างหนัก จนรัฐบาลไทยออกมาตรการคุ้มครองพื้นที่และห้ามขุดหรือซื้อขายโดยเอกชนใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972)
การขุดค้นที่กอร์แมนและพิสิฐนำในสองฤดูพบหลุมฝังศพมนุษย์ 126 หลุม ซึ่งมีภาชนะดินเผา โลหะ กระดูก และงาช้างวางร่วมกับศพ ได้โบราณวัตถุรวมราว 18 ตัน ทีมงานเป็นสหสาขา มีชาร์ลส์ ไฮแอม ดูแลกระดูกสัตว์ ไมเคิล ปีเตรุสเซฟสกี วิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ และโรเบิร์ต แมดดิน ศึกษาโลหะ
ทีมแบ่งหลุมศพออกเป็นหกระยะตามแบบภาชนะ ระยะแรก ๆ เป็นภาชนะสีดำขูดลาย ระยะต่อมาเป็นภาชนะลายเชือกทาบ จากนั้นเป็นภาชนะขูดลายผสมเขียนสีที่พบพร้อมสำริดและเหล็ก ระยะที่ห้าคือภาชนะลายเขียนสีแดงบนพื้นนวลที่มีชื่อเสียง และระยะสุดท้ายเป็นภาชนะเคลือบน้ำดินสีแดง
ของชิ้นเด่นชิ้นหนึ่งคือหัวหอกสามชิ้นที่มีใบเหล็กตีขึ้นรูปยาว สวมอยู่ในบ้องสำริดที่หล่อหุ้มไว้ แสดงว่าช่างโลหะที่บ้านเชียงใช้ทั้งสำริดและเหล็กร่วมกันได้อย่างชำนาญ การหาอายุใช้ทั้งวิธีคาร์บอน 14 และเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ โดยห้องปฏิบัติการ MASCA ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
กอร์แมนยังเป็นผู้บุกเบิกด้านวิธีการ สถาบันโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISEAA) ซึ่งสานต่อโครงการบ้านเชียงระบุว่า เขาออกแบบระบบบันทึกการขุดค้นด้วยคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบแรก ๆ ในวงการโบราณคดี และพิสิฐ เจริญวงศ์ ยกย่องว่าเขาเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง
ข้อถกเถียงเรื่องอายุสำริด
ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) กอร์แมนและพิสิฐรายงานว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจมีอายุถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในตะวันออกกลางหลายร้อยปี ค่าอายุรุ่นแรกได้จากวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก
ต่อมาการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ทำให้ตัวเลขนี้ถูกปรับลง จอยซ์ ไวท์ ผู้สานต่อโครงการ เสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่ชาร์ลส์ ไฮแอมและทีมเสนอว่าเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงวันนี้ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ แต่ตัวเลข 3,600 ปีก่อนคริสตกาลไม่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการแล้ว
มองย้อน: นักวิชาการประเมินงานของกอร์แมนอย่างไร
เมื่อกอร์แมนเสียชีวิต ฟรอยลิช เรนีย์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวไว้อาลัยว่าเขาจากไปขณะกำลังพิสูจน์การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางโบราณคดี ถ้อยคำนี้สะท้อนบรรยากาศในเวลานั้นที่หลายคนเชื่อว่าบ้านเชียงอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลก
นิทรรศการบ้านเชียงที่กอร์แมนริเริ่มเปิดที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียจนถึงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) จากนั้นสถาบันสมิธโซเนียนนำไปจัดแสดงเคลื่อนที่ระหว่าง พ.ศ. 2525–2529 (ค.ศ. 1982–1986) รวม 12 แห่ง สื่ออเมริกันในเวลานั้นอ้างคำของเพื่อนร่วมงานที่เรียกเขาว่าแรงขับเคลื่อนหลักของการวิจัยก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สี่สิบปีต่อมา ภาพนั้นเปลี่ยนไปมาก ข้อเสนอเรื่องการเพาะปลูกที่ถ้ำผีแมนและสำริดอายุ 3,600 ปีก่อนคริสตกาลที่บ้านเชียงไม่ได้รับการยอมรับแล้ว นักวิจารณ์บางคนเห็นว่าความตื่นเต้นของยุคนั้นทำให้ข้อสันนิษฐานถูกเผยแพร่เร็วเกินหลักฐาน แต่ก็ควรแยกให้ออกว่าคำว่าการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไปไกลที่สุดเรื่องถ้ำผีแมน มาจากบทความของโซลไฮม์
ในอีกด้าน ข้อมูลภาคสนามที่กอร์แมนเก็บไว้ ทั้งชั้นดิน ซากพืช กระดูกสัตว์ และหลุมศพ ยังเป็นฐานข้อมูลที่นักวิจัยรุ่นหลังนำมาวิเคราะห์ใหม่ได้ ปัจจุบันโครงการบ้านเชียงภายใต้จอยซ์ ไวท์ เสนอว่าโลหกรรมสำริดที่บ้านเชียงพัฒนาขึ้นในท้องถิ่นราว 2,100–900 ปีก่อนคริสตกาล ในสังคมที่ไม่ได้ซับซ้อนมากอย่างที่เคยเชื่อกัน ตัวเลขอายุที่ถูกแก้ไขเหล่านี้ก็มาจากการตรวจสอบตัวอย่างและวิธีการที่ละเอียดขึ้นบนพื้นฐานงานที่เขาเริ่มไว้ ความผิดพลาดของเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่วิทยาศาสตร์แก้ไขตัวเอง
การจากไปและมรดก
กอร์แมนป่วยด้วยโรคมะเร็งราวสองปี เขาวางแผนจะกลับมาไทยในต้นปี พ.ศ. 2524 แต่ไม่สามารถเดินทางได้ และเสียชีวิตที่ซาคราเมนโตเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี โดยยังไม่ได้เขียนรายงานผลการขุดค้นบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์
หลังการจากไปของเขา จอยซ์ ไวท์รับช่วงงานวิจัยและการตีพิมพ์ในฐานะผู้อำนวยการโครงการบ้านเชียง ส่วนนิทรรศการ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ที่เขาร่วมวางแผนได้เปิดตัวในปลาย พ.ศ. 2525 และเดินทางจัดแสดงในหลายเมือง บ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
แม้ข้อเสนอเรื่องอายุที่เขาเคยรายงานจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่กอร์แมนวางรากฐานสำคัญสองอย่าง คือทำให้แหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในไทยเป็นที่รู้จักของโลก และแสดงให้เห็นว่าโบราณคดีที่ดีต้องทำร่วมกันระหว่างนักวิชาการต่างชาติกับนักวิชาการไทย
ไทม์ไลน์
- พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938): เกิด. เติบโตในเอลก์โกรฟ แคลิฟอร์เนีย
- พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): จบปริญญาตรีมานุษยวิทยา. Sacramento State College
- พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964): สำรวจลุ่มน้ำโขงตอนล่าง. พบแหล่งโนนนกทา
- พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ขุดค้นถ้ำผีแมน. อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
- พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบภาชนะลายเขียนสีที่บ้านเชียง. จุดเริ่มความสนใจต่อบ้านเชียง
- พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): บทความโฮบินเหียนกับพืชยุคแรก. ตีพิมพ์ใน Science และ Proceedings of the Prehistoric Society
- พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): กลับไปขุดถ้ำผีแมนอีกครั้ง. และตีพิมพ์บทความใน World Archaeology
- พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): มาตรการคุ้มครองบ้านเชียง. ห้ามขุดและซื้อขายโบราณวัตถุโดยเอกชน
- พ.ศ. 2515–2516 (ค.ศ. 1972–1973): ขุดถ้ำต้นไทรและถ้ำผาชัน. แหล่งโฮบินเหียนในปางมะผ้า
- พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): เข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์เพนน์. ฝ่ายเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นบ้านเชียง. ร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ และกรมศิลปากร
- พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976): รายงานอายุสำริดบ้านเชียง. เสนอว่าเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อน ค.ศ.
- 7 มิ.ย. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): เสียชีวิต. ด้วยโรคมะเร็ง อายุ 43 ปี
- พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): นิทรรศการบ้านเชียง. Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age
รู้หรือไม่
ชั้นดินบางแต่เรื่องยาว
ชั้นดินในถ้ำผีแมนหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เก็บร่องรอยการใช้ถ้ำของมนุษย์ไว้หลายช่วงในเวลาราวห้าพันปี
ผู้ค้นพบโนนนกทา
ก่อนจะมีชื่อเสียงจากถ้ำผีแมนและบ้านเชียง กอร์แมนเป็นผู้พบแหล่งโนนนกทาที่ขอนแก่นระหว่างการสำรวจลุ่มน้ำโขง
รายงานที่ไม่ได้เขียน
กอร์แมนเสียชีวิตก่อนจะเขียนรายงานบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์ งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงตกเป็นภาระของจอยซ์ ไวท์และทีมในอีกหลายสิบปีต่อมา
หอกสองโลหะ
ที่บ้านเชียงพบหัวหอกที่ใบเป็นเหล็กตีขึ้นรูป แต่บ้องเป็นสำริดหล่อหุ้ม แสดงว่าช่างโบราณใช้โลหะสองชนิดร่วมกันในชิ้นเดียว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน (สถานที่)
- บ้านเชียง (สถานที่)
- มนุษย์ยุคแรกในดินแดนไทย (ตอน)
- บ้านเชียงและยุคโลหะ (ตอน)
- วัฒนธรรมโฮบิเนียน (สารานุกรม)
- พิสิฐ เจริญวงศ์ (บุคคล)
- ชาร์ลส์ ไฮแอม (บุคคล)
หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้
ภาพอ้างอิง
ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia
แหล่งข้อมูล
- Chester Gorman (Wikipedia)
- Spirit Cave (Thailand) (Wikipedia)
- Ban Chiang (Wikipedia)
- The Curators Write (Expedition Magazine, Penn Museum)
- Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
- Obituaries (Journal of the Siam Society vol. 69)
- Obituaries, June 10, 1981 (UPI Archives)
- Gorman, Hoabinhian: a pebble-tool complex with early plant associations (Proceedings of the Prehistoric Society)
- Ban Chiang (Institute for Southeast Asian Archaeology)
- Tracking early man in southeast Asia (Christian Science Monitor, 1982)
กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม
ภาพจากสถานที่จริงและหลักฐาน







