หมวดหมู่: บุคคล

  • พระนางจามเทวี

    พระนางจามเทวี

    ภาพประกอบ: Camadevi (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ปฐมกษัตรีย์แห่งหริภุญชัยตามตำนาน ผู้ที่เรื่องราวผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ ศาสนา และความศรัทธาของคนลำพูนจนถึงวันนี้ · ตามตำนาน ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (นักวิชาการหลายคนเห็นว่าควรเป็นช่วงหลังกว่านั้น)

    สถานะปฐมกษัตรีย์แห่งหริภุญชัย ตามตำนาน
    มาจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) ตามตำนาน
    เอกสารหลักจามเทวีวงศ์ (ราว พ.ศ. 1953) และชินกาลมาลีปกรณ์ (พ.ศ. 2060–2070)
    โอรสตามตำนานมหันตยศ และอนันตยศ
    อนุสาวรีย์สวนสาธารณะหนองดอก จังหวัดลำพูน เปิดเมื่อ 2 ตุลาคม 2525
    สถานที่เกี่ยวข้องวัดจามเทวี และวัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
    ปีครองราชย์ตามตำนานต่างกันตามฉบับ เช่น พ.ศ. 1205–1212 หรือ พ.ศ. 1202–1231
    มุมมองโบราณคดีหลายท่านเห็นว่าหริภุญชัยน่าจะเริ่มเป็นเมืองราว พ.ศ. 1300 (ค.ศ. 750) หรือหลังกว่านั้น

    พระนางจามเทวีคือใคร

    ถ้าถามคนลำพูนว่าใครคือผู้สร้างเมือง คำตอบแทบทุกครั้งคือพระนางจามเทวี ตามตำนาน พระนางเป็นเจ้าหญิงจากเมืองละโว้ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัยในลุ่มน้ำปิงเป็นองค์แรก และวางรากฐานพุทธศาสนาให้ดินแดนภาคเหนือตอนบน

    เรื่องของพระนางจึงเป็นทั้งเรื่องเล่าของการก่อตั้งเมือง และเรื่องของผู้หญิงที่เป็นผู้นำในยุคที่เอกสารส่วนใหญ่มักกล่าวถึงแต่กษัตริย์ชาย อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระนางเกือบทั้งหมดมาจากตำนานที่เขียนขึ้นหลังยุคของพระนางหลายร้อยปี การอ่านเรื่องของพระนางจึงต้องแยกให้ออกว่าส่วนไหนเป็นตำนาน และส่วนไหนพอมีหลักฐานรองรับ

    หลักฐานสำคัญ

    • อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี: รูปปั้นที่ชาวลำพูนสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงปฐมกษัตริย์ตามตำนาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ สวนสาธารณะหนองดอก จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • คัมภีร์จามเทวีวงศ์: ตำนานภาษาบาลีที่เล่าประวัติพระนางและเมืองหริภุญชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ หอสมุดและคลังคัมภีร์ใบลาน) ดูภาพถ่ายจริง

    เรื่องเล่าตามตำนาน

    ตามตำนาน ฤๅษีชื่อสุเทวะ (คนไทยมักเรียกว่าวาสุเทพฤๅษี) กับฤๅษีอีกหลายตนได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นริมแม่น้ำปิงและแม่น้ำกวง เมื่อเมืองสร้างเสร็จแล้วยังไม่มีผู้ปกครอง ฤๅษีจึงส่งทูตไปขอพระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้มาครองเมือง พระราชธิดาองค์นั้นคือพระนางจามเทวี

    ตำนานเล่าว่าพระนางเดินทางขึ้นมาตามลำน้ำปิงพร้อมคณะใหญ่ ซึ่งมีทั้งพระภิกษุ นักปราชญ์ ช่างฝีมือ และผู้คนหลายอาชีพ เมื่อมาถึงก็ขึ้นครองราชย์ และไม่นานหลังจากนั้นได้ประสูติโอรสแฝดสองพระองค์ คือมหันตยศและอนันตยศ ต่อมาโอรสองค์หนึ่งได้ครองหริภุญชัย ส่วนอีกองค์ไปสร้างเมืองเขลางค์นครซึ่งอยู่ในเขตลำปางปัจจุบัน

    ตำนานยังเล่าถึงขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลัวะที่ปรารถนาจะได้พระนางเป็นชายา แต่ถูกปฏิเสธจนเกิดการต่อสู้ ในฉบับที่แพร่หลาย ฝ่ายหริภุญชัยเป็นฝ่ายชนะ ส่วนในเรื่องเล่าของชาวลัวะบางกลุ่ม ขุนหลวงวิลังคะกลับเป็นวีรบุรุษที่พ่ายแพ้เพราะถูกใช้อุบาย นักวิชาการด้านคติชนชี้ว่าเรื่องเดียวกันนี้จึงมีสองด้าน คือด้านของผู้ชนะและด้านของผู้แพ้

    พระนางจามเทวีอาจเป็นทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเมือง แต่ในใจคนลำพูน พระนางยังคงเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมืองเสมอ

    พระประวัติตามตำนานโดยละเอียด

    เรื่องกำเนิดของพระนางมีหลายสำนวน ในเอกสารบาลีอย่างชินกาลมาลีปกรณ์ พระนางเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้ ส่วนในเรื่องเล่าพื้นบ้านทางภาคเหนือ ตามตำนาน พระนางเป็นลูกสาวของครอบครัวชาวบ้านในเขตอำเภอป่าซาง เมื่อยังเป็นทารกได้ถูกนกใหญ่โฉบพาบินข้ามดอยสุเทพไปวางไว้ใกล้อาศรมของฤๅษีสุเทวะ ฤๅษีรับเลี้ยงไว้ และมีผู้ทำนายว่าเด็กคนนี้จะได้ครองบ้านเมืองใหญ่ สองสำนวนนี้สะท้อนว่าคนต่างกลุ่มต่างอยากให้พระนางเป็นคนของตน

    ตามตำนาน เมื่อพระนางเจริญวัยได้อภิเษกกับเจ้าชายรามราช และขณะที่ฤๅษีส่งทูตมาทูลเชิญ พระนางกำลังทรงพระครรภ์ การเสด็จขึ้นเหนือครั้งนั้นใช้เรือทวนลำน้ำปิงนานราวเจ็ดเดือน คณะที่ตามเสด็จตามตำนานประกอบด้วยพระภิกษุ 500 รูป นักปราชญ์ 500 คน และช่างหลายแขนง ทั้งช่างปั้น ช่างเขียน ช่างทอง และช่างอัญมณี

    เมื่อถึงหริภุญชัย พระนางได้รับการอภิเษกขึ้นครองเมือง และเพียงเจ็ดวันหลังพิธีก็ประสูติโอรสแฝด คือมหันตยศและอนันตยศ ตามตำนาน เมื่อพระชนมายุราว 60 พรรษา พระนางทรงสละราชสมบัติให้โอรส แล้วหันไปทำนุบำรุงพุทธศาสนา และเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุราว 89 ถึง 92 พรรษา ตัวเลขแตกต่างกันไปตามฉบับ

    ปีครองราชย์ก็ต่างกันตามเอกสาร บางฉบับให้ช่วง พ.ศ. 1205–1212 (ค.ศ. 662–669) บางฉบับยาวถึง พ.ศ. 1222 และบางฉบับให้ช่วง พ.ศ. 1202–1231 รายพระนามกษัตริย์ในชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าผู้ครองเมืององค์ต่อมาคือมหันตยศ แล้วสืบสายต่อไปอีกหลายสิบรัชกาลจนถึงพญายีบา องค์สุดท้ายก่อนพญามังรายยึดเมือง

    สงครามกับชาวลัวะและการผูกมิตร

    เรื่องขุนหลวงวิลังคะในจามเทวีวงศ์ไม่ได้จบลงที่การรบอย่างเดียว ตามตำนาน หลังฝ่ายลัวะพ่ายแพ้ พระนางทรงจัดให้โอรสทั้งสองอภิเษกกับธิดาของหัวหน้าฝ่ายที่แพ้ การแต่งงานนี้ทำให้ชาวลัวะซึ่งอยู่มาก่อนกับผู้มาใหม่จากละโว้กลายเป็นเครือญาติกัน

    นักวิชาการมองว่าตอนนี้อาจเป็นภาพจำของการผสมผสานระหว่างกลุ่มคนในลุ่มน้ำปิง คือคนพื้นเมืองอย่างชาวลัวะซึ่งพูดภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก กับชุมชนที่รับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมแบบทวารวดี เรื่องเล่าแบบนี้พบได้ในการก่อตั้งเมืองหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่การแต่งงานถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการรวมคนสองกลุ่มเข้าด้วยกัน

    ตำนานตอนต่อมาเล่าถึงการขยายบ้านเมือง เมื่อโอรสองค์น้องคืออนันตยศเติบใหญ่ ได้ไปสร้างเขลางค์นครในเขตลำปาง พระนางเสด็จไปช่วยวางรากฐานเมืองใหม่ด้วย ทำให้หริภุญชัยกับเขลางค์กลายเป็นเมืองพี่เมืองน้องในความทรงจำของคนภาคเหนือ

    เอกสารที่เล่าเรื่องพระนาง

    เอกสารสำคัญที่สุดคือจามเทวีวงศ์ เป็นงานภาษาบาลีที่พระโพธิรังสี ภิกษุชาวล้านนา แต่งขึ้นราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410) เนื้อหาเล่าการก่อตั้งหริภุญชัย การขยายเมือง และสายกษัตริย์ต่อมาจนถึงพระเจ้าอาทิตยราช ผู้พบพระบรมสารีริกธาตุ งานนี้มีเป้าหมายทางศาสนาชัดเจน คือยกย่องเมืองหริภุญชัยให้เป็นดินแดนที่พุทธศาสนารุ่งเรืองตามพุทธทำนาย

    เอกสารอีกชิ้นคือชินกาลมาลีปกรณ์ ผลงานภาษาบาลีของพระรัตนปัญญาเถระแห่งเชียงใหม่ ที่แต่งขึ้นในช่วง พ.ศ. 2060–2070 งานนี้เป็นประวัติพุทธศาสนาที่มีตอนว่าด้วยหริภุญชัยและพระนางจามเทวีรวมอยู่ด้วย จามเทวีวงศ์บางบทถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยยอร์ช เซเดส์ ใน พ.ศ. 2468 และฉบับแปลภาษาอังกฤษเต็มเล่มพร้อมคำอธิบายออกมาใน พ.ศ. 2541

    ปัญหาคือเอกสารทั้งสองเขียนขึ้นหลังยุคของพระนางหลายร้อยปี และให้ปีที่ไม่ตรงกัน บางฉบับระบุปีครองราชย์ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ขณะที่การคำนวณของนักวิชาการบางท่านได้ช่วงเวลาที่ต่างออกไปหลายปี ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถือเป็นปีตามตำนาน ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้

    ตำนานกับประวัติศาสตร์: นักวิชาการเห็นต่างกันอย่างไร

    จนถึงวันนี้ยังไม่พบจารึกร่วมสมัยที่เอ่ยพระนามจามเทวี จารึกภาษามอญที่พบในลำพูนส่วนใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 และกล่าวถึงกษัตริย์รุ่นหลัง เช่น พระเจ้าสววาธิสิทธิ คำถามว่าพระนางมีตัวตนจริงหรือไม่จึงยังเป็นข้อถกเถียง

    นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเห็นว่าแกนของเรื่องน่าจะสะท้อนความจริงบางอย่าง คือการที่ผู้คนและวัฒนธรรมแบบทวารวดีจากลุ่มเจ้าพระยาขึ้นมาตั้งรกรากในลุ่มน้ำปิง ภาพคณะเดินทางที่มีพระสงฆ์และช่างฝีมือจึงอาจเป็นความทรงจำถึงการนำศาสนาและวิทยาการเข้ามาสู่ชุมชนท้องถิ่น ส่วนอีกกลุ่มชี้ว่าหลักฐานโบราณคดีไม่สนับสนุนปีในตำนาน บางท่านเสนอว่าหริภุญชัยน่าจะเริ่มเป็นเมืองราวพุทธศตวรรษที่ 14 ขณะที่บางท่านเห็นว่าการอพยพครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นช้ากว่านั้นอีก ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    งานวิจัยของนักวิชาการไทยรุ่นใหม่ยังมองว่าจามเทวีวงศ์เป็นวรรณกรรมที่มีมิติทางการเมืองและศาสนา และเรื่องของพระนางถูกนำไปใช้ยืนยันความเก่าแก่ของชุมชนและโบราณสถานหลายแห่ง แม้ในที่ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน พระนางจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอดีตอันยาวนาน มากกว่าบุคคลที่ตรวจสอบได้ทุกแง่มุม

    วัดและโบราณสถานที่ผูกพันกับพระนาง

    ตามตำนาน พระนางทรงสร้างวัดประจำทิศไว้รอบเมืองหริภุญชัย เพื่อเป็นเหมือนกำแพงทางธรรมคุ้มครองเมือง วัดที่มักถูกกล่าวถึงได้แก่วัดมหาวันทางทิศตะวันตก วัดพระคง วัดดอนแก้ว และวัดประตูลี้ งานศึกษาโบราณสถานที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ยังรวบรวมวัดอื่นที่เชื่อกันว่าสร้างในยุคของพระนาง เช่น วัดกู่ละมักและวัดจามเทวี

    วัดมหาวันเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะแหล่งของพระรอด พระเครื่องเนื้อดินเผาที่คนไทยนับถือมาก ตามตำนาน ฤๅษีนารทะเป็นผู้สร้างพระรอดและเจดีย์ของวัด และมีผู้เสนอว่าชื่อรอดอาจเพี้ยนมาจากชื่อนารทะ ขณะที่ความหมายของคำว่ารอดในภาษาไทยทำให้คนเชื่อว่าผู้บูชาจะแคล้วคลาดจากอันตราย

    อย่างไรก็ดี หลักฐานร่วมสมัยที่ระบุผู้สร้างได้ชัดมักมาจากยุคหลัง ตัวอย่างคือจารึกภาษามอญจากวัดในลำพูนที่กล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิทรงสร้างเจดีย์และบำเพ็ญกุศล จารึกของพระองค์มีปีราว พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219) ดังนั้น ความเชื่อว่าวัดใดสร้างโดยพระนางจามเทวีจึงควรเข้าใจว่าเป็นความเชื่อตามตำนาน ซึ่งอาจซ้อนทับกับการสร้างหรือบูรณะในรัชกาลหลัง

    บทบาทต่อดินแดนไทย

    ไม่ว่าพระนางจะมีตัวตนจริงแบบที่ตำนานเล่าหรือไม่ เรื่องของพระนางช่วยอธิบายภาพใหญ่ที่หลักฐานโบราณคดียืนยัน คือหริภุญชัยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมมอญในภาคเหนือ ก่อนที่พญามังรายจะยึดเมืองได้ใน พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) และสร้างเชียงใหม่ในเวลาต่อมา

    มรดกทางศาสนาและศิลปะของหริภุญชัยได้ส่งต่อไปสู่ล้านนา ทั้งรูปแบบเจดีย์ พุทธศิลป์ และประเพณีทางศาสนา เรื่องของพระนางจึงเชื่อมโยงยุคทวารวดี หริภุญชัย และล้านนาเข้าด้วยกันในความทรงจำของผู้คน

    ภาพลักษณ์สตรีผู้นำ: นักประวัติศาสตร์ตีความอย่างไร

    นักวิชาการตะวันตกยุคแรกอย่างยอร์ช เซเดส์ อ่านจามเทวีวงศ์ในฐานะเอกสารประวัติศาสตร์ และวิจารณ์ว่าข้อมูลหลายส่วนไม่ถูกต้อง ต่อมาโดนัลด์ สวีเรอร์และสมหมาย เปรมจิตต์ ผู้แปลจามเทวีวงศ์เป็นภาษาอังกฤษฉบับเต็มใน พ.ศ. 2541 เสนอให้อ่านงานนี้เป็นวรรณกรรมศาสนาและวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการอธิบายที่มา จักรวาลวิทยา และหลักธรรม มากกว่าความแม่นยำของเหตุการณ์

    เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี ซึ่งเขียนบทความเรื่องตัวตนและอุดมคติของพระนางใน พ.ศ. 2564 ชวนให้มองบริบทของผู้แต่ง พระโพธิรังสีเขียนในล้านนาต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ภาพกษัตรีย์ผู้ทรงธรรมจึงอาจทำหน้าที่ทางการเมืองและศาสนาในยุคนั้น รวมถึงเป็นแบบอย่างที่เอื้อต่อบทบาทของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก

    ทั้งสองมุมมองไม่ได้ลดคุณค่าของพระนาง แต่ช่วยให้เห็นว่าภาพของพระนางที่เรารู้จักถูกปั้นแต่งผ่านหลายยุค ตั้งแต่พระสงฆ์ล้านนา นักวิชาการอาณานิคม จนถึงคนลำพูนรุ่นปัจจุบันที่ยกย่องพระนางเป็นปฐมกษัตรีย์และแบบอย่างของผู้หญิงที่กล้าหาญ

    ความศรัทธาในลำพูนวันนี้

    ในลำพูนปัจจุบัน พระนางจามเทวีเป็นทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและที่พึ่งทางใจ อนุสาวรีย์พระนางตั้งอยู่ในสวนสาธารณะหนองดอก ห่างจากศาลากลางจังหวัดราวหนึ่งกิโลเมตร และเปิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2525 ผู้คนมักนำดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสักการะมากราบไหว้ขอพร

    อีกแห่งที่ผูกพันกับพระนางคือวัดจามเทวี ซึ่งมีเจดีย์สี่เหลี่ยมซ้อนชั้นที่เรียกว่าสุวรรณจังโกฏิหรือกู่กุด ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น เจดีย์นี้บรรจุอัฐิของพระนาง แม้นักวิชาการจะยังกำหนดอายุของเจดีย์ได้ไม่แน่ชัด แต่สถานที่นี้ก็เป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่มาสักการะ

    ความศรัทธานี้ทำให้พระนางมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมากกว่าตัวละครในตำราใด ๆ เรื่องของพระนางจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ตำนาน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อสามารถอยู่ร่วมกันได้ ตราบใดที่เรารู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งใด

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13: ตามตำนาน: ฤๅษีสร้างเมืองหริภุญชัย. ฤๅษีสุเทวะและคณะสร้างเมืองริมแม่น้ำปิง แล้วไปขอเจ้าหญิงจากละโว้มาครอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13: ตามตำนาน: พระนางเสด็จจากละโว้. พระนางขึ้นมาทางลำน้ำปิงพร้อมพระสงฆ์และช่างฝีมือ แล้วขึ้นครองราชย์
    • ตามตำนาน: ประสูติโอรสแฝด. มหันตยศและอนันตยศ ต่อมาองค์หนึ่งไปสร้างเขลางค์นคร (ลำปาง)
    • พ.ศ. 1205–1212 (ค.ศ. 662–669): ตามตำนาน: ช่วงครองราชย์. ปีตามรายพระนามในชินกาลมาลีปกรณ์ ฉบับอื่นให้ปีต่างออกไป
    • ราว พ.ศ. 1274 (ค.ศ. 731): ตามตำนาน: เสด็จสวรรคต. บางฉบับว่าพระชนมายุราว 89–92 พรรษา อัฐิบรรจุที่เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ
    • ราว พ.ศ. 1300 (ค.ศ. ราว 750): ข้อเสนอทางวิชาการ. นักวิชาการบางส่วนเสนอว่าหริภุญชัยเริ่มเป็นเมืองราวช่วงนี้ ช้ากว่าปีในตำนาน
    • พุทธศตวรรษที่ 18: จารึกมอญในลำพูน. จารึกร่วมสมัยกล่าวถึงกษัตริย์รุ่นหลัง แต่ยังไม่พบพระนามจามเทวี
    • พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219): จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ. จารึกมอญกล่าวถึงการสร้างเจดีย์และทำบุญในลำพูน
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): หริภุญชัยตกเป็นของพญามังราย. เมืองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนา
    • ราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410): พระโพธิรังสีแต่งจามเทวีวงศ์. เอกสารบาลีที่เก่าที่สุดที่เล่าเรื่องพระนางอย่างละเอียด
    • พ.ศ. 2060–2070 (ค.ศ. 1517–1527): พระรัตนปัญญาแต่งชินกาลมาลีปกรณ์. ประวัติพุทธศาสนาที่มีตอนว่าด้วยหริภุญชัย
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): เซเดส์แปลจามเทวีวงศ์บางบทเป็นภาษาฝรั่งเศส. ทำให้เรื่องหริภุญชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการสากล
    • 2 ต.ค. 2525 (ค.ศ. 1982): เปิดอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี. ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะหนองดอก ลำพูน
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): แปลจามเทวีวงศ์เป็นภาษาอังกฤษฉบับเต็ม. โดยโดนัลด์ สวีเรอร์และสมหมาย เปรมจิตต์

    รู้หรือไม่

    ตำนานเดียวกันมีสองฝั่ง

    เรื่องการต่อสู้ระหว่างพระนางกับขุนหลวงวิลังคะ ฝั่งเมืองเล่าว่าพระนางชนะด้วยบุญบารมี แต่ในเรื่องเล่าของชาวลัวะบางกลุ่ม ขุนหลวงวิลังคะคือวีรบุรุษที่พ่ายเพราะถูกใช้อุบาย

    ชื่อฤๅษีเรียกต่างกัน

    เอกสารบาลีเรียกฤๅษีผู้สร้างเมืองว่าสุเทวะ แต่คนไทยทั่วไปรู้จักในชื่อวาสุเทพฤๅษี ซึ่งเป็นตัวละครเดียวกันในเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดต่อกันมา

    เขียนหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี

    จามเทวีวงศ์แต่งขึ้นราว พ.ศ. 1953 ห่างจากยุคของพระนางตามตำนานหลายร้อยปี จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    แฝดเกิดหลังขึ้นครองเมืองเจ็ดวัน

    ตามตำนาน พระนางทรงพระครรภ์ระหว่างการเดินทางเจ็ดเดือน และประสูติโอรสแฝดเพียงเจ็ดวันหลังพิธีอภิเษกที่หริภุญชัย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Cāmadevivaṃsa (Wikipedia)
    2. Jinakālamālī (Wikipedia)
    3. Hariphunchai (Wikipedia)
    4. Camadevi (Wikipedia)
    5. จามเทวีวงศ์: ความผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเชิงพุทธศาสนา (วรรณวิทัศน์)
    6. จามเทวี: ตัวตนและอุดมคติ (ข่วงผญา)
    7. ตำนานใบพลู ไม้เด็ดพระนางจามเทวี (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. พระนางจามเทวี: มีตัวตนหรือแค่ตำนาน (ศิลปวัฒนธรรม)
    9. Phra Nang Chamadevi Monument (Tourism Lampang-Lamphun)
    10. Wat Chamadevi (Wikipedia)
    11. สภาพและแนวทางการอนุรักษ์โบราณสถานที่ปรากฏในคัมภีร์จามเทวีวงศ์ (บัณฑิตวิจัย)
    12. พระรอด ลำพูน พระเครื่องอายุกว่าพันปี (ศิลปวัฒนธรรม)
    13. ฐานข้อมูลหอจดหมายเหตุ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล: วัดจามเทวี

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระนางจามเทวี
    Wat Chammathewi (Wat Chamadevi) before restoration (undated image, before 1974) · แสงจันทร์ ไตรเกษม · Public domain · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    Chedi Ku Kut, Wat Chamadevi เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี (2026) – IMG 02 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    Wat Mahawan Lumphun – panoramio · Boonchai C · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    201704051119a HNM, Lamphun, Wat Mahawan Inscription, Mon A+L, 12. Cent., Wat Mahawan, Muang District, Lamphun · Hartmann Linge · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    จ.ลำพูน วัดจามเทวี 3 · Mr.Surachai Harntai · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    ภาพประกอบ: Jayavarman VII · LigerCommon · Public domain · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้นับถือพุทธมหายาน ผู้สร้างปราสาทบายน โรงพยาบาล และที่พักคนเดินทาง ซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ทั่วภาคอีสานและภาคกลางของไทย · ครองราชย์ พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)

    ครองราชย์พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)
    ราชธานียโสธรปุระ (นครธม) ในกัมพูชาปัจจุบัน
    ศาสนาพุทธศาสนามหายาน
    ผลงานเด่นปราสาทบายน ตาพรหม พระขรรค์ และนครธม
    สิ่งก่อสร้างสาธารณะอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
    ร่องรอยในไทยพิมาย เมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และพระพุทธรูปตามจารึกปราสาทพระขรรค์
    พระมเหสีพระนางชัยราชเทวี และต่อมาพระนางอินทรเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี
    พระนามหลังสวรรคตมหาบรมเสาคตะ

    ภูมิหลัง: เจ้าชายในยามบ้านเมืองระส่ำ

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ในช่วงที่พระองค์ยังหนุ่ม ราชสำนักเขมรเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ส่วนชายแดนตะวันออกก็มีความขัดแย้งกับอาณาจักรจามปาในเวียดนามตอนกลาง

    ตามที่เล่าสืบกันมา ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามล่องเรือขึ้นมาตามแม่น้ำโขงและทะเลสาบเขมร แล้วบุกยึดเมืองหลวงยโสธรปุระ กษัตริย์เขมรในเวลานั้นถูกปลงพระชนม์ เจ้าชายชัยวรมันจึงรวบรวมกำลังต่อสู้ขับไล่ฝ่ายจามออกไป ภาพการรบทางเรือที่สลักไว้บนผนังปราสาทบายนเชื่อกันว่าสะท้อนสงครามครั้งนี้

    อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ ไมเคิล วิคเครี่ ตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารจีนที่ใช้กำหนดปีและรายละเอียดของการบุกครั้งนี้ ภาพเหตุการณ์ช่วงนี้จึงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด สิ่งที่แน่นอนกว่าคือพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181)

    หลักฐานสำคัญ

    • ประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7: รูปนั่งสมาธิ ใบหน้าสงบ พบหลายองค์ในกัมพูชาและที่พิมาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชา) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกปราสาทตาพรหม: จารึกที่ระบุจำนวนโรงพยาบาล 102 แห่งในรัชกาล (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทตาพรหม กัมพูชา) ดูภาพถ่ายจริง
    • อโรคยศาลาในอีสาน: ศาสนสถานประจำโรงพยาบาลโบราณ เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัวและพระมเหสีสองพี่น้อง

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125) พระราชบิดาคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160) ส่วนพระราชมารดาคือพระนางศรีชัยราชจูฑามณี เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 พระชนมายุก็ล่วงเข้าวัยห้าสิบกว่าแล้ว นับว่าเป็นกษัตริย์ที่เริ่มรัชกาลช้ากว่าปกติมาก

    บุคคลสำคัญในชีวิตของพระองค์คือพระมเหสีสองพี่น้อง พระนางชัยราชเทวีเป็นพระมเหสีองค์แรก ส่วนพระนางอินทรเทวีผู้เป็นพระเชษฐภคินีเป็นผู้แนะนำให้พระน้องนางหันมาศึกษาพุทธศาสนา จนพ้นจากความทุกข์ใจในช่วงที่พระสวามีไม่อยู่ เรื่องราวเหล่านี้รู้ได้จากจารึกที่ปราสาทพิมานอากาศ ซึ่งเชื่อกันว่าพระนางอินทรเทวีทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต

    จารึกเล่าว่าพระนางชัยราชเทวีทรงรับเด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้งมาอุปการะ และให้ศึกษาธรรมตามพิธี ทั้งยังใช้ชาดกมาแสดงเป็นละครเพื่อสอนผู้คน พระนางยังสละทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยคนยากไร้ เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงอภิเษกกับพระนางอินทรเทวี ซึ่งรับหน้าที่ดูแลสำนักศึกษาทางพุทธศาสนาสำหรับสตรีต่อ

    พระโอรสที่มีพระนามปรากฏในหลักฐาน เช่น สูรยกุมาร วีรกุมาร และศรีนทรกุมาร ส่วนผู้ที่สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์คือพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2

    กษัตริย์ผู้สร้างปราสาทหน้าเทวดาไว้กลางเมือง ก็สร้างสถานพยาบาลเล็ก ๆ ไว้ริมทางให้ราษฎรด้วย

    ผลงาน: บายนและเมืองใหม่

    เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ได้สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่เรารู้จักกันในชื่อนครธม มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ และมีปราสาทบายนอยู่กลางเมือง บายนโดดเด่นด้วยยอดปราสาทที่สลักเป็นใบหน้าขนาดใหญ่หันไปทุกทิศ และภาพสลักที่เล่าทั้งสงครามและชีวิตประจำวันของผู้คน

    พระองค์ยังสร้างปราสาทใหญ่อีกหลายแห่ง ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186) อุทิศแด่พระราชมารดา ส่วนปราสาทพระขรรค์อุทิศแด่พระราชบิดา ปราสาททั้งสองมีจารึกที่บันทึกรายละเอียดการบริหาร จำนวนคน และทรัพย์สินที่ถวายไว้อย่างละเอียด ซึ่งกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน

    ต่างจากกษัตริย์เขมรส่วนใหญ่ก่อนหน้าที่นับถือศาสนาฮินดู พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง ศิลปะสมัยนี้จึงเต็มไปด้วยรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกรวมกันว่าศิลปะแบบบายน

    ตัวเลขในจารึก: ปราสาทหนึ่งหลังต้องใช้คนเท่าไร

    จารึกของพระองค์โดดเด่นเพราะจดตัวเลขไว้ละเอียดราวบัญชีของรัฐ จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่ามีผู้คนราว 80,000 คนเกี่ยวข้องกับการดูแลปราสาท ในจำนวนนี้มีพราหมณ์ชั้นสูง 18 คน และนางรำ 615 คน

    ปราสาทพระขรรค์ซึ่งถวายในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) ใหญ่กว่านั้นอีก ชื่อเดิมคือนครชัยศรี แปลว่าเมืองแห่งชัยชนะ เพราะเชื่อกันว่าสร้างบนที่ที่พระองค์ทรงชนะกองทัพจามใน พ.ศ. 1724 ปราสาทมีกำแพงชั้นนอกยาวราว 800 คูณ 700 เมตร รูปประธานคือพระโพธิสัตว์โลเกศวรในรูปของพระราชบิดา จารึกระบุว่ามีเทพในศาลราว 430 องค์ มีผู้รับใช้รวมราว 97,840 คน มีนางรำและครูอย่างละ 1,000 คน

    ที่ปราสาทบายน แต่เดิมมีปราสาทยอดหน้าราว 49 ยอด ปัจจุบันเหลือ 37 ยอด ใบหน้าทั้งหมดมีราว 200 หน้า ซึ่งนับให้แน่นอนไม่ได้เพราะบางหน้าชำรุด นักวิชาการตีความใบหน้าเหล่านี้ต่างกัน บ้างว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บ้างว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง และหลายคนเห็นว่าอาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือกษัตริย์ในฐานะพระโพธิสัตว์

    ใกล้ชายแดนไทยในจังหวัดบันทายมีชัยของกัมพูชา ยังมีปราสาทบันทายฉมาร์ซึ่งเจริญในรัชกาลเดียวกัน มีภาพสลักพระโลเกศวรและเทพในพุทธศาสนาแบบตันตระ แสดงว่าโครงการก่อสร้างของพระองค์แผ่มาถึงพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากอีสานของไทย

    โรงพยาบาลและที่พักคนเดินทาง

    สิ่งที่ทำให้พระองค์แตกต่างจากกษัตริย์องค์อื่นคือสิ่งก่อสร้างเพื่อประชาชน จารึกระบุว่าพระองค์สร้างอโรคยศาลหรือสถานพยาบาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร แต่ละแห่งมีศาสนสถานขนาดเล็กประจำ มีเจ้าหน้าที่ และมีการกำหนดยาสมุนไพรที่ต้องจัดส่งให้

    จารึกประจำอโรคยศาล เช่น จารึกที่พบที่ทรายฟองในลาว และที่ปราสาทตาเมือนโต๊ดในไทย มีเนื้อความคล้ายกัน ใจความสำคัญคือความเจ็บป่วยทางกายของราษฎรทำให้พระองค์ทุกข์ใจยิ่งกว่าความเจ็บป่วยของพระองค์เอง ข้อความนี้มักถูกยกมาเป็นภาพแทนอุดมคติของกษัตริย์ผู้ใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน

    นอกจากนี้ยังมีธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อบ้านมีไฟ จำนวน 121 แห่ง ตั้งเรียงรายตามถนนสายสำคัญที่ออกจากเมืองพระนคร จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่าบนเส้นทางจากเมืองพระนครไปยังพิมายมีที่พักแบบนี้ 17 แห่ง

    รอยพระบาทในดินแดนไทย

    ในภาคอีสานพบอโรคยศาลแบบปราสาทหลังเล็กที่ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่อยู่ราว 30 แห่ง ส่วนธรรมศาลาบนเส้นทางไปพิมายนั้นระบุตำแหน่งได้ในไทยแล้วประมาณ 8 แห่ง กลุ่มปราสาทตาเมือนที่จังหวัดสุรินทร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะมีทั้งธรรมศาลา (ปราสาทตาเมือน) และอโรคยศาล (ปราสาทตาเมือนโต๊ด) อยู่ใกล้กัน

    ที่ปราสาทหินพิมายพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิ ซึ่งยอร์ช เซเดส์ เสนอใน พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และถือเป็นรูปของพระองค์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่พบในประเทศไทย

    จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่าชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง เซเดส์เสนอว่าหกเมืองในรายชื่ออยู่ในไทย ได้แก่ ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชัยราชปุรี (ราชบุรี) ศรีชัยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ กาญจนบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) และศัมพูกปัฏฏนะ (ราชบุรี) ปราสาทเมืองสิงห์และพระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีก็แสดงลักษณะศิลปะแบบบายนชัดเจน

    ข้อถกเถียง

    การที่ชื่อเมืองในไทยปรากฏในจารึกไม่ได้บอกชัดว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ใต้การปกครองโดยตรงของเมืองพระนครมากเพียงใด นักวิชาการยังตีความกันต่างไป บ้างเห็นว่าเป็นหัวเมืองในอำนาจ บ้างเห็นว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและการเมืองที่หลวมกว่านั้น

    การระบุตำแหน่งเมืองก็ยังไม่ยุติ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เสนอว่าโบราณวัตถุที่แหล่งเนินทางพระ สุพรรณบุรี มีรูปแบบต่างจากศิลปะที่เมืองพระนครหลายจุด จึงน่าจะเป็นพุทธมหายานยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และไม่ควรถือเป็นหลักฐานของสุวรรณปุระตามความเข้าใจเดิม

    อีกประเด็นหนึ่งคือภาพของกษัตริย์ผู้เมตตา แม้จารึกจะยกย่องความใส่ใจต่อราษฎร แต่สิ่งก่อสร้างจำนวนมหาศาลก็ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก จารึกตาพรหมเองระบุจำนวนผู้คนที่ต้องรับใช้ปราสาทไว้เป็นหลักหมื่น การมองพระองค์จึงควรเห็นทั้งสองด้าน

    ตำนานกับหลักฐาน

    เรื่องเล่ายอดนิยมเรื่องหนึ่งคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงประชวรเป็นโรคเรื้อน จึงสร้างโรงพยาบาลจำนวนมาก เรื่องนี้ไม่มีจารึกรองรับ ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนในนครธมมาจากรูปปั้นที่มีคราบและตะไคร่จนดูคล้ายผิวของผู้ป่วย และรูปนั้นที่แท้คือพระธรรมราชาหรือพระยม ตามตำนานพื้นบ้านกัมพูชา กษัตริย์ขี้เรื้อนหมายถึงพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 อย่างไรก็ดี บทละครเรื่องสุดท้ายของยูกิโอะ มิชิมะ ได้นำภาพกษัตริย์ขี้เรื้อนผู้สร้างบายนไปเล่า ทำให้ความเชื่อนี้แพร่หลายออกไป

    อีกเรื่องหนึ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าคือชะตากรรมของรูปเคารพหลังรัชกาล ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ราว พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295) ราชสำนักหันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู บายนถูกดัดแปลง ซุ้มเล็กหลายซุ้มถูกรื้อ และมีการเพิ่มภาพสลักเรื่องในศาสนาฮินดู พระพุทธรูปนาคปรกสูงราว 3.6 เมตรซึ่งเคยประดิษฐานในบายนถูกทุบทำลายแล้วทิ้งลงบ่อ จนนักโบราณคดีฝรั่งเศสค้นพบใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) และนำมาประกอบใหม่

    เรื่องใบหน้าที่บายนและรูปประติมากรรมจากพิมายก็เป็นการตีความเช่นกัน แม้จะได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ไม่มีจารึกบนตัวรูปที่บอกว่าเป็นพระองค์ การระบุอาศัยการเปรียบเทียบพระพักตร์ระหว่างรูปหลายชิ้นที่พบในกัมพูชาและไทย ภายหลังสวรรคต พระองค์ได้รับพระนามว่ามหาบรมเสาคตะ ซึ่งเป็นพระนามที่ผูกกับพระสุคตหรือพระพุทธเจ้า สะท้อนความเป็นกษัตริย์พุทธของพระองค์

    มรดก

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218) หลังจากนั้นกษัตริย์องค์ต่อมาบางพระองค์หันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู และรูปเคารพทางพุทธศาสนาในปราสาทหลายแห่งถูกทำลายหรือดัดแปลง แต่สิ่งก่อสร้างของพระองค์ยังคงเป็นส่วนใหญ่ของสิ่งที่นักท่องเที่ยวเห็นที่เมืองพระนครในวันนี้

    สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระองค์คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจปราสาทแบบบายนในอีสาน ศิลปะลพบุรี และพุทธศาสนามหายานที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนนี้ ก่อนที่เถรวาทจะกลายเป็นศาสนาหลักในเวลาต่อมา

    พระนามในโลกปัจจุบัน

    ในกัมพูชา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถูกยกย่องเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขมร พระนามของพระองค์ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรงพยาบาลเด็กในเมืองเสียมราฐ ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) โดยมูลนิธิกันทะบุปผาของนายแพทย์เบียท ริชเนอร์ ชาวสวิส เป็นการเชื่อมอุดมคติเรื่องอโรคยศาลเข้ากับงานสาธารณสุขสมัยใหม่

    ปราสาทบายนเองยังเป็นพื้นที่ทำงานของนักอนุรักษ์นานาชาติ หลังสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศบูรณะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทีมของรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)

    ในประเทศไทย ร่องรอยของพระองค์มีให้เห็นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด กู่หรือปรางค์กู่ตามหมู่บ้านในอีสานหลายแห่งคืออโรคยศาลในรัชกาลนี้ และกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะไว้หลายจุด ส่วนประติมากรรมจากพิมายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายเป็นจุดที่คนไทยได้ใกล้ชิดกับพระพักตร์ของพระองค์มากที่สุด

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125): ประสูติ. โอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 และพระนางศรีชัยราชจูฑามณี
    • ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160): รัชกาลพระราชบิดา. พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ครองเมืองพระนคร
    • ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177): จามบุกยโสธรปุระ. ตามที่เล่ากันมา ฝ่ายจามยึดเมืองหลวงได้ (ปีและรายละเอียดยังมีผู้โต้แย้ง)
    • พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181): ขึ้นครองราชย์. หลังขับไล่ฝ่ายจามออกจากเมืองพระนคร
    • พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186): สร้างปราสาทตาพรหม. อุทิศแด่พระราชมารดา
    • พ.ศ. 1733–1734 (ค.ศ. 1190–1191): ยึดครองจามปา. จามปาตกเป็นเมืองขึ้นของเขมรราว 30 ปี
    • พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191): ถวายปราสาทพระขรรค์. อุทิศแด่พระราชบิดาในรูปพระโลเกศวร
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 18: สร้างนครธมและบายน. พร้อมอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
    • พุทธศตวรรษที่ 18: ศิลปะบายนในไทย. ปราสาทเมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และอโรคยศาลในอีสาน
    • ราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218): สวรรคต. พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ครองราชย์ต่อ
    • พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295): ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8. ราชสำนักกลับไปนับถือฮินดู บายนถูกดัดแปลง พระพุทธรูปถูกทำลาย
    • พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933): พบพระพุทธรูปนาคปรกในบ่อ. พระพุทธรูปประธานบายนที่ถูกทุบทำลาย ได้รับการประกอบขึ้นใหม่
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): เซเดส์ระบุรูปที่พิมาย. เสนอว่าประติมากรรมจากปราสาทพิมายคือรูปของพระองค์
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): โรงพยาบาลชัยวรมันที่ 7. โรงพยาบาลเด็กที่เสียมราฐตั้งชื่อตามพระองค์

    รู้หรือไม่

    บ้านมีไฟ

    ชื่อบ้านมีไฟมาจากคำเรียกที่พักริมทางในจารึก ซึ่งนักวิชาการฝรั่งเศสแปลว่าบ้านแห่งไฟ คนไทยจึงใช้ชื่อนี้เรียกธรรมศาลาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาจนทุกวันนี้

    รูปที่พิมายเคยถูกทายผิด

    ประติมากรรมรูปบุคคลนั่งที่พบในปราสาทพิมายเคยถูกเรียกว่าพระเจ้าพรหมทัต ก่อนที่เซเดส์จะเสนอว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    23 เมือง 23 พระพุทธรูป

    จารึกปราสาทพระขรรค์บอกว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง หกเมืองในนั้นน่าจะอยู่ในไทย

    ไม่มีหลักฐานว่าทรงเป็นโรคเรื้อน

    ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนมาจากรูปปั้นที่มีคราบตะไคร่ ส่วนรูปนั้นคือพระยม ไม่มีจารึกใดบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประชวรด้วยโรคนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Jayavarman VII (Wikipedia)
    2. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรคทางกาย-จิต (ศิลปวัฒนธรรม)
    3. ตามรอยราชมรรคาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
    4. 6 เมืองโบราณของไทย ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. เนินทางพระ ไม่ใช่สุวรรณปุระ (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. Sculpture of King Jayavarman VII, Phimai (SAC Southeast Asian Arts)
    8. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    9. Mueang Sing Historical Park (Wikipedia)
    10. Bayon (Wikipedia)
    11. Jayarajadevi (Wikipedia)
    12. Preah Khan (Wikipedia)
    13. Banteay Chhmar (Wikipedia)
    14. Terrace of the Leper King (Wikipedia)
    15. Beat Richner (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    JayavarmanVII · Suzan Black · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    JayavarmanVII-Vientiane · Chaoborus at French Wikipedia · CC BY-SA 2.5 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Angkor Thom Bayon relief of the Battle of Tonlé Sap · Pierre André Leclercq · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    2016 Phnom Penh, Pałac Królewski, Posąg Dżajawarmana VII (02) · Marcin Konsek · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Bayon – Bayon1268 · lumoplank · CC0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Angkor Thom, Bayón 34 · LBM1948 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Scène de combat naval (bas-relief du Bayon) (2335321064) · dalbera from Paris, France · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

    ภาพประกอบ: Nakhon Si Thammarat Chedi Phra Baromathat · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์แห่งตามพรลิงค์ในคาบสมุทรภาคใต้ ผู้ยกทัพเรือข้ามมหาสมุทรไปถึงลังกา และเป็นที่จดจำในฐานะต้นเค้าของนามศรีธรรมราช · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)
    อาณาจักรตามพรลิงค์ (บริเวณนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง)
    ราชวงศ์ปัทมวงศ์ (วงศ์ดอกบัว) ตามจารึก
    หลักฐานสำคัญจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา (ปี พ.ศ. 1773)
    การทัพลังกาครั้งแรกราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ครั้งที่สองราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262)
    ในเอกสารลังกาเรียกว่าผู้นำชาวชวกะ (Javaka)
    คู่สงครามในลังกาพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1779–1812) และต่อมาราชวงศ์ปาณฑยะแห่งอินเดียใต้
    หลักฐานร่วมยุคจารึกพระพุทธรูปครหิ พบที่วัดเวียง ไชยา (กำหนดอายุต่างกัน ระหว่าง พ.ศ. 1726 ถึงราว พ.ศ. 1834)

    ภูมิหลัง: ตามพรลิงค์บนเส้นทางทะเล

    ตามพรลิงค์เป็นบ้านเมืองบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย มีศูนย์กลางอยู่แถบนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน เมืองนี้อยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีน อินเดีย และหมู่เกาะ จึงร่ำรวยจากการค้าและรับวัฒนธรรมหลากหลาย

    เอกสารจีนของเจ้าหรู่กัว ที่เขียนราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225) กล่าวถึงแคว้นชื่อตันหม่าหลิงว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าตันหม่าหลิงคือตามพรลิงค์ แต่ก็มีผู้ที่ยังไม่ยอมรับการเทียบนี้ทั้งหมด หากเทียบถูกต้อง ก็แปลว่าเพียงไม่กี่ปีต่อมา ตามพรลิงค์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอำนาจที่เข้มแข็งในตัวเอง ภายใต้กษัตริย์ชื่อจันทรภาณุ

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกวัดหัวเวียง ไชยา: จารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1773 ระบุพระนามพระเจ้าจันทรภาณุ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • กองทัพเรือสู่ลังกา: การยกทัพเรือข้ามทะเลไปลังกาในพุทธศตวรรษที่ 18 ตามพงศาวดารลังกา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ บันทึกในคัมภีร์จูฬวงศ์) ดูภาพถ่ายจริง

    ไชยาในยุคเดียวกัน: ปริศนาพระพุทธรูปแห่งครหิ

    หลักฐานอีกชิ้นจากไชยาช่วยให้เห็นว่าคาบสมุทรภาคใต้ในยุคนั้นซับซ้อนเพียงใด ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) มีการพบพระพุทธรูปนาคปรกสำริดที่วัดเวียง อำเภอไชยา ที่ฐานมีจารึกห้าบรรทัด ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    จารึกนี้ใช้ภาษาเขมรโบราณ แต่เขียนด้วยอักษรแบบสุมาตราโบราณ เนื้อความกล่าวว่าพระพุทธรูปสร้างตามพระราชโองการของกษัตริย์พระนามยาวว่าศรีมัตไตรโลกยราชเมาลิภูษณวรมเทวะ โดยมีมหาเสนาบดีตลาไน ผู้ปกครองแผ่นดินครหิ เป็นผู้ดำเนินการ ครหิคือชื่อเก่าของไชยา

    ปีของจารึกเป็นเรื่องถกเถียง ยอร์ช เซเดส์อ่านศักราชเป็นมหาศักราช 1105 ตรงกับ พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183) เพราะตรงกับปีเถาะที่จารึกระบุ แต่ในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) เจ. จี. เดอ คัสปาริส เสนอในวารสารสยามสมาคมว่าควรเลื่อนไปเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291 เพราะรูปแบบพระพุทธรูปใกล้เคียงกับศิลปะสุโขทัย และพระนามกษัตริย์ตรงกับกษัตริย์มลายูในจารึก ค.ศ. 1286

    ถ้าเชื่อการอ่านแบบแรก ไชยาเคยอยู่ใต้อำนาจภายนอกก่อนที่ตามพรลิงค์ของพระเจ้าจันทรภาณุจะผงาดขึ้นมาราวห้าสิบปีต่อมา แต่ถ้าเชื่อแบบหลัง อำนาจจากสุมาตราอาจเข้ามาถึงไชยาหลังยุคของพระองค์ เมื่อตามพรลิงค์อ่อนกำลังจากสงครามในลังกาแล้ว ไม่ว่าแบบใด ภาพที่ได้คือคาบสมุทรภาคใต้เป็นพื้นที่ที่อำนาจรอบด้านแข่งกันแผ่อิทธิพลอยู่ตลอด

    จากท่าเรือบนคาบสมุทรภาคใต้ พระเจ้าจันทรภาณุพากองทัพข้ามมหาสมุทรไปไกลถึงลังกา ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้

    จารึกไชยา พ.ศ. 1773

    หลักฐานร่วมสมัยชิ้นสำคัญที่สุดคือจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จารึกนี้ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) และกล่าวถึงพระเจ้าจันทรภาณุว่าเป็นเจ้าแห่งตามพรลิงค์ จากวงศ์ปัทมวงศ์ หรือวงศ์ดอกบัว

    ในจารึกพระองค์ทรงใช้พระนามว่าศรีธรรมราช นามนี้สำคัญมาก เพราะในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชก็มีกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหลายพระองค์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงเชื่อว่าความทรงจำเรื่องกษัตริย์ศรีธรรมราชในตำนานท้องถิ่น อาจมีรากมาจากกษัตริย์ในจารึกองค์นี้

    อย่างไรก็ตาม จารึกไม่ได้บอกเรื่องราวชีวิตของพระองค์มากนัก รายละเอียดการทำสงครามที่เรารู้จึงมาจากเอกสารของลังกาและอินเดียใต้เป็นหลัก ซึ่งเขียนจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม

    การยกทัพไปลังกา

    ตามพงศาวดารลังกา เช่น ปูชาวลิยะ และจุลวงศ์ ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ซึ่งตรงกับปีที่ 11 ในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 แห่งลังกา พระเจ้าจันทรภาณุนำกองทัพชาวชวกะขึ้นบกที่ลังกา พร้อมอาวุธที่เอกสารลังกาบรรยายว่ามีพิษ และเรียกร้องพระเขี้ยวแก้ว บาตรของพระพุทธเจ้า และอำนาจปกครองเกาะ

    การทัพครั้งแรกถูกกองทัพลังกาซึ่งนำโดยเจ้าชายวีรพาหุ พระนัดดาของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ตีกลับ แต่พระเจ้าจันทรภาณุไม่ได้ถอยกลับบ้านทั้งหมด พระองค์ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเกาะในบริเวณคาบสมุทรจาฟนา และเตรียมกำลังเพื่อบุกอีกครั้ง

    ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256) กองทัพของราชวงศ์ปาณฑยะจากอินเดียใต้ยกเข้ามา บังคับให้พระเจ้าจันทรภาณุยอมเป็นประเทศราช ต่อมาราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์ยกทัพบุกลงใต้อีกครั้งพร้อมกำลังชาวสิงหลและทมิฬ แต่พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ร่วมมือกับฝ่ายปาณฑยะ จนฝ่ายของพระองค์พ่ายแพ้

    นักประวัติศาสตร์บางท่านชี้ว่า การที่บ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งกองทัพข้ามทะเลไปไกลถึงลังกาเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมากในประวัติศาสตร์ภูมิภาค

    ทำไมต้องเป็นลังกา

    คู่กรณีของพระเจ้าจันทรภาณุคือพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ซึ่งครองลังการาว พ.ศ. 1779–1812 (ค.ศ. 1236–1269) กษัตริย์องค์นี้ให้ความสำคัญกับพระเขี้ยวแก้วอย่างมาก ภารกิจแรกหลังขึ้นครองราชย์คือการสร้างวิหารพระเขี้ยวแก้ว เพราะในโลกพุทธของลังกา ผู้ครอบครองพระธาตุองค์นี้คือผู้มีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครอง พงศาวดารปูชาวลิยะที่เล่าเรื่องการรุกรานก็แต่งขึ้นในรัชกาลนี้ จึงสะท้อนมุมมองของราชสำนักลังกาโดยตรง

    เมื่อพระเจ้าจันทรภาณุเรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตร นักประวัติศาสตร์จึงมองว่าพระองค์ไม่ได้ต้องการเพียงดินแดน แต่ต้องการสัญลักษณ์ทางศาสนาที่จะยกสถานะของตามพรลิงค์ให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา สอดคล้องกับพระนามศรีธรรมราชที่ทรงใช้ในจารึก หลังพ่ายในครั้งแรก มีรายงานว่าพระองค์ใช้พระนามนี้ในดินแดนทางเหนือของลังกา และบูรณะวัดพุทธในเขตนั้นด้วย

    อีกปัจจัยหนึ่งคือการค้า ช่องแคบระหว่างลังกากับอินเดียใต้เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางทะเลจากจีนสู่อ่าวเบงกอล การมีฐานที่มั่นบนเกาะจะช่วยให้คุมเส้นทางนี้ได้ แต่ก็ทำให้ต้องปะทะกับราชวงศ์ปาณฑยะที่กำลังขยายอำนาจในอินเดียใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

    จุดจบ: สิ้นพระชนม์ในสนามรบหรือหนีไป

    เรื่องจุดจบของพระองค์ยังมีความเห็นต่างกัน งานอ้างอิงหลายแห่งระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในการรบกับกองทัพปาณฑยะ ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264)

    แต่ เอ็ม. โรหณธีระ นักประวัติศาสตร์ชาวศรีลังกา ชี้ว่าทั้งปูชาวลิยะและจุลวงศ์ไม่ได้บอกชัดว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เอกสารทั้งสองบอกเพียงว่าพระองค์หนีไปโดยไม่มีกำลังคุ้มกัน ส่วนข้อความเชิงเปรียบเทียบในเอกสารอื่นก็ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันการตาย ข้อนี้จึงยังเป็นคำถามเปิด

    เอกสารลังกายังระบุว่ามีโอรสของพระองค์ครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาอีกระยะหนึ่ง แต่ข้อมูลส่วนนี้มีรายละเอียดไม่ตรงกันในแต่ละแหล่ง

    หลักฐานจากอินเดียใต้และเรื่องของพระโอรส

    นอกจากเอกสารลังกาแล้ว ยังมีจารึกฝ่ายปาณฑยะที่กล่าวถึงการปราบกษัตริย์ชาวชวกะ จารึกยกย่องเจ้าชายชฏาวรมันวีรปาณฑยะ ว่าชนะศึกในลังกาและนำธงชัยไปปักที่เทวาลัยโกเณศวรัม ที่ตริงโกมาลีทางตะวันออกของเกาะ ข้อความเช่นนี้เป็นการโอ้อวดชัยชนะของฝ่ายที่ชนะ จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับเอกสารลังกา

    เอกสารฝ่ายทมิฬยังกล่าวถึงโอรสของพระองค์ ซึ่งถูกเรียกว่าบุตรของชาวชวกะ ว่าได้ปกครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาภายใต้อำนาจของปาณฑยะ จนถึงราว พ.ศ. 1820 เศษ (ปลายทศวรรษ 1270) ที่ทัพปาณฑยะรัชกาลต่อมายกมาปราบอีกครั้ง

    นักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอว่าการตั้งมั่นของพระเจ้าจันทรภาณุบนคาบสมุทรจาฟนาเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรจาฟนา แต่อีกฝ่ายเห็นว่าอาณาจักรนั้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงในสมัยราชวงศ์อารยจักรพรรดิที่มาภายหลัง ข้อถกเถียงนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของกษัตริย์จากภาคใต้ของไทย ยังมีบทบาทในการถกเถียงประวัติศาสตร์ของศรีลังกาจนถึงทุกวันนี้

    บทบาทต่อดินแดนไทยและมรดก

    หลังยุคของพระองค์ ตามพรลิงค์อ่อนกำลังลง และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุโขทัย จารึกสุโขทัยกล่าวถึงนครศรีธรรมราชในฐานะดินแดนทางใต้ที่ส่งพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบลังกาขึ้นไปทางเหนือ

    ความสัมพันธ์กับลังกาในยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ แม้จะเริ่มด้วยสงคราม ก็ช่วยให้เห็นว่าบ้านเมืองภาคใต้ของไทยรู้จักและสนใจลังกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในฐานะคู่ค้า ศูนย์กลางศาสนา หรือคู่แข่ง

    ทุกวันนี้ชื่อของพระองค์อาจไม่คุ้นหูคนไทยทั่วไปเท่ากษัตริย์ในตำนานนครศรีธรรมราช แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ พระองค์คือกษัตริย์คาบสมุทรภาคใต้ไม่กี่องค์ที่มีทั้งจารึกในบ้านเกิดและเอกสารต่างแดนกล่าวถึงตรงกัน

    จากศรีธรรมราชในจารึกสู่ตำนานนครศรีธรรมราช

    ตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเล่าถึงกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้สร้างพระบรมธาตุ และราชวงศ์ที่ใช้พระนามนี้สืบกันหลายองค์ ตามตำนาน พระบรมธาตุเจดีย์ประดิษฐานพระทันตธาตุที่นำมาจากลังกา บางแหล่งเสนอว่าพระเจ้าจันทรภาณุทรงบูรณะพระบรมธาตุในปีที่ขึ้นครองราชย์ แต่ข้อนี้ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) จารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงเมืองศรีธรรมราชในฐานะต้นทางของพระมหาเถระที่ขึ้นไปสุโขทัย แสดงว่าเพียงไม่กี่สิบปีหลังยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาที่มีชื่อเสียงไกลถึงลุ่มน้ำยม ความใฝ่ฝันที่จะผูกบ้านเมืองเข้ากับลังกาจึงสำเร็จในอีกรูปแบบหนึ่ง คือผ่านพระสงฆ์ แทนที่จะผ่านกองทัพ

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1726 (หรือหลังกว่านั้น) (ค.ศ. 1183): จารึกพระพุทธรูปครหิ. ตามการอ่านของเซเดส์ แต่เดอ คัสปาริสเสนอว่าควรเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291
    • ราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): เอกสารจีนกล่าวถึงตันหม่าหลิง. เจ้าหรู่กัวระบุว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกไชยา. จารึกสันสกฤตที่วัดหัวเวียงกล่าวถึงจันทรภาณุ เจ้าแห่งตามพรลิงค์ แห่งปัทมวงศ์
    • พ.ศ. 1779 (ค.ศ. 1236): พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ครองลังกา. กษัตริย์ลังกาผู้เป็นคู่สงครามของพระเจ้าจันทรภาณุ
    • ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. ถูกเจ้าชายวีรพาหุตีกลับ แต่ตั้งมั่นทางเหนือของเกาะ
    • ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256): ปาณฑยะบุก. พระเจ้าจันทรภาณุต้องยอมเป็นประเทศราชของปาณฑยะ
    • ราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): ยกทัพครั้งที่สอง. ลังการ่วมมือกับปาณฑยะ ฝ่ายพระองค์พ่ายแพ้
    • ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264): จุดจบ. บางแหล่งว่าสิ้นพระชนม์ในการรบ บางแหล่งว่าหนีไป
    • ราว พ.ศ. 1820 เศษ (ค.ศ. ปลายทศวรรษ 1270): ปาณฑยะปราบดินแดนทางเหนือของลังกา. โอรสของพระองค์ที่ครองอยู่ภายใต้ปาณฑยะถูกปราบอีกครั้ง
    • ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): จารึกพ่อขุนรามคำแหง. กล่าวถึงพระเถระจากเมืองศรีธรรมราชที่ขึ้นไปสุโขทัย
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 19: นครศรีธรรมราชกับสุโขทัย. บ้านเมืองภาคใต้เชื่อมโยงกับสุโขทัยผ่านพุทธศาสนาแบบลังกา
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบพระพุทธรูปครหิ. พบที่วัดเวียง ไชยา ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    รู้หรือไม่

    ชาวชวกะ

    เอกสารลังกาเรียกพระองค์ว่าผู้นำชาวชวกะ และบางตอนก็พรรณนาว่าเป็นโจรสลัด ภาพนี้เป็นมุมมองของฝ่ายลังกาซึ่งเป็นคู่สงคราม จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    สิ่งที่พระองค์ต้องการ

    ตามเอกสารลังกา พระองค์เรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงความชอบธรรมของกษัตริย์ในโลกพุทธ

    นามศรีธรรมราช

    พระนามศรีธรรมราชในจารึก พ.ศ. 1773 เป็นหลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรก ๆ ที่เชื่อมนามนี้กับกษัตริย์ทางใต้

    จารึกเขมรแต่อักษรสุมาตรา

    จารึกพระพุทธรูปครหิที่ไชยาเขียนภาษาเขมรโบราณด้วยอักษรแบบสุมาตรา และนักวิชาการยังเถียงกันว่าทำขึ้นใน พ.ศ. 1726 หรือหลังจากนั้นราวร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Chandrabhanu (Wikipedia)
    2. Tambralinga (Wikipedia)
    3. Parakramabahu II (Wikipedia)
    4. Sri Dharmasokaraja III (Wikipedia)
    5. M. Rohanadeera, Chandrabhanu episode (Vidyodaya Journal, University of Sri Jayewardenepura)
    6. ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. Grahi inscription (Wikipedia)
    8. de Casparis: The Date of the Grahi Buddha (JSS 55.1, 1967)
    9. มติชน: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
    10. THAILEX: Chaiya

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Mucalinda Sheltering Buddha. Bangkok National Museum, b092 (cropped inscription) · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Wat Phra Mahathat Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat · Preecha.MJ · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Wat phra mahathat woramahawihan nakhon si thammarat · KOSIN SUKHUM · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Detail Chedi Wat Mahathat Nakhon Si Thammarat · Media lib · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    ภาพประกอบ: Damrong-Rajanubhap-1893 · Walter Christmas-Dircknick-Holmfeld · Public domain · Wikimedia Commons

    เจ้านายนักปกครองผู้วางรากระบบมหาดไทยสมัยใหม่ และได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย · พ.ศ. 2405–2486 (ค.ศ. 1862–1943)

    ประสูติ21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) กรุงเทพฯ
    สิ้นพระชนม์1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943)
    พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
    ตำแหน่งสำคัญเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2435–2458 (ค.ศ. 1892–1915)
    ผลงานทางประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า (พ.ศ. 2460) และงานพงศาวดาร ตำนาน และโบราณคดีอีกมาก
    การยกย่องระดับโลกยูเนสโกประกาศยกย่องเนื่องในวาระครบ 100 ปีชาตกาล พ.ศ. 2505
    พระนามเดิมพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ต้นราชสกุลดิศกุล
    ตำแหน่งหลังมหาดไทยสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ (2458) เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร (2466) อภิรัฐมนตรี (2468)

    ภูมิหลัง: เจ้านายรุ่นใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์เติบโตในช่วงที่สยามต้องปรับตัวรับแรงกดดันจากชาติตะวันตก และได้เรียนทั้งภาษาไทย บาลี และอังกฤษ

    พระองค์เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของรัชกาลที่ 5 และเป็นกำลังสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ตั้งแต่งานทหารมหาดเล็ก งานโรงเรียน ไปจนถึงงานการศึกษาของประเทศ ก่อนจะได้รับมอบหมายงานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการดูแลหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร

    หลักฐานสำคัญ

    • ผลงานพระนิพนธ์: หนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายร้อยเรื่อง เช่น ไทยรบพม่า และนิทานโบราณคดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ หอสมุดแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระโพธิสัตว์ไชยา: โบราณวัตถุที่ทรงนำเข้ากรุงเทพฯ ในสมัยของพระองค์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง
    • วังวรดิศ: วังที่ประทับของพระองค์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหอสมุดดำรงราชานุภาพ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วังวรดิศ กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง

    วัยเยาว์และงานแรกในราชการ

    พระนามเดิมคือพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และเป็นต้นราชสกุลดิศกุล เมื่อพระชนมายุ 13 พรรษา ใน พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการศึกษาของเจ้านายในสมัยนั้น ก่อนจะทรงเข้ารับการศึกษาด้านการทหาร

    ใน พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ขณะพระชนมายุเพียง 18 พรรษา ทรงได้รับมอบหมายให้บังคับบัญชาทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาทรงรับผิดชอบงานโรงเรียนที่พระตำหนักสวนกุหลาบ และงานการศึกษาของแผ่นดิน ใน พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ทรงได้รับเลือกให้ดูแลงานการศึกษาในคณะเสนาบดีชุดทดลองของรัชกาลที่ 5

    ประสบการณ์ช่วงนี้หล่อหลอมวิธีทำงานของพระองค์ คือการลงมือจัดระบบจากศูนย์ การคัดคนที่มีความสามารถมาทำงาน และการเรียนรู้แบบอย่างจากต่างประเทศ แล้วปรับให้เข้ากับสภาพของสยาม วิธีคิดแบบนี้ปรากฏชัดอีกครั้งเมื่อพระองค์ย้ายไปดูแลกระทรวงมหาดไทย

    การเดินทางตรวจราชการของเสนาบดีมหาดไทยกลายเป็นการเดินสำรวจอดีต ที่เปิดประตูสู่วิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

    ผลงาน: กระทรวงมหาดไทยและระบบเทศาภิบาล

    พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) พระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และอยู่ในตำแหน่งนี้ถึง พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) การตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือในปีที่เข้ารับตำแหน่งทำให้พระองค์เห็นว่าหัวเมืองแทบไม่ได้ขึ้นกับส่วนกลางจริง ๆ

    พระองค์จึงวางระบบเทศาภิบาล โดยรวมหัวเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลที่ส่วนกลางแต่งตั้งไปดูแล ระบบนี้ช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น ขยายบริการของรัฐ และทำให้หัวเมืองปลอดภัยขึ้น เป็นพื้นฐานของการปกครองส่วนภูมิภาคที่ไทยใช้มาจนถึงปัจจุบัน

    การเดินทางตรวจราชการตามหัวเมืองอย่างสม่ำเสมอยังพาพระองค์ไปพบเมืองโบราณ วัดร้าง และจารึกจำนวนมาก งานปกครองกับงานประวัติศาสตร์ของพระองค์จึงเดินคู่กันมาตั้งแต่ต้น

    งานมหาดไทยที่มากกว่าการปกครอง

    ใน พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) หัวเมืองฝ่ายใต้และฝ่ายตะวันตกถูกโอนมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้กระทรวงดูแลหัวเมืองทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ต่อมาใน พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งวางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล โดยมีผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นผู้ดูแล และใน พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ระบบมณฑลเทศาภิบาลก็ถูกจัดเป็นระเบียบทั่วราชอาณาจักร

    งานของกระทรวงในยุคนั้นกว้างกว่าการปกครองมาก พระองค์ทรงมีบทบาทในการตั้งกรมป่าไม้ งานสาธารณสุข และงานสุขาภิบาล ใน พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) มีการตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอมที่สมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย และเป็นต้นแบบของการปกครองท้องถิ่นในเวลาต่อมา

    นักประวัติศาสตร์มองระบบเทศาภิบาลได้หลายแง่ ด้านหนึ่งคือการสร้างรัฐสมัยใหม่ที่ช่วยให้สยามรักษาเอกราชในยุคล่าอาณานิคม อีกด้านหนึ่งคือการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้อำนาจของเจ้าเมืองและเจ้านายท้องถิ่นในล้านนา อีสาน และหัวเมืองมลายูลดลงอย่างมาก จนเกิดแรงต้านในบางพื้นที่

    พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

    พระองค์ทรงนิพนธ์และชำระงานด้านประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก ที่รู้จักกันกว้างขวางคือไทยรบพม่า ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) งานนี้เล่าประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อรักษาเอกราช และกลายเป็นกรอบการเล่าประวัติศาสตร์ไทยที่มีอิทธิพลมากที่สุดกรอบหนึ่ง

    พระองค์ยังสนใจโบราณคดีอย่างจริงจัง ทรงเสนอว่านครปฐมน่าจะเป็นศูนย์กลางของทวารวดี โดยดูจากจำนวนและความเก่าแก่ของเจดีย์ โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ แม้ข้อเสนอนี้จะถูกนักวิชาการรุ่นหลังตั้งคำถาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทวารวดีอย่างเป็นระบบ

    ในทางสถาบัน พระองค์มีบทบาทสำคัญต่อหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นหอสมุดแห่งชาติ และต่อพิพิธภัณฑ์ที่กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) เพื่อดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานด้านวรรณคดีกับโบราณคดี พระองค์ทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก และทรงงานใกล้ชิดกับนักวิชาการต่างชาติ เช่น ยอร์ช เซเดส์

    ทรงงานใต้สามรัชกาลและพระนิพนธ์สำคัญ

    เมื่อทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยใน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ด้วยเหตุผลด้านพระพลานามัย พระองค์ไม่ได้ทรงพักนาน วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2458 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรใน พ.ศ. 2466 และในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นอภิรัฐมนตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ก่อนจะทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469

    ระหว่างดูแลหอพระสมุด พระองค์ทรงรวบรวมและชำระพงศาวดาร ตำนาน และเอกสารเก่าจำนวนมาก แล้วจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นชุดประชุมพงศาวดาร หนังสือจำนวนมากพิมพ์แจกในงานศพ ทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กระจายออกไปสู่คนทั่วไป ธรรมเนียมพิมพ์หนังสือแจกในงานศพนี้ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

    พระนิพนธ์ที่ยังคนอ่านกันอยู่ ได้แก่ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ซึ่งเป็นงานบุกเบิกด้านประวัติศิลปะไทย นิทานโบราณคดีที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรวจราชการอย่างมีชีวิตชีวา ความทรงจำซึ่งเป็นอัตชีวประวัติ และเล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ที่นักวิชาการปัจจุบันศึกษาในฐานะบันทึกเชิงชาติพันธุ์วรรณนา งานเหล่านี้ช่วยปูทางให้การศึกษาเรื่องทวารวดีและสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา

    บทบาทต่อการค้นพบเมืองโบราณ: ศรีเทพและไชยา

    ระหว่างการตรวจราชการหัวเมือง พระองค์ทรงพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ในเขตเพชรบูรณ์ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) บางแหล่งระบุว่าเป็น พ.ศ. 2448 เมืองนี้ต่อมาได้รับการขุดค้นและพัฒนาเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

    ทางภาคใต้ ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) พระองค์ทรงนำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากวัดพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่งดงามที่สุดของศิลปะแบบศรีวิชัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    เหตุการณ์ทั้งสองแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ปกครองระดับสูงสนใจของเก่าและบันทึกสิ่งที่พบ ช่วยให้โบราณสถานและโบราณวัตถุหลายชิ้นได้รับการรักษาไว้ ก่อนที่วิชาโบราณคดีสมัยใหม่จะเข้ามาในไทยอย่างเต็มที่

    ลี้ภัยที่ปีนังและบั้นปลายชีวิต

    หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) พระองค์ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของระบอบเดิม ต้องเสด็จไปประทับที่ปีนัง ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ในช่วงนี้พระองค์ยังคงทรงงานนิพนธ์และติดต่อทางหนังสือกับผู้คนในสยาม

    พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) พระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และสิ้นพระชนม์ในอีกราวหนึ่งปีต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมเป็นวันดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่ พ.ศ. 2544

    ชีวิตเรียบง่ายที่ปีนังและสาส์นสมเด็จ

    ที่ปีนัง พระองค์ประทับที่บ้านที่เรียกกันว่าบ้านซินนามอน พร้อมพระธิดาที่ตามเสด็จไปดูแล รายได้ของพระองค์ลดลงมาก เพราะเบี้ยบำนาญถูกตัดลดหลายครั้ง พระธิดาต้องช่วยกันประหยัดรายจ่ายในบ้าน มีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีผู้เสนอผลประโยชน์ทางการเงินเพื่อแลกกับเงื่อนไขบางอย่าง พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยมีใจความว่าศักดิ์ศรีของพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน

    ช่วงที่ปีนังเป็นช่วงที่พระองค์ทรงงานเขียนอย่างต่อเนื่อง จดหมายโต้ตอบระหว่างพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครอบคลุมเรื่องศิลปะ วรรณคดี อักษรโบราณ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ ต่อมาได้รับการรวมพิมพ์เป็นชุดสาส์นสมเด็จ ซึ่งยาวหลายสิบเล่ม และเป็นคลังความรู้สำคัญของวงวิชาการไทย

    พระองค์ประทับที่ปีนังรวมเกือบสิบปี ก่อนเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ขณะนั้นพระพลานามัยทรุดลง ทั้งการเคลื่อนไหวและการได้ยิน หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดา ได้บันทึกช่วงวาระสุดท้ายไว้ในหนังสือของท่าน ซึ่งเล่าว่าพระองค์ยังทรงสนทนาและตรัสหยอกล้อกับครอบครัวได้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชันษา 81 ปี

    มรดกและข้อถกเถียง

    ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) วาระครบ 100 ปีชาตกาล ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

    นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังยอมรับว่างานของพระองค์เป็นรากฐานของวิชาประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็วิจารณ์ด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าแนวทางของพระองค์ผสานพงศาวดารแบบราชสำนักเข้ากับวิธีเขียนประวัติศาสตร์แบบตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขณะที่นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่างานเหล่านี้เน้นชาตินิยม และให้พื้นที่น้อยแก่ผู้คนนอกราชสำนักหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น

    การอ่านงานของพระองค์ในวันนี้จึงต้องอ่านอย่างเข้าใจยุคสมัย เป็นงานของผู้บุกเบิกที่วางคำถามและข้อมูลไว้มากมาย ซึ่งคนรุ่นหลังยังคงใช้ ตรวจสอบ และถกเถียงต่อ

    ไทม์ไลน์

    • 21 มิ.ย. 2405 (ค.ศ. 1862): ประสูติ. พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม
    • พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892): เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย. เริ่มวางระบบเทศาภิบาลและมณฑล
    • พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897): พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่. วางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล มีผู้ใหญ่บ้านและกำนัน
    • ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบเมืองศรีเทพ. ระหว่างตรวจราชการในเขตเพชรบูรณ์ (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2448)
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากไชยา. นำมาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): พ้นจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย. หลังดำรงตำแหน่งราว 23 ปี และในปีเดียวกันทรงเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ
    • พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917): ไทยรบพม่า. งานประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูง
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): อภิรัฐมนตรี. ทรงเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาในรัชกาลที่ 7
    • พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926): นายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก. ดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานโบราณคดี
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): ประทับที่ปีนัง. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
    • ต.ค. 2485 (ค.ศ. 1942): เสด็จกลับกรุงเทพฯ. หลังประทับที่ปีนังเกือบสิบปี
    • 1 ธ.ค. 2486 (ค.ศ. 1943): สิ้นพระชนม์
    • พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962): ยูเนสโกยกย่อง. คนไทยคนแรกที่ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก
    • 19 ก.ย. 2566 (ค.ศ. 2023): ศรีเทพเป็นมรดกโลก. เมืองที่พระองค์ทรงพบเมื่อราว 120 ปีก่อน

    รู้หรือไม่

    วันดำรงราชานุภาพ

    ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 วันที่ 1 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ ได้รับการกำหนดให้เป็นวันดำรงราชานุภาพ

    ทวารวดีที่นครปฐม

    พระองค์ทรงเสนอว่านครปฐมเป็นศูนย์กลางทวารวดี เพราะมีเจดีย์เก่าแก่มากที่สุด โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ ปัจจุบันนักวิชาการยังถกเถียงว่าศูนย์กลางอยู่ที่ใด หรืออาจมีหลายศูนย์กลาง

    ศรีเทพจากโต๊ะทำงานถึงมรดกโลก

    เมืองโบราณที่พระองค์ทรงพบระหว่างตรวจราชการเมื่อราว พ.ศ. 2447 ได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2566 ห่างกันราว 120 ปี

    หนังสืองานศพ

    หนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมากที่หอพระสมุดจัดพิมพ์ในยุคของพระองค์ถูกแจกในงานศพ ทำให้เอกสารเก่ากระจายสู่คนทั่วไป และกลายเป็นธรรมเนียมที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Damrong Rajanubhab (Wikipedia)
    2. Thai Rop Phama / Our Wars with the Burmese (Wikipedia)
    3. Si Thep Historical Park (Wikipedia)
    4. Si Thep district (Wikipedia)
    5. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    6. The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments (UNESCO)
    7. Royal Society of Thailand (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Dvaravati (Wikipedia)
    10. กรมดำรง เสนาบดีมหาดไทย เจ้านายทรงงานเก่ง (ศิลปวัฒนธรรม)
    11. กรมดำรงซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ชีวิตที่ปีนัง (ศิลปวัฒนธรรม)
    12. ลมหายใจสุดท้าย กรมดำรง (ศิลปวัฒนธรรม)
    13. ทรูปลูกปัญญา: สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    14. เล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ ชาติพันธุ์วรรณนาในพระนิพนธ์ (วารสารดำรงวิชาการ)
    15. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับสุวรรณภูมิศึกษา (วารสารดำรงวิชาการ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab (1942) · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rachanuphap – Sign – 001 · Aristitleism · CC0 · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Library (1) · Fine Arts Department · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab Seal · Prince Narisara Nuvadtivongs. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab (2) · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Prince Damrong – btv1b53230500k · Agence Rol. Agence photographique (commanditaire) · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong & Narit · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
  • ยอร์ช เซเดส์

    ยอร์ช เซเดส์

    ภาพประกอบ: George Coedès · Chrispasuk, for the Siam Society · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    นักจารึกและนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เคยดูแลหอพระสมุดวชิรญาณในกรุงเทพฯ และเป็นผู้ประกาศการมีอยู่ของศรีวิชัยต่อโลกวิชาการ · พ.ศ. 2429–2512 (ค.ศ. 1886–1969)

    เกิด10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) กรุงปารีส
    เสียชีวิต2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) เมืองเนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส
    งานในสยามผู้อำนวยการหอพระสมุดวชิรญาณ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918)
    ผลงานเด่นLe Royaume de Çrīvijaya (พ.ศ. 2461) และ The Indianized States of Southeast Asia
    สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946)
    เกียรติยศจากสยามตราช้างเผือกชั้นที่ 3 พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)
    ครอบครัวบิดาเป็นนายธนาคาร ปู่เป็นจิตรกร สมรสกับเนียง เยา ชาวกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473
    บทบาทในราชบัณฑิตยสภาเลขาธิการ พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929)

    ภูมิหลัง: นักภาษาโบราณจากปารีส

    ยอร์ช เซเดส์ เกิดที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ตั้งแต่วัยหนุ่มเขาสนใจภาษาสันสกฤตและโบราณคดีของเอเชีย และได้เรียนที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นสูงในปารีส

    บทความวิชาการชิ้นแรก ๆ ของเขาตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ขณะอายุราว 20 ปี เป็นการศึกษาจารึกปราสาทตาพรหมในกัมพูชา ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เขาได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ หรือ EFEO ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของฝรั่งเศสในอินโดจีน

    หลักฐานสำคัญ

    • เหรียญศรีทวารวดี: เหรียญที่เซเดส์อ่านจารึกและตีพิมพ์ ยืนยันชื่อทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ผลงาน The Indianized States: หนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นักวิชาการใช้มาหลายทศวรรษ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ห้องสมุดทั่วโลก) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัว การศึกษา และเส้นทางสู่ตะวันออก

    ตระกูลเซเดส์ตั้งรกรากแถบสตราสบูร์กมาตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 1740 ปู่ของเขาคือหลุยส์-เออแฌน เซเดส์ เป็นจิตรกร ส่วนบิดาชื่ออิปโปลิต เซเดส์ ทำงานด้านการธนาคาร มารดาชื่อมารี กาแรต ครอบครัวนี้จึงเป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะ ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับเอเชียมาก่อน

    เซเดส์เรียนที่ลีเซการ์โนในปารีส และเรียนภาษาเยอรมันจนได้ประกาศนียบัตรใน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) เคยสอนภาษาเยอรมันที่ลีเซกงดอร์เซ และไปอยู่เยอรมนีหนึ่งปีระหว่าง ค.ศ. 1908–1909 ขณะเดียวกันเขาเรียนสันสกฤต โบราณคดี และประติมานวิทยากับอาลเฟรด ฟูเช ที่สถาบันอุดมศึกษาภาคปฏิบัติ และจบใน พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ด้วยงานเรื่องภาพสลักที่นครวัด

    หลังได้เป็นนักวิจัยของ EFEO และเดินทางไปกัมพูชาในปลาย พ.ศ. 2454 เขาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์อินโดจีนของ EFEO ตั้งแต่ พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ต่อมาใน พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เขาสมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ชีวิตส่วนตัวและงานของเขาจึงผูกพันกับภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง

    อาณาจักรศรีวิชัยที่หายไปจากความทรงจำหลายร้อยปี กลับมามีชื่ออีกครั้งจากบทความวิชาการเพียงชิ้นเดียวใน พ.ศ. 2461

    ผลงานในสยาม: หอพระสมุดวชิรญาณ

    ปลาย พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) เซเดส์เข้ารับราชการในสยาม แทนออสการ์ ฟรังก์เฟอร์เตอร์ ที่หอพระสมุดวชิรญาณ และได้เป็นผู้อำนวยการหอสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) หอสมุดแห่งนี้คือต้นกำเนิดของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน

    ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ ราว 11 ปี เขาทำงานใกล้ชิดกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทั้งด้านหอสมุด จารึก และโบราณวัตถุ เขาเป็นบรรณาธิการวารสารสยามสมาคมในทศวรรษ 1920 และได้รับพระราชทานตราช้างเผือกชั้นที่ 3 ใน พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)

    งานสำคัญอีกชิ้นคือการอ่านและแปลจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นภาษาฝรั่งเศส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ซึ่งเป็นฉบับที่นักวิชาการใช้อ้างอิงอยู่นานหลายสิบปี นอกจากนี้เขายังเขียนเรื่องต้นราชวงศ์สุโขทัย การขุดค้นที่พงตึก และแปลเอกสารตำนานของล้านนาด้วย ระบบถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันที่เขาวางไว้ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญใช้กันอยู่

    ประชุมจารึกสยามและราชบัณฑิตยสภา

    ผลงานที่ส่งผลต่อวงวิชาการไทยมากที่สุดของเซเดส์คือการรวบรวมจารึกในสยามอย่างเป็นระบบ ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เขาตีพิมพ์ Recueil des inscriptions du Siam ภาคแรก ว่าด้วยจารึกสุโขทัย นับเป็นการรวบรวมจารึกไทยฉบับสมบูรณ์ครั้งแรก และภาคต่อมาใน พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ว่าด้วยจารึกทวารวดี ศรีวิชัย และละโว้ งานชุดนี้เป็นรากฐานของหนังสือประชุมศิลาจารึกฉบับภาษาไทยที่นักศึกษารุ่นหลังใช้อ้างอิง

    เขาทำหน้าที่ดูแลหอพระสมุดวชิรญาณช่วง พ.ศ. 2461–2469 (ค.ศ. 1918–1926) และเมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เขาได้เป็นเลขาธิการราชบัณฑิตยสภาระหว่าง พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929) ทำงานภายใต้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา

    ความร่วมมือนี้ทำให้งานของทั้งสองฝ่ายเสริมกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีความรู้เรื่องตำนาน พงศาวดาร และพื้นที่จริงในสยาม ส่วนเซเดส์มีความเชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณและภาษาสันสกฤต จดหมายที่ทั้งสองติดต่อกันยังเป็นแหล่งข้อมูลที่นักวิชาการรุ่นหลังนำมาศึกษา

    ศรีวิชัย พ.ศ. 2461: อาณาจักรที่ถูกลืม

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เซเดส์ตีพิมพ์บทความ Le Royaume de Çrīvijaya ในวารสารของ EFEO เขาเชื่อมชื่อที่ปรากฏในจารึกภาษามลายูโบราณบนเกาะสุมาตรา เข้ากับชื่อแคว้นที่ปรากฏในเอกสารจีน และเสนอว่าเคยมีอาณาจักรทางทะเลชื่อศรีวิชัยที่มีอำนาจกว้างขวาง

    ก่อนหน้านั้น ศรีวิชัยแทบถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์ บทความนี้จึงถือเป็นการค้นพบศรีวิชัยอีกครั้ง และทำให้จารึกที่พบในภาคใต้ของไทย เช่น จารึกวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช ถูกนำมาอ่านในบริบทใหม่

    ข้อเสนอของเขากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องที่ตั้งศูนย์กลางของศรีวิชัย ความเห็นส่วนใหญ่ชี้ไปที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ส่วนนักวิชาการบางท่านเสนอไชยาในภาคใต้ของไทย แม้ข้อเสนอหลังจะไม่ได้รับการยอมรับกว้างขวางนัก

    ทวารวดีและเหรียญที่มีชื่อเมือง

    เซเดส์มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาทวารวดีด้วย เขาวางลำดับอายุของโบราณวัตถุจากการขุดค้นที่พงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ใน พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) แม้ต่อมานักวิชาการรุ่นหลังจะกำหนดอายุของวัตถุหลายชิ้นใหม่

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพบเหรียญเงินขนาดเล็กใต้ซากเจดีย์ที่เนินหิน จังหวัดนครปฐม บนเหรียญมีจารึกอักษรพราหมีที่กล่าวถึงบุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี ต่อมาพบเหรียญแบบนี้อีกหลายแห่ง เช่น อู่ทอง และสิงห์บุรี เหรียญเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าชื่อทวารวดีเป็นชื่อที่คนในดินแดนนี้ใช้จริง

    เซเดส์ตีพิมพ์งานเรื่องการค้นพบทางเหรียญกษาปณ์ในสยามที่เกี่ยวกับทวารวดีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ทั้งเขาและปีเตอร์ สกิลลิง นักวิชาการรุ่นหลัง ต่างเห็นว่าเหรียญเหล่านี้น่าจะเป็นวัตถุที่ฝังในพิธีกรรมมากกว่าเงินที่ใช้ซื้อขาย แต่สกิลลิงเสนอวิธีแบ่งคำอ่านบนเหรียญต่างจากที่เคยอ่านกันมา

    EFEO และรัฐที่รับอารยธรรมอินเดีย

    พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เซเดส์ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึง พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ช่วงนี้เขาทำงานใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง คือชุด Inscriptions du Cambodge จำนวน 8 เล่ม ซึ่งรวบรวม อ่าน และแปลจารึกเขมรกว่าหนึ่งพันหลัก

    ใน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขาตีพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์โบราณของรัฐที่รับอารยธรรมฮินดูในตะวันออกไกล และปรับปรุงพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง ฉบับแปลภาษาอังกฤษชื่อ The Indianized States of Southeast Asia ออกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) หนังสือเล่มนี้เป็นตำราพื้นฐานของวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาหลายสิบปี

    หลังออกจาก EFEO เขากลับไปอยู่ปารีส สอนหนังสือ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์แห่งฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) อายุ 83 ปี

    เลขศูนย์ นครวัด และงานช่วงหลัง

    ระหว่างทำงานกับจารึกเขมร เซเดส์ได้อ่านจารึกหลักหนึ่งจากสมโบร์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า K-127 จารึกนี้มีศักราช 605 ซึ่งเขียนตัวเลขศูนย์เป็นจุด และตรงกับ พ.ศ. 1226 (ค.ศ. 683) เมื่อเขาเผยแพร่ใน พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) จารึกนี้จึงกลายเป็นหลักฐานการใช้เลขศูนย์ในระบบตัวเลขแบบปัจจุบันที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่รู้จัก

    เขายังเขียนงานเพื่อคนทั่วไปด้วย เช่น Pour mieux comprendre Angkor ใน พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ซึ่งอธิบายความหมายของปราสาทนครวัดและนครธม และ Les Peuples de la péninsule indochinoise ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Making of South East Asia ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    หลังกลับฝรั่งเศส ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เขาได้เป็นภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์แดนเนอรีในปารีส และสอนที่โรงเรียนภาษาตะวันออก รวมถึงสอนภาษาไทย เขาได้รับรางวัลโตร์เลจากสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์ใน พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) และเป็นนายกสมาคมเอเชียติกแห่งฝรั่งเศสช่วง พ.ศ. 2508–2512 (ค.ศ. 1965–1969) จนถึงปีที่เสียชีวิต

    มรดกและข้อวิจารณ์

    งานของเซเดส์วางโครงประวัติศาสตร์ยุคโบราณของไทยและเพื่อนบ้านไว้มาก ทั้งชื่ออาณาจักร ลำดับกษัตริย์ และคำอ่านจารึกจำนวนมหาศาล นักศึกษาประวัติศาสตร์ไทยแทบทุกรุ่นจึงต้องผ่านงานของเขา

    แต่แนวคิดเรื่องรัฐที่รับอารยธรรมอินเดียก็ถูกทบทวนมากขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังไม่ยอมรับภาพที่วัฒนธรรมอินเดียไหลเข้ามาทั้งก้อนอีกต่อไป และเน้นว่าคนท้องถิ่นเลือกรับและปรับวัฒนธรรมเหล่านั้นให้เป็นของตนเอง นอกจากนี้ ทัตสึโอะ โฮชิโนะ ยังวิจารณ์ว่าเซเดส์ให้ความสำคัญกับอินโดจีนตอนเหนือน้อยเกินไป

    ถึงอย่างนั้น ข้อวิจารณ์เหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เซเดส์รวบรวมไว้ งานของเขาจึงยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ แม้คำตอบหลายข้อจะเปลี่ยนไปแล้ว

    ข้อเสนอของเซเดส์ถูกทดสอบอย่างไร

    ข้อเสนอเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราเคยถูกท้าทายหลายครั้ง แต่ในบทความใน วารสารสยามสมาคม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ปีแยร์-อีฟ มองแกง นักโบราณคดีผู้ขุดค้นที่ปาเล็มบัง สรุปว่างานโบราณคดีในสุมาตรารุ่นหลังยืนยันความเชื่อของเซเดส์ว่าศูนย์กลางทางการเมืองของศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราตะวันออกเฉียงใต้ แม้ยังมีหลายด้านของรัฐนี้ที่เซเดส์ไม่ได้ศึกษา

    อีกเรื่องที่ถูกทบทวนคือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเซเดส์อ่านและยอมรับว่าเป็นจารึกสมัยสุโขทัย ในทศวรรษ 2530 นักวิชาการบางท่าน เช่น พิริยะ ไกรฤกษ์ และไมเคิล วิคเคอรี ตั้งคำถามถึงอายุและที่มาของจารึก ขณะที่นักวิชาการอีกจำนวนมากยังยืนยันความเป็นของแท้ การถกเถียงนี้แสดงว่าคำอ่านของเซเดส์ยังเป็นจุดตั้งต้นที่ทุกฝ่ายต้องกลับไปใช้

    วารสารสยามสมาคมฉบับเดียวกันยังมีบทความชีวประวัติเซเดส์โดยฌอง บัฟฟี ซึ่งใช้จดหมายที่ไม่เคยตีพิมพ์และเอกสารภาษาไทย แสดงให้เห็นว่ากว่าห้าสิบปีหลังการเสียชีวิต นักวิชาการยังสนใจทั้งงานและชีวิตของเขา ทั้งในฐานะผู้วางรากฐานและในฐานะบุคคลในยุคอาณานิคมที่ควรศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ

    ไทม์ไลน์

    • 10 ส.ค. 2429 (ค.ศ. 1886): เกิดที่กรุงปารีส
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): บทความเรื่องจารึกตาพรหม. งานวิชาการชิ้นแรก ๆ ขณะอายุราว 20 ปี
    • 24 ต.ค. 2454 (ค.ศ. 1911): เข้าร่วม EFEO. ได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ
    • ปลาย พ.ศ. 2460–2461 (ค.ศ. 1917–1918): หอพระสมุดวชิรญาณ. เข้ารับราชการในสยามและเป็นผู้อำนวยการหอสมุด
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): Le Royaume de Çrīvijaya. ประกาศการมีอยู่ของอาณาจักรศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): แปลจารึกพ่อขุนรามคำแหง. ฉบับภาษาฝรั่งเศสที่ใช้อ้างอิงกันนาน
    • พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929): เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา. ทำงานร่วมกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ลำดับอายุโบราณวัตถุพงตึก. งานสำคัญต่อการศึกษายุคทวารวดีตอนต้น
    • พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946): ผู้อำนวยการ EFEO. ทำงานชุดจารึกเขมร 8 เล่ม
    • พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931): เผยแพร่จารึก K-127. หลักฐานการใช้เลขศูนย์ที่เก่าแก่มาก ศักราชตรงกับ ค.ศ. 683
    • พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ประวัติศาสตร์รัฐที่รับอารยธรรมฮินดู. ฉบับแปลภาษาอังกฤษออกใน พ.ศ. 2511
    • 14 ก.พ. 2501 (ค.ศ. 1958): สมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์. ได้รับเลือกเข้าสถาบันวิชาการสำคัญของฝรั่งเศส
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): งานเรื่องเหรียญทวารวดี. ศึกษาเหรียญเงินที่มีชื่อศรีทวารวดี
    • 2 ต.ค. 2512 (ค.ศ. 1969): เสียชีวิต. ที่เนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส

    รู้หรือไม่

    ภาษาไทยของเซเดส์

    หลังกลับฝรั่งเศส เซเดส์ยังสอนภาษาไทยในปารีส และระบบถอดอักษรไทยที่เขาวางไว้ยังใช้กันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ

    ศูนย์ที่เก่าแก่

    งานอ่านจารึกเขมรของเซเดส์ทำให้โลกรู้ว่าจารึกเขมรหลักหนึ่งมีการใช้เลขศูนย์ ซึ่งเป็นหลักฐานการใช้ศูนย์ที่เก่าแก่มากของระบบตัวเลขสมัยใหม่

    งานเรื่องชัยวรมันที่ 7

    เซเดส์เป็นผู้เสนอว่าประติมากรรมรูปบุคคลจากปราสาทพิมายคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเขียนหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์องค์นี้ใน พ.ศ. 2478

    ภรรยาชาวกัมพูชา

    เซเดส์สมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473 ปีถัดจากที่เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. George Cœdès (Wikipedia)
    2. George Cœdès (Wikipédia ภาษาฝรั่งเศส)
    3. Srivijaya (Wikipedia)
    4. Dvaravati (Wikipedia)
    5. Nakhon Pathom (Wikipedia)
    6. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
    7. Greater India (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    10. Who Was Who in Indology: CŒDÈS, George
    11. Baffie: George Cœdès (1886–1969) A Life in Service of Southeast Asian Studies (JSS 113.2, 2025)
    12. Manguin: George Cœdès and Śrīvijaya, From Epigraphy to Archeology (JSS 113.2, 2025)
    13. EFEO: Inscriptions du Cambodge (สิ่งพิมพ์ EFEO)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ยอร์ช เซเดส์
    จารึกพ่อขุนรามคำแหง Ram Khamhaeng Inscription 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ยอร์ช เซเดส์
    Prasasti Kedukan Bukit 3 · Gunawan Kartapranata · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ชาร์ลส์ ไฮแอม

    ชาร์ลส์ ไฮแอม

    ภาพประกอบ: Charles Higham 411 · Alan Dove · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีจากนิวซีแลนด์ผู้ขุดค้นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์สำคัญในไทยมากว่าห้าทศวรรษ และเป็นแกนกลางของข้อถกเถียงเรื่องอายุยุคสำริดบ้านเชียง · เกิด พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939)

    เกิดพ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ในอังกฤษ
    สังกัดมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ
    เริ่มงานในไทยพ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ที่ร้อยเอ็ดและขอนแก่น
    แหล่งขุดค้นเด่นโคกพนมดี บ้านโนนวัด เนินอุโลก บ้านนาดี
    ข้อเสนอสำคัญยุคสำริดในไทยเริ่มราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ. (ราว 3,000 ปีก่อน)
    เกียรติยศสมาชิกต่างประเทศของบริติชอะคาเดมี (พ.ศ. 2543) และเครื่องราชฯ นิวซีแลนด์ (พ.ศ. 2559)
    การศึกษาสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปริญญาเอก พ.ศ. 2509
    ผู้ร่วมงานสำคัญรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีไทย ร่วมขุดค้นและเขียนหนังสือหลายเล่ม

    ภูมิหลัง: จากเคมบริดจ์สู่นิวซีแลนด์

    ชาร์ลส์ ไฮแอม เกิดในอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เรียนมัธยมที่โรงเรียนเรนส์พาร์กทางใต้ของลอนดอน แล้วเริ่มเรียนที่สถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ช่วง พ.ศ. 2500–2502 (ค.ศ. 1957–1959) ก่อนย้ายไปวิทยาลัยเซนต์แคทารีน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ใน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) และได้ปริญญาเอกใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    ปีเดียวกันนั้นเขาย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโอทาโก ในเมืองดะนีดิน ประเทศนิวซีแลนด์ และอีกสองปีต่อมาได้เป็นศาสตราจารย์คนแรกของภาควิชามานุษยวิทยาที่นั่น นิวซีแลนด์จึงกลายเป็นบ้านถาวรของเขา แม้งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตจะอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    หลักฐานสำคัญ

    • หลุมขุดค้นบ้านโนนวัด: แหล่งที่พบหลุมศพกว่า 640 หลุม ภายใต้การนำของไฮแอม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอโนนสูง นครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • ลูกปัดจากโคกพนมดี: หลักฐานจากหลุมศพเจ้าหญิงที่ไฮแอมขุดค้นร่วมกับรัชนี ทศรัตน์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ กรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง

    นักโบราณคดีที่เริ่มจากกระดูกสัตว์

    วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของไฮแอมไม่ได้เกี่ยวกับเอเชียเลย เขาศึกษาเศรษฐกิจของคนก่อนประวัติศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์และเดนมาร์ก โดยอาศัยกระดูกสัตว์จากแหล่งโบราณคดี ความถนัดเรื่องการอ่านเศรษฐกิจและการยังชีพจากหลักฐานธรรมชาติแบบนี้ ติดตัวเขามาเมื่อหันมาศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) เขาสมรสกับพอลลี แอสคิว และเมื่อย้ายไปนิวซีแลนด์ก็ได้เป็นศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยโอทาโกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) ปัจจุบันเขามีสถานะศาสตราจารย์กิตติคุณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ส่วนโทมัส ไฮแอม บุตรชาย เติบโตขึ้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการหาอายุที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

    แนวทางของไฮแอมคือการขุดค้นแหล่งเดียวให้ละเอียดทั้งชั้นดิน หลุมศพ กระดูกสัตว์ เมล็ดพืช และค่าอายุ แล้วต่อภาพจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาว วิธีนี้ทำให้งานของเขาในไทยเรียงต่อกันได้เหมือนบทของหนังสือเล่มเดียว ตั้งแต่ชุมชนริมทะเลยุคหินใหม่ไปจนถึงเมืองยุคเหล็กก่อนสมัยพระนคร

    จากหลุมฝังศพหลายร้อยหลุมในอีสานและริมทะเลชลบุรี ไฮแอมพยายามตอบคำถามใหญ่ว่าหมู่บ้านก่อนประวัติศาสตร์เติบโตมาเป็นอารยธรรมได้อย่างไร

    เริ่มต้นที่อีสานและบ้านเชียง

    หลังได้รับคำชวนจากวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ไฮแอมเริ่มงานในไทยใน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ด้วยการขุดค้นในจังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น

    ระหว่าง พ.ศ. 2515–2518 (ค.ศ. 1972–1975) เขาร่วมงานกับเชสเตอร์ กอร์แมน ทั้งที่บ้านเชียงและถ้ำในหุบเขาที่อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน ต่อมาเขาขุดค้นที่บ้านนาดี จังหวัดอุดรธานี ใน พ.ศ. 2524–2525 (ค.ศ. 1981–1982) งานช่วงนี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับยุคโลหะของอีสาน ซึ่งกลายเป็นหัวข้อหลักของชีวิตการทำงาน

    โคกพนมดี: สุสานริมทะเลโบราณ

    พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985) ไฮแอมทำงานร่วมกับนักโบราณคดีไทย ขุดค้นแหล่งโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง พบชั้นดินที่มนุษย์อยู่อาศัยหนาราว 7 เมตร และหลุมฝังศพ 154 หลุม ซึ่งแบ่งได้เป็นเจ็ดช่วง ผลหาค่าอายุชี้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ราวห้าร้อยปี ในช่วงราว 4,000–3,500 ปีก่อน แม้บางแหล่งจะให้ช่วงเวลาเก่ากว่านั้นเล็กน้อย

    หลุมที่โด่งดังที่สุดคือหลุมศพหญิงผู้มั่งคั่งที่มักเรียกกันว่าเจ้าหญิงแห่งโคกพนมดี เธอถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด ภาชนะดินเผาชั้นดี และเครื่องมือทำภาชนะดินเผา นักวิชาการจึงสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นช่างปั้นฝีมือสูงที่ได้รับการยกย่องในชุมชน

    หลักฐานจากโคกพนมดียังเล่าเรื่องการปรับตัวของคนกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนนี้อาศัยทรัพยากรทางทะเลเป็นหลัก มีช่วงหนึ่งที่หันมาปลูกข้าว แล้วกลับไปพึ่งทะเลอีกเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน

    หนองนอ บ้านหลุมข้าว และเพื่อนร่วมงานชาวไทย

    หลังโคกพนมดี ไฮแอมยังทำงานต่อในพื้นที่ชายฝั่งชลบุรี โดยขุดค้นแหล่งหนองนอระหว่าง พ.ศ. 2532–2535 (ค.ศ. 1989–1992) เพื่อดูว่าชุมชนรอบอ่าวโบราณแห่งนี้เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป จากนั้นจึงย้ายความสนใจขึ้นไปที่ที่ราบสูงโคราช และขุดค้นบ้านหลุมข้าวใน พ.ศ. 2538–2539 (ค.ศ. 1995–1996)

    ผู้ร่วมงานคนสำคัญตลอดหลายทศวรรษคือรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีไทยที่จบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและมหาวิทยาลัยโอทาโก รายงานผลการขุดค้นโคกพนมดีฤดูกาล พ.ศ. 2527–2528 ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) มีชื่อเธอร่วมอยู่ด้วย ในนามสกุลเดิมว่าบรรณานุรักษ์

    ทั้งสองยังเขียนหนังสือภาพรวมประวัติศาสตร์ยุคแรกของไทยร่วมกัน เช่น Early Thailand: From Prehistory to Sukhothai ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊กส์ในกรุงเทพฯ ความร่วมมือแบบนี้ทำให้งานของไฮแอมไม่ได้เป็นเพียงโครงการของชาวต่างชาติ แต่เป็นงานที่นักวิชาการไทยมีส่วนกำหนดทิศทางด้วย

    บ้านโนนวัดและเนินอุโลก: เส้นทางสู่นครวัด

    ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 ไฮแอมหันมาสนใจลุ่มแม่น้ำมูลบนที่ราบสูงโคราช ภายใต้โครงการที่มุ่งตอบคำถามว่าสังคมก่อนประวัติศาสตร์ในภูมิภาคนี้พัฒนาไปสู่อารยธรรมเมืองพระนครได้อย่างไร เขาขุดค้นบ้านหลุมข้าว (พ.ศ. 2538–2539) และเนินอุโลก (พ.ศ. 2542–2543) ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

    งานที่ใหญ่ที่สุดคือบ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง ใกล้พิมาย ซึ่งเขาเริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) พบหลุมฝังศพราว 640 หลุม ครอบคลุมตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด จนถึงยุคเหล็ก หลุมศพยุคสำริดตอนต้นบางหลุมมีของอุทิศอย่างมั่งคั่ง ทั้งเครื่องมือสำริดและเครื่องประดับเปลือกหอย

    หลักฐานจากบ้านโนนวัดและเนินอุโลกช่วยให้เห็นภาพสังคมที่ค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้นในอีสาน การค้าทองแดงข้ามภูมิภาค และการผลิตเกลือในยุคเหล็ก ซึ่งเป็นพื้นหลังสำคัญของบ้านเมืองในยุคประวัติศาสตร์ เช่น พิมาย

    ลำดับชั้นที่บ้านโนนวัดและเมืองยุคเหล็กที่โนนบ้านจาก

    บ้านโนนวัดมีหลุมศพราว 640 หลุม แบ่งได้เป็น 11 ช่วงสมัย ช่วงยุคหินใหม่มีอายุราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ. ผู้คนปลูกข้าวและล่าสัตว์ ยังไม่มีโลหะ และพบกระดูกไก่บ้านที่จัดว่าเก่าที่สุดเท่าที่รู้จักในภูมิภาค

    ยุคสำริดที่บ้านโนนวัดแบ่งได้ห้าช่วง เริ่มราว 1,050 ปีก่อน ค.ศ. และสิ้นสุดราว 420 ปีก่อน ค.ศ. สามช่วงแรก (ราว 1,050–800 ปีก่อน ค.ศ.) มีหลุมศพที่มั่งคั่ง พร้อมของใช้ทำจากโลหะผสมทองแดงและเครื่องประดับเปลือกหอยจำนวนมาก แต่ในช่วงที่สี่ซึ่งมีหลุมศพถึง 162 หลุม ของอุทิศกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพนี้ทำให้นักโบราณคดีถกกันว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นเคยมีชนชั้นนำที่มั่งคั่งแล้วเสื่อมลงหรือไม่

    ในยุคเหล็กพบเครื่องประดับจากต่างถิ่น เช่น หินคาร์เนเลียน หินอาเกต และแก้ว แสดงว่าชุมชนในลุ่มน้ำมูลเชื่อมกับเครือข่ายการค้าที่ไกลออกไปถึงอินเดีย ต่อมาการขุดค้นที่บ้านโนนวัดดำเนินต่อโดยไนเจล ชาง โดยได้ทุนบางส่วนจากองค์กรเอิร์ธวอตช์

    ช่วง พ.ศ. 2554–2560 (ค.ศ. 2011–2017) ไฮแอมและคณะขุดค้นโนนบ้านจากในลุ่มน้ำมูลตอนบน ที่นี่เป็นชุมชนยุคเหล็กตอนปลายที่มีคูน้ำคันดินสองชั้นล้อมรอบ พบบ้านเรือน เตาเผาภาชนะดินเผา และการฝังศพไว้ภายในบ้าน ทีมงานสรุปว่าเป็นเมืองที่อยู่บนธรณีประตูของการเกิดรัฐ ซึ่งเป็นคำถามที่ไฮแอมตามหามาทั้งชีวิต

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุบ้านเชียง

    เมื่อบ้านเชียงเป็นข่าวใหญ่ในทศวรรษ 2510 ผลหาค่าอายุแบบเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์รุ่นแรกเคยชี้ว่าสำริดที่นี่อาจเก่าถึงราว 3,500 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งจะทำให้เป็นยุคสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่วิธีนี้ในเวลานั้นยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้จึงถูกทิ้งไป

    ต่อมา จอยซ์ ไวท์ จากพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้คาร์บอน 14 กับตัวอย่างจากการขุดค้นปี พ.ศ. 2517–2518 และเสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อน ค.ศ.

    ไฮแอมเสนอภาพที่ต่างออกไป ใน พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เขาร่วมกับโทมัส ไฮแอม บุตรชายซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการหาอายุที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หาอายุจากกระดูกมนุษย์และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติแบบเบย์ ได้ผลว่าบ้านเชียงเริ่มมีคนอยู่ราว 1,500 ปีก่อน ค.ศ. และเข้าสู่ยุคสำริดราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งสอดคล้องกับผลจากบ้านโนนวัด

    ฝ่ายไวท์ก็ตั้งคำถามกลับต่อความน่าเชื่อถือของค่าอายุจากบ้านโนนวัด โดยชี้ว่าสภาพดินและวิธีเก็บตัวอย่างอาจทำให้ค่าอายุคลาดเคลื่อนได้ จนถึงวันนี้ อายุเริ่มต้นของยุคสำริดในไทยจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่ยุติ และผู้อ่านควรรู้ว่ามีทั้งลำดับเวลาแบบยาวและแบบสั้น

    สำริดมาจากไหน: สองแนวคิดที่ยังแข่งกัน

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุผูกพันกับคำถามว่าความรู้ด้านโลหะเข้ามาในไทยอย่างไร ไฮแอมและผู้สนับสนุนลำดับเวลาแบบสั้นเสนอว่า เทคโนโลยีสำริดน่าจะแพร่ลงมาจากจีนตอนใต้ หลังจากที่การหล่อสำริดเจริญในลุ่มแม่น้ำเหลืองและแยงซีแล้ว จึงเริ่มในไทยราวศตวรรษที่ 11 ก่อน ค.ศ.

    ฝ่ายจอยซ์ ไวท์ ซึ่งสนับสนุนลำดับเวลาแบบยาว เสนอความเป็นไปได้ว่าความรู้ด้านโลหะอาจเดินทางมาตามเส้นทางทางบกจากเอเชียกลาง และเข้าถึงภูมิภาคนี้ได้เร็วกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้เถียงกันเพียงเรื่องตัวเลข แต่เถียงถึงเส้นทางที่ความรู้และผู้คนเคลื่อนย้ายด้วย

    สำหรับผู้อ่านทั่วไป สิ่งที่ควรรู้คือทั้งสองฝ่ายใช้หลักฐานจริงจากการขุดค้นในอีสาน และต่างก็ตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น การที่ยังหาข้อยุติไม่ได้แสดงว่าการหาอายุในดินเขตร้อนยากเพียงใด ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทั้งหมด

    มรดกและเกียรติยศ

    ไฮแอมเขียนหนังสือเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 20 เล่ม เช่น The Bronze Age of Southeast Asia (พ.ศ. 2539) The Civilization of Angkor (พ.ศ. 2544) Early Mainland Southeast Asia (พ.ศ. 2557) และบันทึกชีวิตการทำงาน Digging Deep (พ.ศ. 2564) งานเหล่านี้เป็นตำราที่นักศึกษาโบราณคดีทั่วโลกใช้

    เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกต่างประเทศของบริติชอะคาเดมีใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ได้รับเหรียญเกรแฮม คลาร์ก ด้านโบราณคดีใน พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Officer of the New Zealand Order of Merit ใน พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016)

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ผลงานคือการทำงานร่วมกับนักโบราณคดีไทยหลายรุ่น รายงานการขุดค้นหลายเล่มของเขาเขียนร่วมกับนักวิชาการไทย ทำให้แหล่งอย่างโคกพนมดีและบ้านโนนวัดกลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939): เกิดในอังกฤษ
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): เริ่มสอนที่มหาวิทยาลัยโอทาโก. ได้ปริญญาเอกในปีเดียวกัน
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): เริ่มขุดค้นในไทย. ที่จังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น
    • พ.ศ. 2515–2518 (ค.ศ. 1972–1975): ร่วมงานที่บ้านเชียง. ทำงานร่วมกับเชสเตอร์ กอร์แมน
    • พ.ศ. 2524–2525 (ค.ศ. 1981–1982): ขุดค้นบ้านนาดี. จังหวัดอุดรธานี
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ขุดค้นโคกพนมดี. พบหลุมศพ 154 หลุม รวมถึงหลุมศพเจ้าหญิง
    • พ.ศ. 2532–2535 (ค.ศ. 1989–1992): ขุดค้นหนองนอ. แหล่งชายฝั่งในจังหวัดชลบุรี
    • พ.ศ. 2542–2543 (ค.ศ. 1999–2000): ขุดค้นเนินอุโลก. อำเภอโนนสูง นครราชสีมา
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. พบหลุมศพราว 640 หลุม
    • พ.ศ. 2554–2560 (ค.ศ. 2011–2017): ขุดค้นโนนบ้านจาก. เมืองยุคเหล็กตอนปลายที่มีคูน้ำสองชั้น ในลุ่มน้ำมูลตอนบน
    • พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012): เหรียญเกรแฮม คลาร์ก. รางวัลด้านโบราณคดีจากบริติชอะคาเดมี
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): หาอายุบ้านเชียงใหม่. เสนอว่ายุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ.
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): เครื่องราชฯ นิวซีแลนด์. Officer of the New Zealand Order of Merit
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): Digging Deep. หนังสือเล่าเส้นทางงานโบราณคดีของเขา

    รู้หรือไม่

    ลูกปัดกว่าแสนเม็ด

    หลุมศพเจ้าหญิงแห่งโคกพนมดีมีลูกปัดเปลือกหอยราว 120,000 เม็ด ซึ่งน่าจะเคยเย็บติดเป็นเครื่องแต่งกาย

    พ่อลูกนักโบราณคดี

    การหาอายุบ้านเชียงครั้งใหม่ใน พ.ศ. 2558 เป็นงานร่วมของไฮแอมกับโทมัส บุตรชาย ผู้เชี่ยวชาญการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ที่ออกซฟอร์ด

    640 หลุมที่บ้านโนนวัด

    บ้านโนนวัดเป็นหนึ่งในแหล่งขุดค้นที่มีหลุมศพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีหลักฐานต่อเนื่องตั้งแต่ยุคหินใหม่ถึงยุคเหล็ก

    ไก่บ้านที่เก่าที่สุด

    บ้านโนนวัดพบกระดูกไก่บ้านในชั้นยุคหินใหม่ราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งจัดเป็นหลักฐานไก่บ้านที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งในภูมิภาค

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Charles Higham (archaeologist) (Wikipedia)
    2. Professor Charles Higham FBA (British Academy)
    3. Khok Phanom Di (Wikipedia)
    4. Ban Non Wat (Wikipedia)
    5. Non Sung district (Wikipedia)
    6. Ban Chiang (Wikipedia)
    7. Prehistoric Thailand (Wikipedia)
    8. Higham et al.: The excavation of Non Ban Jak (JIPA, 2014)
    9. Higham, Bannanurag et al.: Khok Phanom Di, the results of the 1984-5 season (BIPPA, 1987)
    10. River Books: Rachanie Thosarat

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Charles Higham ONZM investiture · New Zealand Government, Office of the Governor-General · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Excavation at Ban Non wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Dog burial from Ban Non Wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    ภาพประกอบ: Phimeanakas, Angkor Thom, Camboya, 2013-08-16, DD 12 · Diego Delso · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้ชนะสงครามแย่งราชสมบัติ แล้วขยายอำนาจของเมืองพระนครมาถึงลพบุรีและลุ่มเจ้าพระยา · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1549–1593 (ค.ศ. 1006–1050)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1549–1593 (ค.ศ. 1006–1050) บรมราชาภิเษก พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010)
    ราชธานีเมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ในกัมพูชา
    ศาสนาพุทธมหายาน แต่เปิดกว้างต่อเถรวาทและศาสนาพราหมณ์
    ผลงานเด่นปราสาทพระวิหาร พิมานอากาศ บารายตะวันตก
    บทบาทต่อดินแดนไทยยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี) ตามจารึก K.1198 และจัดการปกครองลพบุรีตามจารึกศาลพระกาฬ
    พระนามหลังสวรรคตนิพพานบท ผู้เสด็จไปสู่นิพพาน
    คำสาบานภักดีจารึก K.292 ที่โคปุระพระราชวังหลวง ราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011)
    คู่แข่งชิงบัลลังก์พระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชยวีรวรมัน

    ภูมิหลัง: เจ้าชายที่มาจากไหน

    ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรเขมรที่เมืองพระนครตกอยู่ในความวุ่นวาย หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 มีผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์หลายคน หนึ่งในนั้นคือเจ้านายองค์หนึ่งที่ต่อมาใช้พระนามว่าสุริยวรมัน

    ที่มาของพระองค์ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน ทฤษฎีหนึ่งเสนอว่าพระองค์เป็นเจ้าชายจากตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ซึ่งในเวลานั้นเกี่ยวข้องกับเครือข่ายศรีวิชัย อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับมากกว่าเห็นว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เขมรเดิม โดยจารึกบางหลักโยงพระองค์กับสายของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1

    ไม่ว่าจะมาจากไหน สิ่งที่หลักฐานยืนยันได้คือพระองค์ต้องใช้กำลังทหารเพื่อขึ้นครองราชย์ และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรวบรวมอำนาจได้สำเร็จ

    สงครามแย่งราชสมบัติและคำสาบานของขุนนาง

    ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) พระองค์มีชัยเหนือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 จากนั้นต้องทำสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมันอีกหลายปี กว่าจะได้รับการบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010) แต่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่นับรัชกาลของพระองค์ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006)

    เพื่อให้ขุนนางยอมรับอำนาจ พระองค์ให้ข้าราชการราว 4,000 คนมากระทำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ ถ้อยคำสาบานนี้ถูกจารึกไว้ที่บริเวณพระราชวังในเมืองพระนคร และเป็นหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์มักยกมาอธิบายว่าพระองค์สร้างความมั่นคงด้วยระบบความภักดีส่วนตัว

    พระองค์ยังได้รับการจดจำว่าเป็นผู้ให้ความสำคัญกับกฎหมายและการจัดระเบียบข้าราชการ ในรัชกาลนี้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปดูแลเมืองต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้อาณาจักรกว้างขวางกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    จารึกสองหลักที่ห่างกันราว 20 ปี เล่าเรื่องลพบุรีจากเมืองที่ถูกทัพเขมรทำลาย จนกลายเป็นเมืองที่พระหลายนิกายต้องอุทิศบุญถวายกษัตริย์องค์ใหม่

    อ่านคำสาบานภักดี: จารึก K.292 ที่ประตูพระราชวัง

    หลักฐานที่ทำให้เรารู้จักวิธีปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้ดีที่สุดคือจารึกที่นักวิชาการเรียกว่า K.292 จารึกนี้สลักไว้ที่โคปุระ (ซุ้มประตู) ด้านตะวันออกของพระราชวังหลวงในเมืองพระนคร ลงปีมหาศักราช 933 ตรงกับราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011) หรือราวหนึ่งปีหลังพิธีบรมราชาภิเษก

    ข้อความในจารึกเป็นคำปฏิญาณของข้าราชการกลุ่มที่เรียกว่า ตำรวจ (tamrvāc) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจตราและรับคำสั่งของกษัตริย์ ผู้ปฏิญาณสัญญาว่าจะไม่รับใช้กษัตริย์องค์อื่น จะไม่ร่วมมือกับศัตรู พร้อมออกรบโดยไม่กลัวตาย และจะดูแลศาสนสถานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ใดผิดคำสาบานจะถูกลงโทษจากราชสำนัก และจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม

    ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้รวบรวมข้อความนี้จากจารึกหลายชิ้นที่มีถ้อยคำคล้ายกัน ซึ่งพบทั้งที่พระราชวังและที่ปราสาทเกลียงใต้ จารึกชุดนี้มีรายชื่อข้าราชการผู้ร่วมปฏิญาณเรียงต่อกันยาวเหยียด และแหล่งข้อมูลทั่วไปมักสรุปว่ามีผู้ปฏิญาณราว 4,000 คน

    คำว่า ตำรวจ ที่ใช้ในภาษาไทยปัจจุบันก็สืบมาจากคำเขมรโบราณคำนี้ จารึกหลักนี้จึงเป็นทั้งหลักฐานการเมืองของเมืองพระนครและเป็นร่องรอยของคำที่เดินทางข้ามมาสู่ภาษาไทย

    ผลงานก่อสร้าง: จากพระวิหารถึงบารายตะวันตก

    งานก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดของพระองค์คือปราสาทพระวิหาร บนหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งปัจจุบันเป็นแนวพรมแดนไทยกับกัมพูชา ปราสาทนี้สร้างต่อเนื่องหลายรัชกาล แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ในเมืองพระนคร พระองค์สร้างหรือสร้างต่อปราสาทพิมานอากาศและปราสาทตาแก้ว และเริ่มขุดบารายตะวันตก อ่างเก็บน้ำขนาดราว 8 x 2.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเขมร

    พระองค์ยังติดต่อกับมหาอำนาจโพ้นทะเล ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งเครื่องบรรณาการรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าความสัมพันธ์นี้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอำนาจกับตามพรลิงค์และศรีวิชัยบนคาบสมุทรมลายู

    พระราชวังหลวง พิมานอากาศ และศาสนสถานนอกเมืองพระนคร

    เมื่อมีอำนาจมั่นคงแล้ว พระองค์ได้ล้อมพระราชวังหลวงในเมืองพระนครด้วยกำแพงศิลาแลงสูงราว 5 เมตร กินพื้นที่ยาวราว 585 เมตร กว้างราว 246 เมตร มีโคปุระเป็นทางเข้า อาคารที่ประทับส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ จึงผุพังไปหมด สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือกำแพง ซุ้มประตู สระน้ำ และปราสาทพิมานอากาศที่ตั้งอยู่กลางพระราชวัง

    ปราสาทพิมานอากาศเป็นศาสนสถานรูปทรงพีระมิดสามชั้นในศิลปะแบบเกลียง เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และมาแล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตามตำนานที่โจวต้ากวนทูตจีนบันทึกไว้ราว พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297) ยอดปราสาทเคยหุ้มทอง และกษัตริย์ต้องขึ้นไปพบนางนาคผู้เป็นเจ้าแผ่นดินทุกคืน หากไม่ไปจะเกิดเภทภัยแก่บ้านเมือง

    นอกเมืองพระนคร ยังมีปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย ห่างไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เป็นกลุ่มศาสนสถานที่มีพื้นที่รวมราว 22.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่ที่สุดในยุคเมืองพระนคร นักวิชาการฝรั่งเศสบางท่านเสนอว่าพระองค์เป็นผู้เริ่มสร้าง แต่หลักฐานยังมีน้อย จึงควรถือเป็นข้อสันนิษฐาน นอกจากนี้พระองค์ยังขยายหรือบูรณะศาสนสถานอื่น เช่น วัดเอกพนม พนมจีสอร์ และบันทายสรี

    สำหรับปราสาทพระวิหาร พระองค์มีบทบาทสำคัญในการขยายศาสนสถานบนหน้าผา ซึ่งต่อมาพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างต่อจนเป็นรูปแบบที่เห็นในวันนี้ แนวแกนของปราสาทยาวราว 800 เมตร มีโคปุระ 5 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปสู่ปราสาทประธานบนยอดผาที่สูงจากที่ราบราว 525 เมตร

    การทูตกับโจฬะและแรงสะเทือนถึงคาบสมุทร

    ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งของกำนัลรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ เอกสารบางสายตีความว่าพระองค์ขอความช่วยเหลือทางทหารเพื่อรับมือกับตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ส่วนตามพรลิงค์ก็หันไปพึ่งศรีวิชัย

    ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) กองทัพเรือโจฬะบุกโจมตีเมืองท่าของศรีวิชัยหลายแห่งและจับกษัตริย์ศรีวิชัยไปได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลังลงมาก นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อมโยงการบุกครั้งนี้กับพันธมิตรระหว่างเขมรและโจฬะ แต่ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นผู้ร้องขอให้เกิดการโจมตีครั้งนั้น

    เรื่องนี้ช่วยให้เข้าใจภาพใหญ่ว่าในพุทธศตวรรษที่ 16 ดินแดนไทยตั้งแต่ลพบุรีลงไปถึงนครศรีธรรมราชอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจสามฝ่าย คือเขมร ศรีวิชัย และโจฬะ ผลของการแข่งขันนี้มีส่วนกำหนดว่าเมืองใดจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง

    บทบาทต่อดินแดนไทย: ละโว้ในมือเมืองพระนคร

    สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สำคัญเพราะเป็นกษัตริย์เขมรองค์แรกที่หลักฐานชี้ชัดว่าขยายอำนาจมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้านั้นลพบุรีหรือละโว้เป็นเมืองสำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพุทธศาสนา

    จารึก K.1198 ซึ่งกำหนดอายุตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) เล่าว่าพระองค์ยกทัพเข้ามาในลวปุระ จนเมืองเสียหายหนัก จารึกบรรยายว่าเมืองกลายเป็นป่าที่สัตว์ร้ายอาศัย นักวิชาการไทยเห็นว่าจารึกนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่เคยเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าเขมรเข้ายึดลพบุรีด้วยกำลัง

    ราว 20 ปีต่อมา จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรี ลงปีตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) แสดงว่าลพบุรีอยู่ใต้การปกครองของพระองค์แล้ว จารึกมีคำสั่งให้นักบวชฝ่ายมหายาน ฝ่ายเถรวาท และพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระองค์ และกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเมือง

    จารึกนี้บอกเราสองเรื่อง เรื่องแรกคือเขมรจัดระบบปกครองลพบุรีอย่างเป็นทางการ เรื่องที่สองคือลพบุรีในเวลานั้นมีพระสงฆ์หลายนิกายอยู่ร่วมกัน ศาสนาเถรวาทของชาวมอญเดิมจึงไม่ได้หายไป แม้ผู้ปกครองใหม่จะนับถือมหายาน

    นักประวัติศาสตร์มองพระองค์อย่างไร

    ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อาจเป็นโอรสของกษัตริย์ตามพรลิงค์ที่ตำนานภาคเหนือเรียกว่าสุชิตราช ผู้เคยยกทัพมายึดละโว้ ความคิดนี้ทำให้ภาพของพระองค์เป็นเหมือนผู้รุกรานจากทางใต้

    ต่อมาไมเคิล วิกเกอรี เขียนบทความใน พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) แย้งว่าพระองค์น่าจะมีฐานอำนาจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาเอง เพราะพบจารึกที่อ้างพระนามของพระองค์ในเขตกำปงธมก่อนการบรมราชาภิเษก นักวิชาการรุ่นหลังบางส่วนชี้ไปที่เขตสมโบร์และกระแจะริมแม่น้ำโขง แนวคิดนี้มองว่าสงครามชิงบัลลังก์เป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มเจ้านายและนักบวชภายในอาณาจักร

    สิ่งที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ พระองค์เป็นนักจัดระเบียบที่ผูกข้าราชการไว้กับตัวกษัตริย์โดยตรง และสนใจงานชลประทานกับการสร้างอาราม สารานุกรมบริแทนนิกาสรุปว่าพระองค์เป็นทั้งนักรบและนักสร้างผู้ขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง และบางส่วนของดินแดนที่ได้มาอยู่ในการควบคุมของเขมรอีกหลายร้อยปี

    มรดกและข้อถกเถียง

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050) และได้รับพระนามหลังสวรรคตว่านิพพานบท ซึ่งสะท้อนความศรัทธาในพุทธศาสนา ต่อมาโอรสของพระองค์คือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 ได้ครองราชย์สืบมา

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าการปกครองของเขมรเหนือละโว้มั่นคงแค่ไหน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนเองใน ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนตีความว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ส่วนตำนานภาคเหนือก็เล่าว่าหริภุญชัยเคยรบกับละโว้หลายครั้ง

    อีกเรื่องหนึ่งคือปราสาทหินในอีสาน ข้อมูลภาษาไทยบางแหล่งระบุว่าการก่อสร้างที่พิมายเริ่มตั้งแต่สมัยพระองค์ แต่นักวิชาการจำนวนมากยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน อย่างไรก็ดี รัชกาลของพระองค์คือจุดเริ่มที่ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมเขมรแผ่เข้ามาในภาคกลางของไทยอย่างจริงจัง จนเกิดสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): ชนะพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1. เริ่มสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมัน
    • พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): จารึก K.1198. บันทึกการยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี)
    • ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006): เริ่มนับปีครองราชย์. ตามที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุ
    • พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010): บรมราชาภิเษก. หลังชนะคู่แข่งชิงบัลลังก์
    • พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011): คำสาบานภักดีของข้าราชการ. จารึกไว้ที่โคปุระพระราชวังหลวง (K.292)
    • ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012): ส่งบรรณาการถึงราชวงศ์โจฬะ. ถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1
    • พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022): จารึกศาลพระกาฬ ลพบุรี. ลพบุรีอยู่ในระบบปกครองของเขมร
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): โจฬะโจมตีศรีวิชัย. ศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลัง
    • พุทธศตวรรษที่ 16: สร้างปราสาทพระวิหาร. และเริ่มขุดบารายตะวันตก
    • ราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050): สวรรคต. ได้รับพระนามนิพพานบท
    • หลัง พ.ศ. 1593: บารายตะวันตกแล้วเสร็จ. ในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 7 กรกฎาคม

    รู้หรือไม่

    คำสาบานสี่พันคน

    ขุนนางราว 4,000 คนต้องกล่าวคำสาบานภักดีต่อพระองค์ในพระราชวังที่เมืองพระนคร และถ้อยคำสาบานถูกจารึกเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    พุทธหลายนิกายในเมืองเดียว

    จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรีกล่าวถึงทั้งภิกษุมหายาน ภิกษุเถรวาท และพราหมณ์ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเถรวาทยังอยู่ในลุ่มเจ้าพระยาตลอดยุคเขมร

    บารายยักษ์

    บารายตะวันตกที่พระองค์เริ่มขุดยาวราว 8 กิโลเมตร กว้างราว 2 กิโลเมตร และยังมีน้ำขังอยู่จนถึงทุกวันนี้

    นรก 32 ขุม

    คำสาบานในจารึก K.292 ขู่ว่าผู้ผิดสัญญาจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์ใช้ทั้งอำนาจทางโลกและความเชื่อทางศาสนามาผูกใจข้าราชการ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Suryavarman I (Wikipedia)
    2. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (วิกิพีเดีย)
    3. เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก (ศิลปวัฒนธรรม)
    4. Preah Vihear Temple (Wikipedia)
    5. Lavo Kingdom (Wikipedia)
    6. Phimai Historical Park (Wikipedia)
    7. Royal Palace, Angkor Thom
    8. Inscription K.292 (DHARMA)
    9. Vickery, The Reign of Suryavarman I and Royal Factionalism at Angkor (JSEAS 1985)
    10. Suryavarman I (Britannica)
    11. West Baray (Wikipedia)
    12. Preah Khan Kompong Svay (Wikipedia)
    13. Tambralinga (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Phimeanakas (Angkor Thom) (6832283805) · dalbera from Paris, France · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Cambodia 08 – 111 – Angkor Thom – Phimeanakas (3228921900) · McKay Savage from London, UK · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Royal Palace, Angkor Thom, Cambodia – panoramio (7) · Николай Максимович · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    West Baray Vladimir Ira · Ira1976 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ภาพประกอบ: Suryavarman II Angkor Wat 0869 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้สร้างนครวัด ผู้มีภาพขบวนเสียมกุกอยู่ในปราสาทของพระองค์ และมีเครือญาติปกครองดินแดนพนมรุ้ง · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656–1693 (ค.ศ. 1113–1150)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656–1693 (ค.ศ. 1113–1150)
    ราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีรากเหง้าในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย
    ศาสนาไวษณพนิกาย บูชาพระวิษณุเป็นหลัก
    ผลงานเด่นนครวัด บันทายสำเหร่ ธมมานนท์ เจ้าสายเทวดา และส่วนสำคัญของปราสาทพระวิหาร
    เชื่อมกับดินแดนไทยภาพสลักเสียมกุกและขบวนละโว้ที่นครวัด และนเรนทราทิตย์ผู้สร้างปรางค์ประธานพนมรุ้ง
    พระนามหลังสวรรคตบรมวิษณุโลก
    ชื่อเดิมของนครวัดวฺระวิษฺณุโลก หรือปรมวิษณุโลก
    ราชครูทิวากรบัณฑิต พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีราชาภิเษก

    ภูมิหลัง: เจ้าชายหนุ่มผู้ชิงบัลลังก์

    ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรเขมรแตกแยก มีผู้ปกครองหลายกลุ่มแย่งอำนาจกัน ราชวงศ์ที่ขึ้นมาครองเมืองพระนครในเวลานั้นคือราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีรากเหง้าอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย ในดินแดนที่เป็นอีสานของไทยทุกวันนี้

    เจ้าชายสุริยวรมันเป็นเชื้อสายของราชวงศ์นี้ ตามวิกิพีเดียภาษาไทย พระบิดาคือกษิตินทราทิตย์และพระมารดาคือนเรนทรลักษมี เมื่อพระชนมายุยังน้อย พระองค์ยกกำลังเข้าโค่นพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ซึ่งเป็นพระญาติผู้ใหญ่ แล้วขึ้นครองราชย์ราว พ.ศ. 1656 (ค.ศ. 1113)

    พิธีราชาภิเษกมีพราหมณ์ชื่อทิวากรบัณฑิตเป็นผู้ประกอบพิธี และมีการทำพิธีซ้ำอีกครั้งใน พ.ศ. 1662 (ค.ศ. 1119) หลังจากพระองค์รวบรวมอาณาจักรที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวได้

    ทิวากรบัณฑิต: พราหมณ์เบื้องหลังราชบัลลังก์

    บุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในช่วงต้นรัชกาลคือพราหมณ์ทิวากรบัณฑิต ซึ่งมีชีวิตอยู่ราว ค.ศ. 1040 ถึงราว ค.ศ. 1120 ท่านเป็นผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกให้กษัตริย์เขมรมาแล้วหลายพระองค์ก่อนหน้า การที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งยังทรงพระเยาว์ได้รับการรับรองจากพราหมณ์อาวุโสผู้นี้ จึงช่วยให้การยึดอำนาจจากพระญาติผู้ใหญ่ดูชอบธรรมในสายตาของชนชั้นนำ

    ข้อมูลประวัติของพระองค์ระบุว่าพระองค์ประสูติราว ค.ศ. 1094 หรือ 1098 หมายความว่าตอนขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1113 พระองค์มีพระชนมายุเพียงราว 15 ถึง 19 พรรษา บางแหล่งเล่าว่าพระองค์เข้าต่อสู้กับพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 โดยตรงและได้ชัยชนะ แต่รายละเอียดของเหตุการณ์มาจากจารึกที่เขียนยกย่องฝ่ายผู้ชนะ จึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง

    จารึกที่ปราสาทพระวิหารเล่าว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระราชทานสิ่งของมีค่าแก่ทิวากรบัณฑิต เช่น ฉัตรขาว ขันทองคำ และช้าง ส่วนพราหมณ์ผู้นี้ได้ถวายรูปพระศิวะนาฏราชทองคำไว้ที่ปราสาท และมีข้อมูลระบุว่าการสร้างนครวัดก็เกิดจากคำแนะนำของท่าน แสดงว่านักบวชในราชสำนักไม่ได้มีหน้าที่ทางพิธีกรรมอย่างเดียว แต่มีส่วนกำหนดโครงการใหญ่ของแผ่นดินด้วย

    ในขบวนทัพยาวเหยียดบนผนังนครวัด มีทหารกลุ่มหนึ่งที่จารึกเรียกว่าพวกสยาม เป็นหนึ่งในร่องรอยแรก ๆ ของชื่อที่วันหนึ่งจะกลายเป็นชื่อประเทศ

    นครวัด: ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ผลงานที่ทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือนครวัด ปราสาทที่สร้างถวายพระวิษณุ การก่อสร้างเริ่มในรัชกาลของพระองค์และน่าจะเสร็จหลังพระองค์สวรรคต พื้นที่ทั้งหมดราว 162.6 เฮกตาร์ และระเบียงคดมีภาพสลักนูนต่ำรวมพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางเมตร

    นครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางตะวันออก นักวิชาการบางคนตีความว่าปราสาทนี้อาจทำหน้าที่เป็นที่ประดิษฐานพระศพหรือพระอัฐิของกษัตริย์ด้วย

    น่าสนใจว่าไม่มีจารึกก่อตั้งที่ระบุว่าใครสร้างนครวัด นักวิชาการรู้ได้จากชื่อในภาพสลัก ซึ่งเรียกกษัตริย์ในภาพว่าบรมวิษณุโลก และเมื่อเทียบกับจารึกอื่น ๆ ก็สรุปได้ว่านี่คือพระนามหลังสวรรคตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    นอกจากนครวัด พระองค์ยังสร้างหรือสร้างต่อปราสาทอีกหลายแห่ง เช่น บันทายสำเหร่ ธมมานนท์ เจ้าสายเทวดา และบึงมาลา รวมทั้งส่วนสำคัญของปราสาทพระวิหารบนเทือกเขาพนมดงรัก

    แผนผังนครวัด: จักรวาลที่สร้างด้วยหิน

    นครวัดมีชื่อเดิมว่า วฺระวิษฺณุโลก หรือปรมวิษณุโลก แปลว่าที่ประทับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุ ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้างราว 190 เมตร ยาวรอบรวมกว่า 5 กิโลเมตร กำแพงชั้นนอกมีขนาดราว 1,024 x 802 เมตร ภายในเป็นระเบียงคดซ้อนกันสามชั้น ยกระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดปรางค์ประธานที่สูงจากพื้นดินราว 65 เมตร

    ปรางค์ห้ายอดที่เรียงแบบจุดศูนย์กลางและสี่มุม เป็นสัญลักษณ์ของยอดเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนของจักรวาล ส่วนคูน้ำรอบปราสาทแทนมหาสมุทรที่ล้อมโลกไว้ ผู้ที่เดินจากทางเข้าด้านตะวันตกไปยังปรางค์ประธานจึงเหมือนได้เดินทางจากโลกมนุษย์ขึ้นสู่สวรรค์ของพระวิษณุ

    หินทรายที่ใช้มาจากเทือกเขาพนมกุเลนซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร คาดว่าใช้หินราว 5 ถึง 10 ล้านก้อน แต่ละก้อนหนักได้ถึงราว 1.5 ตัน นักวิจัยพบร่องรอยคลองยาวราว 35 กิโลเมตร ที่น่าจะใช้ล่องหินจากแหล่งตัดมายังที่ก่อสร้าง

    แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าการก่อสร้างเริ่มราว พ.ศ. 1665 (ค.ศ. 1122) ส่วนการแล้วเสร็จยังเห็นต่างกัน บางแหล่งว่าเสร็จราวปีที่พระองค์สวรรคต บางแหล่งว่างานประดับบางส่วนยังทำต่อในรัชกาลถัดมา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าในวันวสันตวิษุวัตและศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงยอดปรางค์ประธานเมื่อมองจากทางเดินด้านตะวันตก ซึ่งนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าเป็นการออกแบบโดยตั้งใจ

    อ่านภาพสลักบนระเบียงคด

    ระเบียงคดชั้นนอกของนครวัดเป็นเหมือนหนังสือภาพยาวต่อเนื่องหลายร้อยเมตร ด้านตะวันตกเล่าเรื่องสงครามกรุงลงกาจากรามายณะ และสงครามทุ่งกุรุเกษตรจากมหาภารตะ ด้านเหนือแสดงชัยชนะของพระกฤษณะเหนืออสูรพาณะ

    ด้านตะวันออกมีภาพที่มีชื่อเสียงที่สุด คือการกวนเกษียรสมุทร เทวดาและอสูรช่วยกันดึงพญานาควาสุกิที่พันรอบเขามันทระ เพื่อกวนมหาสมุทรน้ำนมให้เกิดน้ำอมฤต โดยมีพระวิษณุอยู่ตรงกลางคอยควบคุม ภาพนี้สอดคล้องกับการที่ปราสาทสร้างถวายพระวิษณุ

    ด้านใต้มีสองเรื่อง ส่วนแรกเป็นขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งพระองค์ประทับบนแท่นที่ประดับงดงาม สวมมงกุฎยอดแหลม มีข้าราชบริพารถือฉัตรและพัด ข้อมูลประวัติของพระองค์ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่กษัตริย์เขมรถูกสลักเป็นภาพบุคคล ส่วนที่สองแสดงการพิพากษาวิญญาณ มีสวรรค์ 37 ชั้นและนรก 32 ขุม

    นอกจากภาพเล่าเรื่อง ผนังปราสาทยังมีรูปเทวดานางฟ้ายืนอยู่มากกว่า 1,700 รูป แต่ละรูปแต่งผม เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับไม่ซ้ำกัน นักวิชาการใช้รายละเอียดเหล่านี้ศึกษาแฟชั่นและเครื่องประดับของราชสำนักเขมรในพุทธศตวรรษที่ 17

    สงครามและการทูต

    พระองค์ทำสงครามบ่อยครั้ง ใน พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128) ทรงนำทัพราว 20,000 คนบุกไดเวียดในเวียดนามตอนเหนือแต่พ่ายแพ้ ปีต่อมาส่งเรือกว่า 700 ลำไปโจมตีชายฝั่ง และร่วมกับจามปาบุกไดเวียดอีกหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

    ใน พ.ศ. 1688 (ค.ศ. 1145) กองทัพเขมรบุกจามปาและยึดเมืองวิชัยได้ ส่วนการศึกครั้งสุดท้ายราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150) จบลงอย่างเลวร้าย เพราะทหารป่วยด้วยโรคระบาดระหว่างทาง

    ด้านการทูต พระองค์ฟื้นความสัมพันธ์กับราชสำนักซ่งของจีนใน พ.ศ. 1659 (ค.ศ. 1116) และส่งทูตอีกหลายครั้ง จนใน พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128) จักรพรรดิจีนยกย่องพระองค์ในฐานะประเทศราชคนสำคัญ

    บทบาทต่อดินแดนไทย: เสียมกุกและขบวนละโว้

    ภาพสลักที่ระเบียงคดด้านทิศใต้ของนครวัดเป็นภาพประวัติศาสตร์เพียงภาพเดียวในปราสาท แสดงขบวนแห่ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พร้อมขุนนางและกองทัพจากเมืองต่าง ๆ แต่ละกลุ่มมีจารึกสั้น ๆ บอกชื่อ

    กลุ่มหนึ่งมีจารึกว่า เนะ สยำ กุก ซึ่งแปลได้ว่า นี่คือพวกสยาม ทหารกลุ่มนี้แต่งกายต่างจากทหารเขมร นุ่งผ้ายาวมีชายพลิ้วเป็นริ้ว ภาพนี้จึงเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงคำว่าสยาม

    ในภาพเดียวกันยังมีขบวนจากละโว้แยกอยู่อีกกลุ่ม จารึกระบุว่านำโดยเจ้านายชื่อศรีชยสิงหวรมัน แสดงว่าในรัชกาลนี้ละโว้ยังอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนคร และพวกสยามในภาพเป็นคนละกลุ่มกับชาวละโว้

    คนสยามในภาพมาจากไหนยังเป็นข้อถกเถียง นักวิชาการตะวันตกยุคแรกเคยเชื่อว่ามาจากสุโขทัย ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในเวลานั้น จิตร ภูมิศักดิ์เสนอว่ามาจากลุ่มน้ำกก สุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่ามาจากแอ่งสกลนครและลุ่มน้ำโขง ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งโยงพวกเขากับลุ่มน้ำมูลแถบนครราชสีมา

    พนมรุ้งและนเรนทราทิตย์

    อีกจุดเชื่อมสำคัญกับดินแดนไทยอยู่ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์ประธานหินทรายสีชมพูที่เห็นในวันนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    จารึกที่พนมรุ้งกล่าวถึงนเรนทราทิตย์ เจ้านายในราชวงศ์มหิธรปุระผู้ปกครองดินแดนแถบนี้ และเป็นเครือญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่านเรนทราทิตย์เป็นผู้สร้างปรางค์ประธาน และภายหลังได้บำเพ็ญตนเป็นโยคีอยู่ที่พนมรุ้ง

    จารึกปราสาทพนมรุ้งหลักที่ 7 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต สรรเสริญความกล้าหาญและความรู้ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และกล่าวถึงสายตระกูลของพระองค์ แต่ข้อความบางด้านก็ยังไม่ชัดว่ายกย่องพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หรือนเรนทราทิตย์ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แน่นอนระหว่างทั้งสองจึงยังตีความต่างกันไป

    นครวัดหลังยุคผู้สร้าง

    ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามบุกเข้าปล้นเมืองพระนคร ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างราชธานีใหม่ที่นครธม นครวัดไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นวัดในพุทธศาสนา ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 มีการนำพระพุทธรูปเข้าไปประดิษฐานแทนรูปเคารพฮินดู และพระสงฆ์เถรวาทใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา

    นครวัดจึงมีผู้มาเยือนอยู่เสมอ ราว พ.ศ. 2129 (ค.ศ. 1586) นักบวชชาวโปรตุเกสชื่ออันโตนิโอ ดา มาดาเลนา บันทึกว่าได้เห็นปราสาทนี้ ใน พ.ศ. 2175 (ค.ศ. 1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นชื่อโมริโมโตะ อุกนดายุ คาซุฟุสะ จารึกไว้ว่ามาฉลองปีใหม่เขมรที่นี่ แต่ชื่อเสียงในโลกตะวันตกมาจากบันทึกการเดินทางของนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส อองรี มูโอต์ ที่มาเยือนราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860)

    ระหว่าง พ.ศ. 2155 ถึง 2175 (ค.ศ. 1612–1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นทิ้งจารึกไว้ที่นครวัดอย่างน้อย 14 แห่ง เพราะเชื่อว่าที่นี่คือสวนเชตวันของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันนครวัดเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกเมืองพระนครซึ่งกินพื้นที่ราว 400 ตารางกิโลเมตร และเคยอยู่ในบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตรายระหว่าง พ.ศ. 2535 ถึง 2547 (ค.ศ. 1992–2004)

    งานอนุรักษ์อย่างเป็นระบบเริ่มเมื่อสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO) ตั้งหน่วยอนุรักษ์เมืองพระนครใน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) ระหว่าง พ.ศ. 2529 ถึง 2535 (ค.ศ. 1986–1992) กรมสำรวจโบราณคดีอินเดียเข้ามาบูรณะ และตั้งแต่ พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) มีคณะกรรมการประสานงานนานาชาติดูแลการอนุรักษ์ร่วมกับหลายประเทศ รวมทั้งโครงการของเยอรมนีที่เน้นอนุรักษ์ภาพเทวดาและภาพสลักนูนต่ำ

    การสวรรคตและมรดก

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150) แต่บางแหล่งเสนอว่าอาจเร็วกว่านั้น รายละเอียดการสวรรคตไม่ชัดเจน อาจเกิดระหว่างการศึกครั้งสุดท้าย ผู้สืบราชสมบัติคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ผู้เป็นพระญาติ และเป็นพระบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    นครวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ภาพปราสาทนี้ยังอยู่บนธงชาติกัมพูชา สำหรับคนไทย รัชกาลนี้ให้หลักฐานชั้นต้นที่หายากว่าคนที่เรียกว่าสยามมีตัวตนอยู่แล้วในพุทธศตวรรษที่ 17 และยังช่วยอธิบายว่าทำไมปราสาทหินงดงามอย่างพนมรุ้งจึงเกิดขึ้นในอีสาน

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1656 (ค.ศ. 1113): ขึ้นครองราชย์. โค่นพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 มีทิวากรบัณฑิตทำพิธี
    • พ.ศ. 1657 (ค.ศ. 1114): ส่งอัญมณีถวายราชสำนักโจฬะ. ถวายพระเจ้ากุโลตตุงคะโจฬะที่ 1
    • พ.ศ. 1659 (ค.ศ. 1116): ฟื้นความสัมพันธ์กับจีน. ส่งคณะทูตไปราชสำนักซ่ง
    • พ.ศ. 1662 (ค.ศ. 1119): ราชาภิเษกซ้ำ. หลังรวบรวมอาณาจักรได้
    • ราว พ.ศ. 1665 (ค.ศ. 1122): เริ่มสร้างนครวัด (ตามบางแหล่ง). สร้างถวายพระวิษณุ
    • พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128): ยกทัพบุกไดเวียด. ทหารราว 20,000 คน แต่พ่ายแพ้
    • พ.ศ. 1672 (ค.ศ. 1129): ส่งเรือกว่า 700 ลำโจมตีไดเวียด. ไม่ประสบผล
    • พุทธศตวรรษที่ 17: นเรนทราทิตย์สร้างปรางค์ประธานพนมรุ้ง. เครือญาติในราชวงศ์มหิธรปุระ
    • พ.ศ. 1688 (ค.ศ. 1145): ยึดเมืองวิชัยของจามปา
    • ราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150): สวรรคต. ได้รับพระนามบรมวิษณุโลก
    • พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177): จามปาปล้นเมืองพระนคร. นำไปสู่การสร้างนครธม
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): อองรี มูโอต์ เยือนนครวัด. ทำให้โลกตะวันตกรู้จักปราสาทนี้
    • พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908): EFEO ตั้งหน่วยอนุรักษ์เมืองพระนคร. เริ่มงานอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): นครวัดเป็นมรดกโลก. ส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกเมืองพระนคร

    รู้หรือไม่

    ชื่อในภาพสลัก

    นักวิชาการรู้ว่าใครสร้างนครวัดจากพระนามบรมวิษณุโลกที่สลักกำกับภาพกษัตริย์ เพราะไม่มีจารึกก่อตั้งปราสาทหลงเหลือ

    สยามกับละโว้คนละขบวน

    ภาพสลักที่นครวัดแยกพวกสยามกับทหารละโว้ไว้คนละกลุ่ม แสดงว่าในพุทธศตวรรษที่ 17 คนเขมรมองว่าทั้งสองเป็นคนละพวกกัน

    กษัตริย์จากที่ราบสูงโคราช

    ราชวงศ์มหิธรปุระของพระองค์มีรากเหง้าในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย ผู้สร้างนครวัดจึงมีบรรพบุรุษจากดินแดนที่เป็นอีสานในปัจจุบัน

    ผู้แสวงบุญญี่ปุ่น

    ใน พ.ศ. 2175 (ค.ศ. 1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นชื่อโมริโมโตะ อุกนดายุ คาซุฟุสะ ทิ้งจารึกไว้ที่นครวัดว่ามาฉลองปีใหม่ที่นี่ ผู้แสวงบุญญี่ปุ่นยุคนั้นเชื่อว่านครวัดคือเชตวันมหาวิหารของพระพุทธเจ้า

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Suryavarman II (Wikipedia)
    2. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (วิกิพีเดีย)
    3. Angkor Wat (Wikipedia)
    4. เรารู้ได้ไงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นผู้สถาปนานครวัด (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. จารึกขบวนเกียรติยศที่ปราสาทนครวัด นอกจากเสียมกุก มีอะไรอีกบ้าง (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. เสียมกุก ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 7 (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
    8. ปราสาทพนมรุ้ง (วิกิพีเดีย)
    9. Phnom Rung Temple (Angkorpedia)
    10. Preah Vihear Temple (Wikipedia)
    11. Angkor (UNESCO World Heritage Centre)
    12. Ukondayu Kazufusa (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    SuryavarmanII01 · ไม่ระบุชื่อ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Suryavarman II – Talla en Madera · JoseAzcarate · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Suryavarman II in procession · Soham Banerjee · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Bas relief – Angkor Wat (6207856545) · Jorge Láscar from Australia · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Syam Kuk Mercenaries Bas Relief Angkor Wat · Bas-relief by 12th or century artist. Photo by Artanisen · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Angkor Wat bas-reliefs (9730969164) · Gary Todd from Xinzheng, China · CC0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Siamese Mercenaries Angkor Wat 0876 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พญามังราย

    พญามังราย

    ภาพประกอบ: King Mangrai Monument อนุสาวรีย์พ่อขุนมังราย ห้าแยกพ่อขุนฯ (October 2021) – img 03 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เจ้าเมืองเงินยางผู้รวมแคว้นในภาคเหนือ ยึดหริภุญชัย และสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา · พ.ศ. 1781–ราว 1854 หรือ 1860 (ค.ศ. 1238–ราว 1311 หรือ 1317)

    ประสูติพ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ที่เมืองเงินยาง
    พระบิดา–พระมารดาลาวเม็ง และนางเทพคำขยาย ธิดาเจ้าเมืองเชียงรุ่งของชาวไทลื้อ
    สร้างเมืองเชียงราย (พ.ศ. 1805) เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ (พ.ศ. 1839)
    ยึดหริภุญชัยพ.ศ. 1824 หรือ 1835 (ค.ศ. 1281 หรือ 1292) แหล่งข้อมูลให้ปีต่างกัน
    กฎหมายมังรายศาสตร์ ประมวลกฎหมายเก่าแก่ที่สุดของล้านนา
    ผู้สืบราชสมบัติพญาไชยสงคราม (เจ้าขุนคราม) โอรสองค์ที่สอง
    ชื่อในเอกสารจีนปาไป่สีฟู่ (แคว้นภรรยาแปดร้อยคน) ปรากฏครั้งแรกราว พ.ศ. 1835
    โอรสขุนเครื่อง ขุนคราม (พญาไชยสงคราม) และขุนเครือ

    ภูมิหลัง: เจ้าชายแห่งเงินยาง

    พญามังรายประสูติเมื่อ พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ที่เมืองเงินยาง แคว้นของชาวไทยวนในลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง แถวเชียงแสนในปัจจุบัน พระบิดาคือลาวเม็ง ผู้ครองเงินยาง พระมารดาคือนางเทพคำขยาย ธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ่งในสิบสองปันนา พระองค์จึงมีเครือญาติทั้งฝ่ายไทยวนและไทลื้อ

    ตามพงศาวดาร พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ของราชวงศ์ลาวจักราชที่ครองเงินยาง และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาราว พ.ศ. 1804–1805 (ค.ศ. 1261–1262) ในเวลานั้นภาคเหนือแบ่งเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยจำนวนมาก แต่ละเมืองมีเจ้าเมืองของตนเอง

    ชื่อของพระองค์ที่ถูกต้องตามเอกสารโบราณคือพญามังราย ชื่อพ่อขุนเม็งรายที่คนไทยหลายรุ่นคุ้นเคยมาจากพงศาวดารโยนกซึ่งเรียบเรียงในสมัยรัชกาลที่ 5 นักวิชาการบางคนเห็นว่าการเปลี่ยนชื่ออาจเกี่ยวกับความกังวลทางการเมืองในยุคนั้น และตามธรรมเนียมล้านนา กษัตริย์จะถูกเรียกว่าพญา

    จากเชียงรายสู่หริภุญชัย

    พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พญามังรายสร้างเมืองเชียงรายริมแม่น้ำกกขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ จากนั้นขยายอำนาจไปยังเมืองรอบข้าง เช่น ฝางและเชียงของ ด้วยทั้งการรบ การผูกมิตร และการแต่งงานเชื่อมเครือญาติ

    เป้าหมายใหญ่คือหริภุญชัย อาณาจักรของชาวมอญที่ลำพูน ซึ่งมั่งคั่งและเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของภาคเหนือมาหลายร้อยปี ตามตำนาน พญามังรายไม่ได้บุกตรงเข้าไป แต่ส่งคนชื่ออ้ายฟ้าไปรับราชการกับพญายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของหริภุญชัย

    อ้ายฟ้าค่อย ๆ ได้รับความไว้วางใจ แล้วใช้อำนาจนั้นทำให้ชาวเมืองไม่พอใจผู้ปกครอง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทัพของพญามังรายก็เข้ายึดเมืองได้ และพญายีบาต้องหนีไปลำปาง เรื่องอ้ายฟ้าเป็นเรื่องเล่าจากตำนาน รายละเอียดจึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง

    ปีที่ยึดหริภุญชัยยังไม่ตรงกัน แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุ พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1281) บางแห่งระบุ พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) ความต่างนี้อาจมาจากการนับระหว่างการเข้ายึดเมืองกับการผนวกอย่างเป็นทางการ

    จากเจ้าเมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำกก พญามังรายสร้างเมืองใหม่ถึงสามแห่ง จนเชียงใหม่ที่พระองค์เลือกที่ตั้งยังเป็นหัวใจของภาคเหนือมากว่าเจ็ดร้อยปี

    รับมือมหาอำนาจมองโกล

    รัชกาลของพญามังรายตรงกับช่วงที่ราชวงศ์หยวนของมองโกลแผ่อำนาจลงมาทางใต้ หลังยึดยูนนานได้ กองทัพมองโกลขับอำนาจของพุกามออกจากลุ่มอิรวดีตอนบนในทศวรรษ 1280 ทำให้รัฐไทเล็กใหญ่ทางตอนเหนือของไทยต้องเผชิญเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย

    เอกสารจีนเรียกดินแดนของพญามังรายว่า ปาไป่สีฟู่ ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่าแคว้นภรรยาแปดร้อยคน ชื่อนี้ปรากฏครั้งแรกในบันทึกราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) แหล่งข้อมูลสารานุกรมระบุว่าใน พ.ศ. 1844 (ค.ศ. 1301) มองโกลส่งกองทัพใหญ่ราว 20,000 คนมาตีล้านนาแต่ไม่สำเร็จ ภายหลังราชสำนักหยวนจึงหันมารับเครื่องบรรณาการแทนการทำสงคราม

    นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่อย่างคริสเตียน แดเนียลส์ ซึ่งเขียนในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) เตือนว่าไม่ควรมองว่าหยวนเป็นผู้สร้างรัฐไทขึ้นมา เขาเห็นว่าอิทธิพลของหยวนส่วนใหญ่มาในรูปของการแต่งตั้งเจ้าเมืองพื้นเมืองและตั้งสำนักงานปกครอง ขณะที่ชาวไทเองเป็นผู้ริเริ่มสร้างบ้านเมืองของตน มุมมองนี้ช่วยให้เข้าใจว่าความสำเร็จของพญามังรายมาจากการเลือกจังหวะทางการเมืองของพระองค์เองด้วย

    สามกษัตริย์และการสร้างเชียงใหม่

    ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) พญามังรายทำพันธไมตรีกับพญางำเมืองแห่งพะเยาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย สามผู้นำรัฐไทนี้ตกลงจะไม่รุกรานกัน แสดงว่าในเวลานั้นมีรัฐไทหลายแห่งที่มีอำนาจทัดเทียมกัน

    หลังได้หริภุญชัย พญามังรายสร้างเวียงกุมกามริมแม่น้ำปิงราว พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294) แต่ที่ตั้งนี้ถูกน้ำท่วมบ่อย พระองค์จึงหาที่ตั้งเมืองใหม่ เวียงกุมกามถูกทิ้งร้างในที่สุดและจมอยู่ใต้ดินตะกอน จนกรมศิลปากรค้นพบซากเมืองอีกครั้งใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984)

    เมืองใหม่คือเชียงใหม่ หรือนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ สร้างใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) บนพื้นที่ที่ชาวลัวะเคยเรียกว่าเวียงนพบุรี จารึกที่วัดเชียงมั่นซึ่งทำขึ้นในสมัยหลังระบุวันสร้างเมืองว่า 12 เมษายน ค.ศ. 1296 ตามประเพณีเล่าว่าพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาช่วยเลือกที่ตั้งเมือง

    วัดเชียงมั่นซึ่งสร้างในปีต่อมา ถือเป็นวัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนจุดที่พญามังรายเคยประทับขณะควบคุมการสร้างเมือง

    เวียงกุมกาม: เมืองแรกในแอ่งเชียงใหม่ที่ฟื้นจากใต้ดิน

    เวียงกุมกามตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงสายเดิม ในเขตอำเภอสารภีทางใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ พญามังรายสร้างเมืองนี้หลังได้หริภุญชัย ตามตำนาน พระองค์สร้างเจดีย์ที่เรียกว่ากู่คำขึ้นในเมือง ปัจจุบันคือเจดีย์ที่วัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้าชั้นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะมอญหริภุญชัยอย่างชัดเจน

    ปัญหาใหญ่ของเวียงกุมกามคือน้ำท่วม เพราะตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มริมน้ำ เมืองถูกน้ำท่วมซ้ำหลายครั้งจนถูกทิ้งร้างไปในที่สุด หลังพม่ายึดเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) ก็ยังเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำอีก ตะกอนทรายทับถมจนซากวัดและกำแพงหายไปใต้ดิน กว่าสองร้อยปีต่อมาจึงมีผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอีกครั้งเป็นหมู่บ้านช้างค้ำ

    ใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) หน่วยศิลปากรที่ 4 ของกรมศิลปากรพบซากโบราณสถานใกล้วัดช้างค้ำ และเริ่มขุดค้นอย่างเป็นระบบ จนพบวัดร้างแล้วราวสิบแห่ง เช่น วัดช้างค้ำ วัดอีค่าง และวัดปู่เปี้ย ที่วัดหนานช้างพบว่าซากโบราณสถานถูกตะกอนทับหนาราว 1.8 เมตร หลักฐานนี้ยืนยันเรื่องเล่าในตำนานว่าเมืองแรกของพญามังรายถูกน้ำท่วมจริง

    วันนี้เวียงกุมกามเป็นแหล่งโบราณคดีที่เปิดให้เข้าชม ซากวัดหลายแห่งได้รับการขุดแต่งและบูรณะ ส่วนวัดเจดีย์เหลี่ยมยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่จนถึงทุกวันนี้

    สามกษัตริย์สร้างเมือง: ประวัติศาสตร์หรือความเชื่อ

    ภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยคือพญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ร่วมกันวางผังเมืองเชียงใหม่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองก็สร้างขึ้นจากเรื่องเล่านี้ แต่ในช่วงหลังมีนักวิชาการตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่

    สมฤทธิ์ ลือชัย เขียนในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 เสนอว่าพญามังรายเป็นผู้สร้างเชียงใหม่เพียงผู้เดียว เขาชี้ว่าตำนานรุ่นเก่าของเชียงแสนและเชียงรายกล่าวถึงพญามังรายเท่านั้น ขณะที่เอกสารที่กล่าวถึงสามกษัตริย์ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี ส่วนจารึกวัดเชียงมั่นก็จารขึ้นหลังการสร้างเมืองราว 285 ปี

    เขายังชี้ว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้พูดถึงการไปช่วยสร้างเชียงใหม่เลย และตำนานพื้นเมืองยังเล่าถึงการรบระหว่างเชียงใหม่กับสุโขทัยมากกว่าความร่วมมือ ฝ่ายที่ยังยอมรับเรื่องพันธไมตรีก็มีเหตุผล เพราะเอกสารล้านนาหลายฉบับเล่าตรงกันว่าสามผู้นำเคยเป็นมิตรกัน ผู้อ่านจึงควรเข้าใจว่าเรื่องสามกษัตริย์ร่วมสร้างเมืองเป็นความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แม้ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างผู้นำทั้งสามจะมีเค้ามูลอยู่บ้าง

    มังรายศาสตร์: กฎหมายของแผ่นดินล้านนา

    นอกจากการรบและสร้างเมือง พญามังรายยังได้รับการยกย่องว่าวางรากฐานกฎหมายของล้านนา ประมวลกฎหมายที่เรียกว่ามังรายศาสตร์ถือเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่สุดของล้านนา พัฒนาจากจารีตท้องถิ่น ขนบประเพณี และหลักพุทธศาสนา

    เนื้อหาครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งการเกณฑ์ไพร่พลและการศึก การปกครองและความสงบเรียบร้อยในสังคม ไปจนถึงเรื่องครอบครัว ที่ดิน และการทำมาหากิน นักวิชาการมองว่ากฎหมายนี้ช่วยให้คนต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งไทยวน มอญ และลัวะ อยู่ร่วมกันในอาณาจักรเดียวได้

    อย่างไรก็ตาม ต้นฉบับมังรายศาสตร์ที่เหลืออยู่เป็นใบลานที่คัดลอกต่อกันมาหลายรุ่น เนื้อหาบางส่วนจึงอาจถูกเพิ่มเติมในสมัยหลัง เราจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าทุกมาตราออกในรัชกาลของพญามังรายจริง

    ครอบครัวและการสืบราชสมบัติ

    ตามพงศาวดาร พญามังรายมีโอรสสามองค์ คือขุนเครื่อง ขุนคราม และขุนเครือ เรื่องราวในครอบครัวนี้สะท้อนว่าการรวมอำนาจของพระองค์ไม่ได้ราบรื่นแม้แต่ในราชสำนักเอง

    ตามที่เล่าไว้ ขุนเครื่องโอรสองค์โตพยายามชิงราชสมบัติจากพระบิดา แต่ไม่สำเร็จ และถูกสังหารด้วยลูกศรอาบยาพิษตามคำสั่งของพญามังราย เรื่องนี้มาจากเอกสารที่เขียนขึ้นภายหลัง รายละเอียดจึงอาจถูกเสริมแต่ง แต่แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นหลังจดจำพระองค์ในฐานะผู้ปกครองที่เด็ดขาด

    ขุนคราม โอรสองค์ที่สอง ได้รับเลือกให้สืบราชสมบัติ และต่อมาขึ้นครองราชย์ในพระนามพญาไชยสงคราม ส่วนขุนเครือเป็นโอรสองค์เล็ก เรื่องของขุนเครื่องแสดงว่าการสืบทอดอำนาจเป็นปัญหาที่ราชวงศ์มังรายต้องเผชิญมาตั้งแต่รุ่นแรก

    ตำนานการสวรรคตและข้อถกเถียง

    ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พญามังรายสวรรคตอย่างไม่คาดฝัน คือถูกฟ้าผ่าขณะเสด็จไปในตลาดกลางเมืองเชียงใหม่ระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง เรื่องนี้เล่าสืบกันมาในฐานะตำนาน และกลายเป็นที่มาของศาลที่ชาวเชียงใหม่สักการะดวงวิญญาณของพระองค์ในฐานะผีเมือง

    ปีที่สวรรคตก็ยังไม่ตรงกัน บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1854 (ค.ศ. 1311) บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1860 (ค.ศ. 1317) หลังพระองค์สวรรคต พญาไชยสงครามโอรสองค์ที่สองขึ้นครองราชย์ต่อ

    อีกเรื่องหนึ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงคือที่บรรจุพระอัฐิ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่าว่าพญาไชยสงครามสร้างที่บรรจุพระอัฐิไว้ในเชียงใหม่ ส่วนกู่พญามังรายที่วัดงำเมือง เชียงราย นักวิชาการอิสระบางคนชี้ว่าไม่พบเอกสารชั้นต้นที่ระบุว่ามีการนำพระอัฐิไปที่นั่น

    มรดก

    ราชวงศ์มังรายปกครองล้านนาต่อมาอีกราว 260 ปี จนเชียงใหม่ตกอยู่ใต้อำนาจพม่าใน พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) ตลอดช่วงนั้นล้านนาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค โดยรับมรดกจากหริภุญชัยมาใช้ต่อ เช่น การบูชาพระธาตุหริภุญชัย

    วันนี้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองเชียงใหม่ระลึกถึงพันธไมตรีของพญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ส่วนชื่อของพญามังรายยังปรากฏในชื่อสถานที่และสถาบันมากมายทั่วภาคเหนือ ทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): ประสูติที่เงินยาง. โอรสของลาวเม็งและนางเทพคำขยาย
    • ราว พ.ศ. 1804–1805 (ค.ศ. 1261–1262): ขึ้นครองเงินยาง. กษัตริย์องค์ที่ 25 ตามพงศาวดาร
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. ศูนย์กลางใหม่ริมแม่น้ำกก
    • ราว พ.ศ. 1819 (ค.ศ. 1276): ผูกไมตรีกับพญางำเมืองแห่งพะเยา. ตามแหล่งข้อมูลสารานุกรม
    • พ.ศ. 1824 หรือ 1835 (ค.ศ. 1281 หรือ 1292): ยึดหริภุญชัย. ตามตำนานใช้อุบายของอ้ายฟ้า
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287): พันธไมตรีสามกษัตริย์. กับพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง
    • ราว พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294): สร้างเวียงกุมกาม. ต่อมาประสบปัญหาน้ำท่วม
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
    • พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297): สร้างวัดเชียงมั่น. วัดแห่งแรกของเชียงใหม่
    • พ.ศ. 1844 (ค.ศ. 1301): ต้านทัพมองโกล. กองทัพหยวนราว 20,000 คนตีล้านนาไม่สำเร็จ
    • พ.ศ. 1854 หรือ 1860 (ค.ศ. 1311 หรือ 1317): สวรรคต. ตามตำนานถูกฟ้าผ่ากลางเมือง
    • พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558): พม่ายึดเชียงใหม่. สิ้นสุดราชวงศ์มังรายในฐานะรัฐอิสระ
    • ราว พ.ศ. 2124 (ค.ศ. 1581): จารึกวัดเชียงมั่น. บันทึกวันสร้างเมือง หลังเหตุการณ์ราว 285 ปี
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ค้นพบเวียงกุมกามอีกครั้ง. โดยกรมศิลปากร

    รู้หรือไม่

    ชื่อที่ถูกต้องคือมังราย

    เอกสารล้านนาโบราณเรียกพระองค์ว่าพญามังราย ชื่อพ่อขุนเม็งรายเพิ่งปรากฏในพงศาวดารโยนกสมัยรัชกาลที่ 5

    เมืองที่หลับใต้ดิน

    เวียงกุมกามเมืองแรกที่พญามังรายสร้างในแอ่งเชียงใหม่ ถูกตะกอนน้ำท่วมกลบจนหายไปหลายร้อยปี ก่อนกรมศิลปากรจะพบอีกครั้งใน พ.ศ. 2527

    วันเกิดของเชียงใหม่

    จารึกที่วัดเชียงมั่นระบุวันสร้างเมืองเชียงใหม่ว่าตรงกับ 12 เมษายน ค.ศ. 1296 ใกล้กับช่วงสงกรานต์

    แคว้นภรรยาแปดร้อยคน

    เอกสารจีนสมัยหยวนเรียกล้านนาว่าปาไป่สีฟู่ แปลตามตัวอักษรว่าแคว้นภรรยาแปดร้อยคน ชื่อนี้ปรากฏตั้งแต่ราว พ.ศ. 1835

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mangrai (Wikipedia)
    2. พญามังราย (วิกิพีเดีย)
    3. Ngoenyang (Wikipedia)
    4. Lan Na (Wikipedia)
    5. Wat Chiang Man (Wikipedia)
    6. Wiang Kum Kam (Wikipedia)
    7. พญามังราย ไม่ใช่พ่อขุนเม็งราย (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. นักวิชาการอิสระเผย ไม่มีหลักฐานจากเอกสารชั้นต้นระบุถึงการสร้างกู่พญามังรายที่เชียงราย (มติชน)
    9. พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งการปกครองแผ่นดินล้านนาโดยธรรม (วารสารมนุษยศาสตร์ฯ)
    10. มังรายศาสตร์ (วารสารนิติศาสตร์ มรภ.เชียงราย)
    11. Kingdom of Lan Na (EBSCO Research Starters)
    12. Daniels, The Mongol-Yuan in Yunnan and Proto-Tai/Tai Polities (JSS 2018)
    13. เมืองเชียงใหม่เป็นของพญามังราย สร้างโดยพญามังราย (ศิลปวัฒนธรรม)
    14. พญามังราย-พญางำเมือง-พญาร่วง ร่วมกันสร้างเชียงใหม่?!? (ศิลปวัฒนธรรม)
    15. Wat Chedi Liam (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พญามังราย
    King Mangrai Statue, Pho Khun Intersection, Chiang Rai (2026) – img 12 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    King Mangrai shrine · Јован Вуковић · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Three Kings Monument Chiang Mai · Pixabay user iTenz · CC0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Chiang Mai – Wat Chiang Man – 0001 · Stefan Fussan · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Wat Chiang Man (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าอาทิตยราช

    พระเจ้าอาทิตยราช

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai (III) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์แห่งหริภุญชัยผู้ที่ตำนานยกย่องว่าค้นพบพระบรมสารีริกธาตุและสร้างพระธาตุหริภุญชัย ศูนย์กลางศรัทธาของลำพูนมาจนถึงวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (ปีที่แน่นอนยังเป็นข้อถกเถียง)

    อาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูน) อาณาจักรของชาวมอญในลุ่มแม่ปิงตอนบน
    ช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 แหล่งข้อมูลให้ปีต่างกันมาก
    ผลงานเด่นตามตำนานพบพระบรมสารีริกธาตุและสร้างพระธาตุหริภุญชัย
    ราชสำนักตามตำนาน พระนางปทุมวดีมเหสีเป็นผู้สร้างสุวรรณเจดีย์
    สงครามตามตำนาน รบกับละโว้หลายครั้งและได้ชัยในที่สุด
    แหล่งเรื่องเล่าจามเทวีวงศ์ ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานพระธาตุหริภุญชัย พงศาวดารโยนก
    พระธาตุประจำปีเกิดปีระกา ตามคติล้านนา
    ประเพณีสำคัญสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย ช่วงวันเพ็ญเดือนหก

    ภูมิหลัง: กษัตริย์ในสายราชวงศ์จามเทวี

    หริภุญชัยเป็นอาณาจักรของชาวมอญในที่ราบลุ่มแม่ปิงตอนบน มีศูนย์กลางที่เมืองลำพูน ตามตำนาน เมืองนี้สร้างโดยฤษีวาสุเทพ แล้วเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้ขึ้นมาครอง ราชวงศ์ของพระนางปกครองต่อกันมาหลายสิบรุ่น

    พระเจ้าอาทิตยราชเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งในสายราชวงศ์นี้ และเป็นองค์ที่ถูกจดจำมากที่สุดรองจากพระนางจามเทวี เอกสารบางแห่งนับพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 33 ของลำพูน

    สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระองค์เกือบทั้งหมดมาจากตำนานและพงศาวดารที่ภิกษุล้านนาแต่งขึ้นหลังจากนั้นหลายร้อยปี เช่น จามเทวีวงศ์ซึ่งพระโพธิรังสีแต่งราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410) และชินกาลมาลีปกรณ์ซึ่งแต่งในพุทธศตวรรษที่ 21 เอกสารเหล่านี้มีเป้าหมายทางศาสนาชัดเจน จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    สงครามกับละโว้

    จามเทวีวงศ์เล่าว่าในรัชกาลของพระเจ้าอาทิตยราช หริภุญชัยทำสงครามกับละโว้ ซึ่งตามตำนานเป็นเมืองพี่น้องที่อยู่ทางใต้ สงครามเกิดขึ้นหลายครั้ง ก่อนที่ฝ่ายหริภุญชัยจะได้ชัยในที่สุด เรื่องราวนี้อยู่ในบทที่ 13 และ 14 ของจามเทวีวงศ์

    พงศาวดารโยนกให้รายละเอียดอีกแบบ คือพระเจ้าอาทิตยราชกับพระอนุชาเคยเป็นเจ้านายจากสุวรรณภูมิที่หนีขึ้นมาหริภุญชัย ต่อมาพระองค์ยึดละโว้ได้และตั้งพระอนุชาให้ครองละโว้ บางแหล่งระบุปี ค.ศ. 1052 สำหรับเหตุการณ์นี้ แต่ข้อมูลจากพงศาวดารรุ่นหลังเช่นนี้ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    นักประวัติศาสตร์มองว่าเรื่องเล่าเหล่านี้อาจสะท้อนความขัดแย้งจริงระหว่างภาคเหนือกับลุ่มเจ้าพระยา ในช่วงที่ละโว้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของเขมรจากเมืองพระนคร แต่รายละเอียดเรื่องใครชนะและเมื่อไรนั้นยังพิสูจน์ไม่ได้

    บทความสารานุกรมบางแห่งสรุปจากพงศาวดารว่าการยึดละโว้ใน ค.ศ. 1052 ทำให้อิทธิพลเขมรในลุ่มเจ้าพระยาสิ้นสุดลง แต่ข้อสรุปนี้ขัดกับหลักฐานฝั่งเขมร เพราะภาพสลักที่นครวัดในพุทธศตวรรษที่ 17 ยังแสดงขบวนทัพจากละโว้อยู่ในกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อย่างน้อยที่สุด ละโว้จึงยังอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนครหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี

    ไม่ว่าตำนานเรื่องกาและพระธาตุที่ลอยขึ้นจากดินจะจริงแค่ไหน มันได้สร้างหัวใจทางศรัทธาให้ลำพูนที่ยังเต้นอยู่มาเกือบพันปี

    ตำนานการพบพระบรมธาตุ

    เรื่องที่ทำให้พระเจ้าอาทิตยราชเป็นที่จดจำคือตำนานการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ตำนานพระธาตุหริภุญชัยบางสำนวนเล่าว่า พระองค์สร้างอาคารสำหรับใช้สรงพระวรกายขึ้นในเขตพระราชวัง แต่มีกาตัวหนึ่งคอยบินมารบกวนอยู่เสมอ

    พระองค์จึงให้จับกามาเลี้ยงไว้กับเด็กทารก จนผ่านไปเจ็ดปี เด็กคนนั้นเติบโตและเข้าใจภาษากาได้ กาจึงเล่าว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ และบรรพบุรุษของมันได้รับหน้าที่เฝ้ารักษาไว้ เมื่อรู้ความจริง พระองค์จึงรื้ออาคารออกและเตรียมสร้างเจดีย์

    ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าต่อว่า เมื่อพระองค์ตั้งจิตอธิษฐาน พระบรมธาตุก็ลอยขึ้นเหนือพื้นสูงราวสามศอก เปล่งแสงไปทั่วเมือง แล้วจมหายลงในดิน ก่อนจะผุดขึ้นอีกครั้งเมื่อพระองค์อธิษฐานซ้ำ จากนั้นพระองค์จึงสร้างเจดีย์สูงราว 12 ศอก มีเสาสี่ต้นและประตูสี่ด้านครอบไว้

    ทั้งหมดนี้เป็นตำนานทางศาสนา ควรอ่านในฐานะความเชื่อที่อธิบายความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุ และไม่ควรถือว่าทุกตอนเกิดขึ้นจริง

    พระธาตุหริภุญชัยและสิ่งก่อสร้างในรัชกาล

    เอกสารวิชาการระบุว่าพระธาตุหริภุญชัยองค์แรกเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ต่อมาในสมัยพญามังรายมีการปรับรูปทรงเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชราว พ.ศ. 1990 ได้ขยายองค์จนสูง 92 ศอก กลายเป็นรูปทรงที่เห็นในปัจจุบัน

    ตามตำนาน พระนางปทุมวดี มเหสีของพระองค์ สร้างสุวรรณเจดีย์ เจดีย์ทรงปราสาทซ้อนชั้นแบบศิลปะหริภุญชัยที่ยังตั้งอยู่ข้างพระธาตุ แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งให้ปีสร้างช้ากว่านั้นมากคือราว พ.ศ. 1961 (ค.ศ. 1418) อายุจริงจึงยังสรุปไม่ได้

    ชินกาลมาลีปกรณ์ยังเล่าว่าพระองค์สร้างมหาพลเจดีย์ ซึ่งบางท่านเชื่อมโยงกับเจดีย์ที่วัดจามเทวี แต่การกำหนดว่าเจดีย์องค์ใดสร้างโดยใครในยุคหริภุญชัยยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการตีความต่างกัน

    พระธาตุจากยุคสู่ยุค: รูปทรงที่เปลี่ยนไป

    ตามเอกสารของห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ พระธาตุหริภุญชัยบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสามส่วน คือ พระธาตุกระหม่อม พระธาตุกระดูกอก และพระธาตุกระดูกนิ้วมือ องค์แรกที่ตำนานยกให้พระเจ้าอาทิตยราชสร้างเป็นปราสาทสี่เหลี่ยมทรงพีระมิด มีประตูเข้าได้ทั้งสี่ด้าน

    ต่อมามีการปรับรูปทรงหลายครั้ง จากปราสาทสี่เหลี่ยมมาเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชได้ขยายองค์จนสูง 92 ศอก กว้าง 52 ศอก ปัจจุบันเป็นเจดีย์ทรงระฆังตั้งบนฐานบัวซ้อนชั้น หุ้มด้วยแผ่นโลหะปิดทอง มีรั้วโลหะสองชั้นล้อมรอบ มีฉัตรที่มุมทั้งสี่ และมีหอพระพุทธรูปให้คนสักการะ

    ภายในเขตวัดยังมีสิ่งก่อสร้างจากหลายยุค เช่น หอไตรที่มีบันไดประดับนาค และฆ้องสำริดขนาดใหญ่ที่หล่อขึ้นราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 (ราว พ.ศ. 2473–2482) ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้นำการบูรณะวัดครั้งสำคัญ ทำให้พระธาตุที่เริ่มต้นจากตำนานของพระเจ้าอาทิตยราชได้รับการดูแลจากคนหลายรุ่นต่อเนื่องกันมา

    ปีที่ยังไม่ลงตัว

    การกำหนดปีของพระเจ้าอาทิตยราชเป็นปัญหาใหญ่ การคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ให้ปีขึ้นครองราชย์ราวจุลศักราช 409 หรือราว พ.ศ. 1590 (ค.ศ. 1047) และสร้างพระธาตุหลังครองราชย์ได้ 16 ปี ราว ค.ศ. 1063 ส่วนพงศาวดารโยนกให้ปีสร้างพระธาตุราว พ.ศ. 1586 และแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษบางแห่งระบุ ค.ศ. 1044

    สื่อไทยบางแห่งยังอ้างตัวเลขเก่ากว่านั้นมาก คือ พ.ศ. 1440 ขณะที่นักวิชาการตะวันตกบางคน เช่น วูดเวิร์ด เสนอว่ารัชกาลนี้น่าจะอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ช้ากว่าที่ตำนานระบุ เอกสารวิชาการไทยส่วนใหญ่จึงเลือกระบุกว้าง ๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    ความไม่แน่นอนนี้ไม่ได้ลดความสำคัญของพระองค์ สิ่งที่ชัดเจนคือผู้คนในภาคเหนือจดจำพระองค์ในฐานะกษัตริย์ผู้ทำให้ลำพูนกลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนนี้

    หลักฐานร่วมสมัยที่มีอยู่จริง: จารึกมอญแห่งลำพูน

    ถ้าตัดตำนานออกไป หลักฐานชั้นต้นที่บอกเรื่องหริภุญชัยได้ตรงที่สุดคือจารึกภาษามอญโบราณที่พบในลำพูน จารึกกลุ่มนี้มีอายุราว พ.ศ. 1756, 1761 และ 1762 (ค.ศ. 1213, 1218 และ 1219) กล่าวถึงกษัตริย์พระนามสววาธิสิทธิที่บริจาคทรัพย์สร้างและบูรณะศาสนสถาน

    จารึกเหล่านี้ยืนยันว่าในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 หริภุญชัยเป็นอาณาจักรชาวมอญที่นับถือพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง มีกษัตริย์ที่อุปถัมภ์วัดวาอาราม และเป็นช่วงที่ค่อนข้างสงบ ภาพนี้สอดคล้องกับที่ตำนานเล่าว่าหริภุญชัยเป็นเมืองพุทธที่รุ่งเรือง

    แต่ไม่มีจารึกร่วมสมัยหลักใดที่เอ่ยพระนามพระเจ้าอาทิตยราช เรารู้จักพระองค์จากตำนานที่เขียนขึ้นภายหลังเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่นักวิชาการจัดพระองค์ไว้ในฐานะบุคคลในตำนานที่อาจมีเค้าจริง และยังไม่อาจยืนยันลำดับรัชกาลได้แน่ชัด

    ตัวเลขปีที่แตกต่างกันก็สะท้อนปัญหานี้ แหล่งข้อมูลหนึ่งให้ปีสร้างพระธาตุว่า พ.ศ. 1607 ซึ่งใกล้กับการคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ ขณะที่สื่อท่องเที่ยวบางแห่งใช้ พ.ศ. 1440 ตามคติเก่า ผู้อ่านจึงควรถือว่าตัวเลขทั้งหมดเป็นการประมาณจากตำนาน

    พระธาตุในชีวิตคนลำพูนวันนี้

    ตามคติล้านนา พระธาตุหริภุญชัยเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีระกา ผู้คนจากทั่วประเทศจึงเดินทางมาไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำให้ชื่อของพระธาตุและเรื่องของพระเจ้าอาทิตยราชเป็นที่รู้จักนอกภาคเหนือด้วย

    ประเพณีใหญ่ประจำปีคือการสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งจัดในช่วงวันเพ็ญเดือนหก มีขบวนอัญเชิญน้ำทิพย์จากดอยขะม้อมาสรงองค์พระธาตุ พร้อมการแสดงฟ้อนรำและการประกวดกลองพื้นเมือง ในบางปียังมีน้ำสรงและผ้าห่มพระธาตุที่พระมหากษัตริย์พระราชทานมาร่วมในพิธีด้วย

    ทุกครั้งที่จัดงาน เรื่องเล่าเรื่องกากับพระธาตุที่ลอยขึ้นจากดินจะถูกเล่าซ้ำ ตำนานของพระเจ้าอาทิตยราชจึงไม่ได้อยู่แค่ในใบลาน แต่มีชีวิตอยู่ในพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกันทุกปี

    มรดก

    หลังจากพญามังรายยึดหริภุญชัยในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 พระธาตุที่ตำนานยกให้พระเจ้าอาทิตยราชสร้างก็ไม่ได้ถูกทิ้ง กษัตริย์ล้านนาหลายรัชกาลบูรณะและขยายพระธาตุต่อมา จนพระธาตุหริภุญชัยกลายเป็นหนึ่งในพระธาตุที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือ

    ทุกปีชาวลำพูนจัดประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย และเอกสารของจังหวัดลำพูนก็ยังยกย่องพระองค์ในฐานะมหาราชผู้ขุดพบพระธาตุและสถาปนาพระธาตุไว้กลางเมือง เรื่องของพระองค์จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าตำนานกับประวัติศาสตร์ผสานกันอย่างไรในความทรงจำของชุมชน

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1440: ปีสร้างพระธาตุตามคติเก่าบางแหล่ง. ตัวเลขที่สื่อบางแห่งยังใช้
    • ราว พ.ศ. 1586 (ค.ศ. 1043): ปีสร้างพระธาตุตามพงศาวดารโยนก. หนึ่งในหลายตัวเลขที่ไม่ตรงกัน
    • ราว พ.ศ. 1590 (ค.ศ. 1047): ขึ้นครองราชย์ตามชินกาลมาลีปกรณ์. ราวจุลศักราช 409
    • ราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052): ยึดละโว้ตามพงศาวดารโยนก. ตั้งพระอนุชาครองละโว้
    • ราว พ.ศ. 1606 (ค.ศ. 1063): สร้างพระธาตุตามชินกาลมาลีปกรณ์. หลังครองราชย์ 16 ปี
    • พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219): จารึกมอญของพระเจ้าสววาธิสิทธิ. หลักฐานร่วมสมัยว่าหริภุญชัยรุ่งเรือง
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): พญามังรายผนวกหริภุญชัย. พญายีบาหนีไปลำปาง
    • ราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410): พระโพธิรังสีแต่งจามเทวีวงศ์. บันทึกเรื่องพระองค์ในบทท้าย ๆ
    • ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. 1447): พระเจ้าติโลกราชขยายพระธาตุ. สูง 92 ศอก เป็นรูปทรงปัจจุบัน
    • พุทธศตวรรษที่ 21: ชินกาลมาลีปกรณ์. เล่าตำนานพระธาตุลอยขึ้นจากดิน
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): หล่อฆ้องใหญ่ของวัด. ฆ้องสำริดขนาดใหญ่ในเขตวัด
    • ราว พ.ศ. 2473–2482 (ค.ศ. 1930s): ครูบาศรีวิชัยบูรณะวัด. การบูรณะครั้งสำคัญในยุคใหม่

    รู้หรือไม่

    กาผู้เฝ้าพระธาตุ

    ตำนานบางสำนวนเล่าว่ากาที่คอยรบกวนพระเจ้าอาทิตยราช แท้จริงคือผู้เฝ้ารักษาที่ประดิษฐานพระธาตุซึ่งสืบหน้าที่มาจากบรรพบุรุษ

    พระธาตุเติบโตตามยุค

    พระธาตุหริภุญชัยเริ่มจากเจดีย์สูงราว 12 ศอกตามตำนาน ก่อนจะขยายจนสูง 92 ศอกในสมัยพระเจ้าติโลกราช

    ตัวเลขห่างกันหลายร้อยปี

    ปีสร้างพระธาตุที่แหล่งต่าง ๆ อ้าง มีตั้งแต่ พ.ศ. 1440 ไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 17 ต่างกันเกือบสองศตวรรษ

    จารึกที่ไม่เอ่ยนาม

    จารึกมอญจากลำพูนที่เก่าที่สุดซึ่งระบุปีได้ เอ่ยพระนามพระเจ้าสววาธิสิทธิ ไม่ใช่พระเจ้าอาทิตยราช เรื่องของพระเจ้าอาทิตยราชจึงรู้ได้จากตำนานเท่านั้น

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Hariphunchai (Wikipedia)
    2. Cāmadevīvaṃsa (Wikipedia)
    3. Wat Phra That Hariphunchai (Wikipedia)
    4. ตำนานการพบพระธาตุในชินกาลมาลีปกรณ์ (GotoKnow)
    5. ตำนานพระธาตุหริภุญชัยกับกา (GotoKnow)
    6. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (ห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ)
    7. เอกสารเผยแพร่จังหวัดลำพูน
    8. สรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย (ผู้จัดการออนไลน์)
    9. พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุประจำปีระกา (ผู้จัดการออนไลน์)
    10. พระธาตุประจำปีเกิด 12 นักษัตร (KTC)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าอาทิตยราช
    Wat Phra That Hariphunchai (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าอาทิตยราช
    015 Old Suwanna Chedi (9206474254) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าอาทิตยราช
    WAT PHRATHAT HARIPHUNCHAI 07 · Kittipong khunnen · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons