หมวดหมู่: สถานที่

  • ปราสาทพนมวัน

    ปราสาทพนมวัน

    ภาพประกอบ: Prasat Hin Phanom Wan 2 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานเขมรใกล้เมืองนครราชสีมา ที่สร้างและต่อเติมหลายรัชกาล มีจารึกเอ่ยถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และยังเป็นวัดที่ผู้คนมากราบไหว้จนทุกวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–17 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–12)

    ที่ตั้งบ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
    ศาสนาเดิมเป็นเทวสถานพราหมณ์ ไศวนิกาย ภายหลังใช้เป็นพุทธสถาน
    จารึกพบ 8 หลัก อักษรขอม ภาษาเขมรโบราณและสันสกฤต
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน27 กันยายน พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936)
    บูรณะกรมศิลปากร ด้วยวิธีอนัสติโลซิส พ.ศ. 2532–2542
    วัสดุหินทราย ศิลาแลง และอิฐ
    ผังชั้นในปราสาทประธาน มณฑป ปรางค์น้อย ระเบียงคด และฐานอาคารอิฐ 9 หลัง
    ทับหลังเด่นพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ และพระวิษณุประทับเหนือครุฑ

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทพนมวันตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองโคราชไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่ไกล อยู่ในแนวระหว่างเมืองนครราชสีมากับปราสาทหินพิมาย บริเวณนี้เป็นที่ราบในลุ่มน้ำลำตะคอง

    นักวิชาการด้านธรณีวิทยาพบว่าหินทรายที่ใช้สร้างปราสาทมาจากหินชุดโคราช ซึ่งมีอายุราว 120 ล้านปี และน่าจะขนส่งมาตามลำน้ำ ส่วนศิลาแลงขุดได้จากที่ลุ่มในท้องถิ่น ปัจจุบันปราสาทพนมวันจึงเป็นแหล่งหนึ่งในอุทยานธรณีโคราช ซึ่งยูเนสโกรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1: จารึกหลักที่ 2 บนกรอบประตูหิน ตรงกับ พ.ศ. 1598 บันทึกการแต่งตั้งขุนนางและการถวายที่ดินแก่ศาสนสถาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6: จารึกหลักที่ 3 ปี พ.ศ. 1625 บันทึกพระราชโองการให้ดูแลและถวายของแก่ปราสาท (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทประธานหินทราย: ปรางค์ประธานกับมณฑปที่บูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังปราสาทและการก่อสร้างสามระยะ

    ถ้ามองจากผัง ปราสาทพนมวันแบ่งได้เป็นสองชั้น ชั้นในคือเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ล้อมด้วยระเบียงคดและกำแพง มีปราสาทประธานหินทรายต่อกับมณฑปทางด้านหน้า ปรางค์น้อย และฐานอาคารอิฐ 9 หลัง แบ่งเป็นด้านเหนือ 5 หลัง ด้านใต้ 4 หลัง ส่วนชั้นนอกมีคันดินทางเหนือ บารายทางตะวันออก แนวทางเดิน และฐานอาคารอิฐทางใต้

    งานศึกษาในวารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์แบ่งการก่อสร้างออกเป็นสามระยะ ระยะแรกเก่าที่สุด คือกลุ่มฐานอาคารอิฐรอบเขตศักดิ์สิทธิ์และแนวกำแพงเดิม ซึ่งตรงกับจารึกกลุ่มแรกที่บอกว่าที่นี่เป็นศาสนสถานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15

    ระยะที่สองเป็นงานใหญ่ที่สุด ได้แก่ ปราสาทประธานที่ใช้หินทรายเป็นวัสดุหลัก มณฑป ระเบียงคด ปรางค์น้อย และซุ้มประตู คันดินทางเหนือกับบารายทางตะวันออกก็อาจสร้างในช่วงเดียวกัน ระยะที่สามเป็นงานสมัยหลังที่สุด คือซากพุทธสถานทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพบฐานอิฐและกระเบื้องมุงหลังคา

    ปรางค์น้อยเป็นอาคารผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส เปิดประตูทางตะวันออก ส่วนบนพังทลายไปแล้ว ปัจจุบันมีรอยพระพุทธบาทที่นำมาประดิษฐานในสมัยหลัง ขณะที่ฐานของปราสาทประธานยกสูงจากพื้นดินราว 1 เมตร

    ปราสาทหลังเดียวที่จารึกบนกรอบประตูเล่าเรื่องกษัตริย์เมืองพระนครหลายรัชกาล และยังมีควันธูปลอยอยู่ข้างในจนถึงวันนี้

    การสร้างหลายยุค

    ปราสาทพนมวันไม่ได้สร้างเสร็จในคราวเดียว จารึกที่พบในปราสาทมี 8 หลัก นักวิชาการแบ่งออกเป็นสามกลุ่มตามยุคสมัย กลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ในพุทธศตวรรษที่ 15 กลุ่มที่สองเกี่ยวข้องกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 16 กลุ่มที่สามมีจารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6

    แปลว่าที่นี่เป็นศาสนสถานมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 แล้ว จากนั้นจึงมีการสร้างอาคารหินขึ้นใหม่และต่อเติมในยุคต่อมา โครงสร้างหลักที่เห็นในปัจจุบันน่าจะเป็นผลงานช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งตรงกับยุคที่อำนาจของกษัตริย์เมืองพระนครแผ่ขยายเข้ามาในที่ราบสูงโคราชอย่างชัดเจน

    รูปแบบศิลปะของปราสาทมีลักษณะผสมจากหลายยุค ทั้งแบบพระโค แบบบาแค็ง และแบบบาปวน สอดคล้องกับประวัติการสร้างซ้อนกันหลายรัชกาลที่จารึกบอกไว้

    จารึกและความเชื่อมโยงกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    จารึกปราสาทหินพนมวัน หลักที่ 2 (นม. 33, K.393) จารึกบนกรอบประตูหิน ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. 1598 เนื้อหาเริ่มด้วยการสรรเสริญพระศิวะและพระวิษณุ แล้วสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จากนั้นบันทึกว่าพระองค์แต่งตั้งขุนนางชื่อวีรวรมันเป็นผู้ตรวจตรากองทัพ ประทานที่ดิน ทรัพย์สิน และนามเกียรติยศ พร้อมกล่าวถึงการถวายข้าทาส รูปเคารพ และการปักเขตที่ดินของศาสนสถาน

    จารึกหลักที่ 3 (นม. 1, K.391) ระบุปีมหาศักราช 1004 ตรงกับ พ.ศ. 1625 (ค.ศ. 1082) บันทึกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีพระราชโองการให้ผู้ดูแลอาศรมและถวายของแก่ปราสาทอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดให้ข้าทาสที่ถวายไว้ทำงานเฉพาะให้ศาสนสถานเท่านั้น จารึกปีนี้ยังทำให้นักวิชาการเชื่อว่าการก่อสร้างส่วนใหญ่น่าจะเสร็จก่อน ค.ศ. 1082

    จารึกหลักที่ 4 สลักบนกรอบประตูหินกว้าง 46 เซนติเมตร สูง 180 เซนติเมตร มีเพียง 3 บรรทัด ลงศักราช พ.ศ. 1625 เช่นเดียวกับหลักที่ 3 เนื้อความเป็นบัญชีสิ่งของและสัตว์ที่ถวายแก่ศาสนสถาน ปัจจุบันยังอยู่ที่ตัวปราสาท ส่วนจารึก K.392 บนกรอบประตูอีกด้านหนึ่งเหลือเพียง 2 บรรทัด อ่านได้เพียงวันเดือนตามปฏิทิน คือวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนมฤคศิระ วันเสาร์ เซเดส์ตีพิมพ์คำอ่านไว้โดยไม่ได้แปล และโดมินิก ซูทิฟ อ่านทบทวนใหม่จากภาพสำเนาจารึกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)

    นักวิชาการบางส่วนตีความว่าจารึกบางหลักเรียกปราสาทนี้ว่ารัตนปุระ และเอ่ยถึงวิมายปุระ ซึ่งหมายถึงพิมาย ทำให้เห็นว่าสองแห่งนี้อยู่ในเครือข่ายเดียวกันในสายตาคนยุคนั้น จารึกหลายหลักยังคงอยู่ที่ตัวปราสาท

    สถาปัตยกรรมและเทพเจ้า

    ปราสาทประธานก่อด้วยหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีมณฑปเชื่อมต่อกับปรางค์ประธาน ล้อมรอบด้วยระเบียงคดและกำแพงศิลาแลง มีโคปุระหรือซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน นอกจากนี้ยังมีปรางค์น้อย ฐานอาคารอิฐอีกหลายหลัง และบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่

    เดิมปราสาทพนมวันเป็นเทวสถานของไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็มีหลักฐานการนับถือพระวิษณุด้วย ภาพสลักที่พบมีทั้งพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ต่อมาศาสนสถานแห่งนี้เปลี่ยนมาใช้ในพุทธศาสนา ภายในปราสาทจึงมีพระพุทธรูปประดิษฐานแทนรูปเคารพเดิม รวมถึงพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา

    ภาพเล่าเรื่องบนทับหลังและเสาประดับ

    ทับหลังด้านหน้าทางทิศตะวันออกของปราสาทประธานสลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ตามคัมภีร์ฮินดู พระกฤษณะยกภูเขาทั้งลูกขึ้นเป็นร่มกันพายุฝนที่พระอินทร์ส่งมา เพื่อปกป้องชาวบ้านและฝูงวัว ภาพนี้จึงสื่อถึงเทพผู้คุ้มครองผู้คน

    ทับหลังอีกด้านหนึ่งสลักพระวิษณุประทับในท่ามหาราชลีลาเหนือครุฑ ทรงถือจักร สังข์ คทา และดอกบัว นอกจากนี้ยังมีภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เหล่าเทวดา และภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ภาพจากเรื่องพระกฤษณะหลายภาพทำให้เห็นว่าแม้ปราสาทจะเป็นเทวสถานพระศิวะ ช่างก็เลือกเล่าเรื่องฝ่ายไวษณพด้วย

    เสาประดับกรอบประตูด้านเหนือสลักลายก้ามปูผสมลายพรรณพฤกษาอย่างประณีต ส่วนเสาด้านใต้มีลายพรรณพฤกษาที่สลักยังไม่เสร็จ ร่องรอยงานค้างแบบนี้พบได้ในปราสาทเขมรหลายแห่ง และช่วยให้เห็นขั้นตอนการทำงานของช่างที่สลักหลังจากก่อหินขึ้นรูปแล้ว

    ความสำคัญและตำนาน

    ปราสาทพนมวันมีรูปแบบคล้ายปราสาทหินพิมาย แต่มีขนาดเล็กกว่า จารึกที่มีศักราชชัดเจนหลายหลักทำให้ที่นี่เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาว่าราชสำนักเมืองพระนครขยายอิทธิพลเข้ามาในลุ่มแม่น้ำมูลอย่างไร ตั้งแต่สมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 จนถึงสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ผู้ทรงเกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทพิมาย

    ตามตำนานท้องถิ่น กษัตริย์ขอมองค์หนึ่งแบ่งคนเป็นสองฝ่าย ให้ผู้ชายสร้างปราสาทพนมวัน ผู้หญิงสร้างปราสาทพิมาย แล้วแข่งกันว่าใครจะเสร็จก่อน ฝ่ายหญิงปล่อยโคมขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณหลอกว่าเสร็จแล้ว ฝ่ายชายจึงหยุดงาน ปราสาทพนมวันเลยสร้างไม่เสร็จ เรื่องเล่านี้เป็นเพียงตำนาน แต่สะท้อนว่าคนท้องถิ่นมองสองปราสาทนี้คู่กันมานาน

    อ็องรี มูโอ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงจากการบันทึกเรื่องนครวัด เคยแวะชมปราสาทพนมวันในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861 และบันทึกว่าเป็นวิหารที่งดงามแห่งหนึ่ง

    รื้อแล้วประกอบใหม่ งานบูรณะสิบปี

    การบูรณะช่วง พ.ศ. 2532–2542 ดำเนินเป็นขั้นตอน เริ่มจากสำรวจ ทำแผนผัง วิเคราะห์โครงสร้าง และปรับพื้นที่ จากนั้นศึกษารูปแบบลวดลายและประเมินความมั่นคง แล้วจึงรื้อหินลงทีละก้อน ทำแผนที่ตำแหน่งและถ่ายภาพทุกชิ้นไว้

    เมื่อหินถูกรื้อออกหมด ช่างได้เสริมความแข็งแรงของฐานราก และปูชั้นยางมะตอยเพื่อกันความชื้นจากใต้ดิน ก่อนประกอบหินกลับตามตำแหน่งเดิมพร้อมตรวจสอบทีละจุด ระหว่างการทำงานยังพบเศษอิฐ ศิลาแลง และชิ้นส่วนหินที่มีจารึก ซึ่งช่วยให้เข้าใจลำดับการก่อสร้างได้ดีขึ้น

    งานดูแลรักษายังดำเนินต่อเนื่อง ในช่วง พ.ศ. 2566–2568 มีการทดลองประกอบชิ้นส่วนทับหลังด้านหน้า ซ่อมรอยร้าว เชื่อมหิน และใส่อิฐใหม่ในผนังมณฑป ส่วนหินทรายที่ใช้สร้างปราสาท นักธรณีวิทยาพบแหล่งตัดหินโบราณในเขตอำเภอสีคิ้วและอำเภอสูงเนิน ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานธรณีโคราช

    การบูรณะและปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมวันเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานราว 206 ไร่ในปี พ.ศ. 2541

    ระหว่าง พ.ศ. 2532–2542 (ค.ศ. 1989–1999) กรมศิลปากรบูรณะปราสาทด้วยวิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินออกทีละก้อน ทำเครื่องหมาย เสริมความมั่นคงของฐานราก แล้วประกอบกลับตามตำแหน่งเดิม หินที่หายหรือเสียหายมากจึงสกัดหินใหม่มาทดแทน

    ทุกวันนี้ปราสาทพนมวันยังเป็นที่สักการะของชาวบ้าน มีพระพุทธรูป เครื่องบูชา และธูปเทียนอยู่ภายใน ต่างจากปราสาทหลายแห่งที่เหลือเพียงซากโบราณสถาน

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพนมวัน อ.เมืองนครราชสีมา
    พิกัด 15.025082, 102.193676 (15°01′30.3″N 102°11′37.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ปราสาทพนมวันอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา ใกล้ตัวเมืองโคราช อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ชมได้ทั้งปราสาทประธาน ระเบียงคด ซุ้มประตู และจารึกบนกรอบประตูหิน ภายในยังเป็นที่สักการะพระพุทธรูป ควรแต่งกายสุภาพ เดินทางต่อไปปราสาทหินพิมายได้ในวันเดียวกัน

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. ราว 900): ศาสนสถานยุคแรก. จารึกกลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1
    • พุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): ก่อสร้างระยะที่สอง. สร้างปราสาทประธานหินทราย มณฑป ระเบียงคด และปรางค์น้อย
    • พ.ศ. 1598 (ค.ศ. 1055): จารึกสรรเสริญสุริยวรมันที่ 1. จารึกหลักที่ 2 บันทึกการแต่งตั้งวีรวรมันและการถวายที่ดิน
    • พ.ศ. 1625 (ค.ศ. 1082): พระราชโองการชัยวรมันที่ 6. จารึกหลักที่ 3 และ 4 บันทึกการดูแลและถวายของแก่ปราสาท
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 17: เปลี่ยนเป็นพุทธสถาน. พระพุทธรูปประดิษฐานแทนรูปเคารพเดิม
    • พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861): อ็องรี มูโอ แวะชม. นักสำรวจชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงปราสาท
    • 27 ก.ย. พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • พ.ศ. 2532–2542 (ค.ศ. 1989–1999): บูรณะแบบอนัสติโลซิส. กรมศิลปากรรื้อและประกอบปราสาทกลับคืน
    • 21 ก.ย. พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): กำหนดเขตโบราณสถาน. พื้นที่ราว 206 ไร่
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): อุทยานธรณีโลก. ปราสาทเป็นแหล่งหนึ่งในอุทยานธรณีโลกโคราช
    • พ.ศ. 2566–2568 (ค.ศ. 2023–2025): งานดูแลรักษาต่อเนื่อง. ทดลองประกอบทับหลังด้านหน้าและซ่อมรอยร้าว

    รู้หรือไม่

    ปราสาทที่แพ้การแข่งขัน

    ตามตำนาน ปราสาทพนมวันสร้างไม่เสร็จเพราะฝ่ายชายถูกโคมสัญญาณของฝ่ายหญิงที่สร้างพิมายหลอก

    หินอายุร้อยล้านปี

    หินทรายของปราสาทมาจากหินชุดโคราชที่มีอายุราว 120 ล้านปี

    จารึกอยู่ที่เดิม

    จารึกหลายหลักของพนมวันยังจัดแสดงอยู่ที่ตัวปราสาท ไม่ได้ถูกย้ายไปพิพิธภัณฑ์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Prasat Phanom Wan – Wikipedia
    2. ปราสาทพนมวัน: ร่องรอยสถาปัตยกรรมโบราณ สู่แหล่งเรียนรู้ในอุทยานธรณีโคราช – วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์
    3. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 2 (K.393) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    4. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 3 (K.391) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    5. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 4 – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. K. 392 Doorjamb from Prasat Phanom Wan – DharmaLekha
    7. Prasat Phnom Wan – Techno-Science
    8. ปราสาทพนมวัน (ฉบับเต็ม PDF) – วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทพนมวัน
    Phnom Wan · User:Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Phnom-Wan-001 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Prasat Hin Phanom Wan 3 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Phnom-Wan-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านเชียง

    บ้านเชียง

    ภาพประกอบ: Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    หมู่บ้านในอุดรธานีที่ซ่อนชุมชนเกษตรกรและช่างสำริดยุคก่อนประวัติศาสตร์ไว้ใต้ดิน จนกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกด้านโบราณคดีของไทย · ราว 4,000–1,700 ปีก่อน (ช่วงเวลายังถกเถียงกัน)

    ที่ตั้งตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
    ค้นพบพ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)
    ขนาดเนินดินรูปไข่ ราว 500 x 1,350 เมตร สูงราว 8 เมตร
    มรดกโลกขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
    หลักฐานเด่นภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดง เครื่องมือและเครื่องประดับสำริด หลุมฝังศพ
    การขุดค้นใหญ่กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พ.ศ. 2517–2518
    พื้นที่มรดกโลกราว 30 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 760 เฮกตาร์
    หลุมศพจากการขุดค้นปี 2517–2518อย่างน้อย 142 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเชียงตั้งอยู่บนเนินดินรูปไข่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บนแอ่งสกลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รอบเนินมีลำห้วยและที่ราบลุ่มที่เหมาะกับการทำนา

    เนินดินนี้เกิดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่อาศัย ทำกิน และฝังศพในที่เดิมเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินจึงทับถมสูงขึ้นจนเป็นเนินสูงราว 8 เมตร ปัจจุบันหมู่บ้านบ้านเชียงยังตั้งอยู่บนเนินเดียวกัน

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะเขียนลายสีแดง: หม้อดินเผาลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวล ภาพจำของบ้านเชียง เป็นของสมัยปลายของแหล่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • กำไลสำริด: กำไลหล่อสำริดสวมข้อมือและข้อเท้าของผู้ตาย หลักฐานการหล่อโลหะยุคแรก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน: หลุมฝังศพที่เปิดให้ชมในที่เดิม เห็นโครงกระดูกและภาชนะเรียงตามชั้นดิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดโพธิ์ศรีใน บ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ในหมู่บ้าน สะดุดรากต้นไม้ล้มลงบนทางเดิน แล้วสังเกตเห็นปากไหดินเผาโผล่จากพื้นดิน เขาเห็นว่าลวดลายแปลกตา จึงเก็บตัวอย่างส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

    ข่าวการค้นพบทำให้ไหลายเขียนสีแดงจากบ้านเชียงเป็นที่ต้องการของนักสะสม การลักลอบขุดหาโบราณวัตถุจึงแพร่หลาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จทอดพระเนตรหลุมขุดค้นในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) ชาวบ้านและหน่วยงานรัฐจึงตื่นตัวช่วยกันปกป้องแหล่งมากขึ้น

    กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975) กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียขุดค้นครั้งใหญ่ นำโดยพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน ได้โบราณวัตถุและตัวอย่างรวมหนักหลายตัน

    การสะดุดรากไม้ครั้งเดียวของนักศึกษาคนหนึ่ง เปิดประตูสู่ชุมชนช่างสำริดที่ถูกลืมมาหลายพันปี

    เบื้องหลังการขุดค้นครั้งใหญ่

    หลังสตีเฟน ยัง พบไหโบราณ เขานำตัวอย่างไปให้พันธุ์ทิพย์ บริพัตร แห่งวังสวนผักกาด และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรดู ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง และพบโครงกระดูก สำริด และภาชนะดินเผาอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นร่วมระหว่างกรมศิลปากรกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียใน พ.ศ. 2517–2518 มีพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน เป็นผู้อำนวยการร่วม ทีมงานบันทึกหลุมฝังศพได้อย่างน้อย 142 หลุม และขนส่งภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะรวมราว 6 ตันไปวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกา

    งานวิเคราะห์สะดุดลงเมื่อกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี จอยซ์ ไวท์ จึงรับช่วงโครงการบ้านเชียงต่อ ผลงานเรื่องโลหะของไวท์และเอลิซาเบธ แฮมิลตัน ตีพิมพ์เป็นชุดหนังสือสี่เล่ม และเล่มสุดท้ายออกใน พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือราวครึ่งศตวรรษหลังการขุดค้น

    วัตถุสำริดที่พบมีทั้งกำไลข้อมือ แหวน กำไลข้อเท้า ลวดและแท่งโลหะ หัวหอก ขวานและผึ่ง ตะขอ ใบมีด และกระดิ่งเล็ก ๆ งานวิจัยของไวท์จัดวัตถุโลหะเป็น 9 กลุ่ม พร้อมกับเบ้าหลอม แม่พิมพ์ และตะกรันโลหะ ซึ่งยืนยันว่าการหล่อโลหะเกิดขึ้นในชุมชนตั้งแต่ระยะแรก

    สิ่งที่พบ

    บ้านเชียงพบหลุมฝังศพมนุษย์กว่าร้อยหลุม ร่วมกับภาชนะดินเผาจำนวนมาก ภาชนะยุคแรกเป็นสีดำมีลายขีดขูด ยุคกลางมีหลายรูปทรง ส่วนยุคปลายเป็นภาชนะสีนวลเขียนลายสีแดงเป็นวงก้นหอยและลายโค้งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเชียง ภาชนะลายเขียนสีแดงนี้มีอายุราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200

    นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือและเครื่องประดับสำริด เช่น ขวาน หัวหอก กำไล และกระพรวน พร้อมเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ ซึ่งแสดงว่าชาวบ้านเชียงหล่อสำริดเองในชุมชน ในชั้นที่ใหม่กว่ายังพบเครื่องมือเหล็กและลูกปัดแก้ว

    หลักฐานอื่นบอกเรื่องชีวิตประจำวัน ได้แก่ แกลบข้าวในเนื้อดินภาชนะ กระดูกหมู ไก่ สุนัข และกระดูกควายในชั้นยุคหลัง แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และยังล่าสัตว์หาปลาควบคู่กัน หลักฐานการทำสงครามหรืออาวุธมีน้อยมาก

    สามสมัยของภาชนะดินเผา

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นการอยู่อาศัยของบ้านเชียงเป็นสมัยต้น สมัยกลาง และสมัยปลาย โดยใช้รูปแบบภาชนะดินเผาที่ฝังร่วมกับศพเป็นตัวช่วยสำคัญ ภาชนะเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีศพเป็นส่วนใหญ่ จึงประณีตกว่าภาชนะใช้งานทั่วไป

    ภาชนะสมัยต้นมีทั้งลายขีด ลายเชือกทาบ ลายเขียนสี และลวดลายปั้นแปะ ฝีมือละเอียดจนนักวิจัยชื่นชมว่ามีความซับซ้อนตั้งแต่แรกเริ่ม สมัยกลางนิยมภาชนะทรงหักมุมที่ทาสีบริเวณขอบปาก และบางหลุมพบว่ามีการทุบภาชนะให้แตกแล้วโรยทับร่างผู้ตาย

    ภาชนะเขียนลายสีแดงบนพื้นสีนวลที่ทำให้บ้านเชียงโด่งดัง เป็นของสมัยปลาย ซึ่งหมายความว่าช่างปั้นของบ้านเชียงทำภาชนะต่อเนื่องกันมาเกือบ 2,000 ปีก่อนจะถึงยุคลายแดงนี้ ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับบ้านเชียงจึงเป็นเพียงช่วงท้ายของเรื่องราวทั้งหมด

    ชีวิตและสุขภาพของคนบ้านเชียง

    ไมเคิล เปียทรูเซวสกี และมิเชล ทูมีย์ ดักลาส ศึกษาโครงกระดูกจากบ้านเชียงแล้วพบว่าคนที่นี่ใช้ร่างกายหนักและกระฉับกระเฉง แต่แทบไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กัน เศรษฐกิจเป็นแบบผสม คือทำนา ล่าสัตว์ และเก็บของป่า ไปพร้อมกับการทำโลหะ

    ข้อมูลจากโครงกระดูก 127 โครงที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ระบุว่า ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 165–175 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 150–157 เซนติเมตร และอายุขัยเฉลี่ยราว 27–34 ปี งานวิเคราะห์ของทีมสหรัฐฯ ยังพบว่าอายุขัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจากราว 30.4 ปีเป็น 28.1 ปีหลังจากเริ่มใช้ควายในการเกษตร

    กระดูกสัตว์ที่อำพัน กิจงาม และชาร์ลส์ ไฮแอม ศึกษา มีทั้งวัวป่าสองชนิดคือกระทิงและวัวแดง ซึ่งแสดงว่ายังมีการล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนร่องรอยบ้านเรือนชี้ว่าคนบ้านเชียงน่าจะอยู่ในบ้านใต้ถุนสูงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายบ้านชนบทอีสานที่เห็นได้ในปัจจุบัน

    ทองแดงและดีบุกมาจากไหน

    สำริดคือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก แต่ในพื้นที่บ้านเชียงเองไม่มีแร่ทั้งสองชนิด ชาวบ้านเชียงจึงต้องได้โลหะหรือแร่มาจากที่อื่น นี่คือหลักฐานว่าชุมชนเกษตรกรในแอ่งสกลนครเชื่อมต่อกับเครือข่ายแลกเปลี่ยนที่กว้างไกล

    การค้นพบที่บ้านเชียงจุดประกายให้เกิดโครงการโบราณโลหวิทยาในประเทศไทย นำโดยสุรพล นาถะพินธุ และวินเซนต์ พิกอตต์ ซึ่งเริ่มงานภาคสนามใน พ.ศ. 2527 โครงการนี้สำรวจแหล่งเหมืองทองแดงภูโล้นริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย และขุดค้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2528 พบว่ามีการทำเหมืองทองแดงอย่างน้อยตั้งแต่สหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และอาจส่งแร่หรือโลหะมายังชุมชนวัฒนธรรมบ้านเชียงที่อยู่ปลายน้ำ

    อีกแหล่งผลิตทองแดงสำคัญอยู่ที่หุบเขาวงพระจันทร์ใกล้ลพบุรี ซึ่งมีแหล่งโนนป่าหวาย โนนหมากลา และนิลกำแหง ภาพรวมจึงเป็นเครือข่ายเหมืองแร่และหมู่บ้านช่างโลหะที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสานและภาคกลาง โดยบ้านเชียงเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ใช้และหล่อโลหะ

    ความสำคัญ

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยยกย่องว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บ้านเชียงช่วยให้เห็นพัฒนาการของชุมชนเกษตรกรรมที่ค่อย ๆ รับและพัฒนาเทคโนโลยีโลหะ จากหมู่บ้านทำนาธรรมดาไปสู่ชุมชนที่ผลิตสำริดและเหล็กใช้เอง ต่อมายังเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีในภาคอีสานอีกหลายแห่ง

    ผลการศึกษาดีเอ็นเอโบราณที่เผยแพร่ในช่วงหลังยังพบว่าคนยุคเหล็กแถบบ้านเชียงมีพันธุกรรมต่างจากคนวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า สะท้อนว่าผู้คนเข้ามาสู่ดินแดนไทยหลายเส้นทาง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    ช่วงแรก การหาอายุด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ให้ตัวเลขเก่ามาก บางค่าย้อนไปกว่า 5,000 ปีก่อน มีการพูดกันว่าบ้านเชียงอาจเป็นแหล่งผลิตสำริดที่เก่าที่สุดในโลก ตัวเลขนี้ยังถูกอ้างในสื่อไทยจนถึงปัจจุบัน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแล้ว

    ปัจจุบันยังมีสองแนวคิดหลัก ฝ่ายของจอยซ์ ไวท์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้ค่าอายุจากข้าวในภาชนะ เสนอว่าชุมชนเริ่มราว 2,100 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 2,000–1,800 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฝ่ายของชาร์ลส์ ไฮแอม หาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ เสนอว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล

    ความต่างนี้ยังโยงไปถึงคำถามว่าความรู้เรื่องสำริดมาจากไหน ลำดับเวลาแบบไฮแอมสอดคล้องกับการรับเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้ ขณะที่ลำดับเวลาแบบไวท์เปิดทางให้เส้นทางอื่น ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ

    ปัจจุบัน

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในความดูแลของกรมศิลปากรจัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเชียง ใกล้กันมีหลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งเปิดให้เห็นโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิมที่พบ

    ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาตรวจยึดโบราณวัตถุที่ลักลอบนำออกจากไทยจำนวนมากในปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Antiquity ต่อมาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐฯ ได้ส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงหลายร้อยชิ้นกลับมาไทย ชาวบ้านเชียงเองก็ยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาลายเลียนแบบโบราณเป็นงานหัตถกรรมของชุมชน

    ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นการสืบสวนลับนาน 5 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ก่อนจะบุกตรวจค้น 13 จุดในแคลิฟอร์เนียและชิคาโกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ยึดโบราณวัตถุได้กว่า 10,000 ชิ้น หลายชิ้นมาจากบ้านเชียง พิพิธภัณฑ์โบเวอร์สส่งคืนวัตถุ 542 ชิ้น และพิพิธภัณฑ์มิงเกส่งคืน 68 ชิ้น ส่วนเจ้าของแกลเลอรีที่รับสารภาพใน พ.ศ. 2558 ต้องคืนโบราณวัตถุอีก 337 ชิ้น

    ชุมชนบ้านเชียงในปัจจุบันเป็นชาวไทพวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อราว 200 ปีก่อน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงจึงมีอาคารจัดแสดงวิถีชีวิตไทพวนแยกออกมาด้วย นอกเหนือจากอาคารนิทรรศการหลักที่เล่าเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง อ.หนองหาน
    พิกัด 17.407222, 103.236228 (17°24′26.0″N 103°14′10.4″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง หลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีในอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงอยู่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงของกรมศิลปากร และหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่แสดงโครงกระดูกและภาชนะในตำแหน่งที่พบจริง ในหมู่บ้านมีร้านเครื่องปั้นดินเผาลายบ้านเชียงและผ้าทอของชุมชน

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,100–1,500 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มอาศัยบนเนิน ปีที่แน่ชัดยังถกเถียงกัน
    • ราว 2,000–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคสำริด. เริ่มใช้และหล่อสำริด ตัวเลขต่างกันตามแนวคิดของนักวิชาการ
    • สหัสวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.: เหมืองทองแดงภูโล้น. มีการทำเหมืองทองแดงริมแม่น้ำโขงที่อาจส่งโลหะมายังวัฒนธรรมบ้านเชียง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ภาชนะลายเขียนสีแดง. ยุคปลายที่ผลิตภาชนะลายเขียนสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์
    • ส.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบไหโบราณ. จุดเริ่มต้นความสนใจของนักวิชาการ
    • 20 มี.ค. พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): เสด็จทอดพระเนตร. รัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จชมหลุมขุดค้น
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นครั้งใหญ่. กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบหลุมศพอย่างน้อย 142 หลุม
    • พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): กอร์แมนเสียชีวิต. งานวิเคราะห์ผลการขุดค้นล่าช้าออกไป
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): โครงการโบราณโลหวิทยา. สำรวจและขุดค้นเหมืองทองแดงภูโล้น จังหวัดเลย
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
    • ม.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ตรวจยึดของโบราณในสหรัฐฯ. บุกค้น 13 จุด ยึดโบราณวัตถุกว่า 10,000 ชิ้น
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เกิดข้อถกเถียงรอบใหม่. ทีมไฮแอมเสนอลำดับเวลาใหม่ และไวท์โต้แย้ง ในปีเดียวกันผู้ค้าโบราณวัตถุรับสารภาพในสหรัฐฯ
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): หนังสือชุดโลหะเล่มสุดท้าย. ผลวิเคราะห์โลหะบ้านเชียงของไวท์และแฮมิลตันครบชุด

    รู้หรือไม่

    เนินที่คนสร้างเอง

    เนินบ้านเชียงสูงราว 8 เมตร เกิดจากการอยู่อาศัยและฝังศพซ้อนกันหลายพันปี

    ชื่อเสียงที่มาพร้อมการลักลอบขุด

    ความนิยมไหลายเขียนสีแดงในตลาดนักสะสมทำให้มีการลักลอบขุดอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 2510

    หลอมเองในหมู่บ้าน

    การพบเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ยืนยันว่าชาวบ้านเชียงผลิตสำริดเอง

    ไม่มีอาวุธโลหะ

    ในบรรดาสำริดที่พบ แทบไม่มีอาวุธสำหรับสงคราม และโครงกระดูกก็มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้น้อยมาก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Chiang Archaeological Site – UNESCO World Heritage Centre
    2. Ban Chiang – Wikipedia
    3. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    4. Charles Higham: the dating game and the saga of Ban Chiang – Current World Archaeology
    5. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง – กรมประชาสัมพันธ์
    6. Ban Chiang Ceramics – ISEAA
    7. Ban Chiang National Museum – Museum Thailand
    8. Thailand Archaeometallurgy Project – Penn Museum

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเชียง
    Welcome to Ban Chiang World Heritage · User:Mattes · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Tribal Culture · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Woman making pots · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang excavations · Steve from Bangkok, Thailand · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Neolithic Pottery from Ban Chiang. Bangkok National Museum, b082 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Pots and sherds Steve took back to Bangkok · Barondare · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองสิงห์

    เมืองสิงห์

    ภาพประกอบ: Prasat-Muang-Sing-APR08-008 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองโบราณกำแพงศิลาแลงริมแควน้อย ที่มีปราสาทแบบเขมรเป็นศูนย์กลาง และยังมีข้อถกเถียงว่าใครเป็นผู้สร้าง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19 (มีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อยู่ก่อนแล้ว)

    ที่ตั้งอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย
    ขนาดเมืองราว 880 x 1,400 เมตร กำแพงศิลาแลงสูงราว 5–7 เมตร
    โบราณสถานหลักปราสาทเมืองสิงห์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
    รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา
    บูรณะเริ่ม พ.ศ. 2517
    อุทยานประวัติศาสตร์ประกาศ พ.ศ. 2530 เปิดอย่างเป็นทางการ 3 เมษายน พ.ศ. 2540
    กำแพงล้อมปราสาทศิลาแลง ราว 81.5 x 104 เมตร
    ประติมากรรมเด่นพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี สูงราว 161 เซนติเมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองสิงห์ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนราว 1 กิโลเมตร แม่น้ำแควน้อยโค้งโอบเมืองไว้ทางด้านหนึ่ง ทำให้ได้ทั้งแหล่งน้ำและแนวป้องกันตามธรรมชาติ

    ทำเลนี้อยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมลุ่มแม่กลองและแควน้อยขึ้นไปยังด่านเจดีย์สามองค์และดินแดนพม่า พื้นที่รอบเมืองมีคนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ ใกล้กับแหล่งบ้านเก่าที่อยู่ปลายน้ำลงไป

    หลักฐานสำคัญ

    • ปราสาทเมืองสิงห์: ปราสาทศิลาแลงในเมืองโบราณริมแม่น้ำแควน้อย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระโพธิสัตว์: ประติมากรรมแบบบายนที่พบในเมืองสิงห์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังเมืองและการค้นพบ

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 880 เมตร ยาวราว 1,400 เมตร ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงที่ก่อบนคันดิน สูงราว 5–7 เมตร (แหล่งข้อมูลระบุต่างกัน) มีประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และมีคูน้ำคันดินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งน่าจะใช้ทั้งป้องกันเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีกลุ่มโบราณสถานเรียงตามแนวแกนเหนือ-ใต้ 4 แห่ง โดยโบราณสถานหมายเลข 1 คือปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นศาสนสถานหลัก เมืองนี้ถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี ก่อนกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก

    กรมศิลปากรเริ่มบูรณะปราสาทเมืองสิงห์ในปี พ.ศ. 2517 ประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2540

    กำแพงศิลาแลงริมแควน้อยตั้งคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ครบ ว่าเป็นฝีมือกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร หรือของคนท้องถิ่นที่ฝันถึงปราสาทแบบบายน

    ผังปราสาทหลังการขุดแต่ง

    การขุดแต่งของกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ทำให้เห็นผังปราสาทชัดเจนขึ้น ปราสาทประธานหันหน้าไปทางตะวันออก ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดราว 81.5 x 104 เมตร ถัดเข้าไปเป็นระเบียงคดที่มีซุ้มประตูหรือโคปุระทั้งสี่ทิศ และมีอาคารเล็กกว้างราว 4.5 เมตรอยู่ที่มุมทั้งสี่

    ซุ้มประตูด้านตะวันออกซึ่งเป็นทางเข้าหลักยาวราว 25 เมตร ส่วนระเบียงด้านเหนือยาวราว 34.8 เมตร ในลานด้านตะวันออกเฉียงใต้มีอาคารขนาดเล็กอีกหลังหนึ่ง ภายในเขตเมืองยังพบสระน้ำหกสระ กระเบื้องดินเผาที่บ่งว่าเคยมีอาคารเครื่องไม้ และบ่อตัดศิลาแลงอยู่ไม่ไกล ซึ่งบอกว่าวัสดุก่อสร้างหาได้ในท้องถิ่น

    ช่างยึดก้อนศิลาแลงเข้าด้วยกันด้วยเดือยโลหะรูปตัว T หรือตัว I ที่ทำจากเหล็กและตะกั่ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบในปราสาทแบบเขมร นอกจากปราสาทหลัก ภายในเมืองยังมีฐานศาสนสถานหลังที่สองทางตะวันตกเฉียงเหนือ และฐานอาคารอีกสองแห่งที่ยังไม่รู้หน้าที่แน่ชัด

    สิ่งที่พบ

    ปราสาทเมืองสิงห์สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานอยู่กลาง ล้อมด้วยระเบียงคดและซุ้มประตู มีอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยอยู่ภายใน ลวดลายปูนปั้นและรูปแบบผังคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน

    ในบริเวณปราสาทพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพสำคัญของพุทธศาสนามหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันมีการจัดแสดงแบบจำลองในอาคารบางหลัง

    นอกจากนี้ การขุดค้นริมแม่น้ำแควน้อยในเขตอุทยานพบแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีโครงกระดูกพร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องประดับ กำหนดอายุราว ค.ศ. 200 แสดงว่าพื้นที่นี้มีคนอยู่ก่อนการสร้างเมืองกำแพงศิลาแลงนานมาก

    ประติมากรรมที่พบทีละชิ้น

    ประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแบบเปล่งรัศมี สลักจากหินทรายสีเทาอมฟ้า สูงราว 161 เซนติเมตร ทั่วองค์สลักรูปพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จำนวนมาก แทนแสงที่แผ่ออกจากพระโพธิสัตว์ แบบเดียวกับที่พบในศิลปะยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในกัมพูชา

    อีกชิ้นสำคัญคือพระนางปรัชญาปารมิตาจากหินทรายสีเทาอมฟ้าเช่นกัน สูงราว 98 เซนติเมตร ส่วนชิ้นที่ทำจากหินทรายสีแดง ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก เศียรทวารบาลสูงราว 47 เซนติเมตร และลำตัวสตรีที่ยังสลักไม่เสร็จ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เห็นว่างานหินทรายแดงเหล่านี้น่าจะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น

    ลวดลายปูนปั้นที่ประดับปราสาทก็น่าสนใจ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ยังมีร่องรอยทวารวดี กลุ่มที่เป็นแบบบายน และกลุ่มที่เริ่มมีลักษณะแบบไทย การผสมนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการบางคนมองว่าคนท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างมากกว่าที่เคยคิด

    เทวรูปของจริงหลายชิ้นถูกนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ปราสาทจัดแสดงแบบจำลองให้ผู้มาเยือนเห็นตำแหน่งเดิม

    หลุมศพสองพันปีริมแควน้อย

    ที่ขอบด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สี่โครง กำหนดอายุอยู่ในปลายยุคโลหะ ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200) ผู้ตายถูกฝังพร้อมหม้อดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และลูกปัดหินกับลูกปัดแก้ว

    ลูกปัดแก้วและหินเป็นสินค้าที่เดินทางมาตามเครือข่ายการค้าระยะไกล การพบในหลุมศพริมแควน้อยจึงบอกว่าชุมชนตรงนี้ติดต่อกับโลกภายนอกมาก่อนจะมีปราสาทนับพันปี และลุ่มน้ำแควน่าจะเป็นทางผ่านของสินค้ามาตั้งแต่ยุคนั้น

    ปัจจุบันผู้มาเยือนยังเข้าชมหลุมขุดค้นนี้ได้ เป็นจุดที่ทำให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเมืองสิงห์มีประวัติศาสตร์หลายชั้นซ้อนกัน ตั้งแต่ชุมชนยุคโลหะ เมืองแบบเขมร ไปจนถึงเมืองด่านสมัยรัตนโกสินทร์

    ความสำคัญ

    เมืองสิงห์เป็นเมืองแบบเขมรที่อยู่ไกลไปทางตะวันตกที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าคือเมือง ศรีชัยสิงหปุระ ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งระบุรายชื่อเมืองที่ได้รับพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถ

    หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง เมืองสิงห์ก็เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางที่เชื่อมอาณาจักรเขมรเข้ากับทางผ่านไปยังทะเลอันดามัน และแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของพุทธมหายานยุคบายนแผ่มาไกลถึงลุ่มน้ำแคว

    เมืองสิงห์ในเครือข่ายเมืองบายนฝั่งตะวันตก

    เมืองสิงห์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ในภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันตกยังมีศาสนสถานแบบบายนอีกหลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรกที่สุพรรณบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่ราชบุรี และวัดกำแพงแลงที่เพชรบุรี ซึ่งมีอาคารศิลาแลงแบบเขมรสี่หลัง

    ชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ เช่น ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุรี และศรีชัยวัชรปุรี มักถูกนักวิชาการจับคู่กับลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เมืองสิงห์ และเพชรบุรี ตามลำดับ แม้การจับคู่นี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพเส้นทางที่อิทธิพลเขมรแผ่มาตามชายขอบตะวันตกของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา

    หลังยุคเขมร เมืองสิงห์ร้างไปนาน จนในรัชกาลที่ 1 ถูกตั้งขึ้นใหม่เป็นเมืองเล็กที่มีป้อมคอยป้องกันเมืองกาญจนบุรี และถูกลดฐานะเป็นระดับอำเภอในสมัยรัชกาลที่ 5

    ข้อถกเถียง

    แนวคิดหลักเห็นว่าปราสาทเมืองสิงห์สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ตามหลักฐานด้านศิลปะ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มชี้ว่าผังปราสาทมีมุมไม่ตรงกัน ประตูไม่สม่ำเสมอ และลายปูนปั้นมีลักษณะท้องถิ่นที่ใกล้ทวารวดี จึงเสนอว่าอาจเป็นงานของคนท้องถิ่นที่เลียนแบบปราสาทเขมรในช่วงหลังอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจ ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19

    การระบุว่าเมืองสิงห์คือศรีชัยสิงหปุระก็ยังเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะอาศัยความคล้ายของชื่อเป็นหลัก ยังไม่มีจารึกในพื้นที่ที่ยืนยันได้ชัดเจน

    อีกประเด็นหนึ่งคือการบูรณะ ปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี ตั้งข้อสังเกตว่าชิ้นส่วนหินทรายสองชิ้นในพิพิธภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นส่วนของพระพุทธรูป อาจเป็นส่วนของใบหน้าขนาดใหญ่แบบที่ประดับยอดปราสาทสมัยบายน และตั้งคำถามว่าส่วนที่เหลือหายไปไหน ระหว่างช่วงที่ปราสาทถูกทิ้งไว้ก่อนการบูรณะ หรือระหว่างการบูรณะเอง

    เมืองสิงห์ในปัจจุบัน

    ปัจจุบันเมืองสิงห์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมกำแพงศิลาแลง ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานหมายเลข 2 และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำ

    พื้นที่โดยรอบร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการเดินหรือปั่นจักรยาน การเดินทางมาเมืองสิงห์มักรวมอยู่ในเส้นทางเดียวกับทางรถไฟสายมรณะ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทเมืองสิงห์ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อ.ไทรโยค
    พิกัด 14.038841, 99.243501 (14°02′19.8″N 99°14′36.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์อยู่ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย ใกล้สถานีรถไฟท่ากิเลนบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ภายในมีปราสาทเมืองสิงห์ กำแพงศิลาแลง และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่าได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: ชุมชนแรกเริ่ม. ลุ่มแควน้อยมีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่
    • ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200): แหล่งฝังศพริมแม่น้ำ. ชุมชนปลายยุคโลหะฝังศพพร้อมหม้อและลูกปัด
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงศรีชัยสิงหปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19: สร้างปราสาทเมืองสิงห์. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน (ยังถกเถียงเรื่องผู้สร้าง)
    • หลังยุคเขมร: เมืองร้าง. เมืองถูกทิ้งร้างหลายร้อยปี
    • สมัยรัชกาลที่ 1 (ค.ศ. 1782–1809): เมืองหน้าด่าน. ตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่เพื่อป้องกันกาญจนบุรี
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1868–1910): ลดฐานะ. เมืองสิงห์ถูกลดเป็นระดับอำเภอ
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): เริ่มขุดแต่งและบูรณะ. กรมศิลปากรเริ่มงานที่ปราสาท
    • พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977): รายงานต่อที่ประชุมนานาชาติ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศเสนอผลการขุดค้นต่อที่ประชุมนักประวัติศาสตร์เอเชีย
    • พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987): ประกาศอุทยานประวัติศาสตร์. จัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
    • 3 เม.ย. พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997): เปิดอย่างเป็นทางการ. เปิดให้ประชาชนเข้าชม

    รู้หรือไม่

    ศิลาแลงคือหินที่ตัดจากดิน

    ศิลาแลงเป็นดินที่มีเหล็กสูง เมื่อขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ยังตัดได้ง่าย แต่เมื่อโดนอากาศจะแข็งตัว จึงเป็นวัสดุก่อสร้างสำคัญของปราสาทแบบเขมร

    กำแพงหลายชั้น

    นอกจากกำแพงศิลาแลง เมืองสิงห์ยังมีคูน้ำและคันดินซ้อนหลายชั้น ซึ่งอาจช่วยกักเก็บและระบายน้ำในฤดูฝน

    พระโพธิสัตว์ที่มีพระพุทธรูปทั่วองค์

    พระอวโลกิเตศวรจากเมืองสิงห์สลักพระพุทธรูปองค์จิ๋วไว้ทั่วร่าง เพื่อแสดงว่าพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีเป็นพระพุทธเจ้านับไม่ถ้วน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mueang Sing Historical Park – Wikipedia
    2. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – Siam Society
    3. เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ขอม – ศิลปวัฒนธรรม
    4. ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    5. Jayavarman VII – Wikipedia
    6. Subhadradis Diskul: Recent Excavations at Prasat Muang Singh – JSS 66.1

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองสิงห์
    Prasat Muang Sing Historical Park, Thakilen, Thailand (368976275) · yeowatzup · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-010 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Mueang Sing Northern Gopura · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เขาคลังใน

    เขาคลังใน

    ภาพประกอบ: Khao Khlang Nai-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานศิลาแลงขนาดใหญ่กลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ ที่ฐานยังมีปูนปั้นรูปคนแคระแบกหน้าตาแปลก ๆ เรียงรายอยู่จนถึงวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (การกำหนดอายุยังต่างกัน)

    ที่ตั้งกลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
    ขนาดกว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร สูงราว 12 เมตร
    วัสดุศิลาแลง ประดับปูนปั้น
    ศาสนาศาสนสถานในพุทธศาสนา สมัยทวารวดี
    จุดเด่นปูนปั้นรูปคนแคระแบกและสัตว์แบก สลับลายพันธุ์พฤกษา ที่ฐานด้านทิศใต้และทิศตะวันตก
    มรดกโลกอยู่ในเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)
    ทิศหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบย่อมุม
    การคุ้มครองเมืองศรีเทพขึ้นทะเบียนโบราณสถาน พ.ศ. 2478 และเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2527

    ที่ตั้งและรูปทรง

    เมืองโบราณศรีเทพในจังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วยเมืองสองส่วนต่อกัน คือเมืองในและเมืองนอก แต่ละส่วนมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ เขาคลังในตั้งอยู่ใจกลางเมืองใน ไม่ไกลจากปรางค์ศรีเทพซึ่งเป็นศาสนสถานแบบเขมรที่สร้างในยุคหลัง

    คำว่าเขาในชื่อนี้มาจากรูปร่างของซากอาคาร ก่อนการขุดแต่ง เขาคลังในดูเหมือนเนินเขาเตี้ย ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ชาวบ้านจึงเรียกตามที่เห็น จนเมื่อนักโบราณคดีขุดลอกดินออก จึงพบว่าข้างใต้คืออาคารศิลาแลงขนาดใหญ่

    ตัวอาคารเป็นฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร สูงราว 12 เมตร มีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านทิศตะวันออก นำขึ้นไปสู่ลานด้านบน ปัจจุบันส่วนบนพังทลายไปเกือบหมด สิ่งที่เหลือให้เห็นคือฐานขนาดใหญ่ที่ยังมีปูนปั้นประดับติดอยู่บางส่วน

    หลักฐานสำคัญ

    • ปูนปั้นคนแคระแบก: รูปคนแคระในท่าแบกมีศีรษะเป็นคนและสัตว์ เรียงสลับกับลายพันธุ์พฤกษาที่ฐานอาคาร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ฐานด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของเขาคลังใน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ฐานศิลาแลงขนาดใหญ่: ฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านตะวันออก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ กลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์) ดูภาพถ่ายจริง
    • เขาคลังนอก: ศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือ ใช้เปรียบเทียบรูปแบบกับเขาคลังใน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ นอกเมืองโบราณศรีเทพทางทิศเหนือ) ดูภาพถ่ายจริง

    แผนผังและการก่อสร้าง

    เขาคลังในเป็นอาคารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบย่อมุม คือมุมของฐานถูกหยักเข้าเป็นจังหวะแทนที่จะเป็นมุมฉากเรียบ ๆ ลักษณะนี้พบได้บ่อยในศาสนสถานทวารวดี และช่วยให้ฐานขนาดใหญ่ดูมีมิติ มีแสงเงาตกกระทบเป็นช่วง ๆ

    บันไดด้านทิศตะวันออกพาขึ้นไปสู่ลานกว้างด้านบน ซึ่งน่าจะใช้เป็นพื้นที่เดินประทักษิณหรือประกอบพิธี ส่วนที่อยู่เหนือลานนี้ขึ้นไปหายไปแล้ว นักวิชาการจึงยังบอกไม่ได้ว่ายอดเดิมมีรูปทรงอย่างไร

    ตัวอาคารก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นหินที่หาได้ในท้องถิ่น ตอนที่เริ่มขุดค้น ซากอาคารถูกกลบอยู่ใต้ดิน เศษศิลาแลง และเศษอิฐ ผิวนอกเคยฉาบและประดับด้วยปูนปั้นเป็นแถบตามฐาน โดยวางรูปคนแคระแบกเป็นช่อง ๆ สลับกับลายพรรณพฤกษา

    ฐานข้อมูลศิลปะของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรตั้งข้อสังเกตว่า การวางศาสนสถานขนาดใหญ่ไว้ใจกลางเมืองแบบเขาคลังในเป็นแนวคิดที่ต่อมาพบอีกในเมืองสมัยสุโขทัยและอยุธยา ซึ่งมักมีวัดสำคัญตั้งอยู่กลางเมือง

    ใต้เนินที่ดูเหมือนเขาเตี้ย ๆ มีกองทัพคนแคระตัวเล็กยืนแบกศาสนสถานไว้มานานกว่าพันปี

    การค้นพบและการขุดค้น

    เมืองศรีเทพถูกระบุตำแหน่งอีกครั้งในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสืบหาเมืองชื่อศรีเทพที่ปรากฏในเอกสารเก่า จนพบซากเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำป่าสัก นับแต่นั้นเมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักของนักวิชาการ

    งานขุดค้นที่เขาคลังในเริ่มในปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) โดยหน่วยศิลปากรในภูมิภาค ครั้งแรกขุดเพียงบางส่วนทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) มีการขุดแต่งครั้งใหญ่ขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ราว 850 ตารางเมตร ทั้งด้านเหนือ ด้านตะวันออก และส่วนยอด แล้วทำต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ซึ่งพบโบราณวัตถุจำนวนมาก

    การขุดแต่งเผยให้เห็นว่าฐานของอาคารเคยประดับด้วยปูนปั้นอย่างวิจิตร โดยเฉพาะด้านทิศใต้ที่ยังมีปูนปั้นเหลืออยู่ติดกับตัวอาคารค่อนข้างครบ จนถือเป็นตัวอย่างงานปูนปั้นทวารวดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมซึ่งหาได้ยาก

    คนแคระแบกแห่งศรีเทพ

    สิ่งที่ทำให้เขาคลังในต่างจากศาสนสถานอื่นคือแถวของรูปปั้นคนแคระแบก หรือที่บางครั้งเรียกว่าคณะ รูปเหล่านี้มีลำตัวอ้วนเตี้ย ยกแขนขึ้นในท่าแบกน้ำหนักของอาคารไว้ สลับกับรูปสัตว์ในท่าแบกและลายพันธุ์พฤกษา

    งานศึกษาของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2567 นับได้ว่าเหลือรูปคนแคระแบกราว 40 ตัว อยู่ที่ฐานด้านทิศใต้ 35 ตัว และด้านทิศตะวันตก 5 ตัว รูปเหล่านี้บางตัวมีศีรษะเป็นคน แสดงสีหน้าต่างกัน ทั้งสงบ ยิ้ม และเคร่งเครียด บางตัวมีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ ลิง วัว และควาย

    รูปคนแคระสวมผ้านุ่งสั้น โพกผ้าที่ศีรษะ สวมเครื่องประดับคอ และตุ้มหูขนาดใหญ่ ผู้ศึกษาเห็นว่าแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอินเดียใต้ แล้วช่างท้องถิ่นนำมาปรับเป็นแบบของตนเอง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าสำนักศิลปะศรีเทพ ส่วนคนแคระแบกที่พบในแหล่งอื่น เช่น วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี มีรายละเอียดเรียบง่ายกว่า

    เขาคลังในกับเพื่อนบ้านในเมืองศรีเทพ

    เมืองในของศรีเทพมีพื้นที่ราว 1,300 ไร่ และมีโบราณสถานที่ผ่านการขุดแต่งบูรณะแล้วเกือบ 40 แห่ง ส่วนเมืองนอกมีพื้นที่ราว 1,589 ไร่ มีโบราณสถานกระจายอยู่อีกราว 54 แห่ง เขาคลังในจึงเป็นเพียงอาคารหนึ่งในเครือข่ายศาสนสถานขนาดใหญ่ แม้จะเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดของเมืองในก็ตาม

    ในเมืองในยังมีปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง ซึ่งเป็นปราสาทอิฐแบบเขมรที่สร้างภายหลัง ส่วนนอกเมืองมีเขาคลังนอก ห่างออกไปทางเหนือราว 2 กิโลเมตร ปรางค์ฤๅษี และถ้ำเขาถมอรัตน์ งานศึกษาด้านความเชื่อในอุทยานพบว่าโบราณสถานกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย

    เขาคลังในกับเขาคลังนอกมักถูกพูดถึงเป็นคู่ อาคารหนึ่งอยู่ในเมือง อีกอาคารอยู่นอกเมือง ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยวิเคราะห์หลักการสร้างของศาสนสถานกลุ่มนี้ และเสนอว่ามีความเชื่อมโยงกับแบบแผนสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนามหายาน รวมถึงมีความสัมพันธ์กับถ้ำเขาถมอรัตน์ที่อยู่ไม่ไกล

    เมื่อมองภาพรวม เขาคลังในจึงช่วยเล่าว่าศรีเทพเป็นเมืองที่ผู้คนหลายความเชื่ออยู่ร่วมกันและเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จากชุมชนทวารวดีที่นับถือพุทธ ไปจนถึงช่วงที่อิทธิพลเขมรเข้ามาและมีการสร้างปราสาทในศาสนาฮินดู

    ความสำคัญ

    เขาคลังในเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ในพุทธศาสนาสมัยทวารวดี และเป็นหนึ่งในอาคารหลักของเมืองใน ร่วมกับปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง อีกแห่งที่ใหญ่กว่าคือเขาคลังนอก ซึ่งอยู่นอกตัวเมืองไปทางเหนือ ทั้งสองแห่งช่วยให้เห็นว่าศรีเทพเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีกำลังคนและช่างฝีมือมากพอจะสร้างอาคารขนาดใหญ่

    ในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) คณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยที่ 45 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ได้ขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แหล่งที่ขึ้นทะเบียนมีสามส่วน คือเมืองโบราณศรีเทพ เขาคลังนอก และถ้ำเขาถมอรัตน์ เขาคลังในอยู่ภายในส่วนของเมืองโบราณ

    ยูเนสโกให้เหตุผลว่าศรีเทพเป็นพยานของการแลกเปลี่ยนทางศาสนาและวัฒนธรรมที่มีรากจากอินเดีย และสะท้อนอารยธรรมทวารวดีที่เจริญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 10 งานปูนปั้นที่เขาคลังในเป็นหลักฐานชัดเจนชิ้นหนึ่งของการรับแล้วปรับรูปแบบศิลปะจากภายนอกให้เป็นแบบท้องถิ่น

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุและศาสนา

    แหล่งข้อมูลยังกำหนดอายุของเขาคลังในต่างกัน ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 ขณะที่บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนสื่อบางแห่งให้ช่วงกว้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16 ความต่างนี้มาจากการที่ยังไม่มีจารึกหรือค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุปีสร้างได้แน่ชัด

    เรื่องศาสนาก็มีหลายชั้น งานศึกษาเรื่องคนแคระแบกเสนอว่าเดิมเขาคลังในสร้างขึ้นในพุทธศาสนาแบบเถรวาท แต่ต่อมาอาจเปลี่ยนไปใช้ในพุทธศาสนามหายาน โดยพิจารณาจากประติมากรรมพระโพธิสัตว์ที่พบในบริเวณ นักวิชาการบางคนยังเชื่อมโยงแผนผังของศาสนสถานใหญ่ที่ศรีเทพเข้ากับศิลปะมหายานจากอินเดียใต้และชวาภาคกลาง

    อีกคำถามหนึ่งคือหน้าที่ของอาคาร ว่าเป็นสถูปหรือวิหาร เพราะส่วนบนหายไปแล้ว นักวิชาการจึงต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาคารร่วมสมัยในการตีความ คำถามเหล่านี้ยังเปิดอยู่และรอหลักฐานใหม่

    ความเชื่อของคนท้องถิ่นและการคุ้มครอง

    ก่อนที่นักโบราณคดีจะเข้ามาทำงาน ชาวบ้านรอบศรีเทพมองเมืองโบราณแห่งนี้ด้วยความเกรงกลัว ตามตำนานท้องถิ่น ศรีเทพเป็นเมืองที่เทวดาสร้างไว้ก่อนจะกลับขึ้นสวรรค์ คนจึงไม่กล้าเข้าไปตั้งบ้านเรือนในเขตเมือง และเชื่อว่าใครฝ่าฝืนอาจเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุร้ายกับครอบครัว ความเชื่อนี้มีผลทางอ้อมให้เนินโบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งเขาคลังใน ไม่ถูกรื้อหรือขุดทำลายมากนัก

    ชาวบ้านยังนับถือเจ้าพ่อศรีเทพในฐานะผู้ปกปักเมือง และนำธูปและอาหารมาเซ่นไหว้ ต่อมากรมศิลปากรได้ย้ายศาลลงมาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม และมีการจัดพิธีบวงสรวงเป็นประจำทุกปีในเดือนสามตามจันทรคติ

    ในทางกฎหมาย เมืองศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) และยกฐานะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) ปัจจุบันได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

    งานอนุรักษ์ที่ศรีเทพยึดหลักให้แยกส่วนใหม่ออกจากของเดิมได้ เช่น ที่เขาคลังนอกซึ่งเริ่มขุดแต่งในปี พ.ศ. 2551 ทีมงานเลือกใช้ศิลาแลงสีอ่อนกว่าเดิมเมื่อต้องเสริมส่วนที่หายไป สำหรับเขาคลังใน ความท้าทายหลักคือปูนปั้นที่ตากแดดตากฝนมานานและผุกร่อนง่าย จึงต้องดูแลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ใบหน้าของคนแคระลบเลือนไป

    ปัจจุบัน

    เขาคลังในอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนสามารถเดินชมฐานอาคารและมองหารูปคนแคระแบกที่ฐานด้านทิศใต้ได้ ปูนปั้นเหล่านี้เปราะบางและผุกร่อนได้ง่าย จึงควรชมจากระยะที่กำหนดและไม่สัมผัส

    การได้เห็นใบหน้าของคนแคระแต่ละตัว ซึ่งบางตัวยิ้ม บางตัวทำหน้าเครียด ทำให้เข้าใจว่าช่างเมื่อพันกว่าปีก่อนมีอารมณ์ขันและความช่างสังเกตไม่ต่างจากศิลปินทุกวันนี้

    พิกัดและการนำทาง

    โบราณสถานเขาคลังใน ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
    พิกัด 15.465528, 101.144651 (15°27′55.9″N 101°08′40.7″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เขาคลังในอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในความดูแลของกรมศิลปากร ภายในอุทยานยังมีปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และเขาคลังนอก ควรเริ่มที่ศูนย์ข้อมูลของอุทยานเพื่อดูภาพรวมของเมือง แล้วเดินชมฐานด้านทิศใต้ของเขาคลังในที่ยังมีปูนปั้นคนแคระแบกหลงเหลืออยู่

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6–10): ทวารวดีรุ่งเรือง. ศรีเทพเป็นเมืองสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีในลุ่มแม่น้ำป่าสัก
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16: สร้างเขาคลังใน. ปีสร้างที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แหล่งข้อมูลกำหนดอายุต่างกัน
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบเมืองศรีเทพ. กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงระบุตำแหน่งเมืองศรีเทพ
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. เมืองศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): ขุดค้นครั้งแรก. ขุดบางส่วนด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ. ยกฐานะเมืองโบราณเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ขุดแต่งครั้งใหญ่. ครอบคลุมพื้นที่ราว 850 ตารางเมตร
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ขุดแต่งต่อเนื่อง. พบโบราณวัตถุจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดแต่งเขาคลังนอก. เริ่มเผยโฉมศาสนสถานคู่แฝดนอกเมือง ทำให้เปรียบเทียบกับเขาคลังในได้ชัดขึ้น
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้อง
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): งานศึกษาคนแคระแบก. มีการตีพิมพ์งานวิจัยรูปแบบและที่มาของคนแคระแบกที่เขาคลังใน

    รู้หรือไม่

    คนแคระหัวช้าง

    คนแคระแบกบางตัวที่เขาคลังในมีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ ลิง วัว และควาย

    ด้านใต้สำคัญที่สุด

    จากรูปคนแคระที่เหลือราว 40 ตัว มีถึง 35 ตัวอยู่ที่ฐานด้านทิศใต้

    มีพี่น้องอยู่นอกเมือง

    เขาคลังนอกซึ่งอยู่นอกเมืองทางทิศเหนือมีขนาดใหญ่กว่า และยูเนสโกเรียกว่าโบราณสถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือ

    เคยเป็นเมืองต้องห้าม

    ตามความเชื่อท้องถิ่น ศรีเทพเป็นเมืองเทวดา ชาวบ้านจึงไม่กล้าตั้งบ้านเรือนในเขตเมืองมาหลายชั่วคน ซึ่งช่วยให้ซากอาคารอย่างเขาคลังในรอดพ้นจากการถูกรื้อ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. SAC Southeast Asian Arts: Khao Klang Nai
    2. UNESCO: The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments
    3. Taonoke: Style and Origin of Upholders as Carrying Dwarfs at the Khao Khlang Nai Archaeological Site
    4. Si Thep Historical Park (Wikipedia)
    5. ศิลปวัฒนธรรม: เมืองศรีเทพ เมืองมรดกโลกล่าสุดของไทย
    6. มติชน: สำรวจศรีเทพ เยือนมหาสถูปแห่งลุ่มน้ำป่าสัก
    7. เดลินิวส์: ศรีเทพขึ้นทะเบียนมรดกโลก
    8. Bangkok Post: Preserving history
    9. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีเทพ มรดกโลก ข้อมูลพื้นที่และการขึ้นทะเบียน
    10. Multi-Culture of Belief in Si Thep Historical Park (วารสาร มจร.)
    11. Taonoke: ฉบับเต็ม (PDF)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-006 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-009 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • ภูพระบาท

    ภูพระบาท

    ภาพประกอบ: 2014020501 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ภูเขาหินทรายแห่งอุดรธานีที่เพิงหินรูปร่างแปลกถูกเปลี่ยนเป็นศาสนสถานล้อมด้วยใบเสมาสมัยทวารวดี จนได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2567 · ราว 3,000 ปีก่อน ถึงสมัยล้านช้าง

    ที่ตั้งตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
    ชื่อมรดกโลกภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี
    ขึ้นทะเบียน27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) เกณฑ์ (iii) และ (v)
    ยุคเสมาสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16
    พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์
    ภาพเขียนสีพบในเพิงหินกว่า 40 แห่ง
    เขตกันชนราว 599 เฮกตาร์
    รอยพระพุทธบาทบัวบกรอยเท้าขวา ยาวราว 160 ซม. บูรณะ พ.ศ. 2462–2473

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ภูพระบาทเป็นภูเขาหินทรายในเทือกเขาภูพานตอนเหนือ อยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีและหนองคายราว 65 กิโลเมตร บนยอดเขามีป่าโปร่งและลานหินกว้าง

    จุดเด่นของภูพระบาทคือโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หินทรายชั้นล่างที่อ่อนกว่าสึกไปเร็วกว่าชั้นบน จึงเกิดเป็นหินรูปเห็ด เพิงหิน และหินก้อนใหญ่ที่ตั้งซ้อนกันอย่างน่าทึ่ง

    ภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ผู้คนทุกยุคมองภูพระบาทเป็นที่พิเศษ ทั้งเป็นที่พักพิง ที่ทำพิธีกรรม และที่ปฏิบัติธรรม

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดี: ใบเสมาปักล้อมเพิงหินเพื่อกำหนดเขตพิธีกรรม ประเพณีที่ยูเนสโกยกย่อง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาพเขียนสีบนเพิงหิน: ภาพคน สัตว์ รอยมือ และลายเรขาคณิตในเพิงหินหลายแห่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงหินในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • หอนางอุสา: เพิงหินรูปดอกเห็ดตามตำนานนางอุสากับท้าวบารส (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง

    ร่องรอยคนยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ตามเพิงหินหลายแห่งบนภูพระบาทมีภาพเขียนสีแดง เป็นรูปคน ฝ่ามือ สัตว์ และลายเรขาคณิต ยูเนสโกระบุว่ามีเพิงหินที่พบภาพเขียนสีราว 47 แห่ง ภาพที่รู้จักกันดีอยู่ที่ถ้ำวัวและถ้ำคน ซึ่งได้ชื่อตามภาพวัวและภาพคนที่ปรากฏอยู่

    อายุของภาพเขียนสียังกำหนดได้ไม่แน่ชัด แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ประเมินว่าราว 2,000–3,000 ปีก่อน บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรง ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นการประเมินจากรูปแบบและหลักฐานแวดล้อม

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ศึกษาภาพเขียนสีในอำเภอบ้านผือ นับแหล่งภาพเขียนสีในอำเภอนี้ได้ 81 แห่ง ในจำนวนนี้ 55 แห่งอยู่ในกลุ่มภูพระบาท แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย ภาพส่วนใหญ่เป็นสีแดงจากแร่ในท้องถิ่น มีทั้งคน สัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัว รอยมือ และลายเรขาคณิต

    ข้อเสนอของท่านต่างจากค่าที่นิยมอ้างกัน คือกำหนดอายุภาพส่วนใหญ่ไว้ราว ค.ศ. 600–1200 ซึ่งใกล้เคียงกับยุคทวารวดี และตีความว่ารูปคนอาจหมายถึงวิญญาณบรรพบุรุษในโลกหลังความตาย ท่านยังชี้ว่าลายเรขาคณิตบางแบบคล้ายลายบนภาชนะบ้านเชียง คำถามว่าภาพเขียนสีเก่ากว่าใบเสมามากหรือเกิดในยุคใกล้กันจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่เปิดอยู่

    บนภูพระบาท ธรรมชาติปั้นรูปทรงของหิน ศรัทธาปักเสมาล้อมไว้ และนิทานตั้งชื่อให้ทุกก้อน

    เพิงหินกลายเป็นวัด: วัฒนธรรมเสมา

    ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 ผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นศาสนสถาน และปักใบเสมาหินล้อมรอบเพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาบางกลุ่มยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมจนถึงทุกวันนี้

    ยูเนสโกยกย่องว่าภูพระบาทมีกลุ่มใบเสมาสมัยทวารวดีที่อยู่ในตำแหน่งดั้งเดิมมากที่สุดในโลก และแสดงให้เห็นว่าธรรมเนียมการปักเสมาของภาคอีสานต่างจากที่อื่น เพราะใช้กับเพิงหินธรรมชาติ ไม่ได้ใช้กับอาคารก่ออิฐเพียงอย่างเดียว

    ต่อมาในสมัยล้านช้าง ภูพระบาทยังเป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา มีการสลักพระพุทธรูปในเพิงหินบางแห่ง บนเขายังมีรอยพระพุทธบาท และวัดพระพุทธบาทบัวบกซึ่งมีงานนมัสการประจำปีในเดือนมีนาคม

    จากหินตั้งสู่ใบเสมา

    นักวิชาการหลายคนมองว่าใบเสมาบนภูพระบาทมีรากมาจากประเพณีหินตั้งที่เก่ากว่าพุทธศาสนา บทความในศิลปวัฒนธรรมอธิบายว่าเมื่อราว 3,000 ปีก่อน ผู้คนในภูมิภาคนี้ปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ เชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในหินและคุ้มครองลูกหลาน

    เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ชาวบ้านนำธรรมเนียมเดิมมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนหินตั้งให้กลายเป็นเครื่องหมายเขตศักดิ์สิทธิ์ของสงฆ์ ยูเนสโกระบุว่าการปักเสมาบนภูพระบาทดำเนินต่อเนื่องราวสี่ศตวรรษ กรมศิลปากรเองก็มองว่าเสมาอีสานเป็นงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ซึ่งต่างจากเครื่องหมายเขตสงฆ์ในอินเดียและลังกา

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่าหินตั้งและใบเสมาส่วนใหญ่เป็นแผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดแหลม บางแห่งปักเดี่ยว บางแห่งปักล้อมพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ บางกลุ่มปักซ้อนกันทิศละ 3 หลัก และบางแห่งพบร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าหินเหล่านี้อาจเกี่ยวกับพิธีศพด้วย

    ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกู่นางอุสา ซึ่งเป็นศาสนสถานหินขนาดเล็กที่มีใบเสมาปักครบทั้งแปดทิศ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 การผสมกันระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับพุทธศาสนาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ภูพระบาทโดดเด่นในสายตาผู้เชี่ยวชาญ

    ตำนานนางอุสาและท้าวบารส

    ชาวบ้านผูกชื่อโขดหินบนภูพระบาทเข้ากับนิทานพื้นบ้านอีสานเรื่องอุสา-บารส ตามตำนาน นางอุสาเป็นสาวงามที่อยู่ในความดูแลของพญากงพาน นางร้อยมาลัยแล้วลอยน้ำไปเพื่อเสี่ยงหาคู่ ท้าวบารสเจ้าชายจากต่างเมืองเก็บมาลัยได้และตามหาจนพบนาง ทั้งสองแอบรักกันที่หอซึ่งนางพำนักอยู่

    เมื่อพญากงพานรู้ความ จึงท้าท้าวบารสแข่งสร้างวัดให้เสร็จภายในคืนเดียว โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามตำนาน ท้าวบารสใช้อุบายจนชนะ วัดของสองฝ่ายจึงได้ชื่อว่าวัดพ่อตาและวัดลูกเขย ส่วนตอนจบของเรื่องเป็นโศกนาฏกรรม นางอุสาถูกกลั่นแกล้งในเมืองของท้าวบารสจนหนีกลับบ้าน และคนรักทั้งสองต่างตรอมใจจนสิ้นชีวิต

    ชื่อสถานที่ในอุทยานจึงมาจากนิทานเรื่องนี้ เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา คอกม้าท้าวบารส วัดพ่อตา และวัดลูกเขย นี่เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังใช้อธิบายโขดหินประหลาด จึงควรอ่านในฐานะมรดกทางวรรณกรรมของท้องถิ่น

    สิ่งที่เห็นในอุทยาน

    หอนางอุสาเป็นจุดเด่นที่สุด เป็นหินรูปเห็ดขนาดใหญ่ หินก้อนบนกว้างราว 5 เมตร ยาวราว 7 เมตร ความสูงรวมราว 10 เมตร ใต้หินมีการก่อผนังและเจาะช่องคล้ายหน้าต่าง รอบหอมีใบเสมาปักล้อมอยู่

    กลุ่มวัดพ่อตาและวัดลูกเขยเป็นเพิงหินที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ภายในมีพระพุทธรูปสลักและใบเสมาโดยรอบ ส่วนคอกม้าท้าวบารสเป็นเพิงหินใหญ่ที่มีใบเสมาปักอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีถ้ำวัว ถ้ำคน ถ้ำพระ และรอยพระพุทธบาทหลังเต่า

    พระพุทธบาทบัวบกและศรัทธายุคหลัง

    บนภูพระบาทยังมีชั้นความศรัทธาที่ใหม่กว่าสมัยทวารวดีมาก จุดสำคัญที่สุดคือรอยพระพุทธบาทบัวบกในวัดพระพุทธบาทบัวบก ชื่อบัวบกนี้มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากชื่อสถานที่ในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานพระธาตุพนมที่เล่าถึงรอยพระพุทธบาทหลายแห่งในลุ่มน้ำโขง

    ตามประวัติที่เล่าต่อกันมา พระอาจารย์ศรีทัตถ์ ญาณสัมปันโน มาพบซากศาสนสถานเดิมแล้วชักชวนชาวพุทธช่วยกันบูรณะ เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2462 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2473 รอยพระบาทเป็นรอยเท้าขวา กว้างราว 92 เซนติเมตร ยาวราว 160 เซนติเมตร ลึกราว 75 เซนติเมตร ทำโดยฉาบปูนทับรอยเดิม

    นักวิชาการด้านคติชนบางท่าน เช่น ศ.ดร.ธีรวัฒน์ แสนคำ เสนอว่ารอยพระบาทแห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในรอยพระบาทที่ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับไว้ให้นาคบูชา ข้อเสนอนี้มาจากการตีความตำนาน และยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีช่วยกำหนดอายุ ทุกปีในเดือนมีนาคมมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกที่ผู้คนจากอีสานและลาวเดินทางมาร่วม

    เส้นทางสู่มรดกโลกและการดูแลรักษา

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอภูพระบาทขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566 ในขณะนั้นไทยมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพียง 3 แห่ง คือสุโขทัย อยุธยา และบ้านเชียง ก่อนที่ศรีเทพจะได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกัน และภูพระบาทตามมาในปีถัดไป

    ยูเนสโกรับรองภูพระบาทด้วยเกณฑ์สองข้อ เกณฑ์ที่ 3 คือเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประเพณีใบเสมา ส่วนเกณฑ์ที่ 5 คือเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่อย่างตั้งใจและกว้างขวาง พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์ มีเขตกันชนอีกราว 599 เฮกตาร์

    ในทางกฎหมาย พื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองทั้งโดยพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. 2504 ที่แก้ไขใน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กรมศิลปากรจึงต้องทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569 ที่จัดทำโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศให้ภูพระบาทเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อราว พ.ศ. 2532 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงต้นทศวรรษ 2530 แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปี พ.ศ. 2534

    วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 46 ประกาศให้ภูพระบาทเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากเมืองโบราณศรีเทพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีก่อนหน้า หลังจากนั้นจำนวนผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นมาก การดูแลใบเสมาและภาพเขียนสีจากการสัมผัสและการกัดกร่อนจึงเป็นงานสำคัญของอุทยาน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) อ.บ้านผือ
    พิกัด 17.730814, 102.357573 (17°43′50.9″N 102°21′27.3″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในความดูแลของกรมศิลปากร มีศูนย์บริการข้อมูลและเส้นทางเดินเท้าวนผ่านหอนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอกม้าท้าวบารส และถ้ำภาพเขียนสี ควรเตรียมรองเท้าเดินป่าและไม่สัมผัสภาพเขียนสีหรือใบเสมา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 3,000 ปีก่อน: ประเพณีหินตั้ง. ผู้คนปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ ตามคำอธิบายของนักวิชาการ
    • ราว 3,000–2,000 ปีก่อน: ภาพเขียนสีบนเพิงหิน. คนยุคก่อนประวัติศาสตร์เขียนภาพคน สัตว์ และฝ่ามือ อายุยังเป็นการประเมิน
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. 7): พุทธศาสนาเข้ามา. ยูเนสโกระบุว่าพุทธศาสนาเข้าสู่พื้นที่ในช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): วัฒนธรรมเสมาทวารวดี. ดัดแปลงเพิงหินเป็นศาสนสถานและปักใบเสมาล้อมรอบ
    • พุทธศตวรรษที่ 14–16 (ค.ศ. 9–11): กู่นางอุสา. ศาสนสถานหินเล็กที่มีใบเสมาปักครบแปดทิศ
    • สมัยล้านช้าง: ศาสนสถานสืบเนื่อง. สลักพระพุทธรูปและใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
    • ไม่ทราบแน่ชัด: ตำนานอุสา-บารส. ชาวบ้านตั้งชื่อโขดหินตามนิทานพื้นบ้านอีสาน
    • พ.ศ. 2462–2473 (ค.ศ. 1919–1930): บูรณะพระพุทธบาทบัวบก. พระอาจารย์ศรีทัตถ์และชาวพุทธสร้างศาสนสถานครอบรอยพระบาท
    • ราว พ.ศ. 2532–2534 (ค.ศ. ราว 1989–1991): อุทยานประวัติศาสตร์. กรมศิลปากรจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): แผนแม่บท. เริ่มแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ครม. เห็นชอบ. อนุมัติให้เสนอภูพระบาทต่อยูเนสโก
    • 27 ก.ค. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในฐานะประจักษ์พยานวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี

    รู้หรือไม่

    มรดกโลกแห่งที่ 5

    ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากสุโขทัย อยุธยา บ้านเชียง และศรีเทพ

    เสมาอยู่ที่เดิม

    ใบเสมาจำนวนมากบนภูพระบาทยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งหาได้ยากในแหล่งอื่น

    ชื่อพ่อตาลูกเขย

    ชื่อวัดพ่อตาและวัดลูกเขยมาจากตำนานการแข่งสร้างวัดระหว่างพญากงพานกับท้าวบารส

    รอยพระบาทขนาดยักษ์

    รอยพระพุทธบาทบัวบกยาวราว 160 เซนติเมตรและลึกราว 75 เซนติเมตร เป็นรอยเท้าขวาที่ฉาบปูนทับรอยเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period – UNESCO
    2. Phu Phra Bat Historical Park – Wikipedia
    3. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – วิกิพีเดีย
    4. หอนางอุสา – วิกิพีเดีย
    5. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – กรมศิลปากร
    6. Phu Phra Bat Historical Park – Atlas Obscura
    7. ทำไม ภูพระบาท ถึงเป็น แหล่งหินตั้ง ในวัฒนธรรมทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    8. วิวัฒนาการจาก หินตั้ง สู่ เสมา ผีและพุทธใน ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    9. รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์บน ภูพระบาท ทำไมถึงชื่อ พระบาทบัวบก – ศิลปวัฒนธรรม
    10. ครม. เห็นชอบเสนอ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก – Thai PBS
    11. ไขปริศนา ภาพเขียนสี ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    12. ภาพเขียนสีภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ภูพระบาท
    2014020508 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020506 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020509 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เพิงผาหลังโรงเรียน

    เพิงผาหลังโรงเรียน

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 1 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เพิงผาหินปูนในจังหวัดกระบี่ที่เก็บร่องรอยนักล่าสัตว์และเก็บของป่าย้อนหลังไปราว 40,000 ปี นับเป็นหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย · ราว 43,000–27,000 ปีก่อน และราว 9,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งหุบเขาแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
    ประเภทแหล่งเพิงผาหินปูน (rockshelter)
    ผู้ขุดค้นหลักดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas D. Anderson)
    ช่วงขุดค้นพ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985)
    อายุชั้นล่างสุดที่มีร่องรอยมนุษย์ราว 39,000–43,000 ปีก่อน
    วัฒนธรรมชั้นบนโฮบินเหียน และการฝังศพสมัยหินใหม่
    จำนวนชั้นดิน10 ชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ
    แหล่งร่วมสมัยใกล้เคียงถ้ำหมอเขียว และเพิงผาเขาโต๊ะช่อง จังหวัดกระบี่

    ชื่อแปลก ๆ กับที่ตั้งในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นเพิงผาหินปูนขนาดไม่ใหญ่นักในหุบเขาของแม่น้ำกระบี่ ทางฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้ ชื่อของแหล่งมาจากเรื่องง่าย ๆ คือเพิงผานี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    จังหวัดกระบี่มีภูเขาหินปูนตั้งโดดเรียงรายอยู่มาก ภูเขาเหล่านี้มีถ้ำและเพิงผาเป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ดี มนุษย์ยุคโบราณจึงใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างออกล่าสัตว์ เพิงผาหลังโรงเรียนตั้งอยู่บนที่สูง การขึ้นไปถึงต้องเดินตามทางชันหรือไต่ไปตามสันเขาแคบ ๆ

    หลักฐานสำคัญ

    • สะเก็ดหินและเครื่องมือหิน: เครื่องมือในชั้นดินลึกสุด อายุราว 39,000 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและกรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ร่องรอยเตาไฟ: เถ้าและถ่านจากกองไฟของคนในเพิงผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงผาหลังโรงเรียน กระบี่) ดูภาพถ่ายจริง

    การขุดค้นของดักลาส แอนเดอร์สัน

    ช่วง พ.ศ. 2526–2528 ศาสตราจารย์ดักลาส แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา เข้ามาสำรวจและขุดค้นเพิงผาแห่งนี้ เขาพบว่าดินในเพิงผาทับถมกันเป็นชั้นอย่างชัดเจน และมีถ่านจากกองไฟที่นำไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 ได้

    ผลการศึกษาตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อ พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการขุดค้นครั้งแรกในไทยที่พบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนตอนปลายซึ่งมีค่าอายุชัดเจน วางอยู่ใต้ชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนสมัยโฮโลซีนตอนต้นอย่างเป็นระเบียบ

    ต่อมาใน พ.ศ. 2550 แอนเดอร์สันร่วมกับคาเรน มูดาร์ ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์กระดูกสัตว์จากชั้นล่างของแหล่ง ทำให้เรารู้ว่าคนยุคนั้นกินอะไรและใช้ชีวิตอย่างไร

    เพิงผาเล็ก ๆ หลังโรงเรียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เก็บรอยกองไฟของมนุษย์ไว้นานกว่าสี่หมื่นปี

    ชั้นดินเล่าเรื่องสี่หมื่นปี

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นดินที่นี่ออกเป็นสิบชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ ถัดขึ้นมาเป็นชั้นที่มีถ่าน เครื่องมือหิน และกระดูกสัตว์อยู่รอบกองไฟ ถ่านจากชั้นเหล่านี้มีอายุราว 39,000 ปีก่อน และบางตัวอย่างเก่าถึงกว่า 43,000 ปี ส่วนชั้นไพลสโตซีนที่อายุน้อยที่สุดมีอายุราว 27,000 ปีก่อน

    เหนือขึ้นไปมีชั้นที่เต็มไปด้วยเศษหินปูนแตก นักวิชาการตีความว่าเพดานเพิงผาเคยพังถล่มลงมา หลังจากนั้นมีช่วงที่ไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน ก่อนที่มนุษย์จะกลับมาใช้เพิงผาอีกครั้งเมื่อราว 9,000 ปีก่อน ในช่วงนี้พบกองไฟจำนวนมากพร้อมเถ้าและเศษอาหาร

    ชั้นบนสุดเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเป็นที่ฝังศพ พบหลุมศพหลายหลุม บางร่างฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว บางร่างงอเข่า และบางหลุมเป็นการฝังครั้งที่สอง ภาชนะดินเผาที่พบในหลุมศพมีอายุราว 5,000–3,000 ปีก่อน

    เครื่องมือหินและอาหารของนักล่ายุคน้ำแข็ง

    เครื่องมือหินในชั้นไพลสโตซีนมีไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็นสะเก็ดหินที่กะเทาะจากหินหลายชนิด เช่น หินเชิร์ต หินปูนที่แทรกด้วยซิลิกา และหินจากแหล่งน้ำพุร้อน ขอบของสะเก็ดถูกแต่งให้คมสำหรับตัดและขูด นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแกนหินขนาดเล็กที่แต่งขอบด้านเดียวให้เป็นฟันเลื่อย

    เครื่องมือเหล่านี้เบาและพกพาง่าย เหมาะกับคนที่ย้ายที่อยู่บ่อย ต่างจากชั้นโฮบินเหียนด้านบน ซึ่งวัฒนธรรมนี้โดยทั่วไปมีเครื่องมือเด่นคือหินกรวดแม่น้ำที่กะเทาะหน้าเดียว นักวิชาการยังสังเกตว่าที่เพิงผาหลังโรงเรียนพบเศษจากการกะเทาะน้อยมาก แสดงว่าคนอาจทำเครื่องมือที่อื่นแล้วนำติดตัวมา

    กระดูกสัตว์ในชั้นล่างมีทั้งวัวป่าและกวาง และในชั้นอายุราว 27,000 ปีก่อนยังพบกระดูกช้าง แต่เต่าและตะพาบคือสัตว์ที่พบมากที่สุด ส่วนลิงที่อาศัยบนต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากในป่าแถบนี้ กลับพบน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกนก ปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลเล็กน้อย และเปลือกหอยทาก

    มูดาร์และแอนเดอร์สันเปรียบเทียบกับถ้ำนีอาห์ในเกาะบอร์เนียวและถ้ำหมอเขียวในกระบี่ ซึ่งมีคนอยู่ต่อเนื่องนานกว่า แล้วสรุปว่าเพิงผาหลังโรงเรียนถูกใช้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว เหมือนจุดแวะพักบนเส้นทางเดินทางตามฤดูกาล

    สิ่งที่พบและชีวิตของคนโบราณ

    ในชั้นไพลสโตซีนพบกระดูกเต่าและตะพาบจำนวนมาก รวมทั้งกระดูกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกระดูกปลาเล็กน้อย สิ่งที่น่าแปลกคือแทบไม่พบกระดูกหมูป่า ซึ่งต่างจากแหล่งร่วมสมัยอื่นในภูมิภาค

    มูดาร์และแอนเดอร์สันสรุปว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งหลักแหล่งถาวร พวกเขาเป็นนักหาอาหารที่เคลื่อนย้ายไปมาตามฤดูกาลระหว่างพื้นที่ในแผ่นดินกับชายฝั่ง และแวะมาพักที่เพิงผานี้เป็นครั้งคราว ส่วนในชั้นโฮโลซีนเริ่มพบเปลือกหอยทะเล แสดงว่าคนรุ่นหลังนำอาหารจากชายฝั่งเข้ามากินด้วย

    ของในหลุมศพชั้นบนมีภาชนะดินเผาทรงพาน มีเชิงสูง ตกแต่งด้วยลายขีดไขว้ คล้ายภาชนะที่พบที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบขวานหินขัดฝีมือประณีตวางคู่กับศพหนึ่งร่าง

    จากที่พักกลายเป็นสุสาน

    ในชั้นโฮโลซีนตอนต้น คนที่กลับมาใช้เพิงผาเริ่มเก็บหอยมากิน หอยทะเลในชั้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงราวหลัง 7,500 ปีก่อน แล้วจึงลดลง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นหลังยุคน้ำแข็ง

    รายงานการขุดค้นฉบับปี พ.ศ. 2533 บรรยายหลุมศพสี่กลุ่มอย่างละเอียด หลุมที่ 1 ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว พร้อมภาชนะทรงพานมีเชิง หลุมที่ 2 และ 3 เป็นการฝังครั้งที่สอง มีกระดูกของคนสองถึงสามคนกระจายอยู่กับเศษภาชนะลายเชือกทาบก้นกลม ส่วนหลุมที่ 4 ฝังแบบงอเข่า พร้อมภาชนะทรงพานและขวานหรือผึ่งหินขัด

    ภาชนะทรงพานในหลุมที่ 1 และ 4 มีผิวเรียบ เผาไฟไม่สม่ำเสมอ และมีรูปทรงคล้ายภาชนะจากบ้านเก่าในกาญจนบุรี ต่อมาในบทความปี พ.ศ. 2548 แอนเดอร์สันระบุว่าชั้นบนสุดของแหล่งมีหลุมศพมากกว่า 20 หลุม บางหลุมบุด้วยท่อนไม้คล้ายโลงศพ บางหลุมเป็นเพียงหลุมดินธรรมดา ตัวเลขที่ต่างกันนี้น่าจะมาจากการนับรวมหลุมศพทั้งหมดที่ขุดพบ ไม่เฉพาะกลุ่มที่บรรยายละเอียด

    แอนเดอร์สันชี้ว่าการใช้เพิงผาเป็นสุสานแยกจากการใช้ชีวิตประจำวัน คือคนในช่วงนี้ไม่ได้พักอาศัยในที่เดียวกับที่ฝังศพ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญ

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์สมัยใหม่เดินทางเข้ามาถึงคาบสมุทรมลายูตอนบนตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบันมาก ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างออกไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้

    แหล่งนี้ยังช่วยให้นักวิชาการเห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคไพลสโตซีนมาสู่โฮโลซีน คือจากโลกยุคน้ำแข็งไปสู่โลกที่อุ่นขึ้น และจากสังคมนักล่าสัตว์ไปสู่ชุมชนที่ใช้ภาชนะดินเผาและฝังศพอย่างมีพิธีกรรม เพิงผาเล็ก ๆ แห่งเดียวจึงเก็บเรื่องราวไว้หลายหมื่นปี

    เพื่อนบ้านในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนไม่ได้เป็นแหล่งเดียวในกระบี่ที่เก็บเรื่องยุคน้ำแข็งไว้ แอนเดอร์สันจัดให้ที่นี่กับถ้ำหมอเขียวเป็นสองแหล่งหลักของภาคใต้ไทยที่มีหลักฐานการใช้ถ้ำในปลายยุคไพลสโตซีน โดยชั้นล่างสุดของถ้ำหมอเขียวน่าจะเก่ากว่า 25,800 ปีก่อน

    ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ทีมของเบน มาร์วิก ขุดค้นเพิงผาเขาโต๊ะช่องใกล้เมืองกระบี่ พบว่าคนที่นั่นเก็บหอยน้ำจืดมากที่สุดเมื่อราว 13,000 ปีก่อน และกินเต่ากับตะพาบมากตลอดช่วงเวลา คล้ายกับเพิงผาหลังโรงเรียน ขณะที่ถ้ำหมอเขียวและถ้ำซาไกพบกระดูกเต่าน้อยมาก

    การเปรียบเทียบหลายแหล่งแบบนี้ทำให้เห็นว่านักล่าสัตว์และเก็บของป่าในภาคใต้ไม่ได้มีวิถีเดียวกันหมด แต่ละกลุ่มเลือกอาหารและวิธีใช้พื้นที่ต่างกันตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

    ข้อถกเถียงและสิ่งที่ยังต้องศึกษา

    ค่าอายุที่เก่าที่สุดราว 43,000–45,000 ปีมาจากชั้นที่มีหินเพดานถล่ม นักวิชาการบางส่วนจึงระมัดระวังว่าถ่านในชั้นนั้นอาจปะปนมาจากที่อื่น ตัวเลขที่ใช้กันอย่างมั่นใจกว่าคือราว 39,000 ปีก่อน

    สื่อบางแห่งเคยเขียนว่าพบกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่นี่ ข้อความนี้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ งานตีพิมพ์ของผู้ขุดค้นกล่าวถึงเครื่องมือหิน กองไฟ และกระดูกสัตว์ในชั้นไพลสโตซีน โดยไม่ได้ระบุว่าพบนีแอนเดอร์ทัล นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชั้นสมัยไพลสโตซีนกับโฮโลซีนก็ยังเป็นคำถามที่นักวิจัยรุ่นหลังพยายามหาคำตอบจากแหล่งใกล้เคียง เช่น ถ้ำหมอเขียว และเขาโต๊ะช่อง

    พิกัดและการนำทาง

    เพิงผาหลังโรงเรียน บ้านทับพริก อ.เมืองกระบี่
    พิกัด 8.180369, 98.880618 (8°10′49.3″N 98°52′50.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เพิงผาหลังโรงเรียนอยู่ในจังหวัดกระบี่ ตัวแหล่งเป็นเพิงผาบนภูเขาหินปูนที่ต้องเดินขึ้นทางชัน ไม่มีการจัดแสดงถาวรในพื้นที่ ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต หรือหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง และศึกษาเรื่องราวโบราณคดีกระบี่เพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: ค่าอายุเก่าที่สุด. ถ่านจากชั้นล่างให้ค่าอายุกว่า 43,000 ปี แต่ยังมีข้อสงสัยเรื่องการปะปน
    • ราว 39,000 ปีก่อน: นักล่าสัตว์แวะพัก. กองไฟ เครื่องมือหิน และกระดูกเต่าในชั้นไพลสโตซีน
    • ราว 27,000 ปีก่อน: ร่องรอยชั้นไพลสโตซีนสุดท้าย. พบกระดูกช้าง หลังจากนั้นเพดานเพิงผาถล่มและไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน
    • ราว 25,800 ปีก่อนหรือเก่ากว่า: ถ้ำหมอเขียวมีคนใช้. แหล่งเพื่อนบ้านในกระบี่ที่มีหลักฐานยุคน้ำแข็ง
    • ราว 13,000 ปีก่อน: คนที่เขาโต๊ะช่องเก็บหอยมากที่สุด. หลักฐานวิถีหาอาหารที่หลากหลายในกระบี่
    • ราว 9,000 ปีก่อน: คนกลับมาอีกครั้ง. วัฒนธรรมโฮบินเหียน กองไฟจำนวนมากและเปลือกหอยทะเล
    • หลังราว 7,500 ปีก่อน: หอยทะเลลดลง. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง
    • ราว 5,000–3,000 ปีก่อน: กลายเป็นที่ฝังศพ. หลุมศพพร้อมภาชนะดินเผาทรงพานและขวานหินขัด
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้น. ดักลาส แอนเดอร์สัน สำรวจและขุดค้นแหล่ง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรายงานการขุดค้นออกโดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): ทบทวนการใช้ถ้ำในภาคใต้. แอนเดอร์สันเปรียบเทียบหลังโรงเรียนกับถ้ำหมอเขียว
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): วิเคราะห์กระดูกสัตว์. มูดาร์และแอนเดอร์สันเสนอว่าผู้ใช้เพิงผาเป็นนักหาอาหารที่ย้ายที่ตามฤดูกาล
    • มิ.ย.–ก.ค. พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ขุดค้นเขาโต๊ะช่อง. ทีมมาร์วิกขุดแหล่งใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ

    รู้หรือไม่

    ชื่อมาจากโรงเรียนจริง ๆ

    คำว่าหลังโรงเรียนในชื่อแหล่งหมายถึงตำแหน่งของเพิงผาที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนหมู่บ้าน นักโบราณคดีทั่วโลกจึงรู้จักแหล่งนี้ด้วยคำไทยว่า Lang Rongrien

    เมนูหลักคือเต่า

    กระดูกในชั้นไพลสโตซีนเป็นเต่าและตะพาบจำนวนมาก แต่แทบไม่มีหมูป่า ต่างจากแหล่งร่วมสมัยหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทะเลเคยอยู่ไกลกว่านี้

    เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างจากเพิงผามากกว่าทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter (Wikipedia)
    2. Lang Rongrien Rockshelter, Penn Museum Publications
    3. Mudar & Anderson 2007, Asian Perspectives 46(2)
    4. Anderson, Asian Perspectives 44(1)
    5. Bangkok Post: Krabi travel feature
    6. Conrad et al. 2013, Thai Natural History Museum Journal
    7. Hoabinhian – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เพิงผาหลังโรงเรียน
    Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons