หมวดหมู่: สถานที่

  • ภูพระบาท

    ภูพระบาท

    ภาพประกอบ: 2014020501 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ภูเขาหินทรายแห่งอุดรธานีที่เพิงหินรูปร่างแปลกถูกเปลี่ยนเป็นศาสนสถานล้อมด้วยใบเสมาสมัยทวารวดี จนได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2567 · ราว 3,000 ปีก่อน ถึงสมัยล้านช้าง

    ที่ตั้งตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
    ชื่อมรดกโลกภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี
    ขึ้นทะเบียน27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) เกณฑ์ (iii) และ (v)
    ยุคเสมาสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16
    พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์
    ภาพเขียนสีพบในเพิงหินกว่า 40 แห่ง
    เขตกันชนราว 599 เฮกตาร์
    รอยพระพุทธบาทบัวบกรอยเท้าขวา ยาวราว 160 ซม. บูรณะ พ.ศ. 2462–2473

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ภูพระบาทเป็นภูเขาหินทรายในเทือกเขาภูพานตอนเหนือ อยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีและหนองคายราว 65 กิโลเมตร บนยอดเขามีป่าโปร่งและลานหินกว้าง

    จุดเด่นของภูพระบาทคือโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หินทรายชั้นล่างที่อ่อนกว่าสึกไปเร็วกว่าชั้นบน จึงเกิดเป็นหินรูปเห็ด เพิงหิน และหินก้อนใหญ่ที่ตั้งซ้อนกันอย่างน่าทึ่ง

    ภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ผู้คนทุกยุคมองภูพระบาทเป็นที่พิเศษ ทั้งเป็นที่พักพิง ที่ทำพิธีกรรม และที่ปฏิบัติธรรม

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดี: ใบเสมาปักล้อมเพิงหินเพื่อกำหนดเขตพิธีกรรม ประเพณีที่ยูเนสโกยกย่อง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาพเขียนสีบนเพิงหิน: ภาพคน สัตว์ รอยมือ และลายเรขาคณิตในเพิงหินหลายแห่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงหินในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • หอนางอุสา: เพิงหินรูปดอกเห็ดตามตำนานนางอุสากับท้าวบารส (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง

    ร่องรอยคนยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ตามเพิงหินหลายแห่งบนภูพระบาทมีภาพเขียนสีแดง เป็นรูปคน ฝ่ามือ สัตว์ และลายเรขาคณิต ยูเนสโกระบุว่ามีเพิงหินที่พบภาพเขียนสีราว 47 แห่ง ภาพที่รู้จักกันดีอยู่ที่ถ้ำวัวและถ้ำคน ซึ่งได้ชื่อตามภาพวัวและภาพคนที่ปรากฏอยู่

    อายุของภาพเขียนสียังกำหนดได้ไม่แน่ชัด แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ประเมินว่าราว 2,000–3,000 ปีก่อน บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรง ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นการประเมินจากรูปแบบและหลักฐานแวดล้อม

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ศึกษาภาพเขียนสีในอำเภอบ้านผือ นับแหล่งภาพเขียนสีในอำเภอนี้ได้ 81 แห่ง ในจำนวนนี้ 55 แห่งอยู่ในกลุ่มภูพระบาท แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย ภาพส่วนใหญ่เป็นสีแดงจากแร่ในท้องถิ่น มีทั้งคน สัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัว รอยมือ และลายเรขาคณิต

    ข้อเสนอของท่านต่างจากค่าที่นิยมอ้างกัน คือกำหนดอายุภาพส่วนใหญ่ไว้ราว ค.ศ. 600–1200 ซึ่งใกล้เคียงกับยุคทวารวดี และตีความว่ารูปคนอาจหมายถึงวิญญาณบรรพบุรุษในโลกหลังความตาย ท่านยังชี้ว่าลายเรขาคณิตบางแบบคล้ายลายบนภาชนะบ้านเชียง คำถามว่าภาพเขียนสีเก่ากว่าใบเสมามากหรือเกิดในยุคใกล้กันจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่เปิดอยู่

    บนภูพระบาท ธรรมชาติปั้นรูปทรงของหิน ศรัทธาปักเสมาล้อมไว้ และนิทานตั้งชื่อให้ทุกก้อน

    เพิงหินกลายเป็นวัด: วัฒนธรรมเสมา

    ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 ผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นศาสนสถาน และปักใบเสมาหินล้อมรอบเพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาบางกลุ่มยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมจนถึงทุกวันนี้

    ยูเนสโกยกย่องว่าภูพระบาทมีกลุ่มใบเสมาสมัยทวารวดีที่อยู่ในตำแหน่งดั้งเดิมมากที่สุดในโลก และแสดงให้เห็นว่าธรรมเนียมการปักเสมาของภาคอีสานต่างจากที่อื่น เพราะใช้กับเพิงหินธรรมชาติ ไม่ได้ใช้กับอาคารก่ออิฐเพียงอย่างเดียว

    ต่อมาในสมัยล้านช้าง ภูพระบาทยังเป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา มีการสลักพระพุทธรูปในเพิงหินบางแห่ง บนเขายังมีรอยพระพุทธบาท และวัดพระพุทธบาทบัวบกซึ่งมีงานนมัสการประจำปีในเดือนมีนาคม

    จากหินตั้งสู่ใบเสมา

    นักวิชาการหลายคนมองว่าใบเสมาบนภูพระบาทมีรากมาจากประเพณีหินตั้งที่เก่ากว่าพุทธศาสนา บทความในศิลปวัฒนธรรมอธิบายว่าเมื่อราว 3,000 ปีก่อน ผู้คนในภูมิภาคนี้ปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ เชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในหินและคุ้มครองลูกหลาน

    เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ชาวบ้านนำธรรมเนียมเดิมมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนหินตั้งให้กลายเป็นเครื่องหมายเขตศักดิ์สิทธิ์ของสงฆ์ ยูเนสโกระบุว่าการปักเสมาบนภูพระบาทดำเนินต่อเนื่องราวสี่ศตวรรษ กรมศิลปากรเองก็มองว่าเสมาอีสานเป็นงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ซึ่งต่างจากเครื่องหมายเขตสงฆ์ในอินเดียและลังกา

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่าหินตั้งและใบเสมาส่วนใหญ่เป็นแผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดแหลม บางแห่งปักเดี่ยว บางแห่งปักล้อมพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ บางกลุ่มปักซ้อนกันทิศละ 3 หลัก และบางแห่งพบร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าหินเหล่านี้อาจเกี่ยวกับพิธีศพด้วย

    ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกู่นางอุสา ซึ่งเป็นศาสนสถานหินขนาดเล็กที่มีใบเสมาปักครบทั้งแปดทิศ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 การผสมกันระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับพุทธศาสนาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ภูพระบาทโดดเด่นในสายตาผู้เชี่ยวชาญ

    ตำนานนางอุสาและท้าวบารส

    ชาวบ้านผูกชื่อโขดหินบนภูพระบาทเข้ากับนิทานพื้นบ้านอีสานเรื่องอุสา-บารส ตามตำนาน นางอุสาเป็นสาวงามที่อยู่ในความดูแลของพญากงพาน นางร้อยมาลัยแล้วลอยน้ำไปเพื่อเสี่ยงหาคู่ ท้าวบารสเจ้าชายจากต่างเมืองเก็บมาลัยได้และตามหาจนพบนาง ทั้งสองแอบรักกันที่หอซึ่งนางพำนักอยู่

    เมื่อพญากงพานรู้ความ จึงท้าท้าวบารสแข่งสร้างวัดให้เสร็จภายในคืนเดียว โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามตำนาน ท้าวบารสใช้อุบายจนชนะ วัดของสองฝ่ายจึงได้ชื่อว่าวัดพ่อตาและวัดลูกเขย ส่วนตอนจบของเรื่องเป็นโศกนาฏกรรม นางอุสาถูกกลั่นแกล้งในเมืองของท้าวบารสจนหนีกลับบ้าน และคนรักทั้งสองต่างตรอมใจจนสิ้นชีวิต

    ชื่อสถานที่ในอุทยานจึงมาจากนิทานเรื่องนี้ เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา คอกม้าท้าวบารส วัดพ่อตา และวัดลูกเขย นี่เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังใช้อธิบายโขดหินประหลาด จึงควรอ่านในฐานะมรดกทางวรรณกรรมของท้องถิ่น

    สิ่งที่เห็นในอุทยาน

    หอนางอุสาเป็นจุดเด่นที่สุด เป็นหินรูปเห็ดขนาดใหญ่ หินก้อนบนกว้างราว 5 เมตร ยาวราว 7 เมตร ความสูงรวมราว 10 เมตร ใต้หินมีการก่อผนังและเจาะช่องคล้ายหน้าต่าง รอบหอมีใบเสมาปักล้อมอยู่

    กลุ่มวัดพ่อตาและวัดลูกเขยเป็นเพิงหินที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ภายในมีพระพุทธรูปสลักและใบเสมาโดยรอบ ส่วนคอกม้าท้าวบารสเป็นเพิงหินใหญ่ที่มีใบเสมาปักอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีถ้ำวัว ถ้ำคน ถ้ำพระ และรอยพระพุทธบาทหลังเต่า

    พระพุทธบาทบัวบกและศรัทธายุคหลัง

    บนภูพระบาทยังมีชั้นความศรัทธาที่ใหม่กว่าสมัยทวารวดีมาก จุดสำคัญที่สุดคือรอยพระพุทธบาทบัวบกในวัดพระพุทธบาทบัวบก ชื่อบัวบกนี้มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากชื่อสถานที่ในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานพระธาตุพนมที่เล่าถึงรอยพระพุทธบาทหลายแห่งในลุ่มน้ำโขง

    ตามประวัติที่เล่าต่อกันมา พระอาจารย์ศรีทัตถ์ ญาณสัมปันโน มาพบซากศาสนสถานเดิมแล้วชักชวนชาวพุทธช่วยกันบูรณะ เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2462 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2473 รอยพระบาทเป็นรอยเท้าขวา กว้างราว 92 เซนติเมตร ยาวราว 160 เซนติเมตร ลึกราว 75 เซนติเมตร ทำโดยฉาบปูนทับรอยเดิม

    นักวิชาการด้านคติชนบางท่าน เช่น ศ.ดร.ธีรวัฒน์ แสนคำ เสนอว่ารอยพระบาทแห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในรอยพระบาทที่ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับไว้ให้นาคบูชา ข้อเสนอนี้มาจากการตีความตำนาน และยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีช่วยกำหนดอายุ ทุกปีในเดือนมีนาคมมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกที่ผู้คนจากอีสานและลาวเดินทางมาร่วม

    เส้นทางสู่มรดกโลกและการดูแลรักษา

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอภูพระบาทขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566 ในขณะนั้นไทยมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพียง 3 แห่ง คือสุโขทัย อยุธยา และบ้านเชียง ก่อนที่ศรีเทพจะได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกัน และภูพระบาทตามมาในปีถัดไป

    ยูเนสโกรับรองภูพระบาทด้วยเกณฑ์สองข้อ เกณฑ์ที่ 3 คือเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประเพณีใบเสมา ส่วนเกณฑ์ที่ 5 คือเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่อย่างตั้งใจและกว้างขวาง พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์ มีเขตกันชนอีกราว 599 เฮกตาร์

    ในทางกฎหมาย พื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองทั้งโดยพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. 2504 ที่แก้ไขใน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กรมศิลปากรจึงต้องทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569 ที่จัดทำโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศให้ภูพระบาทเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อราว พ.ศ. 2532 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงต้นทศวรรษ 2530 แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปี พ.ศ. 2534

    วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 46 ประกาศให้ภูพระบาทเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากเมืองโบราณศรีเทพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีก่อนหน้า หลังจากนั้นจำนวนผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นมาก การดูแลใบเสมาและภาพเขียนสีจากการสัมผัสและการกัดกร่อนจึงเป็นงานสำคัญของอุทยาน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) อ.บ้านผือ
    พิกัด 17.730814, 102.357573 (17°43′50.9″N 102°21′27.3″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในความดูแลของกรมศิลปากร มีศูนย์บริการข้อมูลและเส้นทางเดินเท้าวนผ่านหอนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอกม้าท้าวบารส และถ้ำภาพเขียนสี ควรเตรียมรองเท้าเดินป่าและไม่สัมผัสภาพเขียนสีหรือใบเสมา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 3,000 ปีก่อน: ประเพณีหินตั้ง. ผู้คนปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ ตามคำอธิบายของนักวิชาการ
    • ราว 3,000–2,000 ปีก่อน: ภาพเขียนสีบนเพิงหิน. คนยุคก่อนประวัติศาสตร์เขียนภาพคน สัตว์ และฝ่ามือ อายุยังเป็นการประเมิน
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. 7): พุทธศาสนาเข้ามา. ยูเนสโกระบุว่าพุทธศาสนาเข้าสู่พื้นที่ในช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): วัฒนธรรมเสมาทวารวดี. ดัดแปลงเพิงหินเป็นศาสนสถานและปักใบเสมาล้อมรอบ
    • พุทธศตวรรษที่ 14–16 (ค.ศ. 9–11): กู่นางอุสา. ศาสนสถานหินเล็กที่มีใบเสมาปักครบแปดทิศ
    • สมัยล้านช้าง: ศาสนสถานสืบเนื่อง. สลักพระพุทธรูปและใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
    • ไม่ทราบแน่ชัด: ตำนานอุสา-บารส. ชาวบ้านตั้งชื่อโขดหินตามนิทานพื้นบ้านอีสาน
    • พ.ศ. 2462–2473 (ค.ศ. 1919–1930): บูรณะพระพุทธบาทบัวบก. พระอาจารย์ศรีทัตถ์และชาวพุทธสร้างศาสนสถานครอบรอยพระบาท
    • ราว พ.ศ. 2532–2534 (ค.ศ. ราว 1989–1991): อุทยานประวัติศาสตร์. กรมศิลปากรจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): แผนแม่บท. เริ่มแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ครม. เห็นชอบ. อนุมัติให้เสนอภูพระบาทต่อยูเนสโก
    • 27 ก.ค. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในฐานะประจักษ์พยานวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี

    รู้หรือไม่

    มรดกโลกแห่งที่ 5

    ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากสุโขทัย อยุธยา บ้านเชียง และศรีเทพ

    เสมาอยู่ที่เดิม

    ใบเสมาจำนวนมากบนภูพระบาทยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งหาได้ยากในแหล่งอื่น

    ชื่อพ่อตาลูกเขย

    ชื่อวัดพ่อตาและวัดลูกเขยมาจากตำนานการแข่งสร้างวัดระหว่างพญากงพานกับท้าวบารส

    รอยพระบาทขนาดยักษ์

    รอยพระพุทธบาทบัวบกยาวราว 160 เซนติเมตรและลึกราว 75 เซนติเมตร เป็นรอยเท้าขวาที่ฉาบปูนทับรอยเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period – UNESCO
    2. Phu Phra Bat Historical Park – Wikipedia
    3. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – วิกิพีเดีย
    4. หอนางอุสา – วิกิพีเดีย
    5. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – กรมศิลปากร
    6. Phu Phra Bat Historical Park – Atlas Obscura
    7. ทำไม ภูพระบาท ถึงเป็น แหล่งหินตั้ง ในวัฒนธรรมทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    8. วิวัฒนาการจาก หินตั้ง สู่ เสมา ผีและพุทธใน ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    9. รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์บน ภูพระบาท ทำไมถึงชื่อ พระบาทบัวบก – ศิลปวัฒนธรรม
    10. ครม. เห็นชอบเสนอ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก – Thai PBS
    11. ไขปริศนา ภาพเขียนสี ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    12. ภาพเขียนสีภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ภูพระบาท
    2014020508 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020506 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020509 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เพิงผาหลังโรงเรียน

    เพิงผาหลังโรงเรียน

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 1 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เพิงผาหินปูนในจังหวัดกระบี่ที่เก็บร่องรอยนักล่าสัตว์และเก็บของป่าย้อนหลังไปราว 40,000 ปี นับเป็นหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย · ราว 43,000–27,000 ปีก่อน และราว 9,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งหุบเขาแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
    ประเภทแหล่งเพิงผาหินปูน (rockshelter)
    ผู้ขุดค้นหลักดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas D. Anderson)
    ช่วงขุดค้นพ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985)
    อายุชั้นล่างสุดที่มีร่องรอยมนุษย์ราว 39,000–43,000 ปีก่อน
    วัฒนธรรมชั้นบนโฮบินเหียน และการฝังศพสมัยหินใหม่
    จำนวนชั้นดิน10 ชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ
    แหล่งร่วมสมัยใกล้เคียงถ้ำหมอเขียว และเพิงผาเขาโต๊ะช่อง จังหวัดกระบี่

    ชื่อแปลก ๆ กับที่ตั้งในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นเพิงผาหินปูนขนาดไม่ใหญ่นักในหุบเขาของแม่น้ำกระบี่ ทางฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้ ชื่อของแหล่งมาจากเรื่องง่าย ๆ คือเพิงผานี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    จังหวัดกระบี่มีภูเขาหินปูนตั้งโดดเรียงรายอยู่มาก ภูเขาเหล่านี้มีถ้ำและเพิงผาเป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ดี มนุษย์ยุคโบราณจึงใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างออกล่าสัตว์ เพิงผาหลังโรงเรียนตั้งอยู่บนที่สูง การขึ้นไปถึงต้องเดินตามทางชันหรือไต่ไปตามสันเขาแคบ ๆ

    หลักฐานสำคัญ

    • สะเก็ดหินและเครื่องมือหิน: เครื่องมือในชั้นดินลึกสุด อายุราว 39,000 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและกรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ร่องรอยเตาไฟ: เถ้าและถ่านจากกองไฟของคนในเพิงผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงผาหลังโรงเรียน กระบี่) ดูภาพถ่ายจริง

    การขุดค้นของดักลาส แอนเดอร์สัน

    ช่วง พ.ศ. 2526–2528 ศาสตราจารย์ดักลาส แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา เข้ามาสำรวจและขุดค้นเพิงผาแห่งนี้ เขาพบว่าดินในเพิงผาทับถมกันเป็นชั้นอย่างชัดเจน และมีถ่านจากกองไฟที่นำไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 ได้

    ผลการศึกษาตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อ พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการขุดค้นครั้งแรกในไทยที่พบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนตอนปลายซึ่งมีค่าอายุชัดเจน วางอยู่ใต้ชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนสมัยโฮโลซีนตอนต้นอย่างเป็นระเบียบ

    ต่อมาใน พ.ศ. 2550 แอนเดอร์สันร่วมกับคาเรน มูดาร์ ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์กระดูกสัตว์จากชั้นล่างของแหล่ง ทำให้เรารู้ว่าคนยุคนั้นกินอะไรและใช้ชีวิตอย่างไร

    เพิงผาเล็ก ๆ หลังโรงเรียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เก็บรอยกองไฟของมนุษย์ไว้นานกว่าสี่หมื่นปี

    ชั้นดินเล่าเรื่องสี่หมื่นปี

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นดินที่นี่ออกเป็นสิบชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ ถัดขึ้นมาเป็นชั้นที่มีถ่าน เครื่องมือหิน และกระดูกสัตว์อยู่รอบกองไฟ ถ่านจากชั้นเหล่านี้มีอายุราว 39,000 ปีก่อน และบางตัวอย่างเก่าถึงกว่า 43,000 ปี ส่วนชั้นไพลสโตซีนที่อายุน้อยที่สุดมีอายุราว 27,000 ปีก่อน

    เหนือขึ้นไปมีชั้นที่เต็มไปด้วยเศษหินปูนแตก นักวิชาการตีความว่าเพดานเพิงผาเคยพังถล่มลงมา หลังจากนั้นมีช่วงที่ไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน ก่อนที่มนุษย์จะกลับมาใช้เพิงผาอีกครั้งเมื่อราว 9,000 ปีก่อน ในช่วงนี้พบกองไฟจำนวนมากพร้อมเถ้าและเศษอาหาร

    ชั้นบนสุดเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเป็นที่ฝังศพ พบหลุมศพหลายหลุม บางร่างฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว บางร่างงอเข่า และบางหลุมเป็นการฝังครั้งที่สอง ภาชนะดินเผาที่พบในหลุมศพมีอายุราว 5,000–3,000 ปีก่อน

    เครื่องมือหินและอาหารของนักล่ายุคน้ำแข็ง

    เครื่องมือหินในชั้นไพลสโตซีนมีไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็นสะเก็ดหินที่กะเทาะจากหินหลายชนิด เช่น หินเชิร์ต หินปูนที่แทรกด้วยซิลิกา และหินจากแหล่งน้ำพุร้อน ขอบของสะเก็ดถูกแต่งให้คมสำหรับตัดและขูด นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแกนหินขนาดเล็กที่แต่งขอบด้านเดียวให้เป็นฟันเลื่อย

    เครื่องมือเหล่านี้เบาและพกพาง่าย เหมาะกับคนที่ย้ายที่อยู่บ่อย ต่างจากชั้นโฮบินเหียนด้านบน ซึ่งวัฒนธรรมนี้โดยทั่วไปมีเครื่องมือเด่นคือหินกรวดแม่น้ำที่กะเทาะหน้าเดียว นักวิชาการยังสังเกตว่าที่เพิงผาหลังโรงเรียนพบเศษจากการกะเทาะน้อยมาก แสดงว่าคนอาจทำเครื่องมือที่อื่นแล้วนำติดตัวมา

    กระดูกสัตว์ในชั้นล่างมีทั้งวัวป่าและกวาง และในชั้นอายุราว 27,000 ปีก่อนยังพบกระดูกช้าง แต่เต่าและตะพาบคือสัตว์ที่พบมากที่สุด ส่วนลิงที่อาศัยบนต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากในป่าแถบนี้ กลับพบน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกนก ปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลเล็กน้อย และเปลือกหอยทาก

    มูดาร์และแอนเดอร์สันเปรียบเทียบกับถ้ำนีอาห์ในเกาะบอร์เนียวและถ้ำหมอเขียวในกระบี่ ซึ่งมีคนอยู่ต่อเนื่องนานกว่า แล้วสรุปว่าเพิงผาหลังโรงเรียนถูกใช้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว เหมือนจุดแวะพักบนเส้นทางเดินทางตามฤดูกาล

    สิ่งที่พบและชีวิตของคนโบราณ

    ในชั้นไพลสโตซีนพบกระดูกเต่าและตะพาบจำนวนมาก รวมทั้งกระดูกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกระดูกปลาเล็กน้อย สิ่งที่น่าแปลกคือแทบไม่พบกระดูกหมูป่า ซึ่งต่างจากแหล่งร่วมสมัยอื่นในภูมิภาค

    มูดาร์และแอนเดอร์สันสรุปว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งหลักแหล่งถาวร พวกเขาเป็นนักหาอาหารที่เคลื่อนย้ายไปมาตามฤดูกาลระหว่างพื้นที่ในแผ่นดินกับชายฝั่ง และแวะมาพักที่เพิงผานี้เป็นครั้งคราว ส่วนในชั้นโฮโลซีนเริ่มพบเปลือกหอยทะเล แสดงว่าคนรุ่นหลังนำอาหารจากชายฝั่งเข้ามากินด้วย

    ของในหลุมศพชั้นบนมีภาชนะดินเผาทรงพาน มีเชิงสูง ตกแต่งด้วยลายขีดไขว้ คล้ายภาชนะที่พบที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบขวานหินขัดฝีมือประณีตวางคู่กับศพหนึ่งร่าง

    จากที่พักกลายเป็นสุสาน

    ในชั้นโฮโลซีนตอนต้น คนที่กลับมาใช้เพิงผาเริ่มเก็บหอยมากิน หอยทะเลในชั้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงราวหลัง 7,500 ปีก่อน แล้วจึงลดลง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นหลังยุคน้ำแข็ง

    รายงานการขุดค้นฉบับปี พ.ศ. 2533 บรรยายหลุมศพสี่กลุ่มอย่างละเอียด หลุมที่ 1 ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว พร้อมภาชนะทรงพานมีเชิง หลุมที่ 2 และ 3 เป็นการฝังครั้งที่สอง มีกระดูกของคนสองถึงสามคนกระจายอยู่กับเศษภาชนะลายเชือกทาบก้นกลม ส่วนหลุมที่ 4 ฝังแบบงอเข่า พร้อมภาชนะทรงพานและขวานหรือผึ่งหินขัด

    ภาชนะทรงพานในหลุมที่ 1 และ 4 มีผิวเรียบ เผาไฟไม่สม่ำเสมอ และมีรูปทรงคล้ายภาชนะจากบ้านเก่าในกาญจนบุรี ต่อมาในบทความปี พ.ศ. 2548 แอนเดอร์สันระบุว่าชั้นบนสุดของแหล่งมีหลุมศพมากกว่า 20 หลุม บางหลุมบุด้วยท่อนไม้คล้ายโลงศพ บางหลุมเป็นเพียงหลุมดินธรรมดา ตัวเลขที่ต่างกันนี้น่าจะมาจากการนับรวมหลุมศพทั้งหมดที่ขุดพบ ไม่เฉพาะกลุ่มที่บรรยายละเอียด

    แอนเดอร์สันชี้ว่าการใช้เพิงผาเป็นสุสานแยกจากการใช้ชีวิตประจำวัน คือคนในช่วงนี้ไม่ได้พักอาศัยในที่เดียวกับที่ฝังศพ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญ

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์สมัยใหม่เดินทางเข้ามาถึงคาบสมุทรมลายูตอนบนตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบันมาก ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างออกไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้

    แหล่งนี้ยังช่วยให้นักวิชาการเห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคไพลสโตซีนมาสู่โฮโลซีน คือจากโลกยุคน้ำแข็งไปสู่โลกที่อุ่นขึ้น และจากสังคมนักล่าสัตว์ไปสู่ชุมชนที่ใช้ภาชนะดินเผาและฝังศพอย่างมีพิธีกรรม เพิงผาเล็ก ๆ แห่งเดียวจึงเก็บเรื่องราวไว้หลายหมื่นปี

    เพื่อนบ้านในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนไม่ได้เป็นแหล่งเดียวในกระบี่ที่เก็บเรื่องยุคน้ำแข็งไว้ แอนเดอร์สันจัดให้ที่นี่กับถ้ำหมอเขียวเป็นสองแหล่งหลักของภาคใต้ไทยที่มีหลักฐานการใช้ถ้ำในปลายยุคไพลสโตซีน โดยชั้นล่างสุดของถ้ำหมอเขียวน่าจะเก่ากว่า 25,800 ปีก่อน

    ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ทีมของเบน มาร์วิก ขุดค้นเพิงผาเขาโต๊ะช่องใกล้เมืองกระบี่ พบว่าคนที่นั่นเก็บหอยน้ำจืดมากที่สุดเมื่อราว 13,000 ปีก่อน และกินเต่ากับตะพาบมากตลอดช่วงเวลา คล้ายกับเพิงผาหลังโรงเรียน ขณะที่ถ้ำหมอเขียวและถ้ำซาไกพบกระดูกเต่าน้อยมาก

    การเปรียบเทียบหลายแหล่งแบบนี้ทำให้เห็นว่านักล่าสัตว์และเก็บของป่าในภาคใต้ไม่ได้มีวิถีเดียวกันหมด แต่ละกลุ่มเลือกอาหารและวิธีใช้พื้นที่ต่างกันตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

    ข้อถกเถียงและสิ่งที่ยังต้องศึกษา

    ค่าอายุที่เก่าที่สุดราว 43,000–45,000 ปีมาจากชั้นที่มีหินเพดานถล่ม นักวิชาการบางส่วนจึงระมัดระวังว่าถ่านในชั้นนั้นอาจปะปนมาจากที่อื่น ตัวเลขที่ใช้กันอย่างมั่นใจกว่าคือราว 39,000 ปีก่อน

    สื่อบางแห่งเคยเขียนว่าพบกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่นี่ ข้อความนี้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ งานตีพิมพ์ของผู้ขุดค้นกล่าวถึงเครื่องมือหิน กองไฟ และกระดูกสัตว์ในชั้นไพลสโตซีน โดยไม่ได้ระบุว่าพบนีแอนเดอร์ทัล นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชั้นสมัยไพลสโตซีนกับโฮโลซีนก็ยังเป็นคำถามที่นักวิจัยรุ่นหลังพยายามหาคำตอบจากแหล่งใกล้เคียง เช่น ถ้ำหมอเขียว และเขาโต๊ะช่อง

    พิกัดและการนำทาง

    เพิงผาหลังโรงเรียน บ้านทับพริก อ.เมืองกระบี่
    พิกัด 8.180369, 98.880618 (8°10′49.3″N 98°52′50.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เพิงผาหลังโรงเรียนอยู่ในจังหวัดกระบี่ ตัวแหล่งเป็นเพิงผาบนภูเขาหินปูนที่ต้องเดินขึ้นทางชัน ไม่มีการจัดแสดงถาวรในพื้นที่ ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต หรือหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง และศึกษาเรื่องราวโบราณคดีกระบี่เพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: ค่าอายุเก่าที่สุด. ถ่านจากชั้นล่างให้ค่าอายุกว่า 43,000 ปี แต่ยังมีข้อสงสัยเรื่องการปะปน
    • ราว 39,000 ปีก่อน: นักล่าสัตว์แวะพัก. กองไฟ เครื่องมือหิน และกระดูกเต่าในชั้นไพลสโตซีน
    • ราว 27,000 ปีก่อน: ร่องรอยชั้นไพลสโตซีนสุดท้าย. พบกระดูกช้าง หลังจากนั้นเพดานเพิงผาถล่มและไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน
    • ราว 25,800 ปีก่อนหรือเก่ากว่า: ถ้ำหมอเขียวมีคนใช้. แหล่งเพื่อนบ้านในกระบี่ที่มีหลักฐานยุคน้ำแข็ง
    • ราว 13,000 ปีก่อน: คนที่เขาโต๊ะช่องเก็บหอยมากที่สุด. หลักฐานวิถีหาอาหารที่หลากหลายในกระบี่
    • ราว 9,000 ปีก่อน: คนกลับมาอีกครั้ง. วัฒนธรรมโฮบินเหียน กองไฟจำนวนมากและเปลือกหอยทะเล
    • หลังราว 7,500 ปีก่อน: หอยทะเลลดลง. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง
    • ราว 5,000–3,000 ปีก่อน: กลายเป็นที่ฝังศพ. หลุมศพพร้อมภาชนะดินเผาทรงพานและขวานหินขัด
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้น. ดักลาส แอนเดอร์สัน สำรวจและขุดค้นแหล่ง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรายงานการขุดค้นออกโดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): ทบทวนการใช้ถ้ำในภาคใต้. แอนเดอร์สันเปรียบเทียบหลังโรงเรียนกับถ้ำหมอเขียว
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): วิเคราะห์กระดูกสัตว์. มูดาร์และแอนเดอร์สันเสนอว่าผู้ใช้เพิงผาเป็นนักหาอาหารที่ย้ายที่ตามฤดูกาล
    • มิ.ย.–ก.ค. พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ขุดค้นเขาโต๊ะช่อง. ทีมมาร์วิกขุดแหล่งใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ

    รู้หรือไม่

    ชื่อมาจากโรงเรียนจริง ๆ

    คำว่าหลังโรงเรียนในชื่อแหล่งหมายถึงตำแหน่งของเพิงผาที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนหมู่บ้าน นักโบราณคดีทั่วโลกจึงรู้จักแหล่งนี้ด้วยคำไทยว่า Lang Rongrien

    เมนูหลักคือเต่า

    กระดูกในชั้นไพลสโตซีนเป็นเต่าและตะพาบจำนวนมาก แต่แทบไม่มีหมูป่า ต่างจากแหล่งร่วมสมัยหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทะเลเคยอยู่ไกลกว่านี้

    เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างจากเพิงผามากกว่าทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter (Wikipedia)
    2. Lang Rongrien Rockshelter, Penn Museum Publications
    3. Mudar & Anderson 2007, Asian Perspectives 46(2)
    4. Anderson, Asian Perspectives 44(1)
    5. Bangkok Post: Krabi travel feature
    6. Conrad et al. 2013, Thai Natural History Museum Journal
    7. Hoabinhian – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เพิงผาหลังโรงเรียน
    Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ผาแต้ม

    ผาแต้ม

    ภาพประกอบ: Pha Taem Cave Paintings 20251226 · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    หน้าผาริมโขงที่คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ทิ้งภาพปลา ช้าง คน และรอยมือไว้หลายร้อยภาพ ให้เห็นชีวิตริมแม่น้ำเมื่อหลายพันปีก่อน · ราว 3,000–4,000 ปีก่อน (บางความเห็นว่าเก่ากว่านั้น)

    ที่ตั้งอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ริมแม่น้ำโขง
    แถลงข่าวการค้นพบ16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981)
    ผู้สำรวจคณาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
    จำนวนภาพกว่า 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
    ช่วงยาวที่สุดราว 180 เมตร ที่กลุ่มผาแต้ม
    อุทยานแห่งชาติประกาศ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
    ภาพเด่นปลาแบบเห็นโครงภายใน ยาวถึงราว 1 เมตร ที่กลุ่มผาขาม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ผาแต้มเป็นหน้าผาหินทรายสูงชันริมฝั่งแม่น้ำโขง ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อีกฝั่งของแม่น้ำคือประเทศลาว หน้าผาอยู่สูงจากระดับน้ำโขงราว 50 เมตร ด้านบนเป็นลานหินและป่าเต็งรัง

    คำว่า "แต้ม" ในภาษาถิ่นอีสานหมายถึงการเขียน การวาด หรือการทำเครื่องหมายด้วยสี ชื่อผาแต้มจึงแปลได้ตรง ๆ ว่าหน้าผาที่มีภาพวาด ชาวบ้านในละแวกนี้รู้จักภาพบนผามาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก่อนที่นักวิชาการจะเข้ามาศึกษา

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาพเขียนสีรูปปลาบึก: ปลาขนาดใหญ่ระบายสีแดง สะท้อนชีวิตคนริมโขงเมื่อหลายพันปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม กลุ่มภาพที่ 1 และ 2) ดูภาพถ่ายจริง
    • รอยฝ่ามือ: รอยมือที่พ่นสีรอบมือและทาบมือบนผา พบหลายจุดตลอดแนวผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    แม้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ จะรู้จักภาพบนหน้าผามานาน แต่การสำรวจอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเมื่อคณาจารย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร.พรชัย สุจิตต์ เข้าไปบันทึกภาพ

    วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจแถลงต่อสาธารณะว่าพบกลุ่มภาพเขียนสีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทยขณะนั้น ปีต่อมา พ.ศ. 2525 กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

    หลังจากนั้นพื้นที่โดยรอบได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ครอบคลุมพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร

    บนหน้าผาริมโขง รอยมือของเด็กเมื่อหลายพันปีก่อนยังวางอยู่ข้างรอยมือของผู้ใหญ่

    สิ่งที่พบบนหน้าผา

    ภาพเขียนสีที่ผาแต้มมีมากกว่า 300 ภาพ กระจายอยู่ 4 กลุ่มตามแนวหน้าผา ได้แก่ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน กลุ่มผาแต้มยาวที่สุด ราว 180 เมตร

    ภาพมีหลายประเภท ทั้งรูปคนราวสิบรูป รอยฝ่ามือทั้งของผู้ใหญ่และเด็กรวมกว่าสองร้อยรอย สัตว์อย่างช้าง ปลา เต่า สุนัข และวัว เครื่องมืออย่างไซดักปลาและคันธนู รวมถึงเส้นคลื่นและลายเรขาคณิตที่อาจหมายถึงน้ำหรือแปลงนา

    ที่กลุ่มผาขามมีภาพปลาขนาดใหญ่ยาวถึงราว 1 เมตร บางตัววาดเห็นโครงกระดูกและอวัยวะภายใน คล้ายภาพเอกซเรย์ หลายคนเชื่อว่าเป็นปลาบึกแห่งแม่น้ำโขง ใกล้กันมีภาพช้างตัวเล็กยาวเพียงราว 13 เซนติเมตร

    สีที่ใช้มีทั้งแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว เทคนิคมีหลายแบบ เช่น ระบายสีทึบทั้งตัว วาดเฉพาะเส้นขอบ ทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ และจุ่มมือลงสีแล้วประทับลงบนหิน

    อ่านภาพทีละกลุ่ม

    กลุ่มผาขามอยู่ต้นทาง มีภาพปลาขนาดใหญ่ 4 ตัว ยาวตั้งแต่ราว 35 เซนติเมตรถึง 1 เมตร เขียนด้วยสีแดงแบบเห็นโครงภายใน ข้าง ๆ มีภาพช้างตัวเล็กยาวราว 13 เซนติเมตร ความต่างของขนาดนี้ทำให้ภาพปลาดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

    กลุ่มผาแต้มเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ภาพเรียงต่อเนื่องตลอดแนวหน้าผายาวราว 180 เมตร มีทั้งคน ช้าง ปลา เต่า นก และวัว พร้อมรอยฝ่ามือมากกว่า 200 รอย นี่คือส่วนที่ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ได้เห็นจากทางเดินเลียบผา

    กลุ่มผาหมอนน้อยมีภาพคนสูงราว 1.6 เมตร ถือสิ่งที่ดูคล้ายอาวุธ อยู่ในฉากที่ตีความว่าเป็นการล่าสัตว์สี่เท้า และมีรอยมืออีกราว 35 รอย ส่วนกลุ่มผาหมอนมีภาพคนราว 10 คน และสัตว์สี่เท้าราว 11 ตัว วาดแบบระบายทึบทั้งตัวจนเห็นเป็นเงา

    เมื่อมองภาพรวม หน้าผาแห่งนี้จึงมีทั้งฉากชีวิตประจำวัน ภาพสัตว์ที่ผู้คนพึ่งพา และรอยมือจำนวนมากที่เหมือนเป็นลายเซ็นของคนที่มาร่วมทำภาพ

    ช่างโบราณวาดอย่างไร

    ภาพเขียนบนหน้าผาหินทรายที่สูงราว 30–40 เมตรในบางช่วง สีที่พบมีแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว สีแดงพบมากที่สุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่ารอยมือมีทั้งสีแดง ดำ และขาว

    เทคนิคที่ใช้มีหลายแบบ แบบแรกคือระบายสีทึบทั้งตัวจนเป็นภาพเงา แบบที่สองคือวาดเฉพาะเส้นรอบนอก แบบที่สามคือวาดเป็นเส้นก้านไม้ขีดแบบง่าย ๆ และสำหรับรอยมือ มีทั้งการทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ ให้เกิดรอยมือว่าง และการจุ่มมือลงในสีแล้วประทับลงบนหิน

    ภาพปลาแบบเห็นโครงภายในเป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งของโลก การที่ช่างเลือกแสดงกระดูกและอวัยวะของปลาชี้ว่าคนที่วาดรู้จักปลาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด อาจเพราะจับและชำแหละมันเป็นประจำ

    ภาพเหล่านี้หมายความว่าอะไร

    นักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าผู้วาดเป็นสังคมเกษตรกรรมริมโขงที่ทั้งจับปลา เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ เส้นบิดเกลียว เส้นคลื่น และเส้นซิกแซกบางชุดอาจหมายถึงน้ำ หรืออาจเป็นภาพไซดักปลา ส่วนลายตารางบางภาพอาจเป็นแปลงนา

    รอยมือจำนวนมากของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจในชุมชน และอาจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ที่คนทั้งกลุ่มมีร่วมกัน หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียมของพเยาว์ เข็มนาค ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532 เป็นงานศึกษาภาพกลุ่มนี้อย่างละเอียดชิ้นสำคัญ

    ชาวบ้านในละแวกนี้เองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับหน้าผา เล่ากันว่าบริเวณนี้เป็นเขตต้องห้าม ผู้ล่วงล้ำอาจเจ็บไข้ได้ป่วยถึงชีวิต ความเชื่อนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพรอดพ้นจากการถูกรบกวนมาจนถึงสมัยที่นักวิชาการเข้ามาสำรวจ

    ความสำคัญ

    ภาพบนผาแต้มเปรียบเหมือนบันทึกชีวิตของคนริมโขงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพปลาและไซบอกว่าการจับปลาเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิต ภาพวัวและลายที่อาจเป็นแปลงนาชี้ว่าคนกลุ่มนี้อาจเริ่มเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกแล้ว

    รอยมือจำนวนมากทั้งของผู้ใหญ่และเด็กทำให้นักวิชาการคิดว่าการทำภาพอาจเป็นกิจกรรมร่วมของชุมชน และอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หน้าผาริมแม่น้ำใหญ่อาจถูกมองเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ยุคนั้น

    ผาแต้มยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาพเขียนสีบนเพิงหินในภาคอีสานที่พบหลายแห่ง เช่น ที่ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ช่วยให้เห็นว่าการทำศิลปะบนหินเป็นประเพณีที่แพร่หลายในที่ราบสูงโคราช

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    อายุของภาพเขียนสีผาแต้มยังไม่มีข้อยุติ เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ช่วงแรกที่แถลงการค้นพบ มีการประเมินว่าภาพอาจเก่าถึง 5,000–6,000 ปี

    แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ในปัจจุบันระบุอายุราว 3,000–4,000 ปี โดยเทียบรูปแบบภาพและวิถีชีวิตที่ปรากฏ เช่น การเลี้ยงวัวและการทำนา กับแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นแล้วในภาคอีสาน ตัวเลขทั้งสองชุดจึงควรถือเป็นการประมาณ

    ค่าประเมินยังแตกต่างกันอีกหลายชุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงกว้างราว 1,500–3,500 ปี ส่วนข่าวของกรมศิลปากรบางชิ้นระบุว่าอายุกว่า 2,500 ปี ความต่างนี้สะท้อนว่าทุกตัวเลขยังมาจากการเทียบเคียง และจะชัดเจนขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหาอายุสีหรือคราบแร่ที่ปิดทับภาพโดยตรง

    การอนุรักษ์และภัยจากธรรมชาติ

    ภาพเขียนสีบนหน้าผากลางแจ้งต้องเผชิญทั้งแดด ฝน ความชื้น และการผุกร่อนของหิน ใน พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นชั้นหินผุและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน ต่อมาวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559 เกิดหินถล่มเป็นแนวกว้างราว 50 เมตร สูงราว 40 เมตร และลึกราว 6 เมตร

    จุดที่หินถล่มอยู่ห่างจากกลุ่มภาพเขียนสีราว 6 กิโลเมตร สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ร่วมกับนักธรณีวิทยาเข้าตรวจสอบ และยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นยังไม่กระทบภาพเขียนสี แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าหน้าผาหินทรายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของไทย และมีผู้มาเยือนกว่า 180,000 คนใน พ.ศ. 2562 จำนวนคนที่มากขึ้นทำให้การกั้นแนวทางเดินและการห้ามสัมผัสหน้าผายิ่งมีความสำคัญ

    ปัจจุบัน

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มทำทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพเขียนสีได้ใกล้ ๆ พร้อมป้ายอธิบาย มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านบนหน้าผา

    นอกจากภาพเขียนสี อุทยานยังมีเสาเฉลียงซึ่งเป็นหินรูปเห็ดจากการกัดกร่อน น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแรกของประเทศไทย ภาพเขียนสีเปราะบางต่อการสัมผัสและสภาพอากาศ ผู้มาเยือนจึงควรชมจากแนวทางเดินเท่านั้น

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ที่ทำการ/ลานจอดรถทางลงชมภาพเขียนสี) อ.โขงเจียม
    พิกัด 15.398746, 105.507526 (15°23′55.5″N 105°30′27.1″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ภาพเขียนสีผาแต้มอยู่ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพทั้งสี่กลุ่ม และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนผา ในอุทยานยังมีเสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ชมภาพจากแนวทางเดินและไม่สัมผัสหน้าผา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: สร้างภาพเขียนสี. ค่าประเมินที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ใช้ คนริมโขงวาดภาพปลา สัตว์ คน และรอยมือบนหน้าผา
    • ราว 3,500–1,500 ปีก่อน: ค่าประเมินอีกชุด. ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงอายุนี้
    • หลายชั่วอายุคน: ชาวบ้านรู้จักผาแต้ม. ชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ รู้จักภาพบนผาและถือเป็นเขตต้องห้าม
    • 16 พ.ค. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): แถลงการค้นพบ. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรเผยแพร่การสำรวจสู่สาธารณะ และประเมินอายุไว้ 5,000–6,000 ปี
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งภาพเขียนสี
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียม. กรมศิลปากรพิมพ์งานศึกษาของพเยาว์ เข็มนาค
    • 31 ธ.ค. พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): อุทยานแห่งชาติผาแต้ม. ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 พื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): พบรอยร้าวในชั้นหิน. เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นการผุกร่อนและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): หินถล่ม. หินถล่มห่างจากภาพราว 6 กิโลเมตร กรมศิลปากรยืนยันว่าภาพไม่ได้รับผลกระทบ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ผู้มาเยือนกว่า 180,000 คน. อุทยานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุบลราชธานี

    รู้หรือไม่

    ปลาเอกซเรย์

    ภาพปลาที่ผาขามวาดให้เห็นกระดูกและอวัยวะภายใน เป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งทั่วโลก

    แต้ม แปลว่าวาด

    ชื่อผาแต้มมาจากภาษาอีสาน แปลว่าผาที่ถูกแต้มสีหรือวาดภาพไว้

    พระอาทิตย์ขึ้นแรก

    ผาชนะไดในอุทยานเดียวกันเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่อื่นในไทย

    ผาแต้มในลาว

    ที่แขวงหลวงพระบางของลาวก็มีหน้าผาชื่อผาแต้มริมแม่น้ำอู ซึ่งมีภาพสีแดงกว่า 300 ภาพเช่นกัน นักวิจัยมองว่าแม่น้ำเคยเป็นเส้นทางเชื่อมผู้คนและประเพณีการทำภาพบนหิน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. 45 ปี แถลงพบภาพเขียนสีผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    2. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    3. Pha Taem National Park – Wikipedia
    4. Ubon Ratchathani province – Wikipedia
    5. ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม – ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. กรมศิลป์ตรวจภาพเขียนสีผาแต้มหลังหินถล่ม – มติชน
    7. The Cliff Paintings of Pha Taem, Luang Prabang, Lao PDR – Rock Art Research

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ผาแต้ม
    Pha Taem-022 · Ddalbiez · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha taem figures1 · Henry_Flower (talk) (Uploads) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem National Park Thailand · Alabama Martin Künzel, Berlin, 2012 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem Cave Paintings 20251226 (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Prehistoric Paintings at Pha Taem National Park · Kawinkankeow · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Sao Chaliang ,Pha Taem National Park · Traveling1081009 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ควนลูกปัด คลองท่อม

    ควนลูกปัด คลองท่อม

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เนินดินในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่เคยเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เชื่อมโลกโรมัน อินเดีย และจีนเข้าด้วยกัน · ราว พ.ศ. 443–1043 (คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5)

    ที่ตั้งอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ห่างชายฝั่งอันดามันราว 20 กิโลเมตร
    ความหมายของชื่อควน แปลว่าเนินดิน ควนลูกปัดจึงหมายถึงเนินที่เต็มไปด้วยลูกปัด
    บทบาทเมืองท่า ชุมชนช่าง และแหล่งผลิตลูกปัดแก้วและหิน
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนแกะสลัก ตราประทับอักษรพราหมี หัวแหวนแบบโรมัน เหรียญโรมัน
    ที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    ขนาดพื้นที่พบโบราณวัตถุกระจายราว 150 เฮกตาร์ บนเนินธรรมชาติสูงราว 10 เมตรจากระดับทะเล
    การแบ่งยุคสองระยะ คือคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.–2 และคริสต์ศตวรรษที่ 3–5

    เนินลูกปัดกลางสวนยาง

    ควนลูกปัดเป็นเนินดินเตี้ย ๆ ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอันดามันเข้ามาในแผ่นดินราว 20 กิโลเมตร คำว่า ควน ในภาษาถิ่นใต้หมายถึงเนินหรือโคก ชาวบ้านตั้งชื่อนี้เพราะขุดดินลงไปเมื่อใดก็มักเจอลูกปัดหลากสีปนอยู่เต็มไปหมด

    ที่ตั้งของคลองท่อมมีความหมายมาก ลำน้ำในพื้นที่ไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ขณะที่เส้นทางบกตัดข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอ่าวไทยได้ พ่อค้าในอดีตจึงใช้ที่นี่เป็นจุดพักและขนถ่ายสินค้า แทนที่จะแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูซึ่งยาวไกลและเสี่ยงกว่า

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดแก้วและหินสี: ลูกปัดนับหมื่นเม็ด บางเม็ดผลิตในท้องถิ่น บางเม็ดนำเข้าจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง
    • หัวแหวนแกะสลักแบบโรมัน: หินแกะสลักรูปเทพและไก่ชนแบบโรมัน หลักฐานการค้ากับโลกตะวันตก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง

    ภูมิประเทศและขอบเขตของแหล่ง

    ตัวเนินควนลูกปัดเป็นเนินธรรมชาติที่สูงจากระดับทะเลราว 10 เมตร ไม่ได้เป็นเนินที่คนสร้างขึ้น ความสูงเพียงเท่านี้ก็พอให้พ้นน้ำหลากในฤดูฝน ผู้คนในอดีตจึงเลือกตั้งบ้านเรือนและโรงงานบนพื้นที่นี้

    พื้นที่ที่พบโบราณวัตถุกระจายกว้างราว 150 เฮกตาร์ หรือประมาณ 940 ไร่ มีคลองท่อมไหลผ่านกลางแหล่ง ลำคลองนี้คือถนนสายหลักของชุมชน เรือขนาดเล็กใช้ขนสินค้าจากชายฝั่งขึ้นมาถึงตัวเนิน และขนลูกปัดกับของมีค่าลงไปยังปากน้ำ

    แหล่งนี้อยู่ใต้คอคอดกระลงไปราว 240 กิโลเมตร จึงเป็นอีกจุดหนึ่งบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่ไม่ต้องผ่านคอคอดกระโดยตรง นักโบราณคดีมองว่าคาบสมุทรภาคใต้มีเส้นทางข้ามฝั่งได้หลายเส้น และแต่ละเส้นก็มีเมืองท่าของตนเอง ควนลูกปัดคือเมืองท่าฝั่งอันดามันของเส้นทางในเขตกระบี่

    ใต้สวนยางเงียบ ๆ ของคลองท่อม เคยมีช่างทำลูกปัดที่ส่งงานฝีมือข้ามทะเลไปไกลถึงฝั่งอินเดียและไกลกว่านั้น

    จากของที่ชาวบ้านขุดพบสู่การศึกษาทางวิชาการ

    ลูกปัดที่ควนลูกปัดเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่มานาน และถูกลักลอบขุดหาไปขายต่อเนื่องกว่าครึ่งศตวรรษ ของจำนวนมากจึงกระจัดกระจายไปอยู่ในมือนักสะสม โดยไม่มีบันทึกว่าพบที่ชั้นดินใด

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจพื้นที่ใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ต่อมามีการขุดค้นอย่างเป็นระบบใน พ.ศ. 2523 และ 2526 การขุดค้นปี 2526 โดยมยุรี วีระประเสริฐ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นที่มาของการแบ่งยุคของแหล่งที่ยังใช้อ้างถึงกันจนทุกวันนี้

    ใน พ.ศ. 2551 สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต นำโดยบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ กลับมาขุดค้นอีกครั้ง ผลยืนยันว่าที่นี่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ชุมชนช่าง และเมืองท่าที่เชื่อมกับเครือข่ายการค้าทางทะเล

    สิ่งที่พบ: ลูกปัด ตราประทับ และของจากแดนไกล

    หลักฐานที่พบมากที่สุดคือลูกปัดแก้วและลูกปัดหินนับพันเม็ด นอกจากลูกปัดสำเร็จรูปแล้วยังพบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย ร่องรอยเหล่านี้บอกว่าช่างทำลูกปัดกันที่นี่เอง ไม่ได้รับมาขายต่ออย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีเศษจากงานโลหะดีบุกและงานเจียหินมีค่าด้วย

    ของที่สะดุดตาคือหินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน เช่น รูปไก่ชน เทพีฟอร์ทูนา และซาเทอร์หนุ่ม รวมถึงเศษภาชนะแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน จี้ทองคำและสำริดที่ทำเลียนแบบเหรียญโรมัน และแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อจี้ นักวิชาการยังรายงานการพบเหรียญโรมันของจักรพรรดิวิกโตรินุสซึ่งผลิตราว พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270)

    หลักฐานจากอินเดียก็มีมาก ทั้งตราประทับส่วนตัวที่จารึกอักษรพราหมี และจารึกบนหินด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีซึ่งอาจเป็นของช่างทองชาวอินเดียในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 แสดงว่ามีชาวอินเดียเข้ามาอยู่หรือทำงานในชุมชนนี้

    ตราประทับ จารึก และเหรียญ: ร่องรอยของผู้คนที่มีชื่อ

    ของชิ้นเล็กที่บอกเรื่องราวได้มากที่สุดคือตราประทับ ตราหินคาร์เนเลียนชิ้นหนึ่งจารึกอักษรพราหมีอ่านได้ว่า พรหมทินนะ ซึ่งเป็นชื่อบุคคลแบบอินเดีย กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1 อีกชิ้นหนึ่งจารึกคำว่า มาปะ คู่กับรูปสังข์ ตราเหล่านี้ใช้กดลงบนดินหรือขี้ผึ้งเพื่อปิดผนึกห่อสินค้า จึงบอกว่ามีพ่อค้าที่ทำธุรกิจอย่างเป็นระบบอยู่ที่นี่

    ยังมีตราประทับและแหวนตราอีกหลายชิ้นที่จารึกด้วยอักษรแบบปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ซึ่งนักวิชาการกำหนดอายุไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–7 อักษรเหล่านี้คล้ายกับที่พบในออกแก้วทางใต้ของเวียดนามและในมาเลเซีย ของกลุ่มนี้ชี้ว่าการติดต่อกับโลกภายนอกยังไม่หยุดลงหลังคริสต์ศตวรรษที่ 5 อย่างน้อยก็ในระดับของที่ถูกพกพาเข้ามา

    ส่วนหินลับทองที่จารึกด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีนั้นอ่านได้ว่า หินทดสอบของเปรุมปตัน ซึ่งคือช่างทองผู้หนึ่ง หินชนิดนี้ใช้ขูดทองเพื่อดูสีและความบริสุทธิ์ จึงเป็นเครื่องมือทำงานจริงของช่าง และน่าจะเป็นหลักฐานว่ามีช่างทองชาวทมิฬมาทำงานในชุมชนนี้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4

    เหรียญที่พบก็น่าสนใจไม่น้อย มีเหรียญทองที่มีรูปศีรษะด้านข้างพร้อมอักษรพราหมีอ่านได้ว่า ศรีวิษุวโคทะ และเหรียญรูปสังข์อีกราว 32 เหรียญ ผลการวิเคราะห์พบว่าทำจากโลหะผสมทองกับเงิน น้ำหนักของเหรียญสอดคล้องกับหน่วยน้ำหนักรัตติของอินเดีย คือเหรียญหนักราว 8 รัตติ และราว 4 รัตติ บอกว่าผู้ใช้เหรียญรู้จักระบบน้ำหนักมาตรฐานเดียวกับโลกอินเดีย

    ของจากโลกโรมันทีละชิ้น

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปไก่ชนเป็นลวดลายที่นิยมมากในโลกโรมัน กำหนดอายุได้ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม หัวแหวนรูปเทพีฟอร์ทูนาถือเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์และหางเสือเรือก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้กัน ส่วนรูปซาเทอร์หนุ่มชูพวงองุ่นมีอายุช้ากว่าเล็กน้อย ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3

    นอกจากหินแล้วยังมีหัวแหวนแก้วใสรูปคนเลี้ยงสัตว์กับสุนัข ต้นไม้ และนกอินทรี ฉากชนบทแบบนี้สะท้อนความนิยมบทกวีทุ่งหญ้าของชาวโรมัน และมีเศษชามแก้วสีแดงสดแบบหล่อพิมพ์ ซึ่งผลวิเคราะห์เนื้อแก้วชี้ว่ามาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1

    จี้ทองคำชิ้นหนึ่งเลียนแบบเหรียญของจักรพรรดิอันโทนินุส ปิอุส ที่ผลิตราว พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159) ได้ใกล้เคียงมาก ขณะที่จี้สำริดอีกชิ้นเลียนแบบเหรียญสมัยจักรพรรดิไทเบริอุส (ค.ศ. 14–37) แบบหยาบ ๆ ที่สำคัญคือพบแม่พิมพ์หินครึ่งซีกขนาดราว 4.5 x 3.5 เซนติเมตรที่ใช้หล่อด้านหลังของจี้แบบนี้ แปลว่าช่างคลองท่อมทำจี้เลียนเหรียญโรมันขึ้นเองในพื้นที่

    ทางฝั่งตะวันออกก็มีหลักฐานเช่นกัน คือเศษกระจกสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220) ของจากสองซีกโลกที่มาพบกันบนเนินเดียวกันนี้คือหลักฐานชัดเจนว่าควนลูกปัดอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมตะวันตกกับตะวันออกจริง

    โรงงานลูกปัดและงานช่างแห่งคลองท่อม

    การผลิตลูกปัดแก้วเริ่มจากการหลอมแก้วแล้วดึงเป็นแท่งกลวง จากนั้นตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วเผาซ้ำให้ขอบมน ลูกปัดที่ทำด้วยวิธีนี้นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดแก้วอินโด-แปซิฟิก ที่ควนลูกปัดพบทั้งแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่ติดกันเป็นพวงเพราะเผาร้อนเกินไป ซึ่งเป็นของเสียที่ไม่มีใครซื้อขาย จึงต้องเกิดจากโรงงานในที่นั้นเอง

    การวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของลูกปัดแก้วจากแหล่งในภาคใต้พบว่า ที่ควนลูกปัดมีแก้วชนิดโซดาที่มีอะลูมินาสูงมากที่สุด แก้วชนิดนี้สัมพันธ์กับแหล่งผลิตในอินเดียใต้ เช่น อริกาเมดุ นอกจากนี้ยังพบแก้วโพแทชซึ่งเป็นสูตรที่ใช้กันตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพที่ได้คือช่างที่นี่รับทั้งความรู้และวัตถุดิบมาจากอินเดีย แล้วผลิตต่อในท้องถิ่น

    งานช่างที่นี่ไม่ได้มีแค่แก้ว ยังมีเศษจากการเจียหินกึ่งมีค่าอย่างคาร์เนเลียน และเศษจากงานโลหะดีบุก ภาคใต้ของไทยมีแร่ดีบุกมาก จึงเป็นไปได้ว่าดีบุกเป็นสินค้าส่งออกอีกชนิดหนึ่งของชุมชน รวมกับทองที่ช่างทองอย่างเปรุมปตันนำมาแปรรูป

    ความสำคัญ: เมืองท่าบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร

    เมื่อราว 2,000 ปีก่อน การค้าทางทะเลระหว่างจักรวรรดิโรมัน อินเดีย และจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว คาบสมุทรภาคใต้ของไทยอยู่ตรงกลางเส้นทางนี้พอดี ชุมชนอย่างควนลูกปัดจึงเติบโตขึ้นเป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้

    ควนลูกปัดเป็นหนึ่งในหลายแหล่งที่ช่วยให้เห็นภาพยุคก่อนรัฐแบบอินเดีย ร่วมกับแหล่งเขาสามแก้วในชุมพร และภูเขาทองในระนอง ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับเพียงสินค้าจากภายนอก แต่ผลิตของมีค่าเองและส่งออกไปด้วย ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมต่อมาจึงเกิดรัฐการค้าในคาบสมุทร เช่น ลังกาสุกะ และศรีวิชัย

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การกำหนดอายุของควนลูกปัดยังมีหลายแบบ นักวิชาการที่ศึกษาของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งเป็นสองระยะ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 และระยะหลังราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–5 ขณะที่บางงานอ้างว่าแหล่งนี้ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11

    ปัญหาสำคัญคือของจำนวนมากมาจากการลักลอบขุด จึงไม่รู้ตำแหน่งชั้นดินที่แน่นอน การเทียบอายุต้องอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นอกจากนี้ลูกปัดและของสะสมจากแหล่งนี้ยังมีของปลอมปนอยู่ในตลาด ผู้สนใจจึงควรดูของจริงจากพิพิธภัณฑ์ที่มีที่มาชัดเจน

    ควนลูกปัดในวันนี้

    เมื่อชาวบ้านเริ่มขุดลูกปัดไปขายมากขึ้น เจ้าอาวาสวัดคลองท่อมในเวลานั้นเห็นว่าหากปล่อยไว้ หลักฐานจะหายไปหมด จึงรวบรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัด จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทรงเปิดอย่างเป็นทางการ

    พิพิธภัณฑ์จัดแสดงลูกปัดหลายแบบ เครื่องมือหินและสำริด เศษภาชนะดินเผา และวัตถุที่มีอิทธิพลจากต่างแดน ลูกปัดลายนกและลูกปัดที่เชื่อกันว่าเป็นรูปสุริยเทพเป็นของที่ผู้ชมให้ความสนใจมาก ปัจจุบันลวดลายลูกปัดโบราณยังถูกนำมาพัฒนาเป็นสินค้าวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม อ.คลองท่อม
    พิกัด 7.928916, 99.148088 (7°55′44.1″N 99°08′53.1″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม เนินควนลูกปัดอยู่ด้านหลังวัด

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งควนลูกปัดอยู่ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน จึงไม่ค่อยมีสิ่งให้ชมบนพื้นดิน จุดที่ควรไปคือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งอยู่ริมเส้นทางกระบี่–ตรัง ห่างจากตัวเมืองกระบี่ราว 40 กิโลเมตร จัดแสดงลูกปัดและโบราณวัตถุจากควนลูกปัด

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –2): ระยะแรกของเมืองท่า. การค้ากับอินเดียและของจากโลกโรมันเข้ามาถึง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 4–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน –1): ตราพรหมทินนะ. อายุโดยประมาณของตราหินคาร์เนเลียนจารึกอักษรพราหมี
    • พ.ศ. 557–580 (ค.ศ. 14–37): รัชกาลไทเบริอุส. ช่วงเวลาของเหรียญต้นแบบที่ช่างคลองท่อมทำแม่พิมพ์จี้เลียนแบบ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก. สมัยของเศษกระจกสำริดจีนที่พบในแหล่ง
    • พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159): เหรียญอันโทนินุส ปิอุส. ปีที่ผลิตเหรียญต้นแบบของจี้ทองคำเลียนเหรียญโรมัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–10 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–5): ระยะที่สอง. การผลิตลูกปัดและงานช่างดำเนินต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270): เหรียญวิกโตรินุส. ปีที่ผลิตเหรียญโรมันซึ่งรายงานว่าพบที่แหล่งนี้
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–4): หินลับทองของเปรุมปตัน. จารึกทมิฬ-พราหมีบนเครื่องมือของช่างทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 5–7): ตราอักษรปัลลวะ. ตราประทับจารึกภาษาสันสกฤตแสดงการติดต่อที่ยังต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): กรมศิลปากรสำรวจ. สำรวจใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ท่ามกลางการลักลอบขุด
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): ขุดค้นอย่างเป็นระบบครั้งแรก. เริ่มเก็บหลักฐานพร้อมชั้นดิน
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): ขุดค้นโดยมยุรี วีระประเสริฐ. เสนอการแบ่งยุคสองระยะ
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดค้นครั้งใหม่. สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ยืนยันบทบาทชุมชนช่างและเมืองท่า

    รู้หรือไม่

    ไก่ชนจากโรม

    หินคาร์เนเลียนแกะลายไก่ชนที่พบในคลองท่อมเป็นงานแบบโรมัน แสดงว่ารสนิยมของคนฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนเดินทางมาถึงกระบี่ได้

    ไม่ได้แค่ซื้อ แต่ผลิตเอง

    การพบก้อนแก้วดิบและลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย บอกว่าที่นี่มีโรงงานทำลูกปัดของตนเอง

    พิพิธภัณฑ์ที่เริ่มจากวัด

    โบราณวัตถุชุดสำคัญรอดมาได้เพราะเจ้าอาวาสวัดคลองท่อมช่วยเก็บรวบรวมไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขายออกไป

    จี้เหรียญโรมันที่ทำในกระบี่

    แม่พิมพ์หินที่พบในคลองท่อมใช้หล่อจี้เลียนแบบเหรียญโรมัน แสดงว่าคนท้องถิ่นนำแบบของต่างแดนมาผลิตเองเพื่อขาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts between the Upper Thai-Malay Peninsula and the Mediterranean World
    2. Journal of the Siam Society: Khuan Lukpad research article
    3. มติชน: ควนลูกปัด คลองท่อม
    4. แนวหน้า: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาลูกปัดแก้วในภาคใต้
    6. Wat Khlong Thom Museum (Thai Holiday Guide)
    7. GotoKnow: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    8. SPAFA Journal: seal inscriptions from southern Thailand
    9. Artessere: Wat Khlong Thom Museum
    10. Wikipedia: Khlong Thom district

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด

    บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด

    ภาพประกอบ: Bannonwat all10 · Hellokorat · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สองหมู่บ้านในอำเภอโนนสูงที่หลุมศพยุคสำริดอันมั่งคั่งเปิดให้เห็นสังคมเกษตรกรรมลุ่มแม่น้ำมูลก่อนยุคพิมายหลายพันปี · ราวศตวรรษที่ 17 ก่อน ค.ศ. ถึงราว ค.ศ. 300

    ที่ตั้งอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน
    บ้านโนนวัดตำบลพลสงคราม ขุดค้นหลักช่วง พ.ศ. 2545–2550 (ค.ศ. 2002–2007)
    ผู้นำการขุดค้นบ้านโนนวัดชาร์ลส์ ไฮแอม ร่วมกับอำพัน กิจงาม ต่อมาไนเจล ชาง
    หลุมศพที่บ้านโนนวัดราว 640 หลุม ใน 11 ช่วงเวลา
    ยุคสำริดที่บ้านโนนวัดราว 1,050–420 ปีก่อน ค.ศ. (ตามลำดับเวลาของไฮแอม)
    บ้านปราสาทหลุมขุดค้นเปิดให้ชมหลุมศพยุคสำริดในตำแหน่งที่พบ
    โครงกระดูกที่บ้านปราสาท59 โครง จากหลุมขุดค้นที่เปิดให้ชม 3 หลุม
    ค่าอายุที่บ้านโนนวัดคาร์บอนกัมมันตรังสี 76 ค่า วิเคราะห์แบบเบย์

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    อำเภอโนนสูงอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน ระหว่างตัวเมืองนครราชสีมากับพิมาย พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มสลับเนินดินเตี้ย ๆ เหมาะแก่การทำนาข้าว ชุมชนโบราณหลายแห่งตั้งอยู่บนเนินที่สูงพ้นน้ำหลาก

    บ้านโนนวัดอยู่ในตำบลพลสงคราม ใกล้ทางผ่านที่เชื่อมที่ราบสูงโคราชกับที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ตำแหน่งนี้ทำให้ชุมชนติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างทองแดงกับภาคกลางได้ ส่วนบ้านปราสาทอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบนเช่นกัน ห่างจากแหล่งบ้านลุมเขาราวสิบกิโลเมตร

    ในหมู่บ้านทั้งสองแห่ง ชาวบ้านยุคปัจจุบันยังอาศัยอยู่บนเนินดินที่คนโบราณสร้างทับถมไว้ ใต้บ้านเรือนและลานวัดจึงมีชั้นดินเก่าซ้อนอยู่หลายพันปี

    หลักฐานสำคัญ

    • หลุมฝังศพยุคสำริด: โครงกระดูกพร้อมภาชนะและเครื่องประดับ จัดแสดงในหลุมเดิมกลางหมู่บ้าน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะดินเผาฝังร่วมศพ: หม้อและชามที่วางคู่กับผู้ตาย บอกความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    บ้านปราสาทเป็นแหล่งที่มีการขุดค้นและเก็บหลุมขุดค้นไว้กลางหมู่บ้าน ทำให้คนทั่วไปเห็นหลุมศพยุคสำริดในตำแหน่งที่พบจริง แหล่งนี้จึงเป็นห้องเรียนกลางแจ้งของโบราณคดีอีสาน

    บ้านโนนวัดเป็นโครงการขุดค้นขนาดใหญ่ เริ่มใน พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) นำโดยชาร์ลส์ ไฮแอม จากมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ร่วมกับอำพัน กิจงาม แห่งกรมศิลปากร ช่วงแรกขุดต่อเนื่องหลายฤดูกาลจนถึงราว พ.ศ. 2550 จากนั้นไนเจล ชาง รับหน้าที่นำการขุดค้นต่อ

    ผลการขุดค้นบ้านโนนวัดตีพิมพ์เป็นรายงานหลายเล่มในชุด The Origins of the Civilization of Angkor ร่วมกับกรมศิลปากร ทำให้แหล่งนี้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงหลักของยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ใต้ลานบ้านในโนนสูง มีหลุมศพที่บอกว่าเมื่อสามพันปีก่อน บางคนในหมู่บ้านร่ำรวยกว่าคนอื่นมาก

    บ้านปราสาท: สามหลุมกลางหมู่บ้าน

    บ้านปราสาทตั้งอยู่ริมลำธารปราสาท หลักฐานการอยู่อาศัยย้อนไปได้ราว 3,000 ปี และนักโบราณคดีแยกการตั้งถิ่นฐานได้หลายระยะ ตั้งแต่ชุมชนเกษตรกรรมที่ทำภาชนะดินเผาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องถึงสมัยทวารวดีและสมัยเขมร ชาวบ้านเองพบเศษภาชนะได้ทั่วไปทั้งในสวน หลังบ้าน และใต้ถุนเรือน

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นบ้านปราสาทราว พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) หลังมีโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบขุดจากพื้นที่ออกวางขาย ต่อมามีการจัดภูมิทัศน์หลุมขุดค้น 3 หลุมให้ประชาชนเข้าชม ทั้งสามหลุมพบโครงกระดูกรวม 59 โครง หลุมศพส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราว 2,500 ถึง 1,500 ปีก่อน บางโครงยังสวมเครื่องประดับสำริดที่กระดูกแขน และวางภาชนะดินเผาไว้รอบร่าง หลุมที่ 1 เป็นหลุมใหญ่ที่สุด ขุดลึกลงไปหลายเมตรกว่าจะถึงชั้นหลุมศพที่เก่าที่สุด และมีอาคารหลังคาคลุม ส่วนพิพิธภัณฑ์บ้านปราสาทซึ่งจัดตั้งใน พ.ศ. 2539 จัดแสดงประวัติแหล่งและหลุมขุดค้นจำลอง

    หลุมที่ 2 มีโครงกระดูกให้เห็นไม่มาก แต่เป็นจุดที่พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดี ซึ่งบอกว่าผู้คนสมัยทวารวดีก็เคยอยู่ที่นี่ ส่วนหลุมที่ 3 แสดงโครงกระดูกผู้หญิงและเด็กหลายโครงที่ไม่มีกะโหลก ร่วมกับภาชนะที่แตกกระจาย เรื่องเล่าในพื้นที่โยงหลุมนี้กับการตายอย่างรุนแรง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่สรุปสาเหตุได้แน่ชัด

    นอกจากหลุมศพ ยังพบภาชนะดินเผาแบบเคลือบน้ำดินสีแดงและลายเชือกทาบ กำไลเปลือกหอย แม่พิมพ์สำหรับหล่อขวานสำริด เบ้าหลอม และลูกปัดแก้ว ซึ่งแสดงว่าชุมชนบ้านปราสาทหล่อโลหะเองและเชื่อมกับเครือข่ายการค้าลูกปัดเช่นเดียวกับบ้านโนนวัด สื่อไทยมักเรียกบ้านปราสาทว่าพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งทางโบราณคดีแห่งที่สองของไทยต่อจากบ้านเชียง

    สิ่งที่พบ

    บ้านโนนวัดพบหลุมฝังศพราว 640 หลุม แบ่งได้ 11 ช่วงเวลา เริ่มจากชุมชนยุคหินใหม่ราวศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล ต่อด้วยยุคสำริดราว 1,050–420 ปีก่อนคริสตกาล และยุคเหล็กหลังจากนั้น ที่นี่ยังพบกระดูกไก่บ้านที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก อายุราว 1,650–1,250 ปีก่อนคริสตกาล

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ทีมขุดค้นพบหลุมศพยุคสำริดขนาดใหญ่ผิดปกติ หลุมหนึ่งกว้างราว 5 x 3.5 เมตร มีภาชนะดินเผาฝีมือดีอย่างน้อย 20 ใบ ขวานสำริดมีบ้อง และลูกปัดเปลือกหอยจำนวนมาก บางหลุมมีกำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ ต่างหูเปลือกหอย และกำไลหินอ่อน นักวิจัยเรียกหลุมกลุ่มนี้ว่าหลุมศพชั้นสูง

    ในหลุมอื่นยังพบเด็กทารกที่ฝังพร้อมขวานสำริด และทารกคนหนึ่งสวมกำไลข้อเท้าที่มีกระดิ่งสำริดราว 30 ลูก ในชั้นยุคสำริดตอนหลัง ของอุทิศลดลง แต่พบแม่พิมพ์ เบ้าหลอม และหลุมศพของช่างหล่อโลหะมากขึ้น

    ในยุคเหล็ก ชุมชนบ้านโนนวัดมีคันดินและคูน้ำล้อมรอบสองชั้น โดยผันน้ำจากลำน้ำใกล้เคียง ส่วนที่บ้านปราสาท หลุมขุดค้นที่เปิดให้ชมแสดงหลุมศพยุคสำริดของชายและหญิงที่มีของอุทิศมั่งคั่ง ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่พบที่บ้านโนนวัด

    ลำดับชั้นยุคที่บ้านโนนวัด

    ลำดับเวลาของบ้านโนนวัดสร้างจากค่าอายุคาร์บอนกัมมันตรังสี 76 ค่า ที่วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์ ชั้นแรกสุดเป็นยุคหินใหม่ตอนต้นราวศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล หลุมศพรุ่นแรกฝังในท่างอตัว ซึ่งนักวิจัยคิดว่าอาจเป็นของกลุ่มนักล่าสัตว์หาของป่า ส่วนยุคหินใหม่ตอนปลายราวศตวรรษที่ 13 ถึง 11 ก่อนคริสตกาล ฝังศพพร้อมภาชนะลายเรียบง่ายและของอุทิศไม่มาก

    ยุคสำริดแบ่งได้ 5 ระยะ ระยะที่ 1 ราว 1,050–1,000 ปีก่อนคริสตกาล มีหลุมศพเพียง 7 หลุม พบกำไลเปลือกหอย สร้อย และขวานทองแดง ระยะที่ 2 ราว 1,000–850 ปีก่อนคริสตกาล มีของอุทิศหลากหลายที่สุด ระยะที่ 3 ราว 850–800 ปีก่อนคริสตกาล เป็นช่วงสุดท้ายที่หลุมศพมั่งคั่ง และศพหันศีรษะไปทางตะวันออกเฉียงเหนือหรือตะวันตกเฉียงใต้

    จากนั้นทุกอย่างเปลี่ยนไป ระยะที่ 4 ราว 800–700 ปีก่อนคริสตกาล มีหลุมศพถึง 162 หลุม แต่ของอุทิศลดลงอย่างฮวบฮาบ และระยะที่ 5 ราว 700–420 ปีก่อนคริสตกาล ก็ยังเรียบง่าย ภาพนี้ชี้ว่าคนมากขึ้นแต่การแสดงความมั่งคั่งในพิธีศพกลับลดลง

    ยุคเหล็กเริ่มราว 420 ปีก่อนคริสตกาล มีเครื่องประดับจากแดนไกล เช่น หินคาร์เนเลียน หินอาเกต และแก้ว ระยะที่ 2 ของยุคเหล็กมีภาชนะสีดำขัดมันแบบที่เรียกว่าพิมายดำ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน และยังพบลานทำโลหะราวสิบจุดที่มีเบ้าหลอมและเศษโลหะ

    เข้าไปดูหลุมศพชั้นสูงใกล้ ๆ

    หลุมศพชั้นสูงหลุมแรกกว้างราว 5 x 3.5 เมตร มีโครงกระดูก 2 โครง ร่างผู้ชายที่อยู่ตรงกลางถูกวางในโลงไม้ มีลูกปัดเปลือกหอยนับพันเม็ด กำไลเปลือกหอยที่แตกหัก กำไลหินอ่อน และขวานสำริดมีบ้องวางอยู่ระหว่างข้อเท้า ที่น่าสนใจคือร่างนี้ถูกขุดขึ้นมาบางส่วนในภายหลัง และมีรอยฟันขวานที่หัวเข่าและลำคอ

    หลุมที่สองเป็นของผู้หญิง 2 คน คนหนึ่งถูกขุดขึ้นบางส่วนเช่นกันและมีขวานสำริดมีบ้อง อีกคนสวมต่างหูเปลือกหอยข้างละ 12 ชิ้น สร้อยหลายสาย และกำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ที่แขนท่อนล่าง ในยุคสำริดระยะที่ 3 บางคนสวมกำไลเปลือกหอยถึงราว 40 วงต่อแขน ร่วมกับกำไลหินอ่อนที่นำเข้ามาจากที่อื่น

    หลุมอื่นก็บอกเรื่องอาชีพและความผูกพัน ชายคนหนึ่งถูกฝังพร้อมขวานสำริด 3 เล่ม ซึ่งเล่มหนึ่งเป็นขวานจิ๋ว อีกคนมีเครื่องมือช่างไม้สำริดทั้งเหล็กหมาด สิ่ว และขวาน 2 เล่ม ยังมีการฝังสุนัขพร้อมชามสองใบ ราวกับใส่อาหารและน้ำไว้ให้ ส่วนทารกบางคนถูกฝังในภาชนะที่เขียนลายเส้นโค้งอย่างประณีต

    ชาร์ลส์ ไฮแอม ตีความว่าหลุมศพเหล่านี้แสดงการเกิดชนชั้นนำในยุคสำริดตอนต้น ซึ่งใช้พิธีศพแสดงฐานะ ก่อนที่การโอ้อวดแบบนี้จะลดลงในระยะหลัง สำหรับเขา บ้านโนนวัดคือหลักฐานของพัฒนาการทางสังคมที่ต่อเนื่องจนนำไปสู่การเกิดรัฐในภูมิภาคนี้

    ความสำคัญ

    หลักฐานจากบ้านโนนวัดชี้ว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นในลุ่มแม่น้ำมูลมีความเหลื่อมล้ำชัดเจน บางครอบครัวหรือบางกลุ่มสะสมของมีค่าจากแดนไกลได้มาก เช่น เปลือกหอยทะเลที่ต้องขนมาจากชายฝั่ง น้ำหนักของเครื่องประดับเปลือกหอยและหินอ่อนในหลุมศพช่วงนี้ไม่มีแหล่งใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เทียบได้

    ความมั่งคั่งในหลุมศพสูงสุดช่วงราว 1,000–800 ปีก่อนคริสตกาล แล้วลดลง ก่อนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุคเหล็กตอนต้นราว 200 ปีก่อนคริสตกาล ลำดับนี้ช่วยให้นักโบราณคดีเห็นว่าความซับซ้อนของสังคมขึ้นลงตามยุคสมัย

    ชุมชนคูน้ำยุคเหล็กในลุ่มแม่น้ำมูลเป็นพื้นฐานของบ้านเมืองในยุคประวัติศาสตร์ เช่น พิมาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล การศึกษาบ้านโนนวัดจึงช่วยตอบคำถามว่ารากของอารยธรรมแบบเขมรในอีสานมาจากไหน

    ข้อถกเถียง

    ค่าอายุจากบ้านโนนวัดเป็นหัวใจของข้อถกเถียงเรื่องยุคสำริดในไทย ไฮแอมหาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ แล้วสรุปว่ายุคสำริดเริ่มราวศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และความรู้เรื่องสำริดน่าจะมาจากจีนตอนใต้

    ฝ่ายจอยซ์ ไวท์ ซึ่งศึกษาบ้านเชียง เสนอว่ายุคสำริดเริ่มเร็วกว่านั้นหลายร้อยปี และตั้งคำถามว่าค่าอายุจากกระดูกที่บ้านโนนวัดอาจคลาดเคลื่อนจากสภาพดินหรือวิธีเก็บตัวอย่าง ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน

    ปัจจุบัน

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทเปิดให้ประชาชนชมหลุมขุดค้นที่มีโครงกระดูกและภาชนะดินเผาจัดแสดงในตำแหน่งเดิม หลุมเหล่านี้ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของชาวบ้านในปัจจุบัน

    บ้านโนนวัดเป็นแหล่งวิจัยเป็นหลัก ผู้สนใจสามารถชมบ้านปราสาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และปราสาทหินพิมายต่อกันได้ในเส้นทางเดียว

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง
    พิกัด 15.245566, 102.371021 (15°14′44.0″N 102°22′15.7″E)

    จุดนี้คือแหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท บ้านโนนวัดอยู่ในอำเภอโนนสูงเช่นกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทอยู่ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เปิดให้ชมหลุมขุดค้นที่จัดแสดงโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิม บ้านโนนวัดเป็นแหล่งวิจัยเป็นหลัก ชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และอุทยานประวัติศาสตร์พิมายซึ่งอยู่ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ศตวรรษที่ 17 ก่อน ค.ศ.: ชุมชนยุคหินใหม่ที่บ้านโนนวัด. เริ่มตั้งถิ่นฐาน หลุมศพรุ่นแรกฝังในท่างอตัว
    • ราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ.: ไก่บ้านรุ่นแรก. กระดูกไก่บ้านเก่าที่สุดเท่าที่รู้จักพบที่บ้านโนนวัด
    • ศตวรรษที่ 13–11 ก่อน ค.ศ.: ยุคหินใหม่ตอนปลาย. ฝังศพพร้อมภาชนะลายเรียบง่ายและของอุทิศไม่มาก
    • ราว 1,050–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริดระยะที่ 1. หลุมศพ 7 หลุมพร้อมกำไลเปลือกหอยและขวานทองแดง
    • ราว 1,000–800 ปีก่อน ค.ศ.: หลุมศพชั้นสูง. ยุคสำริดระยะที่ 2–3 ช่วงที่หลุมศพมีของอุทิศมั่งคั่งที่สุด
    • ราว 800–700 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริดระยะที่ 4. หลุมศพ 162 หลุม แต่ของอุทิศลดลงมาก
    • ราว 420 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคเหล็ก. มีเครื่องประดับคาร์เนเลียน อาเกต และแก้ว ต่อมาชุมชนสร้างคันดินและคูน้ำล้อมรอบ
    • ราว 2,500–1,500 ปีก่อน: หลุมศพบ้านปราสาท. ช่วงเวลาของหลุมศพส่วนใหญ่ในหลุมขุดค้นที่เปิดให้ชม
    • สมัยทวารวดี: ชุมชนทวารวดีที่บ้านปราสาท. พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดีในหลุมที่ 2
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): เริ่มขุดค้นบ้านปราสาท. กรมศิลปากรเข้าขุดค้นหลังพบของที่ถูกลักลอบขุดออกวางขาย
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): พิพิธภัณฑ์บ้านปราสาท. จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งโบราณคดี
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. ไฮแอมร่วมกับกรมศิลปากรเริ่มโครงการ
    • 20 ก.พ. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): พบหลุมศพชั้นสูง. หลุมศพยุคสำริดขนาดใหญ่พร้อมของอุทิศมากมาย
    • พ.ศ. 2552–2555 (ค.ศ. 2009–2012): ตีพิมพ์รายงาน. รายงานการขุดค้นหลายเล่มในชุด The Origins of the Civilization of Angkor

    รู้หรือไม่

    ไก่บ้านที่เก่าที่สุด

    กระดูกไก่บ้านจากบ้านโนนวัดเป็นหลักฐานไก่เลี้ยงที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก

    กระดิ่ง 30 ลูก

    ทารกคนหนึ่งที่บ้านโนนวัดถูกฝังพร้อมกำไลข้อเท้าที่มีกระดิ่งสำริดราว 30 ลูก

    หลุมกลางหมู่บ้าน

    ที่บ้านปราสาท หลุมขุดค้นถูกเก็บไว้ให้ชมกลางหมู่บ้าน คนทั่วไปจึงเห็นหลุมศพโบราณได้ในตำแหน่งที่พบจริง

    สุนัขที่มีชามข้าว

    ที่บ้านโนนวัดมีการฝังสุนัขพร้อมชามสองใบ ราวกับเตรียมอาหารและน้ำไว้ให้ในโลกหลังความตาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Non Wat – Wikipedia
    2. Thailand's Bronze Age superburials – Current World Archaeology
    3. Non Sung district – Wikipedia
    4. Charles Higham (archaeologist) – Wikipedia
    5. Higham, Ban Non Wat and the upper Mun valley – Siam Society
    6. Social organisation and the rise of civilisation in the Mun River valley – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    7. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    8. Bare bones of history – Bangkok Post
    9. Ban Prasat – Travelfish
    10. Ban Prasat Archaeological Site – Thai Holiday Guide

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด
    Excavation at Ban Non wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ภูเขาทอง ระนอง

    ภูเขาทอง ระนอง

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เมืองท่าโบราณริมทะเลอันดามันในจังหวัดระนอง ที่พบเศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬ ของจากโลกโรมัน และกระจกจีนสมัยฮั่น อายุราว 2,000 ปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 3–9 (ปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3–4)

    ที่ตั้งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ชายฝั่งทะเลอันดามัน
    แหล่งใกล้เคียงบางกล้วยนอก และซากเรือโบราณปากคลองกล้วย
    บทบาทสถานีการค้าชายฝั่งและแหล่งผลิตลูกปัด
    เริ่มศึกษาราว พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)
    หลักฐานเด่นเศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬ-พราหมี หัวแหวนแบบโรมัน แก้วโมเสก กระจกสำริดจีนสมัยฮั่น
    เส้นทางข้ามคาบสมุทรภูเขาทอง–ทุ่งตะโก (ชุมพร) ไปสู่ฝั่งอ่าวไทย
    การกำหนดอายุเทียบจากรูปแบบโบราณวัตถุ ยังไม่มีค่าคาร์บอนกัมมันตรังสีของแหล่ง
    ที่เก็บของสำคัญสำนักศิลปากรที่ 15 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    ที่ตั้งริมฝั่งอันดามัน

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทองอยู่ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ทางฝั่งตะวันตกของคอคอดกระ พื้นที่นี้หันหน้าออกสู่ทะเลอันดามัน มีลำคลองและป่าชายเลนที่เรือขนาดเล็กเข้าออกได้ ทำเลแบบนี้เหมาะกับการเป็นจุดจอดเรือของพ่อค้าที่ข้ามมหาสมุทรอินเดียมา

    ไม่ไกลจากภูเขาทองมีแหล่งบางกล้วยนอก ซึ่งพบโบราณวัตถุคล้ายกัน นักวิชาการจึงมองว่าทั้งสองแห่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท่าเรือกลุ่มเดียวกัน ส่วนที่ปากคลองกล้วย บ้านบางกล้วย ตำบลกำพวน ยังพบซากเรือไม้โบราณจมอยู่ในโคลนอีกด้วย

    หลักฐานสำคัญ

    • เศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬพราหมี: เศษภาชนะที่จารึกคำในภาษาทมิฬ ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ลูกปัดและเครื่องประดับทองคำ: ลูกปัดทองคำเทคนิคเม็ดทองจิ๋ว ฝีมือช่างชั้นสูง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    เดิมชาวบ้านพบลูกปัดและเศษภาชนะในพื้นที่มานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขายไม่น้อย งานทางวิชาการเริ่มจริงจังราว พ.ศ. 2548 เมื่อคณะนักโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส นำโดยเบเรนิซ เบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ร่วมกับนักโบราณคดีไทย เข้ามาสำรวจ

    หลังจากนั้นมีการสำรวจและเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วง พ.ศ. 2549–2550 และ 2552 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กใน พ.ศ. 2554 บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ จากสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต เป็นผู้ศึกษาแหล่งนี้อย่างต่อเนื่อง และเสนอว่าภูเขาทองคือเมืองท่าที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนที่เรียกกันว่าสุวรรณภูมิ

    สำหรับบางกล้วยนอก ยังไม่เคยมีการขุดค้นแบบควบคุมชั้นดิน ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการสำรวจผิวดินและของที่ชาวบ้านพบ

    เศษหม้อใบเดียวที่มีตัวอักษรทมิฬเพียงสามตัว บอกเราว่าเมื่อสองพันปีก่อน มีคนจากอินเดียใต้มาเดินอยู่บนชายฝั่งระนอง

    สิ่งที่พบ: จารึกทมิฬ ของโรมัน และกระจกจีน

    ของที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเศษภาชนะดินเผาที่มีตัวอักษรสามตัว ไอราวตัม มหาเทวัน ผู้เชี่ยวชาญจารึกทมิฬ ยืนยันว่าเป็นภาษาทมิฬเขียนด้วยอักษรทมิฬ-พราหมี อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 เขาเสนอว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำที่แปลว่านักบวช

    ที่ภูเขาทองยังพบหินคาร์เนเลียนแกะเป็นรูปสัตว์กำลังวิ่ง เศษภาชนะแก้วโมเสกที่ส่วนผสมทางเคมีตรงกับแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และภาชนะดินเผาอินเดียแบบลายกลิ้ง (rouletted ware) จำนวนมาก

    หลักฐานจากฝั่งตะวันออกก็มี ได้แก่ เศษภาชนะจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น และชิ้นส่วนกระจกสำริดจีนสมัยฮั่นตะวันออก ซึ่งอยู่ในช่วง พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220) นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการผลิตลูกปัดแก้วและหิน ตราประทับอักษรพราหมี และสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา

    ของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนทีละชิ้น

    ชิ้นที่ได้รับการพิสูจน์ชัดที่สุดคือเศษชามแก้วโมเสกสีเขียวใสที่มีเส้นเกลียวสีเหลืองทึบฝังอยู่ในเนื้อ เศษนี้น่าจะมาจากส่วนโค้งด้านข้างของชาม ผลวิเคราะห์ส่วนผสมยืนยันว่าเป็นแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ปัจจุบันอยู่ที่สำนักศิลปากรที่ 15 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปสัตว์กำลังวิ่งจากภูเขาทองมีขนาดเล็กมากและแกะแบบเรียบง่าย จึงกำหนดอายุให้แน่นอนไม่ได้ ส่วนที่บางกล้วยนอกพบหัวแหวนหินซาร์โดนิกซ์รูปม้ากำลังเดินยกขาหน้า งานแกะละเอียดจนนักวิชาการเห็นว่าน่าจะทำในโลกโรมัน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 แม้บางลักษณะจะชวนให้คิดว่าอาจมาจากโรงงานทางตะวันออกของจักรวรรดิก็ได้

    บางกล้วยนอกยังมีเศษภาพสลักนูนบนหินซาร์โดนิกซ์ หรือที่เรียกว่าคามีโอ เหลือเพียงครึ่งล่างของชายสองคน ซึ่งตีความว่าเป็นซาเทอร์และอาจเป็นเทพบัคคัส ของชิ้นนี้และหัวแหวนรูปม้าอยู่ในความครอบครองของมูลนิธิเอกชน Suthiratana Foundation ซึ่งหมายความว่าของเหล่านี้มาจากการเก็บจากชาวบ้าน ไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น

    จารึกทมิฬและตราทองคำ: ร่องรอยของผู้คน

    เศษภาชนะจารึกจากภูเขาทองมีตัวอักษรเหลืออยู่เพียงสามตัว อ่านได้ว่า ตุ ระ โอ ไอราวตัม มหาเทวัน เสนอว่าน่าจะเป็นส่วนต้นของคำทมิฬ ตุระโวน ซึ่งแปลว่านักบวชหรือผู้สละโลก การค้นพบนี้มาจากงานของคณะไทย-ฝรั่งเศสที่มีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส และประอร ศิลาพันธุ์ (Praon Silapanth) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และมีการเผยแพร่ข่าวใน พ.ศ. 2549

    ถ้าการอ่านนี้ถูกต้อง ก็แปลว่าบนชายฝั่งระนองเมื่อราว 1,900 ปีก่อน มีนักบวชหรือผู้คนที่พูดภาษาทมิฬอยู่ด้วย และเขียนชื่อหรือคำบอกความเป็นเจ้าของลงบนภาชนะ เหมือนกับที่พบบนภาชนะในแหล่งท่าเรือของอินเดียใต้และศรีลังกา อย่างไรก็ดีตัวอักษรสามตัวเป็นข้อมูลที่น้อยมาก การตีความว่าเป็นคำใดจึงยังเป็นเพียงข้อเสนอ

    ที่บางกล้วยนอกยังพบตราหรือเหรียญห้อยคอทองคำที่มีจารึกอักษรพราหมีคู่กับสัญลักษณ์ที่เก่ากว่า และที่ภูเขาทองพบตราประทับอักษรพราหมีกับสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ของเหล่านี้บอกว่าชุมชนชายฝั่งนี้มีผู้รู้หนังสือ มีพ่อค้าที่ใช้ตราปิดผนึกสินค้า และน่าจะรู้จักพุทธศาสนาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของการติดต่อกับอินเดีย

    เครื่องปั้นดินเผาอินเดีย ลูกปัด และการกำหนดอายุ

    ภาชนะดินเผาที่บอกการติดต่อกับอินเดียได้ดีคือภาชนะลายกลิ้ง ซึ่งมีลายจุดหรือขีดเป็นวงรอบที่ทำด้วยลูกกลิ้ง และภาชนะแบบมีปุ่มที่ก้นด้านใน ภาชนะทั้งสองแบบพบมากตามเมืองท่าในอินเดีย ภาชนะเหล่านี้พบทั้งที่ภูเขาทองและในบริเวณใกล้ซากเรือที่ปากคลองกล้วย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าเรือลำนั้นอาจเกี่ยวข้องกับอินเดีย

    ภูเขาทองยังเป็นแหล่งผลิตลูกปัดด้วย พบทั้งลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และลูกปัดทองคำ ลูกปัดแก้วหน้าคนและลูกปัดแก้วโมเสกเป็นกลุ่มที่โดดเด่น ส่วนเครื่องประดับหินแข็งมีรูปแบบคล้ายกับที่พบที่เขาสามแก้วในชุมพร ซึ่งบอกว่าช่างทั้งสองฝั่งคาบสมุทรน่าจะอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

    ข้อควรรู้คือภูเขาทองยังไม่มีค่าอายุจากการหาคาร์บอนกัมมันตรังสี อายุของแหล่งในช่วงปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 จึงได้จากการเทียบรูปแบบโบราณวัตถุกับแหล่งที่รู้อายุแล้ว เช่น เขาสามแก้ว และแหล่งในอินเดีย ค่าอายุ 2,120 และ 2,140 ปีที่ได้จากไม้เรือปากคลองกล้วยบอกอายุของไม้เรือเท่านั้น และใช้แทนอายุของเมืองท่าโดยตรงไม่ได้

    เรือโบราณที่ปากคลองกล้วย

    ปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ชาวประมงพบไม้เรือโผล่จากโคลนที่ปากคลองกล้วย กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เริ่มขุดค้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562 ตัวเรือยาวราว 19 เมตร กว้างราว 4.5 เมตร แผ่นไม้ต่อกันด้วยเดือยและรูเดือย

    ผลการหาอายุตัวอย่างไม้ด้วยวิธี AMS ได้ค่าราว 2,120 และ 2,140 ปี ทำให้มีการเสนอว่าเป็นเรือโบราณร่วมสมัยกับเมืองท่าภูเขาทอง แต่ค่าอายุของไม้บอกอายุของต้นไม้ที่นำมาใช้ ไม่ได้บอกปีที่เรือจมโดยตรง เรื่องนี้จึงยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    ภูเขาทองช่วยยืนยันว่าเมื่อราว 2,000 ปีก่อน ชายฝั่งอันดามันของไทยเป็นจุดที่พ่อค้าชาวอินเดียใต้ ชาวพื้นเมือง และสินค้าจากจีนกับโลกโรมันมาบรรจบกัน แหล่งนี้น่าจะเป็นปลายทางฝั่งตะวันตกของเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งเชื่อมไปยังเขาสามแก้วและชายฝั่งอ่าวไทยผ่านเส้นทางภูเขาทอง–ทุ่งตะโก ในจังหวัดชุมพร

    อย่างไรก็ดี การขุดค้นที่ภูเขาทองยังมีขนาดเล็ก และบางกล้วยนอกยังไม่เคยขุดค้นอย่างเป็นระบบ นักวิชาการจึงยังสรุปไม่ได้ชัดว่าแหล่งนี้มีบทบาทใหญ่เพียงใด การเรียกภูเขาทองว่าเมืองท่าแรกของสุวรรณภูมิเป็นข้อเสนอที่ผูกกับการตีความคำว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งนักวิชาการยังเห็นต่างกันอยู่ว่าหมายถึงดินแดนใด

    ภูเขาทองในวันนี้

    พื้นที่แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน ไม่มีอุทยานประวัติศาสตร์หรือโบราณสถานให้ชม ร่องรอยที่เห็นได้คือเนินดินและหลุมที่เกิดจากการขุดหาลูกปัด

    โบราณวัตถุบางส่วนจากภูเขาทองและบางกล้วยนอกอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ส่วนซากเรือที่ปากคลองกล้วยยังคงอยู่ในขั้นตอนศึกษาและอนุรักษ์ การปกป้องแหล่งจากการลักลอบขุดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดของที่นี่

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง ม.4 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ
    พิกัด 9.379661, 98.415018 (9°22′46.8″N 98°24′54.1″E)

    เป็นแหล่งเปิดโล่ง ไม่มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทองและบางกล้วยนอกอยู่ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง พื้นที่เป็นที่ดินเอกชนและไม่มีการจัดแสดงในที่ตั้ง ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ก่อนเข้าพื้นที่ และไม่ควรเก็บหรือซื้อลูกปัดจากแหล่ง เพราะโบราณวัตถุเป็นสมบัติของชาติ

    ไทม์ไลน์

    • ปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มเป็นชุมชนการค้า. พ่อค้าจากอินเดียเริ่มเข้ามาติดต่อชายฝั่งอันดามัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1): แก้วโมเสกจากเมดิเตอร์เรเนียน. อายุของเศษชามแก้วสีเขียวลายเกลียวเหลือง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1): หัวแหวนรูปม้าและคามีโอ. ของแบบโรมันจากบางกล้วยนอก
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): จารึกทมิฬ-พราหมี. อายุโดยประมาณของเศษภาชนะที่มีอักษรทมิฬ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): สมัยฮั่นตะวันออก. ช่วงเวลาของกระจกสำริดจีนที่พบที่ภูเขาทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4): ช่วงท้ายของแหล่ง. ร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าลดลง
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): เริ่มศึกษาทางวิชาการ. คณะไทย-ฝรั่งเศสเข้าสำรวจ
    • พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006): เผยแพร่จารึกทมิฬ. ไอราวตัม มหาเทวัน ยืนยันว่าเป็นอักษรทมิฬ-พราหมี
    • พ.ศ. 2549–2552 (ค.ศ. 2006–2009): สำรวจและเก็บตัวอย่าง. คณะไทย-ฝรั่งเศสศึกษาภูเขาทองและบางกล้วยนอก
    • พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): กรมศิลปากรขุดค้น. การขุดค้นขนาดเล็กที่ภูเขาทอง
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): พบเรือโบราณ. ชาวประมงพบซากเรือที่ปากคลองกล้วยปลายเดือนสิงหาคม
    • 16 มกราคม พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ขุดค้นเรือ. กองโบราณคดีใต้น้ำเริ่มขุดค้นซากเรือ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): บทความเมืองท่าแรกของสุวรรณภูมิ. บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ตีพิมพ์ข้อเสนอว่าภูเขาทองเป็นเมืองท่าที่เก่าที่สุดของสุวรรณภูมิ

    รู้หรือไม่

    จารึกสามตัวอักษร

    เศษภาชนะจารึกที่ภูเขาทองมีตัวอักษรเพียงสามตัว แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่ามีผู้ใช้ภาษาทมิฬอยู่ในคาบสมุทรไทยราวคริสต์ศตวรรษที่ 2

    สองฝั่งโลกมาพบกัน

    ที่แหล่งเดียวกันพบทั้งแก้วโมเสกจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนและกระจกสำริดจากจีนสมัยฮั่น

    ชื่อเหมือนแต่คนละที่

    ภูเขาทองระนองเป็นคนละแห่งกับภูเขาทองที่วัดสระเกศในกรุงเทพฯ และเจดีย์ภูเขาทองที่อยุธยา

    เรือที่เย็บด้วยเดือยไม้

    เรือปากคลองกล้วยใช้วิธีเจาะช่องในแผ่นไม้แล้วสอดเดือยไม้ยึดเข้าด้วยกัน แผ่นไม้หนาราว 10–15 เซนติเมตร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. ศิลปวัฒนธรรม: กองโบราณคดีใต้น้ำขุดซากเรือโบราณที่ปากคลองกล้วย ระนอง
    2. Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand
    3. Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula
    4. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
    6. KoreaScience: article on early port cities of the Thai-Malay Peninsula
    7. Bead Research: Southeast Asia bibliography
    8. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam
    9. วารสาร JLC: ตราประทับและลูกปัดจากเขาสามแก้ว

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เมืองเสมา

    เมืองเสมา

    ภาพประกอบ: Muang Sema-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ริมลำตะคองที่มีพระนอนหินทรายยาวที่สุดในไทย และอาจเคยเป็นศูนย์กลางของรัฐศรีจนาศะ · ราวพุทธศตวรรษที่ 10–18

    ที่ตั้งตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ริมลำตะคอง
    ขนาดราว 1,700 x 1,500 เมตร มีเมืองชั้นในและชั้นนอก
    พระนอนหินทรายแดง ยาวราว 13.3 เมตร สูงราว 2.8 เมตร ที่วัดธรรมจักรเสมาราม
    จารึกบ่ออีกากล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ ด้านหนึ่งลง พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868)
    การขุดค้นกรมศิลปากร ช่วง พ.ศ. 2533–2542 และ พ.ศ. 2543–2544
    ยุคที่รุ่งเรืองราวพุทธศตวรรษที่ 12–15
    โบราณสถานที่ขึ้นหมายเลข11 แห่ง ในเมืองชั้นใน 6 ชั้นนอก 3 และนอกเมือง 2
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถานพ.ศ. 2495 โดยกรมศิลปากร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองเสมาตั้งอยู่ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ริมลำตะคอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ตำแหน่งนี้อยู่ทางขอบตะวันตกของที่ราบสูงโคราช ใกล้ช่องทางที่เดินทางลงสู่ที่ราบภาคกลางได้

    ตัวเมืองมีผังค่อนข้างกลม ยาวราว 1,700 เมตร กว้างราว 1,500 เมตร ล้อมด้วยคันดินสูงราว 3–4 เมตร และคูน้ำกว้างราว 10–20 เมตร แบ่งเป็นเมืองชั้นในและชั้นนอก นักโบราณคดีถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองคูน้ำคันดินที่ใหญ่ที่สุดของที่ราบสูงโคราช

    ชื่อ "เสมา" เป็นชื่อที่ชาวบ้านรุ่นหลังเรียกขาน เพราะพบใบเสมาหินจำนวนมากในบริเวณนี้ ชื่อดั้งเดิมของเมืองในสมัยที่ยังรุ่งเรืองยังไม่มีใครรู้แน่

    หลักฐานสำคัญ

    • พระนอนหินทราย: พระพุทธไสยาสน์หินทรายสมัยทวารวดี ยาวราว 13 เมตร เก่าแก่ที่สุดในไทย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดธรรมจักรเสมาราม อำเภอสูงเนิน) ดูภาพถ่ายจริง
    • ธรรมจักรศิลา: ธรรมจักรหินทรายที่พบในวัดเดียวกัน สัญลักษณ์การแสดงปฐมเทศนา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดธรรมจักรเสมาราม) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกบ่ออีกา: จารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ หลักฐานรัฐโบราณในอีสาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ซากเมืองและพระนอนเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมานาน ต่อมากรมศิลปากรเข้ามาสำรวจและขุดค้นอย่างเป็นระบบในช่วง พ.ศ. 2533–2542 พบแหล่งโบราณคดีรวม 11 แห่งภายในเมือง

    ในช่วง พ.ศ. 2543–2544 สำนักงานโบราณคดีของกรมศิลปากรที่นครราชสีมาขุดค้นเพิ่มเติม พบโครงกระดูกมนุษย์ 53 โครง ในจำนวนนี้เป็นเด็กและทารกถึง 30 โครง ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนยุคพุทธศาสนาจะแพร่เข้ามา

    จากหลักฐานทั้งหมด นักโบราณคดีแบ่งการอยู่อาศัยเป็นสามช่วงใหญ่ ช่วงแรกราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 ช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9 และช่วงที่อิทธิพลเขมรเพิ่มขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 9–12 ก่อนเมืองจะร้างไปหลังพุทธศตวรรษที่ 18

    พระนอนหินทรายริมลำตะคองหลับพระเนตรมาเป็นพันปี ขณะที่ชื่อเดิมของเมืองยังเป็นปริศนา

    ผังเมืองและโบราณสถาน 11 แห่ง

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองเสมาเป็นโบราณสถานตั้งแต่ พ.ศ. 2495 แต่การทำงานภาคสนามอย่างจริงจังเริ่มใน พ.ศ. 2533 ด้วยการสำรวจ ทำแผนผัง ปักหมุด และขุดหลุมทดสอบ จากนั้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน พ.ศ. 2542 จึงขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานรวม 9 หลัง

    นักโบราณคดีให้หมายเลขโบราณสถานไว้ 11 แห่ง หกแห่งอยู่ในเมืองชั้นใน สามแห่งอยู่ในเมืองชั้นนอก และอีกสองแห่งอยู่นอกคูเมือง คือพระนอนที่วัดธรรมจักรเสมารามกับเจดีย์บ้านแก่นท้าว การที่ศาสนสถานกระจายอยู่ทั้งในและนอกเมืองบอกว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้รวมอยู่จุดเดียว

    ในเมืองชั้นใน โบราณสถานหมายเลข 2 เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 หมายเลข 3 เป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมคู่กับวิหาร หมายเลข 4 เป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และหมายเลข 5 เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งล้วนเป็นงานอิฐในวัฒนธรรมทวารวดี ส่วนโบราณสถานหมายเลข 1 ที่บริเวณบ่ออีกาต่างออกไป เพราะเป็นปราสาทแบบเขมรมีวิหารขนาบสองข้าง สร้างขึ้นเพื่อศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายในช่วงหลัง

    ในเมืองชั้นนอกมีอาคารทรงปราสาทขนาดราว 9.6 x 9.6 เมตร เจดีย์ฐานกลมกว้างราว 7.7 เมตร และวิหารขนาดเล็กราว 4.1 x 8.1 เมตร ผังแบบนี้ทำให้เห็นว่าเมืองขยายออกไปเป็นชั้น ๆ และมีการสร้างศาสนสถานใหม่ทับซ้อนกับของเดิมตลอดหลายร้อยปี

    ชีวิตผู้คนจากหลุมฝังศพ

    การขุดค้นของสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา ใน พ.ศ. 2543–2544 พบโครงกระดูก 53 โครงจากหลุมขุดค้นสองหลุม นักมานุษยวิทยากายภาพแยกได้ว่าเป็นเด็กและทารก 30 โครง ผู้ใหญ่เพศชาย 11 โครง เพศหญิง 12 โครง และอีกหนึ่งโครงระบุเพศไม่ได้ หลุมฝังศพกลุ่มนี้จัดอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนเมืองจะรับพุทธศาสนา

    ตัวเลขนี้บอกเรื่องชีวิตประจำวันได้มาก อัตราการตายของทารกและเด็กสูงกว่าผู้ใหญ่ราว 1.3 เท่า และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เสียชีวิตเมื่ออายุราว 20–35 ปี ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 164–169 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 155–162 เซนติเมตร

    กระดูกและฟันยังเก็บร่องรอยความเจ็บป่วยไว้ เช่น ฟันผุ ฟันหลุดก่อนตาย ข้อเสื่อม และร่องรอยที่อาจเกิดจากภาวะโลหิตจางเรื้อรังหรือกระดูกอ่อน ฟันหน้าหลายซี่เป็นรูปพลั่ว ซึ่งพบบ่อยในประชากรเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพรวมจึงเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่ชีวิตไม่ง่าย โดยเฉพาะในวัยเด็ก

    สิ่งที่พบ

    หลักฐานที่โด่งดังที่สุดคือพระนอนหินทรายที่วัดธรรมจักรเสมาราม สร้างจากหินทรายแดงหลายก้อนเรียงต่อกันตามแนวเหนือใต้ องค์พระยาวราว 13.3 เมตร สูงราว 2.8 เมตร นอนตะแคงขวา พระเศียรหันไปทางทิศใต้ ถือเป็นพระนอนหินทรายที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

    ที่วัดเดียวกันยังมีธรรมจักรหินทราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะทวารวดี ธรรมจักรชิ้นนี้น่าสนใจเพราะเป็นชิ้นเดียวที่รู้จักบนที่ราบสูงโคราช ขณะที่ในภาคกลางพบมากกว่าสี่สิบชิ้น

    ในเมืองยังพบฐานศาสนสถานอิฐสมัยทวารวดี ใบเสมาหลายชิ้นที่ยังปักล้อมอาคารซึ่งอาจเคยเป็นอุโบสถ และศาสนสถานแบบเขมรในยุคหลัง ห่างออกไปทางตะวันออกราว 6 กิโลเมตรมีปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขก ซึ่งเป็นศิลปะเขมรราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15

    จารึกบ่ออีกาและรัฐศรีจนาศะ

    จารึกบ่ออีกาเป็นศิลาจารึกหินทรายแดง พบที่บ้านบ่ออีกา ตำบลเสมา จารึกด้วยอักษรขอมโบราณเป็นภาษาสันสกฤตและเขมร ด้านหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะที่ถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่หมู่สงฆ์ อีกด้านหนึ่งลงมหาศักราช 790 ตรงกับ พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868) กล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำและสรรเสริญพระศิวะ

    จารึกนี้แสดงว่าในพื้นที่เดียวกันมีทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อยู่ร่วมกัน และเป็นหลักฐานแรกที่ระบุชื่อรัฐศรีจนาศะ ต่อมายังพบจารึกอีกหลักลง พ.ศ. 1514 ในเมืองเสมา ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งกัมพูชา แสดงว่าอำนาจเขมรขยายมาถึงลุ่มน้ำมูลตอนบนแล้ว

    ศรีจนาศะในจารึกหลักอื่น

    นอกจากจารึกบ่ออีกา ชื่อศรีจนาศะยังปรากฏในจารึกที่พบไกลออกไปถึงพระนครศรีอยุธยา คือจารึกศรีจนาศะที่พบแถวสะพานชีกุน ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) จารึกนี้สรรเสริญพระศิวะและพระนางปารวตี และไล่รายพระนามกษัตริย์ต่อกันหลายรัชกาล เริ่มจากพระเจ้าภคทัตต์ ต่อมาคือพระเจ้าสุนทรปรากรม พระเจ้าสุนทรวรมัน พระเจ้านรปติสิงหวรมัน และพระเจ้ามังคลวรมันผู้เป็นพระอนุชา

    จารึกหลักนี้ทำให้เห็นว่าศรีจนาศะมีราชวงศ์สืบต่อกันมาหลายชั่วคน และอย่างน้อยในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ผู้ปกครองนับถือพระศิวะ แต่การที่จารึกไปพบที่อยุธยาก็เปิดคำถามว่าศิลาถูกเคลื่อนย้ายมาภายหลัง หรืออำนาจของศรีจนาศะแผ่ไปถึงที่ราบภาคกลางจริง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทาเครุ โฮชิโน เสนอว่าศูนย์กลางอาจเคยย้ายไปทางลุ่มน้ำป่าสัก

    ในเมืองเสมาเองยังพบจารึกที่ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971) ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งกัมพูชาและพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ นักวิชาการหลายท่านจึงเห็นว่าราวช่วงนี้ศรีจนาศะถูกผนวกเข้ากับอำนาจของเมืองพระนครไปแล้ว ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอแนวคิดอีกทางว่าเมืองเสมาอาจเป็นเมืองราดที่กล่าวถึงในจารึกสุโขทัย ซึ่งยังเป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

    ข้อถกเถียง

    คำถามใหญ่คือศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ที่ไหน นักวิชาการกลุ่มหลัก เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่ในลุ่มน้ำมูลตอนบนรอบเมืองเสมา เพราะจารึกบ่ออีกาพบที่นี่ แต่ ดร.ธิดา สาระยา และนักวิชาการญี่ปุ่นอย่างทาเครุ โฮชิโน เสนอว่าศูนย์กลางอาจอยู่ที่ศรีเทพในลุ่มน้ำป่าสัก ส่วนบางท่านมองว่าเสมากับศรีเทพอาจเป็นเมืองในเครือข่ายเดียวกัน หลักฐานยังมีน้อยเกินกว่าจะตัดสินได้

    อีกเรื่องคืออายุของพระนอน แหล่งข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงสื่อมวลชน ระบุว่าพระนอนสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 หรือพุทธศตวรรษที่ 12–13 และเรียกว่าพระนอนที่เก่าที่สุดในไทย แต่บางแหล่งกำหนดจากรูปแบบศิลปะว่าอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งผสมศิลปะทวารวดีกับศิลปะพื้นเมือง ความยาวที่รายงานก็ต่างกันเล็กน้อยตามวิธีวัด

    นอกจากนี้ยังมีความเชื่อแพร่หลายว่าเมืองนครราชสีมาเกิดจากการรวมเมืองเสมากับเมืองโคราช นักวิชาการบางท่านแย้งว่าไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าโคราชเคยเป็นเมืองโบราณแยกต่างหาก และบริเวณนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตเมืองเสมามากกว่า

    การค้นพบใต้พระนอนเมื่อ พ.ศ. 2568

    ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) กรมศิลปากรขุดรอบฐานพระนอนเพื่อแก้ปัญหาความชื้นใต้ดินที่ทำให้หินทรายเสื่อม ระหว่างงานอนุรักษ์ นักโบราณคดีพบภาชนะดินเผาฝังอยู่ลึกราว 1.3 เมตร ภายในบรรจุเครื่องประดับขนาดเล็ก 33 ชิ้น ทั้งแหวนทอง ตุ้มหูเงิน และเครื่องประดับสำริด

    ต่อมาวันที่ 30 เมษายน ยังพบแผ่นโลหะดุนลายเพิ่มเติม แผ่นหนึ่งเป็นทองขนาดราว 8 x 12.5 เซนติเมตร ดุนเป็นรูปพระพุทธรูปประทับนั่งบนฐานบัว อีกแผ่นเป็นโลหะผสมตะกั่วและดีบุก ดุนรูปพระพุทธรูปยืนมีผู้ติดตาม ซึ่งมีรูปแบบใกล้ศิลปะทวารวดี นอกจากนี้ยังพบกองดินที่มีแผ่นโลหะบาง ๆ ฝังอยู่หลังพระเศียร

    กรมศิลปากรประกาศผลเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 และนำโบราณวัตถุไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ของเหล่านี้น่าจะเป็นของที่ผู้ศรัทธาฝังไว้เพื่ออุทิศถวายในช่วงสร้างหรือบูรณะพระนอน จึงอาจช่วยให้กำหนดอายุพระนอนได้แม่นยำขึ้นในอนาคต และยังแสดงว่าเครื่องประดับและแผ่นทองดุนลายแบบนี้มีความคล้ายกับของที่พบในแหล่งภาคใต้

    ปัจจุบัน

    พระนอนที่วัดธรรมจักรเสมารามยังเป็นที่เคารพของชาวบ้านและผู้มาเยือน องค์พระตั้งอยู่กลางแจ้งใต้หลังคาคลุม ในบางปีเคยถูกน้ำท่วมสูงถึงครึ่งองค์เมื่อฝนตกหนัก

    ซากคันดิน คูน้ำ และฐานศาสนสถานในเมืองเสมาอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนสามารถชมพระนอน ธรรมจักร และโบราณสถานในตัวเมือง แล้วเดินทางต่อไปยังปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขกที่อยู่ไม่ไกล

    พิกัดและการนำทาง

    พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม อ.สูงเนิน
    พิกัด 14.916745, 101.793683 (14°55′00.3″N 101°47′37.3″E)

    จุดนี้คือพระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม ตัวเมืองโบราณเสมาอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 750 เมตร

    ตัวเมืองโบราณเสมา: 14.922442, 101.797828

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองเสมาอยู่ในตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ชมพระนอนหินทรายและธรรมจักรได้ที่วัดธรรมจักรเสมาราม และชมคันดิน คูน้ำ และฐานโบราณสถานในตัวเมืองโบราณซึ่งกรมศิลปากรดูแล ใกล้กันมีปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขก

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 9–10 (ค.ศ. 4–5): ชุมชนแรกเริ่ม. ผู้คนตั้งถิ่นฐานริมลำตะคอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. 6–9): ยุคทวารวดี. สร้างศาสนสถานพุทธ ใบเสมา และธรรมจักร
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–15: สร้างพระนอนหินทราย. อายุพระนอนยังกำหนดต่างกันตามแหล่งข้อมูล
    • พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868): จารึกบ่ออีกา. จารึกด้านหนึ่งลงศักราชนี้ กล่าวถึงศรีจนาศะและศิวลึงค์ทองคำ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. จารึกที่พบในอยุธยาไล่รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะห้ารัชกาล
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): อิทธิพลเขมร. จารึกเมืองเสมากล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 15: ปราสาทโนนกู่และเมืองแขก. สร้างศาสนสถานแบบเขมรทางตะวันออกของเมือง
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 18: เมืองร้าง. การอยู่อาศัยในเมืองเสมาสิ้นสุดลง
    • พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองเสมา
    • พ.ศ. 2533–2542 (ค.ศ. 1990–1999): สำรวจและขุดแต่ง. ทำผัง ขุดทดสอบ และบูรณะโบราณสถาน 9 หลังใน พ.ศ. 2542
    • พ.ศ. 2543–2544 (ค.ศ. 2000–2001): ขุดพบโครงกระดูก. พบโครงกระดูกมนุษย์ 53 โครง เป็นเด็กและทารก 30 โครง
    • 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): น้ำท่วมพระนอน. น้ำป่าไหลบ่าท่วมพระนอนสูงราวครึ่งองค์
    • เมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): พบของมีค่าใต้พระนอน. พบภาชนะบรรจุเครื่องประดับ 33 ชิ้นและแผ่นทองดุนรูปพระพุทธรูป

    รู้หรือไม่

    ธรรมจักรหนึ่งเดียวบนโคราช

    ธรรมจักรที่เมืองเสมาเป็นชิ้นเดียวที่รู้จักบนที่ราบสูงโคราช

    พุทธกับพราหมณ์ในจารึกเดียว

    จารึกบ่ออีกาด้านหนึ่งพูดถึงการถวายทานแก่สงฆ์ อีกด้านพูดถึงศิวลึงค์ทองคำ

    ชื่อที่ชาวบ้านตั้ง

    ชื่อเมืองเสมามาจากใบเสมาที่พบมาก ไม่ใช่ชื่อในจารึกโบราณ

    สมบัติใต้ฐานพระนอน

    งานลดความชื้นใต้ฐานพระนอนใน พ.ศ. 2568 ทำให้พบแหวนทอง ตุ้มหูเงิน และแผ่นทองดุนรูปพระพุทธรูปที่ฝังไว้นับพันปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. เมืองเสมา – วิกิพีเดีย
    2. Sung Noen district – Wikipedia
    3. Canasapura – Wikipedia
    4. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน – ศิลปวัฒนธรรม
    5. ศรีเทพ-เสมา เมืองเครือข่าย – ศิลปวัฒนธรรม
    6. นครราชสีมา ไม่ได้มาจากโคราชและเมืองเสมา – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Thailand's oldest reclining Buddha flooded – Bangkok Post
    8. รายงานการวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ เมืองเสมา – ศมส.
    9. จารึกเมืองเสมา – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศมส.
    10. Buried Buddhist treasures found in temple complex – HeritageDaily
    11. Thailand, rare Buddhist artifacts discovered – Finestre sull'Arte
    12. Thailand's oldest reclining Buddha flooded – SEAArch
    13. เมืองเสมา – วิกิพีเดีย (ฉบับเต็ม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองเสมา
    Muang Sema-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Muang Sema-2-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Muang Sema-1-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Wat Dhammachaksemaram-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เขาสามแก้ว ชุมพร

    เขาสามแก้ว ชุมพร

    ภาพประกอบ: Glass artifacts KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองท่ายุคเหล็กริมแม่น้ำท่าตะเภา จังหวัดชุมพร ที่ช่างจากอินเดีย ชาวพื้นเมือง และสินค้าจากจีนมาพบกันเมื่อราว 2,300 ปีก่อน · ราว พ.ศ. 143–643 (คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    ที่ตั้งตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ริมแม่น้ำท่าตะเภา
    ขนาดราว 52–55 เฮกตาร์ (ประมาณ 330 ไร่) ครอบคลุมเนินเขา 4 ลูก
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–1 ก่อน ค.ศ.
    การขุดค้นหลักคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2548–2552
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินและแก้ว เศษงานช่างโลหะ ภาชนะดินเผาอินเดียและจีนสมัยฮั่น กำแพงดิน
    ผู้ดูแลกรมศิลปากร
    อายุจากคาร์บอน-14ชั้นดินใต้กำแพงได้ค่าราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ.
    พื้นที่ภายในกำแพงราว 17 เฮกตาร์ ตามการประเมินของชาร์ลส์ ไฮแอม

    เนินเขาสี่ลูกริมแม่น้ำท่าตะเภา

    เขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร ไม่ไกลจากตัวเมืองชุมพรในปัจจุบัน ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งกระจายอยู่บนและรอบเนินเขาเตี้ย ๆ สี่ลูก ติดกับแม่น้ำท่าตะเภาซึ่งไหลออกสู่อ่าวไทย

    ชุมพรอยู่ตรงช่วงแคบของคาบสมุทร ใกล้กับคอคอดกระ จากที่นี่เดินทางข้ามเขาไปถึงฝั่งทะเลอันดามันได้ในระยะไม่ไกล ทำเลนี้ทำให้เขาสามแก้วกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้กับอ่าวเบงกอล พ่อค้าไม่ต้องแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูทั้งหมด แต่ขนสินค้าข้ามแผ่นดินแทน

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต: ลูกปัดแบบอินเดียที่บางส่วนผลิตในเมืองท่าแห่งนี้ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะสำริดดีบุกสูง: ภาชนะสำริดผนังบาง สะท้อนช่างโลหะฝีมือสูง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ชาวบ้านในพื้นที่พบลูกปัดหินและลูกปัดแก้วมานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขาย กรมศิลปากรเข้าสำรวจแหล่งนี้ในช่วงทศวรรษ 2520

    งานขุดค้นครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2548–2552 โดยคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) เป็นผู้นำฝ่ายฝรั่งเศส ทีมงานขุดหลุมทดสอบถึง 136 หลุมเพื่อทำแผนผังของเมือง

    ผลงานรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ Khao Sam Kaeo: An Early Port-City between the Indian Ocean and the South China Sea ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ถือเป็นรายงานที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับเมืองท่ายุคแรกในคาบสมุทรไทย

    บนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมแม่น้ำท่าตะเภา ช่างจากอินเดียเคยนั่งเจียลูกปัดข้างคนพื้นเมือง ขณะที่ไหจากจีนวางเรียงอยู่ในย่านเดียวกัน

    เมืองที่มีกำแพงและย่านต่าง ๆ

    เขาสามแก้วมีพื้นที่ราว 52–55 เฮกตาร์ ในจำนวนนี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาแน่นอย่างน้อย 35 เฮกตาร์ นักโบราณคดีพบกำแพงดินและคันดินทางด้านตะวันออก รวมทั้งโครงสร้างควบคุมน้ำ และลานดินขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกัน

    สิ่งที่น่าสนใจคือเมืองถูกแบ่งเป็นย่าน แต่ละย่านมีกำแพงดินล้อมรอบ และดูเหมือนแยกตามอาชีพ เช่น ย่านช่างและย่านพ่อค้า บนเนินที่ 3 และเนินที่ 4 พบภาชนะดินเผาจากต่างแดนหนาแน่นเป็นพิเศษ นักวิชาการจึงเสนอว่าเป็นย่านที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่

    ภาพที่ได้คือเมืองท่าที่มีการวางผังอย่างตั้งใจ มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงหมู่บ้านที่บังเอิญได้รับสินค้าจากเรือที่ผ่านมา

    ชั้นดิน การกำหนดอายุ และชีวิตประจำวัน

    ชาวเขาสามแก้วตั้งบ้านเรือนบนที่สูงของเนินเขา เพราะพื้นที่ต่ำริมแม่น้ำมักถูกน้ำท่วมเป็นระยะ ในชั้นดินที่อยู่อาศัยพบเตาไฟและหลุมเสาเรียงซ้อนกันหลายระดับ แสดงว่ามีการปลูกสร้างบ้านใหม่ทับที่เดิมหลายครั้ง ตัวบ้านเป็นเรือนไม้ จึงเหลือเพียงร่องรอยหลุมเสา ส่วนที่เชิงเนินที่ 1 พบลานดินขนาดใหญ่สองแห่งและซากสิ่งก่อสร้างพร้อมทางเดิน

    อายุของเมืองได้จากการหาค่าคาร์บอนกัมมันตรังสี ชั้นดินที่อยู่ใต้แนวกำแพงหลายช่วงมีเครื่องประดับแก้ว คาร์เนเลียน และอาเกต ซึ่งได้ค่าอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ. หรือราว พ.ศ. 143–343 จึงเชื่อได้ว่าการผลิตเครื่องประดับเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างกำแพง ชาร์ลส์ ไฮแอม ประเมินว่าพื้นที่ภายในกำแพงมีราว 17 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมดราว 52 เฮกตาร์

    หลักฐานการฝังศพที่ยืนยันได้มีเพียงแห่งเดียว คือภาชนะบรรจุกระดูกที่ขอบด้านเหนือของหุบที่ 3 ข้างในเป็นกระดูกที่ผ่านการเผาของเด็กสองคน อายุราว 11–15 ปี และ 0–2 ปี การที่พบหลุมศพน้อยมากทำให้ยังไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ของเมืองจัดการกับผู้ตายอย่างไร

    สิ่งที่พบ: งานช่างจากหลายแหล่ง

    เขาสามแก้วเป็นแหล่งผลิตของมีค่า ทีมขุดค้นพบเศษวัสดุจากการทำลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต การหลอมแก้ว และงานโลหะ รวมถึงก้อนสำริดเนื้อดีบุกสูงที่น่าจะผลิตเพื่อส่งออก หลักฐานการตีเหล็กพบได้ตั้งแต่ราว 200 ปีก่อน ค.ศ. นักวิชาการเห็นว่าเทคนิคบางอย่างเป็นแบบอินเดีย จึงเสนอว่ามีช่างชาวอินเดียมาทำงานอยู่ที่นี่

    ภาชนะดินเผามีทั้งแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากอินเดีย ไหทรงถังจากจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือสมัยราชวงศ์ฮั่น และภาชนะท้องถิ่นที่มีลวดลายคล้ายวัฒนธรรมซาหวิ่นห์ของเวียดนามกลาง นอกจากนี้ยังพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน หินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน และแก้วสีน้ำเงินโคบอลต์

    หลักฐานพืชก็บอกเรื่องการติดต่อได้เช่นกัน ทีมวิจัยพบถั่วเขียวที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย ข้าวที่ปลูกเลี้ยงแล้ว และข้าวฟ่างหางจิ้งจอก ส่วนรายงานท้องถิ่นกล่าวถึงลูกปัดที่มีอักษรพราหมีและชิ้นส่วนกลองมโหระทึกแบบดองซอนจากพื้นที่นี้ด้วย

    ตราประทับและชื่อของคนเมื่อ 2,200 ปีก่อน

    ในบรรดาของจากเขาสามแก้วและเขาเสกที่อยู่ใกล้เคียง มีตราประทับและลูกปัดหินจารึกอักษรพราหมีภาษาปรากฤตกลุ่มหนึ่ง อุเทน วงศ์สถิตย์ และคณะ ศึกษาของกลุ่มนี้และพบว่าส่วนใหญ่เป็นชื่อบุคคล กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน ค.ศ. เช่น โคมิตสะ ซึ่งแปลว่าตราของโคมิตะ และพมศโม ซึ่งตรงกับชื่อสันสกฤตพรหมศรมัน

    บางชื่อบอกศาสนาของเจ้าของได้ เช่น ศฆิยศ ซึ่งตรงกับคำว่าสังฆิยะ หมายถึงผู้นับถือพุทธศาสนา และพุทธเทวสะ ซึ่งพบที่เขาเสก ตราของอสิลสะมีสัญลักษณ์ธงพระอินทร์ ส่วนลูกปัดที่จารึกชื่อลตาและโสนะ ผู้ศึกษาตีความว่าโสนะเกี่ยวข้องกับทอง จึงอาจเป็นของคนในกลุ่มช่างทอง

    ที่น่าสนใจคือมีตราหลายชิ้นที่สะกดผิด เช่น ชื่ออนันทะที่วางเครื่องหมายผิดตำแหน่ง และลูกปัดที่สลักด้านหลังผิดไปจากด้านหน้า ผู้ศึกษาเห็นว่านี่เป็นงานของช่างท้องถิ่นที่ยังไม่คุ้นกับอักษรอินเดีย แปลว่ามีการสั่งทำตราในพื้นที่ ไม่ได้นำเข้ามาสำเร็จรูปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ของเหล่านี้ส่วนมากไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบตัวอักษรเป็นหลัก

    โลหะ หยก และทอง: โรงงานข้ามวัฒนธรรม

    งานโลหะที่เขาสามแก้วรวมเทคนิคจากหลายแหล่ง ช่างทำชามสำริดแบบมีปุ่มกลางด้วยสำริดเนื้อดีบุกสูง และหล่อก้อนสำริดเพื่อส่งออก แม่พิมพ์ก้อนโลหะแบบมีปุ่มชี้ไปทางเทคโนโลยีของเอเชียใต้ ขณะที่ของบางชิ้นสะท้อนประเพณีโลหะของเวียดนามและจีนสมัยฮั่น ในส่วนของเหล็ก วัตถุเหล็กที่พบกว่าครึ่งเป็นตะกรัน และในพื้นที่ไม่มีแหล่งแร่เหล็ก ช่างจึงต้องนำวัตถุดิบมาจากที่อื่นแล้วมาตีขึ้นรูปที่นี่

    หยกเนไฟรต์ที่พบมีทั้งชิ้นหยกที่ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมรอขึ้นรูปและแกนหินที่เหลือจากการเจาะ ผลวิเคราะห์ชี้ว่ามาจากแหล่งหินเฟิงเถียนในไต้หวัน การพบเศษจากการทำงานแบบนี้แปลว่าช่างที่เขาสามแก้วรับหยกดิบมาแปรรูปเอง นอกจากนี้ยังพบหินมัสโคไวต์สีเขียวที่มาจากเกาะมินโดโรในฟิลิปปินส์ด้วย

    เครื่องประดับทองก็มีลักษณะผสม ลูกปัดทองบางเม็ดหุ้มด้วยแผ่นทองบาง ลูกปัดทรงหลายเหลี่ยมคล้ายแบบที่พบในพม่า และจี้บางชิ้นคล้ายของที่ออกแก้วในเวียดนามใต้ ส่วนของจากโลกโรมันที่มาถึงภายหลังก็มี เช่น หัวแหวนคาร์เนเลียนสีเหลืองอ่อนรูปเทพมาร์สสวมหมวกเกราะถือหอก อายุราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3 แต่ไม่ทราบชั้นดินที่พบ

    เรื่องแก้วยังเป็นประเด็นที่นักวิชาการถกกันอยู่ ดุสซูบิเยอและกราตูซเสนอว่าแก้วโซดาอะลูมินาสูตรหนึ่งที่พบที่นี่ไม่พบในแหล่งอินเดียใต้และศรีลังกา เขาสามแก้วจึงอาจเป็นแหล่งผลิตแก้วหลักเสียเอง ข้อเสนอนี้ท้าทายความเชื่อเดิมว่าแก้วทั้งหมดมาจากอินเดีย

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    เขาสามแก้วเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย ในอดีตเคยเชื่อกันว่าคนพื้นเมืองรับอารยธรรมอินเดียผ่านพ่อค้าที่แวะมาเป็นครั้งคราว แต่หลักฐานที่นี่แสดงว่ามีช่างต่างชาติอยู่อาศัยระยะยาวและถ่ายทอดเทคนิคให้คนท้องถิ่น สินค้าที่ผลิตก็ทำตามรสนิยมของผู้ซื้อในหลายภูมิภาค ลูกปัดจากแหล่งในแถบนี้เดินทางไปไกลถึงฟิลิปปินส์

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันในบางประเด็น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าช่างอินเดียตั้งรกรากถาวรและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี อีกฝ่ายเห็นว่าการมองแบบนี้ให้น้ำหนักกับอินเดียมากเกินไป และเสนอว่าเป็นการผสมผสานที่คนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญเท่า ๆ กัน งานวิเคราะห์ส่วนผสมของแก้วบางชิ้นยังชี้ว่าอาจมีแหล่งผลิตแก้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง

    ซิง ชิว นักวิชาการด้านเศรษฐกิจโลกยุคโบราณ ยกข้อสังเกตของเบลลินาเองว่ายังไม่พบกองของเสียจากการผลิตหรือของใช้อินเดียที่หนาแน่นพอจะบอกว่ามีชุมชนชาวอินเดียตั้งถิ่นฐานอยู่ เขาจึงเสนอให้มองเป็นการผสมผสานที่ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่า แม้แต่ที่มาของดีบุกก็ยังสรุปไม่ตรงกัน เพราะงานช่วงแรกของทีมขุดค้นเสนอว่าโลหะนำเข้าจากอินเดีย ขณะที่งานรุ่นหลังเสนอว่าได้จากแหล่งท้องถิ่น

    เขาสามแก้วมีอายุร่วมสมัยกับบ้านดอนตาเพชรในกาญจนบุรี ทั้งสองแห่งจัดเป็นหลักฐานยุคแรกสุดของการติดต่อระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–2 ก่อน ค.ศ.

    เขาสามแก้วในวันนี้

    หลังคริสต์ศตวรรษที่ 1 กิจกรรมที่เขาสามแก้วลดลง เมืองท่าแห่งอื่นในคาบสมุทรเริ่มมีบทบาทแทน ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

    แหล่งโบราณคดีอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเปิดให้เข้าชมได้ ผู้มาเยือนจะเห็นสภาพเนินเขาและภูมิประเทศริมแม่น้ำ ส่วนโบราณวัตถุสำคัญศึกษาเพิ่มเติมได้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมืองชุมพร
    พิกัด 10.527200, 99.182000 (10°31′37.9″N 99°10′55.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเข้าชมได้ พื้นที่เป็นเนินเขาและสวน ไม่มีโบราณสถานขนาดใหญ่ให้เห็น ควรชมโบราณวัตถุและนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพรประกอบด้วย

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 143 (ค.ศ. ราว 400 ปีก่อน): เริ่มเป็นเมืองท่า. การอยู่อาศัยหนาแน่นเริ่มขึ้นบนเนินเขาทั้งสี่
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน): ผลิตเครื่องประดับก่อนสร้างกำแพง. ค่าคาร์บอน-14 จากชั้นดินใต้แนวกำแพง
    • ราว พ.ศ. 243 (ค.ศ. ราว 300 ปีก่อน): ถั่วเขียวจากอินเดีย. พืชที่ปลูกเลี้ยงในอินเดียเดินทางมาถึงคาบสมุทรไทย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 3–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน): ตราประทับอักษรพราหมี. ตราชื่อบุคคลภาษาปรากฤต เช่น โคมิตะ และพุทธเทวะ
    • ราว พ.ศ. 343 (ค.ศ. ราว 200 ปีก่อน): ตีเหล็กและหลอมแก้ว. หลักฐานการตีเหล็กและงานช่างหลายประเภท
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –1): ช่วงท้าย. กิจกรรมลดลง เมืองท่าแห่งอื่นมีบทบาทแทน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7–8 (ค.ศ. กลางคริสต์ศตวรรษที่ 2–ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3): หัวแหวนรูปเทพมาร์ส. ของแบบโรมันที่มาถึงหลังยุครุ่งเรือง ไม่ทราบชั้นดิน
    • ทศวรรษ 2520 (ค.ศ. ทศวรรษ 1980): กรมศิลปากรสำรวจ. แหล่งเป็นที่รู้จักจากลูกปัดที่ชาวบ้านพบ
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นไทย-ฝรั่งเศส. ขุดหลุมทดสอบ 136 หลุม ทำแผนผังเมืองท่า
    • พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006): บทความชุดแรกใน BEFEO. เผยแพร่ผลศึกษาแก้ว โลหะ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเขาสามแก้ว
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): งานวิเคราะห์โลหะ. บทความเสนอว่าเขาสามแก้วเป็นจุดรวมประเพณีโลหะข้ามเอเชีย
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรวมผลการศึกษาเขาสามแก้วฉบับสมบูรณ์

    รู้หรือไม่

    หยกจากไต้หวัน

    ที่เขาสามแก้วพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน แสดงว่าเครือข่ายการค้าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนกว้างไกลมาก

    ถั่วเขียวจากอินเดีย

    นักโบราณคดีพบเมล็ดถั่วเขียวสายพันธุ์ที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย การค้าจึงพาทั้งสินค้าและพืชอาหารข้ามทะเลมาด้วย

    เมืองที่แบ่งย่าน

    กำแพงดินภายในเมืองแบ่งพื้นที่เป็นย่านตามอาชีพและกลุ่มคน คล้ายย่านชาวต่างชาติในเมืองท่ายุคหลัง

    ตราที่สะกดผิด

    ตราประทับบางชิ้นจากเขาสามแก้วสะกดชื่อผิด นักวิชาการมองว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่กำลังหัดเขียนอักษรอินเดีย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khao Sam Kaeo (Wikipedia)
    2. Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula (NUS Press)
    3. Glover & Bellina: Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo, the earliest Indian contacts re-assessed
    4. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    5. GotoKnow: สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ภาคใต้
    6. ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
    7. Wongsathit et al.: Epigraphs on seals in Southern Thailand (JLC)
    8. Bead Research: Southeast Asia bibliography
    9. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เขาสามแก้ว ชุมพร
    KSK Site Map · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เขาสามแก้ว ชุมพร
    Bead Production KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เขาสามแก้ว ชุมพร
    Looting at KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองฟ้าแดดสงยาง

    เมืองฟ้าแดดสงยาง

    ภาพประกอบ: The Prataduyaku Stupa at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินริมลำน้ำปาวในกาฬสินธุ์ ที่มีใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของอีสาน · ราว 300 ปีก่อน ค.ศ. ถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 11

    ที่ตั้งตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
    ขนาดราว 171 เฮกตาร์ ผังรูปไข่ มีคูน้ำคันดินสองชั้น
    ยุคที่รุ่งเรืองทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)
    ใบเสมาขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น
    พระธาตุยาคูเจดีย์อิฐ สูงราว 15 เมตร สัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์
    การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2511 และขุดค้นเพิ่มเติม พ.ศ. 2534
    โบราณสถานฐานเจดีย์ราว 14 แห่ง วิหาร และสระน้ำ
    ใบเสมาภาพเล่าเรื่องอย่างน้อย 15 ชิ้น จากใบเสมาที่พบรวมกว่า 170 ชิ้น

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองฟ้าแดดสงยางตั้งอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ริมลำน้ำปาว ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำชี ตำแหน่งนี้ทำให้เมืองเชื่อมต่อได้ทั้งขึ้นเหนือไปยังแอ่งสกลนคร และลงใต้ไปตามลำน้ำชี

    ตัวเมืองมีผังรูปไข่ ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำสองชั้น ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเกิดจากการขยายเมืองออกไปในยุคหลัง พื้นที่ทั้งหมดราว 171 เฮกตาร์ จัดว่าเป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของที่ราบสูงโคราช

    ปัจจุบันซากศาสนสถานส่วนใหญ่เหลือเพียงฐานอิฐปนดิน กระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง ท่ามกลางทุ่งนาและหมู่บ้าน

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาสลักภาพชาดก: ใบเสมาหินทรายสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก พบมากกว่าร้อยใบ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และวัดโพธิ์ชัยเสมาราม) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระธาตุยาคู: เจดีย์อิฐสมัยทวารวดี ซ่อมเสริมในสมัยหลัง ศูนย์กลางของเมืองโบราณ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    กรมศิลปากรขุดค้นเมืองฟ้าแดดสงยางในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) พบโบราณสถาน 14 แห่ง หนึ่งในนั้นเป็นอุโบสถสมัยทวารวดีที่ยังมีใบเสมาปักล้อมอยู่ในตำแหน่งเดิม

    การขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แสดงว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–6 จนถึงยุคประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ยังพบใบเสมาเพิ่มเติมนอกคูเมือง แสดงว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกว้างกว่าแนวคันดิน

    ที่ฟ้าแดดสงยาง หินที่คนโบราณเคยปักบูชาผีถูกแปลงเป็นใบเสมาที่ล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา

    ลำดับชั้นดินและหลุมฝังศพ

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2534 นำโดย ศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้หลุมทดสอบ 9 หลุมเพื่ออ่านชั้นดินของเมือง ผลที่ได้แบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสองช่วงหลัก คือช่วงยุคเหล็กราว 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200 และช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

    ในชั้นยุคเหล็ก ผู้ตายถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก และไม่มีของอุทิศให้ผู้ตาย ภาพนี้ต่างจากหลุมฝังศพในชั้นทวารวดีอย่างชัดเจน

    ในชั้นทวารวดีพบการฝังศพในภาชนะดินเผาสองแบบ แบบแรกบรรจุร่างทั้งร่างลงในไห อีกแบบเป็นการฝังครั้งที่สองโดยเก็บกระดูกที่เหลือหลังเนื้อหนังย่อยสลายแล้วมาบรรจุไหใหม่ ในไหเหล่านี้มีเครื่องประดับสำริด เช่น กระดิ่ง แหวน กำไล รวมทั้งเครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา และลูกปัดแก้ว ในชั้นบนสุดยังพบการเผาศพที่มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 12–13

    ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้คนยังคงฝังศพในไหแบบประเพณีพื้นเมืองต่อไป แม้จะรับพุทธศาสนาและสร้างเจดีย์แล้ว ความเชื่อเดิมกับศาสนาใหม่จึงอยู่ด้วยกันได้นานหลายร้อยปี

    ใบเสมาและสิ่งที่พบ

    เมืองฟ้าแดดสงยางมีชื่อเสียงที่สุดเรื่องใบเสมาหินทราย มีใบเสมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น บางชิ้นเป็นแผ่นหินเรียบ บางชิ้นสลักลวดลาย และบางชิ้นสลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา

    ใบเสมาภาพเล่าเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะเป็นงานศิลปะพุทธที่ช่างท้องถิ่นอีสานสร้างขึ้นเอง ใบเสมาและโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งจากเมืองฟ้าแดดสงยางถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    นอกจากใบเสมา ยังพบอิฐขนาดใหญ่ที่ผสมแกลบข้าว พระพิมพ์ดินเผาหลายร้อยชิ้น ภาชนะดินเผา กำไล แหวน ลูกปัดแก้ว และกระดูกสัตว์ ซึ่งช่วยให้เห็นชีวิตประจำวันของชาวเมือง

    อ่านภาพบนใบเสมา

    ตัวเลขใบเสมาของเมืองนี้ต่างกันตามแหล่งข้อมูล ทะเบียนของกรมศิลปากรนับได้ราว 130 ชิ้น ขณะที่การสำรวจบางชุดนับใบเสมาที่พบในและรอบเมืองได้มากกว่า 170 ชิ้น ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 15 ชิ้นที่สลักภาพเล่าเรื่อง ถือเป็นกลุ่มใบเสมาภาพเล่าเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่รู้จักจากยุคเดียวกัน

    ภาพที่สลักมักเป็นตอนสำคัญในพุทธประวัติและชาดก ช่างวางภาพไว้ตรงกลางแผ่นหินในลักษณะแบน เน้นเส้นรอบนอก ตัวละครแต่งกายและสวมเครื่องประดับศีรษะแบบที่นักวิชาการบางท่านเห็นว่าใกล้กับประติมากรรมจามปา ซึ่งบอกว่าช่างอีสานรับแรงบันดาลใจจากหลายทิศทาง

    ใบเสมาที่โด่งดังชิ้นหนึ่งคือภาพนางพิมพาพิลาป ซึ่งเล่าตอนพระนางพิมพาเศร้าโศกเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ปัจจุบันใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นจำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเก็บรักษาที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม หรือวัดบ้านก้อม ใกล้เมืองโบราณ ซึ่งมีทั้งใบเสมาสลักภาพในอาคารจัดแสดงและใบเสมาเรียบที่ปักเรียงไว้ตามแนวกำแพง

    พระธาตุยาคู

    ใกล้ใจกลางเมืองโบราณมีพระธาตุยาคู เจดีย์อิฐขนาดใหญ่สูงราว 15 เมตร ฐานกว้างราว 16 เมตร ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ปูนสอ ฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมมีบันไดทั้งสี่ด้าน ส่วนบนเป็นฐานแปดเหลี่ยมและองค์ระฆัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะต่อเติมในยุคหลัง

    ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าพระธาตุนี้บรรจุอัฐิของพระเถระที่ชาวบ้านเคารพ ซึ่งเรียกกันว่า "ญาคู" อันเป็นคำเรียกพระผู้ใหญ่ในภาษาอีสาน ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าเจดีย์องค์เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เก่ากว่าเรื่องเล่ามาก

    รอบพระธาตุมีใบเสมาปักอยู่ และในการขุดค้นพบแผ่นหินสลักเรื่องมโหสถชาดก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ปัจจุบันพระธาตุยาคูเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    เมืองฟ้าแดดสงยางแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมทวารวดีในอีสานมีลักษณะเฉพาะตัว เด่นชัดที่สุดคือประเพณีปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมศาสนสถาน ซึ่งพบมากในลุ่มแม่น้ำชีและแอ่งสกลนคร

    นักวิชาการหลายท่าน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าใบเสมาอีสานพัฒนามาจากประเพณีปักหินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ แล้วถูกปรับให้เข้ากับพุทธศาสนา และมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอีสานเอง ไม่พบแบบเดียวกันในอินเดียหรือลังกา ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่รายละเอียดว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไรยังต้องศึกษาต่อ

    อีกประเด็นคือความสัมพันธ์ระหว่างเมืองฟ้าแดดสงยางกับเมืองทวารวดีในภาคกลาง นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าเมืองในอีสานเหล่านี้อยู่ใต้รัฐเดียวกัน หรือเป็นชุมชนอิสระที่รับวัฒนธรรมร่วมกันผ่านศาสนาและการค้า

    เมืองพิธีกรรมหรือเมืองหลวง

    แม้เมืองจะมีเจดีย์และวิหารมาก แต่นักโบราณคดีพบเนินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่น้อยกว่าที่คาด บางท่านจึงตีความว่าฟ้าแดดสงยางอาจไม่เคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ทำหน้าที่ด้านเศรษฐกิจหรือการปกครอง แต่เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจากชุมชนรอบข้างเดินทางมาร่วม อย่างไรก็ดี ร่องรอยเตาและเศษภาชนะจำนวนมากแสดงว่ามีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ด้วย

    อีกมุมหนึ่งมาจากทาเครุ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ซึ่งพยายามเทียบเมืองนี้กับชื่อรัฐ "เหวินตาน" ในบันทึกจีนสมัยราชวงศ์ถัง โดยเสนอว่าฟ้าแดดสงยางอาจเป็นเมืองหลวงชั้นนอก และพื้นที่แถบกันทรวิชัยเป็นเมืองหลวงชั้นใน แต่โฮชิโนเองก็ย้ำว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงการตีความเบื้องต้น

    หลักฐานยังบอกถึงการติดต่อกับหลายภูมิภาค ศิลปะพุทธและภาชนะลายเชือกทาบคล้ายกับเมืองทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยา ส่วนจารึกภาษาสันสกฤตและรูปทรงภาชนะบางแบบชี้ไปทางเจนละ เมืองนี้จึงน่าจะเป็นจุดที่วัฒนธรรมหลายสายมาบรรจบกันริมลำน้ำปาว

    ตำนานพระยาฟ้าแดดกับนางฟ้าหยาด

    ตามตำนานพื้นบ้านที่จารในใบลานอักษรลาว และพระอริยานุวัตร เขมจารี ถอดความเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ในอดีตมีสองเมืองใหญ่ค้าขายกันทางลำน้ำ คือเมืองฟ้าแดดทางใต้และเมืองเชียงโสมทางเหนือ วันหนึ่งพระยาจันทราช เจ้าเมืองเชียงโสม หลงทางขณะออกล่าสัตว์ แล้วได้พบนางฟ้าหยาด ธิดาของพระยาฟ้าแดด ทั้งสองลักลอบพบกันจนนางตั้งครรภ์

    ตามตำนาน เมื่อพระยาจันทราชส่งทูตมาสู่ขออย่างเป็นทางการ พระยาฟ้าแดดกลับรู้สึกถูกหมิ่นและปฏิเสธ จนเกิดสงครามที่พระยาจันทราชสิ้นพระชนม์ในสนามรบ นางฟ้าหยาดรู้ข่าวก็ตรอมใจสิ้นใจตาม พระยาฟ้าแดดจึงรวมอัฐิของทั้งสองไว้ในโกศทองคำ แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้ ภายหลังพระยาธรรม อนุชาของพระยาจันทราช รวบรวมเมืองพันธมิตรมาตีเมืองฟ้าแดดจนต้องยอมแพ้

    เรื่องเล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมชาวบ้านผูกซากเจดีย์ในเมืองโบราณเข้ากับเรื่องความรัก แต่เป็นตำนานที่แต่งขึ้นในยุคหลังมาก ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือจารึกยืนยันว่ามีกษัตริย์ชื่อเหล่านี้จริง

    ปัจจุบัน

    แนวคูเมือง ฐานโบราณสถาน และใบเสมาจำนวนหนึ่งยังเห็นได้ในพื้นที่ บางชิ้นจัดเก็บไว้ที่วัดในหมู่บ้าน พระธาตุยาคูได้รับการขุดแต่งและบูรณะโดยกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2510–2522 และขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี พ.ศ. 2545

    ผู้สนใจสามารถชมพระธาตุยาคูและโบราณสถานในเมืองฟ้าแดดสงยาง แล้วชมใบเสมาที่ย้ายไปจัดแสดงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    พิกัดและการนำทาง

    วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ทางเข้าเมืองฟ้าแดดสงยาง อ.กมลาไสย
    พิกัด 16.318779, 103.520867 (16°19′07.6″N 103°31′15.1″E)

    จุดนี้คือวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณ

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชมพระธาตุยาคู ฐานโบราณสถาน และใบเสมาบางส่วนได้ในพื้นที่ ใบเสมาและโบราณวัตถุสำคัญจากแหล่งนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    ไทม์ไลน์

    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อาศัยริมลำน้ำปาว
    • คริสต์ศตวรรษที่ 2–6: ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย. ชุมชนขยายตัวต่อเนื่อง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ฝังศพแบบยุคเหล็ก. ฝังศพนอนเหยียดยาว หันศีรษะไปทางตะวันตก ไม่มีของอุทิศ
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): ยุคทวารวดี. สร้างศาสนสถาน พระธาตุยาคู และปักใบเสมาจำนวนมาก
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): ฝังศพในไห. ฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สองในภาชนะดินเผา พร้อมเครื่องประดับสำริดและลูกปัด
    • พุทธศตวรรษที่ 14–15: แผ่นหินมโหสถชาดก. แผ่นหินสลักเรื่องชาดกที่พบบริเวณพระธาตุยาคู
    • พุทธศตวรรษที่ 17–18 (ค.ศ. 12–13): การเผาศพ. ชั้นดินบนสุดพบร่องรอยการปลงศพด้วยการเผา
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): บูรณะพระธาตุยาคู. กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะพระธาตุยาคู
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): กรมศิลปากรขุดค้น. พบโบราณสถาน 14 แห่ง รวมอุโบสถที่มีใบเสมาล้อม
    • พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): ขุดค้นลำดับชั้นดิน. ผาสุข อินทราวุธ ขุดหลุมทดสอบ 9 หลุม ยืนยันการอยู่อาศัยตั้งแต่ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): พบใบเสมาเพิ่ม. พบใบเสมานอกคูเมือง
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): ขึ้นทะเบียนพระธาตุยาคู. ประกาศเป็นโบราณสถาน

    รู้หรือไม่

    ญาคู คือพระผู้ใหญ่

    ชื่อพระธาตุยาคูมาจากคำอีสาน "ญาคู" ที่ใช้เรียกพระภิกษุผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพ

    อิฐผสมแกลบ

    อิฐที่ใช้สร้างศาสนสถานในเมืองนี้ผสมแกลบข้าว สะท้อนว่าชาวเมืองปลูกข้าวเป็นหลัก

    ใบเสมาเป็นของอีสาน

    นักวิชาการไทยหลายท่านเห็นว่าการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในอีสานเอง

    ฝังศพในไหคู่กับเจดีย์

    แม้รับพุทธศาสนาแล้ว ชาวเมืองยังคงฝังกระดูกบรรพบุรุษในไหดินเผาตามประเพณีเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Kalasin province – Wikipedia
    2. Kamalasai district – Wikipedia
    3. พระธาตุยาคู – วิกิพีเดีย
    4. Khon Kaen National Museum – Wikipedia
    5. Sema stone – Wikipedia
    6. ทวารวดีอีสาน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตมั่นในหลักหิน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. วิวัฒนาการจากหินตั้งสู่เสมา – ศิลปวัฒนธรรม
    8. Mueang Fa Daet Song Yang – Wikipedia
    9. โศกนาฏกรรมความรัก ในตำนานพื้นเมืองแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง – ศิลปวัฒนธรรม
    10. Wat Pho Chai Semaram – Thai Holiday Guide
    11. ห้องเสมาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทวารวดีในอีสาน – ไทยโพสต์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองฟ้าแดดสงยาง
    Sema stone at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองฟ้าแดดสงยาง
    Brick monument at Muang Fa Daed, most likely a stupa. Ca. 8th – 9th century CE · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระบรมธาตุไชยา

    พระบรมธาตุไชยา

    ภาพประกอบ: Wat Phra Borommathat Chaiya Ratcha Worawihan · samfotograf · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เจดีย์ศิลปะแบบศรีวิชัยกลางเมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์กลางของหลักฐานพุทธศาสนามหายานในคาบสมุทรภาคใต้ และที่มาของประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดอันโด่งดัง · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–9) ถึงปัจจุบัน

    ที่ตั้งวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    ฐานะของวัดพระอารามหลวงชั้นเอก
    รูปแบบศิลปะแบบศรีวิชัย มีอิทธิพลศิลปะชวา
    โบราณวัตถุเด่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด สูงราว 63 เซนติเมตร
    ที่เก็บพระโพธิสัตว์ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    พิพิธภัณฑ์ใกล้เคียงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
    ความสูงราว 24 เมตร
    การบูรณะครั้งใหญ่กรมศิลปากร พ.ศ. 2521–2523

    เมืองไชยาบนคาบสมุทร

    ไชยาเป็นอำเภอเก่าแก่ทางตอนเหนือของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งอ่าวไทย ในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของภาคใต้ตอนบน ชื่อไชยามีผู้เสนอที่มาไว้หลายทาง บางคนว่ามาจากคำมลายู cahaya ที่แปลว่าแสงสว่าง บางคนเชื่อว่าเพี้ยนมาจากคำว่าศรีวิชัย แต่ยังไม่มีข้อสรุป

    ไม่ไกลจากตัวเมืองมีแหลมโพธิ์ ซึ่งพบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ภาชนะดินเผาจากอินเดีย และแก้วเปอร์เซีย นักวิชาการจึงเชื่อว่าบริเวณนี้เคยเป็นท่าเรือการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7–13 และอาจเป็นปลายทางฝั่งตะวันออกของเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอันดามัน

    หลักฐานสำคัญ

    • พระบรมธาตุไชยา: เจดีย์อิฐสมัยศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด: ประติมากรรมสำริดสูง 63 เซนติเมตร พบที่ไชยาในปี 2448 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    เจดีย์ศิลปะศรีวิชัย

    พระบรมธาตุไชยาตั้งอยู่ภายในวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก องค์เจดีย์ถือเป็นตัวอย่างศิลปะแบบศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะเป็นอาคารซ้อนชั้นหลังคาขึ้นไปสามชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยเจดีย์จำลองขนาดเล็ก รวมแล้ว 24 องค์

    นักประวัติศาสตร์ศิลปะเห็นว่ารูปทรงนี้คล้ายกับศาสนสถานในชวาภาคกลาง ซึ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างคาบสมุทรภาคใต้กับหมู่เกาะอินโดนีเซีย และสะท้อนว่าคนที่นี่เคยนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน ก่อนที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทจะเข้ามาแพร่หลายในภายหลัง

    เจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง ส่วนบนบางส่วนจึงเป็นงานสมัยหลัง นักวิชาการต้องแยกแยะว่าส่วนใดเป็นของดั้งเดิมเมื่อพิจารณาอายุของเจดีย์

    พระโพธิสัตว์สำริดที่เหลือเพียงครึ่งองค์ ยังบอกเล่าได้ชัดเจนว่าไชยาเคยเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนามหายานริมทะเลอ่าวไทย

    รูปทรงและโครงสร้างขององค์เจดีย์

    พระบรมธาตุไชยาสูงราว 24 เมตร เป็นเจดีย์ทรงปราสาท คือมีลักษณะเหมือนอาคารที่มีห้องอยู่ภายใน ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมที่ประดับด้วยเสาติดผนัง มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันออกไปสู่ห้องกลาง ด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีมุขยื่นออกมาเป็นทางเข้า

    เหนือเรือนธาตุเป็นหลังคาซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป แต่ละชั้นประดับด้วยเจดีย์จำลองเล็ก ๆ ส่วนยอดบนสุดทำเป็นทรงแปดเหลี่ยมรองรับยอดกรวย นักวิชาการมักอธิบายว่าการซ้อนชั้นแบบนี้สื่อถึงเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติโบราณ

    วัสดุหลักคืออิฐที่ก่อเป็นผนังรับน้ำหนัก ใช้ปูนสอบาง ๆ มีหินทรายประกอบบางส่วน และเดิมผิวนอกเป็นงานปูนปั้น นักประวัติศาสตร์ศิลปะเทียบรูปแบบนี้กับจันทิในชวาภาคกลาง เช่น จันทิปาวน จันทิเมนดุต และจันทิกะลาสัน ซึ่งล้วนสร้างในราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9

    การบูรณะในแต่ละสมัย

    ในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนยอดของเจดีย์ซึ่งชำรุดได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงบันทึกลักษณะของฐานเจดีย์ไว้ในพระราชหัตถเลขาระหว่างเสด็จประพาส และพระครูโสภณเจตสิการาม เจ้าอาวาสในเวลานั้น ได้รายงานวิธีการก่ออิฐ การใช้หิน และการปิดทองที่ใช้ในการซ่อมต่อเจ้าเมือง

    ในสมัยใหม่ มีการบูรณะอีกหลายครั้ง ได้แก่ พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ครั้งต่อมาใน พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งงบประมาณไว้ 500,000 บาท แต่ทำงานได้ไม่มากนัก และใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) มีการทำความสะอาดและทาสีใหม่เพื่อเตรียมรับเสด็จ

    การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดคือระหว่าง พ.ศ. 2521–2523 (ค.ศ. 1978–1980) กรมศิลปากรแบ่งงานเป็นสามระยะ ทั้งเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง ปิดทอง และติดตั้งฉัตรใหม่ แม้จะผ่านการซ่อมหลายรอบ นักวิชาการยังเห็นว่าเจดีย์รักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ได้มากกว่าเจดีย์สมัยเดียวกันแห่งอื่นในไทย

    เจดีย์นี้สร้างเมื่อใด: หลายความเห็น

    ไม่มีจารึกที่บอกปีสร้างพระบรมธาตุไชยาโดยตรง นักวิชาการจึงต้องกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะ ความเห็นที่แพร่หลายที่สุดคือราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–10) ในช่วงที่ศิลปะแบบศรีวิชัยรุ่งเรือง และสอดคล้องกับอายุของจันทิในชวาภาคกลางที่มีรูปแบบคล้ายกัน

    บางคนนำจารึกหลักที่ 23 ซึ่งระบุ พ.ศ. 1318 มาใช้ประกอบ โดยเชื่อว่าจารึกที่กล่าวถึงการสร้างปราสาทอิฐสามหลังนั้นหมายถึงไชยา แต่เนื่องจากที่มาของจารึกเองยังเป็นข้อถกเถียง การใช้จารึกนี้กำหนดอายุเจดีย์จึงยังไม่หนักแน่นพอ

    มีงานศึกษาทางสถาปัตยกรรมที่เสนอมุมมองต่างออกไป โดยวิเคราะห์ว่าเจดีย์อาจผ่านการสร้างและดัดแปลงสามระยะ ระยะแรกมีผังและลักษณะใกล้กับศาสนสถานแบบจามในเวียดนาม เช่น กลุ่มอาคาร E1 ที่หมี่เซิน ก่อนจะถูกขยายเป็นหลังคาสามชั้นและเพิ่มเจดีย์จำลองแบบศรีวิชัยในระยะหลัง ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่แสดงว่าคำถามเรื่องอายุยังเปิดอยู่

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งไชยา

    โบราณวัตถุที่ทำให้ไชยามีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ซึ่งเหลือเพียงพระวรกายท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา และถูกนำเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดูแลกิจการหัวเมือง

    ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8) งามด้วยสัดส่วนที่อ่อนช้อยและเครื่องประดับละเอียด นักประวัติศาสตร์ศิลปะเห็นอิทธิพลจากศิลปะอินเดียหลังสมัยคุปตะและปาละ รวมทั้งศิลปะชวาภาคกลาง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และนับเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาในพุทธศาสนามหายาน การพบรูปเคารพชิ้นนี้และรูปพระโพธิสัตว์อื่น ๆ ในไชยาจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานของภูมิภาค

    แหล่งโบราณคดีรอบพระบรมธาตุ

    รอบวัดพระบรมธาตุยังมีวัดร้างที่ร่วมสมัยกันอีกหลายแห่ง เช่น วัดหลงและวัดแก้ว การขุดค้นที่วัดเหล่านี้พบพระพุทธรูปดินเผา สถูปดินเผาจำลอง และเครื่องถ้วยจีน ส่วนวัดอื่นในบริเวณใกล้เคียงเหลือเพียงเนินอิฐ หลักฐานทั้งหมดนี้แสดงว่าไชยาเคยเป็นชุมชนใหญ่ที่มีศาสนสถานหนาแน่น

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ตั้งอยู่ข้างวัดพระบรมธาตุ จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยที่พบในท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ยังเล่าถึงท่านพุทธทาสภิกขุ พระภิกษุชาวไชยาผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ซึ่งสนใจศึกษาโบราณคดีของบ้านเกิดอย่างจริงจังด้วย

    ความเชื่อ ตำนาน และประเพณี

    ชาวพุทธเชื่อว่าภายในองค์เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ชาวใต้นับถือพระบรมธาตุไชยาเป็นหนึ่งในพระธาตุสำคัญของภาคใต้ ร่วมกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และมีประเพณีแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุเพื่อทำบุญเป็นประจำ

    ตามตำนานท้องถิ่น ครั้งหนึ่งเกิดความแห้งแล้งรุนแรง แล้วมีน้ำผุดขึ้นที่ฐานพระธาตุสี่แห่ง ต่อมามีการปิดไปสามแห่งเพื่อรักษาฐานเจดีย์ เหลือไว้เพียงบ่อเดียวให้ผู้คนได้เห็น เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ

    ความสำคัญของพระบรมธาตุไชยาต่อคนในพื้นที่สะท้อนให้เห็นจากตราประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้ภาพองค์พระบรมธาตุไชยาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด

    ข้อถกเถียง: ไชยาคือเมืองหลวงของศรีวิชัยหรือไม่

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ความเห็นนี้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในวงวิชาการนานาชาติ แต่นักวิชาการไทยบางท่าน เช่น หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี เสนอว่าไชยาเคยเป็นศูนย์กลางของศรีวิชัยในบางช่วงเวลา โดยอ้างหลักฐานศิลปะมหายานที่พบหนาแน่นในเมืองนี้

    นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงเรื่องจารึกหลักที่ 23 ซึ่งระบุปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) และกล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสร้างศาสนสถาน ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกนี้มาจากไชยา ทำให้บางแหล่งเชื่อมโยงจารึกนี้กับวัดในไชยา

    ปัจจุบันนักวิชาการหลายคนเห็นว่าศรีวิชัยอาจไม่ใช่อาณาจักรที่มีเมืองหลวงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายเมืองท่าที่นับถือพุทธศาสนามหายานร่วมกัน ศูนย์อำนาจย้ายไปมาได้ตามสถานการณ์ หากมองแบบนี้ ไชยาก็เป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายบนคาบสมุทร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองหลวงของทั้งหมด

    พิกัดและการนำทาง

    พระบรมธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
    พิกัด 9.384596, 99.184736 (9°23′04.5″N 99°11′05.1″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหารอยู่ในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ข้างวัดมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัย ในบริเวณใกล้เคียงยังมีวัดหลง วัดแก้ว และสวนโมกขพลาราม ส่วนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์จริงชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–18 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–13): ท่าเรือแหลมโพธิ์. การค้าเครื่องถ้วยจีน ภาชนะอินเดีย และแก้วเปอร์เซีย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8): หล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร. ประติมากรรมสำริดศิลปะแบบศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกหลักที่ 23. จารึกกล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสร้างศาสนสถาน มีข้อถกเถียงว่าพบที่ไชยาหรือนครศรีธรรมราช
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–10): สร้างพระบรมธาตุไชยา. อายุตามความเห็นที่แพร่หลาย กำหนดจากรูปแบบศิลปะ
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19–ต้น 20): ซ่อมยอดเจดีย์. พระครูโสภณเจตสิการามรายงานวิธีการซ่อม
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พระโพธิสัตว์ย้ายเข้ากรุงเทพฯ. ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์เสนอทฤษฎีปาเล็มบัง. จุดเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929): บูรณะ. การซ่อมแซมครั้งแรกในสมัยใหม่
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม. ท่านพุทธทาสภิกขุ ชาวไชยา ผู้สนใจโบราณคดีท้องถิ่น
    • พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957): งบบูรณะ 500,000 บาท. สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ทำงานได้ไม่มาก
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เตรียมรับเสด็จ. ทำความสะอาดและทาสีองค์เจดีย์
    • พ.ศ. 2521–2523 (ค.ศ. 1978–1980): บูรณะครั้งใหญ่. กรมศิลปากรเสริมโครงสร้าง ปิดทอง และติดตั้งฉัตรใหม่

    รู้หรือไม่

    ครึ่งองค์แต่ระดับโลก

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งไชยาเหลือเพียงท่อนบน แต่ถือเป็นประติมากรรมสำริดที่งามที่สุดชิ้นหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ชื่อเมืองที่ยังไขไม่ออก

    ชื่อไชยาอาจมาจากคำมลายูแปลว่าแสงสว่าง หรืออาจเพี้ยนมาจากศรีวิชัย นักวิชาการยังไม่ได้ข้อยุติ

    เจดีย์คล้ายชวา

    รูปทรงของพระบรมธาตุไชยาคล้ายศาสนสถานในชวาภาคกลาง ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ข้ามทะเลระหว่างคาบสมุทรกับหมู่เกาะ

    บนตราจังหวัด

    ตราประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีใช้ภาพพระบรมธาตุไชยา แสดงว่าเจดีย์นี้เป็นหัวใจของคนในจังหวัด

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Torso of Avalokiteshvara (Wikipedia)
    2. Chaiya district (Wikipedia)
    3. Bangkok National Museum (Wikipedia)
    4. ศิลปวัฒนธรรม: เมื่อเช-ลิ-โฟ-ชิ ไม่ใช่ไชยา เมืองหลวงศรีวิชัยจะอยู่ที่ไหน
    5. ศิลปวัฒนธรรม: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
    7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา (กรมศิลปากร)
    8. Srivijaya (Wikipedia)
    9. SAC Southeast Asian Arts: Phra Borommathat Chaiya
    10. วารสารหน้าจั่ว: การวิเคราะห์ใหม่ สถาปัตยกรรมพระบรมธาตุไชยา
    11. ผู้จัดการออนไลน์: พระบรมธาตุไชยา
    12. แนวหน้า: วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
    13. Wikipedia: Wat Phra Borommathat Chaiya

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระบรมธาตุไชยา
    View outside Wat Phra Borommathat Chaiya Ratcha Worawihan · samfotograf · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Bodhisattava Avalokiteshvara, Chaiya Art พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ศิลปะไชยา 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Phra Borom That Chaiya · Xiengyod · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Bangkok National Museum – Padmapani Bodhisattava from Chaiya (30 Jun 2024) 03 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Chaiya Wat Kaew · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Wat Kaeo Chaiya Ahoerstemeier 4 · Ahoerstemeier · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Wat Long Chaiya Ahoerstemeier 1 · Ahoerstemeier · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons