ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)
ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลองในกาญจนบุรี ที่พบตะเกียงสำริดแบบโรมันและร่องรอยศาสนสถานสมัยทวารวดี จนกลายเป็นหลักฐานคลาสสิกเรื่องการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9)
| ที่ตั้ง | ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง |
| การสำรวจขุดค้นครั้งแรก | พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) นำโดยยอร์ช เซเดส์ |
| สมัย | ทวารวดีเป็นหลัก ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9 |
| หลักฐานเด่น | ตะเกียงสำริดแบบโรมัน พระพุทธรูปสำริด ฐานศาสนสถานอิฐและศิลาแลง |
| ที่เก็บโบราณวัตถุ | พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดดงสัก |
| ที่มาของชื่อ | พง คือหญ้าสูงรก ตึก คือซากอาคารก่ออิฐหิน ชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง |
| หลุมฝังศพ | เซเดส์รายงานอย่างน้อย 13 โครง เวลส์บันทึกอีก 11 หลุม |
ที่ตั้งและภูมิประเทศ
พงตึกอยู่ในตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีลงไปทางใต้ ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างนครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรีในปัจจุบัน
ทำเลริมแม่น้ำทำให้พงตึกเชื่อมได้ทั้งกับที่ราบลุ่มภาคกลางทางตะวันออก และกับเส้นทางข้ามเทือกเขาไปทางตะวันตก นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าพงตึกอาจเป็นจุดแวะพักหรือสถานีการค้า บนเส้นทางที่เชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย
ชื่อพงตึกเองก็บอกเรื่องราว คำว่าพงหมายถึงหญ้าสูงรก ส่วนตึกหมายถึงซากสิ่งก่อสร้างก่ออิฐและหิน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งราว พ.ศ. 2376 แปลว่าชาวบ้านรู้จักกองซากอิฐกลางป่าหญ้าแห่งนี้มานานก่อนที่นักโบราณคดีจะมาถึงเกือบร้อยปี
หลักฐานสำคัญ
- ตะเกียงสำริดแบบโรมัน: ตะเกียงสำริดที่ฝาเป็นใบหน้าไซลีนัส หลักฐานการค้าที่เชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับลุ่มแม่กลอง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
- พระพุทธรูปสำริดจากพงตึก: พระพุทธรูปสำริดหลายองค์ที่เซเดส์พบ บางองค์เขาเห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
- ประติมากรรมพระนารายณ์: รูปพระนารายณ์ศิลาสูงราว 80 เซนติเมตร แสดงว่ามีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดดงสัก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง
การค้นพบ
เรื่องราวของพงตึกเริ่มจากชาวบ้านที่ขุดพบโบราณวัตถุในพื้นที่ ตะเกียงสำริดที่ทำให้พงตึกมีชื่อเสียงนั้นไม่ได้มาจากการขุดค้นอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านสองคนต่างพบชิ้นส่วนคนละชิ้น คนหนึ่งได้ตัวตะเกียง อีกคนได้ด้ามจับ โดยไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นเดียวกัน
ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานกับราชบัณฑิตยสภาในเวลานั้น เห็นว่าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้ากันได้ จึงรวบรวมไว้และส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ปีเดียวกันนั้นแผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาได้สำรวจและขุดค้นพงตึก แล้วเซเดส์ตีพิมพ์ผลงานในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928)
ต่อมาในทศวรรษ 1930 เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เข้ามาขุดค้นเพิ่มเติม และรายงานโครงสร้างที่เขาตีความว่าเป็นสถูปและวิหาร พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว
ตะเกียงที่แยกกันอยู่ในมือชาวบ้านสองคน เมื่อประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว กลับเล่าเรื่องการค้าที่ยาวไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงลุ่มแม่กลอง
งานขุดของเซเดส์ กลุ่มบ้านนายมาและหลุมฝังศพ
การทำงานภาคสนามของเซเดส์ใน พ.ศ. 2470 ใช้เวลาไม่ถึงสี่เดือน แต่ได้หลักฐานจำนวนมาก จุดที่บันทึกละเอียดที่สุดคือกลุ่มโบราณสถานทางใต้ที่เรียกว่ากลุ่มบ้านนายมา ที่นี่มีฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตร ซึ่งเซเดส์ตีความในตอนนั้นว่าเป็นวิหารหรือศาลขนาดเล็ก
กลางฐานนั้นมีแท่นรูปเคารพสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีร่องรางกว้างและตื้น เวสลีย์ คลาร์ก ชี้ในภายหลังว่าลักษณะนี้คล้ายแท่นที่ใช้สรงน้ำรูปเคารพในลัทธิไศวะ จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นเทวสถานพราหมณ์ ซึ่งต่างจากที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นอาคารทางพุทธศาสนา
เซเดส์ยังรายงานโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนเหยียดยาวอย่างน้อย 13 โครง แต่ให้รายละเอียดไว้น้อยมาก บางเรื่องมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เช่น เรื่องโครงกระดูกยักษ์ที่มีคนมาเล่าให้เขาฟัง ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้อมูลหลุมฝังศพที่ไม่ครบถ้วนนี้ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังตีความได้ยาก
เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปและวัตถุพิธีกรรมไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และจัดพงตึกเป็นตัวแทนของทวารวดีรุ่นแรก แต่การกำหนดอายุนี้อาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์
ควอริช เวลส์ กับคำถามเรื่องผู้คนก่อนพุทธศาสนา
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เอช. จี. ควอริช เวลส์ ใช้เวลาราวสองสัปดาห์ขุดค้นบริเวณตอนกลางของแหล่ง เปิดอาคารที่เขาเรียกว่าสถูปและวิหาร ซึ่งยังเหลือแนวอิฐชั้นล่างให้เห็น เขาบันทึกหลุมฝังศพแบบนอนเหยียดยาว 11 หลุม และตีพิมพ์รายละเอียดใน พ.ศ. 2480 กับอีกครั้งใน พ.ศ. 2507
เวลส์เสนอว่าหลุมฝังศพเหล่านี้เก่ากว่าสมัยทวารวดี แปลว่าที่พงตึกมีผู้คนอาศัยก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา ข้อเสนอนี้สำคัญเพราะชี้ว่าชุมชนทวารวดีหลายแห่งน่าจะเติบโตขึ้นบนชุมชนเดิม แต่หลักฐานที่ใช้ยังไม่พอจะยืนยันได้แน่ชัด และยังไม่มีการหาค่าอายุโครงกระดูกด้วยวิธีสมัยใหม่
สมุดบันทึกภาคสนามของเวลส์ที่ไม่เคยตีพิมพ์ถูกค้นพบใหม่ในหอจดหมายเหตุของราชสมาคมเอเชีย (Royal Asiatic Society) ที่ลอนดอน ในบันทึกนั้นเขาเอ่ยถึงเตาเผาสมัยทวารวดีที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งถ้ามีจริงก็หมายความว่าคนพงตึกผลิตข้าวของใช้เองด้วย
สิ่งที่พบ
ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือตะเกียงสำริด ฝาปิดตกแต่งเป็นใบหน้าของไซลีนัส ผู้ติดตามและครูของเทพไดโอนีซัสในตำนานกรีกโรมัน ด้ามจับประดับลายใบปาล์มและสิงห์คู่หันหน้าเข้าหากัน ปลายตะเกียงมีช่องสำหรับใส่ไส้
การขุดค้นของเซเดส์ยังพบพระพุทธรูปหลายขนาดและหลายวัสดุ พระพิมพ์ ข้าวของเครื่องใช้ งานปูนปั้นและดินเผา และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังไว้จำนวนหนึ่ง ในพระพุทธรูปสำริดมีองค์หนึ่งที่เซเดส์เห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย นอกจากนี้ยังพบฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตรที่บ้านนายมา
ราวทศวรรษ 2490 ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ศิลา ซึ่งเมื่อประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดดงสัก รวมถึงชิ้นส่วนศิวลึงค์และชิ้นส่วนมือของเทวรูป แสดงว่าที่นี่มีผู้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์
มองพงตึกใหม่ จากของในวัดดงสักและพระวิษณุที่ถูกลืม
การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ใน พ.ศ. 2551 ไม่ได้ขุดค้นใหม่ แต่ไปถ่ายภาพและบันทึกของที่วัดดงสักเก็บรักษาไว้ ซึ่งไม่เคยถูกศึกษาอย่างละเอียด เช่น พระพิมพ์ 9 ชิ้น แผ่นดินเผารูปหน้ากาลหรือบัณสบดี 2 ชิ้น สูงราว 34.5 เซนติเมตร ชิ้นส่วนเสาหิน และงานปูนปั้นดินเผาประดับอาคาร
ชิ้นที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปทรงเครื่อง สูงราว 48.3 เซนติเมตร ซึ่งมีลักษณะใกล้กับงานช่างที่นักวิชาการมักโยงกับหริภุญชัยในราวต้นสหัสวรรษที่สองของคริสต์ศักราช ถ้าการกำหนดอายุนี้ถูกต้อง พงตึกก็ยังมีผู้คนใช้ศาสนสถานต่อเนื่องมาหลังยุคทวารวดีตอนต้นอีกหลายร้อยปี
คลาร์กยังกลับไปดูประติมากรรมพระวิษณุ ซึ่งพบเมื่อต้นทศวรรษ 2490 ระหว่างการตัดถนน จุดที่พบอยู่ใกล้เนินซากอาคารที่เซเดส์เคยทำแผนที่ไว้ และอยู่ใกล้ทางแยกเก่า เขาจึงเสนอว่ารูปนี้อาจเคยประดิษฐานในศาลเล็ก ๆ ริมทางสัญจร
ใน พ.ศ. 2558 พอล ลาวี และเวสลีย์ คลาร์ก ตีพิมพ์งานศึกษาพระวิษณุองค์นี้ในวารสารสยามสมาคม ประติมากรรมเป็นหินสลัก สูงราว 80 เซนติเมตรไม่รวมฐาน เป็นพระวิษณุสี่กรสวมหมวกทรงกระบอก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดดงสักและยังมีผู้มากราบไหว้ เพราะพบในสภาพแตกหัก พระสงฆ์จึงประกอบชิ้นส่วนบนแผ่นหลังที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ ส่วนขา ผ้านุ่งท่อนล่าง และบางส่วนของคทาจึงเป็นปูนที่ปั้นเติมขึ้นใหม่ ผู้ศึกษากำหนดอายุไว้ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 และเห็นว่ารูปแบบผสมอิทธิพลเขมรก่อนเมืองพระนคร จาม อาระกัน และทวารวดีเข้าด้วยกัน
ในภาพกว้าง คลาร์กวิเคราะห์วัตถุที่เกี่ยวกับการค้า 66 ชิ้นจากแหล่งทวารวดี 30 แห่ง พบว่าราว 88 เปอร์เซ็นต์เป็นของที่ผลิตในภูมิภาค มีเพียงราว 12 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากต่างแดน เขาจึงเตือนว่าการเน้นของแปลกจากแดนไกลอย่างตะเกียงโรมัน อาจทำให้มองข้ามเครือข่ายการค้าภายในแผ่นดินที่สำคัญไม่แพ้กัน
ความสำคัญ
พงตึกเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่นักวิชาการใช้ศึกษาวัฒนธรรมทวารวดีอย่างเป็นระบบ บทความของเซเดส์ในปี พ.ศ. 2471 ชี้ว่าพงตึกสำคัญต่อประวัติศาสตร์โบราณของสยาม และกลายเป็นงานอ้างอิงพื้นฐานของวงการโบราณคดีไทยในเวลาต่อมา
ตะเกียงแบบโรมันทำให้เห็นว่าลุ่มแม่กลองเคยอยู่ในเครือข่ายการค้าระยะไกล ซึ่งเชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานนี้มักถูกกล่าวถึงคู่กับเหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุสที่พบในเมืองอู่ทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
อย่างไรก็ดี ของเพียงชิ้นเดียวไม่ได้บอกว่าพ่อค้าโรมันเดินทางมาถึงที่นี่เอง ตะเกียงอาจผ่านมือพ่อค้าอินเดียหรือคนกลางหลายทอดก่อนจะมาถึงลุ่มแม่กลอง
ข้อถกเถียงเรื่องอายุ
เซเดส์เห็นว่าตะเกียงเป็นงานแบบกรีกโรมันจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเสนอว่ามีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ตัวเลขนี้ถูกอ้างต่อกันมานาน จนพงตึกถูกมองว่าเป็นหลักฐานการติดต่อกับโลกตะวันตกที่เก่ามาก
ต่อมาใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชาร์ล ปิการ์ นักวิชาการฝรั่งเศส เสนอไปอีกทางว่าตะเกียงผลิตที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเก่าถึงก่อนคริสตกาล ความเห็นสามฝ่ายนี้ห่างกันหลายร้อยปี แสดงให้เห็นว่าการกำหนดอายุวัตถุชิ้นเดียวจากรูปแบบศิลปะนั้นยากเพียงใด
ในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) แอนนา แมคดอนเนลล์ และโรเบิร์ต บราวน์ ตีพิมพ์บทความในวารสารสยามสมาคม ปฏิเสธข้อเสนอทั้งของเซเดส์และของปิการ์ และเสนอว่าตะเกียงน่าจะทำขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งช้ากว่าที่เซเดส์คิดหลายร้อยปี บทความยอดนิยมภาษาไทยในปัจจุบันจึงมักระบุอายุตะเกียงราว 1,500 ปี
พระพุทธรูปสำริดก็มีปัญหาคล้ายกัน เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่นักวิชาการรุ่นหลังกำหนดอายุใหม่ให้อยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ข้อถกเถียงนี้สะท้อนว่าการกำหนดอายุด้วยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด
ปัจจุบัน
ตะเกียงสำริดจากพงตึกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนโบราณวัตถุอีกจำนวนหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสักซึ่งอยู่ใกล้แหล่ง
ในพื้นที่ยังมีฐานโบราณสถานให้เห็นอยู่บ้าง การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) แบ่งซากสิ่งก่อสร้างออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ศิลาแลงล้วน กลุ่มที่ใช้อิฐล้วน และกลุ่มที่ใช้ทั้งสองอย่าง และพบว่าชั้นที่อยู่อาศัยโบราณบางแห่งยังฝังอยู่ใต้ผิวดินลึกราว 1 เมตร
บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมชี้ว่าแหล่งพงตึกกำลังเสื่อมสภาพและถูกลืม แม้จะเคยเป็นแหล่งที่โด่งดังในประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย
พิกัดและการนำทาง
โบราณสถานพงตึก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
พิกัด 13.894397, 99.785190 (13°53′39.8″N 99°47′06.7″E)
พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง
การเยี่ยมชมวันนี้
แหล่งโบราณคดีพงตึกอยู่ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีฐานโบราณสถานบางส่วนให้ชม โบราณวัตถุจากพื้นที่บางส่วน รวมถึงประติมากรรมพระนารายณ์ เก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก ส่วนตะเกียงสำริดแบบโรมันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ
ไทม์ไลน์
- ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. ราว 500–900): ชุมชนทวารวดีริมแม่กลอง. มีศาสนสถานพุทธและพราหมณ์ ทำหน้าที่เป็นจุดแวะบนเส้นทางการค้า
- ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6): ตะเกียงแบบโรมัน. อายุตามข้อเสนอของแมคดอนเนลล์และบราวน์ เซเดส์เคยเสนอว่าเก่ากว่านี้มาก
- ราว พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833): ชื่อพงตึกในวรรณกรรม. ชื่อปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
- พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927): เซเดส์สำรวจขุดค้น. แผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาขุดค้น ตะเกียงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ
- พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ตีพิมพ์ผลการขุดค้น. บทความของเซเดส์ในวารสารสยามสมาคม
- พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ควอริช เวลส์ ขุดค้นเพิ่ม. ขุดสถูปและวิหาร บันทึกหลุมฝังศพ 11 หลุม
- พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937): ตีพิมพ์รายงานของเวลส์. เสนอว่าหลุมฝังศพเก่ากว่าสมัยทวารวดี
- ต้นทศวรรษ 2490 (ค.ศ. early 1950s): พบประติมากรรมพระวิษณุ. พบระหว่างตัดถนน ประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร
- พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955): ปิการ์เสนออายุตะเกียง. เสนอว่าผลิตที่อเล็กซานเดรียก่อนคริสตกาล
- พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ทบทวนอายุตะเกียง. บทความในวารสารสยามสมาคมเสนอให้อายุใหม่
- พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): สำรวจใหม่. เวสลีย์ คลาร์ก จัดกลุ่มซากสิ่งก่อสร้างและบันทึกโบราณวัตถุที่วัดดงสัก
รู้หรือไม่
ของชิ้นเดียวที่แยกเป็นสองบ้าน
ตัวตะเกียงกับด้ามจับถูกพบโดยชาวบ้านคนละคน ก่อนเซเดส์จะประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว
หน้าเทพแห่งเหล้าองุ่น
ฝาตะเกียงเป็นใบหน้าไซลีนัส ตัวละครในตำนานกรีกโรมันที่อยู่เคียงข้างเทพไดโอนีซัส
อายุที่หดลงหลายร้อยปี
การศึกษาใหม่ทำให้อายุตะเกียงเลื่อนจากคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 มาเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6
พระวิษณุติดปูน
พระวิษณุจากพงตึกที่วัดดงสักถูกประกอบคืนบนแผ่นปูนซีเมนต์ เพราะหินแข็งเกินกว่าจะเจาะยึดชิ้นส่วนได้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ทวารวดี (ตอน)
- สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร (ตอน)
- เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด (สารานุกรม)
- ยอร์ช เซเดส์ (บุคคล)
- เมืองโบราณอู่ทอง (สถานที่)
- พระปฐมเจดีย์ (สถานที่)
- เมืองโบราณคูบัว (สถานที่)
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (สถานที่)
ภาพอ้างอิง
ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons
แหล่งข้อมูล
- พงตึก สถานีการค้า ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลอง – ศิลปวัฒนธรรม
- ตะเกียงโรมัน อายุกว่า 1,500 ปี หลักฐานการค้าข้ามโลกตะวันตก-ชุมชนโบราณพงตึก – ศิลปวัฒนธรรม
- The Pong Tuk Lamp: A Reconsideration – The Siam Society
- New Observations at P'ong Tuk and Ongoing Issues with the Conceptualization of Dvaravati – Wesley S. Clarke
- A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – The Siam Society
- โบราณสถานพงตึก – Love Thailand
- Integrating the Phong Tuek Viṣṇu – Lavy and Clarke, JSS 103 (2015)
กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม
















































