หมวดหมู่: สถานที่

  • แหล่งโบราณคดีพงตึก

    แหล่งโบราณคดีพงตึก

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลองในกาญจนบุรี ที่พบตะเกียงสำริดแบบโรมันและร่องรอยศาสนสถานสมัยทวารวดี จนกลายเป็นหลักฐานคลาสสิกเรื่องการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9)

    ที่ตั้งตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง
    การสำรวจขุดค้นครั้งแรกพ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) นำโดยยอร์ช เซเดส์
    สมัยทวารวดีเป็นหลัก ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9
    หลักฐานเด่นตะเกียงสำริดแบบโรมัน พระพุทธรูปสำริด ฐานศาสนสถานอิฐและศิลาแลง
    ที่เก็บโบราณวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดดงสัก
    ที่มาของชื่อพง คือหญ้าสูงรก ตึก คือซากอาคารก่ออิฐหิน ชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
    หลุมฝังศพเซเดส์รายงานอย่างน้อย 13 โครง เวลส์บันทึกอีก 11 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พงตึกอยู่ในตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีลงไปทางใต้ ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างนครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรีในปัจจุบัน

    ทำเลริมแม่น้ำทำให้พงตึกเชื่อมได้ทั้งกับที่ราบลุ่มภาคกลางทางตะวันออก และกับเส้นทางข้ามเทือกเขาไปทางตะวันตก นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าพงตึกอาจเป็นจุดแวะพักหรือสถานีการค้า บนเส้นทางที่เชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

    ชื่อพงตึกเองก็บอกเรื่องราว คำว่าพงหมายถึงหญ้าสูงรก ส่วนตึกหมายถึงซากสิ่งก่อสร้างก่ออิฐและหิน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งราว พ.ศ. 2376 แปลว่าชาวบ้านรู้จักกองซากอิฐกลางป่าหญ้าแห่งนี้มานานก่อนที่นักโบราณคดีจะมาถึงเกือบร้อยปี

    หลักฐานสำคัญ

    • ตะเกียงสำริดแบบโรมัน: ตะเกียงสำริดที่ฝาเป็นใบหน้าไซลีนัส หลักฐานการค้าที่เชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับลุ่มแม่กลอง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระพุทธรูปสำริดจากพงตึก: พระพุทธรูปสำริดหลายองค์ที่เซเดส์พบ บางองค์เขาเห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระนารายณ์: รูปพระนารายณ์ศิลาสูงราว 80 เซนติเมตร แสดงว่ามีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดดงสัก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    เรื่องราวของพงตึกเริ่มจากชาวบ้านที่ขุดพบโบราณวัตถุในพื้นที่ ตะเกียงสำริดที่ทำให้พงตึกมีชื่อเสียงนั้นไม่ได้มาจากการขุดค้นอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านสองคนต่างพบชิ้นส่วนคนละชิ้น คนหนึ่งได้ตัวตะเกียง อีกคนได้ด้ามจับ โดยไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นเดียวกัน

    ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานกับราชบัณฑิตยสภาในเวลานั้น เห็นว่าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้ากันได้ จึงรวบรวมไว้และส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ปีเดียวกันนั้นแผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาได้สำรวจและขุดค้นพงตึก แล้วเซเดส์ตีพิมพ์ผลงานในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928)

    ต่อมาในทศวรรษ 1930 เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เข้ามาขุดค้นเพิ่มเติม และรายงานโครงสร้างที่เขาตีความว่าเป็นสถูปและวิหาร พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว

    ตะเกียงที่แยกกันอยู่ในมือชาวบ้านสองคน เมื่อประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว กลับเล่าเรื่องการค้าที่ยาวไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงลุ่มแม่กลอง

    งานขุดของเซเดส์ กลุ่มบ้านนายมาและหลุมฝังศพ

    การทำงานภาคสนามของเซเดส์ใน พ.ศ. 2470 ใช้เวลาไม่ถึงสี่เดือน แต่ได้หลักฐานจำนวนมาก จุดที่บันทึกละเอียดที่สุดคือกลุ่มโบราณสถานทางใต้ที่เรียกว่ากลุ่มบ้านนายมา ที่นี่มีฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตร ซึ่งเซเดส์ตีความในตอนนั้นว่าเป็นวิหารหรือศาลขนาดเล็ก

    กลางฐานนั้นมีแท่นรูปเคารพสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีร่องรางกว้างและตื้น เวสลีย์ คลาร์ก ชี้ในภายหลังว่าลักษณะนี้คล้ายแท่นที่ใช้สรงน้ำรูปเคารพในลัทธิไศวะ จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นเทวสถานพราหมณ์ ซึ่งต่างจากที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นอาคารทางพุทธศาสนา

    เซเดส์ยังรายงานโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนเหยียดยาวอย่างน้อย 13 โครง แต่ให้รายละเอียดไว้น้อยมาก บางเรื่องมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เช่น เรื่องโครงกระดูกยักษ์ที่มีคนมาเล่าให้เขาฟัง ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้อมูลหลุมฝังศพที่ไม่ครบถ้วนนี้ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังตีความได้ยาก

    เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปและวัตถุพิธีกรรมไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และจัดพงตึกเป็นตัวแทนของทวารวดีรุ่นแรก แต่การกำหนดอายุนี้อาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์

    ควอริช เวลส์ กับคำถามเรื่องผู้คนก่อนพุทธศาสนา

    ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เอช. จี. ควอริช เวลส์ ใช้เวลาราวสองสัปดาห์ขุดค้นบริเวณตอนกลางของแหล่ง เปิดอาคารที่เขาเรียกว่าสถูปและวิหาร ซึ่งยังเหลือแนวอิฐชั้นล่างให้เห็น เขาบันทึกหลุมฝังศพแบบนอนเหยียดยาว 11 หลุม และตีพิมพ์รายละเอียดใน พ.ศ. 2480 กับอีกครั้งใน พ.ศ. 2507

    เวลส์เสนอว่าหลุมฝังศพเหล่านี้เก่ากว่าสมัยทวารวดี แปลว่าที่พงตึกมีผู้คนอาศัยก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา ข้อเสนอนี้สำคัญเพราะชี้ว่าชุมชนทวารวดีหลายแห่งน่าจะเติบโตขึ้นบนชุมชนเดิม แต่หลักฐานที่ใช้ยังไม่พอจะยืนยันได้แน่ชัด และยังไม่มีการหาค่าอายุโครงกระดูกด้วยวิธีสมัยใหม่

    สมุดบันทึกภาคสนามของเวลส์ที่ไม่เคยตีพิมพ์ถูกค้นพบใหม่ในหอจดหมายเหตุของราชสมาคมเอเชีย (Royal Asiatic Society) ที่ลอนดอน ในบันทึกนั้นเขาเอ่ยถึงเตาเผาสมัยทวารวดีที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งถ้ามีจริงก็หมายความว่าคนพงตึกผลิตข้าวของใช้เองด้วย

    สิ่งที่พบ

    ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือตะเกียงสำริด ฝาปิดตกแต่งเป็นใบหน้าของไซลีนัส ผู้ติดตามและครูของเทพไดโอนีซัสในตำนานกรีกโรมัน ด้ามจับประดับลายใบปาล์มและสิงห์คู่หันหน้าเข้าหากัน ปลายตะเกียงมีช่องสำหรับใส่ไส้

    การขุดค้นของเซเดส์ยังพบพระพุทธรูปหลายขนาดและหลายวัสดุ พระพิมพ์ ข้าวของเครื่องใช้ งานปูนปั้นและดินเผา และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังไว้จำนวนหนึ่ง ในพระพุทธรูปสำริดมีองค์หนึ่งที่เซเดส์เห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย นอกจากนี้ยังพบฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตรที่บ้านนายมา

    ราวทศวรรษ 2490 ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ศิลา ซึ่งเมื่อประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดดงสัก รวมถึงชิ้นส่วนศิวลึงค์และชิ้นส่วนมือของเทวรูป แสดงว่าที่นี่มีผู้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์

    มองพงตึกใหม่ จากของในวัดดงสักและพระวิษณุที่ถูกลืม

    การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ใน พ.ศ. 2551 ไม่ได้ขุดค้นใหม่ แต่ไปถ่ายภาพและบันทึกของที่วัดดงสักเก็บรักษาไว้ ซึ่งไม่เคยถูกศึกษาอย่างละเอียด เช่น พระพิมพ์ 9 ชิ้น แผ่นดินเผารูปหน้ากาลหรือบัณสบดี 2 ชิ้น สูงราว 34.5 เซนติเมตร ชิ้นส่วนเสาหิน และงานปูนปั้นดินเผาประดับอาคาร

    ชิ้นที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปทรงเครื่อง สูงราว 48.3 เซนติเมตร ซึ่งมีลักษณะใกล้กับงานช่างที่นักวิชาการมักโยงกับหริภุญชัยในราวต้นสหัสวรรษที่สองของคริสต์ศักราช ถ้าการกำหนดอายุนี้ถูกต้อง พงตึกก็ยังมีผู้คนใช้ศาสนสถานต่อเนื่องมาหลังยุคทวารวดีตอนต้นอีกหลายร้อยปี

    คลาร์กยังกลับไปดูประติมากรรมพระวิษณุ ซึ่งพบเมื่อต้นทศวรรษ 2490 ระหว่างการตัดถนน จุดที่พบอยู่ใกล้เนินซากอาคารที่เซเดส์เคยทำแผนที่ไว้ และอยู่ใกล้ทางแยกเก่า เขาจึงเสนอว่ารูปนี้อาจเคยประดิษฐานในศาลเล็ก ๆ ริมทางสัญจร

    ใน พ.ศ. 2558 พอล ลาวี และเวสลีย์ คลาร์ก ตีพิมพ์งานศึกษาพระวิษณุองค์นี้ในวารสารสยามสมาคม ประติมากรรมเป็นหินสลัก สูงราว 80 เซนติเมตรไม่รวมฐาน เป็นพระวิษณุสี่กรสวมหมวกทรงกระบอก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดดงสักและยังมีผู้มากราบไหว้ เพราะพบในสภาพแตกหัก พระสงฆ์จึงประกอบชิ้นส่วนบนแผ่นหลังที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ ส่วนขา ผ้านุ่งท่อนล่าง และบางส่วนของคทาจึงเป็นปูนที่ปั้นเติมขึ้นใหม่ ผู้ศึกษากำหนดอายุไว้ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 และเห็นว่ารูปแบบผสมอิทธิพลเขมรก่อนเมืองพระนคร จาม อาระกัน และทวารวดีเข้าด้วยกัน

    ในภาพกว้าง คลาร์กวิเคราะห์วัตถุที่เกี่ยวกับการค้า 66 ชิ้นจากแหล่งทวารวดี 30 แห่ง พบว่าราว 88 เปอร์เซ็นต์เป็นของที่ผลิตในภูมิภาค มีเพียงราว 12 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากต่างแดน เขาจึงเตือนว่าการเน้นของแปลกจากแดนไกลอย่างตะเกียงโรมัน อาจทำให้มองข้ามเครือข่ายการค้าภายในแผ่นดินที่สำคัญไม่แพ้กัน

    ความสำคัญ

    พงตึกเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่นักวิชาการใช้ศึกษาวัฒนธรรมทวารวดีอย่างเป็นระบบ บทความของเซเดส์ในปี พ.ศ. 2471 ชี้ว่าพงตึกสำคัญต่อประวัติศาสตร์โบราณของสยาม และกลายเป็นงานอ้างอิงพื้นฐานของวงการโบราณคดีไทยในเวลาต่อมา

    ตะเกียงแบบโรมันทำให้เห็นว่าลุ่มแม่กลองเคยอยู่ในเครือข่ายการค้าระยะไกล ซึ่งเชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานนี้มักถูกกล่าวถึงคู่กับเหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุสที่พบในเมืองอู่ทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

    อย่างไรก็ดี ของเพียงชิ้นเดียวไม่ได้บอกว่าพ่อค้าโรมันเดินทางมาถึงที่นี่เอง ตะเกียงอาจผ่านมือพ่อค้าอินเดียหรือคนกลางหลายทอดก่อนจะมาถึงลุ่มแม่กลอง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    เซเดส์เห็นว่าตะเกียงเป็นงานแบบกรีกโรมันจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเสนอว่ามีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ตัวเลขนี้ถูกอ้างต่อกันมานาน จนพงตึกถูกมองว่าเป็นหลักฐานการติดต่อกับโลกตะวันตกที่เก่ามาก

    ต่อมาใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชาร์ล ปิการ์ นักวิชาการฝรั่งเศส เสนอไปอีกทางว่าตะเกียงผลิตที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเก่าถึงก่อนคริสตกาล ความเห็นสามฝ่ายนี้ห่างกันหลายร้อยปี แสดงให้เห็นว่าการกำหนดอายุวัตถุชิ้นเดียวจากรูปแบบศิลปะนั้นยากเพียงใด

    ในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) แอนนา แมคดอนเนลล์ และโรเบิร์ต บราวน์ ตีพิมพ์บทความในวารสารสยามสมาคม ปฏิเสธข้อเสนอทั้งของเซเดส์และของปิการ์ และเสนอว่าตะเกียงน่าจะทำขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งช้ากว่าที่เซเดส์คิดหลายร้อยปี บทความยอดนิยมภาษาไทยในปัจจุบันจึงมักระบุอายุตะเกียงราว 1,500 ปี

    พระพุทธรูปสำริดก็มีปัญหาคล้ายกัน เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่นักวิชาการรุ่นหลังกำหนดอายุใหม่ให้อยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ข้อถกเถียงนี้สะท้อนว่าการกำหนดอายุด้วยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด

    ปัจจุบัน

    ตะเกียงสำริดจากพงตึกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนโบราณวัตถุอีกจำนวนหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสักซึ่งอยู่ใกล้แหล่ง

    ในพื้นที่ยังมีฐานโบราณสถานให้เห็นอยู่บ้าง การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) แบ่งซากสิ่งก่อสร้างออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ศิลาแลงล้วน กลุ่มที่ใช้อิฐล้วน และกลุ่มที่ใช้ทั้งสองอย่าง และพบว่าชั้นที่อยู่อาศัยโบราณบางแห่งยังฝังอยู่ใต้ผิวดินลึกราว 1 เมตร

    บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมชี้ว่าแหล่งพงตึกกำลังเสื่อมสภาพและถูกลืม แม้จะเคยเป็นแหล่งที่โด่งดังในประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย

    พิกัดและการนำทาง

    โบราณสถานพงตึก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
    พิกัด 13.894397, 99.785190 (13°53′39.8″N 99°47′06.7″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีพงตึกอยู่ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีฐานโบราณสถานบางส่วนให้ชม โบราณวัตถุจากพื้นที่บางส่วน รวมถึงประติมากรรมพระนารายณ์ เก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก ส่วนตะเกียงสำริดแบบโรมันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. ราว 500–900): ชุมชนทวารวดีริมแม่กลอง. มีศาสนสถานพุทธและพราหมณ์ ทำหน้าที่เป็นจุดแวะบนเส้นทางการค้า
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6): ตะเกียงแบบโรมัน. อายุตามข้อเสนอของแมคดอนเนลล์และบราวน์ เซเดส์เคยเสนอว่าเก่ากว่านี้มาก
    • ราว พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833): ชื่อพงตึกในวรรณกรรม. ชื่อปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
    • พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927): เซเดส์สำรวจขุดค้น. แผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาขุดค้น ตะเกียงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ตีพิมพ์ผลการขุดค้น. บทความของเซเดส์ในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ควอริช เวลส์ ขุดค้นเพิ่ม. ขุดสถูปและวิหาร บันทึกหลุมฝังศพ 11 หลุม
    • พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937): ตีพิมพ์รายงานของเวลส์. เสนอว่าหลุมฝังศพเก่ากว่าสมัยทวารวดี
    • ต้นทศวรรษ 2490 (ค.ศ. early 1950s): พบประติมากรรมพระวิษณุ. พบระหว่างตัดถนน ประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร
    • พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955): ปิการ์เสนออายุตะเกียง. เสนอว่าผลิตที่อเล็กซานเดรียก่อนคริสตกาล
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ทบทวนอายุตะเกียง. บทความในวารสารสยามสมาคมเสนอให้อายุใหม่
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): สำรวจใหม่. เวสลีย์ คลาร์ก จัดกลุ่มซากสิ่งก่อสร้างและบันทึกโบราณวัตถุที่วัดดงสัก

    รู้หรือไม่

    ของชิ้นเดียวที่แยกเป็นสองบ้าน

    ตัวตะเกียงกับด้ามจับถูกพบโดยชาวบ้านคนละคน ก่อนเซเดส์จะประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว

    หน้าเทพแห่งเหล้าองุ่น

    ฝาตะเกียงเป็นใบหน้าไซลีนัส ตัวละครในตำนานกรีกโรมันที่อยู่เคียงข้างเทพไดโอนีซัส

    อายุที่หดลงหลายร้อยปี

    การศึกษาใหม่ทำให้อายุตะเกียงเลื่อนจากคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 มาเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6

    พระวิษณุติดปูน

    พระวิษณุจากพงตึกที่วัดดงสักถูกประกอบคืนบนแผ่นปูนซีเมนต์ เพราะหินแข็งเกินกว่าจะเจาะยึดชิ้นส่วนได้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. พงตึก สถานีการค้า ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลอง – ศิลปวัฒนธรรม
    2. ตะเกียงโรมัน อายุกว่า 1,500 ปี หลักฐานการค้าข้ามโลกตะวันตก-ชุมชนโบราณพงตึก – ศิลปวัฒนธรรม
    3. The Pong Tuk Lamp: A Reconsideration – The Siam Society
    4. New Observations at P'ong Tuk and Ongoing Issues with the Conceptualization of Dvaravati – Wesley S. Clarke
    5. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – The Siam Society
    6. โบราณสถานพงตึก – Love Thailand
    7. Integrating the Phong Tuek Viṣṇu – Lavy and Clarke, JSS 103 (2015)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • วัดพระธาตุหริภุญชัย

    วัดพระธาตุหริภุญชัย

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดหลวงกลางเมืองลำพูน ที่พระธาตุองค์ทองเป็นหัวใจของแคว้นหริภุญชัยและเป็นศูนย์กลางศรัทธาของล้านนาสืบมาเกือบพันปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ถึงปัจจุบัน

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
    ผู้สร้างตามตำนานพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์หริภุญชัย
    ปีที่สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (ตัวเลขต่างกันตามเอกสาร)
    รูปทรงปัจจุบันเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา บูรณะใหญ่สมัยพระเจ้าติโลกราช ราว พ.ศ. 1990
    สุวรรณเจดีย์เจดีย์ทรงปราสาทหลังคาลาด รูปแบบหริภุญชัย
    ความเชื่อพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา
    ความสูงพระธาตุราว 46 เมตร
    จารึกสำคัญจารึกหริปุญชปุรี พ.ศ. 2043 สมัยพระเมืองแก้ว

    ที่ตั้งและภูมิหลัง

    วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารตั้งอยู่กลางเมืองลำพูน ริมแม่น้ำกวง เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางของแคว้นหริภุญชัย อาณาจักรของชาวมอญในที่ราบลุ่มแม่ปิงตอนบน ก่อนที่พญามังรายจะยึดเมืองและตั้งอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 19

    ตามตำนานพื้นเมือง หริภุญชัยก่อตั้งโดยฤษีวาสุเทพ แล้วเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้ขึ้นมาครองเมือง ราชวงศ์ของพระนางปกครองต่อมาหลายรุ่น พระเจ้าอาทิตยราชผู้สร้างพระธาตุคือกษัตริย์องค์หนึ่งในราชวงศ์นี้

    ปัจจุบันพระธาตุหริภุญชัยถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของลำพูน และเป็นหนึ่งในพระธาตุที่ชาวล้านนานับถือสูงสุด

    หลักฐานสำคัญ

    • พระบรมธาตุหริภุญชัย: เจดีย์ทรงระฆังบุทองจังโก สูงราว 46 เมตร ศูนย์กลางพุทธศาสนาของลำพูน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกอักษรมอญโบราณ: ศิลาจารึกภาษามอญจากลำพูน หลักฐานว่าหริภุญชัยเป็นเมืองของชาวมอญ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย) ดูภาพถ่ายจริง

    กำเนิดพระธาตุตามตำนาน

    ตามตำนานในเอกสารล้านนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานพระธาตุหริภุญชัย พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมายังดินแดนนี้และทำนายว่าภายหลังจะมีพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่นี่ ต่อมาเมื่อพระธาตุผุดขึ้นในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช พระองค์จึงสร้างเจดีย์ครอบไว้

    ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า เมื่อพระเจ้าอาทิตยราชตั้งจิตอธิษฐานขอพบพระบรมธาตุ พระธาตุก็ปรากฏลอยขึ้นเหนือพื้นและเปล่งแสงสว่างไปทั่วเมือง แล้วจมหายลงในดิน ก่อนจะผุดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อคลายความสงสัยของพระองค์ กษัตริย์จึงอัญเชิญพระธาตุลงในผอบทองคำและสร้างเจดีย์ครอบไว้ เรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่าสืบกันมา จึงควรอ่านในฐานะความเชื่อทางศาสนา

    ตามตำนาน เจดีย์องค์แรกเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยม สูงราว 12 ศอก มีซุ้มประตูสี่ด้าน ภายในบรรจุพระบรมธาตุส่วนกระโหลก กระดูกอก และกระดูกนิ้ว

    ราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน แต่พระธาตุกลางเมืองลำพูนยังได้รับการทำนุบำรุงจากผู้ปกครองทุกยุค

    การสร้างและบูรณะในประวัติศาสตร์

    ปีที่สร้างพระธาตุยังไม่ลงตัว พงศาวดารโยนกระบุราว พ.ศ. 1586 ส่วนการคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ให้ปีขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอาทิตยราชราว พ.ศ. 1590 แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษบางแห่งระบุปี ค.ศ. 1044 หรือ 1064 และสื่อไทยบางแห่งยังอ้างตัวเลขเก่าคือ พ.ศ. 1440 นักวิชาการส่วนใหญ่จึงนิยมระบุกว้าง ๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    หลังจากนั้นพระธาตุถูกบูรณะต่อเติมหลายครั้ง สมัยพญาสัพพสิทธิ์ในราชวงศ์จามเทวีมีการเสริมซุ้มประตู ต่อมาในยุคล้านนา รูปทรงค่อย ๆ เปลี่ยนจากทรงปราสาทเป็นทรงกลมแบบลังกา

    การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดเกิดในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. 1447) พระองค์ขยายองค์พระธาตุให้สูงใหญ่ขึ้นเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมาในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 พระเจ้ากาวิละได้ถวายฉัตรทองคำเก้าชั้นประดับยอด

    ลำดับการบูรณะทีละยุค

    เอกสารที่รวบรวมประวัติพระธาตุช่วยให้เห็นว่าเจดีย์องค์นี้เติบโตขึ้นทีละชั้นตามยุคสมัย จุดเริ่มต้นคือสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาทของพระเจ้าอาทิตยราช ต่อมาพญาสัพพสิทธิ์ซึ่งเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์จามเทวีได้ซ่อมแซมและทำซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ

    เมื่อพญามังรายผนวกหริภุญชัยเข้ากับล้านนา รูปทรงพระธาตุถูกปรับจากทรงปราสาทให้เป็นเจดีย์ฐานกลม ในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 มีการปิดทององค์พระธาตุ และใน พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราชขยายองค์พระธาตุให้สูงราว 92 ศอก ฐานกว้างยาวราว 52 ศอก ซึ่งเป็นโครงหลักที่เห็นในปัจจุบัน

    สมัยพระเมืองแก้ว ราว พ.ศ. 2043 มีการสร้างหอพระธรรมไว้ในวัดตามที่บันทึกในศิลาจารึก ส่วนในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 หลังล้านนาฟื้นตัวจากยุคสงคราม พระเจ้ากาวิละได้ถวายฉัตรทองคำประดับยอด

    ในยุคใหม่ เกิดแผ่นดินไหวราว พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ทำให้วิหารหลังเดิมพังลง ช่วงทศวรรษ 2460 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้นำการบูรณะวิหารหลวงของวัดนี้ งานศึกษาด้านศิลปะมองว่าวิหารหลวงหลังนี้เป็นต้นแบบสำคัญของงานช่างสายครูบาศรีวิชัยที่ไปปรากฏในวัดอื่น ๆ ทั่วล้านนา

    รูปทรงและส่วนประกอบของพระธาตุ

    พระธาตุองค์ปัจจุบันสูงราว 46 เมตร เอกสารเก่าบันทึกขนาดเป็นหน่วยไทยว่าสูง 25 วา 2 ศอก และฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก 1 คืบ องค์เจดีย์ตั้งบนฐานซ้อนหลายชั้นที่ค่อย ๆ เล็กลง ต่อด้วยองค์ระฆัง บัลลังก์ และปล้องไฉนที่เรียวขึ้นไปถึงยอดฉัตร

    ผิวนอกหุ้มด้วยแผ่นทองจังโกซึ่งเป็นโลหะผสมทองแดงปิดทอง บนองค์ระฆังยังมีแผ่นสำริดดุนเป็นรูปพระพุทธรูปติดไว้โดยรอบ ทำให้พระธาตุสะท้อนแสงเป็นสีทองเกือบตลอดวัน

    รอบองค์พระธาตุมีรั้วสองชั้น ฉัตรประจำมุมทั้งสี่ หอเล็กสี่หลังที่ประดิษฐานพระพุทธรูป โคมประทีป และแท่นบูชา ผังเช่นนี้ทำให้ลานรอบพระธาตุเป็นพื้นที่ทำพิธีที่ผู้คนเดินเวียนประทักษิณได้

    ทางเข้าด้านหน้าวัดหันออกสู่แม่น้ำกวง มีสิงห์ปูนปั้นคู่ใหญ่สูงราว 3 เมตรเฝ้าอยู่ ข้อมูลของวัดระบุว่าสิงห์คู่นี้สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช คราวเดียวกับการขยายพระธาตุ และผ่านการซ่อมใหญ่มาแล้ว มุมตะวันตกเฉียงใต้ของลานยังมีมณฑปรอยพระพุทธบาทสี่รอยซ้อนกันบนแผ่นหิน

    สิ่งสำคัญภายในวัด

    องค์พระธาตุหุ้มด้วยแผ่นทองจังโก ฐานเป็นชั้นบัวซ้อนกัน มีรั้วล้อมและฉัตรประจำมุม ภาพพระธาตุองค์นี้ปรากฏบนเหรียญหนึ่งสตางค์ของไทย

    ทางด้านหนึ่งของพระธาตุมีสุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทหลังคาลาดซ้อนชั้นแบบศิลปะหริภุญชัย ตามตำนานพระนางปทุมวดี มเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช เป็นผู้สร้าง แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งให้ปีสร้างช้ากว่านั้นมาก คือราว ค.ศ. 1418 (พ.ศ. 1961) ทำให้ยังสรุปอายุจริงได้ไม่แน่ชัด

    นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวงที่สร้างใหม่หลังแผ่นดินไหวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 หอไตรไม้ที่งดงาม และหอระฆังซึ่งเก็บฆ้องสำริดขนาดใหญ่ที่หล่อขึ้นราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860)

    จารึกและโบราณวัตถุของวัด

    หลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญจากวัดนี้คือจารึกหริปุญชปุรี เป็นแผ่นหินทรายสีแดงรูปใบเสมา สูงราว 142 เซนติเมตร จารด้วยอักษรฝักขามเป็นภาษาไทย ระบุศักราช พ.ศ. 2043 ซึ่งตรงกับสมัยพระเมืองแก้วแห่งเชียงใหม่

    เนื้อความเล่าถึงการสร้างหอพระธรรมสำหรับเก็บคัมภีร์พระธรรมครบแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ และการสร้างพระพุทธรูปทองคำไว้ประจำหอ จารึกนี้แสดงว่ากษัตริย์ล้านนายังให้ความสำคัญกับวัดพระธาตุในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพระธรรมด้วย ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เติบโตมาจากการรวบรวมจารึก โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุทางพุทธศาสนาไว้ในบริเวณวัดตั้งแต่ราว พ.ศ. 2470 ต่อมาจึงย้ายไปอยู่อาคารใหม่ฝั่งตรงข้ามวัด ผู้ที่อยากเห็นพระพุทธรูปและเศียรพระศิลปะหริภุญชัยตัวจริงจึงเดินข้ามถนนไปชมต่อได้ทันที

    ความสำคัญ

    พระธาตุหริภุญชัยเป็นหลักฐานที่เชื่อมยุคหริภุญชัยกับยุคล้านนา แม้ราชวงศ์มอญจะสิ้นอำนาจไปแล้ว กษัตริย์ล้านนายังคงทำนุบำรุงพระธาตุนี้อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่สืบต่อข้ามราชวงศ์

    ในคติล้านนา พระธาตุองค์นี้เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา ผู้คนจากทั่วภาคเหนือจึงเดินทางมานมัสการ

    ทุกปีจะมีประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือนแปดเหนือ ตรงกับเดือนหกของภาคกลาง มีการตั้งเสาและชักรอกน้ำสรงขึ้นไปยังองค์พระธาตุ โดยใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากดอยขะม้อและจากทั่วจังหวัด

    ประเพณีรอบปีของวัด

    นอกจากงานสรงน้ำพระธาตุในเดือนแปดเหนือ วัดพระธาตุหริภุญชัยยังเป็นที่จัดงานโคมแสนดวงของลำพูน ซึ่งเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2555 ด้วยโคมราวหนึ่งพันดวง แล้วเพิ่มขึ้นทุกปีจนใน พ.ศ. 2568 มีโคมกว่า 20,000 ดวง งานจัดช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน ชาวบ้านช่วยกันแขวนโคมรอบลานพระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามคติล้านนาที่ผูกกับการฟังเทศน์มหาชาติ

    ชาวล้านนายังมีคติพระธาตุประจำปีเกิด ซึ่งจับคู่ปีนักษัตรแต่ละปีกับพระธาตุสำคัญในดินแดนต่าง ๆ พระธาตุหริภุญชัยถูกจับคู่กับปีระกา ทำให้มีผู้คนจากต่างถิ่นแวะมานมัสการตลอดปี คตินี้เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา ไม่ได้มาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์

    ปัจจุบัน

    วัดพระธาตุหริภุญชัยยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาและมีกิจกรรมทางศาสนาตลอดปี ผู้มาเยือนสามารถเดินชมพระธาตุ สุวรรณเจดีย์ วิหาร และหอไตรได้ในบริเวณเดียว

    ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยหริภุญชัยและล้านนา ช่วยให้เข้าใจเรื่องราวของเมืองลำพูนได้ครบขึ้น

    พิกัดและการนำทาง

    พระบรมธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
    พิกัด 18.577105, 99.008501 (18°34′37.6″N 99°00′30.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารอยู่กลางเมืองลำพูน เดินทางจากเชียงใหม่ได้สะดวก ภายในวัดมีพระธาตุ สุวรรณเจดีย์ วิหาร หอไตร และหอระฆัง ควรแต่งกายสุภาพ ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยที่จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยหริภุญชัย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13: ตำนานกำเนิดหริภุญชัย. ตามตำนาน พระนางจามเทวีเสด็จจากละโว้มาครองเมือง
    • ราว พ.ศ. 1586–1590 (ค.ศ. ราว 1043–1047): สร้างพระธาตุ. ตามพงศาวดารและชินกาลมาลีปกรณ์ พระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์ครอบพระบรมธาตุ
    • สมัยราชวงศ์จามเทวี: พญาสัพพสิทธิ์บูรณะ. เสริมซุ้มประตูรอบองค์พระธาตุ
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): พญามังรายยึดหริภุญชัย. ลำพูนเข้าสู่อาณาจักรล้านนา และพระธาตุถูกปรับเป็นทรงฐานกลม
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. ต้นศตวรรษที่ 15): ปิดทององค์พระธาตุ. มีการปิดทองหุ้มองค์พระธาตุ
    • ราว พ.ศ. 1961 (ค.ศ. ราว 1418): สุวรรณเจดีย์. ปีสร้างตามแหล่งข้อมูลบางแห่ง ขณะที่ตำนานโยงกับพระนางปทุมวดี
    • ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. ราว 1447): พระเจ้าติโลกราชบูรณะ. ขยายพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆังสูงราว 92 ศอก
    • พ.ศ. 2043 (ค.ศ. 1500): จารึกหริปุญชปุรี. พระเมืองแก้วสร้างหอพระธรรมและพระพุทธรูปทองคำ
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 (ค.ศ. ต้นศตวรรษที่ 19): ฉัตรทองคำ. พระเจ้ากาวิละถวายฉัตรทองคำเก้าชั้น
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): หล่อฆ้องใหญ่. ฆ้องสำริดขนาดใหญ่ถูกนำมาไว้ที่วัด
    • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): แผ่นดินไหว. วิหารหลังเดิมพังลง
    • ทศวรรษ 2460 (ค.ศ. ทศวรรษ 1920): ครูบาศรีวิชัยบูรณะ. สร้างวิหารหลวงหลังใหม่ซึ่งกลายเป็นต้นแบบงานช่างล้านนาสายครูบา
    • ราว พ.ศ. 2470 (ค.ศ. ราว 1927): รวบรวมโบราณวัตถุ. เริ่มเก็บจารึกและโบราณวัตถุไว้ในวัด ต้นทางของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย
    • ปัจจุบัน: ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ. จัดทุกปีในวันเพ็ญเดือนแปดเหนือ

    รู้หรือไม่

    อยู่บนเหรียญ

    พระธาตุหริภุญชัยปรากฏบนด้านหลังของเหรียญหนึ่งสตางค์ของไทย

    พระธาตุประจำปีระกา

    ชาวล้านนาเชื่อว่าคนเกิดปีระกาควรมานมัสการพระธาตุหริภุญชัยสักครั้งในชีวิต

    ตัวเลขหลายชุด

    ปีที่สร้างพระธาตุในเอกสารต่าง ๆ ห่างกันหลายร้อยปี เพราะตำนานแต่ละฉบับนับศักราชต่างกัน

    ฆ้องยักษ์

    ฆ้องสำริดที่หล่อเมื่อ พ.ศ. 2403 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฆ้องที่ใหญ่ที่สุดใบหนึ่งของโลก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Wat Phra That Hariphunchai – Wikipedia
    2. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน – ห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ
    3. พระธาตุหริภุญชัยในเอกสารตำนาน – GotoKnow
    4. วัดพระธาตุหริภุญชัย – ผู้จัดการออนไลน์
    5. Thailand Lexicon – Wat Phrathat Haripunchai
    6. Wat Phra That Haripunchai – Discover with Timothy
    7. ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย – Love Thailand
    8. ตำนานการพบพระธาตุในชินกาลมาลีปกรณ์ – GotoKnow
    9. จารึกหริปุญชปุรี – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    10. งานสถาปัตยกรรมแบบครูบาศรีวิชัย – วารสารศิลปกรรมศาสตร์ (ThaiJO)
    11. Hariphunchai National Museum – Lamphun Province
    12. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย – เดลินิวส์
    13. แสงแห่งศรัทธา โคมแสนดวง เมืองลำพูน – ไทยโพสต์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Wat Phra That Hariphunchai (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Ho Trai, Wat Phra That Hariphunchai (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Buddha statues of Wat Phra That Hariphunchai · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    026 Golden Chedi (9203640237) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    028 Golden Chedi and Parasol (9203633909) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    015 Old Suwanna Chedi (9206474254) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณศรีเทพ

    เมืองโบราณศรีเทพ

    ภาพประกอบ: Prang Si Thep – Si Thep · JJ Harrison (https://www.jjharrison.com.au/) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองแฝดในลุ่มน้ำป่าสักที่รวมศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุด และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2566 · ราวพุทธศตวรรษที่ 9–19

    ที่ตั้งอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ลุ่มแม่น้ำป่าสัก
    ผังเมืองเมืองแฝด เมืองในและเมืองนอก มีคูน้ำล้อมรอบ
    ยุครุ่งเรืองสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–15 และสมัยวัฒนธรรมเขมร
    มรดกโลก19 กันยายน พ.ศ. 2566 เกณฑ์ข้อ (ii) และ (iii)
    องค์ประกอบมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ เขาคลังนอก และถ้ำเขาถมอรัตน์
    อุทยานประวัติศาสตร์จัดตั้ง พ.ศ. 2527
    พื้นที่มรดกโลกราว 866 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 3,824 เฮกตาร์
    เขาคลังนอกฐานกว้างด้านละราว 64 เมตร สูงราว 20 เมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณศรีเทพอยู่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ บนที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติที่เชื่อมภาคกลางเข้ากับที่ราบสูงโคราช ทำเลนี้ทำให้ศรีเทพอยู่ตรงทางแยกของการค้าและความคิด ระหว่างลุ่มเจ้าพระยากับดินแดนอีสานและกัมพูชา

    ทางตะวันตกของเมืองมีเขาถมอรัตน์ ภูเขาหินปูนที่โดดเด่นจนมองเห็นได้จากระยะไกล ชาวเมืองโบราณถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทในยุคหลังหลายหลังหันหน้าไปทางเขาลูกนี้

    หลักฐานสำคัญ

    • เขาคลังนอก: มหาสถูปศิลาแลงขนาดใหญ่ที่สุดของสมัยทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปรางค์ศรีเทพ: ปรางค์แบบขอมที่สร้างซ้อนบนเมืองทวารวดีเดิม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ถ้ำเขาถมอรัตน์: ถ้ำที่มีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สลักบนผนังหิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการและทรงพบเมืองร้างแห่งนี้ ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีเทพที่ปรากฏชื่อในเอกสารเก่า ชื่อนี้จึงใช้เรียกเมืองโบราณมาจนปัจจุบัน

    ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น เมืองร้างแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทวดา ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปตั้งบ้านเรือนภายในคูเมือง ความเชื่อนี้ช่วยให้โบราณสถานรอดพ้นจากการรื้อถอนมาได้นาน แม้จะมีการลักลอบนำโบราณวัตถุออกไปในอดีตก็ตาม

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นและบูรณะอย่างเป็นระบบในปี พ.ศ. 2521 และจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปี พ.ศ. 2527

    ในเมืองที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และพระกฤษณะเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

    สิ่งที่พบ

    ศรีเทพมีผังเมืองแบบเมืองแฝด คือเมืองในที่ค่อนข้างกลม และเมืองนอกที่ต่อขยายออกไป ทั้งสองส่วนมีคูน้ำล้อมรอบ ยูเนสโกระบุว่าผังแบบนี้มีลักษณะเฉพาะ นักโบราณคดีพบแหล่งศาสนสถานมากกว่า 112 แห่งในพื้นที่

    ในเมืองในมีเขาคลังใน ศาสนสถานพุทธแบบทวารวดีที่มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 ส่วนนอกเมืองไปทางเหนือมีเขาคลังนอก ซึ่งยูเนสโกระบุว่าเป็นโบราณสถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ ฐานซ้อนชั้นเลียนแบบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ และมีปราสาทจำลองประดับรอบฐาน

    บนเขาถมอรัตน์มีถ้ำที่สลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์บนผนังหิน ยูเนสโกระบุว่าเป็นถ้ำวิหารในพุทธศาสนามหายานแห่งเดียวที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ศรีเทพยังมีประติมากรรมพระวิษณุและพระกฤษณะที่สลักแบบลอยตัวในท่ายืนเอียงสะโพก ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าสกุลช่างศรีเทพ

    ในยุคหลัง เมื่อวัฒนธรรมเขมรแผ่อิทธิพลมาถึง มีการสร้างปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องในราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ทำให้ศรีเทพมีโบราณสถานซ้อนกันหลายสมัยในเมืองเดียว

    ผังเมืองแฝด สระน้ำ และศาสนสถานในเมือง

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพครอบคลุมพื้นที่ราว 4.7 ตารางกิโลเมตร เมืองในมีรูปค่อนข้างกลมและเป็นส่วนที่เก่ากว่า ส่วนเมืองนอกต่อขยายออกไปภายหลัง ทั้งสองส่วนมีคูน้ำคันดินของตัวเอง ซึ่งน่าจะใช้ทั้งกำหนดขอบเขตเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีสระน้ำโบราณกระจายอยู่หลายแห่ง ที่ใหญ่ที่สุดคือสระแก้วทางด้านเหนือ ใกล้สระมีศาสนสถานที่เรียกว่าเขาคลังสระแก้ว นอกจากนี้ยังมีเขาคลังหน้า ปรางค์ฤาษี และฐานอาคารอีกจำนวนมาก ยูเนสโกระบุว่าทั้งเขตพบแหล่งศาสนสถานสำคัญมากกว่า 112 แห่ง

    เขาคลังในซึ่งอยู่กลางเมืองใน เป็นฐานศาสนสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางตะวันออก ตามแบบสถาปัตยกรรมทวารวดี รอบฐานมีปูนปั้นรูปคนแคระแบกฐานในท่าทางต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่ผู้มาเยือนชื่นชอบมาก นักวิชาการกำหนดอายุศาสนสถานนี้ไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 11–12

    พื้นที่มรดกโลกทั้งสามส่วนรวมกันราว 866 เฮกตาร์ และมีเขตกันชนโดยรอบอีกราว 3,824 เฮกตาร์ ขนาดนี้สะท้อนว่าศรีเทพไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มโบราณสถาน แต่เป็นภูมิทัศน์ของเมืองทั้งเมือง

    เขาคลังนอก: มหาสถูปที่ถูกปลุกให้ตื่น

    เขาคลังนอกอยู่ห่างจากเมืองโบราณศรีเทพไปทางเหนือราว 2 กิโลเมตร ก่อนการขุดค้น ชาวบ้านเห็นเป็นเพียงเนินดินขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ขึ้นคลุม กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่การขุดแต่งอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551

    เมื่อดินถูกเปิดออก ทีมงานพบสถูปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละราว 64 เมตร สูงราว 20 เมตร ส่วนฐานก่อด้วยหิน ส่วนบนก่อด้วยอิฐ มีฐานใหญ่สองชั้น แต่ละชั้นสูงราว 5 เมตร ผนังประดับด้วยซุ้มจระนำ เสาติดผนัง และซุ้มโค้งแบบกูฑุซึ่งรับมาจากสถาปัตยกรรมอินเดีย

    บนลานด้านตะวันออกยังพบหลุมเสาไม้สี่หลุม ซึ่งน่าจะเป็นร่องรอยของอาคารเครื่องไม้สำหรับประกอบพิธี รวมทั้งชิ้นส่วนสถูปจำลองขนาดเล็กที่เคยประดับองค์สถูป นักวิชาการที่ร่วมประเมินกำหนดอายุไว้ราว 1,200–1,300 ปีก่อน ตรงกับสมัยทวารวดี

    ยูเนสโกถือว่าเขาคลังนอกเป็นอนุสรณ์สถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ และเห็นอิทธิพลของศิลปะอินเดียใต้และชวาในรูปแบบของมัน หลายคนจึงเชื่อมโยงสถูปนี้กับพุทธศาสนามหายาน

    ถ้ำเขาถมอรัตน์: วิหารในภูเขา

    เขาถมอรัตน์เป็นภูเขาโดดที่ตั้งขึ้นจากที่ราบ จึงใช้เป็นหมุดหมายของภูมิประเทศได้จากระยะไกล ภายในถ้ำบนเขามีภาพสลักบนผนังหินหลายกลุ่ม ซึ่งยูเนสโกจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของแหล่งมรดกโลก

    กลุ่มแรกเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่สูงราว 2.5 เมตร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างแสดงธรรม ประทับบนดอกบัว ขนาบด้วยพระพุทธรูปยืนขนาดเล็กกว่าสูงราว 1.5 เมตรอีกสององค์ กลุ่มที่สองมีพระโพธิสัตว์สี่กร พระพุทธรูปนั่งสมาธิ และรูปสถูป ส่วนลึกเข้าไปในถ้ำมีพระโพธิสัตว์ที่นักวิชาการบางคนระบุว่าเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย และอาจมีพระอวโลกิเตศวรด้วย

    การมีพระโพธิสัตว์อยู่ร่วมกับพระพุทธรูปในถ้ำเดียวกันคือเหตุผลที่ทำให้ถ้ำนี้ถูกมองว่าเป็นวิหารถ้ำแบบมหายาน นักวิชาการกำหนดอายุภาพสลักราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และเห็นการผสมผสานกันของศิลปะภาคกลาง อีสาน และเขมร

    ความสำคัญ

    ศรีเทพแสดงให้เห็นความหลากหลายทางศาสนาของทวารวดี มีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และศาสนาฮินดู อยู่ร่วมกันในเมืองเดียว คนท้องถิ่นรับความคิดจากอินเดียมาแล้วปรับเป็นศิลปะของตนเอง จนเกิดรูปแบบที่ส่งอิทธิพลไปยังที่อื่น

    จารึกบ้านวังไผ่ที่พบในเขตนี้ เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กล่าวถึงพระนามพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน นักวิชาการบางท่านตีความว่าศรีเทพอาจเป็นรัฐที่มีอิสระและมีฐานะทัดเทียมกับรัฐเจนละยุคแรก

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียน เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีที่เกี่ยวเนื่อง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย

    จารึกบ้านวังไผ่และเทวรูปทั้งสี่

    จารึกบ้านวังไผ่เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ปัจจุบันเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จารึกกล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ องค์หนึ่งพระนามลบเลือนไปแล้ว อีกองค์คือพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน นักวิชาการบางท่านเห็นว่าพระองค์มีฐานะทัดเทียมกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ของเขมรโบราณ คำว่าวรมันในพระนามเองก็สะท้อนวัฒนธรรมอินเดียใต้ แบบเดียวกับตัวอักษรที่ใช้

    เทวรูปพระวิษณุและพระกฤษณะจากศรีเทพที่มีชื่อเสียงมีสี่องค์ จัดแสดงในห้องเทวรูปของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สององค์แรกมีสี่กร ยืนเอียงสะโพก สวมหมวกทรงกระบอก นุ่งผ้าสั้นแนบตัว องค์ที่สามมีสองกร ผมหยักศกยาวถึงคอ คล้ายพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะของเขมร ส่วนองค์ที่สี่ยกไหล่ซ้ายขึ้นและสวมหมวกทรงกระบอกแปดเหลี่ยม ซึ่งไม่พบในงานจากกัมพูชา

    นอกจากความเห็นของเซเดส์และบวสเซอลีเยแล้ว ลอว์เรนซ์ พาลเมอร์ บริกส์ ยังโต้แย้งว่าเทวรูปเหล่านี้ไม่ได้มาจากฟูนัน และน่าจะเกี่ยวข้องกับเจนละมากกว่า นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันจึงกำหนดอายุไว้กว้าง ๆ ราวพุทธศตวรรษที่ 11–13 และยอมรับว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว

    ข้อถกเถียง

    คำถามใหญ่คือศรีเทพเป็นศูนย์กลางของทวารวดีหรือไม่ ศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าศรีเทพอาจเป็นเมืองหลวงยุคแรก เพราะพบรูปพระกฤษณะมาก และชื่อทวารวดีมาจากนครทวารกาของพระกฤษณะ ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มยังยึดว่านครปฐมและอู่ทองคือศูนย์กลาง บางคนเห็นว่าทวารวดีเป็นเครือข่ายหลายเมืองโดยไม่มีศูนย์กลางเดียว

    อายุของประติมากรรมพระวิษณุ-กฤษณะก็ยังไม่ตรงกัน ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าเป็นศิลปะฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 11 แต่ฌอง บวสเซอลีเย เสนอว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ส่วนการสิ้นสุดของเมือง ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเมืองร้างไปราวพุทธศตวรรษที่ 19 แต่นักวิชาการบางคนเห็นว่าชุมชนไม่ได้ร้างทั้งหมด เพียงลดความสำคัญลง

    การหาอายุด้วยวิทยาศาสตร์ช่วยเติมภาพได้มากขึ้น เช่น ฟันมนุษย์จากหลุมฝังศพใกล้ใจกลางเมืองที่พบในปี พ.ศ. 2559 ให้ค่าอายุราว ค.ศ. 240–390 ซึ่งชี้ว่าพื้นที่มีคนอยู่ก่อนสมัยทวารวดีจะรุ่งเรือง

    ศรีเทพในปัจจุบัน

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมเมืองใน เขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และออกไปชมเขาคลังนอกที่อยู่นอกเมืองได้ ในอุทยานมีศูนย์ข้อมูลที่จัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของเมือง

    ประติมากรรมพระวิษณุ-กฤษณะชิ้นสำคัญหลายองค์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนถ้ำเขาถมอรัตน์อยู่บนภูเขาทางตะวันตก การขึ้นไปต้องเดินเขาและควรติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (เขาคลังใน/ศูนย์บริการ) อ.ศรีเทพ
    พิกัด 15.471566, 101.146903 (15°28′17.6″N 101°08′48.9″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพอยู่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายในมีศูนย์ข้อมูล โบราณสถานในเมืองใน และเส้นทางไปเขาคลังนอกนอกเมือง ถ้ำเขาถมอรัตน์อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกและต้องเดินขึ้นเขา ประติมากรรมชิ้นสำคัญจากศรีเทพหลายชิ้นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 9–10 (ค.ศ. ราว 240–390): ชุมชนยุคแรก. หลักฐานการฝังศพใกล้ใจกลางเมือง
    • พุทธศตวรรษที่ 11–12: เขาคลังใน. สร้างศาสนสถานพุทธแบบทวารวดีในเมืองใน
    • พุทธศตวรรษที่ 11–13: เทวรูปสกุลช่างศรีเทพ. สลักพระวิษณุและพระกฤษณะแบบลอยตัว
    • พุทธศตวรรษที่ 12–15: ทวารวดีรุ่งเรือง. สร้างเขาคลังนอก ถ้ำเขาถมอรัตน์ และขยายเมืองนอก
    • พุทธศตวรรษที่ 16–17: อิทธิพลเขมร. สร้างปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 19: ลดความสำคัญ. เมืองค่อย ๆ ร้างเมื่อสุโขทัยและอยุธยาขึ้นมามีอำนาจ
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): กรมพระยาดำรงฯ พบเมือง. ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีเทพ
    • พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): ขึ้นทะเบียนเขาคลังนอก. กรมศิลปากรประกาศเป็นโบราณสถาน
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): เริ่มขุดค้นบูรณะ. กรมศิลปากรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ตั้งอุทยานประวัติศาสตร์. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
    • มี.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดแต่งเขาคลังนอก. เปิดเนินดินจนเห็นมหาสถูปทวารวดี
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): พบหลุมฝังศพยุคแรก. ฟันมนุษย์ให้ค่าอายุราว ค.ศ. 240–390
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

    รู้หรือไม่

    เจ้าพ่อศรีเทพเป็นรูปสตรี

    รูปเคารพเจ้าพ่อศรีเทพที่ชาวบ้านกราบไหว้มีลักษณะเป็นเทวรูปสตรี มีข้อสันนิษฐานว่าองค์เดิมถูกลักลอบไป ชาวบ้านจึงนำเทวรูปที่มีอยู่มาแทน

    ปรางค์หันหน้าหาภูเขา

    ปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของเขาถมอรัตน์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมือง

    เขาคลังนอกเคยเป็นแค่เนินป่า

    ก่อนปี พ.ศ. 2551 เขาคลังนอกดูเหมือนเนินดินมีต้นไม้ขึ้น เมื่อขุดแต่งจึงพบว่าข้างใต้คือสถูปทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments – UNESCO
    2. Si Thep Historical Park – Wikipedia
    3. Dvaravati – Wikipedia
    4. เมืองศรีเทพ เมืองมรดกโลกล่าสุดของไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    5. เขาคลังนอก ศรีเทพ จุดบรรจบศิลปกรรมอินเดียเหนือ-ใต้ – ศิลปวัฒนธรรม
    6. พระวิษณุ-พระกฤษณะ เทวรูปองค์สำคัญ เมืองโบราณศรีเทพ – ศิลปวัฒนธรรม
    7. แกะรอยจารึกบ้านวังไผ่ – ศิลปวัฒนธรรม
    8. หลักฐานฟ้อง ทำไมจึงเชื่อได้ว่าศรีเทพคือศูนย์กลางทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    9. ทำไมรูปเคารพเจ้าพ่อศรีเทพถึงเป็นเทวรูปสตรี – ศิลปวัฒนธรรม
    10. เจาะเรื่อง เขาคลังนอก มหาสถูปเมืองศรีเทพ – ศิลปวัฒนธรรม
    11. ภาพสลักถ้ำเขาถมอรัตน์ – วารสาร (TCI)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-003 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-2-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nok (southwest view) July 2025 · Paul_012 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nak-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nai-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านโนนนกทา

    บ้านโนนนกทา

    ภาพประกอบ: Shell beads · Kjmadlangbayan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เนินสุสานยุคก่อนประวัติศาสตร์เชิงเขาภูเวียงในขอนแก่น ที่เคยถูกอ้างว่ามีสำริดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนการหาอายุใหม่จะพลิกเรื่องราวทั้งหมด · ราว 1,400–600 ปีก่อนคริสตกาล (ตามการหาอายุใหม่)

    ที่ตั้งเชิงเขาภูเวียงด้านตะวันออก จังหวัดขอนแก่น ที่ราบสูงโคราช
    การขุดค้นพ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968)
    ผู้ขุดค้นกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย นำโดยวิลเฮล์ม โซลไฮม์ ดอนน์ บายาร์ด และพาร์คเกอร์
    หลักฐานเด่นหลุมฝังศพ ขวานสำริดแบบมีบ้อง แม่พิมพ์และเบ้าหลอม ภาชนะดินเผา
    อายุยุคสำริดราว 900–600 ปีก่อนคริสตกาล ตามการหาอายุ AMS ปี 2557–2558
    ลำดับสมัยสมัยต้น 3 ระยะ (หินใหม่) และสมัยกลาง 8 ระยะ (สำริด) รวม 11 ระยะ
    การหาอายุใหม่AMS จากคอลลาเจนกระดูกมนุษย์ 16 ค่า วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์
    ลักษณะสังคมหมู่บ้านเกษตรกร ของฝังเรียบง่าย ความเหลื่อมล้ำน้อย ตามงานศึกษาปี 2557

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    โนนนกทาเป็นเนินดินบนที่ราบสูงโคราช ชิดแนวผาด้านตะวันออกของเทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อยู่ในลุ่มน้ำพอง ในช่วงที่มีการขุดค้นพื้นที่นี้อยู่ในเขตอำเภอภูเวียง ส่วนข่าวท้องถิ่นในระยะหลังระบุว่าแหล่งอยู่ในเขตอำเภอหนองนาคำ

    คำว่าโนนในภาษาอีสานหมายถึงเนินดินที่สูงกว่าที่ราบรอบข้าง คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้เนินแห่งนี้อยู่อาศัยและเป็นที่ฝังศพต่อเนื่องหลายร้อยปี จนเกิดเป็นชั้นดินที่ซ้อนทับกันให้นักโบราณคดีศึกษาได้

    หลักฐานสำคัญ

    • ขวานสำริดแบบมีบ้อง: ขวานสำริดที่มีบ้องสำหรับสวมด้าม ชิ้นเก่าที่สุดของแหล่งมีอายุราว 980–900 ปีก่อนคริสตกาล (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ข้อมูลและภาพเผยแพร่ในรายงานการขุดค้นของบายาร์ดและโซลไฮม์) ดูภาพถ่ายจริง
    • แม่พิมพ์และเบ้าหลอม: อุปกรณ์หล่อสำริดที่ฝังร่วมกับผู้ตาย แสดงว่ามีการหล่อโลหะในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ข้อมูลเผยแพร่ในรายงานการขุดค้นและงานวิจัยของไฮแอมและคณะ) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์: หลุมฝังศพชุดใหญ่ที่ใช้หาอายุใหม่ด้วยวิธี AMS และศึกษาสุขภาพของคนโบราณ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ในราว พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) ไทยกำลังจะสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งในภาคอีสานภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง มหาวิทยาลัยฮาวายและกรมศิลปากรจึงร่วมกันทำโครงการโบราณคดีกู้ภัย เพื่อสำรวจแหล่งที่อาจจมน้ำ โดยมีวิลเฮล์ม จี. โซลไฮม์ ที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ และวิทยา อินทโกศัย เป็นผู้แทนกรมศิลปากร

    จากโครงการนี้ โนนนกทาได้รับการขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968) การขุดค้นหลักในปี ค.ศ. 1966 และ 1968 อยู่ในความดูแลของดอนน์ บายาร์ด และพาร์คเกอร์ บายาร์ดแบ่งลำดับชั้นวัฒนธรรมของแหล่งออกเป็น 11 ระยะ

    โครงกระดูกจากโนนนกทาเป็นชุดหลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ชุดหนึ่งของภูมิภาค ไมเคิล พีทรูเซฟสกี ศึกษาโครงกระดูกเหล่านี้และตีพิมพ์ผลงานในปี ค.ศ. 1974 ผ่านมหาวิทยาลัยโอทาโกในนิวซีแลนด์

    เนินดินเล็ก ๆ เชิงเขาภูเวียงเคยทำให้โลกเชื่อว่าสำริดเกิดขึ้นที่อีสานก่อนใคร จนการหาอายุใหม่เขียนเรื่องนั้นขึ้นใหม่ทั้งหมด

    อ่านชั้นดิน สมัยต้นและสมัยกลาง

    การขุดค้นหลักของโนนนกทาเกิดขึ้นสองฤดูกาล คือ ค.ศ. 1966 และ 1968 ในพื้นที่ขุดสองส่วน สิ่งที่พบมากที่สุดคือหลุมฝังศพ ซึ่งนักวิชาการยกให้เป็นชุดหลุมศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลโครงกระดูกแต่ละโครงยังถูกบันทึกไว้ เช่น หลุมหมายเลข 4 จากฤดูกาล 1966 เป็นโครงกระดูกหญิงอายุราว 25–36 ปี

    บายาร์ดแบ่งการฝังศพออกเป็น 11 ระยะ รวมเป็นสองช่วงใหญ่ ช่วงแรกเรียกว่าสมัยต้น (Early Period) มีสามระยะ เป็นชุมชนยุคหินใหม่ที่ยังไม่มีโลหะ ช่วงหลังเรียกว่าสมัยกลาง (Middle Period) มีแปดระยะ เป็นยุคสำริดที่มีขวาน แม่พิมพ์ และเบ้าหลอมฝังร่วมกับผู้ตาย

    จุดเปลี่ยนที่นักโบราณคดีสนใจที่สุดอยู่ที่ระยะที่สามของสมัยต้น เพราะหลุมฝังศพหมายเลข 79 ในระยะนี้มีขวานแบบมีบ้องที่ทำจากโลหะผสมทองแดง ซึ่งเป็นชิ้นโลหะที่เก่าที่สุดเท่าที่กำหนดอายุได้แน่นอนของแหล่ง การหาอายุใหม่ให้ค่าราว 980–900 ปีก่อนคริสตกาล หรือราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล

    สิ่งที่พบ

    หลุมฝังศพที่โนนนกทามีภาชนะดินเผาวางร่วมกับผู้ตาย บางหลุมมีของที่เกี่ยวกับการหล่อโลหะ ได้แก่ ขวานสำริดแบบมีบ้อง กำไล แม่พิมพ์ และเบ้าหลอม การพบเครื่องมือหล่อในหลุมศพชี้ว่าช่างหล่อสำริดอาจเป็นคนสำคัญในชุมชน

    ของอื่นที่พบได้แก่ เครื่องมือหิน เครื่องมือกระดูก เปลือกหอย ลูกปัดเปลือกหอย และกระดูกหมูกับวัว เนื้อภาชนะดินเผาบางใบมีแกลบข้าวผสม แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และหาอาหารจากธรรมชาติควบคู่กัน

    ชั้นดินช่วงแรกสุดเป็นชุมชนยุคหินใหม่ที่ยังไม่ใช้โลหะ ต่อมาจึงเริ่มมีสำริด ทำให้โนนนกทาเป็นแหล่งที่ใช้ดูการเปลี่ยนผ่านจากยุคหินใหม่สู่ยุคสำริดในอีสานได้

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การหาอายุชุดแรกจากโนนนกทาให้ตัวเลขที่เก่ามาก โซลไฮม์และนักวิชาการบางคนเสนอว่าระยะแรกของแหล่งเก่าถึงสหัสวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล และมีการกล่าวอ้างว่าการทำสำริดที่นี่เริ่มราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล ถ้าเป็นจริง ก็แปลว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดค้นการหล่อสำริดขึ้นเองก่อนจีนและก่อนหลายภูมิภาคของโลก

    ข้อเสนอนี้สั่นสะเทือนวงการโบราณคดีโลก และทำให้เรื่องราวของโนนนกทาผูกพันกับบ้านเชียง ซึ่งค้นพบในช่วงใกล้กันและได้ค่าอายุที่เก่ามากเช่นเดียวกัน ข้อถกเถียงเรื่องลำดับเวลาของทั้งสองแหล่งดำเนินมาราวครึ่งศตวรรษ

    ในปี พ.ศ. 2557–2558 (ค.ศ. 2014–2015) ชาร์ลส์ ไฮแอม โทมัส ไฮแอม และคาเทรินา ดูกา หาอายุใหม่ด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนแบบ AMS จากโครงกระดูก 14 โครง ผลคือชุมชนเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ขวานสำริดแบบมีบ้องชิ้นแรกสุดอยู่ในราว 1,000–900 ปีก่อนคริสตกาล และกิจกรรมยุคสำริดอยู่ในราว 900–600 ปีก่อนคริสตกาล

    ตัวเลขชุดใหม่สอดคล้องกับลำดับเวลาแบบสั้นที่ได้จากบ้านเชียง บ้านโนนวัด และบ้านลุมเขา แต่ยังมีนักวิชาการฝ่ายลำดับเวลาแบบยาวที่ใช้วิธีหาอายุต่างออกไป และเสนอว่ายุคสำริดในอีสานเริ่มเร็วกว่านั้น ข้อถกเถียงนี้จึงยังไม่ยุติโดยสมบูรณ์

    ทำไมตัวเลขอายุชุดแรกจึงคลาดเคลื่อน

    ในยุคแรก นักวิชาการหาอายุโดยใช้ถ่านจากชั้นดินด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนแบบดั้งเดิม ปัญหาคือถ่านอาจมาจากไม้ที่ตายมานานก่อนถูกเผา หรือเป็นถ่านที่เคลื่อนย้ายปะปนข้ามชั้นดิน ตัวอย่างบางชิ้นยังต้องรวมถ่านหลายก้อนเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ปริมาณพอวัด ทำให้ค่าที่ได้อาจเก่าเกินจริงมาก บายาร์ดเองเคยเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสำริดเกิดขึ้นหลัง 2,500 ปีก่อนคริสตกาลไม่นาน

    ทีมของไฮแอมเลือกหาอายุจากคอลลาเจนในกระดูกของผู้ตายโดยตรง ได้ค่าอายุแบบ AMS รวม 16 ค่า จากตัวอย่าง 15 ตัวอย่าง โดยมีหลุมศพหนึ่งที่วัดซ้ำสองครั้ง จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์ร่วมกับลำดับชั้นดิน เพราะกระดูกมาจากคนที่ถูกฝังในหลุมนั้นจริง ค่าอายุจึงผูกกับเหตุการณ์ฝังศพได้แน่นอนกว่าถ่าน

    ผลคือระยะแรกสุดของยุคหินใหม่อยู่ราว 1,500–1,300 ปีก่อนคริสตกาล ระยะที่สองสิ้นสุดราว 1,050–950 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดทั้งหมดถูกบีบลงมาอยู่ในช่วงเพียงสามถึงสี่ศตวรรษ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 6 ก่อนคริสตกาล จากเดิมที่เคยคิดว่ายาวนานหลายพันปี

    หมู่บ้านชาวนาที่ไม่มีหัวหน้าร่ำรวย

    ก่อนหน้านี้ นักวิชาการบางคนอ่านหลุมศพโนนนกทาว่าสะท้อนสังคมที่มีการแบ่งชนชั้น มีทั้งคนที่ได้ของฝังมากและคนที่ได้น้อย และมีข้อเสนอว่าผู้หญิงบางคนได้รับการฝังใต้เนินดินเป็นพิเศษ ภาพนี้ทำให้โนนนกทาถูกมองเป็นชุมชนแบบหัวหน้าเผ่าที่มีผู้นำร่ำรวย

    งานของไฮแอมและคณะใน พ.ศ. 2557 ทบทวนข้อมูลเดิมแล้วพบภาพที่ต่างออกไป ของที่ฝังร่วมกับผู้ตายส่วนใหญ่เรียบง่ายตลอดทุกระยะ ได้แก่ ภาชนะดินเผาที่ทำในท้องถิ่น กระดูกสัตว์ และเครื่องมือ ส่วนของมีค่าที่มาจากแดนไกลแทบไม่พบเลย ส่วนข้อเสนอเรื่องการฝังใต้เนินดินก็อาศัยตัวอย่างเพียงหญิง 6 คนและชาย 3 คน ซึ่งน้อยเกินไป และหลุมที่ไม่มีเนินดินบางหลุมกลับมีของฝังเท่ากันหรือมากกว่า

    ข้อสรุปของทีมนี้คือ โนนนกทาเป็นหมู่บ้านเกษตรกรขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากเส้นทางแลกเปลี่ยนหลัก และมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมน้อยมาก ภาพนี้ต่างจากแหล่งร่วมสมัยอย่างบ้านโนนวัดที่พบหลุมศพมั่งคั่งมากกว่า และทำให้เห็นว่าชุมชนยุคสำริดในอีสานมีความหลากหลาย ไม่ได้เดินไปทางเดียวกันทั้งหมด

    ความสำคัญ

    โนนนกทาเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักโบราณคดีทั่วโลกหันมามองอีสานในฐานะพื้นที่สำคัญของยุคสำริด แม้ตัวเลขอายุชุดแรกจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นได้ผลักดันให้มีการขุดค้นและพัฒนาวิธีหาอายุในภูมิภาคนี้อีกมาก

    เรื่องของโนนนกทายังเป็นบทเรียนว่าการหาอายุทางโบราณคดีขึ้นกับตัวอย่างที่เลือกและวิธีที่ใช้ ตัวอย่างที่ปะปนจากชั้นดินต่างกันอาจให้ตัวเลขผิดไปได้หลายพันปี

    ปัจจุบัน

    ผลการขุดค้นได้รับการรวบรวมเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์โดยดอนน์ บายาร์ด และวิลเฮล์ม โซลไฮม์ ส่วนข้อมูลโครงกระดูกจากโนนนกทาสามารถค้นได้ในฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

    ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมยุคสำริดของอีสานสามารถชมโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ของภูมิภาคได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานี

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีบ้านโนนนกทา จ.ขอนแก่น (ตำแหน่งเนินดินโดยประมาณ ไม่มีพิพิธภัณฑ์ในที่ตั้ง)
    พิกัด 16.799200, 102.304700 (16°47′57.1″N 102°18′16.9″E)

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีโนนนกทาอยู่เชิงเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชนบทที่ไม่มีพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง ผู้สนใจยุคสำริดของอีสานควรชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นในตัวเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงที่อุดรธานี

    ไทม์ไลน์

    • ราว 1,500–1,300 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งชุมชน. ระยะแรกของสมัยต้น ชุมชนยุคหินใหม่ตามการหาอายุใหม่
    • ราว 1,050–950 ปีก่อน ค.ศ.: สิ้นสุดระยะที่สองของยุคหินใหม่. ก่อนหน้าการปรากฏของโลหะชิ้นแรก
    • ราว 980–900 ปีก่อน ค.ศ.: ขวานโลหะชิ้นแรก. หลุมหมายเลข 79 มีขวานแบบมีบ้องเก่าที่สุดของแหล่ง
    • ราว 900–600 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริด. การฝังศพพร้อมสำริด แม่พิมพ์ และเบ้าหลอม
    • พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964): โครงการโบราณคดีกู้ภัย. มหาวิทยาลัยฮาวายร่วมกับกรมศิลปากรสำรวจพื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำในอีสาน
    • พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968): ขุดค้นโนนนกทา. ขุดค้นหลักโดยบายาร์ดและพาร์คเกอร์
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ฤดูกาลขุดค้นหลักครั้งแรก. เปิดหลุมขุดและพบหลุมฝังศพจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ฤดูกาลขุดค้นครั้งที่สอง. ขุดค้นเพิ่มเติม ได้หลุมฝังศพทั้งยุคหินใหม่และยุคสำริด
    • หลัง พ.ศ. 2511: ข้ออ้างสำริดอายุ 3,500 ปีก่อน ค.ศ.. จุดเริ่มต้นการถกเถียงเรื่องกำเนิดสำริดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): ศึกษาโครงกระดูก. พีทรูเซฟสกีตีพิมพ์ผลการศึกษาโครงกระดูก
    • พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014): ทบทวนอายุและสถานะสังคม. ไฮแอมและคณะตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Indo-Pacific Archaeology
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): ลำดับเวลาใหม่ยุคสำริดอีสาน. บทความใน PLOS ONE ใช้ค่าอายุจากโนนนกทา บ้านเชียง และบ้านโนนวัด

    รู้หรือไม่

    ขุดเพราะเขื่อน

    การขุดค้นโนนนกทาเริ่มจากโครงการกู้ภัยแหล่งโบราณคดีก่อนการสร้างอ่างเก็บน้ำในอีสาน

    ช่างหล่อในหลุมศพ

    แม่พิมพ์และเบ้าหลอมที่ฝังร่วมกับผู้ตายบอกว่าทักษะหล่อโลหะมีความหมายต่อสถานะของคน

    อายุหายไปกว่าสองพันปี

    ค่าอายุสำริดลดจากราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล เหลือราว 900 ปีก่อนคริสตกาลเมื่อหาอายุใหม่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. The Chronology and Status of Non Nok Tha, Northeast Thailand – Journal of Indo-Pacific Archaeology
    2. A New Chronology for the Bronze Age of Northeastern Thailand – PLOS ONE (via ScienceOpen)
    3. Archaeological Excavations at Non Nok Tha, Thailand – Guampedia
    4. Archaeological Salvage Program, Northeastern Thailand – Journal of the Siam Society
    5. Non Nok Tha skeleton record – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    6. แหล่งโบราณคดีโนนนกทา – แนวหน้า
    7. Skeleton record NNT_1966_Sk1 – Physical Anthropology in Thailand (SAC)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านโนนนกทา
    Iron Cylinder · Kjmadlangbayan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)

    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)

    ภาพประกอบ: Chedi Ku Kut, Wat Chamadevi เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี (2026) – IMG 05 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดเก่าแก่ชานเมืองลำพูนที่มีเจดีย์ทรงปราสาทห้าชั้นประดับพระพุทธรูปยืน 60 องค์ หลักฐานสำคัญของศิลปะหริภุญชัย · ราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 (ตามหลักฐานศิลปะ)

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
    ชื่อเดิมวัดกู่กุด หมายถึงเจดีย์ที่ยอดหักหายไป
    เจดีย์องค์ใหญ่สุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้น สูงราว 21 เมตร
    เจดีย์องค์เล็กรัตนเจดีย์ ทรงแปดเหลี่ยม สูงราว 11.5 เมตร
    พระพุทธรูปพระยืนในซุ้มชั้นละ 12 องค์ รวม 60 องค์
    อายุตามหลักศิลปะราวพุทธศตวรรษที่ 17–18
    จารึกสำคัญจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 อักษรมอญ พบ พ.ศ. 2465
    ระยะทางราว 1 กิโลเมตรทางตะวันตกของเมืองเก่าลำพูน

    ที่ตั้งและชื่อวัด

    วัดจามเทวีตั้งอยู่ทางตะวันตกของตัวเมืองลำพูน นอกแนวคูเมืองโบราณของหริภุญชัย ชาวบ้านเรียกกันมานานว่าวัดกู่กุด คำว่า "กู่" ในภาษาเหนือหมายถึงเจดีย์หรือที่บรรจุอัฐิ ส่วน "กุด" หมายถึงด้วนหรือหัก

    ชื่อนี้มาจากสภาพของเจดีย์องค์ใหญ่ที่ยอดหักหายไปตามกาลเวลา ต่อมาวัดได้รับชื่อใหม่ว่าวัดจามเทวี เพื่อระลึกถึงพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ของหริภุญชัยตามตำนาน

    หลักฐานสำคัญ

    • เจดีย์กู่กุด (สุวรรณจังโกฏ): เจดีย์ศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมซ้อนห้าชั้น ยอดหักหายไป จึงเรียกว่ากู่กุด (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระพุทธรูปปูนปั้นในซุ้ม: ซุ้มด้านละสามซุ้ม ห้าชั้น รวม 60 องค์ ศิลปะหริภุญชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดจามเทวี) ดูภาพถ่ายจริง

    ตำนานและประวัติการสร้าง

    ตามตำนานท้องถิ่น เจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดยโอรสของพระนางจามเทวี เพื่อบรรจุอัฐิของพระมารดาหลังสิ้นพระชนม์ ตำนานนี้จัดให้การสร้างอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับพระนางจามเทวี

    เอกสารล้านนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ให้เรื่องเล่าอีกแบบหนึ่ง ระบุว่าพระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์ชื่อมหาพลเจดีย์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 และต่อมาพญาสัพพสิทธิ์ได้บูรณะหลังเจดีย์เสียหายจากแผ่นดินไหว ส่วนรัตนเจดีย์องค์เล็กแปดเหลี่ยมนั้น เอกสารท้องถิ่นระบุว่าพญาสัพพสิทธิ์เป็นผู้สร้าง

    นักประวัติศาสตร์ศิลปะส่วนใหญ่กำหนดอายุจากรูปแบบเจดีย์และพระพุทธรูป ว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งตรงกับช่วงปลายของแคว้นหริภุญชัย และห่างจากยุคพระนางจามเทวีตามตำนานหลายร้อยปี

    เจดีย์ที่ยอดหักไปนานแล้วกลับกลายเป็นหลักฐานที่ครบที่สุดของสถาปัตยกรรมหริภุญชัย

    สิ่งที่เห็นในวัด

    สุวรรณจังโกฏิเจดีย์หรือเจดีย์กู่กุดเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนกันห้าชั้น ลดหลั่นขึ้นไปคล้ายพีระมิด สูงราว 21 เมตร แต่ละด้านของแต่ละชั้นมีซุ้มจระนำสามซุ้ม ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น รวมชั้นละ 12 องค์ ทั้งหมด 60 องค์

    พระพุทธรูปเหล่านี้ปั้นแบบนูนสูงติดกับผนังซุ้ม หน้าตาเป็นแบบหริภุญชัย ที่น่าสนใจคือหลายองค์มีหนวดเหนือริมฝีปาก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบน้อยมากในพระพุทธรูปทั่วไป

    รัตนเจดีย์ตั้งอยู่ใกล้กัน เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐ สูงราว 11.5 เมตร แต่ละด้านมีซุ้มพระพุทธรูปยืนเช่นกัน ยอดของรัตนเจดีย์ก็หักหายไปแล้วเหมือนเจดีย์องค์ใหญ่

    ดูเจดีย์กู่กุดให้ละเอียด

    เจดีย์องค์ใหญ่มีหลายชื่อ เอกสารเก่าเรียกว่ามหาพลเจดีย์ ส่วนชื่อที่ใช้ในปัจจุบันคือสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ตัวเจดีย์เป็นแท่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันห้าชั้น แต่ละชั้นเล็กลงตามลำดับ ทำให้ภาพรวมดูคล้ายพีระมิดที่ตัดยอดออก

    บนแต่ละด้านของแต่ละชั้นมีซุ้มโค้งสามซุ้มเรียงกัน ภายในเป็นพระพุทธรูปยืนปูนปั้นนูนสูง ชั้นหนึ่งจึงมีพระ 12 องค์ และห้าชั้นรวมได้ 60 องค์ การจัดวางที่ซ้ำกันเป็นจังหวะเช่นนี้ทำให้มองจากมุมใดก็เห็นพระพุทธรูปหันออกสู่ทุกทิศ

    รัตนเจดีย์ที่อยู่ใกล้กันใช้ผังแปดเหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนแล้วตกแต่งด้วยปูนปั้น ชั้นแรกเหนือฐานมีพระพุทธรูปยืนแปดองค์ ด้านละหนึ่งองค์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นที่เล็กลงและมีซุ้มเล็ก ๆ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเจดีย์องค์นี้สร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยพญาสัพพสิทธิ์

    เมื่อเทียบสองเจดีย์ จะเห็นว่าช่างหริภุญชัยใช้แนวคิดเดียวกันคือเจดีย์ที่มีซุ้มพระพุทธรูปล้อมรอบเป็นชั้น ๆ แต่ลองเล่นกับผังทั้งสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม แนวคิดนี้แตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาที่ล้านนานิยมในเวลาต่อมา

    จารึกอักษรมอญจากวัดกู่กุด

    วัดจามเทวีเป็นแหล่งพบจารึกอักษรมอญโบราณที่สำคัญของลำพูน หลักหนึ่งคือจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 ทำจากหินทรายรูปใบเสมา กว้างราว 98 เซนติเมตร สูงราว 124 เซนติเมตร จารึกทั้งสองด้านรวม 38 บรรทัด เป็นภาษาบาลีและมอญโบราณ พบที่วัดนี้ใน พ.ศ. 2465 และปัจจุบันเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    อีกหลักหนึ่งคือจารึกวัดกู่กุด 2 หรือที่ฐานข้อมูลเรียกว่าจารึกอนาจักรปุญชัย เป็นใบเสมาหินทรายขนาดเล็กกว่า มีข้อความเพียง 8 บรรทัด และยังเก็บรักษาไว้ที่วัด จารึกทั้งสองหลักกำหนดอายุไว้ในพุทธศตวรรษที่ 17

    จารึกกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาตั้งแต่สมัยที่โรเบิร์ต ฮัลลิเดย์ อ่านจารึกมอญลำพูน และมีการเผยแพร่ต่อโดย ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล เนื้อความกล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิหรือพญาสัพพสิทธิ์ที่ทำบุญสร้างวัดและปฏิสังขรณ์เจดีย์ หลายแหล่งตีความว่านี่คือหลักฐานการซ่อมเจดีย์ราว พ.ศ. 1761 หลังแผ่นดินไหว แต่รายละเอียดการอ่านและการโยงเข้ากับเจดีย์องค์ใดยังเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการตีความ

    คุณค่าของจารึกเหล่านี้คือทำให้เราได้ยินเสียงของคนหริภุญชัยเอง ในภาษาของพวกเขาเอง ไม่ต้องพึ่งตำนานล้านนาที่เขียนขึ้นหลังจากนั้นหลายร้อยปีเพียงอย่างเดียว

    ความสำคัญ

    เจดีย์กู่กุดเป็นตัวอย่างสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรมหริภุญชัยที่ยังเหลืออยู่ค่อนข้างครบ นักวิชาการชี้ว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นคล้ายสัตตมหาปราสาทที่เมืองโปโลนนารุวะในศรีลังกา สะท้อนการติดต่อทางพระพุทธศาสนาระหว่างหริภุญชัยกับลังกา

    รูปแบบนี้ยังส่งต่อไปยังเจดีย์ในยุคต่อมา เช่น สุวรรณเจดีย์ในวัดพระธาตุหริภุญชัย และเจดีย์เหลี่ยมที่เวียงกุมกามในเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นหลังพญามังรายยึดหริภุญชัยแล้ว แสดงว่าช่างล้านนารับมรดกจากหริภุญชัยไปใช้ต่อ

    มรดกที่ส่งต่อไปยังล้านนา

    เมื่อพญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นใกล้เชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) มีการสร้างเจดีย์ที่ชาวบ้านเรียกต่อมาว่าเจดีย์เหลี่ยม ชื่อเดิมคือวัดกู่คำ เจดีย์องค์นี้เป็นทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้นที่มีซุ้มพระพุทธรูปเรียงรายแบบเดียวกับเจดีย์กู่กุด จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าราชสำนักล้านนายุคแรกรับรูปแบบเจดีย์หริภุญชัยไปใช้

    อย่างไรก็ตาม เจดีย์เหลี่ยมถูกซ่อมใหญ่โดยพ่อค้าชาวพม่าใน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) ทำให้รายละเอียดหลายอย่างเปลี่ยนเป็นแบบพม่า ผู้ที่ต้องการเห็นรูปแบบเจดีย์ห้าชั้นที่ใกล้ต้นแบบที่สุดจึงยังต้องมาดูที่วัดกู่กุด

    ข้อถกเถียง

    คำถามแรกคืออายุของเจดีย์ ตำนานผูกการสร้างเข้ากับพระนางจามเทวีในพุทธศตวรรษที่ 13 แต่หลักฐานด้านศิลปะชี้ไปที่พุทธศตวรรษที่ 17–18 นักวิชาการจึงมักมองว่าตำนานเป็นความทรงจำทางศาสนาที่ยกย่องผู้ก่อตั้งเมือง มากกว่าเป็นบันทึกปีสร้างจริง

    คำถามที่สองคือพระพุทธรูปมีหนวด โดยทั่วไปรูปทั้ง 60 องค์ถูกเรียกว่าพระพุทธรูป แต่นักวิชาการบางท่านเสนอว่าอาจหมายถึงพระอรหันตสาวก และช่างใส่หนวดเพื่อแยกให้ต่างจากองค์พระพุทธเจ้า ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นข้อยุติ

    บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ. 2538 อธิบายว่าหนวดของรูปปั้นเป็นเส้นขีดเหนือริมฝีปากบนที่ปลายสะบัดขึ้น และมองว่าเป็นความตั้งใจของช่างหริภุญชัยที่จะแยกรูปพระอรหันต์ออกจากพระพุทธรูป บทความเดียวกันยังเทียบรูปทรงเจดีย์กับสัตตมหาปราสาทในศรีลังกา ซึ่งช่วยหนุนแนวคิดว่าหริภุญชัยรับอิทธิพลทางศาสนาจากลังกา

    เรื่องเล่าท้องถิ่น

    ตามตำนาน วัดนี้ผูกพันกับพระนางจามเทวีหลายทาง นอกจากเรื่องที่โอรสสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระมารดาแล้ว เรื่องเล่าท้องถิ่นบางสำนวนยังเล่าว่าพระนางให้นายขมังธนูยิงลูกศรออกไป แล้วใช้จุดที่ลูกศรตกเป็นที่ตั้งวัด

    ในวิหารหลังใหม่ของวัดมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลัวะที่ตามตำนานหลงรักพระนางจามเทวีและพยายามพุ่งหอกจากดอยสุเทพมายังเมืองหริภุญชัยเพื่อขอพระนาง ภาพนี้แสดงว่าตำนานยังเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนลำพูนจนทุกวันนี้

    เรื่องเหล่านี้ควรอ่านในฐานะตำนานที่สะท้อนความศรัทธาและความสัมพันธ์ระหว่างคนมอญกับคนลัวะในความทรงจำของท้องถิ่น ส่วนเหตุการณ์ในเรื่องยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง

    ปัจจุบัน

    เจดีย์ทั้งสององค์ได้รับการบูรณะหลายครั้ง รวมถึงงานของกรมศิลปากรในช่วงทศวรรษ 2510 ปัจจุบันวัดยังมีพระสงฆ์จำพรรษา และมีรูปเคารพของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาที่ชาวลำพูนนับถือ

    วัดจามเทวีเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่สนใจศิลปะหริภุญชัย เดินทางจากวัดพระธาตุหริภุญชัยได้ไม่ไกล จึงชมคู่กันได้ในวันเดียว

    พิกัดและการนำทาง

    เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    พิกัด 18.581550, 98.996366 (18°34′53.6″N 98°59′46.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดจามเทวีอยู่ในเขตตัวเมืองลำพูน ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัยไม่ไกล เข้าชมเจดีย์กู่กุดและรัตนเจดีย์ได้ภายในวัด ควรแต่งกายสุภาพ ชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยในตัวเมือง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13: ยุคพระนางจามเทวีตามตำนาน. ตำนานเล่าว่าโอรสของพระนางสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระมารดา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17: มหาพลเจดีย์. ชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าพระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์
    • พุทธศตวรรษที่ 17: จารึกอักษรมอญ. จารึกใบเสมาหินทรายที่วัดกู่กุดถูกสร้างขึ้น
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17–18: อายุตามหลักฐานศิลปะ. รูปแบบเจดีย์และพระพุทธรูปตรงกับศิลปะหริภุญชัยตอนปลาย
    • ราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. ราว 1218): พญาสัพพสิทธิ์บูรณะ. ซ่อมเจดีย์หลังแผ่นดินไหวตามที่เอกสารท้องถิ่นเล่า
    • พุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 13): รัตนเจดีย์. เจดีย์แปดเหลี่ยมองค์เล็กสร้างขึ้นในสมัยพญาสัพพสิทธิ์
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. ราว 1287): เจดีย์เหลี่ยมเวียงกุมกาม. ล้านนาสร้างเจดีย์ห้าชั้นตามแบบกู่กุด
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): สิ้นยุคหริภุญชัย. พญามังรายยึดเมืองลำพูน
    • พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922): พบจารึก. พบจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 ที่วัด
    • ทศวรรษ 2470 (ค.ศ. ทศวรรษ 1930): บูรณะครั้งใหม่. วัดได้รับการบูรณะและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
    • ทศวรรษ 2510 (ค.ศ. ทศวรรษ 1970): กรมศิลปากรบูรณะ. อนุรักษ์เจดีย์ทั้งสององค์
    • พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995): ข้อเสนอเรื่องพระมีหนวด. บทความในศิลปวัฒนธรรมเสนอว่ารูปมีหนวดอาจเป็นพระอรหันต์

    รู้หรือไม่

    60 องค์ ชั้นละ 12

    เจดีย์กู่กุดมีห้าชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มด้านละสามซุ้ม รวมชั้นละ 12 องค์ จึงได้พระพุทธรูปยืน 60 องค์พอดี

    พระมีหนวด

    พระพุทธรูปบนเจดีย์กู่กุดหลายองค์มีหนวด ซึ่งพบไม่บ่อยในศิลปะพุทธในไทย

    ญาติห่าง ๆ ในศรีลังกา

    รูปทรงเจดีย์กู่กุดถูกเทียบกับสัตตมหาปราสาทที่โปโลนนารุวะ ศรีลังกา

    ภาพพุ่งหอกในวิหาร

    จิตรกรรมในวิหารของวัดเล่าตำนานขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำลัวะที่พุ่งหอกจากดอยสุเทพเพื่อขอพระนางจามเทวี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Wat Chamadevi – Wikipedia
    2. Wat Chamathewi – Discover with Timothy
    3. วัดจามเทวี – จังหวัดลำพูน
    4. ทำไมช่างที่ลำพูน ปั้นพระพุทธรูปมีหนวด – ศิลปวัฒนธรรม
    5. วัดจามเทวี (ลำพูน) – หอจดหมายเหตุ ศ.สุภัทรดิศ ดิศกุล
    6. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ 2 – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
    7. จารึกอนาจักรปุญชัย (วัดกู่กุด 2) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
    8. Wat Chedi Liam – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    Wat Chammathewi (Wat Chamadevi) before restoration (undated image, before 1974) · แสงจันทร์ ไตรเกษม · Public domain · Wikimedia Commons
    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    ThaiLamphunKukut09 · Ziegler175 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    Chedi-liam-full-height-wat-chedi-liam-wiang-kum-kam-chiang-mai-thailand · Pratyeka · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระปรางค์สามยอด

    พระปรางค์สามยอด

    ภาพประกอบ: Lopburi – Phra Prang Sam Yot view from road · Dominic Nelson · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานพุทธมหายานแบบเขมรกลางเมืองลพบุรี ที่ต่อมากลายเป็นวัดในพุทธเถรวาทและสัญลักษณ์ของเมือง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นศตวรรษที่ 13)

    ที่ตั้งตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
    รูปแบบปรางค์สามองค์เรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ เชื่อมด้วยมุขกลาง ศิลปะเขมรแบบบายน
    วัสดุหลักศิลาแลง ใช้หินทรายบางส่วน ประดับลวดลายปูนปั้น
    ศาสนาเดิมพุทธศาสนามหายาน
    ต่อเติมภายหลังวิหารอิฐด้านตะวันออก สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน2 สิงหาคม พ.ศ. 2479
    ปรางค์ที่สูงที่สุดองค์กลาง เดิมประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก
    บูรณะครั้งใหญ่เริ่มราว พ.ศ. 2536 เพราะปัญหาการทรุดตัว

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พระปรางค์สามยอดตั้งอยู่บนเนินดินกลางเมืองเก่าลพบุรี ใกล้ทางรถไฟสายเหนือ ไม่ไกลจากศาลพระกาฬและพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรีอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี ทางตอนกลางของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา เป็นจุดเชื่อมระหว่างภาคกลางกับเส้นทางที่มุ่งสู่ที่ราบสูงโคราช

    เมืองนี้มีชื่อเก่าว่าละโว้ หรือลวปุระ เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญในสมัยทวารวดี เหรียญเงินราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 ที่มีคำว่า ลว และ ปุระ เป็นหลักฐานยืนยันชื่อเมืองนี้ในยุคแรก

    หลักฐานสำคัญ

    • ปรางค์สามองค์: ปรางค์ศิลาแลงฉาบปูนสามองค์เชื่อมกัน แบบศิลปะบายน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พระปรางค์สามยอด ลพบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    ละโว้ใต้เงาอาณาจักรเขมร

    จารึกที่พบในลพบุรีระบุว่า ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งเมืองพระนคร ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 กองทัพเขมรบุกเข้ามาในลวปุระ และหลังจากนั้นลพบุรีก็อยู่ในระบบการปกครองของอาณาจักรเขมรมาเป็นระยะ จารึกหลายหลักกล่าวถึงข้าราชการที่ดูแลเมืองและชุมชนสงฆ์

    ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218) จารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชากล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่า ชัยพุทธมหานาถ ไปประดิษฐานใน 23 เมือง หนึ่งในนั้นคือลโวทยปุระ ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลพบุรี

    พระปรางค์สามยอดสร้างขึ้นในบริบทนี้ เป็นศาสนสถานพุทธมหายานที่สะท้อนความเชื่อและศิลปะของยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในดินแดนที่อยู่ห่างจากเมืองพระนครหลายร้อยกิโลเมตร

    ปรางค์สามองค์ที่สร้างเพื่อพระโพธิสัตว์มหายาน ได้เปลี่ยนมาเป็นที่กราบไหว้ของชาวพุทธเถรวาท โดยยังยืนอยู่กลางเมืองลพบุรีมาแปดร้อยปี

    จารึกเขมรในลพบุรีเล่าอะไร

    ก่อนพระปรางค์สามยอดจะถูกสร้าง ลพบุรีมีจารึกเขมรหลายหลักที่ช่วยให้เห็นบรรยากาศทางการเมือง จารึกหลักหนึ่งที่มีเลขทะเบียน K.1198 ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) กล่าวถึงการยกทัพมาตีลวปุระ และพรรณนาว่าเมืองถูกทำลายจนกลายเป็นป่าที่มีสัตว์ป่าอาศัย

    จารึกศาลสูงซึ่งอ้างถึงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) บันทึกพระราชโองการในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ให้พระภิกษุฝ่ายมหายาน พระภิกษุฝ่ายสถวิระหรือเถรวาท และนักบวชฝ่ายพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระราชา แสดงว่าในเวลานั้นลพบุรีมีศาสนาหลายสายอยู่ร่วมกัน และอยู่ใต้การบริหารของข้าราชการเขมร

    ยังมีจารึกที่ศาลเจ้าเมืองลพบุรีซึ่งกล่าวถึงข้าราชการถวายสิ่งของแก่เทพในศาสนาพราหมณ์ และเอ่ยชื่อเมืองว่าลโว จารึกชุดนี้ทำให้เข้าใจว่าทำไมศาสนสถานแบบเขมรอย่างพระปรางค์สามยอดจึงปรากฏกลางเมือง เพราะลพบุรีอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนครมาก่อนหน้านั้นนับร้อยปี

    สิ่งที่เห็นและสิ่งที่พบ

    พระปรางค์ประกอบด้วยปรางค์สามองค์เรียงกันจากเหนือไปใต้ มีมุขทางเดินเชื่อมถึงกัน กลุ่มอาคารกว้างยาวราว 45–48 เมตร ก่อด้วยศิลาแลงและเคยประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างวิจิตร ปัจจุบันยังเห็นร่องรอยปูนปั้นหลงเหลืออยู่ตามกรอบประตูและเสา

    ปรางค์สามองค์สอดคล้องกับคติรัตนตรัยมหายาน คือพระพุทธเจ้า พระโลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นกลุ่มเทพที่นิยมมากในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประติมากรรมที่พบ เช่น พระพุทธรูปนาคปรก และรูปพระโลเกศวร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

    ในสมัยอยุธยา เมื่อลพบุรีกลายเป็นเมืองสำคัญของราชอาณาจักร ศาสนสถานแห่งนี้ถูกปรับใช้ในพุทธศาสนาเถรวาท สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 2199–2231) โปรดให้สร้างวิหารก่ออิฐทางด้านตะวันออก มีซุ้มประตูหน้าต่างโค้งแหลมตามแบบที่นิยมในรัชกาลนั้น

    อ่านผังและสถาปัตยกรรมของพระปรางค์

    ปรางค์ทั้งสามองค์ตั้งเรียงในแนวเหนือใต้และหันหน้าไปทางตะวันออก ทุกองค์มีรูปแบบเดียวกัน แต่ปรางค์องค์กลางสูงที่สุด แต่ละองค์มีมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน และมีทางเดินเชื่อมระหว่างองค์ ทำให้เมื่อมองจากด้านข้างเห็นเป็นอาคารยาวต่อเนื่องเพียงหลังเดียว

    ส่วนยอดของปรางค์ซ้อนลดหลั่นกันห้าชั้น ประดับด้วยกลีบขนุนรูปดอกบัวตูม เดิมบนสุดเคยมีนภศูลหรือตรีศูลเก้าแฉก แต่สูญหายไปแล้ว ตัวปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงเป็นหลัก ใช้หินทรายในส่วนหน้าบันและชิ้นส่วนย่อยบางจุด แล้วฉาบและตกแต่งด้วยปูนปั้น ช่องหน้าต่างบางช่องถูกก่ออิฐเสริมในสมัยอยุธยา

    ตามการศึกษาของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ปรางค์องค์กลางเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ปรางค์ด้านใต้เป็นของพระโลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร และปรางค์ด้านเหนือเป็นของพระนางปรัชญาปารมิตา การวางเทพสามองค์เรียงกันเช่นนี้ตรงกับคติที่พบในศาสนสถานยุคบายนหลายแห่ง

    เนื่องจากยังไม่พบจารึกระบุปีสร้าง นักวิชาการจึงใช้การก่อด้วยศิลาแลงและลวดลายตกแต่งเป็นหลักฐานหลักในการจัดให้อยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13

    ความสำคัญ

    พระปรางค์สามยอดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศิลปะที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่า ศิลปะลพบุรี คือศิลปะแบบเขมรที่ปรากฏในดินแดนไทย และแสดงว่าภาคกลางของไทยเคยเชื่อมโยงใกล้ชิดกับอาณาจักรเมืองพระนคร

    โบราณสถานแห่งนี้ยังเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางศาสนา จากมหายานในยุคเขมร สู่เถรวาทในยุคอยุธยา โดยไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ถูกปรับใช้ต่อมาหลายร้อยปี ปัจจุบันพระปรางค์สามยอดเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลพบุรี ปรากฏในตราจังหวัดและเคยอยู่บนธนบัตรไทย

    ข้อถกเถียง

    เนื่องจากยังไม่พบจารึกที่บอกปีสร้างของพระปรางค์สามยอดโดยตรง การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นักวิชาการส่วนใหญ่จัดให้อยู่ในศิลปะแบบบายน ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ก็ยังเปิดช่องให้ถกเถียงว่าสร้างในรัชกาลนั้นจริง หรือสร้างต่อมาโดยช่างท้องถิ่นที่สืบทอดรูปแบบบายน

    ความสัมพันธ์ระหว่างละโว้กับเมืองพระนครก็ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการตีความต่างกัน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนในปี ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนมองว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเมืองในเครือข่ายของเขมรตลอด ข้อสรุปจึงยังไม่ลงตัว

    เอกสารต่าง ๆ ยังระบุวัสดุก่อสร้างหลักไม่ตรงกันทั้งหมด บางแหล่งเน้นศิลาแลง บางแหล่งระบุอิฐฉาบปูน ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนที่ซ่อมหรือต่อเติมในยุคหลังใช้วัสดุต่างจากเดิม

    จากเมืองของพระนารายณ์ถึงการบูรณะสมัยใหม่

    ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีกลายเป็นราชธานีแห่งที่สอง พระองค์ประทับที่นี่ราวปีละแปดเดือน การสร้างวิหารอิฐหน้าปรางค์องค์กลางจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ ในวิหารยังมีพระพุทธรูปนั่งประดิษฐานอยู่ และเป็นจุดที่ผู้คนมาสักการะจนถึงทุกวันนี้

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนพระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ต่อมาเมื่อพบปัญหาการทรุดตัวและความเสียหายของโครงสร้าง จึงเริ่มบูรณะครั้งใหญ่ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993)

    ปัจจุบันพระปรางค์สามยอดเป็นฉากหลักของงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จัดทุกปี ซึ่งมีการแสดงแสงสีเสียงเล่าเรื่องเมืองลพบุรี ในปี พ.ศ. 2569 งานนี้จัดเป็นครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์

    พระปรางค์สามยอดในปัจจุบัน

    พระปรางค์สามยอดอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เปิดให้ผู้คนเข้าชมได้ บริเวณนี้มีลิงแสมอาศัยอยู่จำนวนมาก จนกลายเป็นภาพจำของลพบุรี และมีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงซึ่งเริ่มจัดในปี พ.ศ. 2532 ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกปี

    อย่างไรก็ตาม จำนวนลิงที่เพิ่มขึ้นก็สร้างปัญหาต่อทั้งโบราณสถานและชุมชน สภาพของพระปรางค์บางส่วนทรุดโทรม การอนุรักษ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กับการจัดการปัญหาลิงในเมือง

    พิกัดและการนำทาง

    พระปรางค์สามยอด ถ.วิชาเยนทร์ จ.ลพบุรี
    พิกัด 14.802947, 100.614041 (14°48′10.6″N 100°36′50.5″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พระปรางค์สามยอดอยู่กลางเมืองเก่าลพบุรี เดินทางสะดวกด้วยรถไฟสายเหนือหรือรถยนต์ เดินต่อไปยังศาลพระกาฬและพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ได้ ซึ่งในพระราชวังคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ที่จัดแสดงประติมากรรมศิลปะลพบุรี ผู้มาเยือนควรระวังลิงและเก็บของให้มิดชิด

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. ราว 7th–8th): ลวปุระสมัยทวารวดี. เหรียญเงินจารึกชื่อเมือง
    • พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): จารึก K.1198. บันทึกการยกทัพมาตีลวปุระ
    • พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022): จารึกศาลสูง. สุริยวรมันที่ 1 ให้นักบวชทุกฝ่ายอุทิศบุญแด่พระราชา
    • พ.ศ. 1658 และ 1698 (ค.ศ. 1115, 1155): ละโว้ส่งทูตไปจีน. บันทึกจีนกล่าวถึงคณะทูตจากละโว้
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. ส่งพระชัยพุทธมหานาถไปลโวทยปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18: สร้างพระปรางค์สามยอด. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน
    • สมัยอยุธยา: ปรับใช้เป็นวัดเถรวาท. ลพบุรีอยู่ใต้อยุธยา ก่ออิฐเสริมบางส่วน
    • พ.ศ. 2199–2231 (ค.ศ. 1656–1688): สมเด็จพระนารายณ์. สร้างวิหารอิฐด้านตะวันออก ปรับใช้ในเถรวาท
    • 2 ส.ค. พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): งานโต๊ะจีนลิง. เริ่มจัดเทศกาลเลี้ยงลิงประจำปี
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): บูรณะครั้งใหญ่. แก้ปัญหาการทรุดตัวของโครงสร้าง
    • ก.พ. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ครั้งที่ 38. มีการแสดงแสงสีเสียงที่พระปรางค์

    รู้หรือไม่

    สามยอด สามพระองค์

    ปรางค์ทั้งสามองค์เชื่อว่าสร้างตามคติรัตนตรัยมหายาน ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระโลเกศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา

    บ้านพักคนเดินทาง

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างที่พักคนเดินทางที่เรียกว่าบ้านมีไฟ 121 แห่งตามถนนสายหลักของอาณาจักร ร่องรอยบางแห่งพบในอีสานของไทย

    เคยอยู่บนธนบัตร

    พระปรางค์สามยอดเคยปรากฏบนธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท รุ่นที่ออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phra Prang Sam Yot – Wikipedia
    2. พระปรางค์สามยอด – วิกิพีเดีย
    3. Jayavarman VII – Wikipedia
    4. Lopburi – Wikipedia
    5. เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก – ศิลปวัฒนธรรม
    6. กู่บ้านแดง ปรางค์สามยอดแห่งเดียวในอีสาน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Narai National Museum – Wikipedia
    8. Prang Sam Yot – SAC Southeast Asian Arts
    9. Phra Prang Sam Yot photograph – SAAF Archive, University of Michigan
    10. พิธีบวงสรวงพระปรางค์สามยอด งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ – เดลินิวส์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yod (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yot (Phra kran Skin) · Erwannjacquin · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Lopburi Prang Sam Yot 2 · Mr.Peerapong Prasutr · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yod (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Lopburi Prang Sam Yot 1 · Mr.Peerapong Prasutr · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Monkeys at Prang Sam Yot (Monkey Temple) – Lop Buri – Thailand – 01 (34896525841) · Adam Jones from Kelowna, BC, Canada · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
  • ปราสาทพนมวัน

    ปราสาทพนมวัน

    ภาพประกอบ: Prasat Hin Phanom Wan 2 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานเขมรใกล้เมืองนครราชสีมา ที่สร้างและต่อเติมหลายรัชกาล มีจารึกเอ่ยถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และยังเป็นวัดที่ผู้คนมากราบไหว้จนทุกวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–17 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–12)

    ที่ตั้งบ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
    ศาสนาเดิมเป็นเทวสถานพราหมณ์ ไศวนิกาย ภายหลังใช้เป็นพุทธสถาน
    จารึกพบ 8 หลัก อักษรขอม ภาษาเขมรโบราณและสันสกฤต
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน27 กันยายน พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936)
    บูรณะกรมศิลปากร ด้วยวิธีอนัสติโลซิส พ.ศ. 2532–2542
    วัสดุหินทราย ศิลาแลง และอิฐ
    ผังชั้นในปราสาทประธาน มณฑป ปรางค์น้อย ระเบียงคด และฐานอาคารอิฐ 9 หลัง
    ทับหลังเด่นพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ และพระวิษณุประทับเหนือครุฑ

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทพนมวันตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองโคราชไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่ไกล อยู่ในแนวระหว่างเมืองนครราชสีมากับปราสาทหินพิมาย บริเวณนี้เป็นที่ราบในลุ่มน้ำลำตะคอง

    นักวิชาการด้านธรณีวิทยาพบว่าหินทรายที่ใช้สร้างปราสาทมาจากหินชุดโคราช ซึ่งมีอายุราว 120 ล้านปี และน่าจะขนส่งมาตามลำน้ำ ส่วนศิลาแลงขุดได้จากที่ลุ่มในท้องถิ่น ปัจจุบันปราสาทพนมวันจึงเป็นแหล่งหนึ่งในอุทยานธรณีโคราช ซึ่งยูเนสโกรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1: จารึกหลักที่ 2 บนกรอบประตูหิน ตรงกับ พ.ศ. 1598 บันทึกการแต่งตั้งขุนนางและการถวายที่ดินแก่ศาสนสถาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6: จารึกหลักที่ 3 ปี พ.ศ. 1625 บันทึกพระราชโองการให้ดูแลและถวายของแก่ปราสาท (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทประธานหินทราย: ปรางค์ประธานกับมณฑปที่บูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังปราสาทและการก่อสร้างสามระยะ

    ถ้ามองจากผัง ปราสาทพนมวันแบ่งได้เป็นสองชั้น ชั้นในคือเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ล้อมด้วยระเบียงคดและกำแพง มีปราสาทประธานหินทรายต่อกับมณฑปทางด้านหน้า ปรางค์น้อย และฐานอาคารอิฐ 9 หลัง แบ่งเป็นด้านเหนือ 5 หลัง ด้านใต้ 4 หลัง ส่วนชั้นนอกมีคันดินทางเหนือ บารายทางตะวันออก แนวทางเดิน และฐานอาคารอิฐทางใต้

    งานศึกษาในวารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์แบ่งการก่อสร้างออกเป็นสามระยะ ระยะแรกเก่าที่สุด คือกลุ่มฐานอาคารอิฐรอบเขตศักดิ์สิทธิ์และแนวกำแพงเดิม ซึ่งตรงกับจารึกกลุ่มแรกที่บอกว่าที่นี่เป็นศาสนสถานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15

    ระยะที่สองเป็นงานใหญ่ที่สุด ได้แก่ ปราสาทประธานที่ใช้หินทรายเป็นวัสดุหลัก มณฑป ระเบียงคด ปรางค์น้อย และซุ้มประตู คันดินทางเหนือกับบารายทางตะวันออกก็อาจสร้างในช่วงเดียวกัน ระยะที่สามเป็นงานสมัยหลังที่สุด คือซากพุทธสถานทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพบฐานอิฐและกระเบื้องมุงหลังคา

    ปรางค์น้อยเป็นอาคารผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส เปิดประตูทางตะวันออก ส่วนบนพังทลายไปแล้ว ปัจจุบันมีรอยพระพุทธบาทที่นำมาประดิษฐานในสมัยหลัง ขณะที่ฐานของปราสาทประธานยกสูงจากพื้นดินราว 1 เมตร

    ปราสาทหลังเดียวที่จารึกบนกรอบประตูเล่าเรื่องกษัตริย์เมืองพระนครหลายรัชกาล และยังมีควันธูปลอยอยู่ข้างในจนถึงวันนี้

    การสร้างหลายยุค

    ปราสาทพนมวันไม่ได้สร้างเสร็จในคราวเดียว จารึกที่พบในปราสาทมี 8 หลัก นักวิชาการแบ่งออกเป็นสามกลุ่มตามยุคสมัย กลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ในพุทธศตวรรษที่ 15 กลุ่มที่สองเกี่ยวข้องกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 16 กลุ่มที่สามมีจารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6

    แปลว่าที่นี่เป็นศาสนสถานมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 แล้ว จากนั้นจึงมีการสร้างอาคารหินขึ้นใหม่และต่อเติมในยุคต่อมา โครงสร้างหลักที่เห็นในปัจจุบันน่าจะเป็นผลงานช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งตรงกับยุคที่อำนาจของกษัตริย์เมืองพระนครแผ่ขยายเข้ามาในที่ราบสูงโคราชอย่างชัดเจน

    รูปแบบศิลปะของปราสาทมีลักษณะผสมจากหลายยุค ทั้งแบบพระโค แบบบาแค็ง และแบบบาปวน สอดคล้องกับประวัติการสร้างซ้อนกันหลายรัชกาลที่จารึกบอกไว้

    จารึกและความเชื่อมโยงกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    จารึกปราสาทหินพนมวัน หลักที่ 2 (นม. 33, K.393) จารึกบนกรอบประตูหิน ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. 1598 เนื้อหาเริ่มด้วยการสรรเสริญพระศิวะและพระวิษณุ แล้วสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จากนั้นบันทึกว่าพระองค์แต่งตั้งขุนนางชื่อวีรวรมันเป็นผู้ตรวจตรากองทัพ ประทานที่ดิน ทรัพย์สิน และนามเกียรติยศ พร้อมกล่าวถึงการถวายข้าทาส รูปเคารพ และการปักเขตที่ดินของศาสนสถาน

    จารึกหลักที่ 3 (นม. 1, K.391) ระบุปีมหาศักราช 1004 ตรงกับ พ.ศ. 1625 (ค.ศ. 1082) บันทึกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีพระราชโองการให้ผู้ดูแลอาศรมและถวายของแก่ปราสาทอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดให้ข้าทาสที่ถวายไว้ทำงานเฉพาะให้ศาสนสถานเท่านั้น จารึกปีนี้ยังทำให้นักวิชาการเชื่อว่าการก่อสร้างส่วนใหญ่น่าจะเสร็จก่อน ค.ศ. 1082

    จารึกหลักที่ 4 สลักบนกรอบประตูหินกว้าง 46 เซนติเมตร สูง 180 เซนติเมตร มีเพียง 3 บรรทัด ลงศักราช พ.ศ. 1625 เช่นเดียวกับหลักที่ 3 เนื้อความเป็นบัญชีสิ่งของและสัตว์ที่ถวายแก่ศาสนสถาน ปัจจุบันยังอยู่ที่ตัวปราสาท ส่วนจารึก K.392 บนกรอบประตูอีกด้านหนึ่งเหลือเพียง 2 บรรทัด อ่านได้เพียงวันเดือนตามปฏิทิน คือวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนมฤคศิระ วันเสาร์ เซเดส์ตีพิมพ์คำอ่านไว้โดยไม่ได้แปล และโดมินิก ซูทิฟ อ่านทบทวนใหม่จากภาพสำเนาจารึกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)

    นักวิชาการบางส่วนตีความว่าจารึกบางหลักเรียกปราสาทนี้ว่ารัตนปุระ และเอ่ยถึงวิมายปุระ ซึ่งหมายถึงพิมาย ทำให้เห็นว่าสองแห่งนี้อยู่ในเครือข่ายเดียวกันในสายตาคนยุคนั้น จารึกหลายหลักยังคงอยู่ที่ตัวปราสาท

    สถาปัตยกรรมและเทพเจ้า

    ปราสาทประธานก่อด้วยหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีมณฑปเชื่อมต่อกับปรางค์ประธาน ล้อมรอบด้วยระเบียงคดและกำแพงศิลาแลง มีโคปุระหรือซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน นอกจากนี้ยังมีปรางค์น้อย ฐานอาคารอิฐอีกหลายหลัง และบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่

    เดิมปราสาทพนมวันเป็นเทวสถานของไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็มีหลักฐานการนับถือพระวิษณุด้วย ภาพสลักที่พบมีทั้งพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ต่อมาศาสนสถานแห่งนี้เปลี่ยนมาใช้ในพุทธศาสนา ภายในปราสาทจึงมีพระพุทธรูปประดิษฐานแทนรูปเคารพเดิม รวมถึงพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา

    ภาพเล่าเรื่องบนทับหลังและเสาประดับ

    ทับหลังด้านหน้าทางทิศตะวันออกของปราสาทประธานสลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ตามคัมภีร์ฮินดู พระกฤษณะยกภูเขาทั้งลูกขึ้นเป็นร่มกันพายุฝนที่พระอินทร์ส่งมา เพื่อปกป้องชาวบ้านและฝูงวัว ภาพนี้จึงสื่อถึงเทพผู้คุ้มครองผู้คน

    ทับหลังอีกด้านหนึ่งสลักพระวิษณุประทับในท่ามหาราชลีลาเหนือครุฑ ทรงถือจักร สังข์ คทา และดอกบัว นอกจากนี้ยังมีภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เหล่าเทวดา และภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ภาพจากเรื่องพระกฤษณะหลายภาพทำให้เห็นว่าแม้ปราสาทจะเป็นเทวสถานพระศิวะ ช่างก็เลือกเล่าเรื่องฝ่ายไวษณพด้วย

    เสาประดับกรอบประตูด้านเหนือสลักลายก้ามปูผสมลายพรรณพฤกษาอย่างประณีต ส่วนเสาด้านใต้มีลายพรรณพฤกษาที่สลักยังไม่เสร็จ ร่องรอยงานค้างแบบนี้พบได้ในปราสาทเขมรหลายแห่ง และช่วยให้เห็นขั้นตอนการทำงานของช่างที่สลักหลังจากก่อหินขึ้นรูปแล้ว

    ความสำคัญและตำนาน

    ปราสาทพนมวันมีรูปแบบคล้ายปราสาทหินพิมาย แต่มีขนาดเล็กกว่า จารึกที่มีศักราชชัดเจนหลายหลักทำให้ที่นี่เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาว่าราชสำนักเมืองพระนครขยายอิทธิพลเข้ามาในลุ่มแม่น้ำมูลอย่างไร ตั้งแต่สมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 จนถึงสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ผู้ทรงเกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทพิมาย

    ตามตำนานท้องถิ่น กษัตริย์ขอมองค์หนึ่งแบ่งคนเป็นสองฝ่าย ให้ผู้ชายสร้างปราสาทพนมวัน ผู้หญิงสร้างปราสาทพิมาย แล้วแข่งกันว่าใครจะเสร็จก่อน ฝ่ายหญิงปล่อยโคมขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณหลอกว่าเสร็จแล้ว ฝ่ายชายจึงหยุดงาน ปราสาทพนมวันเลยสร้างไม่เสร็จ เรื่องเล่านี้เป็นเพียงตำนาน แต่สะท้อนว่าคนท้องถิ่นมองสองปราสาทนี้คู่กันมานาน

    อ็องรี มูโอ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงจากการบันทึกเรื่องนครวัด เคยแวะชมปราสาทพนมวันในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861 และบันทึกว่าเป็นวิหารที่งดงามแห่งหนึ่ง

    รื้อแล้วประกอบใหม่ งานบูรณะสิบปี

    การบูรณะช่วง พ.ศ. 2532–2542 ดำเนินเป็นขั้นตอน เริ่มจากสำรวจ ทำแผนผัง วิเคราะห์โครงสร้าง และปรับพื้นที่ จากนั้นศึกษารูปแบบลวดลายและประเมินความมั่นคง แล้วจึงรื้อหินลงทีละก้อน ทำแผนที่ตำแหน่งและถ่ายภาพทุกชิ้นไว้

    เมื่อหินถูกรื้อออกหมด ช่างได้เสริมความแข็งแรงของฐานราก และปูชั้นยางมะตอยเพื่อกันความชื้นจากใต้ดิน ก่อนประกอบหินกลับตามตำแหน่งเดิมพร้อมตรวจสอบทีละจุด ระหว่างการทำงานยังพบเศษอิฐ ศิลาแลง และชิ้นส่วนหินที่มีจารึก ซึ่งช่วยให้เข้าใจลำดับการก่อสร้างได้ดีขึ้น

    งานดูแลรักษายังดำเนินต่อเนื่อง ในช่วง พ.ศ. 2566–2568 มีการทดลองประกอบชิ้นส่วนทับหลังด้านหน้า ซ่อมรอยร้าว เชื่อมหิน และใส่อิฐใหม่ในผนังมณฑป ส่วนหินทรายที่ใช้สร้างปราสาท นักธรณีวิทยาพบแหล่งตัดหินโบราณในเขตอำเภอสีคิ้วและอำเภอสูงเนิน ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานธรณีโคราช

    การบูรณะและปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมวันเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานราว 206 ไร่ในปี พ.ศ. 2541

    ระหว่าง พ.ศ. 2532–2542 (ค.ศ. 1989–1999) กรมศิลปากรบูรณะปราสาทด้วยวิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินออกทีละก้อน ทำเครื่องหมาย เสริมความมั่นคงของฐานราก แล้วประกอบกลับตามตำแหน่งเดิม หินที่หายหรือเสียหายมากจึงสกัดหินใหม่มาทดแทน

    ทุกวันนี้ปราสาทพนมวันยังเป็นที่สักการะของชาวบ้าน มีพระพุทธรูป เครื่องบูชา และธูปเทียนอยู่ภายใน ต่างจากปราสาทหลายแห่งที่เหลือเพียงซากโบราณสถาน

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพนมวัน อ.เมืองนครราชสีมา
    พิกัด 15.025082, 102.193676 (15°01′30.3″N 102°11′37.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ปราสาทพนมวันอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา ใกล้ตัวเมืองโคราช อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ชมได้ทั้งปราสาทประธาน ระเบียงคด ซุ้มประตู และจารึกบนกรอบประตูหิน ภายในยังเป็นที่สักการะพระพุทธรูป ควรแต่งกายสุภาพ เดินทางต่อไปปราสาทหินพิมายได้ในวันเดียวกัน

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. ราว 900): ศาสนสถานยุคแรก. จารึกกลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1
    • พุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): ก่อสร้างระยะที่สอง. สร้างปราสาทประธานหินทราย มณฑป ระเบียงคด และปรางค์น้อย
    • พ.ศ. 1598 (ค.ศ. 1055): จารึกสรรเสริญสุริยวรมันที่ 1. จารึกหลักที่ 2 บันทึกการแต่งตั้งวีรวรมันและการถวายที่ดิน
    • พ.ศ. 1625 (ค.ศ. 1082): พระราชโองการชัยวรมันที่ 6. จารึกหลักที่ 3 และ 4 บันทึกการดูแลและถวายของแก่ปราสาท
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 17: เปลี่ยนเป็นพุทธสถาน. พระพุทธรูปประดิษฐานแทนรูปเคารพเดิม
    • พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861): อ็องรี มูโอ แวะชม. นักสำรวจชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงปราสาท
    • 27 ก.ย. พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • พ.ศ. 2532–2542 (ค.ศ. 1989–1999): บูรณะแบบอนัสติโลซิส. กรมศิลปากรรื้อและประกอบปราสาทกลับคืน
    • 21 ก.ย. พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): กำหนดเขตโบราณสถาน. พื้นที่ราว 206 ไร่
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): อุทยานธรณีโลก. ปราสาทเป็นแหล่งหนึ่งในอุทยานธรณีโลกโคราช
    • พ.ศ. 2566–2568 (ค.ศ. 2023–2025): งานดูแลรักษาต่อเนื่อง. ทดลองประกอบทับหลังด้านหน้าและซ่อมรอยร้าว

    รู้หรือไม่

    ปราสาทที่แพ้การแข่งขัน

    ตามตำนาน ปราสาทพนมวันสร้างไม่เสร็จเพราะฝ่ายชายถูกโคมสัญญาณของฝ่ายหญิงที่สร้างพิมายหลอก

    หินอายุร้อยล้านปี

    หินทรายของปราสาทมาจากหินชุดโคราชที่มีอายุราว 120 ล้านปี

    จารึกอยู่ที่เดิม

    จารึกหลายหลักของพนมวันยังจัดแสดงอยู่ที่ตัวปราสาท ไม่ได้ถูกย้ายไปพิพิธภัณฑ์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Prasat Phanom Wan – Wikipedia
    2. ปราสาทพนมวัน: ร่องรอยสถาปัตยกรรมโบราณ สู่แหล่งเรียนรู้ในอุทยานธรณีโคราช – วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์
    3. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 2 (K.393) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    4. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 3 (K.391) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    5. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 4 – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. K. 392 Doorjamb from Prasat Phanom Wan – DharmaLekha
    7. Prasat Phnom Wan – Techno-Science
    8. ปราสาทพนมวัน (ฉบับเต็ม PDF) – วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทพนมวัน
    Phnom Wan · User:Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Phnom-Wan-001 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Prasat Hin Phanom Wan 3 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Phnom-Wan-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านเชียง

    บ้านเชียง

    ภาพประกอบ: Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    หมู่บ้านในอุดรธานีที่ซ่อนชุมชนเกษตรกรและช่างสำริดยุคก่อนประวัติศาสตร์ไว้ใต้ดิน จนกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกด้านโบราณคดีของไทย · ราว 4,000–1,700 ปีก่อน (ช่วงเวลายังถกเถียงกัน)

    ที่ตั้งตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
    ค้นพบพ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)
    ขนาดเนินดินรูปไข่ ราว 500 x 1,350 เมตร สูงราว 8 เมตร
    มรดกโลกขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
    หลักฐานเด่นภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดง เครื่องมือและเครื่องประดับสำริด หลุมฝังศพ
    การขุดค้นใหญ่กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พ.ศ. 2517–2518
    พื้นที่มรดกโลกราว 30 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 760 เฮกตาร์
    หลุมศพจากการขุดค้นปี 2517–2518อย่างน้อย 142 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเชียงตั้งอยู่บนเนินดินรูปไข่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บนแอ่งสกลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รอบเนินมีลำห้วยและที่ราบลุ่มที่เหมาะกับการทำนา

    เนินดินนี้เกิดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่อาศัย ทำกิน และฝังศพในที่เดิมเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินจึงทับถมสูงขึ้นจนเป็นเนินสูงราว 8 เมตร ปัจจุบันหมู่บ้านบ้านเชียงยังตั้งอยู่บนเนินเดียวกัน

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะเขียนลายสีแดง: หม้อดินเผาลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวล ภาพจำของบ้านเชียง เป็นของสมัยปลายของแหล่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • กำไลสำริด: กำไลหล่อสำริดสวมข้อมือและข้อเท้าของผู้ตาย หลักฐานการหล่อโลหะยุคแรก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน: หลุมฝังศพที่เปิดให้ชมในที่เดิม เห็นโครงกระดูกและภาชนะเรียงตามชั้นดิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดโพธิ์ศรีใน บ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ในหมู่บ้าน สะดุดรากต้นไม้ล้มลงบนทางเดิน แล้วสังเกตเห็นปากไหดินเผาโผล่จากพื้นดิน เขาเห็นว่าลวดลายแปลกตา จึงเก็บตัวอย่างส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

    ข่าวการค้นพบทำให้ไหลายเขียนสีแดงจากบ้านเชียงเป็นที่ต้องการของนักสะสม การลักลอบขุดหาโบราณวัตถุจึงแพร่หลาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จทอดพระเนตรหลุมขุดค้นในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) ชาวบ้านและหน่วยงานรัฐจึงตื่นตัวช่วยกันปกป้องแหล่งมากขึ้น

    กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975) กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียขุดค้นครั้งใหญ่ นำโดยพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน ได้โบราณวัตถุและตัวอย่างรวมหนักหลายตัน

    การสะดุดรากไม้ครั้งเดียวของนักศึกษาคนหนึ่ง เปิดประตูสู่ชุมชนช่างสำริดที่ถูกลืมมาหลายพันปี

    เบื้องหลังการขุดค้นครั้งใหญ่

    หลังสตีเฟน ยัง พบไหโบราณ เขานำตัวอย่างไปให้พันธุ์ทิพย์ บริพัตร แห่งวังสวนผักกาด และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรดู ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง และพบโครงกระดูก สำริด และภาชนะดินเผาอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นร่วมระหว่างกรมศิลปากรกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียใน พ.ศ. 2517–2518 มีพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน เป็นผู้อำนวยการร่วม ทีมงานบันทึกหลุมฝังศพได้อย่างน้อย 142 หลุม และขนส่งภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะรวมราว 6 ตันไปวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกา

    งานวิเคราะห์สะดุดลงเมื่อกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี จอยซ์ ไวท์ จึงรับช่วงโครงการบ้านเชียงต่อ ผลงานเรื่องโลหะของไวท์และเอลิซาเบธ แฮมิลตัน ตีพิมพ์เป็นชุดหนังสือสี่เล่ม และเล่มสุดท้ายออกใน พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือราวครึ่งศตวรรษหลังการขุดค้น

    วัตถุสำริดที่พบมีทั้งกำไลข้อมือ แหวน กำไลข้อเท้า ลวดและแท่งโลหะ หัวหอก ขวานและผึ่ง ตะขอ ใบมีด และกระดิ่งเล็ก ๆ งานวิจัยของไวท์จัดวัตถุโลหะเป็น 9 กลุ่ม พร้อมกับเบ้าหลอม แม่พิมพ์ และตะกรันโลหะ ซึ่งยืนยันว่าการหล่อโลหะเกิดขึ้นในชุมชนตั้งแต่ระยะแรก

    สิ่งที่พบ

    บ้านเชียงพบหลุมฝังศพมนุษย์กว่าร้อยหลุม ร่วมกับภาชนะดินเผาจำนวนมาก ภาชนะยุคแรกเป็นสีดำมีลายขีดขูด ยุคกลางมีหลายรูปทรง ส่วนยุคปลายเป็นภาชนะสีนวลเขียนลายสีแดงเป็นวงก้นหอยและลายโค้งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเชียง ภาชนะลายเขียนสีแดงนี้มีอายุราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200

    นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือและเครื่องประดับสำริด เช่น ขวาน หัวหอก กำไล และกระพรวน พร้อมเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ ซึ่งแสดงว่าชาวบ้านเชียงหล่อสำริดเองในชุมชน ในชั้นที่ใหม่กว่ายังพบเครื่องมือเหล็กและลูกปัดแก้ว

    หลักฐานอื่นบอกเรื่องชีวิตประจำวัน ได้แก่ แกลบข้าวในเนื้อดินภาชนะ กระดูกหมู ไก่ สุนัข และกระดูกควายในชั้นยุคหลัง แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และยังล่าสัตว์หาปลาควบคู่กัน หลักฐานการทำสงครามหรืออาวุธมีน้อยมาก

    สามสมัยของภาชนะดินเผา

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นการอยู่อาศัยของบ้านเชียงเป็นสมัยต้น สมัยกลาง และสมัยปลาย โดยใช้รูปแบบภาชนะดินเผาที่ฝังร่วมกับศพเป็นตัวช่วยสำคัญ ภาชนะเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีศพเป็นส่วนใหญ่ จึงประณีตกว่าภาชนะใช้งานทั่วไป

    ภาชนะสมัยต้นมีทั้งลายขีด ลายเชือกทาบ ลายเขียนสี และลวดลายปั้นแปะ ฝีมือละเอียดจนนักวิจัยชื่นชมว่ามีความซับซ้อนตั้งแต่แรกเริ่ม สมัยกลางนิยมภาชนะทรงหักมุมที่ทาสีบริเวณขอบปาก และบางหลุมพบว่ามีการทุบภาชนะให้แตกแล้วโรยทับร่างผู้ตาย

    ภาชนะเขียนลายสีแดงบนพื้นสีนวลที่ทำให้บ้านเชียงโด่งดัง เป็นของสมัยปลาย ซึ่งหมายความว่าช่างปั้นของบ้านเชียงทำภาชนะต่อเนื่องกันมาเกือบ 2,000 ปีก่อนจะถึงยุคลายแดงนี้ ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับบ้านเชียงจึงเป็นเพียงช่วงท้ายของเรื่องราวทั้งหมด

    ชีวิตและสุขภาพของคนบ้านเชียง

    ไมเคิล เปียทรูเซวสกี และมิเชล ทูมีย์ ดักลาส ศึกษาโครงกระดูกจากบ้านเชียงแล้วพบว่าคนที่นี่ใช้ร่างกายหนักและกระฉับกระเฉง แต่แทบไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กัน เศรษฐกิจเป็นแบบผสม คือทำนา ล่าสัตว์ และเก็บของป่า ไปพร้อมกับการทำโลหะ

    ข้อมูลจากโครงกระดูก 127 โครงที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ระบุว่า ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 165–175 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 150–157 เซนติเมตร และอายุขัยเฉลี่ยราว 27–34 ปี งานวิเคราะห์ของทีมสหรัฐฯ ยังพบว่าอายุขัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจากราว 30.4 ปีเป็น 28.1 ปีหลังจากเริ่มใช้ควายในการเกษตร

    กระดูกสัตว์ที่อำพัน กิจงาม และชาร์ลส์ ไฮแอม ศึกษา มีทั้งวัวป่าสองชนิดคือกระทิงและวัวแดง ซึ่งแสดงว่ายังมีการล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนร่องรอยบ้านเรือนชี้ว่าคนบ้านเชียงน่าจะอยู่ในบ้านใต้ถุนสูงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายบ้านชนบทอีสานที่เห็นได้ในปัจจุบัน

    ทองแดงและดีบุกมาจากไหน

    สำริดคือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก แต่ในพื้นที่บ้านเชียงเองไม่มีแร่ทั้งสองชนิด ชาวบ้านเชียงจึงต้องได้โลหะหรือแร่มาจากที่อื่น นี่คือหลักฐานว่าชุมชนเกษตรกรในแอ่งสกลนครเชื่อมต่อกับเครือข่ายแลกเปลี่ยนที่กว้างไกล

    การค้นพบที่บ้านเชียงจุดประกายให้เกิดโครงการโบราณโลหวิทยาในประเทศไทย นำโดยสุรพล นาถะพินธุ และวินเซนต์ พิกอตต์ ซึ่งเริ่มงานภาคสนามใน พ.ศ. 2527 โครงการนี้สำรวจแหล่งเหมืองทองแดงภูโล้นริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย และขุดค้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2528 พบว่ามีการทำเหมืองทองแดงอย่างน้อยตั้งแต่สหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และอาจส่งแร่หรือโลหะมายังชุมชนวัฒนธรรมบ้านเชียงที่อยู่ปลายน้ำ

    อีกแหล่งผลิตทองแดงสำคัญอยู่ที่หุบเขาวงพระจันทร์ใกล้ลพบุรี ซึ่งมีแหล่งโนนป่าหวาย โนนหมากลา และนิลกำแหง ภาพรวมจึงเป็นเครือข่ายเหมืองแร่และหมู่บ้านช่างโลหะที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสานและภาคกลาง โดยบ้านเชียงเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ใช้และหล่อโลหะ

    ความสำคัญ

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยยกย่องว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บ้านเชียงช่วยให้เห็นพัฒนาการของชุมชนเกษตรกรรมที่ค่อย ๆ รับและพัฒนาเทคโนโลยีโลหะ จากหมู่บ้านทำนาธรรมดาไปสู่ชุมชนที่ผลิตสำริดและเหล็กใช้เอง ต่อมายังเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีในภาคอีสานอีกหลายแห่ง

    ผลการศึกษาดีเอ็นเอโบราณที่เผยแพร่ในช่วงหลังยังพบว่าคนยุคเหล็กแถบบ้านเชียงมีพันธุกรรมต่างจากคนวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า สะท้อนว่าผู้คนเข้ามาสู่ดินแดนไทยหลายเส้นทาง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    ช่วงแรก การหาอายุด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ให้ตัวเลขเก่ามาก บางค่าย้อนไปกว่า 5,000 ปีก่อน มีการพูดกันว่าบ้านเชียงอาจเป็นแหล่งผลิตสำริดที่เก่าที่สุดในโลก ตัวเลขนี้ยังถูกอ้างในสื่อไทยจนถึงปัจจุบัน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแล้ว

    ปัจจุบันยังมีสองแนวคิดหลัก ฝ่ายของจอยซ์ ไวท์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้ค่าอายุจากข้าวในภาชนะ เสนอว่าชุมชนเริ่มราว 2,100 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 2,000–1,800 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฝ่ายของชาร์ลส์ ไฮแอม หาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ เสนอว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล

    ความต่างนี้ยังโยงไปถึงคำถามว่าความรู้เรื่องสำริดมาจากไหน ลำดับเวลาแบบไฮแอมสอดคล้องกับการรับเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้ ขณะที่ลำดับเวลาแบบไวท์เปิดทางให้เส้นทางอื่น ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ

    ปัจจุบัน

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในความดูแลของกรมศิลปากรจัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเชียง ใกล้กันมีหลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งเปิดให้เห็นโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิมที่พบ

    ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาตรวจยึดโบราณวัตถุที่ลักลอบนำออกจากไทยจำนวนมากในปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Antiquity ต่อมาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐฯ ได้ส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงหลายร้อยชิ้นกลับมาไทย ชาวบ้านเชียงเองก็ยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาลายเลียนแบบโบราณเป็นงานหัตถกรรมของชุมชน

    ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นการสืบสวนลับนาน 5 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ก่อนจะบุกตรวจค้น 13 จุดในแคลิฟอร์เนียและชิคาโกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ยึดโบราณวัตถุได้กว่า 10,000 ชิ้น หลายชิ้นมาจากบ้านเชียง พิพิธภัณฑ์โบเวอร์สส่งคืนวัตถุ 542 ชิ้น และพิพิธภัณฑ์มิงเกส่งคืน 68 ชิ้น ส่วนเจ้าของแกลเลอรีที่รับสารภาพใน พ.ศ. 2558 ต้องคืนโบราณวัตถุอีก 337 ชิ้น

    ชุมชนบ้านเชียงในปัจจุบันเป็นชาวไทพวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อราว 200 ปีก่อน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงจึงมีอาคารจัดแสดงวิถีชีวิตไทพวนแยกออกมาด้วย นอกเหนือจากอาคารนิทรรศการหลักที่เล่าเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง อ.หนองหาน
    พิกัด 17.407222, 103.236228 (17°24′26.0″N 103°14′10.4″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง หลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีในอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงอยู่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงของกรมศิลปากร และหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่แสดงโครงกระดูกและภาชนะในตำแหน่งที่พบจริง ในหมู่บ้านมีร้านเครื่องปั้นดินเผาลายบ้านเชียงและผ้าทอของชุมชน

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,100–1,500 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มอาศัยบนเนิน ปีที่แน่ชัดยังถกเถียงกัน
    • ราว 2,000–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคสำริด. เริ่มใช้และหล่อสำริด ตัวเลขต่างกันตามแนวคิดของนักวิชาการ
    • สหัสวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.: เหมืองทองแดงภูโล้น. มีการทำเหมืองทองแดงริมแม่น้ำโขงที่อาจส่งโลหะมายังวัฒนธรรมบ้านเชียง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ภาชนะลายเขียนสีแดง. ยุคปลายที่ผลิตภาชนะลายเขียนสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์
    • ส.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบไหโบราณ. จุดเริ่มต้นความสนใจของนักวิชาการ
    • 20 มี.ค. พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): เสด็จทอดพระเนตร. รัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จชมหลุมขุดค้น
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นครั้งใหญ่. กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบหลุมศพอย่างน้อย 142 หลุม
    • พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): กอร์แมนเสียชีวิต. งานวิเคราะห์ผลการขุดค้นล่าช้าออกไป
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): โครงการโบราณโลหวิทยา. สำรวจและขุดค้นเหมืองทองแดงภูโล้น จังหวัดเลย
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
    • ม.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ตรวจยึดของโบราณในสหรัฐฯ. บุกค้น 13 จุด ยึดโบราณวัตถุกว่า 10,000 ชิ้น
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เกิดข้อถกเถียงรอบใหม่. ทีมไฮแอมเสนอลำดับเวลาใหม่ และไวท์โต้แย้ง ในปีเดียวกันผู้ค้าโบราณวัตถุรับสารภาพในสหรัฐฯ
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): หนังสือชุดโลหะเล่มสุดท้าย. ผลวิเคราะห์โลหะบ้านเชียงของไวท์และแฮมิลตันครบชุด

    รู้หรือไม่

    เนินที่คนสร้างเอง

    เนินบ้านเชียงสูงราว 8 เมตร เกิดจากการอยู่อาศัยและฝังศพซ้อนกันหลายพันปี

    ชื่อเสียงที่มาพร้อมการลักลอบขุด

    ความนิยมไหลายเขียนสีแดงในตลาดนักสะสมทำให้มีการลักลอบขุดอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 2510

    หลอมเองในหมู่บ้าน

    การพบเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ยืนยันว่าชาวบ้านเชียงผลิตสำริดเอง

    ไม่มีอาวุธโลหะ

    ในบรรดาสำริดที่พบ แทบไม่มีอาวุธสำหรับสงคราม และโครงกระดูกก็มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้น้อยมาก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Chiang Archaeological Site – UNESCO World Heritage Centre
    2. Ban Chiang – Wikipedia
    3. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    4. Charles Higham: the dating game and the saga of Ban Chiang – Current World Archaeology
    5. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง – กรมประชาสัมพันธ์
    6. Ban Chiang Ceramics – ISEAA
    7. Ban Chiang National Museum – Museum Thailand
    8. Thailand Archaeometallurgy Project – Penn Museum

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเชียง
    Welcome to Ban Chiang World Heritage · User:Mattes · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Tribal Culture · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Woman making pots · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang excavations · Steve from Bangkok, Thailand · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Neolithic Pottery from Ban Chiang. Bangkok National Museum, b082 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Pots and sherds Steve took back to Bangkok · Barondare · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองสิงห์

    เมืองสิงห์

    ภาพประกอบ: Prasat-Muang-Sing-APR08-008 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองโบราณกำแพงศิลาแลงริมแควน้อย ที่มีปราสาทแบบเขมรเป็นศูนย์กลาง และยังมีข้อถกเถียงว่าใครเป็นผู้สร้าง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19 (มีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อยู่ก่อนแล้ว)

    ที่ตั้งอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย
    ขนาดเมืองราว 880 x 1,400 เมตร กำแพงศิลาแลงสูงราว 5–7 เมตร
    โบราณสถานหลักปราสาทเมืองสิงห์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
    รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา
    บูรณะเริ่ม พ.ศ. 2517
    อุทยานประวัติศาสตร์ประกาศ พ.ศ. 2530 เปิดอย่างเป็นทางการ 3 เมษายน พ.ศ. 2540
    กำแพงล้อมปราสาทศิลาแลง ราว 81.5 x 104 เมตร
    ประติมากรรมเด่นพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี สูงราว 161 เซนติเมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองสิงห์ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนราว 1 กิโลเมตร แม่น้ำแควน้อยโค้งโอบเมืองไว้ทางด้านหนึ่ง ทำให้ได้ทั้งแหล่งน้ำและแนวป้องกันตามธรรมชาติ

    ทำเลนี้อยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมลุ่มแม่กลองและแควน้อยขึ้นไปยังด่านเจดีย์สามองค์และดินแดนพม่า พื้นที่รอบเมืองมีคนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ ใกล้กับแหล่งบ้านเก่าที่อยู่ปลายน้ำลงไป

    หลักฐานสำคัญ

    • ปราสาทเมืองสิงห์: ปราสาทศิลาแลงในเมืองโบราณริมแม่น้ำแควน้อย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระโพธิสัตว์: ประติมากรรมแบบบายนที่พบในเมืองสิงห์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังเมืองและการค้นพบ

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 880 เมตร ยาวราว 1,400 เมตร ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงที่ก่อบนคันดิน สูงราว 5–7 เมตร (แหล่งข้อมูลระบุต่างกัน) มีประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และมีคูน้ำคันดินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งน่าจะใช้ทั้งป้องกันเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีกลุ่มโบราณสถานเรียงตามแนวแกนเหนือ-ใต้ 4 แห่ง โดยโบราณสถานหมายเลข 1 คือปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นศาสนสถานหลัก เมืองนี้ถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี ก่อนกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก

    กรมศิลปากรเริ่มบูรณะปราสาทเมืองสิงห์ในปี พ.ศ. 2517 ประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2540

    กำแพงศิลาแลงริมแควน้อยตั้งคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ครบ ว่าเป็นฝีมือกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร หรือของคนท้องถิ่นที่ฝันถึงปราสาทแบบบายน

    ผังปราสาทหลังการขุดแต่ง

    การขุดแต่งของกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ทำให้เห็นผังปราสาทชัดเจนขึ้น ปราสาทประธานหันหน้าไปทางตะวันออก ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดราว 81.5 x 104 เมตร ถัดเข้าไปเป็นระเบียงคดที่มีซุ้มประตูหรือโคปุระทั้งสี่ทิศ และมีอาคารเล็กกว้างราว 4.5 เมตรอยู่ที่มุมทั้งสี่

    ซุ้มประตูด้านตะวันออกซึ่งเป็นทางเข้าหลักยาวราว 25 เมตร ส่วนระเบียงด้านเหนือยาวราว 34.8 เมตร ในลานด้านตะวันออกเฉียงใต้มีอาคารขนาดเล็กอีกหลังหนึ่ง ภายในเขตเมืองยังพบสระน้ำหกสระ กระเบื้องดินเผาที่บ่งว่าเคยมีอาคารเครื่องไม้ และบ่อตัดศิลาแลงอยู่ไม่ไกล ซึ่งบอกว่าวัสดุก่อสร้างหาได้ในท้องถิ่น

    ช่างยึดก้อนศิลาแลงเข้าด้วยกันด้วยเดือยโลหะรูปตัว T หรือตัว I ที่ทำจากเหล็กและตะกั่ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบในปราสาทแบบเขมร นอกจากปราสาทหลัก ภายในเมืองยังมีฐานศาสนสถานหลังที่สองทางตะวันตกเฉียงเหนือ และฐานอาคารอีกสองแห่งที่ยังไม่รู้หน้าที่แน่ชัด

    สิ่งที่พบ

    ปราสาทเมืองสิงห์สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานอยู่กลาง ล้อมด้วยระเบียงคดและซุ้มประตู มีอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยอยู่ภายใน ลวดลายปูนปั้นและรูปแบบผังคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน

    ในบริเวณปราสาทพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพสำคัญของพุทธศาสนามหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันมีการจัดแสดงแบบจำลองในอาคารบางหลัง

    นอกจากนี้ การขุดค้นริมแม่น้ำแควน้อยในเขตอุทยานพบแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีโครงกระดูกพร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องประดับ กำหนดอายุราว ค.ศ. 200 แสดงว่าพื้นที่นี้มีคนอยู่ก่อนการสร้างเมืองกำแพงศิลาแลงนานมาก

    ประติมากรรมที่พบทีละชิ้น

    ประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแบบเปล่งรัศมี สลักจากหินทรายสีเทาอมฟ้า สูงราว 161 เซนติเมตร ทั่วองค์สลักรูปพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จำนวนมาก แทนแสงที่แผ่ออกจากพระโพธิสัตว์ แบบเดียวกับที่พบในศิลปะยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในกัมพูชา

    อีกชิ้นสำคัญคือพระนางปรัชญาปารมิตาจากหินทรายสีเทาอมฟ้าเช่นกัน สูงราว 98 เซนติเมตร ส่วนชิ้นที่ทำจากหินทรายสีแดง ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก เศียรทวารบาลสูงราว 47 เซนติเมตร และลำตัวสตรีที่ยังสลักไม่เสร็จ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เห็นว่างานหินทรายแดงเหล่านี้น่าจะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น

    ลวดลายปูนปั้นที่ประดับปราสาทก็น่าสนใจ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ยังมีร่องรอยทวารวดี กลุ่มที่เป็นแบบบายน และกลุ่มที่เริ่มมีลักษณะแบบไทย การผสมนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการบางคนมองว่าคนท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างมากกว่าที่เคยคิด

    เทวรูปของจริงหลายชิ้นถูกนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ปราสาทจัดแสดงแบบจำลองให้ผู้มาเยือนเห็นตำแหน่งเดิม

    หลุมศพสองพันปีริมแควน้อย

    ที่ขอบด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สี่โครง กำหนดอายุอยู่ในปลายยุคโลหะ ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200) ผู้ตายถูกฝังพร้อมหม้อดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และลูกปัดหินกับลูกปัดแก้ว

    ลูกปัดแก้วและหินเป็นสินค้าที่เดินทางมาตามเครือข่ายการค้าระยะไกล การพบในหลุมศพริมแควน้อยจึงบอกว่าชุมชนตรงนี้ติดต่อกับโลกภายนอกมาก่อนจะมีปราสาทนับพันปี และลุ่มน้ำแควน่าจะเป็นทางผ่านของสินค้ามาตั้งแต่ยุคนั้น

    ปัจจุบันผู้มาเยือนยังเข้าชมหลุมขุดค้นนี้ได้ เป็นจุดที่ทำให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเมืองสิงห์มีประวัติศาสตร์หลายชั้นซ้อนกัน ตั้งแต่ชุมชนยุคโลหะ เมืองแบบเขมร ไปจนถึงเมืองด่านสมัยรัตนโกสินทร์

    ความสำคัญ

    เมืองสิงห์เป็นเมืองแบบเขมรที่อยู่ไกลไปทางตะวันตกที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าคือเมือง ศรีชัยสิงหปุระ ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งระบุรายชื่อเมืองที่ได้รับพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถ

    หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง เมืองสิงห์ก็เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางที่เชื่อมอาณาจักรเขมรเข้ากับทางผ่านไปยังทะเลอันดามัน และแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของพุทธมหายานยุคบายนแผ่มาไกลถึงลุ่มน้ำแคว

    เมืองสิงห์ในเครือข่ายเมืองบายนฝั่งตะวันตก

    เมืองสิงห์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ในภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันตกยังมีศาสนสถานแบบบายนอีกหลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรกที่สุพรรณบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่ราชบุรี และวัดกำแพงแลงที่เพชรบุรี ซึ่งมีอาคารศิลาแลงแบบเขมรสี่หลัง

    ชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ เช่น ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุรี และศรีชัยวัชรปุรี มักถูกนักวิชาการจับคู่กับลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เมืองสิงห์ และเพชรบุรี ตามลำดับ แม้การจับคู่นี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพเส้นทางที่อิทธิพลเขมรแผ่มาตามชายขอบตะวันตกของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา

    หลังยุคเขมร เมืองสิงห์ร้างไปนาน จนในรัชกาลที่ 1 ถูกตั้งขึ้นใหม่เป็นเมืองเล็กที่มีป้อมคอยป้องกันเมืองกาญจนบุรี และถูกลดฐานะเป็นระดับอำเภอในสมัยรัชกาลที่ 5

    ข้อถกเถียง

    แนวคิดหลักเห็นว่าปราสาทเมืองสิงห์สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ตามหลักฐานด้านศิลปะ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มชี้ว่าผังปราสาทมีมุมไม่ตรงกัน ประตูไม่สม่ำเสมอ และลายปูนปั้นมีลักษณะท้องถิ่นที่ใกล้ทวารวดี จึงเสนอว่าอาจเป็นงานของคนท้องถิ่นที่เลียนแบบปราสาทเขมรในช่วงหลังอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจ ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19

    การระบุว่าเมืองสิงห์คือศรีชัยสิงหปุระก็ยังเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะอาศัยความคล้ายของชื่อเป็นหลัก ยังไม่มีจารึกในพื้นที่ที่ยืนยันได้ชัดเจน

    อีกประเด็นหนึ่งคือการบูรณะ ปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี ตั้งข้อสังเกตว่าชิ้นส่วนหินทรายสองชิ้นในพิพิธภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นส่วนของพระพุทธรูป อาจเป็นส่วนของใบหน้าขนาดใหญ่แบบที่ประดับยอดปราสาทสมัยบายน และตั้งคำถามว่าส่วนที่เหลือหายไปไหน ระหว่างช่วงที่ปราสาทถูกทิ้งไว้ก่อนการบูรณะ หรือระหว่างการบูรณะเอง

    เมืองสิงห์ในปัจจุบัน

    ปัจจุบันเมืองสิงห์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมกำแพงศิลาแลง ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานหมายเลข 2 และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำ

    พื้นที่โดยรอบร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการเดินหรือปั่นจักรยาน การเดินทางมาเมืองสิงห์มักรวมอยู่ในเส้นทางเดียวกับทางรถไฟสายมรณะ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทเมืองสิงห์ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อ.ไทรโยค
    พิกัด 14.038841, 99.243501 (14°02′19.8″N 99°14′36.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์อยู่ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย ใกล้สถานีรถไฟท่ากิเลนบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ภายในมีปราสาทเมืองสิงห์ กำแพงศิลาแลง และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่าได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: ชุมชนแรกเริ่ม. ลุ่มแควน้อยมีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่
    • ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200): แหล่งฝังศพริมแม่น้ำ. ชุมชนปลายยุคโลหะฝังศพพร้อมหม้อและลูกปัด
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงศรีชัยสิงหปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19: สร้างปราสาทเมืองสิงห์. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน (ยังถกเถียงเรื่องผู้สร้าง)
    • หลังยุคเขมร: เมืองร้าง. เมืองถูกทิ้งร้างหลายร้อยปี
    • สมัยรัชกาลที่ 1 (ค.ศ. 1782–1809): เมืองหน้าด่าน. ตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่เพื่อป้องกันกาญจนบุรี
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1868–1910): ลดฐานะ. เมืองสิงห์ถูกลดเป็นระดับอำเภอ
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): เริ่มขุดแต่งและบูรณะ. กรมศิลปากรเริ่มงานที่ปราสาท
    • พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977): รายงานต่อที่ประชุมนานาชาติ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศเสนอผลการขุดค้นต่อที่ประชุมนักประวัติศาสตร์เอเชีย
    • พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987): ประกาศอุทยานประวัติศาสตร์. จัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
    • 3 เม.ย. พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997): เปิดอย่างเป็นทางการ. เปิดให้ประชาชนเข้าชม

    รู้หรือไม่

    ศิลาแลงคือหินที่ตัดจากดิน

    ศิลาแลงเป็นดินที่มีเหล็กสูง เมื่อขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ยังตัดได้ง่าย แต่เมื่อโดนอากาศจะแข็งตัว จึงเป็นวัสดุก่อสร้างสำคัญของปราสาทแบบเขมร

    กำแพงหลายชั้น

    นอกจากกำแพงศิลาแลง เมืองสิงห์ยังมีคูน้ำและคันดินซ้อนหลายชั้น ซึ่งอาจช่วยกักเก็บและระบายน้ำในฤดูฝน

    พระโพธิสัตว์ที่มีพระพุทธรูปทั่วองค์

    พระอวโลกิเตศวรจากเมืองสิงห์สลักพระพุทธรูปองค์จิ๋วไว้ทั่วร่าง เพื่อแสดงว่าพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีเป็นพระพุทธเจ้านับไม่ถ้วน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mueang Sing Historical Park – Wikipedia
    2. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – Siam Society
    3. เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ขอม – ศิลปวัฒนธรรม
    4. ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    5. Jayavarman VII – Wikipedia
    6. Subhadradis Diskul: Recent Excavations at Prasat Muang Singh – JSS 66.1

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองสิงห์
    Prasat Muang Sing Historical Park, Thakilen, Thailand (368976275) · yeowatzup · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-010 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Mueang Sing Northern Gopura · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เขาคลังใน

    เขาคลังใน

    ภาพประกอบ: Khao Khlang Nai-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานศิลาแลงขนาดใหญ่กลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ ที่ฐานยังมีปูนปั้นรูปคนแคระแบกหน้าตาแปลก ๆ เรียงรายอยู่จนถึงวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (การกำหนดอายุยังต่างกัน)

    ที่ตั้งกลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
    ขนาดกว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร สูงราว 12 เมตร
    วัสดุศิลาแลง ประดับปูนปั้น
    ศาสนาศาสนสถานในพุทธศาสนา สมัยทวารวดี
    จุดเด่นปูนปั้นรูปคนแคระแบกและสัตว์แบก สลับลายพันธุ์พฤกษา ที่ฐานด้านทิศใต้และทิศตะวันตก
    มรดกโลกอยู่ในเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)
    ทิศหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบย่อมุม
    การคุ้มครองเมืองศรีเทพขึ้นทะเบียนโบราณสถาน พ.ศ. 2478 และเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2527

    ที่ตั้งและรูปทรง

    เมืองโบราณศรีเทพในจังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วยเมืองสองส่วนต่อกัน คือเมืองในและเมืองนอก แต่ละส่วนมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ เขาคลังในตั้งอยู่ใจกลางเมืองใน ไม่ไกลจากปรางค์ศรีเทพซึ่งเป็นศาสนสถานแบบเขมรที่สร้างในยุคหลัง

    คำว่าเขาในชื่อนี้มาจากรูปร่างของซากอาคาร ก่อนการขุดแต่ง เขาคลังในดูเหมือนเนินเขาเตี้ย ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ชาวบ้านจึงเรียกตามที่เห็น จนเมื่อนักโบราณคดีขุดลอกดินออก จึงพบว่าข้างใต้คืออาคารศิลาแลงขนาดใหญ่

    ตัวอาคารเป็นฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร สูงราว 12 เมตร มีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านทิศตะวันออก นำขึ้นไปสู่ลานด้านบน ปัจจุบันส่วนบนพังทลายไปเกือบหมด สิ่งที่เหลือให้เห็นคือฐานขนาดใหญ่ที่ยังมีปูนปั้นประดับติดอยู่บางส่วน

    หลักฐานสำคัญ

    • ปูนปั้นคนแคระแบก: รูปคนแคระในท่าแบกมีศีรษะเป็นคนและสัตว์ เรียงสลับกับลายพันธุ์พฤกษาที่ฐานอาคาร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ฐานด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของเขาคลังใน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ฐานศิลาแลงขนาดใหญ่: ฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านตะวันออก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ กลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์) ดูภาพถ่ายจริง
    • เขาคลังนอก: ศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือ ใช้เปรียบเทียบรูปแบบกับเขาคลังใน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ นอกเมืองโบราณศรีเทพทางทิศเหนือ) ดูภาพถ่ายจริง

    แผนผังและการก่อสร้าง

    เขาคลังในเป็นอาคารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบย่อมุม คือมุมของฐานถูกหยักเข้าเป็นจังหวะแทนที่จะเป็นมุมฉากเรียบ ๆ ลักษณะนี้พบได้บ่อยในศาสนสถานทวารวดี และช่วยให้ฐานขนาดใหญ่ดูมีมิติ มีแสงเงาตกกระทบเป็นช่วง ๆ

    บันไดด้านทิศตะวันออกพาขึ้นไปสู่ลานกว้างด้านบน ซึ่งน่าจะใช้เป็นพื้นที่เดินประทักษิณหรือประกอบพิธี ส่วนที่อยู่เหนือลานนี้ขึ้นไปหายไปแล้ว นักวิชาการจึงยังบอกไม่ได้ว่ายอดเดิมมีรูปทรงอย่างไร

    ตัวอาคารก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นหินที่หาได้ในท้องถิ่น ตอนที่เริ่มขุดค้น ซากอาคารถูกกลบอยู่ใต้ดิน เศษศิลาแลง และเศษอิฐ ผิวนอกเคยฉาบและประดับด้วยปูนปั้นเป็นแถบตามฐาน โดยวางรูปคนแคระแบกเป็นช่อง ๆ สลับกับลายพรรณพฤกษา

    ฐานข้อมูลศิลปะของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรตั้งข้อสังเกตว่า การวางศาสนสถานขนาดใหญ่ไว้ใจกลางเมืองแบบเขาคลังในเป็นแนวคิดที่ต่อมาพบอีกในเมืองสมัยสุโขทัยและอยุธยา ซึ่งมักมีวัดสำคัญตั้งอยู่กลางเมือง

    ใต้เนินที่ดูเหมือนเขาเตี้ย ๆ มีกองทัพคนแคระตัวเล็กยืนแบกศาสนสถานไว้มานานกว่าพันปี

    การค้นพบและการขุดค้น

    เมืองศรีเทพถูกระบุตำแหน่งอีกครั้งในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสืบหาเมืองชื่อศรีเทพที่ปรากฏในเอกสารเก่า จนพบซากเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำป่าสัก นับแต่นั้นเมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักของนักวิชาการ

    งานขุดค้นที่เขาคลังในเริ่มในปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) โดยหน่วยศิลปากรในภูมิภาค ครั้งแรกขุดเพียงบางส่วนทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) มีการขุดแต่งครั้งใหญ่ขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ราว 850 ตารางเมตร ทั้งด้านเหนือ ด้านตะวันออก และส่วนยอด แล้วทำต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ซึ่งพบโบราณวัตถุจำนวนมาก

    การขุดแต่งเผยให้เห็นว่าฐานของอาคารเคยประดับด้วยปูนปั้นอย่างวิจิตร โดยเฉพาะด้านทิศใต้ที่ยังมีปูนปั้นเหลืออยู่ติดกับตัวอาคารค่อนข้างครบ จนถือเป็นตัวอย่างงานปูนปั้นทวารวดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมซึ่งหาได้ยาก

    คนแคระแบกแห่งศรีเทพ

    สิ่งที่ทำให้เขาคลังในต่างจากศาสนสถานอื่นคือแถวของรูปปั้นคนแคระแบก หรือที่บางครั้งเรียกว่าคณะ รูปเหล่านี้มีลำตัวอ้วนเตี้ย ยกแขนขึ้นในท่าแบกน้ำหนักของอาคารไว้ สลับกับรูปสัตว์ในท่าแบกและลายพันธุ์พฤกษา

    งานศึกษาของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2567 นับได้ว่าเหลือรูปคนแคระแบกราว 40 ตัว อยู่ที่ฐานด้านทิศใต้ 35 ตัว และด้านทิศตะวันตก 5 ตัว รูปเหล่านี้บางตัวมีศีรษะเป็นคน แสดงสีหน้าต่างกัน ทั้งสงบ ยิ้ม และเคร่งเครียด บางตัวมีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ ลิง วัว และควาย

    รูปคนแคระสวมผ้านุ่งสั้น โพกผ้าที่ศีรษะ สวมเครื่องประดับคอ และตุ้มหูขนาดใหญ่ ผู้ศึกษาเห็นว่าแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอินเดียใต้ แล้วช่างท้องถิ่นนำมาปรับเป็นแบบของตนเอง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าสำนักศิลปะศรีเทพ ส่วนคนแคระแบกที่พบในแหล่งอื่น เช่น วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี มีรายละเอียดเรียบง่ายกว่า

    เขาคลังในกับเพื่อนบ้านในเมืองศรีเทพ

    เมืองในของศรีเทพมีพื้นที่ราว 1,300 ไร่ และมีโบราณสถานที่ผ่านการขุดแต่งบูรณะแล้วเกือบ 40 แห่ง ส่วนเมืองนอกมีพื้นที่ราว 1,589 ไร่ มีโบราณสถานกระจายอยู่อีกราว 54 แห่ง เขาคลังในจึงเป็นเพียงอาคารหนึ่งในเครือข่ายศาสนสถานขนาดใหญ่ แม้จะเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดของเมืองในก็ตาม

    ในเมืองในยังมีปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง ซึ่งเป็นปราสาทอิฐแบบเขมรที่สร้างภายหลัง ส่วนนอกเมืองมีเขาคลังนอก ห่างออกไปทางเหนือราว 2 กิโลเมตร ปรางค์ฤๅษี และถ้ำเขาถมอรัตน์ งานศึกษาด้านความเชื่อในอุทยานพบว่าโบราณสถานกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย

    เขาคลังในกับเขาคลังนอกมักถูกพูดถึงเป็นคู่ อาคารหนึ่งอยู่ในเมือง อีกอาคารอยู่นอกเมือง ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยวิเคราะห์หลักการสร้างของศาสนสถานกลุ่มนี้ และเสนอว่ามีความเชื่อมโยงกับแบบแผนสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนามหายาน รวมถึงมีความสัมพันธ์กับถ้ำเขาถมอรัตน์ที่อยู่ไม่ไกล

    เมื่อมองภาพรวม เขาคลังในจึงช่วยเล่าว่าศรีเทพเป็นเมืองที่ผู้คนหลายความเชื่ออยู่ร่วมกันและเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จากชุมชนทวารวดีที่นับถือพุทธ ไปจนถึงช่วงที่อิทธิพลเขมรเข้ามาและมีการสร้างปราสาทในศาสนาฮินดู

    ความสำคัญ

    เขาคลังในเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ในพุทธศาสนาสมัยทวารวดี และเป็นหนึ่งในอาคารหลักของเมืองใน ร่วมกับปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง อีกแห่งที่ใหญ่กว่าคือเขาคลังนอก ซึ่งอยู่นอกตัวเมืองไปทางเหนือ ทั้งสองแห่งช่วยให้เห็นว่าศรีเทพเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีกำลังคนและช่างฝีมือมากพอจะสร้างอาคารขนาดใหญ่

    ในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) คณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยที่ 45 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ได้ขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แหล่งที่ขึ้นทะเบียนมีสามส่วน คือเมืองโบราณศรีเทพ เขาคลังนอก และถ้ำเขาถมอรัตน์ เขาคลังในอยู่ภายในส่วนของเมืองโบราณ

    ยูเนสโกให้เหตุผลว่าศรีเทพเป็นพยานของการแลกเปลี่ยนทางศาสนาและวัฒนธรรมที่มีรากจากอินเดีย และสะท้อนอารยธรรมทวารวดีที่เจริญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 10 งานปูนปั้นที่เขาคลังในเป็นหลักฐานชัดเจนชิ้นหนึ่งของการรับแล้วปรับรูปแบบศิลปะจากภายนอกให้เป็นแบบท้องถิ่น

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุและศาสนา

    แหล่งข้อมูลยังกำหนดอายุของเขาคลังในต่างกัน ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 ขณะที่บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนสื่อบางแห่งให้ช่วงกว้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16 ความต่างนี้มาจากการที่ยังไม่มีจารึกหรือค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุปีสร้างได้แน่ชัด

    เรื่องศาสนาก็มีหลายชั้น งานศึกษาเรื่องคนแคระแบกเสนอว่าเดิมเขาคลังในสร้างขึ้นในพุทธศาสนาแบบเถรวาท แต่ต่อมาอาจเปลี่ยนไปใช้ในพุทธศาสนามหายาน โดยพิจารณาจากประติมากรรมพระโพธิสัตว์ที่พบในบริเวณ นักวิชาการบางคนยังเชื่อมโยงแผนผังของศาสนสถานใหญ่ที่ศรีเทพเข้ากับศิลปะมหายานจากอินเดียใต้และชวาภาคกลาง

    อีกคำถามหนึ่งคือหน้าที่ของอาคาร ว่าเป็นสถูปหรือวิหาร เพราะส่วนบนหายไปแล้ว นักวิชาการจึงต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาคารร่วมสมัยในการตีความ คำถามเหล่านี้ยังเปิดอยู่และรอหลักฐานใหม่

    ความเชื่อของคนท้องถิ่นและการคุ้มครอง

    ก่อนที่นักโบราณคดีจะเข้ามาทำงาน ชาวบ้านรอบศรีเทพมองเมืองโบราณแห่งนี้ด้วยความเกรงกลัว ตามตำนานท้องถิ่น ศรีเทพเป็นเมืองที่เทวดาสร้างไว้ก่อนจะกลับขึ้นสวรรค์ คนจึงไม่กล้าเข้าไปตั้งบ้านเรือนในเขตเมือง และเชื่อว่าใครฝ่าฝืนอาจเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุร้ายกับครอบครัว ความเชื่อนี้มีผลทางอ้อมให้เนินโบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งเขาคลังใน ไม่ถูกรื้อหรือขุดทำลายมากนัก

    ชาวบ้านยังนับถือเจ้าพ่อศรีเทพในฐานะผู้ปกปักเมือง และนำธูปและอาหารมาเซ่นไหว้ ต่อมากรมศิลปากรได้ย้ายศาลลงมาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม และมีการจัดพิธีบวงสรวงเป็นประจำทุกปีในเดือนสามตามจันทรคติ

    ในทางกฎหมาย เมืองศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) และยกฐานะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) ปัจจุบันได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

    งานอนุรักษ์ที่ศรีเทพยึดหลักให้แยกส่วนใหม่ออกจากของเดิมได้ เช่น ที่เขาคลังนอกซึ่งเริ่มขุดแต่งในปี พ.ศ. 2551 ทีมงานเลือกใช้ศิลาแลงสีอ่อนกว่าเดิมเมื่อต้องเสริมส่วนที่หายไป สำหรับเขาคลังใน ความท้าทายหลักคือปูนปั้นที่ตากแดดตากฝนมานานและผุกร่อนง่าย จึงต้องดูแลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ใบหน้าของคนแคระลบเลือนไป

    ปัจจุบัน

    เขาคลังในอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนสามารถเดินชมฐานอาคารและมองหารูปคนแคระแบกที่ฐานด้านทิศใต้ได้ ปูนปั้นเหล่านี้เปราะบางและผุกร่อนได้ง่าย จึงควรชมจากระยะที่กำหนดและไม่สัมผัส

    การได้เห็นใบหน้าของคนแคระแต่ละตัว ซึ่งบางตัวยิ้ม บางตัวทำหน้าเครียด ทำให้เข้าใจว่าช่างเมื่อพันกว่าปีก่อนมีอารมณ์ขันและความช่างสังเกตไม่ต่างจากศิลปินทุกวันนี้

    พิกัดและการนำทาง

    โบราณสถานเขาคลังใน ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
    พิกัด 15.465528, 101.144651 (15°27′55.9″N 101°08′40.7″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เขาคลังในอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในความดูแลของกรมศิลปากร ภายในอุทยานยังมีปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และเขาคลังนอก ควรเริ่มที่ศูนย์ข้อมูลของอุทยานเพื่อดูภาพรวมของเมือง แล้วเดินชมฐานด้านทิศใต้ของเขาคลังในที่ยังมีปูนปั้นคนแคระแบกหลงเหลืออยู่

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6–10): ทวารวดีรุ่งเรือง. ศรีเทพเป็นเมืองสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีในลุ่มแม่น้ำป่าสัก
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16: สร้างเขาคลังใน. ปีสร้างที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แหล่งข้อมูลกำหนดอายุต่างกัน
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบเมืองศรีเทพ. กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงระบุตำแหน่งเมืองศรีเทพ
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. เมืองศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): ขุดค้นครั้งแรก. ขุดบางส่วนด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ. ยกฐานะเมืองโบราณเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ขุดแต่งครั้งใหญ่. ครอบคลุมพื้นที่ราว 850 ตารางเมตร
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ขุดแต่งต่อเนื่อง. พบโบราณวัตถุจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดแต่งเขาคลังนอก. เริ่มเผยโฉมศาสนสถานคู่แฝดนอกเมือง ทำให้เปรียบเทียบกับเขาคลังในได้ชัดขึ้น
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้อง
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): งานศึกษาคนแคระแบก. มีการตีพิมพ์งานวิจัยรูปแบบและที่มาของคนแคระแบกที่เขาคลังใน

    รู้หรือไม่

    คนแคระหัวช้าง

    คนแคระแบกบางตัวที่เขาคลังในมีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ ลิง วัว และควาย

    ด้านใต้สำคัญที่สุด

    จากรูปคนแคระที่เหลือราว 40 ตัว มีถึง 35 ตัวอยู่ที่ฐานด้านทิศใต้

    มีพี่น้องอยู่นอกเมือง

    เขาคลังนอกซึ่งอยู่นอกเมืองทางทิศเหนือมีขนาดใหญ่กว่า และยูเนสโกเรียกว่าโบราณสถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือ

    เคยเป็นเมืองต้องห้าม

    ตามความเชื่อท้องถิ่น ศรีเทพเป็นเมืองเทวดา ชาวบ้านจึงไม่กล้าตั้งบ้านเรือนในเขตเมืองมาหลายชั่วคน ซึ่งช่วยให้ซากอาคารอย่างเขาคลังในรอดพ้นจากการถูกรื้อ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. SAC Southeast Asian Arts: Khao Klang Nai
    2. UNESCO: The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments
    3. Taonoke: Style and Origin of Upholders as Carrying Dwarfs at the Khao Khlang Nai Archaeological Site
    4. Si Thep Historical Park (Wikipedia)
    5. ศิลปวัฒนธรรม: เมืองศรีเทพ เมืองมรดกโลกล่าสุดของไทย
    6. มติชน: สำรวจศรีเทพ เยือนมหาสถูปแห่งลุ่มน้ำป่าสัก
    7. เดลินิวส์: ศรีเทพขึ้นทะเบียนมรดกโลก
    8. Bangkok Post: Preserving history
    9. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีเทพ มรดกโลก ข้อมูลพื้นที่และการขึ้นทะเบียน
    10. Multi-Culture of Belief in Si Thep Historical Park (วารสาร มจร.)
    11. Taonoke: ฉบับเต็ม (PDF)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-006 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-009 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons