หมวดหมู่: สถานที่

  • ปราสาทหินพิมาย

    ปราสาทหินพิมาย

    ภาพประกอบ: Phimai Historical Park Thailand 08 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทหินแบบเขมรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ปลายทางของถนนโบราณจากเมืองพระนคร และบ้านเกิดของราชวงศ์ที่ขึ้นครองกัมพูชา · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11–ต้น 13)

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ริมแม่น้ำมูล
    ชื่อในจารึกวิมายปุระ (เมืองวิมาย) ซึ่งกลายเป็นชื่อพิมาย
    ศาสนาพุทธมหายาน ผสมคติพราหมณ์
    ขนาดเมืองราว 1,030 x 565 เมตร
    ปรางค์ประธานสูงราว 28 เมตร หันหน้าทิศใต้สู่เมืองพระนคร
    บูรณะไทยร่วมกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2507–2512 เปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ 12 เม.ย. 2532
    จารึกราวสิบกว่าหลัก ภาษาเขมรและสันสกฤต เก่าสุดที่ลงศักราช พ.ศ. 1584
    ทับหลังด้านทิศใต้พระพุทธเจ้าประทับนั่งใต้นาคปรกเจ็ดเศียร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทหินพิมายตั้งอยู่กลางเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บนที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน ตัวเมืองโบราณล้อมด้วยแม่น้ำมูล ลำน้ำเค็ม และคูเมือง กินพื้นที่ยาวราว 1,030 เมตร กว้างราว 565 เมตร

    ลุ่มน้ำมูลตรงนี้มีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งยุคสำริดและยุคเหล็กอย่างบ้านโนนวัดและเนินอุโลกอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ชุมชนเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้พิมายเติบโตเป็นเมืองสำคัญในเวลาต่อมา

    จารึกเรียกเมืองนี้ว่าวิมายปุระ หมายถึงเมืองวิมาย ชื่อนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนเสียงมาเป็นพิมายในภาษาไทย

    หลักฐานสำคัญ

    • ปรางค์ประธานปราสาทหินพิมาย: ปราสาทหินทรายขาวหันหน้าทางทิศใต้สู่เมืองพระนคร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย) ดูภาพถ่ายจริง
    • ทับหลังพุทธศาสนามหายาน: ทับหลังสลักภาพพระพุทธรูปและเทพในคติมหายาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7: รูปบุคคลนั่งสมาธิ พบที่ปราสาทพิมาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย) ดูภาพถ่ายจริง

    การสร้างและผู้สร้าง

    ลุ่มน้ำมูลตอนบนเข้าสู่ขอบเขตอิทธิพลของอาณาจักรเขมรราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–11 ศาสนสถานที่พิมายเริ่มสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 และอาคารส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันมีอายุช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12

    นักวิชาการส่วนใหญ่ยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1623–1650 หรือ ค.ศ. 1080–1107) เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน พระองค์มาจากตระกูลที่มีถิ่นฐานในลุ่มน้ำมูลแถบพิมาย และได้ตั้งราชวงศ์มหิธรปุระขึ้นครองเมืองพระนคร ราชวงศ์นี้ต่อมามีกษัตริย์อย่างพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด

    จารึกภาษาเขมรที่กรอบประตูปราสาทลงศักราชช่วง พ.ศ. 1651–1655 (ค.ศ. 1108–1112) ในรัชกาลพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ยืนยันว่าปราสาทประธานสร้างเสร็จก่อนช่วงเวลานั้น ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 มีการก่อสร้างและซ่อมแซมเพิ่มเติม

    ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางใต้ เพราะปลายทางของถนนเส้นยาวที่ออกจากประตูของมันคือเมืองพระนคร

    จารึกบอกอะไรเรื่องพิมาย

    ปราสาทพิมายเป็นแหล่งที่พบจารึกมากแหล่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการจัดทะเบียนจารึกจากปราสาทแห่งนี้ไว้ราวสิบกว่าหลัก มีทั้งภาษาเขมรโบราณและภาษาสันสกฤต จารึกเหล่านี้ช่วยให้เรากำหนดช่วงเวลาการสร้างและใช้งานปราสาทได้ แทนที่จะอาศัยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียว

    จารึกที่เก่าที่สุดหลักหนึ่งเป็นศิลาจารึกที่แตกหักจากปราสาทพิมาย ลงมหาศักราช 963 ตรงกับ พ.ศ. 1584 (ค.ศ. 1041) ในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มีโศลกภาษาสันสกฤตสรรเสริญทั้งพระศิวะและพระพุทธเจ้า และมีส่วนที่เป็นภาษาเขมรบันทึกการถวายข้าวและน้ำมันเป็นประจำ หลักฐานนี้สนับสนุนความเห็นว่ามีศาสนสถานอยู่ที่พิมายแล้วก่อนปราสาทประธานหลังปัจจุบัน

    จารึกที่กรอบประตูซุ้มประตูทิศใต้ของระเบียงคดลงมหาศักราช 1030–1034 ตรงกับราว พ.ศ. 1651–1655 บันทึกว่าขุนนางและข้าราชการแต่ละคนถวายสิ่งใดแก่ศาสนสถานในแต่ละปี ทั้งข้าทาส ที่ดิน และสิ่งของอื่น ๆ ส่วนจารึกบนฐานรูปเคารพในระเบียงคดกล่าวถึงศรีวีเรนทราธิปติวรมัน แห่งเมืองโฉกวกุล ผู้สร้างรูปเคารพกมรเตงชคตเสนาบดี แสดงว่าขุนนางท้องถิ่นมีบทบาทสูงในการอุปถัมภ์ปราสาท

    ยังมีจารึกอีกหลักลงมหาศักราช 1108 ตรงกับ พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186) ซึ่งอยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จารึกทั้งชุดจึงครอบคลุมเวลาเกือบ 150 ปี ตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จนถึงยุคปลายของเมืองพระนคร

    สิ่งที่เห็นในปราสาท

    ปราสาทพิมายมีผังซ้อนกันหลายชั้น เริ่มจากสะพานนาค ซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอก ระเบียงคด แล้วจึงถึงลานชั้นในที่มีปรางค์ประธานหินทรายสีขาวสูงราว 28 เมตร ขนาบด้วยปรางค์หินแดงและปรางค์พรหมทัตซึ่งก่อด้วยศิลาแลง

    ทับหลังและหน้าบันของปรางค์ประธานส่วนใหญ่สลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาและเรื่องรามเกียรติ์ ยกเว้นด้านทิศใต้ที่สลักภาพพระศิวะนาฏราช การผสมภาพทั้งสองศาสนาไว้ในอาคารเดียวทำให้พิมายเป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะเขมรในดินแดนไทย

    ในปี พ.ศ. 2493 มีการพบประติมากรรมหินบุคคลสองชิ้นที่ปรางค์พรหมทัต นักวิชาการเชื่อว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระมเหสี ชาวบ้านเรียกตามนิทานพื้นบ้านว่าท้าวพรหมทัตและนางอรพิม ส่วนหญิงในรูปสลักนักวิชาการเชื่อว่าเป็นพระนางชัยราชเทวี ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

    เดินชมผังเมืองพิมาย

    ผู้มาเยือนในสมัยโบราณที่เดินทางมาตามถนนจากเมืองพระนครจะเข้าเมืองทางประตูชัยด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นประตูเมืองหลักและกว้างพอให้ขบวนช้างผ่านได้ จากนั้นเดินตรงขึ้นเหนือมาถึงสะพานนาคที่มีราวเป็นลำตัวนาคเจ็ดเศียร ก่อนเข้าซุ้มประตูกำแพงชั้นนอก

    ระหว่างกำแพงชั้นนอกกับระเบียงคดมีบรรณาลัยและอาคารประกอบอื่น ๆ เมื่อผ่านซุ้มประตูระเบียงคดเข้าไปจึงพบลานชั้นใน ซึ่งมีปรางค์ประธานหินทรายสีขาวอยู่ตรงกลาง ต่อด้วยมณฑปด้านหน้า ปรางค์หินแดงและปรางค์พรหมทัตตั้งอยู่ด้านหน้าในลานเดียวกัน ระเบียงคดเองก็สร้างใหม่บางส่วนในการบูรณะ

    ลำดับจากโลกภายนอกเข้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์ตรงกลางนี้สะท้อนคติจักรวาลแบบอินเดีย สะพานนาคเป็นเหมือนสายรุ้งเชื่อมโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ และปรางค์ประธานเปรียบได้กับเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาล

    พุทธตันตระที่พิมาย

    ภายในห้องครรภคฤหะของปรางค์ประธานเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก และทับหลังด้านทิศใต้ที่หันไปทางเมืองพระนครก็สลักภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิใต้พังพานนาคเจ็ดเศียร ภาพนี้จึงเป็นหัวใจของปราสาท และน่าจะเกี่ยวข้องกับเทพประธานที่จารึกเรียกว่ากมรเตงชคตวิมาย

    นอกจากภาพพุทธประวัติ ทับหลังหลายชิ้นยังสลักรูปเทพ อสูร และสัตว์ตามคัมภีร์พุทธศาสนาแบบวัชรยานหรือพุทธตันตระ ภาพชุดนี้ไม่ค่อยพบในปราสาทเขมรแห่งอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน

    เปีย คอนติ นักวิชาการด้านศิลปะเขมร เสนอในงานวิจัยปี พ.ศ. 2550 ว่าพิมายเป็นศาสนสถานพุทธตันตระแห่งแรกที่สร้างในระดับราชสำนัก ราว ค.ศ. 1080–1108 ก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะส่งเสริมพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ราวร้อยปีต่อมา ขณะเดียวกันเธอโต้แย้งความเห็นเดิมที่ว่าลัทธิบูชาเหวัชระเกิดบนที่ราบสูงโคราชก่อนแล้วจึงแพร่ไปเมืองพระนคร โดยเสนอว่าทั้งสองพื้นที่พัฒนาคติพุทธตันตระไปพร้อมกันในแบบของตน ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในวงวิชาการ

    ความสำคัญ

    ปราสาทพิมายมีลักษณะพิเศษคือหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก นักวิชาการอธิบายว่าเพื่อหันไปหาเมืองพระนคร ซึ่งเชื่อมกับพิมายด้วยถนนโบราณยาวราว 225 กิโลเมตร ตามถนนสายนี้มีที่พักคนเดินทางที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นระยะ

    พิมายจึงเป็นทั้งศูนย์กลางทางศาสนาและเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรเขมรบนที่ราบสูงโคราช การที่ราชวงศ์จากลุ่มน้ำมูลขึ้นไปครองเมืองพระนครยังแสดงว่าดินแดนที่เป็นภาคอีสานในปัจจุบันมีบทบาทสูงในประวัติศาสตร์เขมร

    แม้ผู้ปกครองเขมรหลายพระองค์นับถือศาสนาพราหมณ์ แต่ปราสาทพิมายเป็นศาสนสถานสำคัญของพุทธศาสนามหายาน สะท้อนว่าชุมชนในลุ่มน้ำมูลนับถือพุทธศาสนามาก่อนตั้งแต่สมัยทวารวดี

    ข้อถกเถียง

    ผู้สร้างปราสาทพิมายยังมีความเห็นต่างกันเล็กน้อย ข้อมูลภาษาไทยบางแหล่งระบุว่าเริ่มสร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ขณะที่นักวิชาการจำนวนมากยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน ความเป็นไปได้หนึ่งคือพื้นที่นี้มีศาสนสถานรุ่นก่อนอยู่แล้ว และปราสาทที่เห็นวันนี้สร้างทับในรัชกาลหลัง

    อีกเรื่องคือศาสนาของปราสาท แหล่งข้อมูลจำนวนมากระบุว่าสร้างเป็นศาสนสถานพุทธมหายานตั้งแต่แรก แต่บางแหล่งเสนอว่าเดิมเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ แล้วเปลี่ยนเป็นพุทธมหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภาพสลักที่ผสมทั้งสองศาสนาทำให้ประเด็นนี้ยังตีความได้หลายทาง

    ส่วนประติมากรรมที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นเป็นการระบุจากรูปแบบศิลปะที่คล้ายประติมากรรมของพระองค์ในกัมพูชา ไม่มีจารึกกำกับ จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันโดยตรง

    ปัจจุบัน

    รัฐบาลไทยประกาศคุ้มครองปราสาทพิมายเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2479 ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศบูรณะระหว่าง พ.ศ. 2507–2512 โดยใช้วิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินที่พังลงมาแล้วประกอบกลับเข้าที่เดิม โดยใช้วัสดุใหม่ให้น้อยที่สุด มีแบร์นาร์ด-ฟิลิปป์ โกรลิเยร์ และสถาปนิกปีแยร์ ปิชาร์ เป็นกำลังสำคัญ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พิมายเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2532 ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ซึ่งจัดแสดงทับหลังและประติมากรรมจากแหล่งต่าง ๆ ในลุ่มน้ำมูล

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
    พิกัด 15.220018, 102.494151 (15°13′12.1″N 102°29′38.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์พิมายอยู่ใจกลางอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในความดูแลของกรมศิลปากร ภายในมีสะพานนาค ซุ้มประตู ระเบียงคด และปรางค์ทั้งสาม ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ที่จัดแสดงทับหลังและประติมากรรมจากลุ่มน้ำมูล

    ไทม์ไลน์

    • ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–11: เขมรขยายอิทธิพล. ลุ่มน้ำมูลตอนบนเข้าสู่ขอบเขตอาณาจักรเขมร
    • พ.ศ. 1584 (ค.ศ. 1041): จารึกสมัยสุริยวรมันที่ 1. ศิลาจารึกจากปราสาทพิมายสรรเสริญพระศิวะและพระพุทธเจ้า
    • พ.ศ. 1623–1650 (ค.ศ. 1080–1107): รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 6. ผู้ตั้งราชวงศ์มหิธรปุระ เชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างปราสาทประธาน
    • พ.ศ. 1651–1655 (ค.ศ. 1108–1112): จารึกกรอบประตู. จารึกภาษาเขมรในรัชกาลพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1
    • พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186): จารึกสมัยชัยวรมันที่ 7. จารึกจากปราสาทพิมายลงมหาศักราช 1108
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ปลายศตวรรษที่ 12): สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างเพิ่มเติมและที่พักคนเดินทางตามถนนสู่เมืองพระนคร
    • พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907): บันทึกโดยนักสำรวจฝรั่งเศส. ลูเนต์ เดอ ลาฌองกีแยร์ ขึ้นบัญชีปราสาทพิมายในทะเบียนโบราณสถานเขมร
    • พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ประกาศเป็นโบราณสถาน. รัฐบาลไทยคุ้มครองปราสาทพิมาย
    • พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950): พบประติมากรรม. พบรูปบุคคลที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ปรางค์พรหมทัต
    • พ.ศ. 2507–2512 (ค.ศ. 1964–1969): บูรณะแบบอนัสติโลซิส. โครงการร่วมไทย-ฝรั่งเศส
    • 12 เม.ย. พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): เปิดอุทยานประวัติศาสตร์. เปิดอุทยานประวัติศาสตร์พิมายอย่างเป็นทางการ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): มรดกโลกรายการเบื้องต้น. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปรางค์ปลายบัดเข้าบัญชีเบื้องต้น ต่อจากรายการเดิมที่รวมพิมายไว้ด้วย

    รู้หรือไม่

    ใหญ่ใกล้เคียงนครวัด

    พื้นที่ที่ล้อมรอบเมืองพิมายมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของนครวัด

    ห้องเรียนบูรณะ

    การบูรณะพิมายเป็นครั้งแรกที่ไทยใช้วิธีอนัสติโลซิส และกลายเป็นต้นแบบของการบูรณะปราสาทหินแห่งอื่น เช่น พนมรุ้ง

    นิทานกับรูปสลัก

    ชาวบ้านเรียกรูปสลักที่ปรางค์พรหมทัตว่าท้าวพรหมทัต ตามนิทานพื้นบ้านท้าวปาจิตกับนางอรพิม

    ขุนนางท้องถิ่นก็สร้างรูปเคารพ

    จารึกในระเบียงคดบอกว่าศรีวีเรนทราธิปติวรมัน ขุนนางจากเมืองโฉกวกุล เป็นผู้สร้างรูปเคารพสำคัญองค์หนึ่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phimai Historical Park – Wikipedia
    2. ปราสาทหินพิมาย – วิกิพีเดีย
    3. Jayavarman VI – Wikipedia
    4. Mahidharapura dynasty – Wikipedia
    5. Ancient Khmer Highway – Wikipedia
    6. ปิแอร์ ปิชาร์ด์ นักบูรณะปราสาทพิมาย-พนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    7. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย – กรมศิลปากร
    8. K. 953. Fragmentary stela from Prasat Phimai – DHARMA
    9. K. 954. Pedestal of the interior gallery of Phimay – DHARMA
    10. ศิลาจารึกปราสาทหินพิมาย 3 – ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    11. Tantric Buddhism in Phimai (Pia Conti, 2007) – Angkor Database
    12. Phimai – Hello Angkor (inscription list)
    13. Two sites placed on Unesco tentative list – Bangkok Post

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทหินพิมาย
    Phimai Historical Park 02 · Napast3379 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Phimai Prang · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Simha Lintel, Phimai 0402 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Lintel with Standing Figures, Phimai 0341 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Ramayana Lintel, Phimai 0349 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Lintel from the Inner Gopura, Phimai 0344 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัดเสมาเมือง

    วัดเสมาเมือง

    ภาพประกอบ: ศิลาจารึกวัดเสมาเมือง · คีโต · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดในตัวเมืองนครศรีธรรมราชที่ผูกชื่อไว้กับจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ ลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) หลักฐานเก่าที่สุดที่เอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยบนคาบสมุทรไทย · จารึกลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)

    ที่ตั้งตัวเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
    หลักฐานสำคัญจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ (Ligor inscription)
    ปีในจารึกมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)
    ลักษณะจารึกแผ่นศิลาจารึกสองด้าน เรียกด้าน A และด้าน B
    ภาษาสันสกฤต
    ผู้ศึกษาสำคัญยอร์ช เซเดส์ (ตีพิมพ์ พ.ศ. 2461)
    วัสดุและขนาดหินทราย รูปใบเสมา กว้างราว 50 สูงราว 104 หนาราว 9 เซนติเมตร
    ที่เก็บรักษาปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    นครศรีธรรมราชที่ฝรั่งเรียกว่าลิกอร์

    นครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของภาคใต้ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรใกล้อ่าวไทย ชาวตะวันตกเรียกเมืองนี้ว่าลิกอร์ (Ligor) มาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนจะมีชื่อนครศรีธรรมราช บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของรัฐโบราณที่เอกสารจีนและจารึกเรียกว่าตามพรลิงค์

    วัดเสมาเมืองเป็นวัดเก่าแก่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อของวัดเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลกเพราะผูกอยู่กับศิลาจารึกหลักหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าจารึกลิกอร์ ตามชื่อเดิมของเมือง ส่วนในทะเบียนจารึกของไทยเรียกว่าจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกวัดเสมาเมือง

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกวัดเสมาเมือง: ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1318 กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    จารึกสองด้าน สองเรื่อง

    จารึกหลักนี้เป็นแผ่นศิลาที่มีตัวอักษรทั้งสองด้าน นักวิชาการเรียกด้านแรกว่าลิกอร์ A และอีกด้านว่าลิกอร์ B ทั้งสองด้านใช้ภาษาสันสกฤต แต่ลักษณะตัวอักษรและเนื้อหาต่างกัน จึงอาจจารึกขึ้นต่างวาระกัน

    ด้าน A ลงปีมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) เนื้อความสรรเสริญพระเจ้ากรุงศรีวิชัย และกล่าวว่าพระองค์โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลังเพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี บางแหล่งเรียกพระนามกษัตริย์ในจารึกด้านนี้ว่ามหาราชาธรรมเสตุ

    ด้าน B สั้นกว่าและไม่ได้ระบุปี กล่าวถึงกษัตริย์พระนามวิษณุ ผู้มีพระนามประกอบว่าศรีมหาราชา และมีคำว่าไศเลนทร ซึ่งเป็นชื่อราชวงศ์ที่มีอำนาจในชวาภาคกลาง ตัวอักษรด้านนี้ใกล้เคียงกับอักษรกวิของชวา

    ศิลาแผ่นเดียวที่จารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1318 กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ใช้ไขประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งภูมิภาค

    ศิลาแผ่นใบเสมาที่ไปอยู่กรุงเทพฯ

    ตัวจารึกทำจากหินทราย รูปร่างคล้ายใบเสมา กว้างราว 50 เซนติเมตร สูงราว 104 เซนติเมตร และหนาเพียงราว 9 เซนติเมตร ด้านแรกมีตัวอักษร 29 บรรทัด ส่วนด้านที่สองมีเพียง 4 บรรทัด รวมทั้งหมด 33 บรรทัด ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดอักษรไว้ในกลุ่มอักษรหลังปัลลวะ และในทะเบียนของไทยยังมีรหัสเรียกจารึกนี้ว่า นศ. 9

    ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ผู้ที่ไปวัดเสมาเมืองในวันนี้จึงจะไม่พบศิลาจารึกองค์จริงที่วัด ส่วนสำเนาที่นักวิชาการใช้ศึกษามีทั้งภาพถ่ายและภาพสำเนาจารึกที่ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำไว้เมื่อ พ.ศ. 2545

    การที่จารึกถูกย้ายออกจากที่ตั้งเดิมตั้งแต่นานมาแล้ว ทำให้บันทึกเรื่องจุดที่พบไม่ชัดเจนนัก บทความของนักจารึกชาวอินโดนีเซีย โบเอชารี ระบุในเชิงอรรถว่ามีผู้เสนอว่าศิลานี้มาจากวัดหัวเวียงในไชยา แต่ยังคงเรียกชื่อจารึกลิกอร์ไว้ตามเดิมเพื่อไม่ให้สับสน

    เนื้อความด้าน A: พระราชโองการและพระเถระสองรูป

    ด้าน A เริ่มด้วยบทสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ว่าทรงเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย จากนั้นจึงเล่าว่าพระองค์มีพระราชโองการให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่นามว่าชยันตะ สร้างปราสาทสามหลังถวายพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี

    จารึกยังเล่าต่อว่าเมื่อพระชยันตะมรณภาพ ศิษย์ของท่านนามว่าอธิมุกติ ได้สร้างเจดีย์เพิ่มขึ้นอีกเพื่ออุทิศให้ จารึกบันทึกปีมหาศักราช 697 ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1318 หรือ ค.ศ. 775 ทำให้เป็นหนึ่งในจารึกไม่กี่หลักในคาบสมุทรที่ระบุปีได้แน่นอน

    รายละเอียดเหล่านี้บอกเราหลายเรื่อง เช่น ในเวลานั้นมีคณะสงฆ์มหายานที่มีพระเถระเป็นผู้นำ งานสร้างศาสนสถานใช้เวลานานจนข้ามชั่วอายุของผู้เริ่มงาน และพระราชอำนาจของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยมีผลถึงการก่อสร้างในพื้นที่ที่จารึกนี้ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนครศรีธรรมราชหรือไชยา

    ด้าน B: จารึกที่ยังไม่จบ และปริศนาเรื่องอายุ

    ด้าน B มีเพียงสี่บรรทัด ประกอบด้วยฉันทลักษณ์แบบสรัคธราหนึ่งบท ต่อด้วยบทที่สองซึ่งเขียนไว้ได้เพียงสามคำแล้วหยุดไป นักวิชาการจึงเชื่อว่าจารึกด้านนี้ยังทำไม่เสร็จ เนื้อความยกย่องกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรว่าเหนือกว่าราชาทั้งปวง และเปรียบเหมือนพระวิษณุองค์ที่สอง

    การที่ด้าน B ไม่ระบุปี ทำให้เกิดหลายสมมติฐาน บอชและเซเดส์เคยเสนอว่าด้าน B อาจเกี่ยวกับการอภิเษกของกษัตริย์ไศเลนทรพระนามสมรครวีรกับเจ้าหญิงตารา ขณะที่โบเอชารีเสนอว่าถ้าผู้สั่งให้จารึกคือพระเจ้าพาลบุตรเทวะ ด้าน B ก็อาจทำขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 หรือหลังด้าน A ราว 75 ปี แต่หลักฐานจากรูปแบบตัวอักษรยังไม่ชัดพอจะยืนยัน

    คำถามเรื่องด้าน B สำคัญเพราะเกี่ยวกับคำถามใหญ่ว่าศรีวิชัยกับไศเลนทรคือราชวงศ์เดียวกันหรือไม่ ถ้าทั้งสองด้านทำในเวลาใกล้กันก็สนับสนุนว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยคือกษัตริย์ไศเลนทร แต่ถ้าทำห่างกันหลายสิบปี ก็อาจเป็นหลักฐานของสองราชวงศ์ที่เกี่ยวพันกันในภายหลัง

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์

    จารึกลิกอร์เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญที่ระบุชื่อศรีวิชัยบนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน และระบุปีได้แน่ชัด จารึกนี้บอกว่าในปี พ.ศ. 1318 อำนาจหรืออิทธิพลของศรีวิชัยขึ้นมาถึงคาบสมุทรภาคใต้ตอนบนแล้ว

    เนื้อหายังบอกเรื่องศาสนาด้วย การสร้างศาสนสถานถวายพระพุทธเจ้าคู่กับพระโพธิสัตว์สององค์ เป็นแบบแผนของพุทธศาสนามหายาน ซึ่งตรงกับหลักฐานศิลปะที่พบในไชยาและที่อื่น ๆ บนคาบสมุทร เช่น รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งก็คือปัทมปาณีนั่นเอง

    ด้าน B ที่เอ่ยถึงราชวงศ์ไศเลนทร ผู้สร้างบุโรพุทโธในชวา ยังช่วยให้นักวิชาการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์คาบสมุทรไทยเข้ากับชวาและสุมาตรา และกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งหมด

    เซเดส์กับการอ่านจารึก

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์บทความที่เชื่อมจารึกลิกอร์เข้ากับจารึกอื่น ๆ ในสุมาตรา และเสนอว่าศรีวิชัยเป็นอาณาจักรทางทะเลที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง งานชิ้นนี้ทำให้ชื่อศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการ

    ตั้งแต่นั้นมา จารึกลิกอร์ถูกอ้างถึงในงานแทบทุกชิ้นที่เขียนเรื่องศรีวิชัย ทั้งในแง่ขอบเขตอำนาจ ความสัมพันธ์กับชวา และพุทธศาสนามหายานในภูมิภาค

    ข้อถกเถียง

    ประเด็นแรกคือที่มาของจารึก ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกถูกย้ายมาจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีหลักฐานศิลปะมหายานหนาแน่นกว่า บางแหล่งจึงเรียกจารึกนี้ว่าจารึกไชยา ปราสาทสามหลังที่กล่าวถึงในจารึกจึงอาจอยู่ที่นครศรีธรรมราชหรือที่ไชยาก็ได้ และยังหาตัวอาคารที่ตรงกับจารึกไม่ได้อย่างแน่ชัด

    ประเด็นที่สองคือความสัมพันธ์ของสองด้าน นักวิชาการบางคนเห็นว่าด้าน B จารึกภายหลังด้าน A และกษัตริย์ที่กล่าวถึงเป็นคนละองค์ บางคนเสนอว่าเป็นกษัตริย์ไศเลนทรพระนามปนังกรณะ บางคนว่าเป็นธรณินทระ ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ

    ประเด็นที่สามคือฐานะของนครศรีธรรมราชในเวลานั้น บางท่านเห็นว่าตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย แต่อีกฝ่ายเสนอว่าตามพรลิงค์เป็นรัฐที่ค่อนข้างอิสระ ส่วนศรีวิชัยเองก็อาจเป็นเครือข่ายเมืองท่ามากกว่าอาณาจักรรวมศูนย์

    วัดเสมาเมืองในวันนี้

    ปัจจุบันวัดเสมาเมืองเป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและใช้ประกอบศาสนกิจ อยู่ไม่ไกลจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ศูนย์กลางทางศาสนาของเมือง ผู้มาเยือนจะเห็นวัดในบริบทของเมืองเก่านครศรีธรรมราช

    การมาเยือนวัดเสมาเมืองคู่กับวัดพระมหาธาตุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ช่วยให้เห็นภาพประวัติศาสตร์เมืองนี้ตั้งแต่สมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย ต่อเนื่องมาถึงยุคที่พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแทนที่

    พิกัดและการนำทาง

    วัดเสมาเมือง ถ.ราชดำเนิน อ.เมืองนครศรีธรรมราช
    พิกัด 8.424670, 99.963471 (8°25′28.8″N 99°57′48.5″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดเสมาเมืองอยู่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ควรแต่งกายสุภาพ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรเที่ยวต่อที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เพื่อชมหลักฐานสมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7–12: ตามพรลิงค์. ชุมชนและรัฐโบราณบริเวณนครศรีธรรมราชเริ่มปรากฏในหลักฐาน
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกด้าน A. พระเจ้ากรุงศรีวิชัยโปรดให้พระชยันตะสร้างปราสาทสามหลัง
    • หลัง พ.ศ. 1318 (ค.ศ. หลัง 775): อธิมุกติสร้างเจดีย์เพิ่ม. ศิษย์ของพระชยันตะสร้างเจดีย์อุทิศหลังอาจารย์มรณภาพ
    • ไม่ทราบปีแน่ชัด (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8–กลางคริสต์ศตวรรษที่ 9): จารึกด้าน B. กล่าวถึงกษัตริย์ไศเลนทร มีผู้เสนอว่าอาจทำราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9
    • พ.ศ. 1613 (ค.ศ. 1070): ทูตตามพรลิงค์ครั้งสุดท้าย. คณะทูตครั้งสุดท้ายที่บันทึกไว้ไปยังราชสำนักซ่ง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13): พระบรมธาตุเจดีย์. พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแพร่หลายในนครศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์ตีพิมพ์. ใช้จารึกลิกอร์ประกอบข้อเสนอเรื่องอาณาจักรศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): ตีพิมพ์คำอ่านของเซเดส์. หนึ่งในเอกสารอ้างอิงหลักที่ฐานข้อมูลจารึกใช้
    • พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986): พิมพ์ซ้ำคำอ่าน. คำอ่านของเซเดส์ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้ง
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): เซเดส์และดาแมส์. บทความสรุปสถานะการตีความจารึกลิกอร์ตีพิมพ์ในมาเลเซีย
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): ทำสำเนาจารึก. มหาวิทยาลัยศิลปากรทำภาพสำเนาจารึกทั้งสองด้าน
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): ฐานข้อมูลจารึก. โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยปรับปรุงข้อมูลจารึกหลักนี้

    รู้หรือไม่

    ลิกอร์คือนคร

    ชื่อจารึกลิกอร์มาจากชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกนครศรีธรรมราชมาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

    หินแผ่นเดียว สองกษัตริย์

    ด้านหนึ่งของจารึกเอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย อีกด้านเอ่ยถึงกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรแห่งชวา

    ปัทมปาณีคืออวโลกิเตศวร

    พระโพธิสัตว์ปัทมปาณีที่กล่าวถึงในจารึก คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในรูปที่ถือดอกบัว

    บทกวีที่ยังเขียนไม่จบ

    ด้าน B ของจารึกหยุดลงหลังบทกวีบทที่สองได้เพียงสามคำ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมจึงไม่ได้จารึกต่อ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ligor inscription (Wikipedia)
    2. Srivijaya (Wikipedia)
    3. Shailendra dynasty (Wikipedia)
    4. Tambralinga (Wikipedia)
    5. Nakhon Si Thammarat (Wikipedia)
    6. Nakhon Si Thammarat (Britannica)
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช
    8. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
    9. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย (ศมส.): จารึกวัดเสมาเมือง
    10. Boechari: On the Date of the Inscription of Ligor B (SPAFA Journal)
    11. Coedès & Damais: The inscription on the Ligor Stone (PADAT record)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พนมรุ้งและเมืองต่ำ

    พนมรุ้งและเมืองต่ำ

    ภาพประกอบ: Phanom Rung castle pathway · Z3144228 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทหินบนยอดภูเขาไฟดับกับปราสาทริมบารายเบื้องล่างในบุรีรัมย์ คู่ศาสนสถานพระศิวะที่เล่าเรื่องอำนาจเขมรบนที่ราบสูงโคราช · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 10–13)

    ที่ตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
    พนมรุ้งบนขอบปากปล่องภูเขาไฟดับ สูงราว 402 เมตรจากระดับทะเล
    ศาสนาศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย บูชาพระศิวะ
    บูรณะพนมรุ้งกรมศิลปากร พ.ศ. 2514–2531 เปิด 21 พ.ค. 2531
    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หายไปราว พ.ศ. 2503 กลับคืนสู่ไทย 10 พ.ย. 2531
    เมืองต่ำสร้างช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10–ต้น 11 ศิลปะแบบคลังและบาปวน
    จารึกสำคัญK.384 ภาษาสันสกฤต ยกย่องนเรนทราทิตย์ แต่งโดยหิรัณยะผู้เป็นโอรส
    มรดกโลกกลุ่มพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปลายบัด อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของยูเนสโกตั้งแต่ พ.ศ. 2562

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ตัวปราสาทอยู่บนขอบปากปล่องที่ความสูงราว 402 เมตรจากระดับทะเล คำว่า "พนมรุ้ง" มาจากภาษาเขมร แปลว่าภูเขาใหญ่ จากยอดเขามองเห็นที่ราบกว้างไกลทางตอนใต้ของที่ราบสูงโคราช

    ปราสาทเมืองต่ำอยู่บนที่ราบเบื้องล่าง ในอำเภอประโคนชัย ระหว่างสองปราสาทมีบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่าทะเลเมืองต่ำ ซึ่งยังใช้กักเก็บน้ำมาจนถึงทุกวันนี้

    ทั้งสองแห่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางโบราณที่เชื่อมเมืองพระนครกับพิมาย ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดสำคัญทั้งทางศาสนาและการคมนาคมของอาณาจักรเขมร

    หลักฐานสำคัญ

    • ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์: ทับหลังที่ถูกขโมยไปอยู่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้คืนมาในปี 2531 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมรุ้ง ติดตั้งในตำแหน่งเดิม) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทประธานพนมรุ้ง: ปราสาทบนยอดภูเขาไฟ แสงอาทิตย์ลอดประตู 15 ช่องปีละ 4 ครั้ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทเมืองต่ำ: ปราสาทอิฐห้าหลังล้อมด้วยสระน้ำรูปตัวแอลสี่สระ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย) ดูภาพถ่ายจริง

    การสร้างและผู้สร้าง

    ศาสนสถานบนเขาพนมรุ้งสร้างขึ้นหลายช่วงในราวพุทธศตวรรษที่ 15–18 อาคารเก่าที่สุดคือปราสาทอิฐสองหลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 10 ต่อมามีปรางค์น้อยในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ส่วนปรางค์ประธานหินทรายสีชมพูที่เห็นเด่นในปัจจุบันสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และบรรณาลัยสองหลังสร้างเพิ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 13

    จารึกที่พบที่พนมรุ้งกล่าวถึงนเรนทราทิตย์ เจ้านายในราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ในพุทธศตวรรษที่ 17 นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าการสร้างปรางค์ประธานเกี่ยวข้องกับพระองค์ จารึกยังกล่าวถึงพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ซึ่งแสดงว่าบริเวณนี้อยู่ในความสนใจของราชสำนักเขมรมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10

    ปราสาทเมืองต่ำเก่ากว่าปรางค์ประธานพนมรุ้ง สร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นศิลปะแบบคลังผสมบาปวน ประติมากรรมและลวดลายที่ผสมกันหลายแบบทำให้กำหนดปีสร้างให้แน่ชัดได้ยาก

    ทับหลังหินที่หายไปเกือบสามสิบปีกลับคืนสู่ขอบประตูเดิม ท่ามกลางสายตาของคนทั้งประเทศ

    จารึกพนมรุ้งกับนเรนทราทิตย์

    ข้อมูลสำคัญที่สุดเกี่ยวกับผู้คนบนเขาพนมรุ้งมาจากจารึกภาษาสันสกฤตที่นักวิชาการให้รหัสว่า K.384 จารึกนี้ยกย่องนเรนทราทิตย์ เจ้านายผู้เป็นพระญาติใกล้ชิดและแม่ทัพฝีมือดีในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งต่อมาสละชีวิตทางโลกมาบำเพ็ญตบะอยู่ที่พนมรุ้ง

    ผู้แต่งจารึกคือหิรัณยะ โอรสและศิษย์ของนเรนทราทิตย์ จารึกพรรณนาว่านเรนทราทิตย์รูปงาม แต่งกวีได้ รอบรู้คัมภีร์ กล้าหาญในสงคราม และฝึกโยคะจนบรรลุความรู้ขั้นสูงตามคติไศวนิกาย หิรัณยะยังถวายทรัพย์แก่ศาสนสถาน และสร้างรูปเคารพทองคำของบิดาในรูปของพระศิวะ

    นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมดว่านเรนทราทิตย์คือผู้สร้างปรางค์ประธาน จารึกไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าใครเป็นผู้สร้าง บางท่านจึงเสนอว่าพนมรุ้งเป็นสถานที่บำเพ็ญตบะของพระองค์มากกว่าเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์สร้าง นอกจากนี้ยังพบจารึกอีกสองหลักใน พ.ศ. 2542–2543 ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวข้องกันแต่ยังแปลไม่ครบ

    เส้นทางขึ้นสู่ปรางค์ประธาน

    ผู้มาเยือนพนมรุ้งเดินขึ้นเขาตามลำดับเดียวกับผู้แสวงบุญในอดีต ช่วงแรกผ่านลานรูปกากบาท ทางเหนือของลานมีอาคารที่เรียกว่าพลับพลาหรือโรงช้างเผือก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายของกษัตริย์และเจ้านายก่อนประกอบพิธี

    จากนั้นเป็นทางเดินยาวราว 160 เมตร ปูด้วยศิลาแลง สองข้างมีเสานางเรียงหินทรายยอดเป็นรูปดอกบัวตูมราว 70 ต้น ปลายทางเดินคือสะพานนาคแห่งแรกซึ่งใหญ่ที่สุด มีนาคห้าเศียรหันไปทั้งสี่ทิศ สะพานนาคมีความหมายเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของเทพ

    ถัดไปเป็นบันไดหลายช่วงไต่ขึ้นสู่ยอดเขา ผ่านสะพานนาคอีกชุดก่อนถึงซุ้มประตูระเบียงคด แล้วจึงเข้าสู่ปรางค์ประธานที่เปรียบได้กับเขาไกรลาส ที่ประทับของพระศิวะ เหนือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ประตูมณฑปด้านตะวันออกเป็นหน้าบันสลักพระศิวะนาฏราช ภาพสองชิ้นนี้วางคู่กันเหมือนเล่าเรื่องการสร้างและการทำลายโลกตามคติพราหมณ์

    สิ่งที่เห็นในปราสาท

    ทางขึ้นพนมรุ้งเป็นบันไดและทางเดินยาว ผ่านสะพานนาคสองแห่งซึ่งเป็นนาคห้าเศียร ขึ้นไปสู่ระเบียงคดและปรางค์ประธาน ภายในปรางค์ประธานเคยประดิษฐานศิวลึงค์ สัญลักษณ์ของพระศิวะ

    ทับหลังที่มีชื่อเสียงที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เหนือประตูทางเข้ามณฑปด้านตะวันออก สลักภาพพระนารายณ์หรือพระวิษณุบรรทมบนหลังพญาอนันตนาคราช ซึ่งเป็นภาพตอนก่อนการสร้างโลกตามคติศาสนาพราหมณ์

    ปราสาทเมืองต่ำมีผังแบนราบซ้อนกันหลายชั้น ตรงกลางเป็นปรางค์อิฐห้าองค์เรียงเป็นแถวหน้าสาม แถวหลังสอง ล้อมด้วยกำแพงชั้นใน แล้วจึงเป็นสระน้ำ ก่อนถึงกำแพงชั้นนอก การมีสระน้ำคั่นระหว่างกำแพงเป็นลักษณะที่พบไม่บ่อยในปราสาทเขมร ที่นี่บูชาพระศิวะเป็นหลัก และมีร่องรอยการบูชาพระวิษณุด้วย

    ทับหลังที่กลับบ้าน

    ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หายไปจากปราสาทพนมรุ้งซึ่งขณะนั้นยังพังทลายและไม่มีการดูแลใกล้ชิด ต่อมาพบว่าทับหลังชิ้นนี้ไปอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับมาในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)

    เมื่อการบูรณะพนมรุ้งใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 การเรียกร้องทับหลังคืนกลายเป็นกระแสใหญ่ในสังคมไทย สื่อมวลชนติดตามอย่างใกล้ชิดและมีการแสดงความไม่พอใจต่อสหรัฐฯ ในที่สุดสถาบันศิลปะชิคาโกยอมส่งคืน โดยแลกกับเงินบริจาคจากมูลนิธิในชิคาโก

    ทับหลังมาถึงไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้รับมอบแทนฝ่ายไทย นักวิทยาศาสตร์ไทยตรวจพิสูจน์ด้วยการเทียบเนื้อหินกับหินจากพนมรุ้ง เทียบกับภาพถ่ายเก่า และตรวจไลเคนที่เกาะผิวหิน จนยืนยันว่าเป็นของแท้ จากนั้นจึงนำขึ้นติดตั้งที่เดิมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    สมบัติประโคนชัยจากปราสาทเขาปลายบัด

    ไม่ไกลจากพนมรุ้งมีภูเขาไฟดับอีกลูกหนึ่ง คือเขาปลายบัด บนเขามีปราสาทอิฐขนาดเล็กชื่อปราสาทเขาปลายบัด 2 ราว พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ชาวบ้านขุดพบประติมากรรมสำริดทางพุทธศาสนาจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ในบริเวณปราสาท แต่การค้นพบนี้ไม่เคยได้รับการบันทึกทางโบราณคดี จำนวนที่แท้จริงจึงไม่มีใครรู้ รายงานต่าง ๆ ระบุตั้งแต่ไม่กี่สิบองค์ไปจนถึงราว 300 องค์

    ประติมากรรมกลุ่มนี้รู้จักกันทั่วโลกในชื่อสมบัติประโคนชัย ส่วนใหญ่เป็นพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน เช่น พระศรีอาริยเมตไตรยและพระอวโลกิเตศวร มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–9) เก่ากว่าปราสาทอิฐที่ฝังไว้ บางองค์ห่อผ้าไว้ก่อนฝัง นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าคนรุ่นหลังฝังไว้เมื่อศาสนสถานถูกเปลี่ยนไปใช้ในศาสนาพราหมณ์ บางคนเชื่อมโยงประติมากรรมกลุ่มนี้กับรัฐศรีจนาศะ

    ภายใน พ.ศ. 2507–2508 ประติมากรรมจำนวนมากถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ โดยมีดักลาส แลตช์ฟอร์ด นักค้าโบราณวัตถุชาวอังกฤษเป็นบุคคลสำคัญ แล้วไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทนในนิวยอร์ก

    ไทยติดตามทวงคืนอย่างจริงจังในช่วงหลัง พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโกอนุมัติส่งคืนประติมากรรมสี่องค์ คือพระโพธิสัตว์สามองค์และพระพุทธรูปหนึ่งองค์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568 และมีพิธีรับมอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 ก่อนนำไปจัดแสดงที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ดวงอาทิตย์ลอด 15 ประตู

    ประตูของปราสาทพนมรุ้งเรียงตรงกันเป็นแนวเดียว 15 ช่อง ตามข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไป ราววันที่ 2–4 เมษายน และ 8–10 กันยายน ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องแสงลอดทั้ง 15 ช่องประตู ส่วนราววันที่ 5–7 มีนาคม และ 5–7 ตุลาคม ดวงอาทิตย์ตกส่องลอดแนวเดียวกัน วันที่แน่นอนอาจเลื่อนไปหนึ่งถึงสองวันในแต่ละปี

    ปรากฏการณ์นี้เกิดเพราะแกนของปราสาทเบี่ยงจากแนวตะวันออกตะวันตกพอดีไปทางเหนือเล็กน้อย นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าช่างเขมรตั้งใจวางแนวเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์นี้หรือไม่ เพราะไม่มีเอกสารโบราณกล่าวถึงเลย และคนยุคใหม่เพิ่งสังเกตเห็นหลังการบูรณะ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นการคำนวณทางดาราศาสตร์ อีกฝ่ายมองว่าอาจเกิดจากการเลือกแนวตามภูมิประเทศโดยบังเอิญ

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรบูรณะปราสาทพนมรุ้งระหว่าง พ.ศ. 2514–2531 ด้วยวิธีอนัสติโลซิส โดยมีปีแยร์ ปิชาร์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศสผู้เคยบูรณะพิมายเป็นที่ปรึกษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 ส่วนปราสาทเมืองต่ำได้รับการบูรณะปรางค์ทุกองค์ยกเว้นองค์กลาง

    ในปี พ.ศ. 2548 ไทยเสนอปราสาทพนมรุ้งพร้อมกลุ่มปราสาทเขมรในอีสานต่อยูเนสโกเพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกในอนาคต ปัจจุบันงานเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้งจัดในช่วงต้นเดือนเมษายน ให้ตรงกับช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นลอด 15 ประตู

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพนมรุ้ง อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
    พิกัด 14.531935, 102.940331 (14°31′55.0″N 102°56′25.2″E)

    ปราสาทพนมรุ้งกับปราสาทเมืองต่ำอยู่ห่างกันไม่ไกล ขับรถต่อกันได้ในวันเดียว

    ปราสาทเมืองต่ำ: 14.496177, 102.982239

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนปราสาทเมืองต่ำอยู่บนที่ราบเชิงเขาในอำเภอประโคนชัย ทั้งสองแห่งอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเที่ยวต่อกันได้ในวันเดียว ใกล้ปราสาทเมืองต่ำมีบารายทะเลเมืองต่ำ ช่วงต้นเมษายนมีงานเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้ง

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. 8–9): ประติมากรรมสำริดประโคนชัย. หล่อพระโพธิสัตว์สำริดซึ่งภายหลังถูกฝังที่ปราสาทเขาปลายบัด 2
    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 10): ปราสาทอิฐรุ่นแรก. สร้างปราสาทอิฐสองหลังบนเขาพนมรุ้ง
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 15–ต้น 16 (ค.ศ. ปลายศตวรรษที่ 10–ต้น 11): สร้างปราสาทเมืองต่ำ. ศิลปะแบบคลังผสมบาปวน บูชาพระศิวะ
    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 12): ปรางค์ประธานพนมรุ้ง. ยุคนเรนทราทิตย์แห่งราชวงศ์มหิธรปุระ ร่วมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    • ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 12): จารึกนเรนทราทิตย์. หิรัณยะจารึกยกย่องบิดาผู้บำเพ็ญตบะที่พนมรุ้ง
    • พุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 13): บรรณาลัย. สร้างบรรณาลัยสองหลังในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    • ราว พ.ศ. 2503 (ค.ศ. ราว 1960): ทับหลังหาย. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ถูกโจรกรรมจากพนมรุ้ง
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): พบสมบัติประโคนชัย. ชาวบ้านขุดพบประติมากรรมสำริดที่ปราสาทเขาปลายบัด 2 แล้วถูกลักลอบส่งออก
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): ทับหลังถึงชิคาโก. สถาบันศิลปะชิคาโกได้รับทับหลังไว้ในคอลเลกชัน
    • พ.ศ. 2514–2531 (ค.ศ. 1971–1988): บูรณะพนมรุ้ง. กรมศิลปากรบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส
    • 21 พ.ค. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เปิดอุทยานประวัติศาสตร์. เปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ
    • 10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ทับหลังกลับไทย. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เดินทางถึงไทย
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): บัญชีเบื้องต้นมรดกโลก. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปลายบัด เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น
    • 6 ม.ค. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): สำริดประโคนชัยกลับบ้าน. รับมอบประติมากรรมสี่องค์คืนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโก

    รู้หรือไม่

    พิสูจน์ด้วยไลเคน

    นักวิทยาศาสตร์ไทยใช้ไลเคนที่เกาะผิวทับหลังเป็นหลักฐานหนึ่งว่าหินชิ้นนี้อยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี

    สี่ครั้งต่อปี

    ดวงอาทิตย์ส่องลอดประตู 15 ช่องของพนมรุ้งปีละสี่ครั้ง สองครั้งตอนขึ้นและสองครั้งตอนตก

    สระน้ำในกำแพง

    ปราสาทเมืองต่ำมีสระน้ำคั่นระหว่างกำแพงชั้นในกับชั้นนอก ซึ่งเป็นผังที่หาได้ยากในปราสาทเขมร

    นักบวชผู้เคยเป็นแม่ทัพ

    ตามจารึก นเรนทราทิตย์เคยเป็นแม่ทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ก่อนสละทางโลกมาบำเพ็ญตบะบนเขาพนมรุ้ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phanom Rung Historical Park – Wikipedia
    2. ปราสาทพนมรุ้ง – วิกิพีเดีย
    3. Prasat Mueang Tam – Wikipedia
    4. แสงอาทิตย์ลอด 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    5. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุจริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    6. กรณีทับหลังที่ได้คืนจากสหรัฐอเมริกา – ศิลปวัฒนธรรม
    7. ปิแอร์ ปิชาร์ด์ นักบูรณะปราสาทพิมาย-พนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    8. นาคที่ปราสาทพนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    9. คณะลูกศิษย์สร้างจารึก นเรนทราทิตย์ ที่พนมรุ้ง – มติชน
    10. Bodhisattva Maitreya (Prakhon Chai) – The Met
    11. Send Thailand's holy bronze men home – ArtReview
    12. Thailand welcomes back 1,200-year-old bronze sculptures – Khaosod English
    13. Thailand readies homecoming for stolen ancient statues – Al Jazeera
    14. Two sites placed on Unesco tentative list – Bangkok Post

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Buriram Thailand 06 · Philip Nalangan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Wikimedia Commons · Benh LIEU SONG · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Temple (40108032250) · Benh LIEU SONG from Torcy, France · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Prasat Muang Tam-014 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Bodhisattva Avalokiteshvara, Thailand, Buriram Province, Prasat Hin Khao Plai Bat II, 700s AD, bronze – Norton Simon Museum – Pasadena, CA – DSC04059 · Daderot · Public domain · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Bodhisattva Maitreya, Thailand, Buriram Province, Prasat Hin Khao Plai Bat II, 700s AD, bronze – Norton Simon Museum – Pasadena, CA – DSC04074 · Daderot · Public domain · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณยะรัง

    เมืองโบราณยะรัง

    ภาพประกอบ: Yarang Ancient Town · The Bangsawan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    กลุ่มเมืองโบราณในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่มีซากสถูปอิฐนับสิบแห่ง และนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของลังกาสุกะ รัฐการค้าโบราณที่เอกสารจีนบันทึกไว้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–14)

    ที่ตั้งอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างทะเลราว 15 กิโลเมตร
    องค์ประกอบกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว
    โบราณสถานเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่งในเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ
    การขุดค้นกรมศิลปากรเริ่มขุดค้น พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)
    หลักฐานเด่นพระพิมพ์และสถูปจำลองจารึกอักษรปัลลวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด เครื่องถ้วยเปอร์เซีย
    รัฐที่เชื่อมโยงลังกาสุกะ (จีนเรียกหลางหยาซิว)
    ช่วงขุดค้นบูรณะโครงการของกรมศิลปากร พ.ศ. 2531–2537
    หลักฐานศาสนาฮินดูศิวลึงค์ แท่นสรงน้ำ และรูปโคนนทิ จากแหล่งใกล้เคียง

    เมืองริมลุ่มน้ำปัตตานี

    เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากตัวเมืองปัตตานีและชายทะเลอ่าวไทยราว 15 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำปัตตานีราว 4.5 กิโลเมตร ในอดีตลำน้ำและที่ราบลุ่มเชื่อมเมืองนี้ออกสู่ทะเลได้ เรือสินค้าจึงเดินทางเข้าออกได้สะดวก

    ชื่อยะรังมีผู้อธิบายว่าเพี้ยนมาจากคำในภาษามลายูถิ่นปัตตานี ซึ่งหมายถึงวังหรือที่ประทับของเจ้าเมือง ส่วนหลักฐานบนพื้นดินแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือ บ้านวัด ซึ่งน่าจะเป็นใจกลางเมือง บ้านจาเละทางทิศเหนือ และบ้านประแวทางทิศใต้ ซึ่งยังเห็นคันดิน คูเมือง และสระน้ำโบราณ

    หลักฐานสำคัญ

    • ฐานเจดีย์อิฐ: ฐานศาสนสถานอิฐหลายสิบแห่งในเมืองโบราณยะรัง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองโบราณยะรัง ปัตตานี) ดูภาพถ่ายจริง

    ลังกาสุกะในเอกสารจีน

    เอกสารจีนเรียกรัฐแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรว่าหลางหยาซิว ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลังกาสุกะ จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีนบันทึกว่ารัฐนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 400 ปี ทำให้มีการตีความว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 7 (คริสต์ศตวรรษที่ 2)

    เอกสารเดียวกันบรรยายว่าเมืองหลวงมีกำแพงล้อม มีประตูสองชั้น หอคอย และศาลา และกล่าวว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก ใน พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) กษัตริย์พระนามภคทัตต์ส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรก และยังมีคณะทูตตามมาอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568)

    ลังกาสุกะรุ่งเรืองที่สุดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลำน้ำตื้นเขินจนเรือเข้าถึงได้ยาก

    ใต้เนินดินกลางสวนในยะรัง มีฐานสถูปอิฐนับสิบแห่งเฝ้ารอให้คนรุ่นหลังมาไขความลับของลังกาสุกะ

    ประวัติการค้นคว้า: จากนักเดินทางถึงนักโบราณคดี

    ความพยายามหาที่ตั้งของลังกาสุกะเริ่มจากนักวิชาการตะวันตกที่อ่านเอกสารจีน ชาลส์ ออตโต แบลกเดน เขียนถึงประเด็นนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) และยอร์ช เซเดส์ ก็อภิปรายเรื่องนี้ในงานเขียนเมื่อ พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) แต่ในเวลานั้นยังไม่มีการสำรวจภาคสนามอย่างจริงจังที่ยะรัง

    ใน พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) สจ๊วต เวเวลล์ นำคณะสำรวจจากเคมบริดจ์มาค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์บนคาบสมุทร ขณะที่ในช่วง พ.ศ. 2500–2522 นักวิชาการไทย เช่น รองศาสตราจารย์ชูศิริ จามรมาน แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับนักโบราณคดีกรมศิลปากรเข้ามาศึกษาพื้นที่

    งานที่เปลี่ยนภาพของยะรังมากที่สุดคือโครงการขุดค้นและบูรณะเมืองโบราณของกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994) ซึ่งเริ่มขุดค้นจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2532 งานนี้ทำให้ได้ผังเมือง ฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้ว และโบราณวัตถุที่มีชั้นดินรองรับเป็นครั้งแรก ต่อมานักโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา ยังดูแลและเผยแพร่ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นและสิ่งที่พบ

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นเมืองโบราณยะรังใน พ.ศ. 2532 พื้นที่ใจกลางมีคูน้ำล้อมรอบ กินเนื้อที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร ภายในพบเนินที่เป็นซากสถูปอิฐถึง 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่ง ขนาดฐานกว้างตั้งแต่ราว 7 ถึง 13.5 เมตร

    สิ่งที่พบมีพระพิมพ์และสถูปจำลองดินเผาที่จารึกคาถาภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ ประติมากรรมโคหิน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด และเศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จากเปอร์เซีย นอกจากนี้ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบพระโพธิสัตว์ไมเตรยะสำริดอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9

    หลักฐานเหล่านี้บอกว่ายะรังเป็นเมืองที่นับถือพุทธศาสนามหายานเป็นหลัก มีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตกไปถึงเปอร์เซีย และมีรสนิยมทางศิลปะร่วมกับเมืองอื่นบนคาบสมุทร เช่น ไชยาและนครศรีธรรมราช

    สามกลุ่ม หลายช่วงเวลา: ผังของเมืองโบราณ

    กลุ่มบ้านวัดเป็นใจกลางของแหล่ง มีคูน้ำล้อมรอบเป็นพื้นที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร และมีเนินสถูปอิฐหนาแน่นที่สุด ทางทิศเหนือคือกลุ่มบ้านจาเละ ซึ่งมีซากสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้เห็น ส่วนทางทิศใต้คือกลุ่มบ้านประแว ที่ยังเห็นคันดินและคูเมืองชัดเจน

    ข้อมูลการท่องเที่ยวบางแหล่งระบุว่าเมื่อรวมทั้งสามกลุ่มจะกินพื้นที่ราว 9 ตารางกิโลเมตร และมองว่าเป็นชุมชนสามแห่งที่สร้างซ้อนกันเป็นระยะตลอดหลายร้อยปี ไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด งานศึกษาของ ดร.วรรณวิสา (Wanwisa Dharmananda) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กำหนดช่วงอายุของยะรังไว้กว้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–18

    การตีความผังเมืองยังมีหลายแบบ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ายะรังคือเมืองหลวงของลังกาสุกะตามที่เอกสารจีนบรรยาย อีกฝ่ายเสนอว่ากลุ่มบ้านวัดที่มีสถูปหนาแน่นอาจเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางพุทธศาสนามากกว่าเป็นเมืองที่คนอยู่อาศัย ส่วนกำแพงและคูของบ้านประแวอาจเป็นป้อมปราการในยุคที่รับอิสลามแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับตำนานเรื่องเมืองโกตามะห์ลิฆัย

    พุทธ ฮินดู และการค้า: ผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มน้ำปัตตานี

    แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่ยะรังจะเป็นพุทธศาสนามหายาน แต่วรรณสาร นุ่นสุข ได้นำเสนอหลักฐานจากแหล่งใกล้เคียงอย่างบ้านบานาและควนมะหุด ซึ่งพบศิวลึงค์ศิลา แท่นสรงน้ำ รูปโคนนทิ และธรณีประตูหินหลายชิ้น หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่ามีศาสนสถานฮินดูอยู่ร่วมกับชุมชนพุทธในลุ่มน้ำเดียวกัน

    หลักฐานการค้าก็หลากหลาย นอกจากเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าจากเปอร์เซียแล้ว ยังมีรายงานการพบเหรียญสำริดและเหรียญเงินแบบซาซาเนียนของเปอร์เซีย รวมทั้งเหรียญสำริดของจีนและอาหรับ ของเหล่านี้บอกว่าเรือจากตะวันออกกลางและจีนเดินทางมาถึงลุ่มน้ำปัตตานี

    ชื่อของลังกาสุกะยังปรากฏในจารึกทมิฬของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 ซึ่งบันทึกการยกทัพเรือมาตีเมืองในเครือข่ายศรีวิชัยราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) จารึกเรียกเมืองนี้ว่าอิลังคโศกะ และบรรยายว่าไม่หวั่นเกรงในการรบ แสดงว่าในเวลานั้นลังกาสุกะยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองสำคัญ

    เมืองท่าของยะรังน่าจะอยู่ใกล้ปากน้ำ งานขุดค้นที่แหล่งตันหยงลูโละของนักวิชาการคนเดียวกันชี้ว่าชุมชนบ้านกรือเซะริมปากแม่น้ำปัตตานีมีการค้ากับชาวต่างชาติตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ศรีวังสา

    ความสำคัญ

    ยะรังเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นใหญ่ที่สุดที่นักวิชาการใช้ระบุที่ตั้งของลังกาสุกะ ทั้งพอล วีทลีย์ และมีแชล ฌาค-แอร์กูอัลก์ สรุปว่าปากแม่น้ำปัตตานีเดิมแถบยะรังเป็นตำแหน่งที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะระยะห่างจากทะเลและลักษณะเมืองสอดคล้องกับคำบรรยายในเอกสารจีน

    เรื่องราวของยะรังยังเชื่อมต่อไปถึงยุคหลัง ตามพงศาวดารปัตตานี (ฮิกายัตปัตตานี) ก่อนจะมีเมืองปัตตานี มีเมืองเก่าชื่อโกตามะห์ลิฆัยอยู่ก่อน ซึ่งบางท่านเชื่อว่าอยู่บริเวณบ้านประแว เมืองปัตตานีน่าจะเกิดขึ้นในช่วงราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450) และรับศาสนาอิสลาม ทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนจากวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดูมาสู่วัฒนธรรมมุสลิม

    ข้อถกเถียง

    แม้นักวิชาการส่วนใหญ่จะเชื่อว่าลังกาสุกะอยู่ที่ปัตตานี แต่ตำนานมลายูเรื่องฮิกายัตมะโรงมหาวังสากลับเล่าว่าลังกาสุกะอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร และเป็นต้นกำเนิดของรัฐเกดะห์ ตามตำนานนั้นกษัตริย์องค์สุดท้ายเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนลังกาสุกะเป็นรัฐสุลต่านเกดะห์ เรื่องเล่านี้ขัดกับเอกสารจีนและอาหรับ นักวิชาการจึงให้น้ำหนักน้อยกว่า

    ปัญหาอีกข้อคือเรื่องเวลา เอกสารจีนบอกว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ชั้นดินที่ขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานีเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 ช่องว่างหลายร้อยปีนี้ยังอธิบายไม่ได้ อาจเป็นเพราะเมืองยุคแรกอยู่ที่อื่น หรือยังขุดค้นไม่ถึง

    ในช่วงหลังมีรายงานการพบเหรียญทองที่มีอักษรอ่านได้คล้ายคำว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่เมืองโบราณยะรัง ทำให้มีผู้ตั้งคำถามว่าลังกาสุกะกับทวารวดีมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะเหรียญเงินทวารวดีก็มีจารึกรูปแบบคล้ายกัน เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่มีข้อสรุป

    ยะรังในวันนี้

    ปัจจุบันเมืองโบราณยะรังได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนจะเห็นฐานสถูปอิฐที่ขุดแต่งแล้ว เนินโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขุด และร่องรอยคูน้ำ คันดิน ในพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยสวนและหมู่บ้าน

    เมืองโบราณยะรังเป็นตัวอย่างที่ดีของประวัติศาสตร์หลายชั้นในชายแดนใต้ จากรัฐการค้าที่นับถือพุทธศาสนามหายาน สู่รัฐสุลต่านปัตตานี และชุมชนมุสลิมในปัจจุบัน

    พิกัดและการนำทาง

    เมืองโบราณยะรัง ม.4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง
    พิกัด 6.760679, 101.307588 (6°45′38.4″N 101°18′27.3″E)

    เมืองโบราณกระจายตัวหลายตำบล จุดนี้แสดงบริเวณกลางของแหล่ง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างตัวเมืองปัตตานีราว 15 กิโลเมตร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้ชมกระจายอยู่ในกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว ควรติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่และสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): ลังกาสุกะตามเอกสารจีน. จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงว่ารัฐนี้ตั้งมากว่า 400 ปี
    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตไปจีนครั้งแรก. กษัตริย์ภคทัตต์ส่งทูตไปราชสำนักเหลียง
    • พ.ศ. 1066–1111 (ค.ศ. 523–568): ทูตอีกหลายคณะ. ลังกาสุกะติดต่อจีนต่อเนื่อง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): ชั้นดินเก่าสุดที่ยะรัง. เริ่มมีหลักฐานจากการขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานี
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9): ศิลปะมหายาน. พระโพธิสัตว์สำริดและพระพิมพ์จารึกอักษรปัลลวะ
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. ราว 1025): จารึกราเชนทรโจฬะ. กองทัพโจฬะโจมตีเครือข่ายศรีวิชัย จารึกเอ่ยถึงอิลังคโศกะ
    • พ.ศ. 1908 (ค.ศ. 1365): นาการะเกรตาคามะ. เอกสารชวากล่าวถึงลังกาสุกะ แต่ยังไม่เอ่ยถึงปัตตานี
    • ราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. ราว 1350–1450): กำเนิดปัตตานี. เมืองปัตตานีเกิดขึ้นสืบต่อจากโกตามะห์ลิฆัย
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): แบลกเดนเขียนถึงลังกาสุกะ. งานยุคแรกของนักวิชาการตะวันตกเรื่องที่ตั้งลังกาสุกะ
    • พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): คณะสำรวจเคมบริดจ์. สจ๊วต เวเวลล์ ออกค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์
    • พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994): โครงการขุดค้นและบูรณะ. กรมศิลปากรขุดค้นและขุดแต่งเมืองโบราณยะรัง เริ่มขุดค้นจริงจัง พ.ศ. 2532
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): งานขุดค้นตันหยงลูโละ. เสนอว่าชุมชนปากน้ำปัตตานีค้าขายกับต่างชาติมาก่อนราชวงศ์ศรีวังสา

    รู้หรือไม่

    สถูป 44 แห่ง

    ในเขตคูเมืองยะรังพบเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่งเท่านั้น

    เครื่องถ้วยจากเปอร์เซีย

    เศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ยะรังมาจากเปอร์เซีย แสดงว่าการค้าของเมืองนี้ไปไกลถึงตะวันออกกลาง

    ชื่อจีนของลังกาสุกะ

    เอกสารจีนเรียกลังกาสุกะว่าหลางหยาซิว และบันทึกว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก

    ทั้งพุทธและฮินดู

    ใกล้ยะรังพบศิวลึงค์และรูปโคนนทิ แสดงว่าชาวพุทธและชาวฮินดูเคยอยู่ร่วมกันในลุ่มน้ำปัตตานี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Yarang district (Wikipedia)
    3. Pattani province (Wikipedia)
    4. Pattani Kingdom (Wikipedia)
    5. ศิลปวัฒนธรรม: หรือแท้จริงแล้วทวารวดีและลังกาสุกะเป็นเครือญาติกัน
    6. ศิลปวัฒนธรรม: งานโบราณคดีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    7. Wanwisa Dharmananda: แหล่งตันหยงลูโละ (ดำรงวิชาการ)
    8. Thai Holiday Guide: Yarang Ancient City
    9. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam (บทความของวรรณสาร นุ่นสุข)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านเก่า

    บ้านเก่า

    ภาพประกอบ: Ban Kao Museum · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สุสานยุคหินใหม่ริมลำน้ำแควน้อย จุดเริ่มต้นของโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แบบสากลในประเทศไทย · ราว 4,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
    ลุ่มน้ำแม่น้ำแควน้อย
    ยุคสมัยยุคหินใหม่ ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ
    ผู้ขุดค้นคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก พ.ศ. 2503–2505
    ของเด่นภาชนะดินเผาสามขา ขวานหินขัด โครงกระดูกมนุษย์
    พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
    จำนวนหลุมฝังศพ44 หลุมที่ไร่นายบาง และ 2 หลุมที่ไร่นายเหลือ
    ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกราว 3,700 ± 70 ปีก่อน

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเก่าเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ทางตะวันตกของประเทศไทย พื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสลับกับลำห้วย มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวอยู่ไม่ไกลนัก ไปทางชายแดนเมียนมา

    ภูมิประเทศแบบนี้เหมาะกับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก มีทั้งน้ำจืด ดินริมน้ำที่เพาะปลูกได้ ป่าที่มีสัตว์ให้ล่า และหินสำหรับทำเครื่องมือ ชุมชนโบราณจึงเลือกตั้งถิ่นฐานและฝังศพบรรพบุรุษไว้ตามเนินดินริมลำน้ำแห่งนี้

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะสามขา: หม้อดินเผาตั้งบนสามขากลวง เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเก่า (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า) ดูภาพถ่ายจริง
    • ขวานหินขัด: ขวานหินที่ขัดจนเรียบ เครื่องมือของชาวนายุคหินใหม่ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ: จากค่ายเชลยศึกถึงคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

    เรื่องราวของบ้านเก่าเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกมาสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า หนึ่งในเชลยคือ เอช. อาร์. ฟาน ฮีเคอเรน (H. R. van Heekeren) ชาวดัตช์ผู้สนใจโบราณคดี ระหว่างทำงานใกล้ค่ายบ้านเก่า เขาเก็บเครื่องมือหินได้จำนวนหนึ่งและซ่อนไว้กับตัว

    เมื่อถูกย้ายไปญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขายังเก็บหินเหล่านั้นไว้ หลังสงครามเครื่องมือหินถูกส่งต่อไปให้นักวิชาการอเมริกันศึกษา และปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พีบอดีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด การค้นพบนี้ทำให้นักวิชาการทั่วโลกหันมาสนใจว่าดินแดนไทยมีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่ยุคหิน

    ฟาน ฮีเคอเรนกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) พร้อมคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งมีแปร์ โซเรนเซน (Per Sørensen) เป็นผู้นำงานภาคสนาม ฝ่ายไทยมีนายแพทย์สุด แสงวิเชียร แห่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รับผิดชอบการศึกษาโครงกระดูก คณะนี้ขุดค้นที่บ้านเก่าระหว่าง พ.ศ. 2503–2505

    หินไม่กี่ก้อนที่เชลยศึกคนหนึ่งซ่อนไว้ในกระเป๋า เปิดประตูให้โลกรู้จักอดีตหลายพันปีของลุ่มน้ำแคว

    คนเบื้องหลังคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

    คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์กเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับนักวิชาการเดนมาร์ก ฝ่ายไทยมีครูชิน อยู่ดี แห่งกรมศิลปากรเป็นหัวหน้า ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรอีกหลายคน นายแพทย์สุด แสงวิเชียร จากศิริราช และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ฝ่ายเดนมาร์กมีดร.เอจิล นีลเซน เป็นหัวหน้า และแปร์ โซเรนเซน เป็นผู้ควบคุมงานขุดค้น โดยมีฟาน ฮีเคอเรนร่วมคณะด้วย

    งานแบ่งเป็นสองระยะ ระยะแรกใน พ.ศ. 2503–2504 เป็นการสำรวจตามลำน้ำแควน้อย เพื่อหาแหล่งที่เหมาะจะขุดค้น ระยะที่สองตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2505 เป็นการขุดค้นหลายแหล่ง โดยบ้านเก่าเป็นแหล่งหลัก

    สำหรับคนไทย งานนี้เป็นเหมือนโรงเรียนภาคสนาม ครูชิน อยู่ดี ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย ได้ประสบการณ์ตรงจากการทำงานร่วมกับนักวิชาการต่างชาติ และนำวิธีการเหล่านั้นไปใช้กับแหล่งอื่นในเวลาต่อมา

    สิ่งที่พบ

    คณะสำรวจพบหลุมฝังศพหลายสิบหลุมในสองจุดหลัก ซึ่งเรียกตามชื่อเจ้าของที่ดินว่าไร่นายบางและไร่นายเหลือ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระบุจำนวนหลุมไม่ตรงกันนัก ตั้งแต่ราว 39 ไปจนถึง 46 หลุม ขึ้นอยู่กับว่านับเฉพาะโครงที่สมบูรณ์หรือนับทุกหลุม

    ของที่ฝังร่วมกับศพมีทั้งขวานหินขัด เครื่องมือกระดูก เครื่องประดับ และภาชนะดินเผา ที่โดดเด่นที่สุดคือภาชนะสามขา หม้อที่มีขากลวงสามขารองรับตัวหม้อ รูปทรงแปลกตานี้กลายเป็นเอกลักษณ์ จนนักโบราณคดีเรียกกลุ่มวัฒนธรรมนี้ว่า วัฒนธรรมบ้านเก่า

    นอกจากนี้ยังพบกระดูกสัตว์ป่า เช่น แรด กระดอง เต่า และหัวกะโหลกหมู ซึ่งบอกว่าคนบ้านเก่าล่าสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก การศึกษาโครงกระดูกพบว่าคนส่วนใหญ่ในสุสานตายก่อนอายุ 30 ปี มีเพียงไม่กี่คนที่อายุเกิน 40 ปี

    สุสานสองยุคและการกำหนดอายุ

    ที่ไร่นายบางพบหลุมฝังศพ 44 หลุม และที่ไร่นายเหลืออีก 2 หลุม ผู้ตายถูกฝังพร้อมของอุทิศ โซเรนเซนอ่านลำดับชั้นดินและรูปแบบภาชนะแล้วแบ่งสุสานเป็นช่วงยุคหินใหม่ตอนต้นและยุคหินใหม่ตอนปลาย และยังพบร่องรอยการใช้พื้นที่ในยุคเหล็กอยู่ชั้นบน

    ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกที่ได้คือราว 3,700 ปี บวกลบ 70 ปี ซึ่งในตอนนั้นถูกใช้เป็นหลักฐานว่ามีคนตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทยมาราว 4,000 ปี ต่อมาเมื่อรวมค่าอายุอื่น ๆ นักวิชาการสรุปช่วงอายุของวัตถุในแหล่งไว้กว้าง ๆ ราว 3,300–2,200 ปีก่อน และการใช้เหล็กในชั้นบนอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ลงมา

    โซเรนเซนเห็นว่าภาชนะสามขาของบ้านเก่าคล้ายกับภาชนะของวัฒนธรรมหลงซานในจีน จึงเสนอว่ามีผู้คนหรือแนวคิดเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ ความเห็นนี้มีอิทธิพลมากในช่วงแรก แต่เมื่อพบแหล่งยุคหินใหม่ในไทยเพิ่มขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังหลายท่านจึงให้น้ำหนักกับการพัฒนาในภูมิภาคและการแลกเปลี่ยนกับชุมชนข้างเคียงมากขึ้น

    ชีวิตคนบ้านเก่าจากกระดูก

    การศึกษาโครงกระดูกเป็นงานร่วมระหว่างนายแพทย์สุด แสงวิเชียร กับผู้ร่วมงานชาวไทย และศาสตราจารย์ เจ. บัลสเลฟ เยอร์เกนเซน หัวหน้าห้องปฏิบัติการมานุษยวิทยาแห่งโคเปนเฮเกน ผลงานตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ในชื่อ The Prehistoric Thai Skeletons ซึ่งเป็นภาคที่สองของรายงานบ้านเก่า ส่วนภาคแรกว่าด้วยโบราณวัตถุจากหลุมฝังศพ เขียนโดยโซเรนเซนกับโทเฟ แฮตทิง ตีพิมพ์ก่อนหน้าใน พ.ศ. 2510

    ข้อมูลที่ได้บอกว่าคนบ้านเก่าส่วนใหญ่ตายก่อนอายุ 30 ปี และมีเพียงสองคนที่อายุเกิน 40 ปี ชีวิตจึงสั้นกว่าคนปัจจุบันมาก แต่การฝังศพอย่างพิถีพิถันพร้อมภาชนะและเครื่องมือก็บอกว่าชุมชนให้ความสำคัญกับผู้ตาย

    กระดูกสัตว์ในแหล่งยังเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบชุมชน เช่น กระดูกแรดชวาและกระซู่ ซึ่งปัจจุบันไม่มีในป่าไทยแล้ว กระดองเต่า และกะโหลกหมูที่อาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมฝังศพ ปัจจุบันโครงกระดูกจากบ้านเก่าเก็บรักษาไว้ทั้งที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และที่สถาบันมานุษยวิทยากายภาพ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

    ความสำคัญ

    บ้านเก่าเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ครั้งแรก ๆ ในไทยที่ใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์สากล มีการจดบันทึกชั้นดิน ศึกษาโครงกระดูกอย่างเป็นระบบ และส่งตัวอย่างไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอนกัมมันตรังสี งานนี้จึงเป็นเหมือนห้องเรียนแรกที่ปูทางให้นักโบราณคดีไทยรุ่นต่อมา

    ผลการศึกษาช่วยยืนยันว่ามีชุมชนเกษตรกรรมตั้งถิ่นฐานถาวรในดินแดนไทยมาหลายพันปีแล้ว และทำให้ภาคตะวันตกของไทยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลก งานเขียนผลการขุดค้นชุด Archaeological Excavations in Thailand ที่ตีพิมพ์ภายหลังยังถูกอ้างถึงมาจนปัจจุบัน

    บ้านเก่ายังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์สองช่วงที่ห่างกันหลายพันปีเข้าด้วยกัน คือชีวิตคนยุคหินใหม่ กับความทุกข์ยากของเชลยศึกบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ

    ข้อถกเถียง

    อายุของสุสานบ้านเก่ายังเป็นเรื่องที่ตัวเลขไม่ลงรอยกัน ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกให้ผลราว 3,700 ปีก่อน บางแหล่งสรุปช่วงอายุไว้ระหว่างราว 3,300 ถึง 2,200 ปีก่อน ขณะที่นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องครอบคลุมช่วงราว 5,000 ถึง 3,100 ปีก่อน ความต่างนี้เกิดจากวิธีหาอายุในยุคแรกยังไม่แม่นยำ และจากการแบ่งชั้นวัฒนธรรมที่ต่างกัน

    อีกประเด็นหนึ่งคือที่มาของวัฒนธรรมบ้านเก่า การตีความยุคแรกเสนอว่าวัฒนธรรมนี้อาจได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น มีการพบมีดเก็บเกี่ยวแบบจีนและของเลียนแบบที่ทำจากเปลือกหอยน้ำจืด จึงอาจมีผู้คนหรือความคิดเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มมองว่าอาจเป็นการพัฒนาในท้องถิ่นที่รับอิทธิพลผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยน ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    ส่วนเครื่องมือหินที่ฟาน ฮีเคอเรนพบในช่วงสงคราม ก็เคยถูกตีความว่ามีอายุเก่าแก่มากถึงยุคหินเก่า ความเห็นต่อชิ้นงานกลุ่มนี้จึงต่างกันไปตามผู้ศึกษา

    บ้านเก่าในปัจจุบัน

    กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ขึ้นบนพื้นที่แหล่งขุดค้น นับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของไทยที่สร้างในแหล่งโบราณคดีโดยตรง ภายในจัดแสดงเครื่องมือหิน ภาชนะสามขา เครื่องมือโลหะ และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังพร้อมของอุทิศ

    พิพิธภัณฑ์ได้รับการปรับปรุงนิทรรศการใหม่ มีหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงแสดงวิถีชีวิตชุมชนยุคหินใหม่ และนิทรรศการเรื่องโลงไม้รูปเรือที่พบตามถ้ำในเขตภูเขาทางตะวันตก ทำให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มแม่น้ำแควได้ครบในที่เดียว

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี
    พิกัด 13.981273, 99.298577 (13°58′52.6″N 99°17′54.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ปัจจุบันแหล่งขุดค้นอยู่ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางตะวันตกตามลำน้ำแควน้อย ภายในมีนิทรรศการถาวรเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาชนะสามขา และโครงกระดูกจำลองการฝังศพ เดินทางต่อไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์และสถานที่ทางรถไฟสายมรณะได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: ชุมชนยุคหินใหม่. ผู้คนตั้งถิ่นฐานและฝังศพพร้อมภาชนะสามขาริมแควน้อย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ลงมา (ค.ศ. ราวศตวรรษที่ 1 ก่อน): เริ่มใช้เหล็ก. ชั้นบนของแหล่งมีร่องรอยการใช้เครื่องมือเหล็ก
    • พ.ศ. 2486–2487 (ค.ศ. 1943–1944): เชลยศึกพบเครื่องมือหิน. ฟาน ฮีเคอเรนเก็บเครื่องมือหินระหว่างสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า
    • มิ.ย. พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ถูกย้ายไปญี่ปุ่น. เขาซ่อนเครื่องมือหินติดตัวไปด้วย
    • พ.ศ. 2503–2504 (ค.ศ. 1960–1961): สำรวจลำน้ำแควน้อย. คณะไทย-เดนมาร์กสำรวจหาแหล่งโบราณคดี โดยมีฟาน ฮีเคอเรนร่วมคณะ
    • ปลาย พ.ศ. 2504–2505 (ค.ศ. 1961–1962): ขุดค้นสุสานบ้านเก่า. พบหลุมฝังศพ 44 หลุมที่ไร่นายบาง และ 2 หลุมที่ไร่นายเหลือ
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): รายงานใน JSS. โซเรนเซนเผยแพร่บทความเรื่องบ้านเก่าในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): รายงานโบราณวัตถุ. ตีพิมพ์ภาคแรกของรายงานบ้านเก่าว่าด้วยวัตถุจากหลุมฝังศพ
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): รายงานโครงกระดูก. ตีพิมพ์ The Prehistoric Thai Skeletons ภาคสองของรายงานบ้านเก่า
    • หลังการขุดค้น: ตั้งพิพิธภัณฑ์ในแหล่ง. กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): ครบรอบ 60 ปีการขุดค้น. มีการทบทวนเรื่องราวบ้านเก่าในวงวิชาการและสื่อ

    รู้หรือไม่

    ชื่อวัฒนธรรมมาจากหมู่บ้าน

    คำว่า วัฒนธรรมบ้านเก่า ใช้เรียกกลุ่มชุมชนยุคหินใหม่ที่ใช้ภาชนะสามขาแบบเดียวกัน ซึ่งต่อมาพบในแหล่งอื่นทางภาคตะวันตกและภาคใต้ด้วย

    โครงกระดูกเดินทางไกล

    โครงกระดูกและโบราณวัตถุบางส่วนจากบ้านเก่าเคยถูกส่งไปศึกษาที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

    หมอเป็นผู้ศึกษากระดูก

    การศึกษาโครงกระดูกคนบ้านเก่าเป็นงานของนายแพทย์สุด แสงวิเชียร แห่งศิริราชพยาบาล ร่วมกับนักวิชาการเดนมาร์ก และเป็นงานบุกเบิกด้านมานุษยวิทยากายภาพในไทย

    แรดเคยอยู่ริมแควน้อย

    ในแหล่งบ้านเก่าพบกระดูกแรดชวาและกระซู่ สัตว์ที่ปัจจุบันไม่เหลือในป่าไทยแล้ว

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Kao – Wikipedia
    2. เบื้องหลังการขุดค้น เรื่องราวก่อนของประเทศไทย โดยคณะไทย-เดนมาร์ก – ศิลปวัฒนธรรม
    3. มติชนสุดสัปดาห์: 60 ปีการขุดค้นบ้านเก่า
    4. พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า ที่เที่ยวใหม่กาญจนบุรี – ไทยโพสต์
    5. Physical Anthropology in Thailand: Ban Kao – SAC
    6. They excavated the Stone Age – ScandAsia
    7. Ban Kao (Per Sørensen, JSS 52.1, 1964) – The Siam Society
    8. Ban Kao skeleton record – SAC Physical Anthropology Database

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเก่า
    Ban Kao Pottery 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ปราสาทสด๊กก๊อกธม

    ปราสาทสด๊กก๊อกธม

    ภาพประกอบ: Prasat Sdok Kok Thom-007 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เทวาลัยพระศิวะของเขมรโบราณที่ชายแดนสระแก้ว ต้นทางของจารึกหลักที่เล่าเรื่องลัทธิเทวราชละเอียดที่สุดเท่าที่เคยพบ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (คริสต์ศตวรรษที่ 11)

    ที่ตั้งบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว
    ชื่อในจารึกภัทรนิเกตน์ ชาวบ้านเคยเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว
    ผู้อุปถัมภ์พระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
    ศาสนาฮินดู ไศวนิกาย บูชาศิวลึงค์
    จารึกหลักสำคัญมหาศักราช 974 ตรงกับราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052) ภาษาสันสกฤตและเขมร ราว 340 บรรทัด
    สถานะประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2562 เปิดอย่างเป็นทางการ 15 พ.ค. 2565
    ผังปราสาทลานชั้นในราว 42 x 36 เมตร กำแพงชั้นนอกศิลาแลงราว 126 x 120 เมตร
    พื้นที่อุทยานราว 641 ไร่

    ที่ตั้งและชื่อ

    ปราสาทสด๊กก๊อกธมตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอำเภออรัญประเทศขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 34 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจากแนวชายแดนไทยกับกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นที่ราบต่ำที่เชื่อมระหว่างลุ่มน้ำบางปะกงกับที่ราบทะเลสาบเขมร

    คำว่าสด๊กก๊อกธมเป็นภาษาเขมร พอแปลได้ว่าบริเวณที่มีต้นกกขึ้นหนาแน่นเป็นกอใหญ่ ชาวบ้านไทยในละแวกนั้นเคยเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว ส่วนชื่อที่ปรากฏในจารึกคือภัทรนิเกตน์ ซึ่งมีความหมายทำนองที่พำนักอันเป็นมงคล

    ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย มีปรางค์ประธานองค์เดียวตั้งบนฐานสูง ล้อมด้วยระเบียงคดและกำแพงแก้วขนาดราว 126 x 120 เมตร มีซุ้มประตู บรรณาลัย ทางดำเนินที่ประดับเสานางเรียง และบารายหรือสระน้ำใหญ่ทางทิศตะวันออกขนาดราว 200 x 370 เมตร

    เดินชมผังปราสาททีละส่วน

    ผังของสด๊กก๊อกธมจัดวางตามแนวตะวันออกไปตะวันตก ผู้มาบูชาในอดีตจะเริ่มจากบารายทางทิศตะวันออก แล้วเดินตามทางดำเนินที่ปูด้วยศิลาแลงยาวราว 200 เมตร สองข้างทางตั้งเสาหินที่เรียกว่าเสานางเรียง ก่อนจะถึงซุ้มประตูใหญ่กลางกำแพงด้านตะวันออก กำแพงชั้นนอกนี้ก่อด้วยศิลาแลง สูงราว 2.5 เมตร

    เมื่อผ่านกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะพบคูน้ำล้อมรอบลานชั้นใน ซึ่งนักวิชาการอธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์ของมหาสมุทรที่ล้อมเขาพระสุเมรุตามคติฮินดู ลานชั้นในมีขนาดราว 42 x 36 เมตร ล้อมด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน และมีซุ้มประตูทางทิศตะวันออกเป็นทางเข้าหลัก

    ภายในลานมีบรรณาลัยสองหลังอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน ตัวอาคารเป็นหินทรายตั้งบนฐานศิลาแลง มีหน้าต่างด้านข้างขนาดใหญ่ ส่วนปรางค์ประธานมีประตูจริงเพียงด้านเดียวทางทิศตะวันออกพร้อมบันได อีกสามด้านเป็นประตูหลอก

    ลวดลายสลักที่เหลืออยู่มีทั้งลายพันธุ์พฤกษา รูปนาค และภาพบุคคลที่ดูเหมือนพระวิษณุบรรทม แต่ทับหลังด้านตะวันออกของปรางค์ประธานสูญหายไปแล้ว ปัจจุบันพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ทั้งหมดมีราว 641 ไร่

    ศิลาเพียงหลักเดียวจากปราสาทริมชายแดนสระแก้ว กลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประวัติศาสตร์ช่วงต้นของอาณาจักรพระนคร

    ใครสร้างและสร้างเพื่ออะไร

    จากจารึกที่พบในปราสาท นักวิชาการเชื่อว่าศาสนสถานแห่งนี้สร้างหรือขยายขึ้นในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 แห่งเมืองพระนคร ผู้ครองราชย์ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 11 ทรงอุทิศให้แก่ตระกูลพราหมณ์ปุโรหิตที่รับใช้ราชสำนักมายาวนาน โดยมีพราหมณ์ชื่อสทาศิวะเป็นบุคคลสำคัญในเรื่องนี้

    ภายในปรางค์ประธานเคยประดิษฐานศิวลึงค์ จึงถือเป็นเทวาลัยของพระศิวะ สำนักข่าวและนักวิชาการไทยหลายคนนับว่าเป็นเทวาลัยศิวะขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของไทย และเก่ากว่าปราสาทพิมายกับพนมรุ้งอยู่ราวหนึ่งศตวรรษ

    ที่ตั้งริมเส้นทางระหว่างที่ราบภาคตะวันออกของไทยกับเมืองพระนคร ทำให้ปราสาทนี้เป็นทั้งศูนย์กลางพิธีกรรมของชุมชนพราหมณ์ และหมุดหมายแสดงอำนาจของราชสำนักเขมรในดินแดนชายขอบ

    จารึกสด๊กก๊อกธมกับลัทธิเทวราช

    สิ่งที่ทำให้ปราสาทเล็ก ๆ ริมชายแดนแห่งนี้มีชื่อในวงวิชาการโลกคือศิลาจารึกหินทรายสูงราว 1.51 เมตร จารทั้งสี่ด้าน รวมราว 340 บรรทัด ใช้ภาษาสันสกฤตสลับกับภาษาเขมรโบราณ ลงมหาศักราช 974 ตรงกับราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052) บางแหล่งคำนวณวันที่ตรงกับต้น ค.ศ. 1053 นักวิชาการรู้จักในรหัส K. 235 เอเตียน แอมอนิเยร์ รายงานการพบต่อนักวิชาการตะวันตกตั้งแต่ พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884)

    จารึกนี้เล่าประวัติตระกูลพราหมณ์ที่รับใช้กษัตริย์เขมรราว 250 ปี ย้อนไปถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งทำพิธีบนเขามเหนทรบรรพต หรือพนมกุเลนในปัจจุบัน ราว พ.ศ. 1345 (ค.ศ. 802) ในพิธีนั้นพราหมณ์หิรัณยทามะได้ประกอบพิธีเพื่อให้กัมพุชเทศไม่ต้องขึ้นกับชวาอีกต่อไป และสถาปนาพระองค์เป็นจักรพรรดิ โดยมอบหมายให้ศิวไกวัลย์ผู้เป็นต้นตระกูลดูแลการบูชาเทวราชสืบมา

    จารึกยังไล่รายชื่อกษัตริย์หลายพระองค์ การย้ายราชธานี และการสร้างศาสนสถานในที่ต่าง ๆ ตลอดจนรายการที่ดินและข้าทาสที่ถวายแก่ภัทรนิเกตน์ จึงกลายเป็นเอกสารหลักชิ้นหนึ่งสำหรับเรียงลำดับประวัติศาสตร์อาณาจักรเขมรตอนต้น

    ปัจจุบันศิลาจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งรับมาตั้งแต่ราวทศวรรษ 2460 จารึกเคยเสียหายจากไฟไหม้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 แต่ข้อความยังรักษาไว้ได้ เพราะมีการทำสำเนาภาพถอดและพิมพ์อ่านไว้ก่อนแล้ว

    ในจารึกเขียนอะไรไว้บ้าง: เก้าชั่วคน สิบสองกษัตริย์

    ศิลาจารึก K. 235 เป็นหินทรายสีเทา จารึกทั้งสี่ด้าน ด้านแรกเป็นบทร้อยกรองภาษาสันสกฤตหลายฉันทลักษณ์ ใช้สรรเสริญเทพเจ้า พระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษของตระกูลพราหมณ์ ส่วนด้านหลัง ๆ เป็นร้อยแก้วภาษาเขมรโบราณ ซึ่งเขียนเรื่องที่เป็นรูปธรรมกว่า เช่น การตั้งชุมชน การสร้างศาสนสถาน และการถวายที่ดิน

    ส่วนที่เป็นภาษาเขมรยังเล่าถึงงานบุกเบิกพื้นที่ เช่น การสร้างปราสาทหินพร้อมยอด การขุดสระ การทำคันดิน และการจัดที่นาและสวน รายการที่ถวายแก่ศาสนสถานก็บันทึกไว้อย่างละเอียด ทั้งแนวเขตที่ดิน วัวควาย ผ้า ภาชนะ และข้ารับใช้ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักประวัติศาสตร์เห็นภาพเศรษฐกิจของศาสนสถานเขมร ว่าเทวาลัยหนึ่งแห่งต้องมีที่ดินและแรงงานจำนวนมากคอยหล่อเลี้ยง

    ภาพรวมของจารึกคือประวัติของตระกูลปุโรหิตเก้าชั่วคน ที่รับใช้กษัตริย์เขมรสิบสองพระองค์ตลอดราว 250 ปี ตั้งแต่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จนถึงพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 จึงเป็นเหมือนลำดับรัชกาลฉบับหนึ่งที่นักวิชาการใช้เทียบกับจารึกหลักอื่น

    บุคคลคนสุดท้ายในสายตระกูลคือสทาศิวะ จารึกเล่าว่าท่านลาจากเพศนักบวช แล้วสมรสกับพระขนิษฐาของพระมเหสี และได้ดูแลงานสร้างศาสนสถานหลายแห่ง นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าสทาศิวะเป็นผู้แต่งจารึกนี้เอง ข้อนี้อธิบายได้ว่าทำไมจารึกจึงให้ความสำคัญกับตระกูลของท่านมากเป็นพิเศษ

    ข้อถกเถียงเรื่องเทวราช

    ยอร์ช เซเดส์ ตีความว่าเทวราชคือลัทธิที่ยกกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพเจ้า ความคิดเรื่องกษัตริย์คือเทพจึงแพร่หลายในตำราไทยและตะวันตกมานาน และบทความภาษาไทยจำนวนมากยังอธิบายตามแนวนี้

    แฮร์มันน์ คุลเคอ เสนอในทศวรรษ 2520 ว่าเทวราชน่าจะหมายถึงรูปเคารพพระศิวะที่เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเป็นตัวแทนศิวลึงค์บนพนมกุเลน โดยกษัตริย์เป็นเพียงผู้ได้รับส่วนหนึ่งของพลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เป็นเทวราชเอง งานศึกษาใหม่บางชิ้นไปไกลกว่านั้น โดยมองว่าพิธีในจารึกคือพิธีคุ้มครองตามคัมภีร์ตันตระสายไศวะ

    นักประวัติศาสตร์ยังเตือนว่าจารึกนี้เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ปี ค.ศ. 802 ราว 250 ปี และเป็นเรื่องที่ตระกูลพราหมณ์เล่าเพื่อยืนยันสิทธิ์ของตนเอง คำว่าชวาในจารึกก็ตีความต่างกัน บ้างว่าเกาะชวา บ้างว่าหมายถึงจาม หรือดินแดนอื่น และบางท่านสงสัยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจมีส่วนที่เป็นตำนานด้วย

    จากสนามรบและค่ายผู้ลี้ภัยสู่อุทยานประวัติศาสตร์

    หลังเวียดนามบุกกัมพูชาเมื่อปลาย พ.ศ. 2521 ผู้คนจำนวนมากหนีภัยมาที่ชายแดน ราว พ.ศ. 2522 พื้นที่รอบปราสาทกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายผู้ลี้ภัยที่รู้จักในชื่อหนองเสม็ด ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของกองกำลังเขมรเสรีที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ช่วงเวลานี้ทำให้ตัวปราสาทและบารายเสียหาย บารายเก็บน้ำได้น้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากการขุดดินในช่วงที่มีค่ายผู้ลี้ภัย

    เมื่อสถานการณ์สงบ กรมศิลปากรเข้าสำรวจใน พ.ศ. 2536 และเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2538 งานแรก ๆ คือถางป่า ขุดลอกดินลงไปถึงระดับพื้นเดิม ทำบัญชีหินที่หล่นกระจาย แล้วประกอบกลับ รวมทั้งขุดลอกคูน้ำ งานบูรณะหลักดำเนินไปจนราว พ.ศ. 2553 ระหว่างการขุดแต่งพบเพียงเศษอิฐและเศษหินจากตัวอาคาร ไม่พบร่องรอยที่อยู่อาศัยของคนโบราณในเขตปราสาท

    อันตรายที่ซ่อนอยู่คือทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดจากยุคสงคราม ระหว่าง พ.ศ. 2545–2547 มีโครงการเก็บกู้ร่วมกันของหน่วยงานไทยและองค์กรจากญี่ปุ่น ซึ่งเก็บวัตถุระเบิดได้ 76 ชิ้น ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 ฝ่ายกัมพูชาเคยอ้างว่าปราสาทอยู่ในเขตของตน แต่ไทยยืนยันอำนาจการดูแล โดยอ้างถึงการบูรณะที่ดำเนินมาต่อเนื่อง

    งานศึกษาในช่วงหลังยังไปไกลกว่าการบูรณะ มีความร่วมมือระหว่างกองทัพบก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาระบบการจัดการน้ำของปราสาทและแหล่งที่มาของหินที่ใช้ก่อสร้าง งานศึกษาด้านรัฐศาสตร์ยังชี้ว่า ในช่วง พ.ศ. 2534–2556 การเร่งบูรณะและการตั้งหมู่บ้านในแนวชายแดนเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันอำนาจรัฐไทยเหนือพื้นที่ ก่อนที่ช่วงหลัง พ.ศ. 2557 จะหันมาเน้นความร่วมมือและการท่องเที่ยวมากขึ้น สด๊กก๊อกธมนับเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งที่ 11 ของไทย

    การบูรณะและปราสาทในวันนี้

    ปราสาทขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ในช่วงสงครามกัมพูชาทศวรรษ 2520 พื้นที่นี้อยู่ในเขตไม่สงบ เมื่อกรมศิลปากรเข้าสำรวจราว พ.ศ. 2536 พบว่าตัวปราสาทพังทลายมาก

    งานบูรณะเริ่มราว พ.ศ. 2538 ด้วยวิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินที่พังออกมาทำเลขกำกับ แล้วประกอบกลับที่เดิม เสริมหินใหม่เฉพาะส่วนที่ขาดหาย งานดำเนินต่อเนื่องราว 15 ปี ต่อมารัฐบาลประกาศให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ใน พ.ศ. 2562 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 พฤษภาคม 2565

    ตามตำนานท้องถิ่นและข้อเสนอของนักเขียนสารคดีบางท่าน บริเวณนี้ยังเกี่ยวกับเหตุการณ์ปลายสมัยธนบุรี เมื่อเจ้าพระยาจักรียกทัพกลับจากเขมรใน พ.ศ. 2325 ก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ยังต้องการหลักฐานยืนยันเพิ่มเติม

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทสด๊กก๊อกธม อ.โคกสูง
    พิกัด 13.843585, 102.737278 (13°50′36.9″N 102°44′14.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธมอยู่ในอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในความดูแลของกรมศิลปากร เดินชมปรางค์ประธาน ระเบียงคด ซุ้มประตู ทางเดินเสานางเรียง และบารายได้ ส่วนศิลาจารึกหลักสำคัญเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ควรตรวจสอบสถานการณ์บริเวณชายแดนก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1345 (ค.ศ. 802): พิธีบนพนมกุเลน. พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกอบพิธีตามที่จารึกเล่าย้อนหลัง
    • ราว พ.ศ. 1593–1609 (ค.ศ. ราว 1050–1066): รัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2. ช่วงที่สร้างหรือขยายภัทรนิเกตน์
    • ม.ศ. 974 (ราว พ.ศ. 1595) (ค.ศ. 1052–1053): จารึกสด๊กก๊อกธม. จารึกประวัติตระกูลพราหมณ์เก้าชั่วคนและลัทธิเทวราช
    • พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884): รายงานต่อนักวิชาการ. แอมอนิเยร์นำเรื่องจารึกเผยแพร่
    • ราวทศวรรษ 2460 (ค.ศ. 1920s): ย้ายจารึก. จารึกถูกนำไปเก็บที่กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศคุ้มครอง
    • 9 พ.ย. พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960): ไฟไหม้. ศิลาจารึกเสียหายแต่ยังมีสำเนาข้อความ
    • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979): ค่ายผู้ลี้ภัย. พื้นที่รอบปราสาทเป็นส่วนหนึ่งของค่ายผู้ลี้ภัยหนองเสม็ด
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): กรมศิลปากรสำรวจ. พบว่าตัวปราสาทพังทลายมาก
    • พ.ศ. 2538–2553 (ค.ศ. 1995–2010): บูรณะ. ใช้วิธีอนัสติโลซิส ประกอบหินเดิมกลับที่
    • พ.ศ. 2545–2547 (ค.ศ. 2002–2004): เก็บกู้วัตถุระเบิด. เก็บวัตถุระเบิดได้ 76 ชิ้น
    • ม.ค. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): ข้อพิพาทชายแดน. กัมพูชาอ้างว่าปราสาทอยู่ในเขตของตน ไทยยืนยันการดูแล
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): อุทยานประวัติศาสตร์. ประกาศจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม
    • 15 พ.ค. พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): เปิดอย่างเป็นทางการ. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิด

    รู้หรือไม่

    จารึกยาวที่สุดชิ้นหนึ่ง

    จารึกสด๊กก๊อกธมมีราว 340 บรรทัด ถือเป็นจารึกเขมรโบราณที่ยาวและให้ข้อมูลประวัติศาสตร์มากที่สุดชิ้นหนึ่ง

    ชื่อมาจากต้นกก

    คำว่าสด๊กก๊อกธมไม่ใช่ชื่อโบราณ แต่เป็นชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกตามสภาพพื้นที่ที่มีต้นกกขึ้นเป็นกอใหญ่

    จิ๊กซอว์หิน

    การบูรณะต้องทำเลขกำกับหินนับพันก้อน แล้วประกอบกลับคล้ายต่อจิ๊กซอว์ขนาดยักษ์

    ผู้แต่งจารึกเล่าเรื่องตระกูลตัวเอง

    นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าสทาศิวะ คนสุดท้ายในสายตระกูลที่จารึกเล่าถึง คือผู้แต่งจารึกเอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Sdok Kok Thom – Wikipedia
    2. Stela of Prasat Sdok Kak Thom (K. 235) – DHARMA
    3. Jayavarman II – Wikipedia
    4. Hermann Kulke – Angkor Database
    5. Revisiting Devarāja – EFEO
    6. ย้อนเส้นทาง 20 ปี บูรณะ สด๊กก๊อกธม – มติชน
    7. สุจิตต์-ขรรค์ชัย ย้อนไทม์ไลน์ สด๊กก๊อกธม – มติชน
    8. ปราสาทสด๊อกก๊อกธม หลักแหล่งลัทธิเทวราช – ศิลปวัฒนธรรม
    9. เที่ยวสด๊กก๊อกธม – ไทยโพสต์
    10. Thai PBS World: Sdok Kok Thom, labours of love and hard work
    11. Southeast Asian Archaeology: Sdok Kok Thom restoration complete
    12. Yaprom & Mattariganond 2022: Thai-Cambodian border management at Prasat Sadok Kok Thom

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Prasat Sdok Kok Thom-030 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Prasat Sdok Kok Thom-014 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Sdokkakthomgopura · en:user:Writer128 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Sdokkakthomlibrary · en:Writer128 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านดอนตาเพชร

    บ้านดอนตาเพชร

    ภาพประกอบ: Ohranhänger Ban Don Ta Phet · AReinecke · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สุสานยุคเหล็กในกาญจนบุรีที่ให้หลักฐานเก่าแก่ชิ้นสำคัญของการติดต่อระหว่างดินแดนไทยกับอินเดีย · ราว 2,400–2,300 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
    ยุคสมัยยุคเหล็กตอนปลาย
    อายุโดยประมาณราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ราว 4 ศตวรรษก่อนคริสตกาล)
    การขุดค้นพ.ศ. 2518–2519, 2523–2524, 2527–2528 และ 2543
    ของเด่นจี้รูปสิงโตหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินกึ่งมีค่า ภาชนะสำริดดีบุกสูง เครื่องมือเหล็ก
    พิพิธภัณฑ์อาคารคลุมหลุมขุดค้นในชุมชนดอนตาเพชร
    ผู้ขุดค้นหลักชิน อยู่ดี (กรมศิลปากร) และเอียน โกลเวอร์ (มหาวิทยาลัยลอนดอน)
    ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ด ในจำนวนนี้เป็นลูกปัดสลักลายอย่างน้อย 40 เม็ด

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านดอนตาเพชรอยู่ในอำเภอพนมทวน ทางตะวันออกของจังหวัดกาญจนบุรี ใกล้รอยต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่เป็นที่ดอนกลางที่ราบลุ่มภาคกลางฝั่งตะวันตก ไม่ห่างจากเส้นทางน้ำที่ไหลลงสู่ลุ่มแม่น้ำท่าจีนและแม่กลอง

    ทำเลนี้อยู่ระหว่างเทือกเขาตะวันตกซึ่งอุดมด้วยแร่โลหะ กับที่ราบที่ปลูกข้าวได้ดี ชุมชนโบราณที่นี่จึงอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงทั้งทรัพยากรภูเขาและเส้นทางแลกเปลี่ยนสินค้าที่มุ่งสู่ทะเล

    หลักฐานสำคัญ

    • จี้หินคาร์เนเลียนรูปสิงห์และลูกปัด: ลูกปัดและจี้แบบอินเดีย หลักฐานการค้ากับอินเดียเมื่อราว 2,300 ปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะสำริดดีบุกสูง: ขันสำริดผนังบาง ลายสลักละเอียด ทำจากสำริดผสมดีบุกมาก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ชาวบ้านพบโบราณวัตถุจำนวนมากโผล่ขึ้นมาในพื้นที่ชุมชน ข่าวนี้ไปถึงกรมศิลปากร อาจารย์ชิน อยู่ดี นักโบราณคดีผู้บุกเบิกงานก่อนประวัติศาสตร์ของไทย จึงเข้ามาขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2518–2519

    ต่อมามีการขุดค้นอีกหลายฤดูกาล ได้แก่ พ.ศ. 2523–2524 และ 2527–2528 ซึ่งกรมศิลปากรร่วมกับทีมของ เอียน โกลเวอร์ (Ian C. Glover) จากสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน และครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2543 งานต่อเนื่องหลายทศวรรษนี้ทำให้ดอนตาเพชรเป็นแหล่งยุคเหล็กที่ถูกศึกษาละเอียดที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

    ลูกปัดสีส้มเม็ดเล็กในหลุมศพที่พนมทวน บอกเราว่าเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ดินแดนนี้ค้าขายกับคนอีกฟากมหาสมุทรแล้ว

    ห้าฤดูกาลขุดค้นและงานวิจัยที่ตามมา

    ฤดูกาลแรกใน พ.ศ. 2518–2519 อาจารย์ชิน อยู่ดี ขุดค้นเพื่อกู้ข้อมูลหลังชาวบ้านพบโบราณวัตถุ ผลที่ได้น่าตื่นเต้นพอจะดึงความสนใจจากนักวิชาการต่างประเทศ จนเกิดความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งมีเอียน โกลเวอร์ เป็นผู้นำฝ่ายอังกฤษ ในฤดูกาล พ.ศ. 2523–2524

    ระหว่างฤดูกาลขุดค้น ทีมเดียวกันยังออกสำรวจภาคตะวันตกตอนกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ถึง 6 มกราคม พ.ศ. 2526 เยี่ยมชมแหล่งโบราณคดี 35 แห่งระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี เพื่อดูว่าดอนตาเพชรอยู่ในบริบทแบบใด จากนั้นจึงกลับมาขุดค้นอีกใน พ.ศ. 2527–2528 และกรมศิลปากรขุดค้นพร้อมจัดทำรายงานอีกครั้งใน พ.ศ. 2543

    งานที่ดอนตาเพชรกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักวิชาการหลายรุ่น ตลอดหลายสิบปีมีวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกอย่างน้อย 3 เล่ม ปริญญาโท 5 เล่ม และงานตีพิมพ์อีกราว 32 ชิ้นที่ใช้ข้อมูลจากแหล่งนี้ ทั้งเรื่องโลหะ ลูกปัด แก้ว และสิ่งทอ

    สิ่งที่พบ

    ดอนตาเพชรเป็นสุสานที่คนนำของมีค่ามาวางรวมกับศพจำนวนมาก ทั้งเครื่องมือและอาวุธเหล็กกว่าพันชิ้น ภาชนะดินเผา กำไลสำริด และกระดูกสัตว์ ปริมาณเครื่องเหล็กที่สูงขนาดนี้แสดงว่าเหล็กกลายเป็นวัสดุหลักของเครื่องมือในยุคนั้นแล้ว

    ของที่สะดุดตาที่สุดคือลูกปัดหินกึ่งมีค่ากว่า 600 เม็ด ทั้งคาร์เนเลียน อาเกต และหินผลึก มีรูปทรงหลากหลาย ในจำนวนนี้มีลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกตแบบสลักลายอย่างน้อย 40 เม็ด ซึ่งนับเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พบในแหล่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ยังพบภาชนะสำริดผนังบางมากซึ่งหล่อจากโลหะผสมดีบุกสูง ต้องใช้ฝีมือช่างระดับสูงในการตีและหล่อ และพบจี้หินคาร์เนเลียนแกะเป็นรูปสิงโต ซึ่งกลายเป็นโบราณวัตถุชิ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของแหล่งนี้

    ภาชนะสำริดดีบุกสูงและภาพสลักบนโลหะ

    ภาชนะสำริดจากดอนตาเพชรมีส่วนผสมของดีบุกสูงกว่าสำริดทั่วไป ทำให้ผิวโลหะมีประกายสีทอง แต่ก็เปราะและต้องใช้เทคนิคพิเศษ คือหล่อแล้วตีขึ้นรูปขณะร้อน ก่อนชุบแข็งด้วยการจุ่มน้ำ ภาชนะจึงมีผนังบางมากและส่งเสียงกังวานเมื่อเคาะ

    ภาชนะบางใบมีลายเส้นสลักละเอียดบนผิว เป็นภาพผู้คน ขบวนสัตว์ และอาคาร ภาชนะสำริดแบบมีลายภาพเช่นนี้พบในแหล่งไทยเพียงไม่กี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งพบชามที่มีลายภาพใน พ.ศ. 2553 ความคล้ายกันนี้ช่วยเชื่อมโยงดอนตาเพชรเข้ากับเครือข่ายการค้าทางทะเลฝั่งอ่าวไทย

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าภาชนะเหล่านี้ทำที่ไหน ศรีนิวาสัน นักโบราณโลหะวิทยาชาวอินเดีย เสนอว่าเทคนิคสำริดดีบุกสูงน่าจะมาจากเอเชียใต้ ขณะที่บางท่านมองว่าช่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจรับเทคนิคมาแล้วผลิตเองในท้องถิ่น

    ความสำคัญ

    นักโบราณคดีที่ร่วมขุดค้นประเมินอายุสุสานไว้ราว 2,300–2,400 ปีก่อน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 ในเวลาที่ตีพิมพ์ ผลนี้ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนและมีการกำหนดอายุเก่าที่สุดของการติดต่อระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดีย

    ลูกปัดหินแบบสลักลายมีรูปแบบและเทคนิคการผลิตใกล้เคียงกับลูกปัดที่พบในอินเดียและปากีสถาน ส่วนจี้สิงโตก็ชวนให้นึกถึงสัญลักษณ์ในศิลปะอินเดีย ดอนตาเพชรจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการอธิบายว่า ก่อนจะมีเมืองแบบทวารวดี คนในดินแดนไทยได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายการค้าข้ามทะเลแล้ว

    ในการถกเถียงเรื่องสุวรรณภูมิ ดอนตาเพชรมักถูกยกเป็นตัวอย่างคู่กับเขาสามแก้วในภาคใต้ ว่าดินแดนนี้มีชุมชนที่มั่งคั่งและเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

    ดอนตาเพชรในลำดับประวัติศาสตร์ภาคตะวันตก

    จากการสำรวจ โกลเวอร์แบ่งพัฒนาการของภาคตะวันตกตอนกลางเป็นเจ็ดช่วง เริ่มจากกลุ่มล่าหาของป่าแบบโฮบิเนียน ผ่านยุคหินใหม่ที่มีสุสานแบบบ้านเก่า ยุคเหล็กที่มีสุสานอย่างดอนตาเพชร ช่วงรอยต่อสู่ยุคประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นในสหัสวรรษแรกหลังคริสตกาล และช่วงหลังจากนั้น ดอนตาเพชรจึงเป็นหมุดสำคัญที่อยู่ตรงช่วงก่อนเกิดเมืองแบบทวารวดี

    ในแหล่งยุคเหล็กของไทยหลายแห่ง ผู้ตายมักถูกฝังพร้อมภาชนะดินเผา อาวุธและเครื่องประดับเหล็กและสำริด ภาชนะสำริด และเครื่องประดับจากแก้วกับหินกึ่งมีค่า ดอนตาเพชรเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของรูปแบบนี้ และเพราะของจากต่างแดนปะปนอยู่มาก จึงช่วยให้เห็นว่าการค้าภายในภูมิภาคกับการค้าข้ามอ่าวเบงกอลเชื่อมต่อกันอย่างไร

    สนิมบนเครื่องโลหะยังเก็บเส้นใยผ้าไว้ จูดิธ แคเมรอน นักวิชาการด้านสิ่งทอโบราณ ใช้ร่องรอยเหล่านี้ศึกษาว่าคนยุคเหล็กทอผ้าจากเส้นใยอะไรและด้วยเทคนิคใด ข้อมูลประเภทนี้หายากมาก เพราะผ้าเน่าเปื่อยเร็วในอากาศร้อนชื้น

    ข้อถกเถียง

    จี้สิงโตคาร์เนเลียนเคยถูกโกลเวอร์ตีความอย่างระมัดระวังว่าอาจเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าในฐานะ ศากยสิงห์ หรือสิงห์แห่งศากยวงศ์ ซึ่งหมายความว่าความคิดทางพุทธศาสนาอาจเดินทางมาถึงก่อนที่จะมีพระพุทธรูป แต่ผู้เสนอเองระบุว่านี่เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่าสิงโตอาจเป็นเพียงเครื่องรางหรือของแสดงฐานะ โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับศาสนา

    อีกคำถามหนึ่งคือ ลูกปัดและภาชนะสำริดเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมด หรือมีช่างที่ทำในท้องถิ่นด้วย การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง ทั้งโลหะ แก้ว และหิน เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งเขาสามแก้ว ทำให้นักวิชาการปรับการตีความเดิมหลายจุด ทั้งเรื่องช่วงเวลาและลักษณะการแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ยังไม่แน่ชัดว่าดอนตาเพชรเป็นสุสานของกลุ่มคนชั้นสูงเฉพาะกลุ่ม หรือสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนทั่วไปในภูมิภาค คำถามนี้ยังรอหลักฐานจากแหล่งร่วมสมัยอื่น ๆ

    ดอนตาเพชรในปัจจุบัน

    ในชุมชนดอนตาเพชรมีพิพิธภัณฑ์ที่สร้างคร่อมหลุมขุดค้นไว้ตรงกลางอาคาร ผู้ชมเดินดูหลุมได้รอบทั้งสี่ด้าน เห็นโครงกระดูกและของอุทิศในตำแหน่งที่ค้นพบจริง แทนที่จะเห็นเฉพาะวัตถุในตู้กระจก

    โบราณวัตถุสำคัญหลายชิ้นจากดอนตาเพชรเก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ งานศึกษาเรื่องสำริดดีบุกสูง ลูกปัด และสิ่งทอที่ติดอยู่กับโลหะจากแหล่งนี้ ยังเป็นหัวข้อวิจัยของนักวิชาการไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์บ้านดอนตาเพชร (อาคารคลุมหลุมขุดค้น) อ.พนมทวน
    พิกัด 14.189701, 99.726044 (14°11′22.9″N 99°43′33.8″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีอยู่ในชุมชนบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่สร้างคลุมหลุมขุดค้นให้ชมการฝังศพในตำแหน่งจริง ส่วนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญบางชิ้นจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดินทางจากตัวเมืองกาญจนบุรีหรือจากสุพรรณบุรีได้ทางรถยนต์ และต่อไปยังแหล่งอู่ทองซึ่งอยู่ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,400–2,300 ปีก่อน: สุสานยุคเหล็ก. ชุมชนฝังศพพร้อมเครื่องเหล็ก สำริด และลูกปัดจากต่างแดน
    • พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975): พบโบราณวัตถุ. ชาวบ้านพบโบราณวัตถุจำนวนมากในชุมชน
    • พ.ศ. 2518–2519 (ค.ศ. 1975–1976): ขุดค้นครั้งแรก. อาจารย์ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร นำการขุดค้น
    • พ.ศ. 2523–2524 (ค.ศ. 1980–1981): ฤดูกาลที่สอง. ความร่วมมือกับทีมของเอียน โกลเวอร์
    • 1 ธ.ค. พ.ศ. 2525–6 ม.ค. พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1982–1983): สำรวจภาคตะวันตก. ทีมไทย-อังกฤษสำรวจแหล่งโบราณคดี 35 แห่งระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ฤดูกาลที่สาม. ขุดค้นต่อเนื่อง พบเครื่องเหล็กกว่าพันชิ้นรวมทุกฤดูกาล
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): ขุดค้นครั้งล่าสุด. เพิ่มข้อมูลเพื่อศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): หนังสือเกียรติยศโกลเวอร์. รวมบทความ 50 ปีโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีงานวิจัยเรื่องสำริดและสิ่งทอจากดอนตาเพชร
    • พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ประเมินใหม่คู่กับเขาสามแก้ว. โกลเวอร์และเบลลินาเผยแพร่บทความทบทวนหลักฐานการติดต่อกับอินเดีย
    • ทศวรรษ 2550–2560: ทบทวนการตีความ. งานวิเคราะห์โลหะ แก้ว และหิน ทำให้ปรับความเข้าใจเรื่องช่วงเวลาและการค้า

    รู้หรือไม่

    ลูกปัดสลักลายทำอย่างไร

    ลูกปัดคาร์เนเลียนสลักลายทำโดยวาดลวดลายด้วยสารด่างลงบนผิวหิน แล้วเผาให้เกิดเส้นสีขาวติดแน่นถาวร เป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีในอนุทวีปอินเดีย

    ศพนี้มีผ้า

    สนิมของเครื่องโลหะบางชิ้นจากดอนตาเพชรเก็บรักษาร่องรอยเส้นใยผ้าเอาไว้ นักวิจัยจึงศึกษาสิ่งทอโบราณจากแหล่งนี้ได้

    สำริดที่เคาะแล้วกังวาน

    ภาชนะสำริดดีบุกสูงมีผนังบางและแข็ง เมื่อเคาะจะมีเสียงกังวาน และผิวมีประกายคล้ายทอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo: The Earliest Indian Contacts Re-assessed – Cambridge
    2. Ian C. Glover & Bérénice Bellina – ฐานข้อมูลสุวรรณภูมิ ม.สงขลานครินทร์
    3. Ajarn Chin You-di: a brief tribute – SPAFA Journal
    4. Ban Don Ta Phet excavation report – Asian Perspectives (ScholarSpace)
    5. Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection – Bunchar
    6. Ban Don Ta Phet Museum – LoveThailand
    7. Archaeological survey in west-central Thailand (Glover) – ScholarSpace
    8. Review: 50 Years of Archaeology in Southeast Asia, Essays in Honour of Ian Glover – JSS
    9. Glover & Jahan on decorated bronze bowl from Khao Sam Kaeo – Suvarnabhumi DB
    10. Ajarn Chin You-di: a brief tribute (full text) – SPAFA

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านดอนตาเพชร
    Museum Ban Don Ta Phet · AReinecke · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • กลุ่มปราสาทตาเมือน

    กลุ่มปราสาทตาเมือน

    ภาพประกอบ: Prasat Ta Muen Thom-3-HDC · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทสามหลังบนช่องเขาพนมดงรัก ที่รวมเทวาลัยพระศิวะ ที่พักคนเดินทาง และโรงพยาบาลโบราณไว้บนถนนจากเมืองพระนครสู่พิมาย · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 11–13)

    ที่ตั้งบ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ริมแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    ปราสาทในกลุ่มปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือน (ธรรมศาลา) และปราสาทตาเมือนโต๊จ (อโรคยศาล)
    ตาเมือนธมเทวาลัยพระศิวะ ศิลปะบาปวน หันหน้าทิศใต้ มีศิวลึงค์ธรรมชาติ
    ตาเมือนและตาเมือนโต๊จสร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือพุทธมหายาน
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ พ.ศ. 2478
    บูรณะกรมศิลปากร ช่วง พ.ศ. 2533–2539
    ขนาดลานตาเมือนธมระเบียงคดราว 46 x 38 เมตร ซุ้มประตูใหญ่ด้านใต้
    ระยะห่างตาเมือนถึงตาเมือนโต๊จราว 340 เมตร ตาเมือนโต๊จถึงตาเมือนธมราว 800 เมตร

    ที่ตั้งบนช่องเขา

    กลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตรงจุดที่เป็นช่องทางขึ้นลงระหว่างที่ราบสูงโคราชทางเหนือกับที่ราบเขมรต่ำทางใต้

    ช่องเขาแบบนี้มีความสำคัญมากในอดีต เพราะเทือกเขาพนมดงรักเป็นกำแพงธรรมชาติยาวเหยียด ผู้คน กองทัพ และพ่อค้าที่เดินทางระหว่างเมืองพระนครกับลุ่มแม่น้ำมูลต้องข้ามผ่านช่องไม่กี่แห่ง ผู้สร้างจึงเลือกที่นี่วางศาสนสถานและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนเดินทาง

    ปราสาททั้งสามหลังตั้งเรียงกันในระยะไม่ไกล แต่สร้างต่างสมัยและต่างหน้าที่ หลังใหญ่สุดเป็นเทวาลัยฮินดู อีกสองหลังเป็นอาคารทางพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นภายหลังราวหนึ่งศตวรรษ

    เดินจากเหนือลงใต้ ตามทางของคนเดินทางโบราณ

    ถ้าเดินตามทางที่คนโบราณใช้ คือจากฝั่งที่ราบสูงทางเหนือลงไปหาช่องเขา จะพบปราสาทตาเมือนก่อน ถัดลงไปราว 340 เมตรเป็นปราสาทตาเมือนโต๊จ และจากตาเมือนโต๊จไปทางใต้อีกราว 800 เมตรจึงถึงปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ริมสันเขา ลำดับนี้ทำให้เห็นภาพการเดินทางชัดเจน ผู้เดินทางพักที่ธรรมศาลา แวะรักษาตัวที่อโรคยศาล แล้วจึงไปสักการะเทวาลัยก่อนลงเขา

    ลานของปราสาทตาเมือนธมล้อมด้วยระเบียงคดผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดราว 46 x 38 เมตร ซุ้มประตูด้านใต้มีขนาดใหญ่ที่สุด และต่อด้วยบันไดศิลาแลงชันลงไปยังที่ต่ำด้านใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ฝั่งกัมพูชา ด้านหน้าปรางค์ประธานเป็นมณฑปที่แบ่งเป็นสามห้อง ต่อด้วยมุขหรือห้องเชื่อม (อันตราละ) ก่อนเข้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์

    ในห้องศักดิ์สิทธิ์มีร่องน้ำที่เรียกว่าโสมสูตร ทำหน้าที่ระบายน้ำที่ใช้สรงศิวลึงค์ออกไปนอกอาคาร ผู้ศรัทธาจะรับน้ำนี้ไว้เป็นน้ำมนต์ บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่ามีประติมากรรมหินรูปพระคเณศตั้งหันหน้าเข้าหาศิวลึงค์ด้วย

    ปรางค์บริวารสององค์ที่ขนาบปรางค์ประธานมีประตูจริงเพียงด้านเดียว อีกสามด้านเป็นประตูหลอก ทับหลังหินทรายสลักรูปเทพและลายพวงมาลัย บรรณาลัยสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง และนอกระเบียงคดทางตะวันตกเฉียงเหนือมีสระน้ำกรุศิลาแลง

    บนช่องเขาเดียวกัน คนโบราณวางทั้งเทวาลัย ที่พักคนเดินทาง และโรงพยาบาล ราวกับจุดพักรถริมทางหลวงของอาณาจักรพระนคร

    ปราสาทตาเมือนธม เทวาลัยที่สร้างครอบหินศักดิ์สิทธิ์

    ปราสาทตาเมือนธมเป็นหลังที่ใหญ่ที่สุด สร้างด้วยหินทรายสีชมพูอมเทาและศิลาแลง ประกอบด้วยปรางค์ประธาน ปรางค์บริวารสององค์ บรรณาลัย ระเบียงคดและซุ้มประตูสี่ทิศ ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดไว้ในศิลปะแบบบาปวน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ขณะที่บางแหล่งระบุว่าสร้างในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2

    ลักษณะพิเศษคือปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางตะวันออก นักวิชาการเชื่อว่าเพราะภูมิประเทศและเพราะทางขึ้นจากที่ราบเขมรต่ำอยู่ด้านใต้ ด้านหน้ามีบันไดและสระน้ำกรุศิลาแลง

    กลางห้องครรภคฤหะของปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ที่เป็นหินธรรมชาติโผล่ขึ้นจากพื้นหินเดิมของเนินเขา ผู้สร้างจึงตั้งปราสาทครอบหินนั้นไว้ คล้ายคติที่พบที่ปราสาทวัดภูในลาว นอกจากนี้ยังพบจารึกภาษาสันสกฤตอักษรหลังปัลลวะบนพื้นหินในลานปราสาท อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 แม้จะลบเลือนมาก แต่บอกได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่บูชาพระศิวะมาก่อนตัวปราสาทหลายร้อยปี

    ปราสาทตาเมือน บ้านมีไฟริมทางหลวง

    ปราสาทตาเมือนเป็นอาคารศิลาแลงหลังเดียวขนาดเล็ก หันหน้าไปทางตะวันออก ด้านหน้าเป็นห้องยาว ผนังด้านหนึ่งมีหน้าต่างจริง ด้านอื่นเป็นหน้าต่างหลอก ทับหลังที่ประตูสลักรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ แสดงว่าเป็นอาคารในพุทธศาสนามหายาน

    นักโบราณคดีระบุว่าอาคารรูปแบบนี้คือธรรมศาลา หรือที่จารึกเรียกว่าบ้านมีไฟ เป็นที่พักของคนเดินทางที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างไว้ตามถนน จารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชากล่าวถึงที่พักเช่นนี้ 121 แห่ง และบนเส้นทางเมืองพระนครถึงพิมายมีที่พักแบบเดียวกันราว 17 แห่ง กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา

    การพบธรรมศาลาตรงนี้ยืนยันว่าถนนโบราณสายเมืองพระนครถึงพิมายตัดผ่านช่องเขาตาเมือน และพื้นที่ชายแดนในวันนี้เคยเป็นจุดพักสำคัญบนทางหลวงของอาณาจักร

    ปราสาทตาเมือนโต๊จ โรงพยาบาลของพระราชา

    ปราสาทตาเมือนโต๊จเป็นอโรคยศาล หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยศิลาแลงและหินทราย ผังประกอบด้วยปรางค์ประธานที่มีประตูจริงด้านเดียว บรรณาลัย กำแพงแก้วพร้อมซุ้มประตู และสระน้ำนอกกำแพง ตามแบบแผนของอโรคยศาลทั่วไป

    บริเวณนี้พบศิลาจารึกอักษรเขมรภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค และระบุการอุปถัมภ์โรงพยาบาลของพระราชา จารึกแบบเดียวกันพบในไทยราวสี่แห่ง ปัจจุบันจารึกจากตาเมือนโต๊จเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ

    จารึกเหล่านี้สะท้อนความคิดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าความทุกข์ของราษฎรคือความทุกข์ของผู้ปกครอง ทั่วอาณาจักรมีอโรคยศาลราว 102 แห่ง อาคารที่ทำด้วยหินคือส่วนศาสนสถาน ส่วนเรือนพักผู้ป่วยน่าจะเป็นไม้ที่ผุพังไปหมดแล้ว

    จารึกสองหลักบนช่องเขา

    จารึกที่เก่าที่สุดของที่นี่สลักไว้บนแผ่นหินทรายของลานหินโดยตรง ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเรียกว่าจารึกปราสาทตาเมือนธม 1 มีเพียง 2 บรรทัด ใช้อักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุจากรูปอักษรไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 12 เนื้อความเกี่ยวกับลัทธิไศวนิกาย ชักชวนให้ผู้คนรับใช้พระศิวะด้วยความภักดี

    เพราะจารึกนี้เก่ากว่าตัวปราสาทหลายร้อยปี นักวิชาการจึงเห็นว่าก้อนหินธรรมชาติบนเนินนี้ถูกนับถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก่อน แล้วคนรุ่นหลังจึงสร้างปราสาทครอบไว้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังระบุว่าพบจารึกอักษรขอมโบราณและสันสกฤตอีกชิ้นที่ตาเมือนธม สรรเสริญพระศิวะและบันทึกรายชื่อข้าพระผู้ดูแลเทวสถาน ซึ่งช่วยยืนยันอายุปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ของอาคาร

    อีกหลักหนึ่งพบในบริเวณซุ้มประตูของปราสาทตาเมือนโต๊จ เป็นจารึกอักษรเขมร ภาษาสันสกฤต แบบเดียวกับจารึกประจำอโรคยศาลที่พบในหลายแห่ง ขึ้นต้นด้วยการนอบน้อมพระไภษัชยคุรุ แล้วกล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทานสิ่งของ เครื่องใช้ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาล ปัจจุบันจารึกนี้เก็บรักษาที่หอสมุดแห่งชาติ (หอพระสมุดวชิรญาณ) กรุงเทพฯ

    เมื่อนำจารึกทั้งสองยุคมาวางคู่กัน จะเห็นว่าช่องเขาตาเมือนเปลี่ยนความหมายไปตามเวลา จากจุดบูชาพระศิวะในยุคแรก กลายเป็นเทวาลัยหลวงในพุทธศตวรรษที่ 16 และกลายเป็นสถานีบริการของรัฐพุทธมหายานในพุทธศตวรรษที่ 18

    การสำรวจ ขุดแต่ง และบูรณะ

    กลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นที่รู้จักของนักโบราณคดีไทยมานาน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ. 2478 และในช่วง พ.ศ. 2503–2504 มีการสำรวจแหล่งโบราณสถานเขมรในภาคอีสาน ซึ่งนายมานิต วัลลิโภดม เป็นผู้สำรวจคนสำคัญ ช่วงนั้นพื้นที่ยังเป็นป่าทึบและเข้าถึงยาก

    การทำงานอย่างจริงจังเริ่มในต้นทศวรรษ 2530 กรมศิลปากรสำรวจและเสริมความมั่นคงของโบราณสถานในช่วง พ.ศ. 2534–2535 จากนั้นเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2536 และใน พ.ศ. 2537 ได้บูรณะปรางค์ประธานกับบรรณาลัยของปราสาทตาเมือนโต๊จ

    งานบูรณะต้องสะดุดหลายครั้งเพราะความไม่สงบตามแนวชายแดน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าการทำงานหยุดลงราว พ.ศ. 2544 เมื่อเกิดปัญหาเขตแดน ชิ้นส่วนที่เคยถูกงัดไปในยุคสงครามกัมพูชาจึงไม่ได้กลับคืนทั้งหมด และบางส่วนของปราสาทยังพังทับอยู่จนทุกวันนี้

    โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่ง เช่น ชิ้นส่วนทับหลัง ประติมากรรม และส่วนประดับสถาปัตยกรรม ส่วนหนึ่งนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ที่ตาเมือนและตาเมือนโต๊จยังพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งยืนยันว่าอาคารทั้งสองเป็นของพุทธศาสนามหายาน

    ปราสาทบนเส้นเขตแดน

    เพราะตั้งอยู่บนสันเขาที่เป็นแนวชายแดน กลุ่มปราสาทตาเมือนจึงอยู่ในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันมานาน ในทศวรรษ 2520–2530 ปราสาทถูกลักลอบขุดและขโมยชิ้นส่วนไปขาย และช่วงความตึงเครียดชายแดน พ.ศ. 2551–2556 การเข้าชมก็ถูกจำกัด

    ใน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) พื้นที่รอบปราสาทตาเมือนธมเป็นจุดหนึ่งที่เกิดการปะทะระหว่างทหารสองประเทศ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนมีการหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคม และเกิดการสู้รบอีกครั้งในเดือนธันวาคมก่อนหยุดยิงรอบใหม่ ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันสิทธิ์เหนือปราสาทของตน

    ในเดือนมกราคม 2569 กรมศิลปากรเข้าสำรวจพบว่าตัวปราสาทหลักยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่มีร่องรอยกระสุนและส่วนประกอบบริเวณทางเข้าชำรุด กระทรวงวัฒนธรรมของไทยประกาศแผนบูรณะ ขณะที่กัมพูชายื่นหนังสือคัดค้าน

    ในส่วนของการเข้าชม เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เกิดเหตุโต้เถียงที่ลานปราสาทเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติ หลังการปะทะเดือนกรกฎาคม ฝ่ายไทยปิดปราสาทตาเมือนธมไม่มีกำหนด และเมื่อเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้าตรวจในเดือนมกราคม 2569 พื้นที่ยังปิดเพื่อเก็บกู้และรักษาความปลอดภัย ข้อมูลของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ยังแตกต่างกัน ผู้อ่านจึงควรติดตามจากแหล่งข่าวหลายทาง

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทตาเมือน (ธรรมศาลา) อ.พนมดงรัก
    พิกัด 14.355805, 103.258525 (14°21′20.9″N 103°15′30.7″E)

    ปราสาทกลุ่มตาเมือนอยู่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีการปะทะในปี 2568 ควรตรวจสอบสถานการณ์และประกาศการเปิดให้เข้าชมจากหน่วยงานในพื้นที่ก่อนเดินทาง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    กลุ่มปราสาทตาเมือนอยู่ในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ อยู่ในพื้นที่ทหารดูแลบริเวณชายแดน หลังเหตุปะทะปี 2568 พื้นที่ถูกปิดเพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบประกาศของทางราชการก่อนเดินทาง โบราณวัตถุบางส่วนจากพื้นที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): จารึกบนลานหิน. จารึกสันสกฤตเกี่ยวกับการบูชาพระศิวะ
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): ปราสาทตาเมือนธม. สร้างเทวาลัยครอบศิวลึงค์ธรรมชาติ
    • ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. ราว 1181–1218): รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างธรรมศาลาและอโรคยศาลตามถนนสู่พิมาย
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ตาเมือนธมและตาเมือนโต๊จอยู่ในความคุ้มครองของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2503–2504 (ค.ศ. 1960–1961): สำรวจโบราณสถาน. มีการสำรวจกลุ่มปราสาทในเขตชายแดนสุรินทร์
    • ทศวรรษ 2520–2530 (ค.ศ. 1980s–1990s): การลักลอบขุด. ชิ้นส่วนปราสาทถูกขโมยในช่วงสงครามกัมพูชา
    • พ.ศ. 2533–2539 (ค.ศ. 1990–1996): บูรณะ. กรมศิลปากรบูรณะปราสาทประธาน
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): บูรณะตาเมือนโต๊จ. บูรณะปรางค์ประธานและบรรณาลัยของอโรคยศาล
    • ราว พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001): งานบูรณะหยุดชะงัก. ปัญหาเขตแดนทำให้งานต้องหยุด
    • พ.ศ. 2551–2556 (ค.ศ. 2008–2013): ความตึงเครียดชายแดน. การเข้าชมถูกจำกัด
    • 13 ก.พ. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): เหตุร้องเพลงชาติ. ทหารไทยห้ามนักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติในลานปราสาท
    • ก.ค. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): การปะทะชายแดน. พื้นที่รอบปราสาทเป็นจุดปะทะ หยุดยิง 28 ก.ค.
    • ธ.ค. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): การสู้รบรอบใหม่. การปะทะตามแนวชายแดนกลับมาอีกครั้ง ก่อนหยุดยิงช่วงปลายเดือน
    • ม.ค. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): สำรวจความเสียหาย. กรมศิลปากรตรวจสภาพหลังการหยุดยิง

    รู้หรือไม่

    ศิวลึงค์ที่ไม่มีใครแกะ

    ศิวลึงค์ในปรางค์ประธานตาเมือนธมเป็นหินธรรมชาติ ผู้สร้างเลือกตำแหน่งปราสาทให้ครอบหินนั้นพอดี

    ชื่อเรียกพื้นบ้าน

    คำว่าธม แปลว่าใหญ่ และโต๊จ แปลว่าเล็ก ในภาษาเขมร คำต่อท้ายชื่อจึงช่วยแยกปราสาทหลังใหญ่กับหลังเล็กออกจากกัน

    โรงพยาบาลนับร้อย

    จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงตั้งอโรคยศาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Prasat Ta Muen Thom – Wikipedia
    2. Prasat Ta Muen Thom – SEA Arts, SAC
    3. Prasat Ta Muen – SEA Arts, SAC
    4. Prasat Ta Muan Tot – SEA Arts, SAC
    5. จารึกปราสาทตาเมือนธม 1 – ฐานข้อมูลจารึก SAC
    6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. อโรคยศาล – ศิลปวัฒนธรรม
    8. 2025 Cambodian–Thai border crisis – Wikipedia
    9. First look at Ta Muen Thom temple after ceasefire – Khaosod English
    10. วธ. ยันเดินหน้าบูรณะปราสาทตาควาย-ตาเมือน – มติชน
    11. ความเชื่อ พัฒนาการ และอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) – TCI
    12. Archaeological sites of Prasat Ta Moan group – Tripniceday (ข้อมูล ททท.)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-2-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Toch-1-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-006 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Thom-021 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Toch-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • ถ้ำองบะ

    ถ้ำองบะ

    ภาพประกอบ: Dong Son bronze drum in Wat Kungtapao Local Museum 2 · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ถ้ำหินปูนกลางป่าศรีสวัสดิ์ที่เก็บโลงไม้รูปเรือและกลองมโหระทึกแบบดองซอนไว้นับพันปี · ราว 2,200 ปีก่อน (ยุคโลหะ)

    ที่ตั้งห่างจากอำเภอศรีสวัสดิ์ไปทางตะวันตกราว 10 กม. จังหวัดกาญจนบุรี ลุ่มน้ำแควใหญ่ตอนบน
    ลักษณะถ้ำหินปูน ยาวราว 150 เมตร ปากถ้ำสูงราว 5 เมตร
    ยุคสมัยยุคโลหะ (สำริดและเหล็ก)
    ค่าอายุคาร์บอน2,180±100 ปีมาแล้ว จากไม้โลงศพ
    ของเด่นโลงไม้รูปเรือราว 90 โลง กลองมโหระทึก เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด
    ผู้ขุดค้นคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก
    รายงานหลักรายงานคณะไทย-เดนมาร์ก บรรณาธิการโดยแปร์ โซเรนเซน พ.ศ. 2531
    ชนิดไม้โลงศพไม้ในสกุลพะยูง (Dalbergia)

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ถ้ำองบะอยู่ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ราว 10 กิโลเมตรทางตะวันตกของตัวอำเภอ ในหุบเขาหินปูนทางตอนบนของแม่น้ำแควใหญ่ ไม่ไกลจากย่านเหมืองแร่ตะกั่วบ่อใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำคัญของภาคตะวันตก

    ปากถ้ำสูงประมาณ 5 เมตร ภายในเป็นโถงกว้างและสูงราว 10–15 เมตร ทอดลึกไปกว่าร้อยเมตร โถงที่แห้งและมืดเช่นนี้ช่วยถนอมไม้และกระดูกไว้ได้นานกว่าในที่โล่ง ชาวบ้านโบราณจึงเลือกใช้ถ้ำเป็นสถานที่วางศพผู้ตาย

    หลักฐานสำคัญ

    • กลองมโหระทึกแบบดองซอน: กลองสำริดจากวัฒนธรรมเวียดนามเหนือ พบคู่กับโลงศพของผู้มีฐานะ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • โลงไม้รูปเรือ: โลงศพทำจากซุงรูปเรือ อายุราว 2,200 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ราว พ.ศ. 2501–2502 มีผู้พบกลองมโหระทึกสำริดในถ้ำองบะ ข่าวนี้ทำให้นักโบราณคดีสนใจ แต่ก่อนที่จะมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ ถ้ำก็ถูกลักลอบขุดหาของมีค่าไปไม่น้อย

    คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งมีแปร์ โซเรนเซนเป็นผู้นำ เข้ามาสำรวจในช่วง พ.ศ. 2503–2505 และกลับมาขุดค้นอีกครั้งราว พ.ศ. 2508–2509 พวกเขาพบว่าโลงศพทุกโลงถูกทำลายเสียหายจากการลักลอบขุดแล้ว เหลือเพียงกระดูกกระจัดกระจาย แต่ข้อมูลที่เก็บได้ยังเพียงพอจะบอกเรื่องราวสำคัญ

    ในความมืดของถ้ำองบะ โลงรูปเรือนับสิบลำจอดนิ่งอยู่ราวกับรอพาเจ้าของข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของชีวิต

    รายงานของโซเรนเซนและสิ่งที่บันทึกไว้

    ผลการสำรวจถ้ำองบะใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะตีพิมพ์ครบ แปร์ โซเรนเซน เป็นบรรณาธิการรายงานชุดการขุดค้นในประเทศไทยของคณะไทย-เดนมาร์ก และเล่มที่ว่าด้วยของที่พบบนผิวดินและการขุดค้นขนาดเล็ก ซึ่งรวมข้อมูลถ้ำองบะไว้ ออกโดยสำนักพิมพ์เคอร์ซันในลอนดอนเมื่อ พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ปีต่อมาพรชัย สุจิตต์ เขียนบทวิจารณ์ลงวารสารสยามสมาคม ชื่นชมคุณค่าทางวิชาการ แต่ก็ชี้ว่าคำเรียกกลุ่มวัฒนธรรมบางคำยังต้องทำให้ชัดขึ้น

    รายงานให้รหัสวัตถุจากถ้ำขึ้นต้นด้วย OB เช่น กลองมโหระทึกที่แตกหักสี่ใบซึ่งเก็บได้จากผิวดิน มีรหัส OB.86 ถึง OB.89 โซเรนเซนจัดกลองกลุ่มนี้เป็นกลองแบบเฮเกอร์ 1 สายพันธุ์ท้องถิ่นของยูนนาน ซึ่งแพร่ลงมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงราว 400 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200

    ของแปลกอีกอย่างคือเศษภาชนะดินเผาสองชิ้นที่เขียนสีแดงและดำเป็นแถบกว้างเฉียงมาบรรจบกัน ลวดลายแบบนี้ไม่เคยพบในที่อื่นของไทย ถ่านที่พบร่วมกันให้อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล จึงเป็นอีกหลักฐานว่าถ้ำถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนช่วงอายุของโลงไม้

    ตัวเลขจำนวนกลองที่ต่างกันในเอกสารมีที่มาจากเรื่องนี้ รายงานปี พ.ศ. 2531 บรรยายกลองสี่ใบที่เป็นของพบบนผิวดิน ขณะที่งานศึกษาเรื่องกลองเฮเกอร์ 1 ในไทยอ้างงานของโซเรนเซนปี พ.ศ. 2522 ว่าพบกลองรวมหกใบใกล้โลงศพ

    สิ่งที่พบ

    ของที่โดดเด่นที่สุดคือโลงไม้ราว 90 โลง ทำจากลำต้นไม้ผ่าครึ่งแล้วขุดเป็นรางคล้ายเรือขุด ปิดด้วยแผ่นไม้อีกแผ่น ปลายทั้งสองข้างแกะเป็นหัวสัตว์แบบเรียบง่าย บางโลงมีส่วนยื่นคล้ายเขาซึ่งอาจใช้เป็นที่จับเวลายก การวิเคราะห์เนื้อไม้ชี้ว่าเป็นไม้ในสกุลพะยูงและชิงชัน

    ใกล้โลงศพพบกลองมโหระทึกสำริดแบบเฮเกอร์ 1 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกลองวัฒนธรรมดองซอนในเวียดนามตอนเหนือและยูนนาน จำนวนกลองที่ระบุในเอกสารต่างกันไป บางฉบับนับกลองที่สภาพไม่สมบูรณ์ได้ 4 ใบ บางฉบับระบุ 6 ใบ นอกจากนี้ยังพบกำไล เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด และภาชนะดินเผา

    ในชั้นที่เก่ากว่าพบร่องรอยการฝังศพยุคหินใหม่ด้วย รวมถึงห่วงหินและหัวหอกแบนทำจากหินชนวน แสดงว่าถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ฝังศพหลายยุคต่อเนื่องกัน

    กลองมโหระทึกกับจุดยุทธศาสตร์บนสายน้ำ

    งานศึกษาเรื่องกลองแบบเฮเกอร์ 1 ในไทยระบุแหล่งที่พบกลองไว้สี่จุด คือดอนตาลบนเกาะกลางแม่น้ำโขงใกล้มุกดาหาร บ้านชีทวนตรงที่แม่น้ำมูลกับชีบรรจบกัน บ้านนาโพธิ์ใต้ตรงที่ลำน้ำสายหนึ่งไหลลงแม่น้ำโขง และถ้ำองบะในลุ่มแควใหญ่ตอนบน ซึ่งพบกลองมากที่สุดคือหกใบ

    ผู้ศึกษาสังเกตว่าทุกจุดอยู่ในตำแหน่งที่การเดินทางทางน้ำต้องสะดุด เช่น แก่ง น้ำตก หรือปากแม่น้ำ คนที่ควบคุมจุดเหล่านี้จึงควบคุมการขนส่งสินค้าได้ด้วย ข้อสังเกตนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมกลองราคาแพงจึงมาอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกล

    ที่ถ้ำองบะ กลองวางอยู่ใกล้โลงศพของผู้ที่น่าจะมีฐานะสูง นักวิชาการจึงแทบไม่สงสัยว่ากลองทำหน้าที่เป็นของอุทิศให้ผู้ตาย เมื่อรวมกับทำเลใกล้แหล่งแร่ตะกั่ว ภาพที่ได้คือชุมชนบนพื้นที่สูงที่มั่งคั่งจากทรัพยากรและเส้นทางการค้า

    ความสำคัญ

    ไม้จากโลงศพให้ค่าอายุคาร์บอนราว 2,180±100 ปีมาแล้ว ซึ่งตรงกับช่วงที่กลองมโหระทึกแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้ำองบะจึงเป็นหลักฐานว่าชุมชนในป่าเขาตะวันตกของไทยได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนสินค้าระยะไกลแล้ว

    กลองมโหระทึกเป็นของมีค่าและหายาก การที่กลองถูกวางไว้ใกล้โลงศพทำให้นักวิชาการเชื่อว่าผู้ที่ถูกฝังในถ้ำนี้เป็นคนที่มีฐานะสูงในสังคม ที่ตั้งใกล้แหล่งแร่ตะกั่วก็ชวนให้คิดว่าความมั่งคั่งของชุมชนอาจมาจากการควบคุมทรัพยากรแร่

    โลงไม้รูปเรือแบบเดียวกันยังพบในถ้ำอีกหลายแห่งในกาญจนบุรีและแม่ฮ่องสอน ถ้ำองบะจึงเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับเข้าใจประเพณีการฝังศพในถ้ำของคนบนพื้นที่สูงทางตะวันตก

    เทียบกับโลงไม้ในแม่ฮ่องสอน

    ประเพณีวางศพในโลงไม้ในถ้ำไม่ได้มีแค่ที่กาญจนบุรี ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็พบโลงไม้จำนวนมากในถ้ำและเพิงผา เช่น ถ้ำบ่อไคร้และเพิงผาบ้านไร่ ซึ่งโครงการวิจัยของรัศมี ชูทรงเดช ศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

    โลงไม้ที่แม่ฮ่องสอนทำจากไม้สัก ค่าอายุคาร์บอนจากถ้ำหลายแห่งในปางมะผ้าอยู่ระหว่างราว 2,080 ถึง 1,240 ปีมาแล้ว ส่วนโลงไม้ที่ถ้ำองบะทำจากไม้ในสกุลพะยูงและให้อายุราว 2,180 ปีมาแล้ว จึงเก่ากว่าหรือใกล้เคียงกับรุ่นแรกของแม่ฮ่องสอน

    งานศึกษาใน พ.ศ. 2550 ใช้วงปีไม้จัดลำดับหัวโลงไม้สักที่แม่ฮ่องสอน แบ่งรูปแบบหัวโลงได้ 12 แบบ ตั้งแต่แบบเรียบไม่มีหน้าไปจนถึงแบบแกะคล้ายหัวสัตว์ ผลที่น่าสนใจคือหลายแบบถูกใช้ในเวลาเดียวกัน ผู้วิจัยจึงเสนอว่ารูปแบบหัวโลงอาจบอกฐานะหรือกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้ตาย มากกว่าบอกว่าโลงเก่าหรือใหม่ ข้อเสนอนี้ช่วยให้มองโลงไม้ที่ถ้ำองบะในมุมใหม่ด้วย

    ข้อถกเถียง

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่ากลองมโหระทึกในถ้ำองบะผลิตที่ไหน กลุ่มหนึ่งเห็นว่าเป็นของนำเข้าจากแหล่งผลิตทางเหนือ เช่น เวียดนามตอนเหนือหรือยูนนาน อีกกลุ่มชี้ว่าดินแดนไทยเองก็มีช่างหล่อกลองในยุคเดียวกัน ประเด็นนี้ต้องใช้การวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะจึงจะตอบได้ชัดขึ้น

    ความหมายของโลงรูปเรือก็ยังเปิดกว้าง บางคนเสนอว่าเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเรือที่พาวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย ขณะที่บางคนเห็นว่าอาจเป็นรูปแบบที่สะดวกต่อการทำจากท่อนซุงเท่านั้น และเนื่องจากถ้ำถูกลักลอบขุดก่อนการศึกษา ข้อมูลเรื่องว่าของชิ้นใดอยู่คู่กับศพใดจึงสูญหายไปมาก

    ถ้ำองบะในปัจจุบัน

    ถ้ำองบะยังคงอยู่ในพื้นที่ป่าเขาของอำเภอศรีสวัสดิ์ สภาพการเข้าถึงไม่สะดวกนัก เหมาะกับผู้ที่เดินทางพร้อมผู้นำทางท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่

    สำหรับผู้ที่อยากเห็นตัวอย่างโลงไม้รูปเรือและกลองมโหระทึกจากภาคตะวันตก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า มีนิทรรศการเรื่องการฝังศพในโลงไม้ในเขตภูเขาตะวันตก ส่วนโบราณวัตถุบางส่วนจากการขุดค้นของคณะไทย-เดนมาร์กเคยถูกนำไปศึกษาที่ประเทศเดนมาร์ก

    พิกัดและการนำทาง

    ถ้ำองบะ อ.ศรีสวัสดิ์ (พิกัดโดยประมาณ)
    พิกัด 14.683330, 98.950000 (14°40′60.0″N 98°57′00.0″E)

    พิกัดคลาดเคลื่อนได้ราว 1 กิโลเมตร ถ้ำอยู่ในป่าลึกห่างตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ราว 10 กิโลเมตร ทางเข้าเป็นเส้นทางเหมืองเก่า ควรนำทางไปตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ แล้วติดต่อผู้นำทางท้องถิ่น

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ถ้ำองบะอยู่ในเขตป่าเขาของอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำแควใหญ่ การเข้าถึงต้องเดินทางด้วยรถและเดินป่า ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้นำทางก่อนเข้าไป ผู้ที่ต้องการดูตัวอย่างโลงไม้และเรื่องราวการฝังศพในถ้ำภาคตะวันตก ไปชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: การฝังศพยุคแรก. พบร่องรอยการฝังศพพร้อมห่วงหินและหัวหอกหินชนวน
    • ราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ.: ภาชนะเขียนสีแดงดำ. เศษภาชนะเขียนสีแบบที่ไม่พบที่อื่นในไทย กำหนดอายุจากถ่าน
    • ราว 400 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ยุคกลองเฮเกอร์ 1. ช่วงที่กลองแบบยูนนานแพร่ลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามการจัดแบบของโซเรนเซน
    • ราว 2,200 ปีก่อน: ยุคโลงไม้และกลองมโหระทึก. ไม้โลงศพให้ค่าอายุคาร์บอน 2,180±100 ปีมาแล้ว
    • ราว 2,080–1,240 ปีก่อน: โลงไม้ที่ปางมะผ้า. ประเพณีโลงไม้ในถ้ำทางเหนือของภาคตะวันตกดำเนินต่อมาอีกหลายร้อยปี
    • ราว พ.ศ. 2501–2502 (ค.ศ. 1958–1959): พบกลองมโหระทึก. กลองสำริดแบบดองซอนถูกพบในถ้ำ
    • ก่อนการขุดค้น: การลักลอบขุด. โลงศพเสียหายและของมีค่าสูญหายไปจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะไทย-เดนมาร์กสำรวจ. บันทึกโลงไม้และกลองในถ้ำ
    • ราว พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): ขุดค้นอีกครั้ง. เก็บข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโลงไม้กว่า 90 โลง
    • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979): บทความเรื่องกลอง. โซเรนเซนเผยแพร่เรื่องกลองหกใบจากถ้ำองบะ
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ตีพิมพ์รายงาน. รายงานของคณะไทย-เดนมาร์กที่รวมข้อมูลถ้ำองบะออกที่ลอนดอน
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): บทวิจารณ์ใน JSS. พรชัย สุจิตต์ วิจารณ์รายงานในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): ศึกษาโลงไม้ด้วยวงปีไม้. งานวิจัยแบ่งหัวโลงไม้สักที่แม่ฮ่องสอนได้ 12 แบบ

    รู้หรือไม่

    มโหระทึกไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี

    กลองมโหระทึกถูกใช้ในพิธีกรรม เช่น ขอฝน และเป็นเครื่องแสดงฐานะ บนหน้ากลองมักมีรูปกบนั่งอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์และฝน

    ไม้ทนพันปี

    โลงศพในถ้ำองบะทำจากไม้เนื้อแข็งในสกุลเดียวกับพะยูง ซึ่งทนต่อการผุพัง ประกอบกับถ้ำที่แห้ง จึงรอดมาได้กว่าสองพันปี

    กลองอยู่ตรงจุดที่เรือต้องหยุด

    แหล่งที่พบกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ 1 ในไทยล้วนอยู่ใกล้แก่ง น้ำตก หรือปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นจุดคุมเส้นทางขนส่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Journal of the Siam Society vol. 77 Reviews (Ban Kao and Ongbah reports)
    2. Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association: Heger I drums
    3. ScienceAsia 33 (2007): log coffins in western Thailand
    4. Tham Ong Bah – KA0161 – Grottomap
    5. มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี – ศิลปวัฒนธรรม
    6. Teak log coffin head styles in northern Thailand (ScienceAsia 2007)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ถ้ำองบะ
    Bronze drum in Wat Kungtapao Local Museum 1 · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณคูบัว

    เมืองโบราณคูบัว

    ภาพประกอบ: Ku Bua 1 · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินสมัยทวารวดีในราชบุรี ที่ทิ้งงานปูนปั้นรูปผู้คนไว้มากมาย ทั้งนักดนตรีหญิงและชาวต่างแดนสวมหมวกทรงสูง · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)

    ที่ตั้งตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างตัวเมืองราว 12 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้
    ผังเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้าราว 800 x 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ
    โบราณสถานสำรวจพบ 44 แห่งในทศวรรษ 2500 และเพิ่มอีก 15 แห่งในปี 2538–2539
    การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504
    โบราณสถานใหญ่สุดวัดโขลงสุวรรณคีรี
    ศาสนาพุทธเถรวาทและมหายาน มีหลักฐานพราหมณ์ปะปน
    ชิ้นเด่นภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรีห้าคน จากโบราณสถานหมายเลข 10
    สภาพปัจจุบันจาก 59 แห่ง เหลือให้เห็นราว 25 แห่ง (รายงาน พ.ศ. 2566)

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างจากตัวเมืองราชบุรีราว 12 กิโลเมตร บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง ชื่อคูบัวน่าจะมาจากคูเมืองที่เคยมีบัวขึ้นอยู่

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 800 เมตร ยาวราว 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ จัดเป็นเมืองทวารวดีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของที่ราบภาคกลาง

    ตำแหน่งของคูบัวอยู่ระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยกับเทือกเขาด้านตะวันตกที่มีแร่ดีบุกและตะกั่ว นักวิชาการจึงมองว่าเมืองนี้เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าทางบกกับทางทะเล บางท่านเรียกว่าเมืองท่า แต่ชายฝั่งโบราณอยู่ตรงไหนแน่ยังต้องศึกษากันต่อ

    การค้นพบและการขุดค้น

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจและขุดแต่งคูบัวในปี พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504 การสำรวจรุ่นแรกนับโบราณสถานได้ 44 แห่ง ทั้งในและนอกกำแพงเมือง ส่วนใหญ่เป็นฐานเจดีย์และอาคารก่ออิฐ

    ใน พ.ศ. 2504 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เคยนำคณะประชาชนเกือบ 700 คนไปเที่ยวชมคูบัว นับเป็นการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดีสำหรับคนทั่วไปรุ่นแรก ๆ ของไทย

    การสำรวจเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2538–2539 พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง รวมราว 59 แห่ง ฐานอาคารมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า วงกลม และแปดเหลี่ยม สะท้อนความหลากหลายของความเชื่อและความรู้ทางสถาปัตยกรรม

    ช่างปูนปั้นแห่งคูบัวทิ้งภาพนักดนตรีและพ่อค้าต่างแดนไว้บนผนังเจดีย์ ราวกับถ่ายรูปผู้คนในเมืองเมื่อพันสามร้อยปีก่อน

    ใครขุด ขุดตรงไหน และได้อะไร

    การขุดค้นรุ่นแรกในทศวรรษ 2500 กรมศิลปากรมอบหมายให้สมศักดิ์ รัตนกุล เป็นผู้นำคณะ ทีมงานสำรวจพบเนินโบราณสถาน 44 แห่ง และลงมือขุดแต่งไป 23 แห่ง ส่วนที่เหลือได้แต่ทำแผนผังและบันทึกตำแหน่งไว้ งานรุ่นนี้เน้นเปิดฐานอาคารและเก็บงานประดับปูนปั้นดินเผาที่หลุดร่วงอยู่รอบฐาน จึงได้ประติมากรรมจำนวนมากเข้าสู่พิพิธภัณฑ์

    ราว 30 ปีต่อมา สำนักงานศิลปากรที่ 1 ราชบุรี สำรวจซ้ำในปี พ.ศ. 2538–2539 พบเนินใหม่อีก 15 แห่ง แล้วขุดแต่งเพิ่มอีก 4 แห่ง เมื่อรวมผลทั้งหมดพบว่าฐานอาคารที่คูบัวมีถึงแปดรูปแบบ ทั้งจัตุรัส ผืนผ้า กลม และแปดเหลี่ยม

    นักวิชาการรุ่นหลังเสียดายว่าการขุดรุ่นแรกบันทึกชั้นดินไม่ละเอียดตามมาตรฐานปัจจุบัน เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เขียนไว้ในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2523 ว่าคูบัวเป็นที่รู้จักของสาธารณชนมานานเกินไปจนยากจะได้ประโยชน์จากการขุดค้นแบบควบคุมอย่างเต็มที่ คำถามเรื่องลำดับอายุของแต่ละอาคารจึงยังตอบได้ไม่หมด

    เดินชมโบราณสถานทีละหมายเลข

    นักโบราณคดีตั้งหมายเลขให้เนินแต่ละแห่ง หลายหมายเลขมีเรื่องเล่าของตัวเอง ใจกลางเมืองคือวัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งมีฐานอาคารยกสูงขนาดใหญ่ น่าจะเป็นฐานวิหารหรือเจดีย์ประธานของเมือง และเป็นจุดที่ยังเห็นรูปทรงชัดที่สุดในวันนี้

    โบราณสถานหมายเลข 10 คือที่มาของภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรี ส่วนหมายเลข 40 ให้ภาพบุคคลต่างชาติสวมหมวกทรงสูง โบราณสถานหมายเลข 31 อยู่ด้านตะวันออก นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็นวัดป่าที่ตั้งห่างจากความพลุกพล่าน ขณะที่บริเวณหมายเลข 24–25 พบกระดูกสัตว์จำนวนมาก ซึ่งช่วยให้นึกถึงอาหารการกินของคนในเมือง

    สภาพของบางหมายเลขก็เล่าเรื่องปัจจุบันด้วย โบราณสถานหมายเลข 28 ถูกขุดดินรอบด้านจนเหลือเป็นเกาะกลางบ่อ และบริเวณหมายเลข 23–24 มีร่องรอยการบุกรุกและถมดินใหม่ ภาพเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเมืองโบราณกำลังหายไปทีละหลัง

    เมื่อดูหลักฐานทางศาสนาจากอาคารเหล่านี้ งานศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าคูบัวนับถือพุทธมหายานเป็นหลัก แต่ก็พบธรรมจักรและสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับเถรวาทด้วย ช่วงเวลาใช้งานของโบราณสถานส่วนใหญ่อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16

    ปูนปั้นและดินเผา ภาพผู้คนแห่งทวารวดี

    สิ่งที่ทำให้คูบัวโดดเด่นคืองานประดับศาสนสถานด้วยปูนปั้นและดินเผาจำนวนมาก นอกจากลวดลายพรรณพฤกษาและรูปพระพุทธรูป ช่างยังปั้นรูปบุคคลหลากหลาย ราวกับบันทึกภาพผู้คนในเมืองไว้บนผนังเจดีย์

    ชิ้นที่มีชื่อเสียงคือภาพปูนปั้นกลุ่มนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 สูงราวหกสิบเซนติเมตรเศษ เป็นภาพสตรีห้าคนเล่นดนตรีร่วมกัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 นักดนตรีแต่ละคนถือเครื่องดนตรีต่างชนิด เช่น พิณหลอดที่ได้อิทธิพลอินเดีย ฉิ่ง และเครื่องสายคล้ายพิณแบบจีน ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    อีกกลุ่มหนึ่งคือรูปบุคคลที่หน้าตาและการแต่งกายต่างจากคนท้องถิ่น ทั้งโครงหน้า หมวกทรงสูง และรองเท้าหุ้มข้อ งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่าพบที่โบราณสถานหมายเลข 40 นักวิชาการตีความว่าเป็นพ่อค้าชาวเอเชียตะวันตก บ้างว่าเป็นชาวเปอร์เซีย บ้างว่าเป็นชาวซอกเดียจากเอเชียกลาง

    นอกจากนี้ยังพบภาพผู้หญิงนั่งคุกเข่าแต่งกายหรูหรา และภาพที่ตีความว่าเป็นยามกำลังเตะนักโทษ งานเหล่านี้ช่วยให้เห็นเครื่องแต่งกาย ทรงผม และกิจกรรมของผู้คนสมัยทวารวดีได้ชัดกว่าหลักฐานประเภทอื่น

    คูบัวกับโลกกว้าง

    นอกจากรูปพ่อค้าต่างชาติ คูบัวยังมีหลักฐานที่โยงไปทางทะเลใต้ ควอริช เวลส์ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์สำริดขนาดเล็กที่พบที่นี่ว่าเป็นตัวอย่างของอิทธิพลศิลปะแบบศรีวิชัยที่เข้ามาในเขตทวารวดีเป็นครั้งคราว เขายังเปรียบเทียบชิ้นส่วนปูนปั้นรูปมกรจากคูบัวกับชิ้นที่พบที่อินทร์บุรีเก่า และเห็นว่าของคูบัวน่าจะเก่ากว่า

    ปูนปั้นจากคูบัวบางส่วนเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกามีศีรษะปูนปั้นที่ระบุแหล่งที่มาว่าคูบัว เช่น ศีรษะครุฑ ศีรษะสิงห์ทวารบาล และศีรษะยักษ์ กำหนดอายุช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 11

    แม้หลักฐานจะบอกว่าคูบัวติดต่อกับโลกภายนอกกว้างขวาง นักวิชาการก็เตือนว่าการพบศิลปะทวารวดีจำนวนมากในเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ได้แปลว่าเมืองนั้นเป็นเมืองหลวง เพราะวัตถุเคลื่อนย้ายได้ คูบัวจึงควรถูกมองเป็นเมืองสำคัญในเครือข่ายเมืองลุ่มแม่กลองและท่าจีน ร่วมกับนครปฐมและอู่ทอง มากกว่าจะชี้ขาดว่าเป็นศูนย์กลางของทวารวดี

    ความสำคัญ

    คูบัวเป็นหลักฐานสำคัญว่าลุ่มแม่กลองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี คู่กับนครปฐมและอู่ทอง หลักฐานศาสนามีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และพราหมณ์ แสดงว่าเมืองนี้เปิดรับความเชื่อหลายสาย

    รูปพ่อค้าต่างชาติในปูนปั้นสอดคล้องกับหลักฐานจากนครปฐม เช่น อิฐสลักรูปชาวเอเชียตะวันตกสวมหมวกทรงสูงจากเจดีย์จุลประโทน ทั้งหมดนี้บอกว่าเมืองทวารวดีอยู่ในเครือข่ายการค้าที่ไปไกลถึงอินเดีย เปอร์เซีย และเอเชียกลาง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังถกเถียงว่าคูบัวเป็นศูนย์กลางการปกครองระดับใด เมืองทวารวดีหลายเมืองอาจรวมกันอย่างหลวม ๆ มากกว่าเป็นอาณาจักรเดียวที่มีศูนย์กลางชัดเจน

    คูบัวในวันนี้

    โบราณสถานที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี ภายในวัดยังมีจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เล่าเรื่องชาวไทยวน ซึ่งอพยพจากเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่คูบัวในสมัยรัตนโกสินทร์ และมีชื่อเสียงด้านผ้าจก

    แหล่งโบราณคดีคูบัวกำลังถูกคุกคาม รายงานเมื่อ พ.ศ. 2566 ระบุว่าโบราณสถานราว 34 แห่งจาก 59 แห่งถูกทำลายหรือเสียหายหนัก จากการขุดดินขายและการบุกรุกทำเกษตร เหลือที่ยังพอเห็นได้ราว 25 แห่ง คันดินและคูเมืองบางช่วงก็ถูกรื้อไปแล้ว

    กรมศิลปากรประกาศเขตโบราณสถานหลายครั้ง คือ พ.ศ. 2505, 2537 และ 2541 แต่นักวิชาการเห็นว่าการรักษาเมืองโบราณทั้งเมืองต้องอาศัยความร่วมมือของจังหวัด ท้องถิ่น และเจ้าของที่ดินด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    เมืองโบราณคูบัว อ.เมืองราชบุรี
    พิกัด 13.486592, 99.835745 (13°29′11.7″N 99°50′08.7″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จุดหลักคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี และจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวภายในวัด โบราณวัตถุชิ้นเด่นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ควรชมพิพิธภัณฑ์ก่อนลงพื้นที่จริง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7): ก่อตัวเป็นเมือง. ชุมชนทวารวดีเติบโตในลุ่มแม่กลอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8): งานปูนปั้น. ภาพนักดนตรีหญิงและรูปชาวต่างชาติ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11): ความรุ่งเรืองลดลง. เมืองเริ่มซบเซา
    • สมัยรัตนโกสินทร์: ชาวไทยวนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน. ผู้คนจากเชียงแสนตั้งชุมชนคูบัว
    • พ.ศ. 2500, 2503, 2504 (ค.ศ. 1957, 1960, 1961): ขุดค้น. กรมศิลปากรขุดแต่งโบราณสถาน 44 แห่ง
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): โบราณคดีสัญจร. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นำประชาชนเกือบ 700 คนชมคูบัว
    • พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962): ประกาศเขตโบราณสถาน. ประกาศครั้งแรก ต่อมาปรับปรุงใน พ.ศ. 2537 และ 2541
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): บทความควอริช เวลส์. วิเคราะห์ปูนปั้นและสำริดจากคูบัวในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): ปรับปรุงเขตโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศเขตเพิ่มเติม
    • พ.ศ. 2538–2539 (ค.ศ. 1995–1996): สำรวจเพิ่ม. พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): ประกาศเขตอีกครั้ง. ปรับปรุงขอบเขตพื้นที่คุ้มครอง
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): รายงานความเสียหาย. โบราณสถานราว 34 แห่งถูกทำลายหรือเสียหาย

    รู้หรือไม่

    วงดนตรีหญิง

    ภาพนักดนตรีหญิงจากคูบัวเป็นหลักฐานเก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่แสดงเครื่องดนตรีในดินแดนไทย

    หมวกทรงสูง

    รูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงพบทั้งที่คูบัวและนครปฐม บอกว่าพ่อค้าต่างแดนเป็นภาพที่คนทวารวดีคุ้นตา

    สองยุคในตำบลเดียว

    คูบัววันนี้มีทั้งซากเมืองทวารวดีและชุมชนไทยวนที่ย้ายมาเมื่อราวสองร้อยปีก่อน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khu Bua – Wikipedia
    2. Ancient city of Dvaravati (คูบัว) – The Standard
    3. Many sites in Kua Bua in danger – SEAArch
    4. Dvaravati, sources of Buddhism in Thailand – Amis du musée Cernuschi
    5. Brick Depicting a West Asian Merchant – The Met
    6. Khu Bua – Thailex
    7. โบราณคดีสัญจร คูบัว 2504 – มติชนสุดสัปดาห์
    8. จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว – ผู้จัดการออนไลน์
    9. นารีสนทนา: เมืองเก่าคูบัว – Thai PBS
    10. Recent Dvaravati Discoveries and Khmer Comparisons – Quaritch Wales, JSS 68.1
    11. Khu Bua stucco heads – National Museum of Asian Art, Smithsonian
    12. การพัฒนาของที่ระลึกดินเผาจากศิลปะทวารวดี – Design Echo (TCI)
    13. ศิลปะทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณคูบัว
    Ku Bua 2 · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณคูบัว
    Stucco musician of Khu Bua archaeological site · Stephowz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons