ผู้เขียน: admin

  • บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด

    บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด

    ภาพประกอบ: Bannonwat all10 · Hellokorat · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สองหมู่บ้านในอำเภอโนนสูงที่หลุมศพยุคสำริดอันมั่งคั่งเปิดให้เห็นสังคมเกษตรกรรมลุ่มแม่น้ำมูลก่อนยุคพิมายหลายพันปี · ราวศตวรรษที่ 17 ก่อน ค.ศ. ถึงราว ค.ศ. 300

    ที่ตั้งอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน
    บ้านโนนวัดตำบลพลสงคราม ขุดค้นหลักช่วง พ.ศ. 2545–2550 (ค.ศ. 2002–2007)
    ผู้นำการขุดค้นบ้านโนนวัดชาร์ลส์ ไฮแอม ร่วมกับอำพัน กิจงาม ต่อมาไนเจล ชาง
    หลุมศพที่บ้านโนนวัดราว 640 หลุม ใน 11 ช่วงเวลา
    ยุคสำริดที่บ้านโนนวัดราว 1,050–420 ปีก่อน ค.ศ. (ตามลำดับเวลาของไฮแอม)
    บ้านปราสาทหลุมขุดค้นเปิดให้ชมหลุมศพยุคสำริดในตำแหน่งที่พบ
    โครงกระดูกที่บ้านปราสาท59 โครง จากหลุมขุดค้นที่เปิดให้ชม 3 หลุม
    ค่าอายุที่บ้านโนนวัดคาร์บอนกัมมันตรังสี 76 ค่า วิเคราะห์แบบเบย์

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    อำเภอโนนสูงอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน ระหว่างตัวเมืองนครราชสีมากับพิมาย พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มสลับเนินดินเตี้ย ๆ เหมาะแก่การทำนาข้าว ชุมชนโบราณหลายแห่งตั้งอยู่บนเนินที่สูงพ้นน้ำหลาก

    บ้านโนนวัดอยู่ในตำบลพลสงคราม ใกล้ทางผ่านที่เชื่อมที่ราบสูงโคราชกับที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ตำแหน่งนี้ทำให้ชุมชนติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างทองแดงกับภาคกลางได้ ส่วนบ้านปราสาทอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบนเช่นกัน ห่างจากแหล่งบ้านลุมเขาราวสิบกิโลเมตร

    ในหมู่บ้านทั้งสองแห่ง ชาวบ้านยุคปัจจุบันยังอาศัยอยู่บนเนินดินที่คนโบราณสร้างทับถมไว้ ใต้บ้านเรือนและลานวัดจึงมีชั้นดินเก่าซ้อนอยู่หลายพันปี

    หลักฐานสำคัญ

    • หลุมฝังศพยุคสำริด: โครงกระดูกพร้อมภาชนะและเครื่องประดับ จัดแสดงในหลุมเดิมกลางหมู่บ้าน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะดินเผาฝังร่วมศพ: หม้อและชามที่วางคู่กับผู้ตาย บอกความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    บ้านปราสาทเป็นแหล่งที่มีการขุดค้นและเก็บหลุมขุดค้นไว้กลางหมู่บ้าน ทำให้คนทั่วไปเห็นหลุมศพยุคสำริดในตำแหน่งที่พบจริง แหล่งนี้จึงเป็นห้องเรียนกลางแจ้งของโบราณคดีอีสาน

    บ้านโนนวัดเป็นโครงการขุดค้นขนาดใหญ่ เริ่มใน พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) นำโดยชาร์ลส์ ไฮแอม จากมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ร่วมกับอำพัน กิจงาม แห่งกรมศิลปากร ช่วงแรกขุดต่อเนื่องหลายฤดูกาลจนถึงราว พ.ศ. 2550 จากนั้นไนเจล ชาง รับหน้าที่นำการขุดค้นต่อ

    ผลการขุดค้นบ้านโนนวัดตีพิมพ์เป็นรายงานหลายเล่มในชุด The Origins of the Civilization of Angkor ร่วมกับกรมศิลปากร ทำให้แหล่งนี้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงหลักของยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ใต้ลานบ้านในโนนสูง มีหลุมศพที่บอกว่าเมื่อสามพันปีก่อน บางคนในหมู่บ้านร่ำรวยกว่าคนอื่นมาก

    บ้านปราสาท: สามหลุมกลางหมู่บ้าน

    บ้านปราสาทตั้งอยู่ริมลำธารปราสาท หลักฐานการอยู่อาศัยย้อนไปได้ราว 3,000 ปี และนักโบราณคดีแยกการตั้งถิ่นฐานได้หลายระยะ ตั้งแต่ชุมชนเกษตรกรรมที่ทำภาชนะดินเผาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องถึงสมัยทวารวดีและสมัยเขมร ชาวบ้านเองพบเศษภาชนะได้ทั่วไปทั้งในสวน หลังบ้าน และใต้ถุนเรือน

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นบ้านปราสาทราว พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) หลังมีโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบขุดจากพื้นที่ออกวางขาย ต่อมามีการจัดภูมิทัศน์หลุมขุดค้น 3 หลุมให้ประชาชนเข้าชม ทั้งสามหลุมพบโครงกระดูกรวม 59 โครง หลุมศพส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราว 2,500 ถึง 1,500 ปีก่อน บางโครงยังสวมเครื่องประดับสำริดที่กระดูกแขน และวางภาชนะดินเผาไว้รอบร่าง หลุมที่ 1 เป็นหลุมใหญ่ที่สุด ขุดลึกลงไปหลายเมตรกว่าจะถึงชั้นหลุมศพที่เก่าที่สุด และมีอาคารหลังคาคลุม ส่วนพิพิธภัณฑ์บ้านปราสาทซึ่งจัดตั้งใน พ.ศ. 2539 จัดแสดงประวัติแหล่งและหลุมขุดค้นจำลอง

    หลุมที่ 2 มีโครงกระดูกให้เห็นไม่มาก แต่เป็นจุดที่พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดี ซึ่งบอกว่าผู้คนสมัยทวารวดีก็เคยอยู่ที่นี่ ส่วนหลุมที่ 3 แสดงโครงกระดูกผู้หญิงและเด็กหลายโครงที่ไม่มีกะโหลก ร่วมกับภาชนะที่แตกกระจาย เรื่องเล่าในพื้นที่โยงหลุมนี้กับการตายอย่างรุนแรง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่สรุปสาเหตุได้แน่ชัด

    นอกจากหลุมศพ ยังพบภาชนะดินเผาแบบเคลือบน้ำดินสีแดงและลายเชือกทาบ กำไลเปลือกหอย แม่พิมพ์สำหรับหล่อขวานสำริด เบ้าหลอม และลูกปัดแก้ว ซึ่งแสดงว่าชุมชนบ้านปราสาทหล่อโลหะเองและเชื่อมกับเครือข่ายการค้าลูกปัดเช่นเดียวกับบ้านโนนวัด สื่อไทยมักเรียกบ้านปราสาทว่าพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งทางโบราณคดีแห่งที่สองของไทยต่อจากบ้านเชียง

    สิ่งที่พบ

    บ้านโนนวัดพบหลุมฝังศพราว 640 หลุม แบ่งได้ 11 ช่วงเวลา เริ่มจากชุมชนยุคหินใหม่ราวศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล ต่อด้วยยุคสำริดราว 1,050–420 ปีก่อนคริสตกาล และยุคเหล็กหลังจากนั้น ที่นี่ยังพบกระดูกไก่บ้านที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก อายุราว 1,650–1,250 ปีก่อนคริสตกาล

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ทีมขุดค้นพบหลุมศพยุคสำริดขนาดใหญ่ผิดปกติ หลุมหนึ่งกว้างราว 5 x 3.5 เมตร มีภาชนะดินเผาฝีมือดีอย่างน้อย 20 ใบ ขวานสำริดมีบ้อง และลูกปัดเปลือกหอยจำนวนมาก บางหลุมมีกำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ ต่างหูเปลือกหอย และกำไลหินอ่อน นักวิจัยเรียกหลุมกลุ่มนี้ว่าหลุมศพชั้นสูง

    ในหลุมอื่นยังพบเด็กทารกที่ฝังพร้อมขวานสำริด และทารกคนหนึ่งสวมกำไลข้อเท้าที่มีกระดิ่งสำริดราว 30 ลูก ในชั้นยุคสำริดตอนหลัง ของอุทิศลดลง แต่พบแม่พิมพ์ เบ้าหลอม และหลุมศพของช่างหล่อโลหะมากขึ้น

    ในยุคเหล็ก ชุมชนบ้านโนนวัดมีคันดินและคูน้ำล้อมรอบสองชั้น โดยผันน้ำจากลำน้ำใกล้เคียง ส่วนที่บ้านปราสาท หลุมขุดค้นที่เปิดให้ชมแสดงหลุมศพยุคสำริดของชายและหญิงที่มีของอุทิศมั่งคั่ง ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่พบที่บ้านโนนวัด

    ลำดับชั้นยุคที่บ้านโนนวัด

    ลำดับเวลาของบ้านโนนวัดสร้างจากค่าอายุคาร์บอนกัมมันตรังสี 76 ค่า ที่วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์ ชั้นแรกสุดเป็นยุคหินใหม่ตอนต้นราวศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล หลุมศพรุ่นแรกฝังในท่างอตัว ซึ่งนักวิจัยคิดว่าอาจเป็นของกลุ่มนักล่าสัตว์หาของป่า ส่วนยุคหินใหม่ตอนปลายราวศตวรรษที่ 13 ถึง 11 ก่อนคริสตกาล ฝังศพพร้อมภาชนะลายเรียบง่ายและของอุทิศไม่มาก

    ยุคสำริดแบ่งได้ 5 ระยะ ระยะที่ 1 ราว 1,050–1,000 ปีก่อนคริสตกาล มีหลุมศพเพียง 7 หลุม พบกำไลเปลือกหอย สร้อย และขวานทองแดง ระยะที่ 2 ราว 1,000–850 ปีก่อนคริสตกาล มีของอุทิศหลากหลายที่สุด ระยะที่ 3 ราว 850–800 ปีก่อนคริสตกาล เป็นช่วงสุดท้ายที่หลุมศพมั่งคั่ง และศพหันศีรษะไปทางตะวันออกเฉียงเหนือหรือตะวันตกเฉียงใต้

    จากนั้นทุกอย่างเปลี่ยนไป ระยะที่ 4 ราว 800–700 ปีก่อนคริสตกาล มีหลุมศพถึง 162 หลุม แต่ของอุทิศลดลงอย่างฮวบฮาบ และระยะที่ 5 ราว 700–420 ปีก่อนคริสตกาล ก็ยังเรียบง่าย ภาพนี้ชี้ว่าคนมากขึ้นแต่การแสดงความมั่งคั่งในพิธีศพกลับลดลง

    ยุคเหล็กเริ่มราว 420 ปีก่อนคริสตกาล มีเครื่องประดับจากแดนไกล เช่น หินคาร์เนเลียน หินอาเกต และแก้ว ระยะที่ 2 ของยุคเหล็กมีภาชนะสีดำขัดมันแบบที่เรียกว่าพิมายดำ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน และยังพบลานทำโลหะราวสิบจุดที่มีเบ้าหลอมและเศษโลหะ

    เข้าไปดูหลุมศพชั้นสูงใกล้ ๆ

    หลุมศพชั้นสูงหลุมแรกกว้างราว 5 x 3.5 เมตร มีโครงกระดูก 2 โครง ร่างผู้ชายที่อยู่ตรงกลางถูกวางในโลงไม้ มีลูกปัดเปลือกหอยนับพันเม็ด กำไลเปลือกหอยที่แตกหัก กำไลหินอ่อน และขวานสำริดมีบ้องวางอยู่ระหว่างข้อเท้า ที่น่าสนใจคือร่างนี้ถูกขุดขึ้นมาบางส่วนในภายหลัง และมีรอยฟันขวานที่หัวเข่าและลำคอ

    หลุมที่สองเป็นของผู้หญิง 2 คน คนหนึ่งถูกขุดขึ้นบางส่วนเช่นกันและมีขวานสำริดมีบ้อง อีกคนสวมต่างหูเปลือกหอยข้างละ 12 ชิ้น สร้อยหลายสาย และกำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ที่แขนท่อนล่าง ในยุคสำริดระยะที่ 3 บางคนสวมกำไลเปลือกหอยถึงราว 40 วงต่อแขน ร่วมกับกำไลหินอ่อนที่นำเข้ามาจากที่อื่น

    หลุมอื่นก็บอกเรื่องอาชีพและความผูกพัน ชายคนหนึ่งถูกฝังพร้อมขวานสำริด 3 เล่ม ซึ่งเล่มหนึ่งเป็นขวานจิ๋ว อีกคนมีเครื่องมือช่างไม้สำริดทั้งเหล็กหมาด สิ่ว และขวาน 2 เล่ม ยังมีการฝังสุนัขพร้อมชามสองใบ ราวกับใส่อาหารและน้ำไว้ให้ ส่วนทารกบางคนถูกฝังในภาชนะที่เขียนลายเส้นโค้งอย่างประณีต

    ชาร์ลส์ ไฮแอม ตีความว่าหลุมศพเหล่านี้แสดงการเกิดชนชั้นนำในยุคสำริดตอนต้น ซึ่งใช้พิธีศพแสดงฐานะ ก่อนที่การโอ้อวดแบบนี้จะลดลงในระยะหลัง สำหรับเขา บ้านโนนวัดคือหลักฐานของพัฒนาการทางสังคมที่ต่อเนื่องจนนำไปสู่การเกิดรัฐในภูมิภาคนี้

    ความสำคัญ

    หลักฐานจากบ้านโนนวัดชี้ว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นในลุ่มแม่น้ำมูลมีความเหลื่อมล้ำชัดเจน บางครอบครัวหรือบางกลุ่มสะสมของมีค่าจากแดนไกลได้มาก เช่น เปลือกหอยทะเลที่ต้องขนมาจากชายฝั่ง น้ำหนักของเครื่องประดับเปลือกหอยและหินอ่อนในหลุมศพช่วงนี้ไม่มีแหล่งใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เทียบได้

    ความมั่งคั่งในหลุมศพสูงสุดช่วงราว 1,000–800 ปีก่อนคริสตกาล แล้วลดลง ก่อนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุคเหล็กตอนต้นราว 200 ปีก่อนคริสตกาล ลำดับนี้ช่วยให้นักโบราณคดีเห็นว่าความซับซ้อนของสังคมขึ้นลงตามยุคสมัย

    ชุมชนคูน้ำยุคเหล็กในลุ่มแม่น้ำมูลเป็นพื้นฐานของบ้านเมืองในยุคประวัติศาสตร์ เช่น พิมาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล การศึกษาบ้านโนนวัดจึงช่วยตอบคำถามว่ารากของอารยธรรมแบบเขมรในอีสานมาจากไหน

    ข้อถกเถียง

    ค่าอายุจากบ้านโนนวัดเป็นหัวใจของข้อถกเถียงเรื่องยุคสำริดในไทย ไฮแอมหาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ แล้วสรุปว่ายุคสำริดเริ่มราวศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และความรู้เรื่องสำริดน่าจะมาจากจีนตอนใต้

    ฝ่ายจอยซ์ ไวท์ ซึ่งศึกษาบ้านเชียง เสนอว่ายุคสำริดเริ่มเร็วกว่านั้นหลายร้อยปี และตั้งคำถามว่าค่าอายุจากกระดูกที่บ้านโนนวัดอาจคลาดเคลื่อนจากสภาพดินหรือวิธีเก็บตัวอย่าง ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน

    ปัจจุบัน

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทเปิดให้ประชาชนชมหลุมขุดค้นที่มีโครงกระดูกและภาชนะดินเผาจัดแสดงในตำแหน่งเดิม หลุมเหล่านี้ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของชาวบ้านในปัจจุบัน

    บ้านโนนวัดเป็นแหล่งวิจัยเป็นหลัก ผู้สนใจสามารถชมบ้านปราสาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และปราสาทหินพิมายต่อกันได้ในเส้นทางเดียว

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง
    พิกัด 15.245566, 102.371021 (15°14′44.0″N 102°22′15.7″E)

    จุดนี้คือแหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท บ้านโนนวัดอยู่ในอำเภอโนนสูงเช่นกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทอยู่ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เปิดให้ชมหลุมขุดค้นที่จัดแสดงโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิม บ้านโนนวัดเป็นแหล่งวิจัยเป็นหลัก ชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และอุทยานประวัติศาสตร์พิมายซึ่งอยู่ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ศตวรรษที่ 17 ก่อน ค.ศ.: ชุมชนยุคหินใหม่ที่บ้านโนนวัด. เริ่มตั้งถิ่นฐาน หลุมศพรุ่นแรกฝังในท่างอตัว
    • ราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ.: ไก่บ้านรุ่นแรก. กระดูกไก่บ้านเก่าที่สุดเท่าที่รู้จักพบที่บ้านโนนวัด
    • ศตวรรษที่ 13–11 ก่อน ค.ศ.: ยุคหินใหม่ตอนปลาย. ฝังศพพร้อมภาชนะลายเรียบง่ายและของอุทิศไม่มาก
    • ราว 1,050–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริดระยะที่ 1. หลุมศพ 7 หลุมพร้อมกำไลเปลือกหอยและขวานทองแดง
    • ราว 1,000–800 ปีก่อน ค.ศ.: หลุมศพชั้นสูง. ยุคสำริดระยะที่ 2–3 ช่วงที่หลุมศพมีของอุทิศมั่งคั่งที่สุด
    • ราว 800–700 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริดระยะที่ 4. หลุมศพ 162 หลุม แต่ของอุทิศลดลงมาก
    • ราว 420 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคเหล็ก. มีเครื่องประดับคาร์เนเลียน อาเกต และแก้ว ต่อมาชุมชนสร้างคันดินและคูน้ำล้อมรอบ
    • ราว 2,500–1,500 ปีก่อน: หลุมศพบ้านปราสาท. ช่วงเวลาของหลุมศพส่วนใหญ่ในหลุมขุดค้นที่เปิดให้ชม
    • สมัยทวารวดี: ชุมชนทวารวดีที่บ้านปราสาท. พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดีในหลุมที่ 2
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): เริ่มขุดค้นบ้านปราสาท. กรมศิลปากรเข้าขุดค้นหลังพบของที่ถูกลักลอบขุดออกวางขาย
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): พิพิธภัณฑ์บ้านปราสาท. จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งโบราณคดี
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. ไฮแอมร่วมกับกรมศิลปากรเริ่มโครงการ
    • 20 ก.พ. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): พบหลุมศพชั้นสูง. หลุมศพยุคสำริดขนาดใหญ่พร้อมของอุทิศมากมาย
    • พ.ศ. 2552–2555 (ค.ศ. 2009–2012): ตีพิมพ์รายงาน. รายงานการขุดค้นหลายเล่มในชุด The Origins of the Civilization of Angkor

    รู้หรือไม่

    ไก่บ้านที่เก่าที่สุด

    กระดูกไก่บ้านจากบ้านโนนวัดเป็นหลักฐานไก่เลี้ยงที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก

    กระดิ่ง 30 ลูก

    ทารกคนหนึ่งที่บ้านโนนวัดถูกฝังพร้อมกำไลข้อเท้าที่มีกระดิ่งสำริดราว 30 ลูก

    หลุมกลางหมู่บ้าน

    ที่บ้านปราสาท หลุมขุดค้นถูกเก็บไว้ให้ชมกลางหมู่บ้าน คนทั่วไปจึงเห็นหลุมศพโบราณได้ในตำแหน่งที่พบจริง

    สุนัขที่มีชามข้าว

    ที่บ้านโนนวัดมีการฝังสุนัขพร้อมชามสองใบ ราวกับเตรียมอาหารและน้ำไว้ให้ในโลกหลังความตาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Non Wat – Wikipedia
    2. Thailand's Bronze Age superburials – Current World Archaeology
    3. Non Sung district – Wikipedia
    4. Charles Higham (archaeologist) – Wikipedia
    5. Higham, Ban Non Wat and the upper Mun valley – Siam Society
    6. Social organisation and the rise of civilisation in the Mun River valley – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    7. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    8. Bare bones of history – Bangkok Post
    9. Ban Prasat – Travelfish
    10. Ban Prasat Archaeological Site – Thai Holiday Guide

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด
    Excavation at Ban Non wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ผาแต้ม

    ผาแต้ม

    ภาพประกอบ: Pha Taem Cave Paintings 20251226 · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    หน้าผาริมโขงที่คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ทิ้งภาพปลา ช้าง คน และรอยมือไว้หลายร้อยภาพ ให้เห็นชีวิตริมแม่น้ำเมื่อหลายพันปีก่อน · ราว 3,000–4,000 ปีก่อน (บางความเห็นว่าเก่ากว่านั้น)

    ที่ตั้งอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ริมแม่น้ำโขง
    แถลงข่าวการค้นพบ16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981)
    ผู้สำรวจคณาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
    จำนวนภาพกว่า 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
    ช่วงยาวที่สุดราว 180 เมตร ที่กลุ่มผาแต้ม
    อุทยานแห่งชาติประกาศ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
    ภาพเด่นปลาแบบเห็นโครงภายใน ยาวถึงราว 1 เมตร ที่กลุ่มผาขาม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ผาแต้มเป็นหน้าผาหินทรายสูงชันริมฝั่งแม่น้ำโขง ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อีกฝั่งของแม่น้ำคือประเทศลาว หน้าผาอยู่สูงจากระดับน้ำโขงราว 50 เมตร ด้านบนเป็นลานหินและป่าเต็งรัง

    คำว่า "แต้ม" ในภาษาถิ่นอีสานหมายถึงการเขียน การวาด หรือการทำเครื่องหมายด้วยสี ชื่อผาแต้มจึงแปลได้ตรง ๆ ว่าหน้าผาที่มีภาพวาด ชาวบ้านในละแวกนี้รู้จักภาพบนผามาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก่อนที่นักวิชาการจะเข้ามาศึกษา

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาพเขียนสีรูปปลาบึก: ปลาขนาดใหญ่ระบายสีแดง สะท้อนชีวิตคนริมโขงเมื่อหลายพันปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม กลุ่มภาพที่ 1 และ 2) ดูภาพถ่ายจริง
    • รอยฝ่ามือ: รอยมือที่พ่นสีรอบมือและทาบมือบนผา พบหลายจุดตลอดแนวผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    แม้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ จะรู้จักภาพบนหน้าผามานาน แต่การสำรวจอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเมื่อคณาจารย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร.พรชัย สุจิตต์ เข้าไปบันทึกภาพ

    วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจแถลงต่อสาธารณะว่าพบกลุ่มภาพเขียนสีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทยขณะนั้น ปีต่อมา พ.ศ. 2525 กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

    หลังจากนั้นพื้นที่โดยรอบได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ครอบคลุมพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร

    บนหน้าผาริมโขง รอยมือของเด็กเมื่อหลายพันปีก่อนยังวางอยู่ข้างรอยมือของผู้ใหญ่

    สิ่งที่พบบนหน้าผา

    ภาพเขียนสีที่ผาแต้มมีมากกว่า 300 ภาพ กระจายอยู่ 4 กลุ่มตามแนวหน้าผา ได้แก่ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน กลุ่มผาแต้มยาวที่สุด ราว 180 เมตร

    ภาพมีหลายประเภท ทั้งรูปคนราวสิบรูป รอยฝ่ามือทั้งของผู้ใหญ่และเด็กรวมกว่าสองร้อยรอย สัตว์อย่างช้าง ปลา เต่า สุนัข และวัว เครื่องมืออย่างไซดักปลาและคันธนู รวมถึงเส้นคลื่นและลายเรขาคณิตที่อาจหมายถึงน้ำหรือแปลงนา

    ที่กลุ่มผาขามมีภาพปลาขนาดใหญ่ยาวถึงราว 1 เมตร บางตัววาดเห็นโครงกระดูกและอวัยวะภายใน คล้ายภาพเอกซเรย์ หลายคนเชื่อว่าเป็นปลาบึกแห่งแม่น้ำโขง ใกล้กันมีภาพช้างตัวเล็กยาวเพียงราว 13 เซนติเมตร

    สีที่ใช้มีทั้งแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว เทคนิคมีหลายแบบ เช่น ระบายสีทึบทั้งตัว วาดเฉพาะเส้นขอบ ทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ และจุ่มมือลงสีแล้วประทับลงบนหิน

    อ่านภาพทีละกลุ่ม

    กลุ่มผาขามอยู่ต้นทาง มีภาพปลาขนาดใหญ่ 4 ตัว ยาวตั้งแต่ราว 35 เซนติเมตรถึง 1 เมตร เขียนด้วยสีแดงแบบเห็นโครงภายใน ข้าง ๆ มีภาพช้างตัวเล็กยาวราว 13 เซนติเมตร ความต่างของขนาดนี้ทำให้ภาพปลาดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

    กลุ่มผาแต้มเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ภาพเรียงต่อเนื่องตลอดแนวหน้าผายาวราว 180 เมตร มีทั้งคน ช้าง ปลา เต่า นก และวัว พร้อมรอยฝ่ามือมากกว่า 200 รอย นี่คือส่วนที่ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ได้เห็นจากทางเดินเลียบผา

    กลุ่มผาหมอนน้อยมีภาพคนสูงราว 1.6 เมตร ถือสิ่งที่ดูคล้ายอาวุธ อยู่ในฉากที่ตีความว่าเป็นการล่าสัตว์สี่เท้า และมีรอยมืออีกราว 35 รอย ส่วนกลุ่มผาหมอนมีภาพคนราว 10 คน และสัตว์สี่เท้าราว 11 ตัว วาดแบบระบายทึบทั้งตัวจนเห็นเป็นเงา

    เมื่อมองภาพรวม หน้าผาแห่งนี้จึงมีทั้งฉากชีวิตประจำวัน ภาพสัตว์ที่ผู้คนพึ่งพา และรอยมือจำนวนมากที่เหมือนเป็นลายเซ็นของคนที่มาร่วมทำภาพ

    ช่างโบราณวาดอย่างไร

    ภาพเขียนบนหน้าผาหินทรายที่สูงราว 30–40 เมตรในบางช่วง สีที่พบมีแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว สีแดงพบมากที่สุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่ารอยมือมีทั้งสีแดง ดำ และขาว

    เทคนิคที่ใช้มีหลายแบบ แบบแรกคือระบายสีทึบทั้งตัวจนเป็นภาพเงา แบบที่สองคือวาดเฉพาะเส้นรอบนอก แบบที่สามคือวาดเป็นเส้นก้านไม้ขีดแบบง่าย ๆ และสำหรับรอยมือ มีทั้งการทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ ให้เกิดรอยมือว่าง และการจุ่มมือลงในสีแล้วประทับลงบนหิน

    ภาพปลาแบบเห็นโครงภายในเป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งของโลก การที่ช่างเลือกแสดงกระดูกและอวัยวะของปลาชี้ว่าคนที่วาดรู้จักปลาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด อาจเพราะจับและชำแหละมันเป็นประจำ

    ภาพเหล่านี้หมายความว่าอะไร

    นักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าผู้วาดเป็นสังคมเกษตรกรรมริมโขงที่ทั้งจับปลา เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ เส้นบิดเกลียว เส้นคลื่น และเส้นซิกแซกบางชุดอาจหมายถึงน้ำ หรืออาจเป็นภาพไซดักปลา ส่วนลายตารางบางภาพอาจเป็นแปลงนา

    รอยมือจำนวนมากของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจในชุมชน และอาจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ที่คนทั้งกลุ่มมีร่วมกัน หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียมของพเยาว์ เข็มนาค ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532 เป็นงานศึกษาภาพกลุ่มนี้อย่างละเอียดชิ้นสำคัญ

    ชาวบ้านในละแวกนี้เองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับหน้าผา เล่ากันว่าบริเวณนี้เป็นเขตต้องห้าม ผู้ล่วงล้ำอาจเจ็บไข้ได้ป่วยถึงชีวิต ความเชื่อนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพรอดพ้นจากการถูกรบกวนมาจนถึงสมัยที่นักวิชาการเข้ามาสำรวจ

    ความสำคัญ

    ภาพบนผาแต้มเปรียบเหมือนบันทึกชีวิตของคนริมโขงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพปลาและไซบอกว่าการจับปลาเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิต ภาพวัวและลายที่อาจเป็นแปลงนาชี้ว่าคนกลุ่มนี้อาจเริ่มเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกแล้ว

    รอยมือจำนวนมากทั้งของผู้ใหญ่และเด็กทำให้นักวิชาการคิดว่าการทำภาพอาจเป็นกิจกรรมร่วมของชุมชน และอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หน้าผาริมแม่น้ำใหญ่อาจถูกมองเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ยุคนั้น

    ผาแต้มยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาพเขียนสีบนเพิงหินในภาคอีสานที่พบหลายแห่ง เช่น ที่ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ช่วยให้เห็นว่าการทำศิลปะบนหินเป็นประเพณีที่แพร่หลายในที่ราบสูงโคราช

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    อายุของภาพเขียนสีผาแต้มยังไม่มีข้อยุติ เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ช่วงแรกที่แถลงการค้นพบ มีการประเมินว่าภาพอาจเก่าถึง 5,000–6,000 ปี

    แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ในปัจจุบันระบุอายุราว 3,000–4,000 ปี โดยเทียบรูปแบบภาพและวิถีชีวิตที่ปรากฏ เช่น การเลี้ยงวัวและการทำนา กับแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นแล้วในภาคอีสาน ตัวเลขทั้งสองชุดจึงควรถือเป็นการประมาณ

    ค่าประเมินยังแตกต่างกันอีกหลายชุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงกว้างราว 1,500–3,500 ปี ส่วนข่าวของกรมศิลปากรบางชิ้นระบุว่าอายุกว่า 2,500 ปี ความต่างนี้สะท้อนว่าทุกตัวเลขยังมาจากการเทียบเคียง และจะชัดเจนขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหาอายุสีหรือคราบแร่ที่ปิดทับภาพโดยตรง

    การอนุรักษ์และภัยจากธรรมชาติ

    ภาพเขียนสีบนหน้าผากลางแจ้งต้องเผชิญทั้งแดด ฝน ความชื้น และการผุกร่อนของหิน ใน พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นชั้นหินผุและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน ต่อมาวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559 เกิดหินถล่มเป็นแนวกว้างราว 50 เมตร สูงราว 40 เมตร และลึกราว 6 เมตร

    จุดที่หินถล่มอยู่ห่างจากกลุ่มภาพเขียนสีราว 6 กิโลเมตร สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ร่วมกับนักธรณีวิทยาเข้าตรวจสอบ และยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นยังไม่กระทบภาพเขียนสี แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าหน้าผาหินทรายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของไทย และมีผู้มาเยือนกว่า 180,000 คนใน พ.ศ. 2562 จำนวนคนที่มากขึ้นทำให้การกั้นแนวทางเดินและการห้ามสัมผัสหน้าผายิ่งมีความสำคัญ

    ปัจจุบัน

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มทำทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพเขียนสีได้ใกล้ ๆ พร้อมป้ายอธิบาย มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านบนหน้าผา

    นอกจากภาพเขียนสี อุทยานยังมีเสาเฉลียงซึ่งเป็นหินรูปเห็ดจากการกัดกร่อน น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแรกของประเทศไทย ภาพเขียนสีเปราะบางต่อการสัมผัสและสภาพอากาศ ผู้มาเยือนจึงควรชมจากแนวทางเดินเท่านั้น

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ที่ทำการ/ลานจอดรถทางลงชมภาพเขียนสี) อ.โขงเจียม
    พิกัด 15.398746, 105.507526 (15°23′55.5″N 105°30′27.1″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ภาพเขียนสีผาแต้มอยู่ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพทั้งสี่กลุ่ม และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนผา ในอุทยานยังมีเสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ชมภาพจากแนวทางเดินและไม่สัมผัสหน้าผา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: สร้างภาพเขียนสี. ค่าประเมินที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ใช้ คนริมโขงวาดภาพปลา สัตว์ คน และรอยมือบนหน้าผา
    • ราว 3,500–1,500 ปีก่อน: ค่าประเมินอีกชุด. ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงอายุนี้
    • หลายชั่วอายุคน: ชาวบ้านรู้จักผาแต้ม. ชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ รู้จักภาพบนผาและถือเป็นเขตต้องห้าม
    • 16 พ.ค. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): แถลงการค้นพบ. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรเผยแพร่การสำรวจสู่สาธารณะ และประเมินอายุไว้ 5,000–6,000 ปี
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งภาพเขียนสี
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียม. กรมศิลปากรพิมพ์งานศึกษาของพเยาว์ เข็มนาค
    • 31 ธ.ค. พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): อุทยานแห่งชาติผาแต้ม. ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 พื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): พบรอยร้าวในชั้นหิน. เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นการผุกร่อนและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): หินถล่ม. หินถล่มห่างจากภาพราว 6 กิโลเมตร กรมศิลปากรยืนยันว่าภาพไม่ได้รับผลกระทบ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ผู้มาเยือนกว่า 180,000 คน. อุทยานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุบลราชธานี

    รู้หรือไม่

    ปลาเอกซเรย์

    ภาพปลาที่ผาขามวาดให้เห็นกระดูกและอวัยวะภายใน เป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งทั่วโลก

    แต้ม แปลว่าวาด

    ชื่อผาแต้มมาจากภาษาอีสาน แปลว่าผาที่ถูกแต้มสีหรือวาดภาพไว้

    พระอาทิตย์ขึ้นแรก

    ผาชนะไดในอุทยานเดียวกันเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่อื่นในไทย

    ผาแต้มในลาว

    ที่แขวงหลวงพระบางของลาวก็มีหน้าผาชื่อผาแต้มริมแม่น้ำอู ซึ่งมีภาพสีแดงกว่า 300 ภาพเช่นกัน นักวิจัยมองว่าแม่น้ำเคยเป็นเส้นทางเชื่อมผู้คนและประเพณีการทำภาพบนหิน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. 45 ปี แถลงพบภาพเขียนสีผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    2. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    3. Pha Taem National Park – Wikipedia
    4. Ubon Ratchathani province – Wikipedia
    5. ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม – ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. กรมศิลป์ตรวจภาพเขียนสีผาแต้มหลังหินถล่ม – มติชน
    7. The Cliff Paintings of Pha Taem, Luang Prabang, Lao PDR – Rock Art Research

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ผาแต้ม
    Pha Taem-022 · Ddalbiez · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha taem figures1 · Henry_Flower (talk) (Uploads) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem National Park Thailand · Alabama Martin Künzel, Berlin, 2012 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem Cave Paintings 20251226 (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Prehistoric Paintings at Pha Taem National Park · Kawinkankeow · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Sao Chaliang ,Pha Taem National Park · Traveling1081009 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ภูพระบาท

    ภูพระบาท

    ภาพประกอบ: 2014020501 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ภูเขาหินทรายแห่งอุดรธานีที่เพิงหินรูปร่างแปลกถูกเปลี่ยนเป็นศาสนสถานล้อมด้วยใบเสมาสมัยทวารวดี จนได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2567 · ราว 3,000 ปีก่อน ถึงสมัยล้านช้าง

    ที่ตั้งตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
    ชื่อมรดกโลกภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี
    ขึ้นทะเบียน27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) เกณฑ์ (iii) และ (v)
    ยุคเสมาสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16
    พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์
    ภาพเขียนสีพบในเพิงหินกว่า 40 แห่ง
    เขตกันชนราว 599 เฮกตาร์
    รอยพระพุทธบาทบัวบกรอยเท้าขวา ยาวราว 160 ซม. บูรณะ พ.ศ. 2462–2473

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ภูพระบาทเป็นภูเขาหินทรายในเทือกเขาภูพานตอนเหนือ อยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีและหนองคายราว 65 กิโลเมตร บนยอดเขามีป่าโปร่งและลานหินกว้าง

    จุดเด่นของภูพระบาทคือโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หินทรายชั้นล่างที่อ่อนกว่าสึกไปเร็วกว่าชั้นบน จึงเกิดเป็นหินรูปเห็ด เพิงหิน และหินก้อนใหญ่ที่ตั้งซ้อนกันอย่างน่าทึ่ง

    ภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ผู้คนทุกยุคมองภูพระบาทเป็นที่พิเศษ ทั้งเป็นที่พักพิง ที่ทำพิธีกรรม และที่ปฏิบัติธรรม

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดี: ใบเสมาปักล้อมเพิงหินเพื่อกำหนดเขตพิธีกรรม ประเพณีที่ยูเนสโกยกย่อง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาพเขียนสีบนเพิงหิน: ภาพคน สัตว์ รอยมือ และลายเรขาคณิตในเพิงหินหลายแห่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงหินในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • หอนางอุสา: เพิงหินรูปดอกเห็ดตามตำนานนางอุสากับท้าวบารส (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง

    ร่องรอยคนยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ตามเพิงหินหลายแห่งบนภูพระบาทมีภาพเขียนสีแดง เป็นรูปคน ฝ่ามือ สัตว์ และลายเรขาคณิต ยูเนสโกระบุว่ามีเพิงหินที่พบภาพเขียนสีราว 47 แห่ง ภาพที่รู้จักกันดีอยู่ที่ถ้ำวัวและถ้ำคน ซึ่งได้ชื่อตามภาพวัวและภาพคนที่ปรากฏอยู่

    อายุของภาพเขียนสียังกำหนดได้ไม่แน่ชัด แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ประเมินว่าราว 2,000–3,000 ปีก่อน บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรง ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นการประเมินจากรูปแบบและหลักฐานแวดล้อม

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ศึกษาภาพเขียนสีในอำเภอบ้านผือ นับแหล่งภาพเขียนสีในอำเภอนี้ได้ 81 แห่ง ในจำนวนนี้ 55 แห่งอยู่ในกลุ่มภูพระบาท แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย ภาพส่วนใหญ่เป็นสีแดงจากแร่ในท้องถิ่น มีทั้งคน สัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัว รอยมือ และลายเรขาคณิต

    ข้อเสนอของท่านต่างจากค่าที่นิยมอ้างกัน คือกำหนดอายุภาพส่วนใหญ่ไว้ราว ค.ศ. 600–1200 ซึ่งใกล้เคียงกับยุคทวารวดี และตีความว่ารูปคนอาจหมายถึงวิญญาณบรรพบุรุษในโลกหลังความตาย ท่านยังชี้ว่าลายเรขาคณิตบางแบบคล้ายลายบนภาชนะบ้านเชียง คำถามว่าภาพเขียนสีเก่ากว่าใบเสมามากหรือเกิดในยุคใกล้กันจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่เปิดอยู่

    บนภูพระบาท ธรรมชาติปั้นรูปทรงของหิน ศรัทธาปักเสมาล้อมไว้ และนิทานตั้งชื่อให้ทุกก้อน

    เพิงหินกลายเป็นวัด: วัฒนธรรมเสมา

    ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 ผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นศาสนสถาน และปักใบเสมาหินล้อมรอบเพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาบางกลุ่มยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมจนถึงทุกวันนี้

    ยูเนสโกยกย่องว่าภูพระบาทมีกลุ่มใบเสมาสมัยทวารวดีที่อยู่ในตำแหน่งดั้งเดิมมากที่สุดในโลก และแสดงให้เห็นว่าธรรมเนียมการปักเสมาของภาคอีสานต่างจากที่อื่น เพราะใช้กับเพิงหินธรรมชาติ ไม่ได้ใช้กับอาคารก่ออิฐเพียงอย่างเดียว

    ต่อมาในสมัยล้านช้าง ภูพระบาทยังเป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา มีการสลักพระพุทธรูปในเพิงหินบางแห่ง บนเขายังมีรอยพระพุทธบาท และวัดพระพุทธบาทบัวบกซึ่งมีงานนมัสการประจำปีในเดือนมีนาคม

    จากหินตั้งสู่ใบเสมา

    นักวิชาการหลายคนมองว่าใบเสมาบนภูพระบาทมีรากมาจากประเพณีหินตั้งที่เก่ากว่าพุทธศาสนา บทความในศิลปวัฒนธรรมอธิบายว่าเมื่อราว 3,000 ปีก่อน ผู้คนในภูมิภาคนี้ปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ เชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในหินและคุ้มครองลูกหลาน

    เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ชาวบ้านนำธรรมเนียมเดิมมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนหินตั้งให้กลายเป็นเครื่องหมายเขตศักดิ์สิทธิ์ของสงฆ์ ยูเนสโกระบุว่าการปักเสมาบนภูพระบาทดำเนินต่อเนื่องราวสี่ศตวรรษ กรมศิลปากรเองก็มองว่าเสมาอีสานเป็นงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ซึ่งต่างจากเครื่องหมายเขตสงฆ์ในอินเดียและลังกา

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่าหินตั้งและใบเสมาส่วนใหญ่เป็นแผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดแหลม บางแห่งปักเดี่ยว บางแห่งปักล้อมพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ บางกลุ่มปักซ้อนกันทิศละ 3 หลัก และบางแห่งพบร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าหินเหล่านี้อาจเกี่ยวกับพิธีศพด้วย

    ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกู่นางอุสา ซึ่งเป็นศาสนสถานหินขนาดเล็กที่มีใบเสมาปักครบทั้งแปดทิศ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 การผสมกันระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับพุทธศาสนาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ภูพระบาทโดดเด่นในสายตาผู้เชี่ยวชาญ

    ตำนานนางอุสาและท้าวบารส

    ชาวบ้านผูกชื่อโขดหินบนภูพระบาทเข้ากับนิทานพื้นบ้านอีสานเรื่องอุสา-บารส ตามตำนาน นางอุสาเป็นสาวงามที่อยู่ในความดูแลของพญากงพาน นางร้อยมาลัยแล้วลอยน้ำไปเพื่อเสี่ยงหาคู่ ท้าวบารสเจ้าชายจากต่างเมืองเก็บมาลัยได้และตามหาจนพบนาง ทั้งสองแอบรักกันที่หอซึ่งนางพำนักอยู่

    เมื่อพญากงพานรู้ความ จึงท้าท้าวบารสแข่งสร้างวัดให้เสร็จภายในคืนเดียว โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามตำนาน ท้าวบารสใช้อุบายจนชนะ วัดของสองฝ่ายจึงได้ชื่อว่าวัดพ่อตาและวัดลูกเขย ส่วนตอนจบของเรื่องเป็นโศกนาฏกรรม นางอุสาถูกกลั่นแกล้งในเมืองของท้าวบารสจนหนีกลับบ้าน และคนรักทั้งสองต่างตรอมใจจนสิ้นชีวิต

    ชื่อสถานที่ในอุทยานจึงมาจากนิทานเรื่องนี้ เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา คอกม้าท้าวบารส วัดพ่อตา และวัดลูกเขย นี่เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังใช้อธิบายโขดหินประหลาด จึงควรอ่านในฐานะมรดกทางวรรณกรรมของท้องถิ่น

    สิ่งที่เห็นในอุทยาน

    หอนางอุสาเป็นจุดเด่นที่สุด เป็นหินรูปเห็ดขนาดใหญ่ หินก้อนบนกว้างราว 5 เมตร ยาวราว 7 เมตร ความสูงรวมราว 10 เมตร ใต้หินมีการก่อผนังและเจาะช่องคล้ายหน้าต่าง รอบหอมีใบเสมาปักล้อมอยู่

    กลุ่มวัดพ่อตาและวัดลูกเขยเป็นเพิงหินที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ภายในมีพระพุทธรูปสลักและใบเสมาโดยรอบ ส่วนคอกม้าท้าวบารสเป็นเพิงหินใหญ่ที่มีใบเสมาปักอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีถ้ำวัว ถ้ำคน ถ้ำพระ และรอยพระพุทธบาทหลังเต่า

    พระพุทธบาทบัวบกและศรัทธายุคหลัง

    บนภูพระบาทยังมีชั้นความศรัทธาที่ใหม่กว่าสมัยทวารวดีมาก จุดสำคัญที่สุดคือรอยพระพุทธบาทบัวบกในวัดพระพุทธบาทบัวบก ชื่อบัวบกนี้มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากชื่อสถานที่ในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานพระธาตุพนมที่เล่าถึงรอยพระพุทธบาทหลายแห่งในลุ่มน้ำโขง

    ตามประวัติที่เล่าต่อกันมา พระอาจารย์ศรีทัตถ์ ญาณสัมปันโน มาพบซากศาสนสถานเดิมแล้วชักชวนชาวพุทธช่วยกันบูรณะ เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2462 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2473 รอยพระบาทเป็นรอยเท้าขวา กว้างราว 92 เซนติเมตร ยาวราว 160 เซนติเมตร ลึกราว 75 เซนติเมตร ทำโดยฉาบปูนทับรอยเดิม

    นักวิชาการด้านคติชนบางท่าน เช่น ศ.ดร.ธีรวัฒน์ แสนคำ เสนอว่ารอยพระบาทแห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในรอยพระบาทที่ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับไว้ให้นาคบูชา ข้อเสนอนี้มาจากการตีความตำนาน และยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีช่วยกำหนดอายุ ทุกปีในเดือนมีนาคมมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกที่ผู้คนจากอีสานและลาวเดินทางมาร่วม

    เส้นทางสู่มรดกโลกและการดูแลรักษา

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอภูพระบาทขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566 ในขณะนั้นไทยมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพียง 3 แห่ง คือสุโขทัย อยุธยา และบ้านเชียง ก่อนที่ศรีเทพจะได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกัน และภูพระบาทตามมาในปีถัดไป

    ยูเนสโกรับรองภูพระบาทด้วยเกณฑ์สองข้อ เกณฑ์ที่ 3 คือเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประเพณีใบเสมา ส่วนเกณฑ์ที่ 5 คือเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่อย่างตั้งใจและกว้างขวาง พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์ มีเขตกันชนอีกราว 599 เฮกตาร์

    ในทางกฎหมาย พื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองทั้งโดยพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. 2504 ที่แก้ไขใน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กรมศิลปากรจึงต้องทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569 ที่จัดทำโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศให้ภูพระบาทเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อราว พ.ศ. 2532 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงต้นทศวรรษ 2530 แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปี พ.ศ. 2534

    วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 46 ประกาศให้ภูพระบาทเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากเมืองโบราณศรีเทพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีก่อนหน้า หลังจากนั้นจำนวนผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นมาก การดูแลใบเสมาและภาพเขียนสีจากการสัมผัสและการกัดกร่อนจึงเป็นงานสำคัญของอุทยาน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) อ.บ้านผือ
    พิกัด 17.730814, 102.357573 (17°43′50.9″N 102°21′27.3″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในความดูแลของกรมศิลปากร มีศูนย์บริการข้อมูลและเส้นทางเดินเท้าวนผ่านหอนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอกม้าท้าวบารส และถ้ำภาพเขียนสี ควรเตรียมรองเท้าเดินป่าและไม่สัมผัสภาพเขียนสีหรือใบเสมา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 3,000 ปีก่อน: ประเพณีหินตั้ง. ผู้คนปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ ตามคำอธิบายของนักวิชาการ
    • ราว 3,000–2,000 ปีก่อน: ภาพเขียนสีบนเพิงหิน. คนยุคก่อนประวัติศาสตร์เขียนภาพคน สัตว์ และฝ่ามือ อายุยังเป็นการประเมิน
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. 7): พุทธศาสนาเข้ามา. ยูเนสโกระบุว่าพุทธศาสนาเข้าสู่พื้นที่ในช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): วัฒนธรรมเสมาทวารวดี. ดัดแปลงเพิงหินเป็นศาสนสถานและปักใบเสมาล้อมรอบ
    • พุทธศตวรรษที่ 14–16 (ค.ศ. 9–11): กู่นางอุสา. ศาสนสถานหินเล็กที่มีใบเสมาปักครบแปดทิศ
    • สมัยล้านช้าง: ศาสนสถานสืบเนื่อง. สลักพระพุทธรูปและใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
    • ไม่ทราบแน่ชัด: ตำนานอุสา-บารส. ชาวบ้านตั้งชื่อโขดหินตามนิทานพื้นบ้านอีสาน
    • พ.ศ. 2462–2473 (ค.ศ. 1919–1930): บูรณะพระพุทธบาทบัวบก. พระอาจารย์ศรีทัตถ์และชาวพุทธสร้างศาสนสถานครอบรอยพระบาท
    • ราว พ.ศ. 2532–2534 (ค.ศ. ราว 1989–1991): อุทยานประวัติศาสตร์. กรมศิลปากรจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): แผนแม่บท. เริ่มแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ครม. เห็นชอบ. อนุมัติให้เสนอภูพระบาทต่อยูเนสโก
    • 27 ก.ค. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในฐานะประจักษ์พยานวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี

    รู้หรือไม่

    มรดกโลกแห่งที่ 5

    ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากสุโขทัย อยุธยา บ้านเชียง และศรีเทพ

    เสมาอยู่ที่เดิม

    ใบเสมาจำนวนมากบนภูพระบาทยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งหาได้ยากในแหล่งอื่น

    ชื่อพ่อตาลูกเขย

    ชื่อวัดพ่อตาและวัดลูกเขยมาจากตำนานการแข่งสร้างวัดระหว่างพญากงพานกับท้าวบารส

    รอยพระบาทขนาดยักษ์

    รอยพระพุทธบาทบัวบกยาวราว 160 เซนติเมตรและลึกราว 75 เซนติเมตร เป็นรอยเท้าขวาที่ฉาบปูนทับรอยเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period – UNESCO
    2. Phu Phra Bat Historical Park – Wikipedia
    3. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – วิกิพีเดีย
    4. หอนางอุสา – วิกิพีเดีย
    5. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – กรมศิลปากร
    6. Phu Phra Bat Historical Park – Atlas Obscura
    7. ทำไม ภูพระบาท ถึงเป็น แหล่งหินตั้ง ในวัฒนธรรมทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    8. วิวัฒนาการจาก หินตั้ง สู่ เสมา ผีและพุทธใน ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    9. รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์บน ภูพระบาท ทำไมถึงชื่อ พระบาทบัวบก – ศิลปวัฒนธรรม
    10. ครม. เห็นชอบเสนอ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก – Thai PBS
    11. ไขปริศนา ภาพเขียนสี ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    12. ภาพเขียนสีภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ภูพระบาท
    2014020508 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020506 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020509 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านเชียง

    บ้านเชียง

    ภาพประกอบ: Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    หมู่บ้านในอุดรธานีที่ซ่อนชุมชนเกษตรกรและช่างสำริดยุคก่อนประวัติศาสตร์ไว้ใต้ดิน จนกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกด้านโบราณคดีของไทย · ราว 4,000–1,700 ปีก่อน (ช่วงเวลายังถกเถียงกัน)

    ที่ตั้งตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
    ค้นพบพ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)
    ขนาดเนินดินรูปไข่ ราว 500 x 1,350 เมตร สูงราว 8 เมตร
    มรดกโลกขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
    หลักฐานเด่นภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดง เครื่องมือและเครื่องประดับสำริด หลุมฝังศพ
    การขุดค้นใหญ่กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พ.ศ. 2517–2518
    พื้นที่มรดกโลกราว 30 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 760 เฮกตาร์
    หลุมศพจากการขุดค้นปี 2517–2518อย่างน้อย 142 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเชียงตั้งอยู่บนเนินดินรูปไข่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บนแอ่งสกลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รอบเนินมีลำห้วยและที่ราบลุ่มที่เหมาะกับการทำนา

    เนินดินนี้เกิดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่อาศัย ทำกิน และฝังศพในที่เดิมเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินจึงทับถมสูงขึ้นจนเป็นเนินสูงราว 8 เมตร ปัจจุบันหมู่บ้านบ้านเชียงยังตั้งอยู่บนเนินเดียวกัน

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะเขียนลายสีแดง: หม้อดินเผาลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวล ภาพจำของบ้านเชียง เป็นของสมัยปลายของแหล่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • กำไลสำริด: กำไลหล่อสำริดสวมข้อมือและข้อเท้าของผู้ตาย หลักฐานการหล่อโลหะยุคแรก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน: หลุมฝังศพที่เปิดให้ชมในที่เดิม เห็นโครงกระดูกและภาชนะเรียงตามชั้นดิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดโพธิ์ศรีใน บ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ในหมู่บ้าน สะดุดรากต้นไม้ล้มลงบนทางเดิน แล้วสังเกตเห็นปากไหดินเผาโผล่จากพื้นดิน เขาเห็นว่าลวดลายแปลกตา จึงเก็บตัวอย่างส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

    ข่าวการค้นพบทำให้ไหลายเขียนสีแดงจากบ้านเชียงเป็นที่ต้องการของนักสะสม การลักลอบขุดหาโบราณวัตถุจึงแพร่หลาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จทอดพระเนตรหลุมขุดค้นในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) ชาวบ้านและหน่วยงานรัฐจึงตื่นตัวช่วยกันปกป้องแหล่งมากขึ้น

    กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975) กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียขุดค้นครั้งใหญ่ นำโดยพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน ได้โบราณวัตถุและตัวอย่างรวมหนักหลายตัน

    การสะดุดรากไม้ครั้งเดียวของนักศึกษาคนหนึ่ง เปิดประตูสู่ชุมชนช่างสำริดที่ถูกลืมมาหลายพันปี

    เบื้องหลังการขุดค้นครั้งใหญ่

    หลังสตีเฟน ยัง พบไหโบราณ เขานำตัวอย่างไปให้พันธุ์ทิพย์ บริพัตร แห่งวังสวนผักกาด และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรดู ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง และพบโครงกระดูก สำริด และภาชนะดินเผาอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นร่วมระหว่างกรมศิลปากรกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียใน พ.ศ. 2517–2518 มีพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน เป็นผู้อำนวยการร่วม ทีมงานบันทึกหลุมฝังศพได้อย่างน้อย 142 หลุม และขนส่งภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะรวมราว 6 ตันไปวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกา

    งานวิเคราะห์สะดุดลงเมื่อกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี จอยซ์ ไวท์ จึงรับช่วงโครงการบ้านเชียงต่อ ผลงานเรื่องโลหะของไวท์และเอลิซาเบธ แฮมิลตัน ตีพิมพ์เป็นชุดหนังสือสี่เล่ม และเล่มสุดท้ายออกใน พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือราวครึ่งศตวรรษหลังการขุดค้น

    วัตถุสำริดที่พบมีทั้งกำไลข้อมือ แหวน กำไลข้อเท้า ลวดและแท่งโลหะ หัวหอก ขวานและผึ่ง ตะขอ ใบมีด และกระดิ่งเล็ก ๆ งานวิจัยของไวท์จัดวัตถุโลหะเป็น 9 กลุ่ม พร้อมกับเบ้าหลอม แม่พิมพ์ และตะกรันโลหะ ซึ่งยืนยันว่าการหล่อโลหะเกิดขึ้นในชุมชนตั้งแต่ระยะแรก

    สิ่งที่พบ

    บ้านเชียงพบหลุมฝังศพมนุษย์กว่าร้อยหลุม ร่วมกับภาชนะดินเผาจำนวนมาก ภาชนะยุคแรกเป็นสีดำมีลายขีดขูด ยุคกลางมีหลายรูปทรง ส่วนยุคปลายเป็นภาชนะสีนวลเขียนลายสีแดงเป็นวงก้นหอยและลายโค้งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเชียง ภาชนะลายเขียนสีแดงนี้มีอายุราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200

    นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือและเครื่องประดับสำริด เช่น ขวาน หัวหอก กำไล และกระพรวน พร้อมเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ ซึ่งแสดงว่าชาวบ้านเชียงหล่อสำริดเองในชุมชน ในชั้นที่ใหม่กว่ายังพบเครื่องมือเหล็กและลูกปัดแก้ว

    หลักฐานอื่นบอกเรื่องชีวิตประจำวัน ได้แก่ แกลบข้าวในเนื้อดินภาชนะ กระดูกหมู ไก่ สุนัข และกระดูกควายในชั้นยุคหลัง แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และยังล่าสัตว์หาปลาควบคู่กัน หลักฐานการทำสงครามหรืออาวุธมีน้อยมาก

    สามสมัยของภาชนะดินเผา

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นการอยู่อาศัยของบ้านเชียงเป็นสมัยต้น สมัยกลาง และสมัยปลาย โดยใช้รูปแบบภาชนะดินเผาที่ฝังร่วมกับศพเป็นตัวช่วยสำคัญ ภาชนะเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีศพเป็นส่วนใหญ่ จึงประณีตกว่าภาชนะใช้งานทั่วไป

    ภาชนะสมัยต้นมีทั้งลายขีด ลายเชือกทาบ ลายเขียนสี และลวดลายปั้นแปะ ฝีมือละเอียดจนนักวิจัยชื่นชมว่ามีความซับซ้อนตั้งแต่แรกเริ่ม สมัยกลางนิยมภาชนะทรงหักมุมที่ทาสีบริเวณขอบปาก และบางหลุมพบว่ามีการทุบภาชนะให้แตกแล้วโรยทับร่างผู้ตาย

    ภาชนะเขียนลายสีแดงบนพื้นสีนวลที่ทำให้บ้านเชียงโด่งดัง เป็นของสมัยปลาย ซึ่งหมายความว่าช่างปั้นของบ้านเชียงทำภาชนะต่อเนื่องกันมาเกือบ 2,000 ปีก่อนจะถึงยุคลายแดงนี้ ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับบ้านเชียงจึงเป็นเพียงช่วงท้ายของเรื่องราวทั้งหมด

    ชีวิตและสุขภาพของคนบ้านเชียง

    ไมเคิล เปียทรูเซวสกี และมิเชล ทูมีย์ ดักลาส ศึกษาโครงกระดูกจากบ้านเชียงแล้วพบว่าคนที่นี่ใช้ร่างกายหนักและกระฉับกระเฉง แต่แทบไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กัน เศรษฐกิจเป็นแบบผสม คือทำนา ล่าสัตว์ และเก็บของป่า ไปพร้อมกับการทำโลหะ

    ข้อมูลจากโครงกระดูก 127 โครงที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ระบุว่า ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 165–175 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 150–157 เซนติเมตร และอายุขัยเฉลี่ยราว 27–34 ปี งานวิเคราะห์ของทีมสหรัฐฯ ยังพบว่าอายุขัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจากราว 30.4 ปีเป็น 28.1 ปีหลังจากเริ่มใช้ควายในการเกษตร

    กระดูกสัตว์ที่อำพัน กิจงาม และชาร์ลส์ ไฮแอม ศึกษา มีทั้งวัวป่าสองชนิดคือกระทิงและวัวแดง ซึ่งแสดงว่ายังมีการล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนร่องรอยบ้านเรือนชี้ว่าคนบ้านเชียงน่าจะอยู่ในบ้านใต้ถุนสูงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายบ้านชนบทอีสานที่เห็นได้ในปัจจุบัน

    ทองแดงและดีบุกมาจากไหน

    สำริดคือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก แต่ในพื้นที่บ้านเชียงเองไม่มีแร่ทั้งสองชนิด ชาวบ้านเชียงจึงต้องได้โลหะหรือแร่มาจากที่อื่น นี่คือหลักฐานว่าชุมชนเกษตรกรในแอ่งสกลนครเชื่อมต่อกับเครือข่ายแลกเปลี่ยนที่กว้างไกล

    การค้นพบที่บ้านเชียงจุดประกายให้เกิดโครงการโบราณโลหวิทยาในประเทศไทย นำโดยสุรพล นาถะพินธุ และวินเซนต์ พิกอตต์ ซึ่งเริ่มงานภาคสนามใน พ.ศ. 2527 โครงการนี้สำรวจแหล่งเหมืองทองแดงภูโล้นริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย และขุดค้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2528 พบว่ามีการทำเหมืองทองแดงอย่างน้อยตั้งแต่สหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และอาจส่งแร่หรือโลหะมายังชุมชนวัฒนธรรมบ้านเชียงที่อยู่ปลายน้ำ

    อีกแหล่งผลิตทองแดงสำคัญอยู่ที่หุบเขาวงพระจันทร์ใกล้ลพบุรี ซึ่งมีแหล่งโนนป่าหวาย โนนหมากลา และนิลกำแหง ภาพรวมจึงเป็นเครือข่ายเหมืองแร่และหมู่บ้านช่างโลหะที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสานและภาคกลาง โดยบ้านเชียงเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ใช้และหล่อโลหะ

    ความสำคัญ

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยยกย่องว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บ้านเชียงช่วยให้เห็นพัฒนาการของชุมชนเกษตรกรรมที่ค่อย ๆ รับและพัฒนาเทคโนโลยีโลหะ จากหมู่บ้านทำนาธรรมดาไปสู่ชุมชนที่ผลิตสำริดและเหล็กใช้เอง ต่อมายังเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีในภาคอีสานอีกหลายแห่ง

    ผลการศึกษาดีเอ็นเอโบราณที่เผยแพร่ในช่วงหลังยังพบว่าคนยุคเหล็กแถบบ้านเชียงมีพันธุกรรมต่างจากคนวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า สะท้อนว่าผู้คนเข้ามาสู่ดินแดนไทยหลายเส้นทาง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    ช่วงแรก การหาอายุด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ให้ตัวเลขเก่ามาก บางค่าย้อนไปกว่า 5,000 ปีก่อน มีการพูดกันว่าบ้านเชียงอาจเป็นแหล่งผลิตสำริดที่เก่าที่สุดในโลก ตัวเลขนี้ยังถูกอ้างในสื่อไทยจนถึงปัจจุบัน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแล้ว

    ปัจจุบันยังมีสองแนวคิดหลัก ฝ่ายของจอยซ์ ไวท์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้ค่าอายุจากข้าวในภาชนะ เสนอว่าชุมชนเริ่มราว 2,100 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 2,000–1,800 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฝ่ายของชาร์ลส์ ไฮแอม หาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ เสนอว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล

    ความต่างนี้ยังโยงไปถึงคำถามว่าความรู้เรื่องสำริดมาจากไหน ลำดับเวลาแบบไฮแอมสอดคล้องกับการรับเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้ ขณะที่ลำดับเวลาแบบไวท์เปิดทางให้เส้นทางอื่น ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ

    ปัจจุบัน

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในความดูแลของกรมศิลปากรจัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเชียง ใกล้กันมีหลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งเปิดให้เห็นโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิมที่พบ

    ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาตรวจยึดโบราณวัตถุที่ลักลอบนำออกจากไทยจำนวนมากในปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Antiquity ต่อมาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐฯ ได้ส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงหลายร้อยชิ้นกลับมาไทย ชาวบ้านเชียงเองก็ยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาลายเลียนแบบโบราณเป็นงานหัตถกรรมของชุมชน

    ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นการสืบสวนลับนาน 5 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ก่อนจะบุกตรวจค้น 13 จุดในแคลิฟอร์เนียและชิคาโกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ยึดโบราณวัตถุได้กว่า 10,000 ชิ้น หลายชิ้นมาจากบ้านเชียง พิพิธภัณฑ์โบเวอร์สส่งคืนวัตถุ 542 ชิ้น และพิพิธภัณฑ์มิงเกส่งคืน 68 ชิ้น ส่วนเจ้าของแกลเลอรีที่รับสารภาพใน พ.ศ. 2558 ต้องคืนโบราณวัตถุอีก 337 ชิ้น

    ชุมชนบ้านเชียงในปัจจุบันเป็นชาวไทพวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อราว 200 ปีก่อน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงจึงมีอาคารจัดแสดงวิถีชีวิตไทพวนแยกออกมาด้วย นอกเหนือจากอาคารนิทรรศการหลักที่เล่าเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง อ.หนองหาน
    พิกัด 17.407222, 103.236228 (17°24′26.0″N 103°14′10.4″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง หลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีในอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงอยู่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงของกรมศิลปากร และหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่แสดงโครงกระดูกและภาชนะในตำแหน่งที่พบจริง ในหมู่บ้านมีร้านเครื่องปั้นดินเผาลายบ้านเชียงและผ้าทอของชุมชน

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,100–1,500 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มอาศัยบนเนิน ปีที่แน่ชัดยังถกเถียงกัน
    • ราว 2,000–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคสำริด. เริ่มใช้และหล่อสำริด ตัวเลขต่างกันตามแนวคิดของนักวิชาการ
    • สหัสวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.: เหมืองทองแดงภูโล้น. มีการทำเหมืองทองแดงริมแม่น้ำโขงที่อาจส่งโลหะมายังวัฒนธรรมบ้านเชียง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ภาชนะลายเขียนสีแดง. ยุคปลายที่ผลิตภาชนะลายเขียนสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์
    • ส.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบไหโบราณ. จุดเริ่มต้นความสนใจของนักวิชาการ
    • 20 มี.ค. พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): เสด็จทอดพระเนตร. รัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จชมหลุมขุดค้น
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นครั้งใหญ่. กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบหลุมศพอย่างน้อย 142 หลุม
    • พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): กอร์แมนเสียชีวิต. งานวิเคราะห์ผลการขุดค้นล่าช้าออกไป
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): โครงการโบราณโลหวิทยา. สำรวจและขุดค้นเหมืองทองแดงภูโล้น จังหวัดเลย
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
    • ม.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ตรวจยึดของโบราณในสหรัฐฯ. บุกค้น 13 จุด ยึดโบราณวัตถุกว่า 10,000 ชิ้น
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เกิดข้อถกเถียงรอบใหม่. ทีมไฮแอมเสนอลำดับเวลาใหม่ และไวท์โต้แย้ง ในปีเดียวกันผู้ค้าโบราณวัตถุรับสารภาพในสหรัฐฯ
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): หนังสือชุดโลหะเล่มสุดท้าย. ผลวิเคราะห์โลหะบ้านเชียงของไวท์และแฮมิลตันครบชุด

    รู้หรือไม่

    เนินที่คนสร้างเอง

    เนินบ้านเชียงสูงราว 8 เมตร เกิดจากการอยู่อาศัยและฝังศพซ้อนกันหลายพันปี

    ชื่อเสียงที่มาพร้อมการลักลอบขุด

    ความนิยมไหลายเขียนสีแดงในตลาดนักสะสมทำให้มีการลักลอบขุดอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 2510

    หลอมเองในหมู่บ้าน

    การพบเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ยืนยันว่าชาวบ้านเชียงผลิตสำริดเอง

    ไม่มีอาวุธโลหะ

    ในบรรดาสำริดที่พบ แทบไม่มีอาวุธสำหรับสงคราม และโครงกระดูกก็มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้น้อยมาก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Chiang Archaeological Site – UNESCO World Heritage Centre
    2. Ban Chiang – Wikipedia
    3. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    4. Charles Higham: the dating game and the saga of Ban Chiang – Current World Archaeology
    5. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง – กรมประชาสัมพันธ์
    6. Ban Chiang Ceramics – ISEAA
    7. Ban Chiang National Museum – Museum Thailand
    8. Thailand Archaeometallurgy Project – Penn Museum

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเชียง
    Welcome to Ban Chiang World Heritage · User:Mattes · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Tribal Culture · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Woman making pots · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang excavations · Steve from Bangkok, Thailand · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Neolithic Pottery from Ban Chiang. Bangkok National Museum, b082 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Pots and sherds Steve took back to Bangkok · Barondare · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)

    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)

    ภาพประกอบ: Chedi Ku Kut, Wat Chamadevi เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี (2026) – IMG 05 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดเก่าแก่ชานเมืองลำพูนที่มีเจดีย์ทรงปราสาทห้าชั้นประดับพระพุทธรูปยืน 60 องค์ หลักฐานสำคัญของศิลปะหริภุญชัย · ราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 (ตามหลักฐานศิลปะ)

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
    ชื่อเดิมวัดกู่กุด หมายถึงเจดีย์ที่ยอดหักหายไป
    เจดีย์องค์ใหญ่สุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้น สูงราว 21 เมตร
    เจดีย์องค์เล็กรัตนเจดีย์ ทรงแปดเหลี่ยม สูงราว 11.5 เมตร
    พระพุทธรูปพระยืนในซุ้มชั้นละ 12 องค์ รวม 60 องค์
    อายุตามหลักศิลปะราวพุทธศตวรรษที่ 17–18
    จารึกสำคัญจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 อักษรมอญ พบ พ.ศ. 2465
    ระยะทางราว 1 กิโลเมตรทางตะวันตกของเมืองเก่าลำพูน

    ที่ตั้งและชื่อวัด

    วัดจามเทวีตั้งอยู่ทางตะวันตกของตัวเมืองลำพูน นอกแนวคูเมืองโบราณของหริภุญชัย ชาวบ้านเรียกกันมานานว่าวัดกู่กุด คำว่า "กู่" ในภาษาเหนือหมายถึงเจดีย์หรือที่บรรจุอัฐิ ส่วน "กุด" หมายถึงด้วนหรือหัก

    ชื่อนี้มาจากสภาพของเจดีย์องค์ใหญ่ที่ยอดหักหายไปตามกาลเวลา ต่อมาวัดได้รับชื่อใหม่ว่าวัดจามเทวี เพื่อระลึกถึงพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ของหริภุญชัยตามตำนาน

    หลักฐานสำคัญ

    • เจดีย์กู่กุด (สุวรรณจังโกฏ): เจดีย์ศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมซ้อนห้าชั้น ยอดหักหายไป จึงเรียกว่ากู่กุด (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระพุทธรูปปูนปั้นในซุ้ม: ซุ้มด้านละสามซุ้ม ห้าชั้น รวม 60 องค์ ศิลปะหริภุญชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดจามเทวี) ดูภาพถ่ายจริง

    ตำนานและประวัติการสร้าง

    ตามตำนานท้องถิ่น เจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดยโอรสของพระนางจามเทวี เพื่อบรรจุอัฐิของพระมารดาหลังสิ้นพระชนม์ ตำนานนี้จัดให้การสร้างอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับพระนางจามเทวี

    เอกสารล้านนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ให้เรื่องเล่าอีกแบบหนึ่ง ระบุว่าพระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์ชื่อมหาพลเจดีย์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 และต่อมาพญาสัพพสิทธิ์ได้บูรณะหลังเจดีย์เสียหายจากแผ่นดินไหว ส่วนรัตนเจดีย์องค์เล็กแปดเหลี่ยมนั้น เอกสารท้องถิ่นระบุว่าพญาสัพพสิทธิ์เป็นผู้สร้าง

    นักประวัติศาสตร์ศิลปะส่วนใหญ่กำหนดอายุจากรูปแบบเจดีย์และพระพุทธรูป ว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งตรงกับช่วงปลายของแคว้นหริภุญชัย และห่างจากยุคพระนางจามเทวีตามตำนานหลายร้อยปี

    เจดีย์ที่ยอดหักไปนานแล้วกลับกลายเป็นหลักฐานที่ครบที่สุดของสถาปัตยกรรมหริภุญชัย

    สิ่งที่เห็นในวัด

    สุวรรณจังโกฏิเจดีย์หรือเจดีย์กู่กุดเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนกันห้าชั้น ลดหลั่นขึ้นไปคล้ายพีระมิด สูงราว 21 เมตร แต่ละด้านของแต่ละชั้นมีซุ้มจระนำสามซุ้ม ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น รวมชั้นละ 12 องค์ ทั้งหมด 60 องค์

    พระพุทธรูปเหล่านี้ปั้นแบบนูนสูงติดกับผนังซุ้ม หน้าตาเป็นแบบหริภุญชัย ที่น่าสนใจคือหลายองค์มีหนวดเหนือริมฝีปาก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบน้อยมากในพระพุทธรูปทั่วไป

    รัตนเจดีย์ตั้งอยู่ใกล้กัน เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐ สูงราว 11.5 เมตร แต่ละด้านมีซุ้มพระพุทธรูปยืนเช่นกัน ยอดของรัตนเจดีย์ก็หักหายไปแล้วเหมือนเจดีย์องค์ใหญ่

    ดูเจดีย์กู่กุดให้ละเอียด

    เจดีย์องค์ใหญ่มีหลายชื่อ เอกสารเก่าเรียกว่ามหาพลเจดีย์ ส่วนชื่อที่ใช้ในปัจจุบันคือสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ตัวเจดีย์เป็นแท่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันห้าชั้น แต่ละชั้นเล็กลงตามลำดับ ทำให้ภาพรวมดูคล้ายพีระมิดที่ตัดยอดออก

    บนแต่ละด้านของแต่ละชั้นมีซุ้มโค้งสามซุ้มเรียงกัน ภายในเป็นพระพุทธรูปยืนปูนปั้นนูนสูง ชั้นหนึ่งจึงมีพระ 12 องค์ และห้าชั้นรวมได้ 60 องค์ การจัดวางที่ซ้ำกันเป็นจังหวะเช่นนี้ทำให้มองจากมุมใดก็เห็นพระพุทธรูปหันออกสู่ทุกทิศ

    รัตนเจดีย์ที่อยู่ใกล้กันใช้ผังแปดเหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนแล้วตกแต่งด้วยปูนปั้น ชั้นแรกเหนือฐานมีพระพุทธรูปยืนแปดองค์ ด้านละหนึ่งองค์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นที่เล็กลงและมีซุ้มเล็ก ๆ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเจดีย์องค์นี้สร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยพญาสัพพสิทธิ์

    เมื่อเทียบสองเจดีย์ จะเห็นว่าช่างหริภุญชัยใช้แนวคิดเดียวกันคือเจดีย์ที่มีซุ้มพระพุทธรูปล้อมรอบเป็นชั้น ๆ แต่ลองเล่นกับผังทั้งสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม แนวคิดนี้แตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาที่ล้านนานิยมในเวลาต่อมา

    จารึกอักษรมอญจากวัดกู่กุด

    วัดจามเทวีเป็นแหล่งพบจารึกอักษรมอญโบราณที่สำคัญของลำพูน หลักหนึ่งคือจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 ทำจากหินทรายรูปใบเสมา กว้างราว 98 เซนติเมตร สูงราว 124 เซนติเมตร จารึกทั้งสองด้านรวม 38 บรรทัด เป็นภาษาบาลีและมอญโบราณ พบที่วัดนี้ใน พ.ศ. 2465 และปัจจุบันเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    อีกหลักหนึ่งคือจารึกวัดกู่กุด 2 หรือที่ฐานข้อมูลเรียกว่าจารึกอนาจักรปุญชัย เป็นใบเสมาหินทรายขนาดเล็กกว่า มีข้อความเพียง 8 บรรทัด และยังเก็บรักษาไว้ที่วัด จารึกทั้งสองหลักกำหนดอายุไว้ในพุทธศตวรรษที่ 17

    จารึกกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาตั้งแต่สมัยที่โรเบิร์ต ฮัลลิเดย์ อ่านจารึกมอญลำพูน และมีการเผยแพร่ต่อโดย ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล เนื้อความกล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิหรือพญาสัพพสิทธิ์ที่ทำบุญสร้างวัดและปฏิสังขรณ์เจดีย์ หลายแหล่งตีความว่านี่คือหลักฐานการซ่อมเจดีย์ราว พ.ศ. 1761 หลังแผ่นดินไหว แต่รายละเอียดการอ่านและการโยงเข้ากับเจดีย์องค์ใดยังเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการตีความ

    คุณค่าของจารึกเหล่านี้คือทำให้เราได้ยินเสียงของคนหริภุญชัยเอง ในภาษาของพวกเขาเอง ไม่ต้องพึ่งตำนานล้านนาที่เขียนขึ้นหลังจากนั้นหลายร้อยปีเพียงอย่างเดียว

    ความสำคัญ

    เจดีย์กู่กุดเป็นตัวอย่างสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรมหริภุญชัยที่ยังเหลืออยู่ค่อนข้างครบ นักวิชาการชี้ว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นคล้ายสัตตมหาปราสาทที่เมืองโปโลนนารุวะในศรีลังกา สะท้อนการติดต่อทางพระพุทธศาสนาระหว่างหริภุญชัยกับลังกา

    รูปแบบนี้ยังส่งต่อไปยังเจดีย์ในยุคต่อมา เช่น สุวรรณเจดีย์ในวัดพระธาตุหริภุญชัย และเจดีย์เหลี่ยมที่เวียงกุมกามในเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นหลังพญามังรายยึดหริภุญชัยแล้ว แสดงว่าช่างล้านนารับมรดกจากหริภุญชัยไปใช้ต่อ

    มรดกที่ส่งต่อไปยังล้านนา

    เมื่อพญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นใกล้เชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) มีการสร้างเจดีย์ที่ชาวบ้านเรียกต่อมาว่าเจดีย์เหลี่ยม ชื่อเดิมคือวัดกู่คำ เจดีย์องค์นี้เป็นทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้นที่มีซุ้มพระพุทธรูปเรียงรายแบบเดียวกับเจดีย์กู่กุด จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าราชสำนักล้านนายุคแรกรับรูปแบบเจดีย์หริภุญชัยไปใช้

    อย่างไรก็ตาม เจดีย์เหลี่ยมถูกซ่อมใหญ่โดยพ่อค้าชาวพม่าใน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) ทำให้รายละเอียดหลายอย่างเปลี่ยนเป็นแบบพม่า ผู้ที่ต้องการเห็นรูปแบบเจดีย์ห้าชั้นที่ใกล้ต้นแบบที่สุดจึงยังต้องมาดูที่วัดกู่กุด

    ข้อถกเถียง

    คำถามแรกคืออายุของเจดีย์ ตำนานผูกการสร้างเข้ากับพระนางจามเทวีในพุทธศตวรรษที่ 13 แต่หลักฐานด้านศิลปะชี้ไปที่พุทธศตวรรษที่ 17–18 นักวิชาการจึงมักมองว่าตำนานเป็นความทรงจำทางศาสนาที่ยกย่องผู้ก่อตั้งเมือง มากกว่าเป็นบันทึกปีสร้างจริง

    คำถามที่สองคือพระพุทธรูปมีหนวด โดยทั่วไปรูปทั้ง 60 องค์ถูกเรียกว่าพระพุทธรูป แต่นักวิชาการบางท่านเสนอว่าอาจหมายถึงพระอรหันตสาวก และช่างใส่หนวดเพื่อแยกให้ต่างจากองค์พระพุทธเจ้า ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นข้อยุติ

    บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ. 2538 อธิบายว่าหนวดของรูปปั้นเป็นเส้นขีดเหนือริมฝีปากบนที่ปลายสะบัดขึ้น และมองว่าเป็นความตั้งใจของช่างหริภุญชัยที่จะแยกรูปพระอรหันต์ออกจากพระพุทธรูป บทความเดียวกันยังเทียบรูปทรงเจดีย์กับสัตตมหาปราสาทในศรีลังกา ซึ่งช่วยหนุนแนวคิดว่าหริภุญชัยรับอิทธิพลทางศาสนาจากลังกา

    เรื่องเล่าท้องถิ่น

    ตามตำนาน วัดนี้ผูกพันกับพระนางจามเทวีหลายทาง นอกจากเรื่องที่โอรสสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระมารดาแล้ว เรื่องเล่าท้องถิ่นบางสำนวนยังเล่าว่าพระนางให้นายขมังธนูยิงลูกศรออกไป แล้วใช้จุดที่ลูกศรตกเป็นที่ตั้งวัด

    ในวิหารหลังใหม่ของวัดมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลัวะที่ตามตำนานหลงรักพระนางจามเทวีและพยายามพุ่งหอกจากดอยสุเทพมายังเมืองหริภุญชัยเพื่อขอพระนาง ภาพนี้แสดงว่าตำนานยังเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนลำพูนจนทุกวันนี้

    เรื่องเหล่านี้ควรอ่านในฐานะตำนานที่สะท้อนความศรัทธาและความสัมพันธ์ระหว่างคนมอญกับคนลัวะในความทรงจำของท้องถิ่น ส่วนเหตุการณ์ในเรื่องยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง

    ปัจจุบัน

    เจดีย์ทั้งสององค์ได้รับการบูรณะหลายครั้ง รวมถึงงานของกรมศิลปากรในช่วงทศวรรษ 2510 ปัจจุบันวัดยังมีพระสงฆ์จำพรรษา และมีรูปเคารพของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาที่ชาวลำพูนนับถือ

    วัดจามเทวีเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่สนใจศิลปะหริภุญชัย เดินทางจากวัดพระธาตุหริภุญชัยได้ไม่ไกล จึงชมคู่กันได้ในวันเดียว

    พิกัดและการนำทาง

    เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    พิกัด 18.581550, 98.996366 (18°34′53.6″N 98°59′46.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดจามเทวีอยู่ในเขตตัวเมืองลำพูน ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัยไม่ไกล เข้าชมเจดีย์กู่กุดและรัตนเจดีย์ได้ภายในวัด ควรแต่งกายสุภาพ ชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยในตัวเมือง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13: ยุคพระนางจามเทวีตามตำนาน. ตำนานเล่าว่าโอรสของพระนางสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระมารดา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17: มหาพลเจดีย์. ชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าพระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์
    • พุทธศตวรรษที่ 17: จารึกอักษรมอญ. จารึกใบเสมาหินทรายที่วัดกู่กุดถูกสร้างขึ้น
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17–18: อายุตามหลักฐานศิลปะ. รูปแบบเจดีย์และพระพุทธรูปตรงกับศิลปะหริภุญชัยตอนปลาย
    • ราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. ราว 1218): พญาสัพพสิทธิ์บูรณะ. ซ่อมเจดีย์หลังแผ่นดินไหวตามที่เอกสารท้องถิ่นเล่า
    • พุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 13): รัตนเจดีย์. เจดีย์แปดเหลี่ยมองค์เล็กสร้างขึ้นในสมัยพญาสัพพสิทธิ์
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. ราว 1287): เจดีย์เหลี่ยมเวียงกุมกาม. ล้านนาสร้างเจดีย์ห้าชั้นตามแบบกู่กุด
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): สิ้นยุคหริภุญชัย. พญามังรายยึดเมืองลำพูน
    • พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922): พบจารึก. พบจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 ที่วัด
    • ทศวรรษ 2470 (ค.ศ. ทศวรรษ 1930): บูรณะครั้งใหม่. วัดได้รับการบูรณะและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
    • ทศวรรษ 2510 (ค.ศ. ทศวรรษ 1970): กรมศิลปากรบูรณะ. อนุรักษ์เจดีย์ทั้งสององค์
    • พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995): ข้อเสนอเรื่องพระมีหนวด. บทความในศิลปวัฒนธรรมเสนอว่ารูปมีหนวดอาจเป็นพระอรหันต์

    รู้หรือไม่

    60 องค์ ชั้นละ 12

    เจดีย์กู่กุดมีห้าชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มด้านละสามซุ้ม รวมชั้นละ 12 องค์ จึงได้พระพุทธรูปยืน 60 องค์พอดี

    พระมีหนวด

    พระพุทธรูปบนเจดีย์กู่กุดหลายองค์มีหนวด ซึ่งพบไม่บ่อยในศิลปะพุทธในไทย

    ญาติห่าง ๆ ในศรีลังกา

    รูปทรงเจดีย์กู่กุดถูกเทียบกับสัตตมหาปราสาทที่โปโลนนารุวะ ศรีลังกา

    ภาพพุ่งหอกในวิหาร

    จิตรกรรมในวิหารของวัดเล่าตำนานขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำลัวะที่พุ่งหอกจากดอยสุเทพเพื่อขอพระนางจามเทวี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Wat Chamadevi – Wikipedia
    2. Wat Chamathewi – Discover with Timothy
    3. วัดจามเทวี – จังหวัดลำพูน
    4. ทำไมช่างที่ลำพูน ปั้นพระพุทธรูปมีหนวด – ศิลปวัฒนธรรม
    5. วัดจามเทวี (ลำพูน) – หอจดหมายเหตุ ศ.สุภัทรดิศ ดิศกุล
    6. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ 2 – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
    7. จารึกอนาจักรปุญชัย (วัดกู่กุด 2) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
    8. Wat Chedi Liam – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    Wat Chammathewi (Wat Chamadevi) before restoration (undated image, before 1974) · แสงจันทร์ ไตรเกษม · Public domain · Wikimedia Commons
    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    ThaiLamphunKukut09 · Ziegler175 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    Chedi-liam-full-height-wat-chedi-liam-wiang-kum-kam-chiang-mai-thailand · Pratyeka · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัดพระธาตุหริภุญชัย

    วัดพระธาตุหริภุญชัย

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดหลวงกลางเมืองลำพูน ที่พระธาตุองค์ทองเป็นหัวใจของแคว้นหริภุญชัยและเป็นศูนย์กลางศรัทธาของล้านนาสืบมาเกือบพันปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ถึงปัจจุบัน

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
    ผู้สร้างตามตำนานพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์หริภุญชัย
    ปีที่สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (ตัวเลขต่างกันตามเอกสาร)
    รูปทรงปัจจุบันเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา บูรณะใหญ่สมัยพระเจ้าติโลกราช ราว พ.ศ. 1990
    สุวรรณเจดีย์เจดีย์ทรงปราสาทหลังคาลาด รูปแบบหริภุญชัย
    ความเชื่อพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา
    ความสูงพระธาตุราว 46 เมตร
    จารึกสำคัญจารึกหริปุญชปุรี พ.ศ. 2043 สมัยพระเมืองแก้ว

    ที่ตั้งและภูมิหลัง

    วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารตั้งอยู่กลางเมืองลำพูน ริมแม่น้ำกวง เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางของแคว้นหริภุญชัย อาณาจักรของชาวมอญในที่ราบลุ่มแม่ปิงตอนบน ก่อนที่พญามังรายจะยึดเมืองและตั้งอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 19

    ตามตำนานพื้นเมือง หริภุญชัยก่อตั้งโดยฤษีวาสุเทพ แล้วเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้ขึ้นมาครองเมือง ราชวงศ์ของพระนางปกครองต่อมาหลายรุ่น พระเจ้าอาทิตยราชผู้สร้างพระธาตุคือกษัตริย์องค์หนึ่งในราชวงศ์นี้

    ปัจจุบันพระธาตุหริภุญชัยถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของลำพูน และเป็นหนึ่งในพระธาตุที่ชาวล้านนานับถือสูงสุด

    หลักฐานสำคัญ

    • พระบรมธาตุหริภุญชัย: เจดีย์ทรงระฆังบุทองจังโก สูงราว 46 เมตร ศูนย์กลางพุทธศาสนาของลำพูน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกอักษรมอญโบราณ: ศิลาจารึกภาษามอญจากลำพูน หลักฐานว่าหริภุญชัยเป็นเมืองของชาวมอญ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย) ดูภาพถ่ายจริง

    กำเนิดพระธาตุตามตำนาน

    ตามตำนานในเอกสารล้านนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานพระธาตุหริภุญชัย พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมายังดินแดนนี้และทำนายว่าภายหลังจะมีพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่นี่ ต่อมาเมื่อพระธาตุผุดขึ้นในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช พระองค์จึงสร้างเจดีย์ครอบไว้

    ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า เมื่อพระเจ้าอาทิตยราชตั้งจิตอธิษฐานขอพบพระบรมธาตุ พระธาตุก็ปรากฏลอยขึ้นเหนือพื้นและเปล่งแสงสว่างไปทั่วเมือง แล้วจมหายลงในดิน ก่อนจะผุดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อคลายความสงสัยของพระองค์ กษัตริย์จึงอัญเชิญพระธาตุลงในผอบทองคำและสร้างเจดีย์ครอบไว้ เรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่าสืบกันมา จึงควรอ่านในฐานะความเชื่อทางศาสนา

    ตามตำนาน เจดีย์องค์แรกเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยม สูงราว 12 ศอก มีซุ้มประตูสี่ด้าน ภายในบรรจุพระบรมธาตุส่วนกระโหลก กระดูกอก และกระดูกนิ้ว

    ราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน แต่พระธาตุกลางเมืองลำพูนยังได้รับการทำนุบำรุงจากผู้ปกครองทุกยุค

    การสร้างและบูรณะในประวัติศาสตร์

    ปีที่สร้างพระธาตุยังไม่ลงตัว พงศาวดารโยนกระบุราว พ.ศ. 1586 ส่วนการคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ให้ปีขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอาทิตยราชราว พ.ศ. 1590 แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษบางแห่งระบุปี ค.ศ. 1044 หรือ 1064 และสื่อไทยบางแห่งยังอ้างตัวเลขเก่าคือ พ.ศ. 1440 นักวิชาการส่วนใหญ่จึงนิยมระบุกว้าง ๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    หลังจากนั้นพระธาตุถูกบูรณะต่อเติมหลายครั้ง สมัยพญาสัพพสิทธิ์ในราชวงศ์จามเทวีมีการเสริมซุ้มประตู ต่อมาในยุคล้านนา รูปทรงค่อย ๆ เปลี่ยนจากทรงปราสาทเป็นทรงกลมแบบลังกา

    การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดเกิดในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. 1447) พระองค์ขยายองค์พระธาตุให้สูงใหญ่ขึ้นเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมาในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 พระเจ้ากาวิละได้ถวายฉัตรทองคำเก้าชั้นประดับยอด

    ลำดับการบูรณะทีละยุค

    เอกสารที่รวบรวมประวัติพระธาตุช่วยให้เห็นว่าเจดีย์องค์นี้เติบโตขึ้นทีละชั้นตามยุคสมัย จุดเริ่มต้นคือสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาทของพระเจ้าอาทิตยราช ต่อมาพญาสัพพสิทธิ์ซึ่งเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์จามเทวีได้ซ่อมแซมและทำซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ

    เมื่อพญามังรายผนวกหริภุญชัยเข้ากับล้านนา รูปทรงพระธาตุถูกปรับจากทรงปราสาทให้เป็นเจดีย์ฐานกลม ในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 มีการปิดทององค์พระธาตุ และใน พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราชขยายองค์พระธาตุให้สูงราว 92 ศอก ฐานกว้างยาวราว 52 ศอก ซึ่งเป็นโครงหลักที่เห็นในปัจจุบัน

    สมัยพระเมืองแก้ว ราว พ.ศ. 2043 มีการสร้างหอพระธรรมไว้ในวัดตามที่บันทึกในศิลาจารึก ส่วนในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 หลังล้านนาฟื้นตัวจากยุคสงคราม พระเจ้ากาวิละได้ถวายฉัตรทองคำประดับยอด

    ในยุคใหม่ เกิดแผ่นดินไหวราว พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ทำให้วิหารหลังเดิมพังลง ช่วงทศวรรษ 2460 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้นำการบูรณะวิหารหลวงของวัดนี้ งานศึกษาด้านศิลปะมองว่าวิหารหลวงหลังนี้เป็นต้นแบบสำคัญของงานช่างสายครูบาศรีวิชัยที่ไปปรากฏในวัดอื่น ๆ ทั่วล้านนา

    รูปทรงและส่วนประกอบของพระธาตุ

    พระธาตุองค์ปัจจุบันสูงราว 46 เมตร เอกสารเก่าบันทึกขนาดเป็นหน่วยไทยว่าสูง 25 วา 2 ศอก และฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก 1 คืบ องค์เจดีย์ตั้งบนฐานซ้อนหลายชั้นที่ค่อย ๆ เล็กลง ต่อด้วยองค์ระฆัง บัลลังก์ และปล้องไฉนที่เรียวขึ้นไปถึงยอดฉัตร

    ผิวนอกหุ้มด้วยแผ่นทองจังโกซึ่งเป็นโลหะผสมทองแดงปิดทอง บนองค์ระฆังยังมีแผ่นสำริดดุนเป็นรูปพระพุทธรูปติดไว้โดยรอบ ทำให้พระธาตุสะท้อนแสงเป็นสีทองเกือบตลอดวัน

    รอบองค์พระธาตุมีรั้วสองชั้น ฉัตรประจำมุมทั้งสี่ หอเล็กสี่หลังที่ประดิษฐานพระพุทธรูป โคมประทีป และแท่นบูชา ผังเช่นนี้ทำให้ลานรอบพระธาตุเป็นพื้นที่ทำพิธีที่ผู้คนเดินเวียนประทักษิณได้

    ทางเข้าด้านหน้าวัดหันออกสู่แม่น้ำกวง มีสิงห์ปูนปั้นคู่ใหญ่สูงราว 3 เมตรเฝ้าอยู่ ข้อมูลของวัดระบุว่าสิงห์คู่นี้สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช คราวเดียวกับการขยายพระธาตุ และผ่านการซ่อมใหญ่มาแล้ว มุมตะวันตกเฉียงใต้ของลานยังมีมณฑปรอยพระพุทธบาทสี่รอยซ้อนกันบนแผ่นหิน

    สิ่งสำคัญภายในวัด

    องค์พระธาตุหุ้มด้วยแผ่นทองจังโก ฐานเป็นชั้นบัวซ้อนกัน มีรั้วล้อมและฉัตรประจำมุม ภาพพระธาตุองค์นี้ปรากฏบนเหรียญหนึ่งสตางค์ของไทย

    ทางด้านหนึ่งของพระธาตุมีสุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทหลังคาลาดซ้อนชั้นแบบศิลปะหริภุญชัย ตามตำนานพระนางปทุมวดี มเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช เป็นผู้สร้าง แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งให้ปีสร้างช้ากว่านั้นมาก คือราว ค.ศ. 1418 (พ.ศ. 1961) ทำให้ยังสรุปอายุจริงได้ไม่แน่ชัด

    นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวงที่สร้างใหม่หลังแผ่นดินไหวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 หอไตรไม้ที่งดงาม และหอระฆังซึ่งเก็บฆ้องสำริดขนาดใหญ่ที่หล่อขึ้นราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860)

    จารึกและโบราณวัตถุของวัด

    หลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญจากวัดนี้คือจารึกหริปุญชปุรี เป็นแผ่นหินทรายสีแดงรูปใบเสมา สูงราว 142 เซนติเมตร จารด้วยอักษรฝักขามเป็นภาษาไทย ระบุศักราช พ.ศ. 2043 ซึ่งตรงกับสมัยพระเมืองแก้วแห่งเชียงใหม่

    เนื้อความเล่าถึงการสร้างหอพระธรรมสำหรับเก็บคัมภีร์พระธรรมครบแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ และการสร้างพระพุทธรูปทองคำไว้ประจำหอ จารึกนี้แสดงว่ากษัตริย์ล้านนายังให้ความสำคัญกับวัดพระธาตุในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพระธรรมด้วย ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เติบโตมาจากการรวบรวมจารึก โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุทางพุทธศาสนาไว้ในบริเวณวัดตั้งแต่ราว พ.ศ. 2470 ต่อมาจึงย้ายไปอยู่อาคารใหม่ฝั่งตรงข้ามวัด ผู้ที่อยากเห็นพระพุทธรูปและเศียรพระศิลปะหริภุญชัยตัวจริงจึงเดินข้ามถนนไปชมต่อได้ทันที

    ความสำคัญ

    พระธาตุหริภุญชัยเป็นหลักฐานที่เชื่อมยุคหริภุญชัยกับยุคล้านนา แม้ราชวงศ์มอญจะสิ้นอำนาจไปแล้ว กษัตริย์ล้านนายังคงทำนุบำรุงพระธาตุนี้อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่สืบต่อข้ามราชวงศ์

    ในคติล้านนา พระธาตุองค์นี้เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา ผู้คนจากทั่วภาคเหนือจึงเดินทางมานมัสการ

    ทุกปีจะมีประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือนแปดเหนือ ตรงกับเดือนหกของภาคกลาง มีการตั้งเสาและชักรอกน้ำสรงขึ้นไปยังองค์พระธาตุ โดยใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากดอยขะม้อและจากทั่วจังหวัด

    ประเพณีรอบปีของวัด

    นอกจากงานสรงน้ำพระธาตุในเดือนแปดเหนือ วัดพระธาตุหริภุญชัยยังเป็นที่จัดงานโคมแสนดวงของลำพูน ซึ่งเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2555 ด้วยโคมราวหนึ่งพันดวง แล้วเพิ่มขึ้นทุกปีจนใน พ.ศ. 2568 มีโคมกว่า 20,000 ดวง งานจัดช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน ชาวบ้านช่วยกันแขวนโคมรอบลานพระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามคติล้านนาที่ผูกกับการฟังเทศน์มหาชาติ

    ชาวล้านนายังมีคติพระธาตุประจำปีเกิด ซึ่งจับคู่ปีนักษัตรแต่ละปีกับพระธาตุสำคัญในดินแดนต่าง ๆ พระธาตุหริภุญชัยถูกจับคู่กับปีระกา ทำให้มีผู้คนจากต่างถิ่นแวะมานมัสการตลอดปี คตินี้เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา ไม่ได้มาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์

    ปัจจุบัน

    วัดพระธาตุหริภุญชัยยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาและมีกิจกรรมทางศาสนาตลอดปี ผู้มาเยือนสามารถเดินชมพระธาตุ สุวรรณเจดีย์ วิหาร และหอไตรได้ในบริเวณเดียว

    ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยหริภุญชัยและล้านนา ช่วยให้เข้าใจเรื่องราวของเมืองลำพูนได้ครบขึ้น

    พิกัดและการนำทาง

    พระบรมธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
    พิกัด 18.577105, 99.008501 (18°34′37.6″N 99°00′30.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารอยู่กลางเมืองลำพูน เดินทางจากเชียงใหม่ได้สะดวก ภายในวัดมีพระธาตุ สุวรรณเจดีย์ วิหาร หอไตร และหอระฆัง ควรแต่งกายสุภาพ ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยที่จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยหริภุญชัย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13: ตำนานกำเนิดหริภุญชัย. ตามตำนาน พระนางจามเทวีเสด็จจากละโว้มาครองเมือง
    • ราว พ.ศ. 1586–1590 (ค.ศ. ราว 1043–1047): สร้างพระธาตุ. ตามพงศาวดารและชินกาลมาลีปกรณ์ พระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์ครอบพระบรมธาตุ
    • สมัยราชวงศ์จามเทวี: พญาสัพพสิทธิ์บูรณะ. เสริมซุ้มประตูรอบองค์พระธาตุ
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): พญามังรายยึดหริภุญชัย. ลำพูนเข้าสู่อาณาจักรล้านนา และพระธาตุถูกปรับเป็นทรงฐานกลม
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. ต้นศตวรรษที่ 15): ปิดทององค์พระธาตุ. มีการปิดทองหุ้มองค์พระธาตุ
    • ราว พ.ศ. 1961 (ค.ศ. ราว 1418): สุวรรณเจดีย์. ปีสร้างตามแหล่งข้อมูลบางแห่ง ขณะที่ตำนานโยงกับพระนางปทุมวดี
    • ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. ราว 1447): พระเจ้าติโลกราชบูรณะ. ขยายพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆังสูงราว 92 ศอก
    • พ.ศ. 2043 (ค.ศ. 1500): จารึกหริปุญชปุรี. พระเมืองแก้วสร้างหอพระธรรมและพระพุทธรูปทองคำ
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 (ค.ศ. ต้นศตวรรษที่ 19): ฉัตรทองคำ. พระเจ้ากาวิละถวายฉัตรทองคำเก้าชั้น
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): หล่อฆ้องใหญ่. ฆ้องสำริดขนาดใหญ่ถูกนำมาไว้ที่วัด
    • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): แผ่นดินไหว. วิหารหลังเดิมพังลง
    • ทศวรรษ 2460 (ค.ศ. ทศวรรษ 1920): ครูบาศรีวิชัยบูรณะ. สร้างวิหารหลวงหลังใหม่ซึ่งกลายเป็นต้นแบบงานช่างล้านนาสายครูบา
    • ราว พ.ศ. 2470 (ค.ศ. ราว 1927): รวบรวมโบราณวัตถุ. เริ่มเก็บจารึกและโบราณวัตถุไว้ในวัด ต้นทางของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย
    • ปัจจุบัน: ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ. จัดทุกปีในวันเพ็ญเดือนแปดเหนือ

    รู้หรือไม่

    อยู่บนเหรียญ

    พระธาตุหริภุญชัยปรากฏบนด้านหลังของเหรียญหนึ่งสตางค์ของไทย

    พระธาตุประจำปีระกา

    ชาวล้านนาเชื่อว่าคนเกิดปีระกาควรมานมัสการพระธาตุหริภุญชัยสักครั้งในชีวิต

    ตัวเลขหลายชุด

    ปีที่สร้างพระธาตุในเอกสารต่าง ๆ ห่างกันหลายร้อยปี เพราะตำนานแต่ละฉบับนับศักราชต่างกัน

    ฆ้องยักษ์

    ฆ้องสำริดที่หล่อเมื่อ พ.ศ. 2403 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฆ้องที่ใหญ่ที่สุดใบหนึ่งของโลก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Wat Phra That Hariphunchai – Wikipedia
    2. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน – ห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ
    3. พระธาตุหริภุญชัยในเอกสารตำนาน – GotoKnow
    4. วัดพระธาตุหริภุญชัย – ผู้จัดการออนไลน์
    5. Thailand Lexicon – Wat Phrathat Haripunchai
    6. Wat Phra That Haripunchai – Discover with Timothy
    7. ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย – Love Thailand
    8. ตำนานการพบพระธาตุในชินกาลมาลีปกรณ์ – GotoKnow
    9. จารึกหริปุญชปุรี – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    10. งานสถาปัตยกรรมแบบครูบาศรีวิชัย – วารสารศิลปกรรมศาสตร์ (ThaiJO)
    11. Hariphunchai National Museum – Lamphun Province
    12. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย – เดลินิวส์
    13. แสงแห่งศรัทธา โคมแสนดวง เมืองลำพูน – ไทยโพสต์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Wat Phra That Hariphunchai (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Ho Trai, Wat Phra That Hariphunchai (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Buddha statues of Wat Phra That Hariphunchai · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    026 Golden Chedi (9203640237) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    028 Golden Chedi and Parasol (9203633909) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    015 Old Suwanna Chedi (9206474254) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน

    ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน

    ภาพประกอบ: Tham Lot (cave), Entrance, Thailand · Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    กลุ่มถ้ำบนเทือกเขาหินปูนของปางมะผ้า ที่เก็บร่องรอยนักล่าสัตว์หาของป่ายุคน้ำแข็งไว้คู่กับโลงไม้ลึกลับอายุกว่าพันปี · ราว 40,000 ปีก่อน ถึงราว 1,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
    ถ้ำลอดถ้ำหินปูนยาวราว 1,666 เมตร มีลำน้ำลางไหลผ่าน
    ถ้ำผีแมนขุดค้นโดยเชสเตอร์ กอร์แมน ช่วงกลางทศวรรษ 1960
    สตรีแห่งถ้ำลอดโครงกระดูกหญิง อายุราว 13,640 ปีก่อน
    วัฒนธรรมโลงไม้อายุส่วนใหญ่ราว 1,700 ปีก่อน พบในถ้ำราว 85 แห่ง
    นักวิจัยหลักศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช มหาวิทยาลัยศิลปากร
    เพิงผาบ้านไร่ที่อยู่อาศัยราว 12,500–8,000 ปีก่อน และสุสานโลงไม้ราว 2,100–1,200 ปีก่อน
    ความยาวโลงสูงสุดราว 9 เมตร วางบนเสา 6 ต้น

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    อำเภอปางมะผ้าตั้งอยู่บนที่สูงของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ใกล้ชายแดนเมียนมา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาหินปูนที่ถูกน้ำกัดเซาะมานานจนเกิดถ้ำและเพิงผานับร้อยแห่ง ภูมิประเทศแบบนี้ให้ทั้งที่หลบภัย แหล่งน้ำ และป่าที่อุดมด้วยพืชและสัตว์ จึงดึงดูดผู้คนมาอาศัยตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ถ้ำลอดเป็นถ้ำใหญ่ที่มีลำน้ำลางไหลทะลุผ่านภูเขา ความยาวของระบบถ้ำวัดได้ราว 1,666 เมตร ชื่อ "ลอด" มาจากการที่น้ำและคนสามารถลอดผ่านจากปากถ้ำด้านหนึ่งไปออกอีกด้านหนึ่งได้ ใกล้ปากถ้ำมีเพิงผาที่นักโบราณคดีเรียกว่าเพิงผาถ้ำลอด ซึ่งกลายเป็นแหล่งขุดค้นสำคัญ

    ถ้ำผีแมนอยู่ในเขตปางมะผ้าเช่นกัน ตั้งอยู่บนไหล่เขาสูงราว 650 เมตรจากระดับทะเล มองลงไปเห็นลำธารเล็ก ๆ ด้านล่าง ในภาษาอังกฤษถ้ำนี้รู้จักกันในชื่อ Spirit Cave ซึ่งแปลตรงจากชื่อไทย

    หลักฐานสำคัญ

    • เครื่องมือหินกะเทาะแบบโฮบิเนียน: หินกรวดแม่น้ำที่กะเทาะด้านเดียว พบนับพันชิ้นในถ้ำลอดและเพิงผาบ้านไร่ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติถ้ำลอด และมหาวิทยาลัยศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง
    • โลงผีแมน: โลงไม้ซุงขุดเป็นรางยาว วางบนคานในถ้ำ อายุราว 2,000 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ถ้ำในอำเภอปางมะผ้า ชมได้ในถ้ำลอดและถ้ำผีแมน) ดูภาพถ่ายจริง
    • โครงกระดูกในเพิงผาถ้ำลอด: หลุมฝังศพอายุราว 12,000 ถึง 13,600 ปี หนึ่งในหลักฐานมนุษย์ยุคแรกของภาคเหนือ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ชาวบ้านในปางมะผ้าพบโลงไม้ขนาดใหญ่วางอยู่ในถ้ำมานานแล้ว และเรียกโลงเหล่านี้ว่า "โลงผีแมน" เพราะเชื่อว่าเป็นของผีหรือคนรุ่นก่อนที่ไม่มีใครรู้จัก บางคนเล่าว่าเป็นฝีมือคนลัวะ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้สร้างโลงเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มชาติพันธุ์ใดในปัจจุบัน

    งานวิชาการครั้งแรกที่ทำให้ถ้ำผีแมนมีชื่อเสียงระดับโลกเกิดขึ้นช่วงกลางทศวรรษ 1960 เมื่อเชสเตอร์ กอร์แมน นักโบราณคดีชาวอเมริกัน เข้ามาขุดค้น ชั้นดินในถ้ำหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่แบ่งได้หลายชั้นการอยู่อาศัย

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2541–2542 (ค.ศ. 1998–1999) ทีมของ ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับนักภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล สำรวจและทำแผนที่ถ้ำโลงไม้อย่างละเอียดราว 50 แห่ง จากนั้นจึงขุดค้นเพิงผาถ้ำลอดในช่วง พ.ศ. 2544–2545 และอีกครั้งใน พ.ศ. 2549

    ในถ้ำเดียวกันมีทั้งรอยเท้าของนักล่ายุคน้ำแข็ง และโลงไม้สักที่ใครบางคนแบกขึ้นหน้าผาเมื่อพันกว่าปีก่อน

    ชั้นดินและลำดับเวลาที่ถ้ำผีแมน

    แม้ชั้นดินในถ้ำผีแมนจะหนาไม่ถึงหนึ่งเมตร กอร์แมนก็แยกได้ 4 ชั้นหลัก ซึ่งสะท้อนการเข้ามาใช้ถ้ำอย่างน้อย 5 ช่วง ชั้นที่ 2 ยังแบ่งย่อยเป็นชั้น 2 และ 2a โดยชั้น 2a อายุอ่อนกว่า การหาอายุด้วยคาร์บอนจากถ่านในชั้นที่ 2 ถึง 4 ได้ค่าราว 11,000 ถึง 5,500 ปีก่อนคริสตกาล

    ชั้นบนสุดคือชั้นที่ 1 แตกต่างจากชั้นล่างอย่างชัดเจน ในชั้นนี้เท่านั้นที่พบเศษภาชนะดินเผา ขวานหินขัด 3 ชิ้น และมีดหินชนวนขัดขนาดเล็ก 2 เล่ม ของใหม่เหล่านี้ไม่ปรากฏในชั้นที่เก่ากว่าเลย นักวิชาการจึงมองว่าเป็นช่วงที่วัฒนธรรมทางวัตถุเปลี่ยนไปมาก ต่อมามีการหาอายุยางไม้ที่ติดอยู่บนเศษภาชนะ ได้ค่าราว 1,400 ปีก่อนคริสตกาล

    ส่วนชั้นล่างมีเครื่องมือหินที่ทำจากหินควอร์ตไซต์เนื้อหยาบเป็นหลัก ต่อมามีนักวิจัยลองหาอายุจากก้ามปูน้ำจืดที่พบในหลายชั้น ได้ค่าราว 7,850 ถึง 6,500 ปีก่อนคริสตกาล แต่ค่าอายุเรียงกลับหัวกับลำดับชั้น คือชั้นล่างกลับดูอ่อนกว่าชั้นบน จึงเป็นไปได้ว่าดินบางชั้นถูกรบกวนหรือปะปนกัน

    สิ่งที่พบ

    ในถ้ำผีแมน กอร์แมนพบเครื่องมือหินแบบวัฒนธรรมโฮบินเหียน ขวานหิน มีดหินชนวน และเศษภาชนะดินเผาซึ่งปรากฏเฉพาะชั้นบนสุด ที่โดดเด่นคือเศษพืชไหม้ไฟจำนวนมาก เช่น หมาก สมอ และพืชตระกูลถั่ว ผลการหาอายุชี้ว่ามีคนใช้ถ้ำนี้ในช่วงราว 12,000 ถึง 7,000 ปีก่อน

    ที่เพิงผาถ้ำลอด ทีมนักโบราณคดีไทยพบเครื่องมือหินกว่า 1,700 ชิ้น ร่องรอยเตาไฟ และฟันสัตว์ราว 2,000 ชิ้นจากสัตว์กว่า 30 ชนิด ชั้นดินเก่าที่สุดมีอายุราว 40,000 ปีก่อน นอกจากนี้ยังพบหลุมฝังศพมนุษย์ 4 โครง

    หนึ่งในนั้นคือโครงกระดูกผู้หญิงอายุราว 13,640 ปีก่อน ถูกฝังในท่างอตัว มีหินทุบวางทับไว้ เธอสูงราว 152 เซนติเมตร และเสียชีวิตเมื่ออายุราว 25–35 ปี นักวิจัยไทยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียได้ขึ้นรูปใบหน้าจำลองของเธอและตีพิมพ์ในวารสาร Antiquity เมื่อ พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017)

    ส่วนโลงไม้เป็นของคนยุคหลังมาก โลงทำจากซุงไม้สักต้นใหญ่ ผ่าครึ่งแล้วขุดเนื้อไม้ข้างในออก บางโลงยาวราว 5 เมตร ปลายโลงมักแกะเป็นรูปหัวสัตว์ วางบนเสาไม้ในถ้ำบนหน้าผาสูง มีการสำรวจพบถ้ำที่มีโลงไม้ในปางมะผ้าราว 85 แห่ง ค่าอายุส่วนใหญ่อยู่ราว 1,700 ปีก่อน

    หลุมศพทั้งสี่ที่เพิงผาถ้ำลอด

    การขุดค้นเพิงผาถ้ำลอดได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในปี พ.ศ. 2545 และจากกองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2549 โครงกระดูกหญิงที่มีชื่อเสียงพบในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) จากหลุมศพทั้งหมด 4 หลุม

    หลุมศพที่ 1 อยู่ตื้นกว่า ลึกจากผิวดินราว 46 เซนติเมตร ร่างถูกวางในท่านอนเหยียดยาว ระบุเพศไม่ได้ มีอายุราว 12,100 ปีก่อน และมีเปลือกหอยกับหอยทากบกวางร่วมอยู่ด้วย ส่วนหลุมศพที่ 2 คือหญิงที่ฝังในท่างอตัวและมีอายุราว 13,640 ปีก่อน หลุมศพที่ 3 และ 4 ถูกรบกวนมาก พบว่าเป็นเด็กอายุราว 9–13 ปี และชายหนุ่มคนหนึ่ง

    หญิงในหลุมที่ 2 ถูกวางนอนตะแคงซ้าย มีหินทุบพาดอยู่บนแขน เหนือหลุมศพมีก้อนกรวดใหญ่ 5 ก้อนกับเศษหินปูนกลม ๆ วางเรียงเป็นวง ซึ่งอาจเป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรม การจัดวางอย่างตั้งใจเช่นนี้ชี้ว่าคนเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนก็มีความเชื่อเกี่ยวกับความตายแล้ว

    ทีมของซูซาน เฮย์ส แห่งมหาวิทยาลัยวูลลองกองในออสเตรเลีย ไม่ได้ใช้การปั้นหน้าแบบนิติเวชทั่วไป แต่ประมาณรูปหน้าจากความสัมพันธ์ระหว่างกะโหลกกับเนื้อเยื่อของคนปัจจุบัน แล้วเทียบกับข้อมูลใบหน้าผู้หญิง 720 คนจาก 25 ประเทศ ผลที่ได้คือหญิงตาเล็กรูปอัลมอนด์ กรามกว้าง และมีหน้าตาแบบมนุษย์สมัยใหม่

    ชีวิตนักล่าสัตว์หาของป่าในหุบเขาปางมะผ้า

    กระดูกสัตว์ในถ้ำผีแมนบอกเราว่าคนกลุ่มนี้กินอะไร ทุกชั้นพบกระดูกกวางป่า นอกจากนี้ยังมีหมูป่า เก้ง ลิงหลายชนิดทั้งค่าง ลิงแสม และชะนี รวมถึงกระรอก อีเห็น หมาไม้ นาก แมวป่า และหมาหริ่ง แสดงว่าพวกเขาล่าสัตว์ได้ทั้งบนพื้นดินและบนต้นไม้

    เศษพืชจากชั้นที่มีอายุราว 9,800 ถึง 8,500 ปีก่อนคริสตกาล มีทั้งหมาก สมอ ถั่ว กระจับ พริกไทย มะซาง มะกอกป่าสกุลคานาเรียม มะเยาหิน และพืชตระกูลแตง พืชเหล่านี้ใช้ได้ทั้งเป็นอาหาร ยา เครื่องเคี้ยว และเชื้อไฟ ภาพที่ได้คือชุมชนเล็ก ๆ ที่รู้จักป่าเขารอบตัวอย่างลึกซึ้ง

    ที่เพิงผาถ้ำลอด ฟันสัตว์กว่า 2,000 ชิ้นจำแนกได้ 31 กลุ่ม มีทั้งแรด อ้นหลายชนิด และหนูพุก เครื่องมือหินทำจากหินหลายชนิด เช่น หินทราย ควอร์ตไซต์ หินโคลน แอนดีไซต์ และหินชนวน รูปแบบที่พบมีทั้งเครื่องมือสับตัด เครื่องมือขูด และเครื่องมือแบบสุมาตราลิธซึ่งเป็นลักษณะเด่นของวัฒนธรรมโฮบินเหียน

    การวิเคราะห์ไอโซโทปออกซิเจนจากแหล่งนี้ยังช่วยบอกสภาพอากาศในอดีต ช่วงราว 35,000 ถึง 20,000 ปีก่อน อากาศชื้นแต่แปรปรวน ช่วงราว 20,000 ถึง 11,500 ปีก่อน อากาศแห้งกว่า และหลังจากนั้นจึงกลับมาชื้นและคงที่ ผู้คนในถ้ำลอดจึงผ่านการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมครั้งใหญ่ในช่วงปลายยุคน้ำแข็งมาแล้ว

    โลงไม้ รูปแบบ และพิธีศพของคนยุคเหล็ก

    โลงไม้ในปางมะผ้ามีความหลากหลายมาก ส่วนใหญ่ทำจากไม้สัก ขุดจากซุงต้นเดียว ปลายโลงแกะเป็นหัวสัตว์ที่มีลวดลายต่างกันไม่น้อยกว่า 50 แบบ บางแบบดูคล้ายหัวแมวหรือหัวหมู โลงบางใบยาวถึงราว 9 เมตร วางบนเสาใหญ่ 6 ต้นที่มีคานขวาง ข้างโลงพบภาชนะดินเผา เครื่องมือ และข้าวของที่เชื่อว่าคนตายจะนำไปใช้ในโลกหลังความตาย

    เพิงผาบ้านไร่ ห่างจากถ้ำลอดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 10 กิโลเมตร เป็นแหล่งที่ช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมโลงไม้ได้ดี งานศึกษาของเชิดศักดิ์ ตีรยาภิวัฒน์ พบว่าเพิงผานี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของนักล่าสัตว์หาของป่าเมื่อราว 12,500 ถึง 8,000 ปีก่อน แล้วว่างไปนาน ก่อนจะถูกใช้เป็นสุสานโลงไม้ในช่วงราว 2,100 ถึง 1,200 ปีก่อน โดยพบโลงไม้ เสารองรับ เศษภาชนะลายเชือกทาบ และเครื่องมือเหล็ก บนผนังยังมีภาพเขียนสีรูปคน 5 คนเคลื่อนไหวรอบวงกลมใหญ่ ซึ่งยังไม่ทราบอายุแน่ชัด

    ในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) มีการพบถ้ำผีแมนอีกแห่งที่มีโลงราว 30 โลง และกระดูกคนมากกว่า 100 คน ข้าวของที่พบรวมถึงโลงลงรัก โลงทาสี ถ้วยไม้กลึงลงรัก อุปกรณ์ทอผ้า และเศษผ้าใยกัญชง หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่าคนโลงไม้มีงานช่างที่ประณีตทั้งงานไม้ งานรัก และงานทอ

    ผลดีเอ็นเอจาก 5 แหล่งยังเผยให้เห็นว่าคนที่ถูกฝังในถ้ำเดียวกันมักเป็นญาติใกล้ชิด เช่น พ่อแม่กับลูก หรือปู่ย่าตายายกับหลาน แต่ละแหล่งยังมีกลุ่มเครือญาติหลายกลุ่ม และมีความสัมพันธ์ห่าง ๆ ข้ามไปยังแหล่งในหุบน้ำอื่น ความหลากหลายของดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียที่สูงชี้ว่าชุมชนนี้มีขนาดใหญ่และติดต่อไปมาหาสู่กันตลอด นักวิจัยจึงสรุปว่าความเป็นเครือญาติมีบทบาทสำคัญในพิธีศพของวัฒนธรรมนี้

    ความสำคัญ

    ถ้ำในปางมะผ้าเล่าเรื่องคนสองยุคที่ห่างกันนับหมื่นปี ยุคแรกคือนักล่าสัตว์หาของป่าในปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งรู้จักเลือกใช้พืชและสัตว์ในป่าเขาอย่างชำนาญ ยุคหลังคือชุมชนยุคเหล็กที่มีพิธีศพซับซ้อน ต้องใช้แรงคนจำนวนมากลากโลงไม้หนักขึ้นไปบนหน้าผา

    ปลาย พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ทีมนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับสถาบันมักซ์พลังค์ของเยอรมนี ตีพิมพ์ผลการถอดรหัสดีเอ็นเอโบราณจากกระดูกและฟัน 33 ตัวอย่างของวัฒนธรรมโลงไม้ในวารสาร Nature Communications และแถลงข่าวในไทยเมื่อต้นปี พ.ศ. 2567

    ผลวิจัยพบว่าคนโลงไม้เมื่อราว 1,700 ปีก่อนมีพันธุกรรมใกล้ชิดกับประชากรโบราณในลุ่มแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีของจีน และแตกต่างจากคนบ้านเชียงในยุคใกล้เคียงกัน ข้อมูลนี้ชี้ว่าผู้คนอาจเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนไทยหลายเส้นทาง ทั้งทางที่สูงด้านตะวันตกและทางที่ราบด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

    ข้อถกเถียง

    เมื่อกอร์แมนรายงานพืชที่พบในถ้ำผีแมน นักโบราณคดีบางคน เช่น วิลเฮล์ม โซลไฮม์ เสนอว่านี่อาจเป็นหลักฐานการเพาะปลูกที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมากในทศวรรษ 1970

    แต่นักวิชาการรุ่นต่อมา รวมถึงชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์ เห็นว่าพืชเหล่านั้นเป็นพืชป่าที่เก็บมากิน ไม่มีเหตุผลพอจะบอกว่ามีการปลูกพืชแล้ว ความเห็นหลักในปัจจุบันจึงมองถ้ำผีแมนเป็นหลักฐานชั้นดีของชีวิตนักล่าสัตว์หาของป่า การหาอายุใหม่จากเปลือกปูน้ำจืดยังให้ค่าที่ไม่ตรงกับลำดับชั้นดิน ทำให้ลำดับเวลาของแหล่งนี้ยังต้องศึกษาต่อ

    อีกคำถามหนึ่งคือใครเป็นผู้สร้างโลงไม้ ความเชื่อท้องถิ่นโยงไปถึงชาวลัวะ แต่ผลดีเอ็นเอบอกได้เพียงว่าคนกลุ่มนี้มีรากทางพันธุกรรมจากทางเหนือ ยังไม่อาจระบุว่าเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของกลุ่มชาติพันธุ์ใดในปัจจุบัน

    ปัจจุบัน

    ถ้ำลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของแม่ฮ่องสอน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมห้องโถงต่าง ๆ โดยมีไกด์ชาวบ้านถือตะเกียงนำทาง และนั่งแพไม้ไผ่ล่องลำน้ำลางในถ้ำ บางห้องยังมีโลงไม้โบราณวางอยู่ให้เห็น

    ทุกวันนี้โลงไม้หลายแห่งชำรุดจากกาลเวลาและการรบกวนของคน นักโบราณคดีจึงย้ำว่าการท่องเที่ยวต้องไปพร้อมกับการอนุรักษ์ เพื่อให้หลักฐานที่เหลืออยู่ยังเล่าเรื่องของคนโบราณต่อไปได้

    พิกัดและการนำทาง

    ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำลอด (ทางเข้าถ้ำลอด) อ.ปางมะผ้า
    พิกัด 19.568236, 98.279700 (19°34′05.6″N 98°16′46.9″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ถ้ำลอดอยู่ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าชมได้โดยมีไกด์ท้องถิ่นนำทางพร้อมตะเกียง และมีแพไม้ไผ่ล่องลำน้ำในถ้ำ ภายในยังเห็นโลงไม้โบราณบางส่วน ถ้ำผีแมนและถ้ำโลงไม้อื่น ๆ อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ควรเข้าชมพร้อมคนท้องถิ่นและไม่แตะต้องโบราณวัตถุ

    ไทม์ไลน์

    • ราว 40,000 ปีก่อน: คนเริ่มใช้เพิงผาถ้ำลอด. ชั้นดินเก่าสุดของเพิงผาถ้ำลอดมีร่องรอยการอยู่อาศัย
    • ราว 20,000–11,500 ปีก่อน: ช่วงอากาศแห้ง. ข้อมูลไอโซโทปจากถ้ำลอดชี้ว่าภูมิอากาศแห้งกว่าช่วงก่อนหน้า
    • ราว 13,640 ปีก่อน: สตรีแห่งถ้ำลอด. หญิงคนหนึ่งถูกฝังในท่างอตัวที่เพิงผาถ้ำลอด
    • ราว 12,500–8,000 ปีก่อน: นักล่าที่เพิงผาบ้านไร่. เพิงผาบ้านไร่ถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย
    • ราว 12,000–7,000 ปีก่อน: ชุมชนโฮบินเหียนที่ถ้ำผีแมน. นักล่าสัตว์หาของป่าใช้ถ้ำและเก็บพืชป่าหลายชนิด
    • ราว 2,300–1,000 ปีก่อน: ยุคของวัฒนธรรมโลงไม้. ช่วงเวลาที่พบการฝังศพในโลงไม้ในถ้ำของปางมะผ้า
    • ราว 1,700 ปีก่อน: วัฒนธรรมโลงไม้รุ่งเรือง. ค่าอายุส่วนใหญ่ของโลงไม้อยู่ในช่วงนี้
    • กลางทศวรรษ 2500 (ค.ศ. กลางทศวรรษ 1960): กอร์แมนขุดค้นถ้ำผีแมน. พบเศษพืชและเครื่องมือหินที่สร้างข้อถกเถียงเรื่องการเกษตร
    • พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): บทความของโซลไฮม์. เสนอใน Scientific American ว่าคนถ้ำผีแมนรู้จักการปลูกพืช
    • พ.ศ. 2541–2542 (ค.ศ. 1998–1999): สำรวจถ้ำโลงไม้. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหิดลทำแผนที่ถ้ำโลงไม้ราว 50 แห่ง
    • พ.ศ. 2544–2549 (ค.ศ. 2001–2006): ขุดค้นเพิงผาถ้ำลอด. พบเครื่องมือหิน เตาไฟ และหลุมศพมนุษย์ 4 โครง
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): พบถ้ำผีแมนแห่งใหม่. มีโลงราว 30 โลงและกระดูกคนกว่า 100 คน
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): ใบหน้าสตรีแห่งถ้ำลอด. ตีพิมพ์ใบหน้าจำลองในวารสาร Antiquity
    • พ.ศ. 2566–2567 (ค.ศ. 2023–2024): ผลดีเอ็นเอโลงผีแมน. เผยความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมกับลุ่มแม่น้ำเหลืองและแยงซี

    รู้หรือไม่

    ชื่อภาษาอังกฤษมาจากภาษาไทย

    Spirit Cave ที่นักโบราณคดีทั่วโลกรู้จัก แปลมาจากชื่อ "ถ้ำผีแมน" ที่ชาวบ้านเรียกกันมาก่อน

    โลงไม้หนักมาก

    โลงบางใบทำจากซุงไม้สักยาวราว 5 เมตร การนำขึ้นไปวางในถ้ำบนหน้าผาต้องอาศัยแรงคนจำนวนมากและการวางแผนร่วมกันของชุมชน

    ใบหน้าจากกะโหลก

    การขึ้นรูปใบหน้าสตรีแห่งถ้ำลอดใช้ข้อมูลเปรียบเทียบจากกะโหลกผู้หญิงหลายร้อยคนจากหลายประเทศ

    วงหินเหนือหลุมศพ

    เหนือหลุมศพสตรีแห่งถ้ำลอดมีก้อนกรวดใหญ่ 5 ก้อนวางเรียงเป็นวง อาจเป็นเครื่องหมายพิธีกรรมที่คนเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนตั้งใจวางไว้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Spirit Cave (Thailand) – Wikipedia
    2. Tham Lod rockshelter – Wikipedia
    3. Genomic portrait of the Iron Age Log Coffin culture – Nature Communications (PMC)
    4. Tham Lot cave – Wikipedia
    5. The Prehistory of Pang Mapha – Cave Lodge
    6. ดีเอ็นเอ โลงผีแมน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. มนุษย์โบราณ 13,000 ปี สตรีแห่งถ้ำลอด – ศิลปวัฒนธรรม
    8. โลงผีแมน ถอดรหัส DNA มนุษย์โบราณ 1,700 ปี – Thai PBS
    9. Ban Rai rockshelter – Wikipedia
    10. Patterns of Habitation and Burial Activity in the Ban Rai Rock Shelter – Asian Perspectives
    11. Genomic portrait and relatedness patterns of the Iron Age Log Coffin culture – DOAJ
    12. Family Relationships in Thailand's Log Coffin Culture Detected – Archaeology
    13. Thailand's Iron Age Log Coffin culture – ScienceDaily
    14. Stone Age woman had modern-looking face – Live Science

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน
    Tham Lot (cave), Thailand · Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน
    Tham Lot (cave), Stalagmites, Thailand · Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน
    Tham Lot (cave), Nam Lod, Thailand · Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน
    Tham Lod Cave (57638588) · Drew Hopper · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
  • คนไทมาจากไหน

    คนไทมาจากไหน

    ภาพประกอบ: Phra Prang Sam Yod (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    จากทฤษฎีเทือกเขาอัลไตที่เคยอยู่ในแบบเรียน สู่หลักฐานทางภาษาศาสตร์และพันธุกรรมที่ชี้ไปยังจีนตอนใต้ และการผสมผสานกับผู้คนที่อยู่มาก่อนในดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 19 (ช่วงการกระจายตัวของภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้)

    ทฤษฎีเก่าที่ถูกยกเลิกคนไทมาจากเทือกเขาอัลไต และน่านเจ้าเป็นอาณาจักรไทย
    ตัดออกจากหลักสูตรพ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978)
    ถิ่นเดิมตามภาษาศาสตร์จีนตอนใต้ แถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม
    ช่วงเวลาการกระจายลงใต้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ 2014)
    หลักฐานพันธุกรรมSun และคณะ 2013 สนับสนุนต้นกำเนิดจากจีนตอนใต้
    รัฐไทยยุคแรกในดินแดนไทยเงินยาง พะเยา สุโขทัย และล้านนา

    คำถามที่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป

    คนไทยหลายรุ่นเคยท่องจำว่าบรรพบุรุษของเราอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ผ่านจีน แล้วตั้งอาณาจักรน่านเจ้าในยูนนาน ก่อนถูกจีนรุกไล่ลงมาทางใต้จนถึงดินแดนไทย เรื่องนี้ฟังดูเหมือนนิยายผจญภัย และเคยถูกสอนอยู่ในโรงเรียนเป็นเวลาหลายสิบปี

    แต่เมื่อนักวิชาการตรวจสอบหลักฐานจริงจัง กลับพบว่าเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานรองรับเลย ทุกวันนี้คำถามว่าคนไทมาจากไหนจึงถูกตอบด้วยวิธีใหม่ คือดูจากภาษา ยีน และโบราณคดี แทนการเล่าเรื่องการเดินทัพของชนชาติเดียว

    ในบทความนี้ใช้คำว่าไท เพื่อหมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไททั้งหมด เช่น ไทยสยาม ลาว ไทใหญ่ ไทลื้อ และจ้วง ส่วนคำว่าไทย ใช้เมื่อพูดถึงคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน

    ทฤษฎีอัลไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

    จุดเริ่มต้นสำคัญคือหนังสือ The Tai Race: Elder Brother of the Chinese ของวิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ มิชชันนารีชาวอเมริกันที่ทำงานกับชาวไทในสยาม พม่า และจีนมานานกว่าสามสิบปี หนังสือตีพิมพ์ที่สหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) หลังจากผู้เขียนเสียชีวิตแล้ว โดยภรรยาเป็นผู้รวบรวม

    ต่อมาใน พ.ศ. 2471 ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เขียนหนังสือชื่อหลักไทย ซึ่งนำแนวคิดของนักเขียนตะวันตกหลายคนมาเรียบเรียงใหม่ เล่าว่าบรรพบุรุษไทเคยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต แล้วอพยพผ่านจีนลงมา หนังสือได้รับการยกย่องอย่างมากในยุคนั้น และกลายเป็นที่มาของเนื้อหาในแบบเรียนประวัติศาสตร์

    ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมเพราะตรงกับกระแสชาตินิยมในช่วงหลัง พ.ศ. 2475 ที่ต้องการเรื่องเล่าว่าคนไทยเป็นชนชาติเก่าแก่และยิ่งใหญ่ ปัญหาคือในบริเวณเทือกเขาอัลไตไม่เคยพบร่องรอยของผู้พูดภาษาตระกูลไทเลย ผู้คนที่อยู่ที่นั่นในสมัยโบราณคือชนเผ่าเร่ร่อนขี่ม้าที่พูดภาษาอื่นโดยสิ้นเชิง

    กระทรวงศึกษาธิการตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) แต่ความเชื่อนี้ยังติดอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมากจนถึงทุกวันนี้

    คนไทยไม่ได้เดินทางมาจากเทือกเขาอัลไต แต่เกิดขึ้นจากการพบกันของผู้คนที่พูดภาษาไทจากจีนตอนใต้กับชาวมอญ ขอม และลัวะ ที่อยู่ในดินแดนนี้มาก่อน

    น่านเจ้าไม่ใช่อาณาจักรไทย

    อีกส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเดิมคือน่านเจ้า อาณาจักรที่รุ่งเรืองในยูนนานระหว่าง พ.ศ. 1281–1445 (ค.ศ. 738–902) แบบเรียนเก่าเคยสอนว่าน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท และเมื่อจีนโจมตี คนไทจึงอพยพลงใต้

    นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันไม่ยอมรับแนวคิดนี้แล้ว หลักฐานชี้ว่าชนชั้นปกครองของน่านเจ้าพูดภาษาในกลุ่มที่ใกล้เคียงกับชาวอี๋ ส่วนประชากรส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวไป๋ ซึ่งทั้งสองกลุ่มอยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-พม่า ไม่ใช่ตระกูลไท

    นักวิชาการบางท่านอธิบายว่า ความเข้าใจผิดเกิดจากการเอาแผนที่การกระจายของชนชาติในปัจจุบันไปทาบกับอดีต ทั้งที่ในสมัยน่านเจ้า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางใต้ของยูนนานอาจเป็นกลุ่มอื่น นอกจากนี้ งานวิจัยพันธุกรรมใน พ.ศ. 2556 ยังพบว่าสมมติฐานที่ว่าคนไทมาจากทางเหนือได้รับการสนับสนุนน้อยมาก

    ภาษาบอกอะไรเรา

    นักภาษาศาสตร์ศึกษาที่มาของคนไทโดยเปรียบเทียบภาษาในตระกูลไทหลายสิบภาษา แล้วย้อนรอยไปหาภาษาบรรพบุรุษที่เรียกว่าภาษาไทดั้งเดิม หลี่ฟางกุ้ยแบ่งภาษาไทออกเป็นสามสาขา คือไทเหนือ ไทกลาง และไทตะวันตกเฉียงใต้ ภาษาไทยกลาง ลาว คำเมือง และไทใหญ่ อยู่ในสาขาตะวันตกเฉียงใต้

    สาขาที่หลากหลายที่สุดพบอยู่ในจีนตอนใต้ โดยเฉพาะแถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม หลักการทางภาษาศาสตร์บอกว่าบริเวณที่ภาษามีความหลากหลายสูงมักเป็นถิ่นเดิม เจมส์ แชมเบอร์เลน ในบทความปี 2016 ในวารสารสยามสมาคม ก็อ้างถึงถิ่นเดิมของภาษาไทดั้งเดิมบริเวณชายแดนกวางสีกับเวียดนาม และมองการกระจายตัวของตระกูลไท-กะไดในบริบทของประวัติศาสตร์จีนโบราณ

    คำถามต่อมาคือคนไทลงมาเมื่อไร พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาคำยืมภาษาจีนในภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้ดั้งเดิมใน ค.ศ. 2014 และพบคำยืมหลายชั้นตามยุคของภาษาจีน ชั้นล่าสุดเป็นคำจากภาษาจีนสมัยกลางตอนปลาย ซึ่งแสดงว่าบรรพบุรุษของภาษาไทยยังอยู่ติดกับคนจีนจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7

    จากหลักฐานนี้ เขาเสนอว่าภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้เริ่มกระจายลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 ซึ่งช้ากว่าที่หลายคนเคยคิด และหมายความว่าคนไทมาถึงดินแดนไทยหลังจากที่ทวารวดี หริภุญชัย และขอมตั้งมั่นแล้ว

    ยีนบอกอะไรเรา

    นักพันธุศาสตร์ก็ศึกษาคำถามเดียวกัน งานของ Hao Sun และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ใน ค.ศ. 2013 วิเคราะห์ตัวอย่างพันธุกรรมจำนวน 916 ตัวอย่างจาก 19 กลุ่มประชากร แล้วทดสอบสมมติฐานสามแบบ คือคนไทมาจากทางเหนือ มาจากจีนตอนใต้ หรือเป็นคนพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่มาตลอด

    ผลการคำนวณให้น้ำหนักกับสมมติฐานจีนตอนใต้มากที่สุด รองลงมาคือสมมติฐานคนพื้นเมือง ส่วนสมมติฐานว่ามาจากทางเหนือได้คะแนนต่ำมาก ผลนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์

    อย่างไรก็ตาม การที่สมมติฐานคนพื้นเมืองได้คะแนนพอสมควร ก็บอกอะไรบางอย่าง คือคนไทยในปัจจุบันมีบรรพบุรุษปนกันหลายสาย งานวิจัยรุ่นหลังหลายชิ้นจึงมองว่าภาษาไทแพร่ไปพร้อมกับผู้คนส่วนหนึ่ง และผู้คนเดิมในพื้นที่ก็หันมาพูดภาษาไทด้วย

    เมืองในหุบเขา: ระบบเมืองของคนไท

    คนไทยุคแรกไม่ได้อพยพมาเป็นกองทัพใหญ่ แต่ค่อยๆ ขยายถิ่นตามหุบเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำที่เหมาะกับการทำนาข้าว เขาตั้งชุมชนในแอ่งที่มีลำน้ำไหลผ่าน ใช้ระบบเหมืองฝายทดน้ำเข้านา และรวมหมู่บ้านหลายแห่งเข้าเป็นเมือง

    เมืองแต่ละแห่งมีเจ้าเมืองปกครอง เมืองเล็กสวามิภักดิ์ต่อเมืองใหญ่ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ความสัมพันธ์เหล่านี้ผูกกันด้วยการแต่งงาน ความภักดี และพิธีกรรม มากกว่าเส้นเขตแดนที่ชัดเจน ระบบนี้ยืดหยุ่นพอให้คนไทรวมผู้คนกลุ่มอื่นเข้ามาอยู่ในเครือข่ายได้

    เมื่อขยายลงมาถึงลุ่มแม่น้ำในภาคเหนือและภาคกลางของไทย คนไทได้พบกับบ้านเมืองที่มีอยู่แล้ว ทั้งชาวมอญในหริภุญชัยและละโว้ ชาวลัวะบนที่สูง และเครือข่ายเมืองที่ขึ้นกับขอม

    รัฐไทยุคแรกในตำนาน: เงินยางและพะเยา

    ตำนานล้านนาเล่าถึงรัฐไทยุคแรกในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนบน ที่สำคัญคือเมืองเงินยาง ตามตำนาน ลาวจักราชผู้นำจากดอยตุงตั้งราชวงศ์ขึ้นราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) ศูนย์กลางอยู่แถบแม่สายและเชียงแสน ตัวเลขนี้มาจากตำนาน จึงยังไม่อาจยืนยันได้ และหากเทียบกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์ก็ดูเก่าเกินไป

    เมืองพะเยาก็มีตำนานคล้ายกัน เล่าว่าขุนจอมธรรมซึ่งเป็นเชื้อสายเงินยางลงมาครองเมือง ตำนานแต่ละฉบับให้ปีไม่ตรงกัน ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1037 ถึง 1131 ต่อมาพญางำเมืองแห่งพะเยากลายเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจในพุทธศตวรรษที่ 19

    ตำนานเหล่านี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คือรัฐไทยุคแรกเติบโตจากการผูกสัมพันธ์ระหว่างผู้นำท้องถิ่นหลายกลุ่ม รวมทั้งชาวลัวะที่อยู่มาก่อน มากกว่าจะเกิดจากชนชาติเดียวที่เดินทางมาจากแดนไกล

    จากการผสมผสานสู่สุโขทัยและล้านนา

    ในพุทธศตวรรษที่ 18–19 รัฐของคนไทเริ่มแข็งแรงพอจะเป็นศูนย์กลางเอง จารึกวัดศรีชุมเล่าว่าพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองยึดเมืองสุโขทัยได้ใน พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ทางเหนือ พญามังรายขึ้นครองเงินยาง สร้างเมืองเชียงราย พ.ศ. 1805 ยึดหริภุญชัย และสร้างเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839

    ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ได้ทำพันธไมตรีต่อกัน แสดงว่าในตอนนั้นมีรัฐไทหลายแห่งที่มีอำนาจทัดเทียมกัน ไม่ได้มีอาณาจักรไทยเพียงแห่งเดียว

    สิ่งที่รัฐเหล่านี้มีเหมือนกันคือรับมรดกจากผู้คนที่อยู่มาก่อน สุโขทัยรับพระพุทธศาสนาจากมอญและลังกา รับศิลปะและคำศัพท์จากขอม ล้านนารับอักษรและพระธาตุจากหริภุญชัย คนไทยในวันนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานหลายร้อยปี ระหว่างผู้คนที่พูดภาษาไทกับชาวมอญ ขอม ลัวะ และกลุ่มอื่นๆ

    ไทม์ไลน์

    • ก่อนพุทธศตวรรษที่ 13 (ค.ศ. ก่อน 700): ภาษาไทดั้งเดิมในจีนตอนใต้. บรรพบุรุษผู้พูดภาษาไทอยู่แถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม ติดต่อกับคนจีน
    • พ.ศ. 1281–1445 (ค.ศ. 738–902): อาณาจักรน่านเจ้า. อาณาจักรในยูนนาน ชนชั้นปกครองพูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า
    • พุทธศตวรรษที่ 13–15 (ค.ศ. 700–1000): ภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้กระจายลงใต้. ตามข้อเสนอของพิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ (2014)
    • ราว พ.ศ. 1181 (ตำนาน) (ค.ศ. 638): ราชวงศ์ลาวจักราช. ตำนานการตั้งเมืองเงินยางแถบเชียงแสน
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): กำเนิดสุโขทัย. พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองยึดสุโขทัย
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. พญามังรายขึ้นครองเงินยางและสร้างเชียงราย
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287): พันธไมตรีสามกษัตริย์. พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา
    • พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923): หนังสือ The Tai Race. งานของ W.C. Dodd ตีพิมพ์หลังผู้เขียนเสียชีวิต
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): หนังสือหลักไทย. ขุนวิจิตรมาตราเผยแพร่ทฤษฎีอัลไต
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): ตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตร. กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกเนื้อหานี้ในแบบเรียน
    • พ.ศ. 2556–2557 (ค.ศ. 2013–2014): หลักฐานใหม่. งานพันธุศาสตร์ของ Sun และคณะ และงานภาษาศาสตร์ของพิทยาวัฒน์

    รู้หรือไม่

    หลักไทยอยู่ในแบบเรียนราวห้าสิบปี

    นับจากหนังสือหลักไทยออกมาใน พ.ศ. 2471 จนถึงการตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 เป็นเวลาราวห้าสิบปีที่นักเรียนไทยหลายรุ่นเรียนเรื่องนี้

    คำยืมจีนเป็นนาฬิกาบอกเวลา

    ภาษาจีนเปลี่ยนเสียงไปตามยุค นักภาษาศาสตร์จึงดูว่าคำยืมจีนในภาษาไทมีเสียงแบบยุคใด เพื่อประมาณว่าบรรพบุรุษคนไทอยู่ใกล้คนจีนจนถึงเมื่อไร

    ญาติทางภาษาที่ใกล้ที่สุด

    ภาษาของชาวจ้วงในกวางสี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในจีน อยู่ในตระกูลภาษาไทเดียวกับภาษาไทย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ จากหลักไทยถึงการเมืองร่วมสมัย (มติชน)
    2. เทือกเขาอัลไตกับคำถามเรื่องต้นกำเนิดคนไทย (The Standard)
    3. The Tai race, elder brother of the Chinese (HathiTrust)
    4. Ancient China had no Thai people (Khaosod English)
    5. Pittayawat Pittayaporn, Layers of Chinese Loanwords in Proto-Southwestern Tai (MANUSYA 2014)
    6. Chamberlain, Kra-Dai and the Proto-History of South China and Vietnam (JSS 2016)
    7. Sun et al., Autosomal STRs Provide Genetic Evidence for the Hypothesis That Tai People Originate from Southern China (PLOS ONE 2013)
    8. Nanzhao (Wikipedia)
    9. Ngoenyang (Wikipedia)
    10. Phayao Kingdom (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ละโว้และอาณาจักรขอมในดินแดนไทย

    ละโว้และอาณาจักรขอมในดินแดนไทย

    ภาพประกอบ: Phimai Historical Park Thailand 02 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    จากเมืองมอญริมแม่น้ำลพบุรี สู่ช่วงที่อำนาจและศิลปะของอาณาจักรพระนครแผ่เข้ามาในภาคกลางและอีสาน ทิ้งปราสาทหิน ถนนโบราณ และถ้อยคำไว้ในภาษาไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 18

    ศูนย์กลางภาคกลางละโว้ หรือลวปุระ (ลพบุรีในปัจจุบัน)
    ขอมแผ่อำนาจถึงละโว้สมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ราว พ.ศ. 1545–1593
    ส่งทูตไปจีนพ.ศ. 1658 และ พ.ศ. 1698 (ค.ศ. 1115 และ 1155)
    ปราสาทหินใหญ่ที่สุดในไทยปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ถนนโบราณพระนคร–พิมาย ยาวราว 225 กิโลเมตร
    ยุครุ่งเรืองสุดท้ายสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ราว พ.ศ. 1724–1761)

    ละโว้: เมืองมอญก่อนยุคขอม

    ก่อนที่ลพบุรีจะมีปรางค์แบบขอม ที่นี่เป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพระพุทธศาสนา จารึกอักษรมอญโบราณที่พบทั้งในภาคกลางและภาคเหนือทำให้นักวิชาการเชื่อว่า ละโว้กับหริภุญชัยมีประชากรกลุ่มเดียวกัน

    ตำนานท้องถิ่นเล่าว่าเมืองนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 1191 (ค.ศ. 648) แต่ตัวเลขนี้มาจากพงศาวดารรุ่นหลังและยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน ส่วนตำนานภาคเหนือก็จดจำละโว้ในฐานะบ้านเกิดของพระนางจามเทวี ผู้ขึ้นไปครองหริภุญชัย

    ละโว้ตั้งอยู่ในจุดที่ดี อยู่บนเส้นทางน้ำที่เชื่อมที่ราบภาคกลางกับที่ราบสูงโคราช จึงเป็นทั้งตลาดและชุมทางที่ใครก็อยากควบคุม เมื่ออาณาจักรขอมที่เมืองพระนครเข้มแข็งขึ้น ละโว้จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

    ศรีจนาศะ: รัฐปริศนาบนที่ราบสูงโคราช

    ก่อนที่ขอมจะครอบคลุมอีสาน มีรัฐหนึ่งที่รู้จักกันจากจารึกเท่านั้น ชื่อว่าศรีจนาศะ หลักฐานแรกคือจารึกบ่ออีกา พบที่เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะที่ถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่ชุมชนสงฆ์

    อายุของจารึกบ่ออีกายังตีความต่างกัน บางท่านกำหนดราว ค.ศ. 790 ขณะที่ยอร์ช เซเดส์เคยเสนอว่าเก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 12–13 หลักฐานชิ้นที่สองคือจารึกศรีจนาศะ ลงศักราช พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) แต่กลับพบไกลถึงพระนครศรีอยุธยา จารึกนี้เขียนด้วยภาษาสันสกฤตและเขมร ไล่รายพระนามกษัตริย์ตั้งแต่พระเจ้าภคทัตต์ลงมา

    ศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ที่ไหนยังเถียงกันไม่จบ นักวิชาการส่วนใหญ่ เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่แถบลุ่มน้ำมูลตอนบน ใกล้เมืองเสมา แต่ ดร.ธิดา สาระยา เสนอว่าอาจอยู่ที่ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และมีผู้เสนอว่าเสมากับศรีเทพอาจเป็นเมืองคู่ที่สัมพันธ์กัน

    หลังจากนั้นศรีจนาศะน่าจะถูกรวมเข้ากับอาณาจักรขอม จารึกเมืองเสมาที่ลงศักราช พ.ศ. 1514 กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งเมืองพระนคร แสดงว่าอำนาจขอมมาถึงลุ่มน้ำมูลแล้วในเวลานั้น

    ขอมไม่ได้ปกครองด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ผูกบ้านเมืองเข้าหากันด้วยถนน ปราสาท โรงพยาบาล และถ้อยคำที่ยังอยู่ในปากคนไทยทุกวัน

    เมื่อขอมเข้าครองละโว้

    ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 เกิดสงครามแย่งราชสมบัติในเมืองพระนครนานหลายปี ผู้ชนะคือพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ซึ่งต่อมาได้ขยายอำนาจมาทางตะวันตกจนถึงลพบุรีและลุ่มเจ้าพระยา ละโว้จึงตกอยู่ใต้การดูแลของเจ้านายเขมรในฐานะเมืองขึ้น

    พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 นับถือพุทธศาสนามหายาน แต่ก็เปิดกว้างต่อพุทธเถรวาทและศาสนาพราหมณ์ ลพบุรีในยุคนี้จึงเป็นเมืองที่หลายความเชื่ออยู่ร่วมกัน ทั้งพระสงฆ์มอญที่สืบมาแต่เดิม และพิธีกรรมแบบราชสำนักขอม

    อย่างไรก็ตาม การปกครองของขอมไม่ได้มั่นคงตลอด ละโว้ส่งคณะทูตไปราชสำนักจีนเองในปี ค.ศ. 1115 และ ค.ศ. 1155 นักประวัติศาสตร์มองว่านี่เป็นสัญญาณว่าบางช่วงละโว้มีอิสระพอจะติดต่อต่างประเทศได้โดยตรง นักวิชาการบางคนจึงเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างละโว้กับเมืองพระนครยืดหยุ่นกว่าการเป็นเมืองขึ้นแบบตายตัว

    ปราสาทหินบนแผ่นดินไทย

    หลักฐานที่ทุกคนเห็นได้ด้วยตาคือปราสาทหิน ปราสาทหินพิมายในจังหวัดนครราชสีมาเป็นศาสนสถานพุทธมหายานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 จารึกเรียกเมืองนี้ว่าวิมายปุระ ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้สู่เมืองพระนคร และนักวิชาการหลายท่านเห็นว่าเป็นต้นแบบทางรูปทรงของปราสาทนครวัด

    ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูที่บูชาพระศิวะ สร้างต่อเติมหลายสมัยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15–18 จารึกที่นี่กล่าวถึงนเรนทราทิตย์ผู้สร้างปราสาทประธาน ไม่ไกลกันคือปราสาทเมืองต่ำ สร้างราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 มีจุดเด่นคือสระน้ำที่ล้อมรอบระหว่างกำแพงชั้นใน

    ในภาคกลาง พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีเป็นปรางค์ศิลาแลงสามองค์ต่อกัน สร้างในศิลปะแบบบายนช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ส่วนปราสาทเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรีเป็นศาสนสถานพุทธมหายานในสมัยเดียวกัน ทางเหนือขึ้นไปที่ศรีเทพก็มีปรางค์แบบขอม เช่น ปรางค์ศรีเทพ อยู่ร่วมกับโบราณสถานทวารวดีที่เก่ากว่า เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2566

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7: โรงพยาบาลและที่พักริมทาง

    ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรขอมมีกษัตริย์ที่สร้างสิ่งก่อสร้างมากที่สุดพระองค์หนึ่ง คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างเมืองพระนครธม พระองค์นับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง และแสดงพระราชศรัทธาด้วยการสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ทั่วอาณาจักร

    จารึกที่ปราสาทตาพรหมและปราสาทพระขรรค์ระบุว่าทรงสร้างอโรคยศาล หรือสถานพยาบาล 102 แห่ง และธรรมศาลา หรือบ้านมีไฟสำหรับคนเดินทาง 121 แห่ง ในภาคอีสานของไทยพบอโรคยศาลราว 30 แห่ง ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่ จารึกประจำอโรคยศาลยังบอกจำนวนเจ้าหน้าที่และรายการสมุนไพรที่ใช้รักษาด้วย

    จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวถึงเมืองในลุ่มเจ้าพระยาและฝั่งตะวันตกหลายเมือง เช่น ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) และศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) ส่วนเมืองศรีชัยสิงหปุรีนักวิชาการเชื่อว่าคือเมืองสิงห์ แต่การที่ชื่อเมืองปรากฏในจารึก ไม่ได้แปลว่าขอมปกครองโดยตรงเสมอไป บางท่านมองว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและวัฒนธรรมมากกว่า

    ถนนหลวงจากเมืองพระนครถึงพิมาย

    ขอมเชื่อมเมืองสำคัญเข้าหากันด้วยถนนยกระดับ เส้นที่ยาวที่สุดเส้นหนึ่งวิ่งจากเมืองพระนครไปทางตะวันตกเฉียงเหนือถึงพิมาย ระยะทางราว 225 กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ข้ามเทือกเขาพนมดงรักที่ช่องตาเมือน แล้วผ่านเขตพนมรุ้งก่อนมุ่งสู่ลุ่มน้ำมูล

    นักวิชาการยืนยันได้ว่าถนนนี้ใช้งานในพุทธศตวรรษที่ 17–18 สิ่งก่อสร้างริมทางส่วนใหญ่เป็นงานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาคารไม้และสะพานจำนวนมากผุพังไปแล้ว สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือธรรมศาลาและอโรคยศาลที่ก่อด้วยหิน

    ถนนเส้นนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าอำนาจขอมทำงานอย่างไร พระราชาไม่ได้ส่งทหารไปทุกเมือง แต่ใช้ถนน ศาสนสถาน และการแต่งตั้งเจ้านายท้องถิ่น ผูกเมืองต่างๆ ให้หันหน้ามาหาศูนย์กลาง ซึ่งตรงกับการที่ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางเมืองพระนคร

    เสียมกุก: ภาพทหารที่นครวัด

    บนระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัด มีภาพสลักขบวนทัพของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 ซึ่งสร้างราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพหนึ่งมีจารึกสั้นๆ ว่า เนะ สยำ กุก แปลได้ว่านี่คือพวกสยาม ภาพแสดงทหารที่แต่งกายต่างจากทหารเขมร เดินแถวตามหัวหน้าที่ยืนบนหลังช้าง

    ในภาพสลักเดียวกันยังมีขบวนจากละโว้แยกออกมาอีกขบวนหนึ่ง จึงชัดเจนว่าคนสยามในภาพไม่ใช่ทหารละโว้ แต่พวกเขามาจากไหนยังเป็นปริศนา นักวิชาการตะวันตกยุคแรกเคยเชื่อว่าเป็นคนจากสุโขทัย จิตร ภูมิศักดิ์เสนอว่ามาจากลุ่มน้ำกก ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่ามาจากลุ่มน้ำโขงหรือแอ่งสกลนคร

    สิ่งที่นักวิชาการเห็นตรงกันคือ ภาพนี้เป็นหลักฐานยุคแรกๆ ที่ใช้คำว่าสยามเรียกกลุ่มคน แต่ควรระวังการตีความว่าคือบรรพบุรุษคนไทยปัจจุบันโดยตรง เพราะคำว่าสยามในยุคนั้นอาจหมายถึงคนหลายกลุ่มในดินแดนทางตะวันตกของเขมร

    มรดกขอมในวัฒนธรรมไทย และการเสื่อมอำนาจ

    อิทธิพลขอมยังอยู่ในภาษาไทยทุกวัน คำราชาศัพท์หลายคำ เช่น เสวย ตรัส โปรด และขนง มาจากภาษาเขมร รวมทั้งคำธรรมดาอย่างถนน ตำบล และกระบือ ราชสำนักไทยรุ่นหลังยังรับพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ความคิดเรื่องกษัตริย์ในฐานะเทวราชา และรูปแบบปรางค์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของวัดไทยสมัยอยุธยา

    หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อำนาจของเมืองพระนครเหนือดินแดนรอบนอกค่อยๆ ลดลง ในพุทธศตวรรษที่ 18 บ้านเมืองของคนไทเริ่มตั้งตัว จารึกวัดศรีชุมเล่าว่าพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองยึดสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพงใน พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238)

    นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ไม่ได้มองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการปลดแอกจากขอมทั้งหมด เพราะผู้ปกครองท้องถิ่นเองก็ใช้ตำแหน่งและธรรมเนียมแบบขอมอยู่แล้ว ละโว้ยังส่งทูตไปจีนอีกใน ค.ศ. 1289 และ 1299 ก่อนจะถูกรวมเข้ากับอยุธยาที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1351) มรดกของละโว้และขอมจึงไหลต่อเข้าไปในรัฐไทยยุคต่อมาโดยตรง

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–16: ละโว้ในวัฒนธรรมทวารวดี. เมืองมอญริมแม่น้ำลพบุรี ใช้อักษรมอญและนับถือพุทธศาสนา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. ราว 790 (ยังถกเถียง)): จารึกบ่ออีกา. พบที่เมืองเสมา กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. พบที่อยุธยา ไล่รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะ
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): จารึกเมืองเสมา. กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แสดงอำนาจขอมในลุ่มน้ำมูล
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราว 1002–1050): พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1. อำนาจขอมแผ่ถึงละโว้และลุ่มเจ้าพระยา
    • พุทธศตวรรษที่ 17: ปราสาทหินพิมาย. ศาสนสถานพุทธมหายานใหญ่ที่สุดในไทย หันหน้าสู่เมืองพระนคร
    • พ.ศ. 1658 และ 1698 (ค.ศ. 1115 และ 1155): ละโว้ส่งทูตไปจีน. สัญญาณว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 17: ภาพสลักเสียมกุก. ภาพขบวนทหารสยามที่ระเบียงคดนครวัด
    • ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. ราว 1181–1218): พระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างอโรคยศาล ธรรมศาลา พระปรางค์สามยอด และปราสาทเมืองสิงห์
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): กำเนิดสุโขทัย. พ่อขุนบางกลางหาวยึดสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพง
    • พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1351): ตั้งกรุงศรีอยุธยา. ต่อมาละโว้ถูกรวมเข้ากับอยุธยา

    รู้หรือไม่

    ปราสาทพิมายเก่ากว่านครวัด

    ปราสาทหินพิมายสร้างก่อนนครวัดหลายสิบปี และนักวิชาการหลายท่านเห็นว่ารูปทรงปราสาทประธานเป็นต้นแบบให้นครวัด

    ทับหลังที่กลับบ้าน

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้งเคยถูกลักลอบนำออกไปอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้กลับคืนสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. 2531

    โรงพยาบาลอายุ 800 ปี

    อโรคยศาลที่พบในอีสานคือสถานพยาบาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จารึกบอกแม้กระทั่งชื่อสมุนไพรและจำนวนหมอที่ประจำอยู่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Lavo Kingdom (Wikipedia)
    2. Canasapura (Wikipedia)
    3. จารึกศรีจนาศะ ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    4. จารึกเมืองเสมา ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    5. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรค สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. 6 เมืองโบราณของไทยในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. เสียมกุก ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร (ศิลปวัฒนธรรม)
    9. Ancient Khmer Highway (Wikipedia)
    10. Prang Sam Yot (SAC Southeast Asian Arts)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • หริภุญชัย: นครมอญแห่งลุ่มน้ำปิง

    หริภุญชัย: นครมอญแห่งลุ่มน้ำปิง

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai Lamphun (12659762613) · Iain Cameron · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของบ้านเมืองชาวมอญที่ลำพูน ตั้งแต่ตำนานพระนางจามเทวีจนถึงวันที่พญามังรายเข้ายึดเมือง และมรดกที่ส่งต่อให้ล้านนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – พ.ศ. 1835 (โดยประมาณ)

    ที่ตั้งลุ่มน้ำปิงและน้ำกวง เมืองลำพูนในปัจจุบัน
    ผู้คนหลักชาวมอญ ใช้อักษรและภาษามอญโบราณ
    ตำนานสำคัญจามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์
    อายุตามหลักฐานโบราณคดีเริ่มราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ราว ค.ศ. 750)
    ศาสนสถานเด่นพระธาตุหริภุญชัย และวัดจามเทวี (กู่กุด)
    สิ้นสุดถูกพญามังรายยึด ราว พ.ศ. 1824–1836 (ตำนานระบุต่างกัน)

    เมืองที่ฤๅษีสร้าง: ตำนานการกำเนิด

    เรื่องราวของหริภุญชัยที่คนไทยรู้จักส่วนใหญ่มาจากตำนานภาษาบาลีที่พระภิกษุล้านนาเรียบเรียงขึ้นภายหลัง เล่มสำคัญคือจามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์ ทั้งสองเล่มเขียนขึ้นหลายร้อยปีหลังเหตุการณ์ จึงผสมทั้งความทรงจำทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าทางศาสนาเข้าด้วยกัน

    ตามตำนาน ฤๅษีวาสุเทพซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่บนดอยสุเทพ ร่วมกับฤๅษีอีกหลายตน ได้เลือกพื้นที่ระหว่างแม่น้ำปิงกับแม่น้ำกวงเป็นที่ตั้งเมืองใหม่ ตำนานเล่าว่าผังเมืองมีรูปคล้ายหอยสังข์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วกลับยังไม่มีผู้ปกครองที่เหมาะสม

    ฤๅษีจึงส่งทูตลงไปทางใต้ ไปขอพระธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรีในปัจจุบัน) มาครองเมือง พระธิดาองค์นั้นคือพระนางจามเทวี ตำนานระบุว่าพระนางเสด็จขึ้นมาตามลำน้ำปิงพร้อมผู้คนจำนวนมาก ทั้งพระสงฆ์ นักปราชญ์ และช่างฝีมือ นำพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจากภาคกลางขึ้นมาด้วย

    ตำนานยังเล่าว่าพระนางให้กำเนิดโอรสฝาแฝด องค์พี่ครองหริภุญชัยต่อจากพระนาง ส่วนองค์น้องไปครองเมืองเขลางค์นคร คือลำปางในปัจจุบัน เรื่องนี้อธิบายว่าเหตุใดสองเมืองนี้จึงมีความผูกพันกันมาตลอด

    หริภุญชัยเกิดขึ้นเมื่อใดกันแน่

    ตำนานแต่ละฉบับให้ศักราชการสร้างเมืองไม่ตรงกัน แต่ส่วนใหญ่ชี้ไปที่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 หรือราว พ.ศ. 1200 นักวิชาการปัจจุบันเห็นว่าตัวเลขนี้เก่าเกินไป เพราะยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าถึงขนาดนั้น

    เมื่อเทียบกับโบราณวัตถุและรูปแบบศิลปะ นักวิชาการจำนวนมากจึงกำหนดการเริ่มต้นของหริภุญชัยไว้ราว ค.ศ. 750 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 งานวิจัยด้านโบราณคดีของลำพูนแบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสามช่วง คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9, 10–11 และ 12–14

    งานศึกษาเดียวกันเตือนว่าตำนานเพียงอย่างเดียวให้ข้อมูลไม่แม่นยำพอ ต้องใช้คู่กับจารึกและหลักฐานจากการขุดค้นเสมอ ดังนั้นเวลาอ่านเรื่องพระนางจามเทวี จึงควรมองว่าเป็นตำนานที่สะท้อนความสัมพันธ์จริงระหว่างลำพูนกับละโว้ มากกว่าบันทึกเหตุการณ์ทีละปี

    หริภุญชัยล่มสลายในฐานะอาณาจักร แต่ตัวอักษร ศาสนา และพระธาตุของชาวมอญยังมีชีวิตอยู่ในล้านนามาจนถึงวันนี้

    วัฒนธรรมมอญและจารึกที่ยังเหลืออยู่

    หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าชาวหริภุญชัยเป็นใคร คือศิลาจารึกอักษรมอญและภาษามอญโบราณที่พบในลำพูนหลายหลัก จารึกเหล่านี้แสดงว่าคนที่นี่พูดภาษาเดียวกับผู้คนในเมืองยุคทวารวดีทางภาคกลาง ทำให้นักวิชาการเชื่อว่าละโว้กับหริภุญชัยน่าจะมีประชากรกลุ่มเดียวกัน

    ตัวอย่างสำคัญคือจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 1 ซึ่งพบที่วัดดอนแก้ว ในเขตอำเภอเมืองลำพูน เขียนด้วยอักษรมอญ ใช้ภาษาบาลีและมอญโบราณ จารึกบนหินทรายรูปใบเสมาสองด้าน ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    จารึกกลุ่มนี้บันทึกการทำบุญ การสร้างและซ่อมศาสนสถาน รวมทั้งกล่าวถึงแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งที่ทำให้เจดีย์เสียหาย ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ขณะที่งานบางชิ้นอ่านศักราชได้ราว ค.ศ. 1218–1219 ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ 18 การกำหนดอายุจึงยังต่างกันอยู่

    นอกจากจารึกแล้ว ชาวหริภุญชัยยังทิ้งงานศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น พระพุทธรูปดินเผาและเครื่องปั้นดินเผาเขียนสีแดง นักวิชาการพบว่าศิลปะของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทวารวดี ศิลปะพุกาม และขอม ก่อนจะผสมกันจนกลายเป็นแบบของตัวเอง

    พระเจ้าอาทิตยราชและพระธาตุหริภุญชัย

    ในบรรดากษัตริย์หลายสิบพระองค์ที่ตำนานระบุไว้ พระเจ้าอาทิตยราชเป็นองค์ที่ถูกจดจำมากที่สุด เพราะตำนานยกย่องว่าทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จนกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของลำพูนมาถึงทุกวันนี้

    ปีที่สร้างพระธาตุเป็นเรื่องที่ยังสรุปไม่ได้ บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1440 ชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวถึงราว ค.ศ. 1063 ส่วนนักวิชาการบางท่านเห็นว่าน่าจะอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 แหล่งข้อมูลด้านศิลปะจึงมักพูดกว้างๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 17

    รูปทรงเดิมของพระธาตุเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท ต่อมาในสมัยพญามังรายมีการปรับให้เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชราว พ.ศ. 1990 ก็ได้ขยายองค์ให้ใหญ่ขึ้นอีก รูปทรงที่เราเห็นวันนี้จึงเป็นผลงานของหลายยุคซ้อนกัน

    วัดจามเทวีหรือกู่กุด

    ทางทิศตะวันตกของเมืองลำพูนมีวัดจามเทวี ชาวบ้านเรียกว่าวัดกู่กุด ภายในมีเจดีย์สำคัญสององค์ องค์ใหญ่เรียกว่าเจดีย์สุวรรณจังโกฏหรือเจดีย์มหาพล เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นห้าชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มพระพุทธรูปยืน รวมทั้งหมด 60 องค์

    อีกองค์หนึ่งคือรัตนเจดีย์ มีผังแปดเหลี่ยม ก่ออิฐ มีพระพุทธรูปยืนในซุ้มแปดองค์ ทั้งสององค์ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมหริภุญชัย และมักถูกนำไปเปรียบกับศาสนสถานแบบทวารวดี

    ช่วงเวลาที่สร้างยังมีความเห็นสองทาง ฝ่ายหนึ่งเชื่อตามตำนานว่าโอรสของพระนางจามเทวีสร้างขึ้นหลังพระนางสิ้นพระชนม์ อีกฝ่ายเห็นว่าน่าจะสร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าในเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

    สงครามกับละโว้และการอพยพหนีโรคระบาด

    แม้ตำนานจะเล่าว่าหริภุญชัยเกิดจากเชื้อสายละโว้ แต่ต่อมาสองเมืองนี้กลับรบกันหลายครั้ง ตามตำนาน การรบเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 และเกิดซ้ำอีกในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช บางฉบับเล่าว่าฝ่ายหริภุญชัยชนะและส่งเชื้อพระวงศ์ไปครองละโว้ด้วย

    เรื่องเล่าท้องถิ่นยังเชื่อมเจดีย์บางองค์ในลำพูนเข้ากับสงครามนี้ เช่นเรื่องที่ว่าเชลยจากละโว้ถูกให้สร้างเจดีย์ใหญ่ เรื่องเหล่านี้ควรอ่านอย่างตำนาน เพราะเราไม่มีจารึกร่วมสมัยที่ยืนยันรายละเอียดการรบ

    ตำนานจามเทวีวงศ์ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกตอนหนึ่ง เล่าว่าครั้งหนึ่งเกิดโรคระบาดคล้ายอหิวาตกโรคในหริภุญชัย ผู้คนจึงพากันหนีลงไปอยู่เมืองสุธรรมวดี คือเมืองสะเทิมในพม่าตอนล่าง แล้วย้ายต่อไปยังหงสาวดี เรื่องนี้สะท้อนว่าชาวมอญทางเหนือกับชาวมอญริมทะเลอันดามันยังรู้สึกว่าเป็นเครือญาติกัน

    พญามังรายกับอ้ายฟ้า: จุดจบของหริภุญชัย

    ในพุทธศตวรรษที่ 19 พญามังรายแห่งเมืองเงินยางได้ขยายอำนาจลงมาทางใต้ และหมายตาหริภุญชัยซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่ง ตำนานเล่าว่าพระองค์ไม่ได้บุกตรงเข้าไป แต่ส่งคนชื่ออ้ายฟ้าไปรับราชการกับพญายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของหริภุญชัย

    อ้ายฟ้าค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจ แล้วใช้อำนาจที่ได้มาสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวเมือง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง ตำนานบางฉบับว่าแผนนี้ใช้เวลานานหลายปี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทัพของพญามังรายก็เข้ายึดเมืองได้ พญายีบาต้องหนีไปอยู่ลำปาง

    ปีที่เสียเมืองเป็นข้อถกเถียงที่รู้จักกันดี แหล่งข้อมูลต่างๆ ให้ไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1281 (พ.ศ. 1824), ค.ศ. 1291 (พ.ศ. 1834), ค.ศ. 1292 (พ.ศ. 1835) จนถึง พ.ศ. 1836 ตามชินกาลมาลีปกรณ์ ความต่างนี้มาจากตำนานแต่ละฉบับนับศักราชไม่ตรงกัน นักประวัติศาสตร์จึงมักบอกเป็นช่วงเวลาแทนที่จะยืนยันปีเดียว

    หลังจากนั้นไม่นาน พญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) และหริภุญชัยก็กลายเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาของอาณาจักรล้านนาแทนที่จะเป็นศูนย์กลางการเมือง

    มรดกมอญในล้านนา

    แม้หริภุญชัยจะสิ้นสุดลงในฐานะอาณาจักร แต่สิ่งที่ชาวมอญสร้างไว้ไม่ได้หายไป ล้านนารับพระพุทธศาสนา ประเพณีการบูชาพระธาตุ และงานช่างหลายอย่างจากลำพูน พญามังรายเองก็ให้ความสำคัญกับพระธาตุหริภุญชัยจนบูรณะครั้งใหญ่

    มรดกที่สำคัญมากคือตัวอักษร อักษรธรรมล้านนาซึ่งใช้จารคัมภีร์ใบลานในภาคเหนือมีรูปร่างคล้ายอักษรมอญของหริภุญชัยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างเห็นได้ชัด หลักฐานอักษรธรรมที่เก่าที่สุดเท่าที่พบมีอายุ ค.ศ. 1376 แสดงว่าชาวไทจากทางเหนือได้เรียนการเขียนจากชาวมอญแล้วนำมาปรับใช้

    ร่องรอยเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก็ยังอยู่ เช่น เครื่องปั้นดินเผาเขียนสีแดงแบบหริภุญชัยที่มีอิทธิพลต่อหม้อน้ำ หรือคนโท ของเชียงใหม่ในสมัยหลัง เรื่องของหริภุญชัยจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าบ้านเมืองของคนไทเติบโตขึ้นบนพื้นฐานของวัฒนธรรมที่มีมาก่อน

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1200: การสร้างเมืองตามตำนาน. ฤๅษีวาสุเทพสร้างเมือง และเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้มาครอง (ศักราชตามตำนานต่างกัน)
    • ราว พ.ศ. 1293 (ค.ศ. ราว 750): จุดเริ่มต้นตามหลักฐาน. นักวิชาการปัจจุบันกำหนดการเริ่มต้นของหริภุญชัยไว้ราวช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 10): สงครามกับละโว้ (ตำนาน). ตำนานเล่าถึงการรบระหว่างหริภุญชัยกับละโว้หลายครั้ง
    • พุทธศตวรรษที่ 17: พระเจ้าอาทิตยราช. ตำนานยกย่องว่าทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย ปีที่สร้างยังเป็นที่ถกเถียง
    • พุทธศตวรรษที่ 17–18: จารึกมอญวัดดอนแก้ว. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิบันทึกการทำบุญและการซ่อมศาสนสถาน
    • พ.ศ. 1824–1836 (ค.ศ. 1281–1293): พญามังรายยึดหริภุญชัย. ใช้อ้ายฟ้าเป็นไส้ศึก พญายีบาหนีไปลำปาง ปีที่แน่นอนยังไม่ยุติ
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ลำพูนกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของล้านนา
    • ราว พ.ศ. 1990: ขยายพระธาตุหริภุญชัย. พระเจ้าติโลกราชบูรณะและขยายองค์พระธาตุให้ใหญ่ขึ้น

    รู้หรือไม่

    ตำนานใช้ภาษาบาลี

    ทั้งจามเทวีวงศ์และชินกาลมาลีปกรณ์เป็นงานของพระภิกษุล้านนาที่เขียนเป็นภาษาบาลี ตำนานพระนางจามเทวีที่เรารู้จักจึงเป็นเรื่องที่ผ่านมุมมองของคนล้านนาในยุคหลังมาแล้ว

    เมืองหน้าตาเหมือนหอยสังข์

    ตำนานเล่าว่าผังเมืองหริภุญชัยมีรูปคล้ายหอยสังข์ คูเมืองลำพูนที่ยังเห็นร่องรอยในปัจจุบันจึงมักถูกเล่าคู่กับตำนานนี้

    อักษรของพระสงฆ์ล้านนามาจากมอญ

    อักษรธรรมที่ใช้จารใบลานในภาคเหนือมีรูปร่างใกล้เคียงอักษรมอญของหริภุญชัยมาก ถือเป็นมรดกที่ยังใช้กันในวัดจนทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Haripuñjaya (Wikipedia)
    2. Haripunjaya: An Archaeological and Literary Account (วารสารดำรงวิชาการ)
    3. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 1 (วัดดอนแก้ว) ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    4. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (หอสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ)
    5. Wat Chamadevi (Wikipedia)
    6. Mangrai (Wikipedia)
    7. ชินกาลมาลีปกรณ์ ตอนเมืองหริภุญชัย (GotoKnow)
    8. Tai Tham script (Wikipedia)
    9. หริภุญชัย (ทรูปลูกปัญญา)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม