ภาพประกอบ: Yarang Ancient Town · The Bangsawan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
กลุ่มเมืองโบราณในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่มีซากสถูปอิฐนับสิบแห่ง และนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของลังกาสุกะ รัฐการค้าโบราณที่เอกสารจีนบันทึกไว้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–14)
| ที่ตั้ง | อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างทะเลราว 15 กิโลเมตร |
| องค์ประกอบ | กลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว |
| โบราณสถาน | เนินซากสถูปอิฐ 44 แห่งในเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ |
| การขุดค้น | กรมศิลปากรเริ่มขุดค้น พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) |
| หลักฐานเด่น | พระพิมพ์และสถูปจำลองจารึกอักษรปัลลวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด เครื่องถ้วยเปอร์เซีย |
| รัฐที่เชื่อมโยง | ลังกาสุกะ (จีนเรียกหลางหยาซิว) |
| ช่วงขุดค้นบูรณะ | โครงการของกรมศิลปากร พ.ศ. 2531–2537 |
| หลักฐานศาสนาฮินดู | ศิวลึงค์ แท่นสรงน้ำ และรูปโคนนทิ จากแหล่งใกล้เคียง |
เมืองริมลุ่มน้ำปัตตานี
เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากตัวเมืองปัตตานีและชายทะเลอ่าวไทยราว 15 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำปัตตานีราว 4.5 กิโลเมตร ในอดีตลำน้ำและที่ราบลุ่มเชื่อมเมืองนี้ออกสู่ทะเลได้ เรือสินค้าจึงเดินทางเข้าออกได้สะดวก
ชื่อยะรังมีผู้อธิบายว่าเพี้ยนมาจากคำในภาษามลายูถิ่นปัตตานี ซึ่งหมายถึงวังหรือที่ประทับของเจ้าเมือง ส่วนหลักฐานบนพื้นดินแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือ บ้านวัด ซึ่งน่าจะเป็นใจกลางเมือง บ้านจาเละทางทิศเหนือ และบ้านประแวทางทิศใต้ ซึ่งยังเห็นคันดิน คูเมือง และสระน้ำโบราณ
หลักฐานสำคัญ
- ฐานเจดีย์อิฐ: ฐานศาสนสถานอิฐหลายสิบแห่งในเมืองโบราณยะรัง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองโบราณยะรัง ปัตตานี) ดูภาพถ่ายจริง
ลังกาสุกะในเอกสารจีน
เอกสารจีนเรียกรัฐแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรว่าหลางหยาซิว ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลังกาสุกะ จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีนบันทึกว่ารัฐนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 400 ปี ทำให้มีการตีความว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 7 (คริสต์ศตวรรษที่ 2)
เอกสารเดียวกันบรรยายว่าเมืองหลวงมีกำแพงล้อม มีประตูสองชั้น หอคอย และศาลา และกล่าวว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก ใน พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) กษัตริย์พระนามภคทัตต์ส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรก และยังมีคณะทูตตามมาอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568)
ลังกาสุกะรุ่งเรืองที่สุดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลำน้ำตื้นเขินจนเรือเข้าถึงได้ยาก
ใต้เนินดินกลางสวนในยะรัง มีฐานสถูปอิฐนับสิบแห่งเฝ้ารอให้คนรุ่นหลังมาไขความลับของลังกาสุกะ
ประวัติการค้นคว้า: จากนักเดินทางถึงนักโบราณคดี
ความพยายามหาที่ตั้งของลังกาสุกะเริ่มจากนักวิชาการตะวันตกที่อ่านเอกสารจีน ชาลส์ ออตโต แบลกเดน เขียนถึงประเด็นนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) และยอร์ช เซเดส์ ก็อภิปรายเรื่องนี้ในงานเขียนเมื่อ พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) แต่ในเวลานั้นยังไม่มีการสำรวจภาคสนามอย่างจริงจังที่ยะรัง
ใน พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) สจ๊วต เวเวลล์ นำคณะสำรวจจากเคมบริดจ์มาค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์บนคาบสมุทร ขณะที่ในช่วง พ.ศ. 2500–2522 นักวิชาการไทย เช่น รองศาสตราจารย์ชูศิริ จามรมาน แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับนักโบราณคดีกรมศิลปากรเข้ามาศึกษาพื้นที่
งานที่เปลี่ยนภาพของยะรังมากที่สุดคือโครงการขุดค้นและบูรณะเมืองโบราณของกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994) ซึ่งเริ่มขุดค้นจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2532 งานนี้ทำให้ได้ผังเมือง ฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้ว และโบราณวัตถุที่มีชั้นดินรองรับเป็นครั้งแรก ต่อมานักโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา ยังดูแลและเผยแพร่ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
การขุดค้นและสิ่งที่พบ
กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นเมืองโบราณยะรังใน พ.ศ. 2532 พื้นที่ใจกลางมีคูน้ำล้อมรอบ กินเนื้อที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร ภายในพบเนินที่เป็นซากสถูปอิฐถึง 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่ง ขนาดฐานกว้างตั้งแต่ราว 7 ถึง 13.5 เมตร
สิ่งที่พบมีพระพิมพ์และสถูปจำลองดินเผาที่จารึกคาถาภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ ประติมากรรมโคหิน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด และเศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จากเปอร์เซีย นอกจากนี้ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบพระโพธิสัตว์ไมเตรยะสำริดอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9
หลักฐานเหล่านี้บอกว่ายะรังเป็นเมืองที่นับถือพุทธศาสนามหายานเป็นหลัก มีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตกไปถึงเปอร์เซีย และมีรสนิยมทางศิลปะร่วมกับเมืองอื่นบนคาบสมุทร เช่น ไชยาและนครศรีธรรมราช
สามกลุ่ม หลายช่วงเวลา: ผังของเมืองโบราณ
กลุ่มบ้านวัดเป็นใจกลางของแหล่ง มีคูน้ำล้อมรอบเป็นพื้นที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร และมีเนินสถูปอิฐหนาแน่นที่สุด ทางทิศเหนือคือกลุ่มบ้านจาเละ ซึ่งมีซากสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้เห็น ส่วนทางทิศใต้คือกลุ่มบ้านประแว ที่ยังเห็นคันดินและคูเมืองชัดเจน
ข้อมูลการท่องเที่ยวบางแหล่งระบุว่าเมื่อรวมทั้งสามกลุ่มจะกินพื้นที่ราว 9 ตารางกิโลเมตร และมองว่าเป็นชุมชนสามแห่งที่สร้างซ้อนกันเป็นระยะตลอดหลายร้อยปี ไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด งานศึกษาของ ดร.วรรณวิสา (Wanwisa Dharmananda) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กำหนดช่วงอายุของยะรังไว้กว้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–18
การตีความผังเมืองยังมีหลายแบบ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ายะรังคือเมืองหลวงของลังกาสุกะตามที่เอกสารจีนบรรยาย อีกฝ่ายเสนอว่ากลุ่มบ้านวัดที่มีสถูปหนาแน่นอาจเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางพุทธศาสนามากกว่าเป็นเมืองที่คนอยู่อาศัย ส่วนกำแพงและคูของบ้านประแวอาจเป็นป้อมปราการในยุคที่รับอิสลามแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับตำนานเรื่องเมืองโกตามะห์ลิฆัย
พุทธ ฮินดู และการค้า: ผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มน้ำปัตตานี
แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่ยะรังจะเป็นพุทธศาสนามหายาน แต่วรรณสาร นุ่นสุข ได้นำเสนอหลักฐานจากแหล่งใกล้เคียงอย่างบ้านบานาและควนมะหุด ซึ่งพบศิวลึงค์ศิลา แท่นสรงน้ำ รูปโคนนทิ และธรณีประตูหินหลายชิ้น หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่ามีศาสนสถานฮินดูอยู่ร่วมกับชุมชนพุทธในลุ่มน้ำเดียวกัน
หลักฐานการค้าก็หลากหลาย นอกจากเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าจากเปอร์เซียแล้ว ยังมีรายงานการพบเหรียญสำริดและเหรียญเงินแบบซาซาเนียนของเปอร์เซีย รวมทั้งเหรียญสำริดของจีนและอาหรับ ของเหล่านี้บอกว่าเรือจากตะวันออกกลางและจีนเดินทางมาถึงลุ่มน้ำปัตตานี
ชื่อของลังกาสุกะยังปรากฏในจารึกทมิฬของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 ซึ่งบันทึกการยกทัพเรือมาตีเมืองในเครือข่ายศรีวิชัยราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) จารึกเรียกเมืองนี้ว่าอิลังคโศกะ และบรรยายว่าไม่หวั่นเกรงในการรบ แสดงว่าในเวลานั้นลังกาสุกะยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองสำคัญ
เมืองท่าของยะรังน่าจะอยู่ใกล้ปากน้ำ งานขุดค้นที่แหล่งตันหยงลูโละของนักวิชาการคนเดียวกันชี้ว่าชุมชนบ้านกรือเซะริมปากแม่น้ำปัตตานีมีการค้ากับชาวต่างชาติตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ศรีวังสา
ความสำคัญ
ยะรังเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นใหญ่ที่สุดที่นักวิชาการใช้ระบุที่ตั้งของลังกาสุกะ ทั้งพอล วีทลีย์ และมีแชล ฌาค-แอร์กูอัลก์ สรุปว่าปากแม่น้ำปัตตานีเดิมแถบยะรังเป็นตำแหน่งที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะระยะห่างจากทะเลและลักษณะเมืองสอดคล้องกับคำบรรยายในเอกสารจีน
เรื่องราวของยะรังยังเชื่อมต่อไปถึงยุคหลัง ตามพงศาวดารปัตตานี (ฮิกายัตปัตตานี) ก่อนจะมีเมืองปัตตานี มีเมืองเก่าชื่อโกตามะห์ลิฆัยอยู่ก่อน ซึ่งบางท่านเชื่อว่าอยู่บริเวณบ้านประแว เมืองปัตตานีน่าจะเกิดขึ้นในช่วงราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450) และรับศาสนาอิสลาม ทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนจากวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดูมาสู่วัฒนธรรมมุสลิม
ข้อถกเถียง
แม้นักวิชาการส่วนใหญ่จะเชื่อว่าลังกาสุกะอยู่ที่ปัตตานี แต่ตำนานมลายูเรื่องฮิกายัตมะโรงมหาวังสากลับเล่าว่าลังกาสุกะอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร และเป็นต้นกำเนิดของรัฐเกดะห์ ตามตำนานนั้นกษัตริย์องค์สุดท้ายเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนลังกาสุกะเป็นรัฐสุลต่านเกดะห์ เรื่องเล่านี้ขัดกับเอกสารจีนและอาหรับ นักวิชาการจึงให้น้ำหนักน้อยกว่า
ปัญหาอีกข้อคือเรื่องเวลา เอกสารจีนบอกว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ชั้นดินที่ขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานีเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 ช่องว่างหลายร้อยปีนี้ยังอธิบายไม่ได้ อาจเป็นเพราะเมืองยุคแรกอยู่ที่อื่น หรือยังขุดค้นไม่ถึง
ในช่วงหลังมีรายงานการพบเหรียญทองที่มีอักษรอ่านได้คล้ายคำว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่เมืองโบราณยะรัง ทำให้มีผู้ตั้งคำถามว่าลังกาสุกะกับทวารวดีมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะเหรียญเงินทวารวดีก็มีจารึกรูปแบบคล้ายกัน เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่มีข้อสรุป
ยะรังในวันนี้
ปัจจุบันเมืองโบราณยะรังได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนจะเห็นฐานสถูปอิฐที่ขุดแต่งแล้ว เนินโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขุด และร่องรอยคูน้ำ คันดิน ในพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยสวนและหมู่บ้าน
เมืองโบราณยะรังเป็นตัวอย่างที่ดีของประวัติศาสตร์หลายชั้นในชายแดนใต้ จากรัฐการค้าที่นับถือพุทธศาสนามหายาน สู่รัฐสุลต่านปัตตานี และชุมชนมุสลิมในปัจจุบัน
พิกัดและการนำทาง
เมืองโบราณยะรัง ม.4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง
พิกัด 6.760679, 101.307588 (6°45′38.4″N 101°18′27.3″E)
เมืองโบราณกระจายตัวหลายตำบล จุดนี้แสดงบริเวณกลางของแหล่ง
การเยี่ยมชมวันนี้
เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างตัวเมืองปัตตานีราว 15 กิโลเมตร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้ชมกระจายอยู่ในกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว ควรติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่และสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง
ไทม์ไลน์
- ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): ลังกาสุกะตามเอกสารจีน. จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงว่ารัฐนี้ตั้งมากว่า 400 ปี
- พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตไปจีนครั้งแรก. กษัตริย์ภคทัตต์ส่งทูตไปราชสำนักเหลียง
- พ.ศ. 1066–1111 (ค.ศ. 523–568): ทูตอีกหลายคณะ. ลังกาสุกะติดต่อจีนต่อเนื่อง
- ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): ชั้นดินเก่าสุดที่ยะรัง. เริ่มมีหลักฐานจากการขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานี
- ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9): ศิลปะมหายาน. พระโพธิสัตว์สำริดและพระพิมพ์จารึกอักษรปัลลวะ
- ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. ราว 1025): จารึกราเชนทรโจฬะ. กองทัพโจฬะโจมตีเครือข่ายศรีวิชัย จารึกเอ่ยถึงอิลังคโศกะ
- พ.ศ. 1908 (ค.ศ. 1365): นาการะเกรตาคามะ. เอกสารชวากล่าวถึงลังกาสุกะ แต่ยังไม่เอ่ยถึงปัตตานี
- ราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. ราว 1350–1450): กำเนิดปัตตานี. เมืองปัตตานีเกิดขึ้นสืบต่อจากโกตามะห์ลิฆัย
- พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): แบลกเดนเขียนถึงลังกาสุกะ. งานยุคแรกของนักวิชาการตะวันตกเรื่องที่ตั้งลังกาสุกะ
- พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): คณะสำรวจเคมบริดจ์. สจ๊วต เวเวลล์ ออกค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์
- พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994): โครงการขุดค้นและบูรณะ. กรมศิลปากรขุดค้นและขุดแต่งเมืองโบราณยะรัง เริ่มขุดค้นจริงจัง พ.ศ. 2532
- พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): งานขุดค้นตันหยงลูโละ. เสนอว่าชุมชนปากน้ำปัตตานีค้าขายกับต่างชาติมาก่อนราชวงศ์ศรีวังสา
รู้หรือไม่
สถูป 44 แห่ง
ในเขตคูเมืองยะรังพบเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่งเท่านั้น
เครื่องถ้วยจากเปอร์เซีย
เศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ยะรังมาจากเปอร์เซีย แสดงว่าการค้าของเมืองนี้ไปไกลถึงตะวันออกกลาง
ชื่อจีนของลังกาสุกะ
เอกสารจีนเรียกลังกาสุกะว่าหลางหยาซิว และบันทึกว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก
ทั้งพุทธและฮินดู
ใกล้ยะรังพบศิวลึงค์และรูปโคนนทิ แสดงว่าชาวพุทธและชาวฮินดูเคยอยู่ร่วมกันในลุ่มน้ำปัตตานี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ลังกาสุกะ ศรีวิชัย และตามพรลิงค์ (ตอน)
- ทวารวดี (ตอน)
- พระบรมธาตุไชยา (สถานที่)
- วัดเสมาเมือง (สถานที่)
- ควนลูกปัด คลองท่อม (สถานที่)
หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้
ภาพอ้างอิง
ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia
แหล่งข้อมูล
- Langkasuka (Wikipedia)
- Yarang district (Wikipedia)
- Pattani province (Wikipedia)
- Pattani Kingdom (Wikipedia)
- ศิลปวัฒนธรรม: หรือแท้จริงแล้วทวารวดีและลังกาสุกะเป็นเครือญาติกัน
- ศิลปวัฒนธรรม: งานโบราณคดีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
- Wanwisa Dharmananda: แหล่งตันหยงลูโละ (ดำรงวิชาการ)
- Thai Holiday Guide: Yarang Ancient City
- วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam (บทความของวรรณสาร นุ่นสุข)
กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม




































