ผู้เขียน: admin

  • เมืองโบราณยะรัง

    เมืองโบราณยะรัง

    ภาพประกอบ: Yarang Ancient Town · The Bangsawan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    กลุ่มเมืองโบราณในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่มีซากสถูปอิฐนับสิบแห่ง และนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของลังกาสุกะ รัฐการค้าโบราณที่เอกสารจีนบันทึกไว้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–14)

    ที่ตั้งอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างทะเลราว 15 กิโลเมตร
    องค์ประกอบกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว
    โบราณสถานเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่งในเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ
    การขุดค้นกรมศิลปากรเริ่มขุดค้น พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)
    หลักฐานเด่นพระพิมพ์และสถูปจำลองจารึกอักษรปัลลวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด เครื่องถ้วยเปอร์เซีย
    รัฐที่เชื่อมโยงลังกาสุกะ (จีนเรียกหลางหยาซิว)
    ช่วงขุดค้นบูรณะโครงการของกรมศิลปากร พ.ศ. 2531–2537
    หลักฐานศาสนาฮินดูศิวลึงค์ แท่นสรงน้ำ และรูปโคนนทิ จากแหล่งใกล้เคียง

    เมืองริมลุ่มน้ำปัตตานี

    เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากตัวเมืองปัตตานีและชายทะเลอ่าวไทยราว 15 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำปัตตานีราว 4.5 กิโลเมตร ในอดีตลำน้ำและที่ราบลุ่มเชื่อมเมืองนี้ออกสู่ทะเลได้ เรือสินค้าจึงเดินทางเข้าออกได้สะดวก

    ชื่อยะรังมีผู้อธิบายว่าเพี้ยนมาจากคำในภาษามลายูถิ่นปัตตานี ซึ่งหมายถึงวังหรือที่ประทับของเจ้าเมือง ส่วนหลักฐานบนพื้นดินแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือ บ้านวัด ซึ่งน่าจะเป็นใจกลางเมือง บ้านจาเละทางทิศเหนือ และบ้านประแวทางทิศใต้ ซึ่งยังเห็นคันดิน คูเมือง และสระน้ำโบราณ

    หลักฐานสำคัญ

    • ฐานเจดีย์อิฐ: ฐานศาสนสถานอิฐหลายสิบแห่งในเมืองโบราณยะรัง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองโบราณยะรัง ปัตตานี) ดูภาพถ่ายจริง

    ลังกาสุกะในเอกสารจีน

    เอกสารจีนเรียกรัฐแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรว่าหลางหยาซิว ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลังกาสุกะ จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีนบันทึกว่ารัฐนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 400 ปี ทำให้มีการตีความว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 7 (คริสต์ศตวรรษที่ 2)

    เอกสารเดียวกันบรรยายว่าเมืองหลวงมีกำแพงล้อม มีประตูสองชั้น หอคอย และศาลา และกล่าวว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก ใน พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) กษัตริย์พระนามภคทัตต์ส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรก และยังมีคณะทูตตามมาอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568)

    ลังกาสุกะรุ่งเรืองที่สุดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลำน้ำตื้นเขินจนเรือเข้าถึงได้ยาก

    ใต้เนินดินกลางสวนในยะรัง มีฐานสถูปอิฐนับสิบแห่งเฝ้ารอให้คนรุ่นหลังมาไขความลับของลังกาสุกะ

    ประวัติการค้นคว้า: จากนักเดินทางถึงนักโบราณคดี

    ความพยายามหาที่ตั้งของลังกาสุกะเริ่มจากนักวิชาการตะวันตกที่อ่านเอกสารจีน ชาลส์ ออตโต แบลกเดน เขียนถึงประเด็นนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) และยอร์ช เซเดส์ ก็อภิปรายเรื่องนี้ในงานเขียนเมื่อ พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) แต่ในเวลานั้นยังไม่มีการสำรวจภาคสนามอย่างจริงจังที่ยะรัง

    ใน พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) สจ๊วต เวเวลล์ นำคณะสำรวจจากเคมบริดจ์มาค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์บนคาบสมุทร ขณะที่ในช่วง พ.ศ. 2500–2522 นักวิชาการไทย เช่น รองศาสตราจารย์ชูศิริ จามรมาน แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับนักโบราณคดีกรมศิลปากรเข้ามาศึกษาพื้นที่

    งานที่เปลี่ยนภาพของยะรังมากที่สุดคือโครงการขุดค้นและบูรณะเมืองโบราณของกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994) ซึ่งเริ่มขุดค้นจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2532 งานนี้ทำให้ได้ผังเมือง ฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้ว และโบราณวัตถุที่มีชั้นดินรองรับเป็นครั้งแรก ต่อมานักโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา ยังดูแลและเผยแพร่ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นและสิ่งที่พบ

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นเมืองโบราณยะรังใน พ.ศ. 2532 พื้นที่ใจกลางมีคูน้ำล้อมรอบ กินเนื้อที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร ภายในพบเนินที่เป็นซากสถูปอิฐถึง 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่ง ขนาดฐานกว้างตั้งแต่ราว 7 ถึง 13.5 เมตร

    สิ่งที่พบมีพระพิมพ์และสถูปจำลองดินเผาที่จารึกคาถาภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ ประติมากรรมโคหิน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด และเศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จากเปอร์เซีย นอกจากนี้ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบพระโพธิสัตว์ไมเตรยะสำริดอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9

    หลักฐานเหล่านี้บอกว่ายะรังเป็นเมืองที่นับถือพุทธศาสนามหายานเป็นหลัก มีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตกไปถึงเปอร์เซีย และมีรสนิยมทางศิลปะร่วมกับเมืองอื่นบนคาบสมุทร เช่น ไชยาและนครศรีธรรมราช

    สามกลุ่ม หลายช่วงเวลา: ผังของเมืองโบราณ

    กลุ่มบ้านวัดเป็นใจกลางของแหล่ง มีคูน้ำล้อมรอบเป็นพื้นที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร และมีเนินสถูปอิฐหนาแน่นที่สุด ทางทิศเหนือคือกลุ่มบ้านจาเละ ซึ่งมีซากสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้เห็น ส่วนทางทิศใต้คือกลุ่มบ้านประแว ที่ยังเห็นคันดินและคูเมืองชัดเจน

    ข้อมูลการท่องเที่ยวบางแหล่งระบุว่าเมื่อรวมทั้งสามกลุ่มจะกินพื้นที่ราว 9 ตารางกิโลเมตร และมองว่าเป็นชุมชนสามแห่งที่สร้างซ้อนกันเป็นระยะตลอดหลายร้อยปี ไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด งานศึกษาของ ดร.วรรณวิสา (Wanwisa Dharmananda) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กำหนดช่วงอายุของยะรังไว้กว้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–18

    การตีความผังเมืองยังมีหลายแบบ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ายะรังคือเมืองหลวงของลังกาสุกะตามที่เอกสารจีนบรรยาย อีกฝ่ายเสนอว่ากลุ่มบ้านวัดที่มีสถูปหนาแน่นอาจเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางพุทธศาสนามากกว่าเป็นเมืองที่คนอยู่อาศัย ส่วนกำแพงและคูของบ้านประแวอาจเป็นป้อมปราการในยุคที่รับอิสลามแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับตำนานเรื่องเมืองโกตามะห์ลิฆัย

    พุทธ ฮินดู และการค้า: ผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มน้ำปัตตานี

    แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่ยะรังจะเป็นพุทธศาสนามหายาน แต่วรรณสาร นุ่นสุข ได้นำเสนอหลักฐานจากแหล่งใกล้เคียงอย่างบ้านบานาและควนมะหุด ซึ่งพบศิวลึงค์ศิลา แท่นสรงน้ำ รูปโคนนทิ และธรณีประตูหินหลายชิ้น หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่ามีศาสนสถานฮินดูอยู่ร่วมกับชุมชนพุทธในลุ่มน้ำเดียวกัน

    หลักฐานการค้าก็หลากหลาย นอกจากเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าจากเปอร์เซียแล้ว ยังมีรายงานการพบเหรียญสำริดและเหรียญเงินแบบซาซาเนียนของเปอร์เซีย รวมทั้งเหรียญสำริดของจีนและอาหรับ ของเหล่านี้บอกว่าเรือจากตะวันออกกลางและจีนเดินทางมาถึงลุ่มน้ำปัตตานี

    ชื่อของลังกาสุกะยังปรากฏในจารึกทมิฬของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 ซึ่งบันทึกการยกทัพเรือมาตีเมืองในเครือข่ายศรีวิชัยราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) จารึกเรียกเมืองนี้ว่าอิลังคโศกะ และบรรยายว่าไม่หวั่นเกรงในการรบ แสดงว่าในเวลานั้นลังกาสุกะยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองสำคัญ

    เมืองท่าของยะรังน่าจะอยู่ใกล้ปากน้ำ งานขุดค้นที่แหล่งตันหยงลูโละของนักวิชาการคนเดียวกันชี้ว่าชุมชนบ้านกรือเซะริมปากแม่น้ำปัตตานีมีการค้ากับชาวต่างชาติตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ศรีวังสา

    ความสำคัญ

    ยะรังเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นใหญ่ที่สุดที่นักวิชาการใช้ระบุที่ตั้งของลังกาสุกะ ทั้งพอล วีทลีย์ และมีแชล ฌาค-แอร์กูอัลก์ สรุปว่าปากแม่น้ำปัตตานีเดิมแถบยะรังเป็นตำแหน่งที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะระยะห่างจากทะเลและลักษณะเมืองสอดคล้องกับคำบรรยายในเอกสารจีน

    เรื่องราวของยะรังยังเชื่อมต่อไปถึงยุคหลัง ตามพงศาวดารปัตตานี (ฮิกายัตปัตตานี) ก่อนจะมีเมืองปัตตานี มีเมืองเก่าชื่อโกตามะห์ลิฆัยอยู่ก่อน ซึ่งบางท่านเชื่อว่าอยู่บริเวณบ้านประแว เมืองปัตตานีน่าจะเกิดขึ้นในช่วงราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450) และรับศาสนาอิสลาม ทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนจากวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดูมาสู่วัฒนธรรมมุสลิม

    ข้อถกเถียง

    แม้นักวิชาการส่วนใหญ่จะเชื่อว่าลังกาสุกะอยู่ที่ปัตตานี แต่ตำนานมลายูเรื่องฮิกายัตมะโรงมหาวังสากลับเล่าว่าลังกาสุกะอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร และเป็นต้นกำเนิดของรัฐเกดะห์ ตามตำนานนั้นกษัตริย์องค์สุดท้ายเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนลังกาสุกะเป็นรัฐสุลต่านเกดะห์ เรื่องเล่านี้ขัดกับเอกสารจีนและอาหรับ นักวิชาการจึงให้น้ำหนักน้อยกว่า

    ปัญหาอีกข้อคือเรื่องเวลา เอกสารจีนบอกว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ชั้นดินที่ขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานีเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 ช่องว่างหลายร้อยปีนี้ยังอธิบายไม่ได้ อาจเป็นเพราะเมืองยุคแรกอยู่ที่อื่น หรือยังขุดค้นไม่ถึง

    ในช่วงหลังมีรายงานการพบเหรียญทองที่มีอักษรอ่านได้คล้ายคำว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่เมืองโบราณยะรัง ทำให้มีผู้ตั้งคำถามว่าลังกาสุกะกับทวารวดีมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะเหรียญเงินทวารวดีก็มีจารึกรูปแบบคล้ายกัน เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่มีข้อสรุป

    ยะรังในวันนี้

    ปัจจุบันเมืองโบราณยะรังได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนจะเห็นฐานสถูปอิฐที่ขุดแต่งแล้ว เนินโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขุด และร่องรอยคูน้ำ คันดิน ในพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยสวนและหมู่บ้าน

    เมืองโบราณยะรังเป็นตัวอย่างที่ดีของประวัติศาสตร์หลายชั้นในชายแดนใต้ จากรัฐการค้าที่นับถือพุทธศาสนามหายาน สู่รัฐสุลต่านปัตตานี และชุมชนมุสลิมในปัจจุบัน

    พิกัดและการนำทาง

    เมืองโบราณยะรัง ม.4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง
    พิกัด 6.760679, 101.307588 (6°45′38.4″N 101°18′27.3″E)

    เมืองโบราณกระจายตัวหลายตำบล จุดนี้แสดงบริเวณกลางของแหล่ง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างตัวเมืองปัตตานีราว 15 กิโลเมตร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้ชมกระจายอยู่ในกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว ควรติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่และสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): ลังกาสุกะตามเอกสารจีน. จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงว่ารัฐนี้ตั้งมากว่า 400 ปี
    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตไปจีนครั้งแรก. กษัตริย์ภคทัตต์ส่งทูตไปราชสำนักเหลียง
    • พ.ศ. 1066–1111 (ค.ศ. 523–568): ทูตอีกหลายคณะ. ลังกาสุกะติดต่อจีนต่อเนื่อง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): ชั้นดินเก่าสุดที่ยะรัง. เริ่มมีหลักฐานจากการขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานี
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9): ศิลปะมหายาน. พระโพธิสัตว์สำริดและพระพิมพ์จารึกอักษรปัลลวะ
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. ราว 1025): จารึกราเชนทรโจฬะ. กองทัพโจฬะโจมตีเครือข่ายศรีวิชัย จารึกเอ่ยถึงอิลังคโศกะ
    • พ.ศ. 1908 (ค.ศ. 1365): นาการะเกรตาคามะ. เอกสารชวากล่าวถึงลังกาสุกะ แต่ยังไม่เอ่ยถึงปัตตานี
    • ราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. ราว 1350–1450): กำเนิดปัตตานี. เมืองปัตตานีเกิดขึ้นสืบต่อจากโกตามะห์ลิฆัย
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): แบลกเดนเขียนถึงลังกาสุกะ. งานยุคแรกของนักวิชาการตะวันตกเรื่องที่ตั้งลังกาสุกะ
    • พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): คณะสำรวจเคมบริดจ์. สจ๊วต เวเวลล์ ออกค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์
    • พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994): โครงการขุดค้นและบูรณะ. กรมศิลปากรขุดค้นและขุดแต่งเมืองโบราณยะรัง เริ่มขุดค้นจริงจัง พ.ศ. 2532
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): งานขุดค้นตันหยงลูโละ. เสนอว่าชุมชนปากน้ำปัตตานีค้าขายกับต่างชาติมาก่อนราชวงศ์ศรีวังสา

    รู้หรือไม่

    สถูป 44 แห่ง

    ในเขตคูเมืองยะรังพบเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่งเท่านั้น

    เครื่องถ้วยจากเปอร์เซีย

    เศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ยะรังมาจากเปอร์เซีย แสดงว่าการค้าของเมืองนี้ไปไกลถึงตะวันออกกลาง

    ชื่อจีนของลังกาสุกะ

    เอกสารจีนเรียกลังกาสุกะว่าหลางหยาซิว และบันทึกว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก

    ทั้งพุทธและฮินดู

    ใกล้ยะรังพบศิวลึงค์และรูปโคนนทิ แสดงว่าชาวพุทธและชาวฮินดูเคยอยู่ร่วมกันในลุ่มน้ำปัตตานี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Yarang district (Wikipedia)
    3. Pattani province (Wikipedia)
    4. Pattani Kingdom (Wikipedia)
    5. ศิลปวัฒนธรรม: หรือแท้จริงแล้วทวารวดีและลังกาสุกะเป็นเครือญาติกัน
    6. ศิลปวัฒนธรรม: งานโบราณคดีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    7. Wanwisa Dharmananda: แหล่งตันหยงลูโละ (ดำรงวิชาการ)
    8. Thai Holiday Guide: Yarang Ancient City
    9. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam (บทความของวรรณสาร นุ่นสุข)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • วัดเสมาเมือง

    วัดเสมาเมือง

    ภาพประกอบ: ศิลาจารึกวัดเสมาเมือง · คีโต · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดในตัวเมืองนครศรีธรรมราชที่ผูกชื่อไว้กับจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ ลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) หลักฐานเก่าที่สุดที่เอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยบนคาบสมุทรไทย · จารึกลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)

    ที่ตั้งตัวเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
    หลักฐานสำคัญจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ (Ligor inscription)
    ปีในจารึกมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)
    ลักษณะจารึกแผ่นศิลาจารึกสองด้าน เรียกด้าน A และด้าน B
    ภาษาสันสกฤต
    ผู้ศึกษาสำคัญยอร์ช เซเดส์ (ตีพิมพ์ พ.ศ. 2461)
    วัสดุและขนาดหินทราย รูปใบเสมา กว้างราว 50 สูงราว 104 หนาราว 9 เซนติเมตร
    ที่เก็บรักษาปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    นครศรีธรรมราชที่ฝรั่งเรียกว่าลิกอร์

    นครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของภาคใต้ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรใกล้อ่าวไทย ชาวตะวันตกเรียกเมืองนี้ว่าลิกอร์ (Ligor) มาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก่อนจะมีชื่อนครศรีธรรมราช บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของรัฐโบราณที่เอกสารจีนและจารึกเรียกว่าตามพรลิงค์

    วัดเสมาเมืองเป็นวัดเก่าแก่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อของวัดเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลกเพราะผูกอยู่กับศิลาจารึกหลักหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าจารึกลิกอร์ ตามชื่อเดิมของเมือง ส่วนในทะเบียนจารึกของไทยเรียกว่าจารึกหลักที่ 23 หรือจารึกวัดเสมาเมือง

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกวัดเสมาเมือง: ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1318 กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    จารึกสองด้าน สองเรื่อง

    จารึกหลักนี้เป็นแผ่นศิลาที่มีตัวอักษรทั้งสองด้าน นักวิชาการเรียกด้านแรกว่าลิกอร์ A และอีกด้านว่าลิกอร์ B ทั้งสองด้านใช้ภาษาสันสกฤต แต่ลักษณะตัวอักษรและเนื้อหาต่างกัน จึงอาจจารึกขึ้นต่างวาระกัน

    ด้าน A ลงปีมหาศักราช 697 ตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) เนื้อความสรรเสริญพระเจ้ากรุงศรีวิชัย และกล่าวว่าพระองค์โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลังเพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี บางแหล่งเรียกพระนามกษัตริย์ในจารึกด้านนี้ว่ามหาราชาธรรมเสตุ

    ด้าน B สั้นกว่าและไม่ได้ระบุปี กล่าวถึงกษัตริย์พระนามวิษณุ ผู้มีพระนามประกอบว่าศรีมหาราชา และมีคำว่าไศเลนทร ซึ่งเป็นชื่อราชวงศ์ที่มีอำนาจในชวาภาคกลาง ตัวอักษรด้านนี้ใกล้เคียงกับอักษรกวิของชวา

    ศิลาแผ่นเดียวที่จารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1318 กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ใช้ไขประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งภูมิภาค

    ศิลาแผ่นใบเสมาที่ไปอยู่กรุงเทพฯ

    ตัวจารึกทำจากหินทราย รูปร่างคล้ายใบเสมา กว้างราว 50 เซนติเมตร สูงราว 104 เซนติเมตร และหนาเพียงราว 9 เซนติเมตร ด้านแรกมีตัวอักษร 29 บรรทัด ส่วนด้านที่สองมีเพียง 4 บรรทัด รวมทั้งหมด 33 บรรทัด ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดอักษรไว้ในกลุ่มอักษรหลังปัลลวะ และในทะเบียนของไทยยังมีรหัสเรียกจารึกนี้ว่า นศ. 9

    ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ผู้ที่ไปวัดเสมาเมืองในวันนี้จึงจะไม่พบศิลาจารึกองค์จริงที่วัด ส่วนสำเนาที่นักวิชาการใช้ศึกษามีทั้งภาพถ่ายและภาพสำเนาจารึกที่ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำไว้เมื่อ พ.ศ. 2545

    การที่จารึกถูกย้ายออกจากที่ตั้งเดิมตั้งแต่นานมาแล้ว ทำให้บันทึกเรื่องจุดที่พบไม่ชัดเจนนัก บทความของนักจารึกชาวอินโดนีเซีย โบเอชารี ระบุในเชิงอรรถว่ามีผู้เสนอว่าศิลานี้มาจากวัดหัวเวียงในไชยา แต่ยังคงเรียกชื่อจารึกลิกอร์ไว้ตามเดิมเพื่อไม่ให้สับสน

    เนื้อความด้าน A: พระราชโองการและพระเถระสองรูป

    ด้าน A เริ่มด้วยบทสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ว่าทรงเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย จากนั้นจึงเล่าว่าพระองค์มีพระราชโองการให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่นามว่าชยันตะ สร้างปราสาทสามหลังถวายพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี

    จารึกยังเล่าต่อว่าเมื่อพระชยันตะมรณภาพ ศิษย์ของท่านนามว่าอธิมุกติ ได้สร้างเจดีย์เพิ่มขึ้นอีกเพื่ออุทิศให้ จารึกบันทึกปีมหาศักราช 697 ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1318 หรือ ค.ศ. 775 ทำให้เป็นหนึ่งในจารึกไม่กี่หลักในคาบสมุทรที่ระบุปีได้แน่นอน

    รายละเอียดเหล่านี้บอกเราหลายเรื่อง เช่น ในเวลานั้นมีคณะสงฆ์มหายานที่มีพระเถระเป็นผู้นำ งานสร้างศาสนสถานใช้เวลานานจนข้ามชั่วอายุของผู้เริ่มงาน และพระราชอำนาจของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยมีผลถึงการก่อสร้างในพื้นที่ที่จารึกนี้ตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนครศรีธรรมราชหรือไชยา

    ด้าน B: จารึกที่ยังไม่จบ และปริศนาเรื่องอายุ

    ด้าน B มีเพียงสี่บรรทัด ประกอบด้วยฉันทลักษณ์แบบสรัคธราหนึ่งบท ต่อด้วยบทที่สองซึ่งเขียนไว้ได้เพียงสามคำแล้วหยุดไป นักวิชาการจึงเชื่อว่าจารึกด้านนี้ยังทำไม่เสร็จ เนื้อความยกย่องกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรว่าเหนือกว่าราชาทั้งปวง และเปรียบเหมือนพระวิษณุองค์ที่สอง

    การที่ด้าน B ไม่ระบุปี ทำให้เกิดหลายสมมติฐาน บอชและเซเดส์เคยเสนอว่าด้าน B อาจเกี่ยวกับการอภิเษกของกษัตริย์ไศเลนทรพระนามสมรครวีรกับเจ้าหญิงตารา ขณะที่โบเอชารีเสนอว่าถ้าผู้สั่งให้จารึกคือพระเจ้าพาลบุตรเทวะ ด้าน B ก็อาจทำขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 หรือหลังด้าน A ราว 75 ปี แต่หลักฐานจากรูปแบบตัวอักษรยังไม่ชัดพอจะยืนยัน

    คำถามเรื่องด้าน B สำคัญเพราะเกี่ยวกับคำถามใหญ่ว่าศรีวิชัยกับไศเลนทรคือราชวงศ์เดียวกันหรือไม่ ถ้าทั้งสองด้านทำในเวลาใกล้กันก็สนับสนุนว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยคือกษัตริย์ไศเลนทร แต่ถ้าทำห่างกันหลายสิบปี ก็อาจเป็นหลักฐานของสองราชวงศ์ที่เกี่ยวพันกันในภายหลัง

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์

    จารึกลิกอร์เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญที่ระบุชื่อศรีวิชัยบนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน และระบุปีได้แน่ชัด จารึกนี้บอกว่าในปี พ.ศ. 1318 อำนาจหรืออิทธิพลของศรีวิชัยขึ้นมาถึงคาบสมุทรภาคใต้ตอนบนแล้ว

    เนื้อหายังบอกเรื่องศาสนาด้วย การสร้างศาสนสถานถวายพระพุทธเจ้าคู่กับพระโพธิสัตว์สององค์ เป็นแบบแผนของพุทธศาสนามหายาน ซึ่งตรงกับหลักฐานศิลปะที่พบในไชยาและที่อื่น ๆ บนคาบสมุทร เช่น รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งก็คือปัทมปาณีนั่นเอง

    ด้าน B ที่เอ่ยถึงราชวงศ์ไศเลนทร ผู้สร้างบุโรพุทโธในชวา ยังช่วยให้นักวิชาการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์คาบสมุทรไทยเข้ากับชวาและสุมาตรา และกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ศรีวิชัยทั้งหมด

    เซเดส์กับการอ่านจารึก

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์บทความที่เชื่อมจารึกลิกอร์เข้ากับจารึกอื่น ๆ ในสุมาตรา และเสนอว่าศรีวิชัยเป็นอาณาจักรทางทะเลที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง งานชิ้นนี้ทำให้ชื่อศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการ

    ตั้งแต่นั้นมา จารึกลิกอร์ถูกอ้างถึงในงานแทบทุกชิ้นที่เขียนเรื่องศรีวิชัย ทั้งในแง่ขอบเขตอำนาจ ความสัมพันธ์กับชวา และพุทธศาสนามหายานในภูมิภาค

    ข้อถกเถียง

    ประเด็นแรกคือที่มาของจารึก ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกถูกย้ายมาจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีหลักฐานศิลปะมหายานหนาแน่นกว่า บางแหล่งจึงเรียกจารึกนี้ว่าจารึกไชยา ปราสาทสามหลังที่กล่าวถึงในจารึกจึงอาจอยู่ที่นครศรีธรรมราชหรือที่ไชยาก็ได้ และยังหาตัวอาคารที่ตรงกับจารึกไม่ได้อย่างแน่ชัด

    ประเด็นที่สองคือความสัมพันธ์ของสองด้าน นักวิชาการบางคนเห็นว่าด้าน B จารึกภายหลังด้าน A และกษัตริย์ที่กล่าวถึงเป็นคนละองค์ บางคนเสนอว่าเป็นกษัตริย์ไศเลนทรพระนามปนังกรณะ บางคนว่าเป็นธรณินทระ ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ

    ประเด็นที่สามคือฐานะของนครศรีธรรมราชในเวลานั้น บางท่านเห็นว่าตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย แต่อีกฝ่ายเสนอว่าตามพรลิงค์เป็นรัฐที่ค่อนข้างอิสระ ส่วนศรีวิชัยเองก็อาจเป็นเครือข่ายเมืองท่ามากกว่าอาณาจักรรวมศูนย์

    วัดเสมาเมืองในวันนี้

    ปัจจุบันวัดเสมาเมืองเป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและใช้ประกอบศาสนกิจ อยู่ไม่ไกลจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ศูนย์กลางทางศาสนาของเมือง ผู้มาเยือนจะเห็นวัดในบริบทของเมืองเก่านครศรีธรรมราช

    การมาเยือนวัดเสมาเมืองคู่กับวัดพระมหาธาตุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ช่วยให้เห็นภาพประวัติศาสตร์เมืองนี้ตั้งแต่สมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย ต่อเนื่องมาถึงยุคที่พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแทนที่

    พิกัดและการนำทาง

    วัดเสมาเมือง ถ.ราชดำเนิน อ.เมืองนครศรีธรรมราช
    พิกัด 8.424670, 99.963471 (8°25′28.8″N 99°57′48.5″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดเสมาเมืองอยู่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ควรแต่งกายสุภาพ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรเที่ยวต่อที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เพื่อชมหลักฐานสมัยตามพรลิงค์และศรีวิชัย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7–12: ตามพรลิงค์. ชุมชนและรัฐโบราณบริเวณนครศรีธรรมราชเริ่มปรากฏในหลักฐาน
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกด้าน A. พระเจ้ากรุงศรีวิชัยโปรดให้พระชยันตะสร้างปราสาทสามหลัง
    • หลัง พ.ศ. 1318 (ค.ศ. หลัง 775): อธิมุกติสร้างเจดีย์เพิ่ม. ศิษย์ของพระชยันตะสร้างเจดีย์อุทิศหลังอาจารย์มรณภาพ
    • ไม่ทราบปีแน่ชัด (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8–กลางคริสต์ศตวรรษที่ 9): จารึกด้าน B. กล่าวถึงกษัตริย์ไศเลนทร มีผู้เสนอว่าอาจทำราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9
    • พ.ศ. 1613 (ค.ศ. 1070): ทูตตามพรลิงค์ครั้งสุดท้าย. คณะทูตครั้งสุดท้ายที่บันทึกไว้ไปยังราชสำนักซ่ง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13): พระบรมธาตุเจดีย์. พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาแพร่หลายในนครศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์ตีพิมพ์. ใช้จารึกลิกอร์ประกอบข้อเสนอเรื่องอาณาจักรศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): ตีพิมพ์คำอ่านของเซเดส์. หนึ่งในเอกสารอ้างอิงหลักที่ฐานข้อมูลจารึกใช้
    • พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986): พิมพ์ซ้ำคำอ่าน. คำอ่านของเซเดส์ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้ง
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): เซเดส์และดาแมส์. บทความสรุปสถานะการตีความจารึกลิกอร์ตีพิมพ์ในมาเลเซีย
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): ทำสำเนาจารึก. มหาวิทยาลัยศิลปากรทำภาพสำเนาจารึกทั้งสองด้าน
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): ฐานข้อมูลจารึก. โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยปรับปรุงข้อมูลจารึกหลักนี้

    รู้หรือไม่

    ลิกอร์คือนคร

    ชื่อจารึกลิกอร์มาจากชื่อที่ชาวตะวันตกใช้เรียกนครศรีธรรมราชมาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

    หินแผ่นเดียว สองกษัตริย์

    ด้านหนึ่งของจารึกเอ่ยถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัย อีกด้านเอ่ยถึงกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรแห่งชวา

    ปัทมปาณีคืออวโลกิเตศวร

    พระโพธิสัตว์ปัทมปาณีที่กล่าวถึงในจารึก คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในรูปที่ถือดอกบัว

    บทกวีที่ยังเขียนไม่จบ

    ด้าน B ของจารึกหยุดลงหลังบทกวีบทที่สองได้เพียงสามคำ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมจึงไม่ได้จารึกต่อ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ligor inscription (Wikipedia)
    2. Srivijaya (Wikipedia)
    3. Shailendra dynasty (Wikipedia)
    4. Tambralinga (Wikipedia)
    5. Nakhon Si Thammarat (Wikipedia)
    6. Nakhon Si Thammarat (Britannica)
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช
    8. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
    9. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย (ศมส.): จารึกวัดเสมาเมือง
    10. Boechari: On the Date of the Inscription of Ligor B (SPAFA Journal)
    11. Coedès & Damais: The inscription on the Ligor Stone (PADAT record)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พระบรมธาตุไชยา

    พระบรมธาตุไชยา

    ภาพประกอบ: Wat Phra Borommathat Chaiya Ratcha Worawihan · samfotograf · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เจดีย์ศิลปะแบบศรีวิชัยกลางเมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์กลางของหลักฐานพุทธศาสนามหายานในคาบสมุทรภาคใต้ และที่มาของประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดอันโด่งดัง · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–9) ถึงปัจจุบัน

    ที่ตั้งวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    ฐานะของวัดพระอารามหลวงชั้นเอก
    รูปแบบศิลปะแบบศรีวิชัย มีอิทธิพลศิลปะชวา
    โบราณวัตถุเด่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด สูงราว 63 เซนติเมตร
    ที่เก็บพระโพธิสัตว์ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    พิพิธภัณฑ์ใกล้เคียงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
    ความสูงราว 24 เมตร
    การบูรณะครั้งใหญ่กรมศิลปากร พ.ศ. 2521–2523

    เมืองไชยาบนคาบสมุทร

    ไชยาเป็นอำเภอเก่าแก่ทางตอนเหนือของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งอ่าวไทย ในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของภาคใต้ตอนบน ชื่อไชยามีผู้เสนอที่มาไว้หลายทาง บางคนว่ามาจากคำมลายู cahaya ที่แปลว่าแสงสว่าง บางคนเชื่อว่าเพี้ยนมาจากคำว่าศรีวิชัย แต่ยังไม่มีข้อสรุป

    ไม่ไกลจากตัวเมืองมีแหลมโพธิ์ ซึ่งพบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ภาชนะดินเผาจากอินเดีย และแก้วเปอร์เซีย นักวิชาการจึงเชื่อว่าบริเวณนี้เคยเป็นท่าเรือการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7–13 และอาจเป็นปลายทางฝั่งตะวันออกของเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอันดามัน

    หลักฐานสำคัญ

    • พระบรมธาตุไชยา: เจดีย์อิฐสมัยศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด: ประติมากรรมสำริดสูง 63 เซนติเมตร พบที่ไชยาในปี 2448 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    เจดีย์ศิลปะศรีวิชัย

    พระบรมธาตุไชยาตั้งอยู่ภายในวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก องค์เจดีย์ถือเป็นตัวอย่างศิลปะแบบศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะเป็นอาคารซ้อนชั้นหลังคาขึ้นไปสามชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยเจดีย์จำลองขนาดเล็ก รวมแล้ว 24 องค์

    นักประวัติศาสตร์ศิลปะเห็นว่ารูปทรงนี้คล้ายกับศาสนสถานในชวาภาคกลาง ซึ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างคาบสมุทรภาคใต้กับหมู่เกาะอินโดนีเซีย และสะท้อนว่าคนที่นี่เคยนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน ก่อนที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทจะเข้ามาแพร่หลายในภายหลัง

    เจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง ส่วนบนบางส่วนจึงเป็นงานสมัยหลัง นักวิชาการต้องแยกแยะว่าส่วนใดเป็นของดั้งเดิมเมื่อพิจารณาอายุของเจดีย์

    พระโพธิสัตว์สำริดที่เหลือเพียงครึ่งองค์ ยังบอกเล่าได้ชัดเจนว่าไชยาเคยเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนามหายานริมทะเลอ่าวไทย

    รูปทรงและโครงสร้างขององค์เจดีย์

    พระบรมธาตุไชยาสูงราว 24 เมตร เป็นเจดีย์ทรงปราสาท คือมีลักษณะเหมือนอาคารที่มีห้องอยู่ภายใน ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมที่ประดับด้วยเสาติดผนัง มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันออกไปสู่ห้องกลาง ด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีมุขยื่นออกมาเป็นทางเข้า

    เหนือเรือนธาตุเป็นหลังคาซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป แต่ละชั้นประดับด้วยเจดีย์จำลองเล็ก ๆ ส่วนยอดบนสุดทำเป็นทรงแปดเหลี่ยมรองรับยอดกรวย นักวิชาการมักอธิบายว่าการซ้อนชั้นแบบนี้สื่อถึงเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติโบราณ

    วัสดุหลักคืออิฐที่ก่อเป็นผนังรับน้ำหนัก ใช้ปูนสอบาง ๆ มีหินทรายประกอบบางส่วน และเดิมผิวนอกเป็นงานปูนปั้น นักประวัติศาสตร์ศิลปะเทียบรูปแบบนี้กับจันทิในชวาภาคกลาง เช่น จันทิปาวน จันทิเมนดุต และจันทิกะลาสัน ซึ่งล้วนสร้างในราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9

    การบูรณะในแต่ละสมัย

    ในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนยอดของเจดีย์ซึ่งชำรุดได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงบันทึกลักษณะของฐานเจดีย์ไว้ในพระราชหัตถเลขาระหว่างเสด็จประพาส และพระครูโสภณเจตสิการาม เจ้าอาวาสในเวลานั้น ได้รายงานวิธีการก่ออิฐ การใช้หิน และการปิดทองที่ใช้ในการซ่อมต่อเจ้าเมือง

    ในสมัยใหม่ มีการบูรณะอีกหลายครั้ง ได้แก่ พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ครั้งต่อมาใน พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งงบประมาณไว้ 500,000 บาท แต่ทำงานได้ไม่มากนัก และใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) มีการทำความสะอาดและทาสีใหม่เพื่อเตรียมรับเสด็จ

    การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดคือระหว่าง พ.ศ. 2521–2523 (ค.ศ. 1978–1980) กรมศิลปากรแบ่งงานเป็นสามระยะ ทั้งเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง ปิดทอง และติดตั้งฉัตรใหม่ แม้จะผ่านการซ่อมหลายรอบ นักวิชาการยังเห็นว่าเจดีย์รักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ได้มากกว่าเจดีย์สมัยเดียวกันแห่งอื่นในไทย

    เจดีย์นี้สร้างเมื่อใด: หลายความเห็น

    ไม่มีจารึกที่บอกปีสร้างพระบรมธาตุไชยาโดยตรง นักวิชาการจึงต้องกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะ ความเห็นที่แพร่หลายที่สุดคือราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–10) ในช่วงที่ศิลปะแบบศรีวิชัยรุ่งเรือง และสอดคล้องกับอายุของจันทิในชวาภาคกลางที่มีรูปแบบคล้ายกัน

    บางคนนำจารึกหลักที่ 23 ซึ่งระบุ พ.ศ. 1318 มาใช้ประกอบ โดยเชื่อว่าจารึกที่กล่าวถึงการสร้างปราสาทอิฐสามหลังนั้นหมายถึงไชยา แต่เนื่องจากที่มาของจารึกเองยังเป็นข้อถกเถียง การใช้จารึกนี้กำหนดอายุเจดีย์จึงยังไม่หนักแน่นพอ

    มีงานศึกษาทางสถาปัตยกรรมที่เสนอมุมมองต่างออกไป โดยวิเคราะห์ว่าเจดีย์อาจผ่านการสร้างและดัดแปลงสามระยะ ระยะแรกมีผังและลักษณะใกล้กับศาสนสถานแบบจามในเวียดนาม เช่น กลุ่มอาคาร E1 ที่หมี่เซิน ก่อนจะถูกขยายเป็นหลังคาสามชั้นและเพิ่มเจดีย์จำลองแบบศรีวิชัยในระยะหลัง ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่แสดงว่าคำถามเรื่องอายุยังเปิดอยู่

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งไชยา

    โบราณวัตถุที่ทำให้ไชยามีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ซึ่งเหลือเพียงพระวรกายท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา และถูกนำเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดูแลกิจการหัวเมือง

    ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8) งามด้วยสัดส่วนที่อ่อนช้อยและเครื่องประดับละเอียด นักประวัติศาสตร์ศิลปะเห็นอิทธิพลจากศิลปะอินเดียหลังสมัยคุปตะและปาละ รวมทั้งศิลปะชวาภาคกลาง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และนับเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาในพุทธศาสนามหายาน การพบรูปเคารพชิ้นนี้และรูปพระโพธิสัตว์อื่น ๆ ในไชยาจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานของภูมิภาค

    แหล่งโบราณคดีรอบพระบรมธาตุ

    รอบวัดพระบรมธาตุยังมีวัดร้างที่ร่วมสมัยกันอีกหลายแห่ง เช่น วัดหลงและวัดแก้ว การขุดค้นที่วัดเหล่านี้พบพระพุทธรูปดินเผา สถูปดินเผาจำลอง และเครื่องถ้วยจีน ส่วนวัดอื่นในบริเวณใกล้เคียงเหลือเพียงเนินอิฐ หลักฐานทั้งหมดนี้แสดงว่าไชยาเคยเป็นชุมชนใหญ่ที่มีศาสนสถานหนาแน่น

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ตั้งอยู่ข้างวัดพระบรมธาตุ จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยที่พบในท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ยังเล่าถึงท่านพุทธทาสภิกขุ พระภิกษุชาวไชยาผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ซึ่งสนใจศึกษาโบราณคดีของบ้านเกิดอย่างจริงจังด้วย

    ความเชื่อ ตำนาน และประเพณี

    ชาวพุทธเชื่อว่าภายในองค์เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ชาวใต้นับถือพระบรมธาตุไชยาเป็นหนึ่งในพระธาตุสำคัญของภาคใต้ ร่วมกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และมีประเพณีแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุเพื่อทำบุญเป็นประจำ

    ตามตำนานท้องถิ่น ครั้งหนึ่งเกิดความแห้งแล้งรุนแรง แล้วมีน้ำผุดขึ้นที่ฐานพระธาตุสี่แห่ง ต่อมามีการปิดไปสามแห่งเพื่อรักษาฐานเจดีย์ เหลือไว้เพียงบ่อเดียวให้ผู้คนได้เห็น เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ

    ความสำคัญของพระบรมธาตุไชยาต่อคนในพื้นที่สะท้อนให้เห็นจากตราประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้ภาพองค์พระบรมธาตุไชยาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด

    ข้อถกเถียง: ไชยาคือเมืองหลวงของศรีวิชัยหรือไม่

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ความเห็นนี้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในวงวิชาการนานาชาติ แต่นักวิชาการไทยบางท่าน เช่น หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี เสนอว่าไชยาเคยเป็นศูนย์กลางของศรีวิชัยในบางช่วงเวลา โดยอ้างหลักฐานศิลปะมหายานที่พบหนาแน่นในเมืองนี้

    นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงเรื่องจารึกหลักที่ 23 ซึ่งระบุปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) และกล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสร้างศาสนสถาน ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกนี้มาจากไชยา ทำให้บางแหล่งเชื่อมโยงจารึกนี้กับวัดในไชยา

    ปัจจุบันนักวิชาการหลายคนเห็นว่าศรีวิชัยอาจไม่ใช่อาณาจักรที่มีเมืองหลวงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายเมืองท่าที่นับถือพุทธศาสนามหายานร่วมกัน ศูนย์อำนาจย้ายไปมาได้ตามสถานการณ์ หากมองแบบนี้ ไชยาก็เป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายบนคาบสมุทร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองหลวงของทั้งหมด

    พิกัดและการนำทาง

    พระบรมธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
    พิกัด 9.384596, 99.184736 (9°23′04.5″N 99°11′05.1″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหารอยู่ในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ข้างวัดมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัย ในบริเวณใกล้เคียงยังมีวัดหลง วัดแก้ว และสวนโมกขพลาราม ส่วนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์จริงชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–18 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–13): ท่าเรือแหลมโพธิ์. การค้าเครื่องถ้วยจีน ภาชนะอินเดีย และแก้วเปอร์เซีย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8): หล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร. ประติมากรรมสำริดศิลปะแบบศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกหลักที่ 23. จารึกกล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสร้างศาสนสถาน มีข้อถกเถียงว่าพบที่ไชยาหรือนครศรีธรรมราช
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–10): สร้างพระบรมธาตุไชยา. อายุตามความเห็นที่แพร่หลาย กำหนดจากรูปแบบศิลปะ
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19–ต้น 20): ซ่อมยอดเจดีย์. พระครูโสภณเจตสิการามรายงานวิธีการซ่อม
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พระโพธิสัตว์ย้ายเข้ากรุงเทพฯ. ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์เสนอทฤษฎีปาเล็มบัง. จุดเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929): บูรณะ. การซ่อมแซมครั้งแรกในสมัยใหม่
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม. ท่านพุทธทาสภิกขุ ชาวไชยา ผู้สนใจโบราณคดีท้องถิ่น
    • พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957): งบบูรณะ 500,000 บาท. สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ทำงานได้ไม่มาก
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เตรียมรับเสด็จ. ทำความสะอาดและทาสีองค์เจดีย์
    • พ.ศ. 2521–2523 (ค.ศ. 1978–1980): บูรณะครั้งใหญ่. กรมศิลปากรเสริมโครงสร้าง ปิดทอง และติดตั้งฉัตรใหม่

    รู้หรือไม่

    ครึ่งองค์แต่ระดับโลก

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งไชยาเหลือเพียงท่อนบน แต่ถือเป็นประติมากรรมสำริดที่งามที่สุดชิ้นหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ชื่อเมืองที่ยังไขไม่ออก

    ชื่อไชยาอาจมาจากคำมลายูแปลว่าแสงสว่าง หรืออาจเพี้ยนมาจากศรีวิชัย นักวิชาการยังไม่ได้ข้อยุติ

    เจดีย์คล้ายชวา

    รูปทรงของพระบรมธาตุไชยาคล้ายศาสนสถานในชวาภาคกลาง ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ข้ามทะเลระหว่างคาบสมุทรกับหมู่เกาะ

    บนตราจังหวัด

    ตราประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีใช้ภาพพระบรมธาตุไชยา แสดงว่าเจดีย์นี้เป็นหัวใจของคนในจังหวัด

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Torso of Avalokiteshvara (Wikipedia)
    2. Chaiya district (Wikipedia)
    3. Bangkok National Museum (Wikipedia)
    4. ศิลปวัฒนธรรม: เมื่อเช-ลิ-โฟ-ชิ ไม่ใช่ไชยา เมืองหลวงศรีวิชัยจะอยู่ที่ไหน
    5. ศิลปวัฒนธรรม: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
    7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา (กรมศิลปากร)
    8. Srivijaya (Wikipedia)
    9. SAC Southeast Asian Arts: Phra Borommathat Chaiya
    10. วารสารหน้าจั่ว: การวิเคราะห์ใหม่ สถาปัตยกรรมพระบรมธาตุไชยา
    11. ผู้จัดการออนไลน์: พระบรมธาตุไชยา
    12. แนวหน้า: วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
    13. Wikipedia: Wat Phra Borommathat Chaiya

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระบรมธาตุไชยา
    View outside Wat Phra Borommathat Chaiya Ratcha Worawihan · samfotograf · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Bodhisattava Avalokiteshvara, Chaiya Art พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ศิลปะไชยา 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Phra Borom That Chaiya · Xiengyod · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Bangkok National Museum – Padmapani Bodhisattava from Chaiya (30 Jun 2024) 03 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Chaiya Wat Kaew · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Wat Kaeo Chaiya Ahoerstemeier 4 · Ahoerstemeier · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Wat Long Chaiya Ahoerstemeier 1 · Ahoerstemeier · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • เขาสามแก้ว ชุมพร

    เขาสามแก้ว ชุมพร

    ภาพประกอบ: Glass artifacts KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองท่ายุคเหล็กริมแม่น้ำท่าตะเภา จังหวัดชุมพร ที่ช่างจากอินเดีย ชาวพื้นเมือง และสินค้าจากจีนมาพบกันเมื่อราว 2,300 ปีก่อน · ราว พ.ศ. 143–643 (คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    ที่ตั้งตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ริมแม่น้ำท่าตะเภา
    ขนาดราว 52–55 เฮกตาร์ (ประมาณ 330 ไร่) ครอบคลุมเนินเขา 4 ลูก
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–1 ก่อน ค.ศ.
    การขุดค้นหลักคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2548–2552
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินและแก้ว เศษงานช่างโลหะ ภาชนะดินเผาอินเดียและจีนสมัยฮั่น กำแพงดิน
    ผู้ดูแลกรมศิลปากร
    อายุจากคาร์บอน-14ชั้นดินใต้กำแพงได้ค่าราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ.
    พื้นที่ภายในกำแพงราว 17 เฮกตาร์ ตามการประเมินของชาร์ลส์ ไฮแอม

    เนินเขาสี่ลูกริมแม่น้ำท่าตะเภา

    เขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร ไม่ไกลจากตัวเมืองชุมพรในปัจจุบัน ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งกระจายอยู่บนและรอบเนินเขาเตี้ย ๆ สี่ลูก ติดกับแม่น้ำท่าตะเภาซึ่งไหลออกสู่อ่าวไทย

    ชุมพรอยู่ตรงช่วงแคบของคาบสมุทร ใกล้กับคอคอดกระ จากที่นี่เดินทางข้ามเขาไปถึงฝั่งทะเลอันดามันได้ในระยะไม่ไกล ทำเลนี้ทำให้เขาสามแก้วกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้กับอ่าวเบงกอล พ่อค้าไม่ต้องแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูทั้งหมด แต่ขนสินค้าข้ามแผ่นดินแทน

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต: ลูกปัดแบบอินเดียที่บางส่วนผลิตในเมืองท่าแห่งนี้ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะสำริดดีบุกสูง: ภาชนะสำริดผนังบาง สะท้อนช่างโลหะฝีมือสูง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ชาวบ้านในพื้นที่พบลูกปัดหินและลูกปัดแก้วมานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขาย กรมศิลปากรเข้าสำรวจแหล่งนี้ในช่วงทศวรรษ 2520

    งานขุดค้นครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2548–2552 โดยคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) เป็นผู้นำฝ่ายฝรั่งเศส ทีมงานขุดหลุมทดสอบถึง 136 หลุมเพื่อทำแผนผังของเมือง

    ผลงานรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ Khao Sam Kaeo: An Early Port-City between the Indian Ocean and the South China Sea ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ถือเป็นรายงานที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับเมืองท่ายุคแรกในคาบสมุทรไทย

    บนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมแม่น้ำท่าตะเภา ช่างจากอินเดียเคยนั่งเจียลูกปัดข้างคนพื้นเมือง ขณะที่ไหจากจีนวางเรียงอยู่ในย่านเดียวกัน

    เมืองที่มีกำแพงและย่านต่าง ๆ

    เขาสามแก้วมีพื้นที่ราว 52–55 เฮกตาร์ ในจำนวนนี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาแน่นอย่างน้อย 35 เฮกตาร์ นักโบราณคดีพบกำแพงดินและคันดินทางด้านตะวันออก รวมทั้งโครงสร้างควบคุมน้ำ และลานดินขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกัน

    สิ่งที่น่าสนใจคือเมืองถูกแบ่งเป็นย่าน แต่ละย่านมีกำแพงดินล้อมรอบ และดูเหมือนแยกตามอาชีพ เช่น ย่านช่างและย่านพ่อค้า บนเนินที่ 3 และเนินที่ 4 พบภาชนะดินเผาจากต่างแดนหนาแน่นเป็นพิเศษ นักวิชาการจึงเสนอว่าเป็นย่านที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่

    ภาพที่ได้คือเมืองท่าที่มีการวางผังอย่างตั้งใจ มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงหมู่บ้านที่บังเอิญได้รับสินค้าจากเรือที่ผ่านมา

    ชั้นดิน การกำหนดอายุ และชีวิตประจำวัน

    ชาวเขาสามแก้วตั้งบ้านเรือนบนที่สูงของเนินเขา เพราะพื้นที่ต่ำริมแม่น้ำมักถูกน้ำท่วมเป็นระยะ ในชั้นดินที่อยู่อาศัยพบเตาไฟและหลุมเสาเรียงซ้อนกันหลายระดับ แสดงว่ามีการปลูกสร้างบ้านใหม่ทับที่เดิมหลายครั้ง ตัวบ้านเป็นเรือนไม้ จึงเหลือเพียงร่องรอยหลุมเสา ส่วนที่เชิงเนินที่ 1 พบลานดินขนาดใหญ่สองแห่งและซากสิ่งก่อสร้างพร้อมทางเดิน

    อายุของเมืองได้จากการหาค่าคาร์บอนกัมมันตรังสี ชั้นดินที่อยู่ใต้แนวกำแพงหลายช่วงมีเครื่องประดับแก้ว คาร์เนเลียน และอาเกต ซึ่งได้ค่าอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ. หรือราว พ.ศ. 143–343 จึงเชื่อได้ว่าการผลิตเครื่องประดับเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างกำแพง ชาร์ลส์ ไฮแอม ประเมินว่าพื้นที่ภายในกำแพงมีราว 17 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมดราว 52 เฮกตาร์

    หลักฐานการฝังศพที่ยืนยันได้มีเพียงแห่งเดียว คือภาชนะบรรจุกระดูกที่ขอบด้านเหนือของหุบที่ 3 ข้างในเป็นกระดูกที่ผ่านการเผาของเด็กสองคน อายุราว 11–15 ปี และ 0–2 ปี การที่พบหลุมศพน้อยมากทำให้ยังไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ของเมืองจัดการกับผู้ตายอย่างไร

    สิ่งที่พบ: งานช่างจากหลายแหล่ง

    เขาสามแก้วเป็นแหล่งผลิตของมีค่า ทีมขุดค้นพบเศษวัสดุจากการทำลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต การหลอมแก้ว และงานโลหะ รวมถึงก้อนสำริดเนื้อดีบุกสูงที่น่าจะผลิตเพื่อส่งออก หลักฐานการตีเหล็กพบได้ตั้งแต่ราว 200 ปีก่อน ค.ศ. นักวิชาการเห็นว่าเทคนิคบางอย่างเป็นแบบอินเดีย จึงเสนอว่ามีช่างชาวอินเดียมาทำงานอยู่ที่นี่

    ภาชนะดินเผามีทั้งแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากอินเดีย ไหทรงถังจากจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือสมัยราชวงศ์ฮั่น และภาชนะท้องถิ่นที่มีลวดลายคล้ายวัฒนธรรมซาหวิ่นห์ของเวียดนามกลาง นอกจากนี้ยังพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน หินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน และแก้วสีน้ำเงินโคบอลต์

    หลักฐานพืชก็บอกเรื่องการติดต่อได้เช่นกัน ทีมวิจัยพบถั่วเขียวที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย ข้าวที่ปลูกเลี้ยงแล้ว และข้าวฟ่างหางจิ้งจอก ส่วนรายงานท้องถิ่นกล่าวถึงลูกปัดที่มีอักษรพราหมีและชิ้นส่วนกลองมโหระทึกแบบดองซอนจากพื้นที่นี้ด้วย

    ตราประทับและชื่อของคนเมื่อ 2,200 ปีก่อน

    ในบรรดาของจากเขาสามแก้วและเขาเสกที่อยู่ใกล้เคียง มีตราประทับและลูกปัดหินจารึกอักษรพราหมีภาษาปรากฤตกลุ่มหนึ่ง อุเทน วงศ์สถิตย์ และคณะ ศึกษาของกลุ่มนี้และพบว่าส่วนใหญ่เป็นชื่อบุคคล กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน ค.ศ. เช่น โคมิตสะ ซึ่งแปลว่าตราของโคมิตะ และพมศโม ซึ่งตรงกับชื่อสันสกฤตพรหมศรมัน

    บางชื่อบอกศาสนาของเจ้าของได้ เช่น ศฆิยศ ซึ่งตรงกับคำว่าสังฆิยะ หมายถึงผู้นับถือพุทธศาสนา และพุทธเทวสะ ซึ่งพบที่เขาเสก ตราของอสิลสะมีสัญลักษณ์ธงพระอินทร์ ส่วนลูกปัดที่จารึกชื่อลตาและโสนะ ผู้ศึกษาตีความว่าโสนะเกี่ยวข้องกับทอง จึงอาจเป็นของคนในกลุ่มช่างทอง

    ที่น่าสนใจคือมีตราหลายชิ้นที่สะกดผิด เช่น ชื่ออนันทะที่วางเครื่องหมายผิดตำแหน่ง และลูกปัดที่สลักด้านหลังผิดไปจากด้านหน้า ผู้ศึกษาเห็นว่านี่เป็นงานของช่างท้องถิ่นที่ยังไม่คุ้นกับอักษรอินเดีย แปลว่ามีการสั่งทำตราในพื้นที่ ไม่ได้นำเข้ามาสำเร็จรูปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ของเหล่านี้ส่วนมากไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบตัวอักษรเป็นหลัก

    โลหะ หยก และทอง: โรงงานข้ามวัฒนธรรม

    งานโลหะที่เขาสามแก้วรวมเทคนิคจากหลายแหล่ง ช่างทำชามสำริดแบบมีปุ่มกลางด้วยสำริดเนื้อดีบุกสูง และหล่อก้อนสำริดเพื่อส่งออก แม่พิมพ์ก้อนโลหะแบบมีปุ่มชี้ไปทางเทคโนโลยีของเอเชียใต้ ขณะที่ของบางชิ้นสะท้อนประเพณีโลหะของเวียดนามและจีนสมัยฮั่น ในส่วนของเหล็ก วัตถุเหล็กที่พบกว่าครึ่งเป็นตะกรัน และในพื้นที่ไม่มีแหล่งแร่เหล็ก ช่างจึงต้องนำวัตถุดิบมาจากที่อื่นแล้วมาตีขึ้นรูปที่นี่

    หยกเนไฟรต์ที่พบมีทั้งชิ้นหยกที่ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมรอขึ้นรูปและแกนหินที่เหลือจากการเจาะ ผลวิเคราะห์ชี้ว่ามาจากแหล่งหินเฟิงเถียนในไต้หวัน การพบเศษจากการทำงานแบบนี้แปลว่าช่างที่เขาสามแก้วรับหยกดิบมาแปรรูปเอง นอกจากนี้ยังพบหินมัสโคไวต์สีเขียวที่มาจากเกาะมินโดโรในฟิลิปปินส์ด้วย

    เครื่องประดับทองก็มีลักษณะผสม ลูกปัดทองบางเม็ดหุ้มด้วยแผ่นทองบาง ลูกปัดทรงหลายเหลี่ยมคล้ายแบบที่พบในพม่า และจี้บางชิ้นคล้ายของที่ออกแก้วในเวียดนามใต้ ส่วนของจากโลกโรมันที่มาถึงภายหลังก็มี เช่น หัวแหวนคาร์เนเลียนสีเหลืองอ่อนรูปเทพมาร์สสวมหมวกเกราะถือหอก อายุราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3 แต่ไม่ทราบชั้นดินที่พบ

    เรื่องแก้วยังเป็นประเด็นที่นักวิชาการถกกันอยู่ ดุสซูบิเยอและกราตูซเสนอว่าแก้วโซดาอะลูมินาสูตรหนึ่งที่พบที่นี่ไม่พบในแหล่งอินเดียใต้และศรีลังกา เขาสามแก้วจึงอาจเป็นแหล่งผลิตแก้วหลักเสียเอง ข้อเสนอนี้ท้าทายความเชื่อเดิมว่าแก้วทั้งหมดมาจากอินเดีย

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    เขาสามแก้วเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย ในอดีตเคยเชื่อกันว่าคนพื้นเมืองรับอารยธรรมอินเดียผ่านพ่อค้าที่แวะมาเป็นครั้งคราว แต่หลักฐานที่นี่แสดงว่ามีช่างต่างชาติอยู่อาศัยระยะยาวและถ่ายทอดเทคนิคให้คนท้องถิ่น สินค้าที่ผลิตก็ทำตามรสนิยมของผู้ซื้อในหลายภูมิภาค ลูกปัดจากแหล่งในแถบนี้เดินทางไปไกลถึงฟิลิปปินส์

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันในบางประเด็น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าช่างอินเดียตั้งรกรากถาวรและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี อีกฝ่ายเห็นว่าการมองแบบนี้ให้น้ำหนักกับอินเดียมากเกินไป และเสนอว่าเป็นการผสมผสานที่คนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญเท่า ๆ กัน งานวิเคราะห์ส่วนผสมของแก้วบางชิ้นยังชี้ว่าอาจมีแหล่งผลิตแก้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง

    ซิง ชิว นักวิชาการด้านเศรษฐกิจโลกยุคโบราณ ยกข้อสังเกตของเบลลินาเองว่ายังไม่พบกองของเสียจากการผลิตหรือของใช้อินเดียที่หนาแน่นพอจะบอกว่ามีชุมชนชาวอินเดียตั้งถิ่นฐานอยู่ เขาจึงเสนอให้มองเป็นการผสมผสานที่ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่า แม้แต่ที่มาของดีบุกก็ยังสรุปไม่ตรงกัน เพราะงานช่วงแรกของทีมขุดค้นเสนอว่าโลหะนำเข้าจากอินเดีย ขณะที่งานรุ่นหลังเสนอว่าได้จากแหล่งท้องถิ่น

    เขาสามแก้วมีอายุร่วมสมัยกับบ้านดอนตาเพชรในกาญจนบุรี ทั้งสองแห่งจัดเป็นหลักฐานยุคแรกสุดของการติดต่อระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–2 ก่อน ค.ศ.

    เขาสามแก้วในวันนี้

    หลังคริสต์ศตวรรษที่ 1 กิจกรรมที่เขาสามแก้วลดลง เมืองท่าแห่งอื่นในคาบสมุทรเริ่มมีบทบาทแทน ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

    แหล่งโบราณคดีอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเปิดให้เข้าชมได้ ผู้มาเยือนจะเห็นสภาพเนินเขาและภูมิประเทศริมแม่น้ำ ส่วนโบราณวัตถุสำคัญศึกษาเพิ่มเติมได้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมืองชุมพร
    พิกัด 10.527200, 99.182000 (10°31′37.9″N 99°10′55.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเข้าชมได้ พื้นที่เป็นเนินเขาและสวน ไม่มีโบราณสถานขนาดใหญ่ให้เห็น ควรชมโบราณวัตถุและนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพรประกอบด้วย

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 143 (ค.ศ. ราว 400 ปีก่อน): เริ่มเป็นเมืองท่า. การอยู่อาศัยหนาแน่นเริ่มขึ้นบนเนินเขาทั้งสี่
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน): ผลิตเครื่องประดับก่อนสร้างกำแพง. ค่าคาร์บอน-14 จากชั้นดินใต้แนวกำแพง
    • ราว พ.ศ. 243 (ค.ศ. ราว 300 ปีก่อน): ถั่วเขียวจากอินเดีย. พืชที่ปลูกเลี้ยงในอินเดียเดินทางมาถึงคาบสมุทรไทย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 3–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน): ตราประทับอักษรพราหมี. ตราชื่อบุคคลภาษาปรากฤต เช่น โคมิตะ และพุทธเทวะ
    • ราว พ.ศ. 343 (ค.ศ. ราว 200 ปีก่อน): ตีเหล็กและหลอมแก้ว. หลักฐานการตีเหล็กและงานช่างหลายประเภท
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –1): ช่วงท้าย. กิจกรรมลดลง เมืองท่าแห่งอื่นมีบทบาทแทน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7–8 (ค.ศ. กลางคริสต์ศตวรรษที่ 2–ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3): หัวแหวนรูปเทพมาร์ส. ของแบบโรมันที่มาถึงหลังยุครุ่งเรือง ไม่ทราบชั้นดิน
    • ทศวรรษ 2520 (ค.ศ. ทศวรรษ 1980): กรมศิลปากรสำรวจ. แหล่งเป็นที่รู้จักจากลูกปัดที่ชาวบ้านพบ
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นไทย-ฝรั่งเศส. ขุดหลุมทดสอบ 136 หลุม ทำแผนผังเมืองท่า
    • พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006): บทความชุดแรกใน BEFEO. เผยแพร่ผลศึกษาแก้ว โลหะ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเขาสามแก้ว
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): งานวิเคราะห์โลหะ. บทความเสนอว่าเขาสามแก้วเป็นจุดรวมประเพณีโลหะข้ามเอเชีย
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรวมผลการศึกษาเขาสามแก้วฉบับสมบูรณ์

    รู้หรือไม่

    หยกจากไต้หวัน

    ที่เขาสามแก้วพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน แสดงว่าเครือข่ายการค้าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนกว้างไกลมาก

    ถั่วเขียวจากอินเดีย

    นักโบราณคดีพบเมล็ดถั่วเขียวสายพันธุ์ที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย การค้าจึงพาทั้งสินค้าและพืชอาหารข้ามทะเลมาด้วย

    เมืองที่แบ่งย่าน

    กำแพงดินภายในเมืองแบ่งพื้นที่เป็นย่านตามอาชีพและกลุ่มคน คล้ายย่านชาวต่างชาติในเมืองท่ายุคหลัง

    ตราที่สะกดผิด

    ตราประทับบางชิ้นจากเขาสามแก้วสะกดชื่อผิด นักวิชาการมองว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่กำลังหัดเขียนอักษรอินเดีย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khao Sam Kaeo (Wikipedia)
    2. Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula (NUS Press)
    3. Glover & Bellina: Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo, the earliest Indian contacts re-assessed
    4. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    5. GotoKnow: สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ภาคใต้
    6. ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
    7. Wongsathit et al.: Epigraphs on seals in Southern Thailand (JLC)
    8. Bead Research: Southeast Asia bibliography
    9. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เขาสามแก้ว ชุมพร
    KSK Site Map · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เขาสามแก้ว ชุมพร
    Bead Production KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เขาสามแก้ว ชุมพร
    Looting at KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ภูเขาทอง ระนอง

    ภูเขาทอง ระนอง

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เมืองท่าโบราณริมทะเลอันดามันในจังหวัดระนอง ที่พบเศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬ ของจากโลกโรมัน และกระจกจีนสมัยฮั่น อายุราว 2,000 ปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 3–9 (ปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3–4)

    ที่ตั้งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ชายฝั่งทะเลอันดามัน
    แหล่งใกล้เคียงบางกล้วยนอก และซากเรือโบราณปากคลองกล้วย
    บทบาทสถานีการค้าชายฝั่งและแหล่งผลิตลูกปัด
    เริ่มศึกษาราว พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)
    หลักฐานเด่นเศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬ-พราหมี หัวแหวนแบบโรมัน แก้วโมเสก กระจกสำริดจีนสมัยฮั่น
    เส้นทางข้ามคาบสมุทรภูเขาทอง–ทุ่งตะโก (ชุมพร) ไปสู่ฝั่งอ่าวไทย
    การกำหนดอายุเทียบจากรูปแบบโบราณวัตถุ ยังไม่มีค่าคาร์บอนกัมมันตรังสีของแหล่ง
    ที่เก็บของสำคัญสำนักศิลปากรที่ 15 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    ที่ตั้งริมฝั่งอันดามัน

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทองอยู่ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ทางฝั่งตะวันตกของคอคอดกระ พื้นที่นี้หันหน้าออกสู่ทะเลอันดามัน มีลำคลองและป่าชายเลนที่เรือขนาดเล็กเข้าออกได้ ทำเลแบบนี้เหมาะกับการเป็นจุดจอดเรือของพ่อค้าที่ข้ามมหาสมุทรอินเดียมา

    ไม่ไกลจากภูเขาทองมีแหล่งบางกล้วยนอก ซึ่งพบโบราณวัตถุคล้ายกัน นักวิชาการจึงมองว่าทั้งสองแห่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท่าเรือกลุ่มเดียวกัน ส่วนที่ปากคลองกล้วย บ้านบางกล้วย ตำบลกำพวน ยังพบซากเรือไม้โบราณจมอยู่ในโคลนอีกด้วย

    หลักฐานสำคัญ

    • เศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬพราหมี: เศษภาชนะที่จารึกคำในภาษาทมิฬ ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ลูกปัดและเครื่องประดับทองคำ: ลูกปัดทองคำเทคนิคเม็ดทองจิ๋ว ฝีมือช่างชั้นสูง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    เดิมชาวบ้านพบลูกปัดและเศษภาชนะในพื้นที่มานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขายไม่น้อย งานทางวิชาการเริ่มจริงจังราว พ.ศ. 2548 เมื่อคณะนักโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส นำโดยเบเรนิซ เบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ร่วมกับนักโบราณคดีไทย เข้ามาสำรวจ

    หลังจากนั้นมีการสำรวจและเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วง พ.ศ. 2549–2550 และ 2552 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กใน พ.ศ. 2554 บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ จากสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต เป็นผู้ศึกษาแหล่งนี้อย่างต่อเนื่อง และเสนอว่าภูเขาทองคือเมืองท่าที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนที่เรียกกันว่าสุวรรณภูมิ

    สำหรับบางกล้วยนอก ยังไม่เคยมีการขุดค้นแบบควบคุมชั้นดิน ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการสำรวจผิวดินและของที่ชาวบ้านพบ

    เศษหม้อใบเดียวที่มีตัวอักษรทมิฬเพียงสามตัว บอกเราว่าเมื่อสองพันปีก่อน มีคนจากอินเดียใต้มาเดินอยู่บนชายฝั่งระนอง

    สิ่งที่พบ: จารึกทมิฬ ของโรมัน และกระจกจีน

    ของที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเศษภาชนะดินเผาที่มีตัวอักษรสามตัว ไอราวตัม มหาเทวัน ผู้เชี่ยวชาญจารึกทมิฬ ยืนยันว่าเป็นภาษาทมิฬเขียนด้วยอักษรทมิฬ-พราหมี อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 เขาเสนอว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำที่แปลว่านักบวช

    ที่ภูเขาทองยังพบหินคาร์เนเลียนแกะเป็นรูปสัตว์กำลังวิ่ง เศษภาชนะแก้วโมเสกที่ส่วนผสมทางเคมีตรงกับแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และภาชนะดินเผาอินเดียแบบลายกลิ้ง (rouletted ware) จำนวนมาก

    หลักฐานจากฝั่งตะวันออกก็มี ได้แก่ เศษภาชนะจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น และชิ้นส่วนกระจกสำริดจีนสมัยฮั่นตะวันออก ซึ่งอยู่ในช่วง พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220) นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการผลิตลูกปัดแก้วและหิน ตราประทับอักษรพราหมี และสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา

    ของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนทีละชิ้น

    ชิ้นที่ได้รับการพิสูจน์ชัดที่สุดคือเศษชามแก้วโมเสกสีเขียวใสที่มีเส้นเกลียวสีเหลืองทึบฝังอยู่ในเนื้อ เศษนี้น่าจะมาจากส่วนโค้งด้านข้างของชาม ผลวิเคราะห์ส่วนผสมยืนยันว่าเป็นแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ปัจจุบันอยู่ที่สำนักศิลปากรที่ 15 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปสัตว์กำลังวิ่งจากภูเขาทองมีขนาดเล็กมากและแกะแบบเรียบง่าย จึงกำหนดอายุให้แน่นอนไม่ได้ ส่วนที่บางกล้วยนอกพบหัวแหวนหินซาร์โดนิกซ์รูปม้ากำลังเดินยกขาหน้า งานแกะละเอียดจนนักวิชาการเห็นว่าน่าจะทำในโลกโรมัน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 แม้บางลักษณะจะชวนให้คิดว่าอาจมาจากโรงงานทางตะวันออกของจักรวรรดิก็ได้

    บางกล้วยนอกยังมีเศษภาพสลักนูนบนหินซาร์โดนิกซ์ หรือที่เรียกว่าคามีโอ เหลือเพียงครึ่งล่างของชายสองคน ซึ่งตีความว่าเป็นซาเทอร์และอาจเป็นเทพบัคคัส ของชิ้นนี้และหัวแหวนรูปม้าอยู่ในความครอบครองของมูลนิธิเอกชน Suthiratana Foundation ซึ่งหมายความว่าของเหล่านี้มาจากการเก็บจากชาวบ้าน ไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น

    จารึกทมิฬและตราทองคำ: ร่องรอยของผู้คน

    เศษภาชนะจารึกจากภูเขาทองมีตัวอักษรเหลืออยู่เพียงสามตัว อ่านได้ว่า ตุ ระ โอ ไอราวตัม มหาเทวัน เสนอว่าน่าจะเป็นส่วนต้นของคำทมิฬ ตุระโวน ซึ่งแปลว่านักบวชหรือผู้สละโลก การค้นพบนี้มาจากงานของคณะไทย-ฝรั่งเศสที่มีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส และประอร ศิลาพันธุ์ (Praon Silapanth) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และมีการเผยแพร่ข่าวใน พ.ศ. 2549

    ถ้าการอ่านนี้ถูกต้อง ก็แปลว่าบนชายฝั่งระนองเมื่อราว 1,900 ปีก่อน มีนักบวชหรือผู้คนที่พูดภาษาทมิฬอยู่ด้วย และเขียนชื่อหรือคำบอกความเป็นเจ้าของลงบนภาชนะ เหมือนกับที่พบบนภาชนะในแหล่งท่าเรือของอินเดียใต้และศรีลังกา อย่างไรก็ดีตัวอักษรสามตัวเป็นข้อมูลที่น้อยมาก การตีความว่าเป็นคำใดจึงยังเป็นเพียงข้อเสนอ

    ที่บางกล้วยนอกยังพบตราหรือเหรียญห้อยคอทองคำที่มีจารึกอักษรพราหมีคู่กับสัญลักษณ์ที่เก่ากว่า และที่ภูเขาทองพบตราประทับอักษรพราหมีกับสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ของเหล่านี้บอกว่าชุมชนชายฝั่งนี้มีผู้รู้หนังสือ มีพ่อค้าที่ใช้ตราปิดผนึกสินค้า และน่าจะรู้จักพุทธศาสนาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของการติดต่อกับอินเดีย

    เครื่องปั้นดินเผาอินเดีย ลูกปัด และการกำหนดอายุ

    ภาชนะดินเผาที่บอกการติดต่อกับอินเดียได้ดีคือภาชนะลายกลิ้ง ซึ่งมีลายจุดหรือขีดเป็นวงรอบที่ทำด้วยลูกกลิ้ง และภาชนะแบบมีปุ่มที่ก้นด้านใน ภาชนะทั้งสองแบบพบมากตามเมืองท่าในอินเดีย ภาชนะเหล่านี้พบทั้งที่ภูเขาทองและในบริเวณใกล้ซากเรือที่ปากคลองกล้วย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าเรือลำนั้นอาจเกี่ยวข้องกับอินเดีย

    ภูเขาทองยังเป็นแหล่งผลิตลูกปัดด้วย พบทั้งลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และลูกปัดทองคำ ลูกปัดแก้วหน้าคนและลูกปัดแก้วโมเสกเป็นกลุ่มที่โดดเด่น ส่วนเครื่องประดับหินแข็งมีรูปแบบคล้ายกับที่พบที่เขาสามแก้วในชุมพร ซึ่งบอกว่าช่างทั้งสองฝั่งคาบสมุทรน่าจะอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

    ข้อควรรู้คือภูเขาทองยังไม่มีค่าอายุจากการหาคาร์บอนกัมมันตรังสี อายุของแหล่งในช่วงปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 จึงได้จากการเทียบรูปแบบโบราณวัตถุกับแหล่งที่รู้อายุแล้ว เช่น เขาสามแก้ว และแหล่งในอินเดีย ค่าอายุ 2,120 และ 2,140 ปีที่ได้จากไม้เรือปากคลองกล้วยบอกอายุของไม้เรือเท่านั้น และใช้แทนอายุของเมืองท่าโดยตรงไม่ได้

    เรือโบราณที่ปากคลองกล้วย

    ปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ชาวประมงพบไม้เรือโผล่จากโคลนที่ปากคลองกล้วย กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เริ่มขุดค้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562 ตัวเรือยาวราว 19 เมตร กว้างราว 4.5 เมตร แผ่นไม้ต่อกันด้วยเดือยและรูเดือย

    ผลการหาอายุตัวอย่างไม้ด้วยวิธี AMS ได้ค่าราว 2,120 และ 2,140 ปี ทำให้มีการเสนอว่าเป็นเรือโบราณร่วมสมัยกับเมืองท่าภูเขาทอง แต่ค่าอายุของไม้บอกอายุของต้นไม้ที่นำมาใช้ ไม่ได้บอกปีที่เรือจมโดยตรง เรื่องนี้จึงยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    ภูเขาทองช่วยยืนยันว่าเมื่อราว 2,000 ปีก่อน ชายฝั่งอันดามันของไทยเป็นจุดที่พ่อค้าชาวอินเดียใต้ ชาวพื้นเมือง และสินค้าจากจีนกับโลกโรมันมาบรรจบกัน แหล่งนี้น่าจะเป็นปลายทางฝั่งตะวันตกของเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งเชื่อมไปยังเขาสามแก้วและชายฝั่งอ่าวไทยผ่านเส้นทางภูเขาทอง–ทุ่งตะโก ในจังหวัดชุมพร

    อย่างไรก็ดี การขุดค้นที่ภูเขาทองยังมีขนาดเล็ก และบางกล้วยนอกยังไม่เคยขุดค้นอย่างเป็นระบบ นักวิชาการจึงยังสรุปไม่ได้ชัดว่าแหล่งนี้มีบทบาทใหญ่เพียงใด การเรียกภูเขาทองว่าเมืองท่าแรกของสุวรรณภูมิเป็นข้อเสนอที่ผูกกับการตีความคำว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งนักวิชาการยังเห็นต่างกันอยู่ว่าหมายถึงดินแดนใด

    ภูเขาทองในวันนี้

    พื้นที่แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน ไม่มีอุทยานประวัติศาสตร์หรือโบราณสถานให้ชม ร่องรอยที่เห็นได้คือเนินดินและหลุมที่เกิดจากการขุดหาลูกปัด

    โบราณวัตถุบางส่วนจากภูเขาทองและบางกล้วยนอกอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ส่วนซากเรือที่ปากคลองกล้วยยังคงอยู่ในขั้นตอนศึกษาและอนุรักษ์ การปกป้องแหล่งจากการลักลอบขุดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดของที่นี่

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง ม.4 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ
    พิกัด 9.379661, 98.415018 (9°22′46.8″N 98°24′54.1″E)

    เป็นแหล่งเปิดโล่ง ไม่มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทองและบางกล้วยนอกอยู่ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง พื้นที่เป็นที่ดินเอกชนและไม่มีการจัดแสดงในที่ตั้ง ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ก่อนเข้าพื้นที่ และไม่ควรเก็บหรือซื้อลูกปัดจากแหล่ง เพราะโบราณวัตถุเป็นสมบัติของชาติ

    ไทม์ไลน์

    • ปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มเป็นชุมชนการค้า. พ่อค้าจากอินเดียเริ่มเข้ามาติดต่อชายฝั่งอันดามัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1): แก้วโมเสกจากเมดิเตอร์เรเนียน. อายุของเศษชามแก้วสีเขียวลายเกลียวเหลือง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1): หัวแหวนรูปม้าและคามีโอ. ของแบบโรมันจากบางกล้วยนอก
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): จารึกทมิฬ-พราหมี. อายุโดยประมาณของเศษภาชนะที่มีอักษรทมิฬ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): สมัยฮั่นตะวันออก. ช่วงเวลาของกระจกสำริดจีนที่พบที่ภูเขาทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4): ช่วงท้ายของแหล่ง. ร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าลดลง
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): เริ่มศึกษาทางวิชาการ. คณะไทย-ฝรั่งเศสเข้าสำรวจ
    • พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006): เผยแพร่จารึกทมิฬ. ไอราวตัม มหาเทวัน ยืนยันว่าเป็นอักษรทมิฬ-พราหมี
    • พ.ศ. 2549–2552 (ค.ศ. 2006–2009): สำรวจและเก็บตัวอย่าง. คณะไทย-ฝรั่งเศสศึกษาภูเขาทองและบางกล้วยนอก
    • พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): กรมศิลปากรขุดค้น. การขุดค้นขนาดเล็กที่ภูเขาทอง
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): พบเรือโบราณ. ชาวประมงพบซากเรือที่ปากคลองกล้วยปลายเดือนสิงหาคม
    • 16 มกราคม พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ขุดค้นเรือ. กองโบราณคดีใต้น้ำเริ่มขุดค้นซากเรือ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): บทความเมืองท่าแรกของสุวรรณภูมิ. บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ตีพิมพ์ข้อเสนอว่าภูเขาทองเป็นเมืองท่าที่เก่าที่สุดของสุวรรณภูมิ

    รู้หรือไม่

    จารึกสามตัวอักษร

    เศษภาชนะจารึกที่ภูเขาทองมีตัวอักษรเพียงสามตัว แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่ามีผู้ใช้ภาษาทมิฬอยู่ในคาบสมุทรไทยราวคริสต์ศตวรรษที่ 2

    สองฝั่งโลกมาพบกัน

    ที่แหล่งเดียวกันพบทั้งแก้วโมเสกจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนและกระจกสำริดจากจีนสมัยฮั่น

    ชื่อเหมือนแต่คนละที่

    ภูเขาทองระนองเป็นคนละแห่งกับภูเขาทองที่วัดสระเกศในกรุงเทพฯ และเจดีย์ภูเขาทองที่อยุธยา

    เรือที่เย็บด้วยเดือยไม้

    เรือปากคลองกล้วยใช้วิธีเจาะช่องในแผ่นไม้แล้วสอดเดือยไม้ยึดเข้าด้วยกัน แผ่นไม้หนาราว 10–15 เซนติเมตร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. ศิลปวัฒนธรรม: กองโบราณคดีใต้น้ำขุดซากเรือโบราณที่ปากคลองกล้วย ระนอง
    2. Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand
    3. Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula
    4. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
    6. KoreaScience: article on early port cities of the Thai-Malay Peninsula
    7. Bead Research: Southeast Asia bibliography
    8. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam
    9. วารสาร JLC: ตราประทับและลูกปัดจากเขาสามแก้ว

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ควนลูกปัด คลองท่อม

    ควนลูกปัด คลองท่อม

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เนินดินในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่เคยเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เชื่อมโลกโรมัน อินเดีย และจีนเข้าด้วยกัน · ราว พ.ศ. 443–1043 (คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5)

    ที่ตั้งอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ห่างชายฝั่งอันดามันราว 20 กิโลเมตร
    ความหมายของชื่อควน แปลว่าเนินดิน ควนลูกปัดจึงหมายถึงเนินที่เต็มไปด้วยลูกปัด
    บทบาทเมืองท่า ชุมชนช่าง และแหล่งผลิตลูกปัดแก้วและหิน
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนแกะสลัก ตราประทับอักษรพราหมี หัวแหวนแบบโรมัน เหรียญโรมัน
    ที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    ขนาดพื้นที่พบโบราณวัตถุกระจายราว 150 เฮกตาร์ บนเนินธรรมชาติสูงราว 10 เมตรจากระดับทะเล
    การแบ่งยุคสองระยะ คือคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.–2 และคริสต์ศตวรรษที่ 3–5

    เนินลูกปัดกลางสวนยาง

    ควนลูกปัดเป็นเนินดินเตี้ย ๆ ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอันดามันเข้ามาในแผ่นดินราว 20 กิโลเมตร คำว่า ควน ในภาษาถิ่นใต้หมายถึงเนินหรือโคก ชาวบ้านตั้งชื่อนี้เพราะขุดดินลงไปเมื่อใดก็มักเจอลูกปัดหลากสีปนอยู่เต็มไปหมด

    ที่ตั้งของคลองท่อมมีความหมายมาก ลำน้ำในพื้นที่ไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ขณะที่เส้นทางบกตัดข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอ่าวไทยได้ พ่อค้าในอดีตจึงใช้ที่นี่เป็นจุดพักและขนถ่ายสินค้า แทนที่จะแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูซึ่งยาวไกลและเสี่ยงกว่า

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดแก้วและหินสี: ลูกปัดนับหมื่นเม็ด บางเม็ดผลิตในท้องถิ่น บางเม็ดนำเข้าจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง
    • หัวแหวนแกะสลักแบบโรมัน: หินแกะสลักรูปเทพและไก่ชนแบบโรมัน หลักฐานการค้ากับโลกตะวันตก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง

    ภูมิประเทศและขอบเขตของแหล่ง

    ตัวเนินควนลูกปัดเป็นเนินธรรมชาติที่สูงจากระดับทะเลราว 10 เมตร ไม่ได้เป็นเนินที่คนสร้างขึ้น ความสูงเพียงเท่านี้ก็พอให้พ้นน้ำหลากในฤดูฝน ผู้คนในอดีตจึงเลือกตั้งบ้านเรือนและโรงงานบนพื้นที่นี้

    พื้นที่ที่พบโบราณวัตถุกระจายกว้างราว 150 เฮกตาร์ หรือประมาณ 940 ไร่ มีคลองท่อมไหลผ่านกลางแหล่ง ลำคลองนี้คือถนนสายหลักของชุมชน เรือขนาดเล็กใช้ขนสินค้าจากชายฝั่งขึ้นมาถึงตัวเนิน และขนลูกปัดกับของมีค่าลงไปยังปากน้ำ

    แหล่งนี้อยู่ใต้คอคอดกระลงไปราว 240 กิโลเมตร จึงเป็นอีกจุดหนึ่งบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่ไม่ต้องผ่านคอคอดกระโดยตรง นักโบราณคดีมองว่าคาบสมุทรภาคใต้มีเส้นทางข้ามฝั่งได้หลายเส้น และแต่ละเส้นก็มีเมืองท่าของตนเอง ควนลูกปัดคือเมืองท่าฝั่งอันดามันของเส้นทางในเขตกระบี่

    ใต้สวนยางเงียบ ๆ ของคลองท่อม เคยมีช่างทำลูกปัดที่ส่งงานฝีมือข้ามทะเลไปไกลถึงฝั่งอินเดียและไกลกว่านั้น

    จากของที่ชาวบ้านขุดพบสู่การศึกษาทางวิชาการ

    ลูกปัดที่ควนลูกปัดเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่มานาน และถูกลักลอบขุดหาไปขายต่อเนื่องกว่าครึ่งศตวรรษ ของจำนวนมากจึงกระจัดกระจายไปอยู่ในมือนักสะสม โดยไม่มีบันทึกว่าพบที่ชั้นดินใด

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจพื้นที่ใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ต่อมามีการขุดค้นอย่างเป็นระบบใน พ.ศ. 2523 และ 2526 การขุดค้นปี 2526 โดยมยุรี วีระประเสริฐ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นที่มาของการแบ่งยุคของแหล่งที่ยังใช้อ้างถึงกันจนทุกวันนี้

    ใน พ.ศ. 2551 สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต นำโดยบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ กลับมาขุดค้นอีกครั้ง ผลยืนยันว่าที่นี่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ชุมชนช่าง และเมืองท่าที่เชื่อมกับเครือข่ายการค้าทางทะเล

    สิ่งที่พบ: ลูกปัด ตราประทับ และของจากแดนไกล

    หลักฐานที่พบมากที่สุดคือลูกปัดแก้วและลูกปัดหินนับพันเม็ด นอกจากลูกปัดสำเร็จรูปแล้วยังพบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย ร่องรอยเหล่านี้บอกว่าช่างทำลูกปัดกันที่นี่เอง ไม่ได้รับมาขายต่ออย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีเศษจากงานโลหะดีบุกและงานเจียหินมีค่าด้วย

    ของที่สะดุดตาคือหินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน เช่น รูปไก่ชน เทพีฟอร์ทูนา และซาเทอร์หนุ่ม รวมถึงเศษภาชนะแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน จี้ทองคำและสำริดที่ทำเลียนแบบเหรียญโรมัน และแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อจี้ นักวิชาการยังรายงานการพบเหรียญโรมันของจักรพรรดิวิกโตรินุสซึ่งผลิตราว พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270)

    หลักฐานจากอินเดียก็มีมาก ทั้งตราประทับส่วนตัวที่จารึกอักษรพราหมี และจารึกบนหินด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีซึ่งอาจเป็นของช่างทองชาวอินเดียในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 แสดงว่ามีชาวอินเดียเข้ามาอยู่หรือทำงานในชุมชนนี้

    ตราประทับ จารึก และเหรียญ: ร่องรอยของผู้คนที่มีชื่อ

    ของชิ้นเล็กที่บอกเรื่องราวได้มากที่สุดคือตราประทับ ตราหินคาร์เนเลียนชิ้นหนึ่งจารึกอักษรพราหมีอ่านได้ว่า พรหมทินนะ ซึ่งเป็นชื่อบุคคลแบบอินเดีย กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1 อีกชิ้นหนึ่งจารึกคำว่า มาปะ คู่กับรูปสังข์ ตราเหล่านี้ใช้กดลงบนดินหรือขี้ผึ้งเพื่อปิดผนึกห่อสินค้า จึงบอกว่ามีพ่อค้าที่ทำธุรกิจอย่างเป็นระบบอยู่ที่นี่

    ยังมีตราประทับและแหวนตราอีกหลายชิ้นที่จารึกด้วยอักษรแบบปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ซึ่งนักวิชาการกำหนดอายุไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–7 อักษรเหล่านี้คล้ายกับที่พบในออกแก้วทางใต้ของเวียดนามและในมาเลเซีย ของกลุ่มนี้ชี้ว่าการติดต่อกับโลกภายนอกยังไม่หยุดลงหลังคริสต์ศตวรรษที่ 5 อย่างน้อยก็ในระดับของที่ถูกพกพาเข้ามา

    ส่วนหินลับทองที่จารึกด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีนั้นอ่านได้ว่า หินทดสอบของเปรุมปตัน ซึ่งคือช่างทองผู้หนึ่ง หินชนิดนี้ใช้ขูดทองเพื่อดูสีและความบริสุทธิ์ จึงเป็นเครื่องมือทำงานจริงของช่าง และน่าจะเป็นหลักฐานว่ามีช่างทองชาวทมิฬมาทำงานในชุมชนนี้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4

    เหรียญที่พบก็น่าสนใจไม่น้อย มีเหรียญทองที่มีรูปศีรษะด้านข้างพร้อมอักษรพราหมีอ่านได้ว่า ศรีวิษุวโคทะ และเหรียญรูปสังข์อีกราว 32 เหรียญ ผลการวิเคราะห์พบว่าทำจากโลหะผสมทองกับเงิน น้ำหนักของเหรียญสอดคล้องกับหน่วยน้ำหนักรัตติของอินเดีย คือเหรียญหนักราว 8 รัตติ และราว 4 รัตติ บอกว่าผู้ใช้เหรียญรู้จักระบบน้ำหนักมาตรฐานเดียวกับโลกอินเดีย

    ของจากโลกโรมันทีละชิ้น

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปไก่ชนเป็นลวดลายที่นิยมมากในโลกโรมัน กำหนดอายุได้ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม หัวแหวนรูปเทพีฟอร์ทูนาถือเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์และหางเสือเรือก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้กัน ส่วนรูปซาเทอร์หนุ่มชูพวงองุ่นมีอายุช้ากว่าเล็กน้อย ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3

    นอกจากหินแล้วยังมีหัวแหวนแก้วใสรูปคนเลี้ยงสัตว์กับสุนัข ต้นไม้ และนกอินทรี ฉากชนบทแบบนี้สะท้อนความนิยมบทกวีทุ่งหญ้าของชาวโรมัน และมีเศษชามแก้วสีแดงสดแบบหล่อพิมพ์ ซึ่งผลวิเคราะห์เนื้อแก้วชี้ว่ามาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1

    จี้ทองคำชิ้นหนึ่งเลียนแบบเหรียญของจักรพรรดิอันโทนินุส ปิอุส ที่ผลิตราว พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159) ได้ใกล้เคียงมาก ขณะที่จี้สำริดอีกชิ้นเลียนแบบเหรียญสมัยจักรพรรดิไทเบริอุส (ค.ศ. 14–37) แบบหยาบ ๆ ที่สำคัญคือพบแม่พิมพ์หินครึ่งซีกขนาดราว 4.5 x 3.5 เซนติเมตรที่ใช้หล่อด้านหลังของจี้แบบนี้ แปลว่าช่างคลองท่อมทำจี้เลียนเหรียญโรมันขึ้นเองในพื้นที่

    ทางฝั่งตะวันออกก็มีหลักฐานเช่นกัน คือเศษกระจกสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220) ของจากสองซีกโลกที่มาพบกันบนเนินเดียวกันนี้คือหลักฐานชัดเจนว่าควนลูกปัดอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมตะวันตกกับตะวันออกจริง

    โรงงานลูกปัดและงานช่างแห่งคลองท่อม

    การผลิตลูกปัดแก้วเริ่มจากการหลอมแก้วแล้วดึงเป็นแท่งกลวง จากนั้นตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วเผาซ้ำให้ขอบมน ลูกปัดที่ทำด้วยวิธีนี้นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดแก้วอินโด-แปซิฟิก ที่ควนลูกปัดพบทั้งแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่ติดกันเป็นพวงเพราะเผาร้อนเกินไป ซึ่งเป็นของเสียที่ไม่มีใครซื้อขาย จึงต้องเกิดจากโรงงานในที่นั้นเอง

    การวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของลูกปัดแก้วจากแหล่งในภาคใต้พบว่า ที่ควนลูกปัดมีแก้วชนิดโซดาที่มีอะลูมินาสูงมากที่สุด แก้วชนิดนี้สัมพันธ์กับแหล่งผลิตในอินเดียใต้ เช่น อริกาเมดุ นอกจากนี้ยังพบแก้วโพแทชซึ่งเป็นสูตรที่ใช้กันตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพที่ได้คือช่างที่นี่รับทั้งความรู้และวัตถุดิบมาจากอินเดีย แล้วผลิตต่อในท้องถิ่น

    งานช่างที่นี่ไม่ได้มีแค่แก้ว ยังมีเศษจากการเจียหินกึ่งมีค่าอย่างคาร์เนเลียน และเศษจากงานโลหะดีบุก ภาคใต้ของไทยมีแร่ดีบุกมาก จึงเป็นไปได้ว่าดีบุกเป็นสินค้าส่งออกอีกชนิดหนึ่งของชุมชน รวมกับทองที่ช่างทองอย่างเปรุมปตันนำมาแปรรูป

    ความสำคัญ: เมืองท่าบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร

    เมื่อราว 2,000 ปีก่อน การค้าทางทะเลระหว่างจักรวรรดิโรมัน อินเดีย และจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว คาบสมุทรภาคใต้ของไทยอยู่ตรงกลางเส้นทางนี้พอดี ชุมชนอย่างควนลูกปัดจึงเติบโตขึ้นเป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้

    ควนลูกปัดเป็นหนึ่งในหลายแหล่งที่ช่วยให้เห็นภาพยุคก่อนรัฐแบบอินเดีย ร่วมกับแหล่งเขาสามแก้วในชุมพร และภูเขาทองในระนอง ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับเพียงสินค้าจากภายนอก แต่ผลิตของมีค่าเองและส่งออกไปด้วย ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมต่อมาจึงเกิดรัฐการค้าในคาบสมุทร เช่น ลังกาสุกะ และศรีวิชัย

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การกำหนดอายุของควนลูกปัดยังมีหลายแบบ นักวิชาการที่ศึกษาของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งเป็นสองระยะ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 และระยะหลังราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–5 ขณะที่บางงานอ้างว่าแหล่งนี้ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11

    ปัญหาสำคัญคือของจำนวนมากมาจากการลักลอบขุด จึงไม่รู้ตำแหน่งชั้นดินที่แน่นอน การเทียบอายุต้องอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นอกจากนี้ลูกปัดและของสะสมจากแหล่งนี้ยังมีของปลอมปนอยู่ในตลาด ผู้สนใจจึงควรดูของจริงจากพิพิธภัณฑ์ที่มีที่มาชัดเจน

    ควนลูกปัดในวันนี้

    เมื่อชาวบ้านเริ่มขุดลูกปัดไปขายมากขึ้น เจ้าอาวาสวัดคลองท่อมในเวลานั้นเห็นว่าหากปล่อยไว้ หลักฐานจะหายไปหมด จึงรวบรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัด จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทรงเปิดอย่างเป็นทางการ

    พิพิธภัณฑ์จัดแสดงลูกปัดหลายแบบ เครื่องมือหินและสำริด เศษภาชนะดินเผา และวัตถุที่มีอิทธิพลจากต่างแดน ลูกปัดลายนกและลูกปัดที่เชื่อกันว่าเป็นรูปสุริยเทพเป็นของที่ผู้ชมให้ความสนใจมาก ปัจจุบันลวดลายลูกปัดโบราณยังถูกนำมาพัฒนาเป็นสินค้าวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม อ.คลองท่อม
    พิกัด 7.928916, 99.148088 (7°55′44.1″N 99°08′53.1″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม เนินควนลูกปัดอยู่ด้านหลังวัด

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งควนลูกปัดอยู่ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน จึงไม่ค่อยมีสิ่งให้ชมบนพื้นดิน จุดที่ควรไปคือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งอยู่ริมเส้นทางกระบี่–ตรัง ห่างจากตัวเมืองกระบี่ราว 40 กิโลเมตร จัดแสดงลูกปัดและโบราณวัตถุจากควนลูกปัด

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –2): ระยะแรกของเมืองท่า. การค้ากับอินเดียและของจากโลกโรมันเข้ามาถึง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 4–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน –1): ตราพรหมทินนะ. อายุโดยประมาณของตราหินคาร์เนเลียนจารึกอักษรพราหมี
    • พ.ศ. 557–580 (ค.ศ. 14–37): รัชกาลไทเบริอุส. ช่วงเวลาของเหรียญต้นแบบที่ช่างคลองท่อมทำแม่พิมพ์จี้เลียนแบบ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก. สมัยของเศษกระจกสำริดจีนที่พบในแหล่ง
    • พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159): เหรียญอันโทนินุส ปิอุส. ปีที่ผลิตเหรียญต้นแบบของจี้ทองคำเลียนเหรียญโรมัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–10 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–5): ระยะที่สอง. การผลิตลูกปัดและงานช่างดำเนินต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270): เหรียญวิกโตรินุส. ปีที่ผลิตเหรียญโรมันซึ่งรายงานว่าพบที่แหล่งนี้
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–4): หินลับทองของเปรุมปตัน. จารึกทมิฬ-พราหมีบนเครื่องมือของช่างทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 5–7): ตราอักษรปัลลวะ. ตราประทับจารึกภาษาสันสกฤตแสดงการติดต่อที่ยังต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): กรมศิลปากรสำรวจ. สำรวจใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ท่ามกลางการลักลอบขุด
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): ขุดค้นอย่างเป็นระบบครั้งแรก. เริ่มเก็บหลักฐานพร้อมชั้นดิน
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): ขุดค้นโดยมยุรี วีระประเสริฐ. เสนอการแบ่งยุคสองระยะ
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดค้นครั้งใหม่. สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ยืนยันบทบาทชุมชนช่างและเมืองท่า

    รู้หรือไม่

    ไก่ชนจากโรม

    หินคาร์เนเลียนแกะลายไก่ชนที่พบในคลองท่อมเป็นงานแบบโรมัน แสดงว่ารสนิยมของคนฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนเดินทางมาถึงกระบี่ได้

    ไม่ได้แค่ซื้อ แต่ผลิตเอง

    การพบก้อนแก้วดิบและลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย บอกว่าที่นี่มีโรงงานทำลูกปัดของตนเอง

    พิพิธภัณฑ์ที่เริ่มจากวัด

    โบราณวัตถุชุดสำคัญรอดมาได้เพราะเจ้าอาวาสวัดคลองท่อมช่วยเก็บรวบรวมไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขายออกไป

    จี้เหรียญโรมันที่ทำในกระบี่

    แม่พิมพ์หินที่พบในคลองท่อมใช้หล่อจี้เลียนแบบเหรียญโรมัน แสดงว่าคนท้องถิ่นนำแบบของต่างแดนมาผลิตเองเพื่อขาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts between the Upper Thai-Malay Peninsula and the Mediterranean World
    2. Journal of the Siam Society: Khuan Lukpad research article
    3. มติชน: ควนลูกปัด คลองท่อม
    4. แนวหน้า: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาลูกปัดแก้วในภาคใต้
    6. Wat Khlong Thom Museum (Thai Holiday Guide)
    7. GotoKnow: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    8. SPAFA Journal: seal inscriptions from southern Thailand
    9. Artessere: Wat Khlong Thom Museum
    10. Wikipedia: Khlong Thom district

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เพิงผาหลังโรงเรียน

    เพิงผาหลังโรงเรียน

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 1 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เพิงผาหินปูนในจังหวัดกระบี่ที่เก็บร่องรอยนักล่าสัตว์และเก็บของป่าย้อนหลังไปราว 40,000 ปี นับเป็นหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย · ราว 43,000–27,000 ปีก่อน และราว 9,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งหุบเขาแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
    ประเภทแหล่งเพิงผาหินปูน (rockshelter)
    ผู้ขุดค้นหลักดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas D. Anderson)
    ช่วงขุดค้นพ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985)
    อายุชั้นล่างสุดที่มีร่องรอยมนุษย์ราว 39,000–43,000 ปีก่อน
    วัฒนธรรมชั้นบนโฮบินเหียน และการฝังศพสมัยหินใหม่
    จำนวนชั้นดิน10 ชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ
    แหล่งร่วมสมัยใกล้เคียงถ้ำหมอเขียว และเพิงผาเขาโต๊ะช่อง จังหวัดกระบี่

    ชื่อแปลก ๆ กับที่ตั้งในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นเพิงผาหินปูนขนาดไม่ใหญ่นักในหุบเขาของแม่น้ำกระบี่ ทางฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้ ชื่อของแหล่งมาจากเรื่องง่าย ๆ คือเพิงผานี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    จังหวัดกระบี่มีภูเขาหินปูนตั้งโดดเรียงรายอยู่มาก ภูเขาเหล่านี้มีถ้ำและเพิงผาเป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ดี มนุษย์ยุคโบราณจึงใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างออกล่าสัตว์ เพิงผาหลังโรงเรียนตั้งอยู่บนที่สูง การขึ้นไปถึงต้องเดินตามทางชันหรือไต่ไปตามสันเขาแคบ ๆ

    หลักฐานสำคัญ

    • สะเก็ดหินและเครื่องมือหิน: เครื่องมือในชั้นดินลึกสุด อายุราว 39,000 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและกรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ร่องรอยเตาไฟ: เถ้าและถ่านจากกองไฟของคนในเพิงผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงผาหลังโรงเรียน กระบี่) ดูภาพถ่ายจริง

    การขุดค้นของดักลาส แอนเดอร์สัน

    ช่วง พ.ศ. 2526–2528 ศาสตราจารย์ดักลาส แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา เข้ามาสำรวจและขุดค้นเพิงผาแห่งนี้ เขาพบว่าดินในเพิงผาทับถมกันเป็นชั้นอย่างชัดเจน และมีถ่านจากกองไฟที่นำไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 ได้

    ผลการศึกษาตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อ พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการขุดค้นครั้งแรกในไทยที่พบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนตอนปลายซึ่งมีค่าอายุชัดเจน วางอยู่ใต้ชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนสมัยโฮโลซีนตอนต้นอย่างเป็นระเบียบ

    ต่อมาใน พ.ศ. 2550 แอนเดอร์สันร่วมกับคาเรน มูดาร์ ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์กระดูกสัตว์จากชั้นล่างของแหล่ง ทำให้เรารู้ว่าคนยุคนั้นกินอะไรและใช้ชีวิตอย่างไร

    เพิงผาเล็ก ๆ หลังโรงเรียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เก็บรอยกองไฟของมนุษย์ไว้นานกว่าสี่หมื่นปี

    ชั้นดินเล่าเรื่องสี่หมื่นปี

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นดินที่นี่ออกเป็นสิบชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ ถัดขึ้นมาเป็นชั้นที่มีถ่าน เครื่องมือหิน และกระดูกสัตว์อยู่รอบกองไฟ ถ่านจากชั้นเหล่านี้มีอายุราว 39,000 ปีก่อน และบางตัวอย่างเก่าถึงกว่า 43,000 ปี ส่วนชั้นไพลสโตซีนที่อายุน้อยที่สุดมีอายุราว 27,000 ปีก่อน

    เหนือขึ้นไปมีชั้นที่เต็มไปด้วยเศษหินปูนแตก นักวิชาการตีความว่าเพดานเพิงผาเคยพังถล่มลงมา หลังจากนั้นมีช่วงที่ไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน ก่อนที่มนุษย์จะกลับมาใช้เพิงผาอีกครั้งเมื่อราว 9,000 ปีก่อน ในช่วงนี้พบกองไฟจำนวนมากพร้อมเถ้าและเศษอาหาร

    ชั้นบนสุดเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเป็นที่ฝังศพ พบหลุมศพหลายหลุม บางร่างฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว บางร่างงอเข่า และบางหลุมเป็นการฝังครั้งที่สอง ภาชนะดินเผาที่พบในหลุมศพมีอายุราว 5,000–3,000 ปีก่อน

    เครื่องมือหินและอาหารของนักล่ายุคน้ำแข็ง

    เครื่องมือหินในชั้นไพลสโตซีนมีไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็นสะเก็ดหินที่กะเทาะจากหินหลายชนิด เช่น หินเชิร์ต หินปูนที่แทรกด้วยซิลิกา และหินจากแหล่งน้ำพุร้อน ขอบของสะเก็ดถูกแต่งให้คมสำหรับตัดและขูด นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแกนหินขนาดเล็กที่แต่งขอบด้านเดียวให้เป็นฟันเลื่อย

    เครื่องมือเหล่านี้เบาและพกพาง่าย เหมาะกับคนที่ย้ายที่อยู่บ่อย ต่างจากชั้นโฮบินเหียนด้านบน ซึ่งวัฒนธรรมนี้โดยทั่วไปมีเครื่องมือเด่นคือหินกรวดแม่น้ำที่กะเทาะหน้าเดียว นักวิชาการยังสังเกตว่าที่เพิงผาหลังโรงเรียนพบเศษจากการกะเทาะน้อยมาก แสดงว่าคนอาจทำเครื่องมือที่อื่นแล้วนำติดตัวมา

    กระดูกสัตว์ในชั้นล่างมีทั้งวัวป่าและกวาง และในชั้นอายุราว 27,000 ปีก่อนยังพบกระดูกช้าง แต่เต่าและตะพาบคือสัตว์ที่พบมากที่สุด ส่วนลิงที่อาศัยบนต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากในป่าแถบนี้ กลับพบน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกนก ปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลเล็กน้อย และเปลือกหอยทาก

    มูดาร์และแอนเดอร์สันเปรียบเทียบกับถ้ำนีอาห์ในเกาะบอร์เนียวและถ้ำหมอเขียวในกระบี่ ซึ่งมีคนอยู่ต่อเนื่องนานกว่า แล้วสรุปว่าเพิงผาหลังโรงเรียนถูกใช้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว เหมือนจุดแวะพักบนเส้นทางเดินทางตามฤดูกาล

    สิ่งที่พบและชีวิตของคนโบราณ

    ในชั้นไพลสโตซีนพบกระดูกเต่าและตะพาบจำนวนมาก รวมทั้งกระดูกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกระดูกปลาเล็กน้อย สิ่งที่น่าแปลกคือแทบไม่พบกระดูกหมูป่า ซึ่งต่างจากแหล่งร่วมสมัยอื่นในภูมิภาค

    มูดาร์และแอนเดอร์สันสรุปว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งหลักแหล่งถาวร พวกเขาเป็นนักหาอาหารที่เคลื่อนย้ายไปมาตามฤดูกาลระหว่างพื้นที่ในแผ่นดินกับชายฝั่ง และแวะมาพักที่เพิงผานี้เป็นครั้งคราว ส่วนในชั้นโฮโลซีนเริ่มพบเปลือกหอยทะเล แสดงว่าคนรุ่นหลังนำอาหารจากชายฝั่งเข้ามากินด้วย

    ของในหลุมศพชั้นบนมีภาชนะดินเผาทรงพาน มีเชิงสูง ตกแต่งด้วยลายขีดไขว้ คล้ายภาชนะที่พบที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบขวานหินขัดฝีมือประณีตวางคู่กับศพหนึ่งร่าง

    จากที่พักกลายเป็นสุสาน

    ในชั้นโฮโลซีนตอนต้น คนที่กลับมาใช้เพิงผาเริ่มเก็บหอยมากิน หอยทะเลในชั้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงราวหลัง 7,500 ปีก่อน แล้วจึงลดลง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นหลังยุคน้ำแข็ง

    รายงานการขุดค้นฉบับปี พ.ศ. 2533 บรรยายหลุมศพสี่กลุ่มอย่างละเอียด หลุมที่ 1 ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว พร้อมภาชนะทรงพานมีเชิง หลุมที่ 2 และ 3 เป็นการฝังครั้งที่สอง มีกระดูกของคนสองถึงสามคนกระจายอยู่กับเศษภาชนะลายเชือกทาบก้นกลม ส่วนหลุมที่ 4 ฝังแบบงอเข่า พร้อมภาชนะทรงพานและขวานหรือผึ่งหินขัด

    ภาชนะทรงพานในหลุมที่ 1 และ 4 มีผิวเรียบ เผาไฟไม่สม่ำเสมอ และมีรูปทรงคล้ายภาชนะจากบ้านเก่าในกาญจนบุรี ต่อมาในบทความปี พ.ศ. 2548 แอนเดอร์สันระบุว่าชั้นบนสุดของแหล่งมีหลุมศพมากกว่า 20 หลุม บางหลุมบุด้วยท่อนไม้คล้ายโลงศพ บางหลุมเป็นเพียงหลุมดินธรรมดา ตัวเลขที่ต่างกันนี้น่าจะมาจากการนับรวมหลุมศพทั้งหมดที่ขุดพบ ไม่เฉพาะกลุ่มที่บรรยายละเอียด

    แอนเดอร์สันชี้ว่าการใช้เพิงผาเป็นสุสานแยกจากการใช้ชีวิตประจำวัน คือคนในช่วงนี้ไม่ได้พักอาศัยในที่เดียวกับที่ฝังศพ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญ

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์สมัยใหม่เดินทางเข้ามาถึงคาบสมุทรมลายูตอนบนตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบันมาก ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างออกไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้

    แหล่งนี้ยังช่วยให้นักวิชาการเห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคไพลสโตซีนมาสู่โฮโลซีน คือจากโลกยุคน้ำแข็งไปสู่โลกที่อุ่นขึ้น และจากสังคมนักล่าสัตว์ไปสู่ชุมชนที่ใช้ภาชนะดินเผาและฝังศพอย่างมีพิธีกรรม เพิงผาเล็ก ๆ แห่งเดียวจึงเก็บเรื่องราวไว้หลายหมื่นปี

    เพื่อนบ้านในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนไม่ได้เป็นแหล่งเดียวในกระบี่ที่เก็บเรื่องยุคน้ำแข็งไว้ แอนเดอร์สันจัดให้ที่นี่กับถ้ำหมอเขียวเป็นสองแหล่งหลักของภาคใต้ไทยที่มีหลักฐานการใช้ถ้ำในปลายยุคไพลสโตซีน โดยชั้นล่างสุดของถ้ำหมอเขียวน่าจะเก่ากว่า 25,800 ปีก่อน

    ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ทีมของเบน มาร์วิก ขุดค้นเพิงผาเขาโต๊ะช่องใกล้เมืองกระบี่ พบว่าคนที่นั่นเก็บหอยน้ำจืดมากที่สุดเมื่อราว 13,000 ปีก่อน และกินเต่ากับตะพาบมากตลอดช่วงเวลา คล้ายกับเพิงผาหลังโรงเรียน ขณะที่ถ้ำหมอเขียวและถ้ำซาไกพบกระดูกเต่าน้อยมาก

    การเปรียบเทียบหลายแหล่งแบบนี้ทำให้เห็นว่านักล่าสัตว์และเก็บของป่าในภาคใต้ไม่ได้มีวิถีเดียวกันหมด แต่ละกลุ่มเลือกอาหารและวิธีใช้พื้นที่ต่างกันตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

    ข้อถกเถียงและสิ่งที่ยังต้องศึกษา

    ค่าอายุที่เก่าที่สุดราว 43,000–45,000 ปีมาจากชั้นที่มีหินเพดานถล่ม นักวิชาการบางส่วนจึงระมัดระวังว่าถ่านในชั้นนั้นอาจปะปนมาจากที่อื่น ตัวเลขที่ใช้กันอย่างมั่นใจกว่าคือราว 39,000 ปีก่อน

    สื่อบางแห่งเคยเขียนว่าพบกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่นี่ ข้อความนี้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ งานตีพิมพ์ของผู้ขุดค้นกล่าวถึงเครื่องมือหิน กองไฟ และกระดูกสัตว์ในชั้นไพลสโตซีน โดยไม่ได้ระบุว่าพบนีแอนเดอร์ทัล นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชั้นสมัยไพลสโตซีนกับโฮโลซีนก็ยังเป็นคำถามที่นักวิจัยรุ่นหลังพยายามหาคำตอบจากแหล่งใกล้เคียง เช่น ถ้ำหมอเขียว และเขาโต๊ะช่อง

    พิกัดและการนำทาง

    เพิงผาหลังโรงเรียน บ้านทับพริก อ.เมืองกระบี่
    พิกัด 8.180369, 98.880618 (8°10′49.3″N 98°52′50.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เพิงผาหลังโรงเรียนอยู่ในจังหวัดกระบี่ ตัวแหล่งเป็นเพิงผาบนภูเขาหินปูนที่ต้องเดินขึ้นทางชัน ไม่มีการจัดแสดงถาวรในพื้นที่ ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต หรือหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง และศึกษาเรื่องราวโบราณคดีกระบี่เพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: ค่าอายุเก่าที่สุด. ถ่านจากชั้นล่างให้ค่าอายุกว่า 43,000 ปี แต่ยังมีข้อสงสัยเรื่องการปะปน
    • ราว 39,000 ปีก่อน: นักล่าสัตว์แวะพัก. กองไฟ เครื่องมือหิน และกระดูกเต่าในชั้นไพลสโตซีน
    • ราว 27,000 ปีก่อน: ร่องรอยชั้นไพลสโตซีนสุดท้าย. พบกระดูกช้าง หลังจากนั้นเพดานเพิงผาถล่มและไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน
    • ราว 25,800 ปีก่อนหรือเก่ากว่า: ถ้ำหมอเขียวมีคนใช้. แหล่งเพื่อนบ้านในกระบี่ที่มีหลักฐานยุคน้ำแข็ง
    • ราว 13,000 ปีก่อน: คนที่เขาโต๊ะช่องเก็บหอยมากที่สุด. หลักฐานวิถีหาอาหารที่หลากหลายในกระบี่
    • ราว 9,000 ปีก่อน: คนกลับมาอีกครั้ง. วัฒนธรรมโฮบินเหียน กองไฟจำนวนมากและเปลือกหอยทะเล
    • หลังราว 7,500 ปีก่อน: หอยทะเลลดลง. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง
    • ราว 5,000–3,000 ปีก่อน: กลายเป็นที่ฝังศพ. หลุมศพพร้อมภาชนะดินเผาทรงพานและขวานหินขัด
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้น. ดักลาส แอนเดอร์สัน สำรวจและขุดค้นแหล่ง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรายงานการขุดค้นออกโดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): ทบทวนการใช้ถ้ำในภาคใต้. แอนเดอร์สันเปรียบเทียบหลังโรงเรียนกับถ้ำหมอเขียว
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): วิเคราะห์กระดูกสัตว์. มูดาร์และแอนเดอร์สันเสนอว่าผู้ใช้เพิงผาเป็นนักหาอาหารที่ย้ายที่ตามฤดูกาล
    • มิ.ย.–ก.ค. พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ขุดค้นเขาโต๊ะช่อง. ทีมมาร์วิกขุดแหล่งใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ

    รู้หรือไม่

    ชื่อมาจากโรงเรียนจริง ๆ

    คำว่าหลังโรงเรียนในชื่อแหล่งหมายถึงตำแหน่งของเพิงผาที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนหมู่บ้าน นักโบราณคดีทั่วโลกจึงรู้จักแหล่งนี้ด้วยคำไทยว่า Lang Rongrien

    เมนูหลักคือเต่า

    กระดูกในชั้นไพลสโตซีนเป็นเต่าและตะพาบจำนวนมาก แต่แทบไม่มีหมูป่า ต่างจากแหล่งร่วมสมัยหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทะเลเคยอยู่ไกลกว่านี้

    เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างจากเพิงผามากกว่าทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter (Wikipedia)
    2. Lang Rongrien Rockshelter, Penn Museum Publications
    3. Mudar & Anderson 2007, Asian Perspectives 46(2)
    4. Anderson, Asian Perspectives 44(1)
    5. Bangkok Post: Krabi travel feature
    6. Conrad et al. 2013, Thai Natural History Museum Journal
    7. Hoabinhian – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เพิงผาหลังโรงเรียน
    Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองสิงห์

    เมืองสิงห์

    ภาพประกอบ: Prasat-Muang-Sing-APR08-008 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองโบราณกำแพงศิลาแลงริมแควน้อย ที่มีปราสาทแบบเขมรเป็นศูนย์กลาง และยังมีข้อถกเถียงว่าใครเป็นผู้สร้าง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19 (มีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อยู่ก่อนแล้ว)

    ที่ตั้งอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย
    ขนาดเมืองราว 880 x 1,400 เมตร กำแพงศิลาแลงสูงราว 5–7 เมตร
    โบราณสถานหลักปราสาทเมืองสิงห์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
    รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา
    บูรณะเริ่ม พ.ศ. 2517
    อุทยานประวัติศาสตร์ประกาศ พ.ศ. 2530 เปิดอย่างเป็นทางการ 3 เมษายน พ.ศ. 2540
    กำแพงล้อมปราสาทศิลาแลง ราว 81.5 x 104 เมตร
    ประติมากรรมเด่นพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี สูงราว 161 เซนติเมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองสิงห์ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนราว 1 กิโลเมตร แม่น้ำแควน้อยโค้งโอบเมืองไว้ทางด้านหนึ่ง ทำให้ได้ทั้งแหล่งน้ำและแนวป้องกันตามธรรมชาติ

    ทำเลนี้อยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมลุ่มแม่กลองและแควน้อยขึ้นไปยังด่านเจดีย์สามองค์และดินแดนพม่า พื้นที่รอบเมืองมีคนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ ใกล้กับแหล่งบ้านเก่าที่อยู่ปลายน้ำลงไป

    หลักฐานสำคัญ

    • ปราสาทเมืองสิงห์: ปราสาทศิลาแลงในเมืองโบราณริมแม่น้ำแควน้อย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระโพธิสัตว์: ประติมากรรมแบบบายนที่พบในเมืองสิงห์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังเมืองและการค้นพบ

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 880 เมตร ยาวราว 1,400 เมตร ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงที่ก่อบนคันดิน สูงราว 5–7 เมตร (แหล่งข้อมูลระบุต่างกัน) มีประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และมีคูน้ำคันดินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งน่าจะใช้ทั้งป้องกันเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีกลุ่มโบราณสถานเรียงตามแนวแกนเหนือ-ใต้ 4 แห่ง โดยโบราณสถานหมายเลข 1 คือปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นศาสนสถานหลัก เมืองนี้ถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี ก่อนกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก

    กรมศิลปากรเริ่มบูรณะปราสาทเมืองสิงห์ในปี พ.ศ. 2517 ประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2540

    กำแพงศิลาแลงริมแควน้อยตั้งคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ครบ ว่าเป็นฝีมือกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร หรือของคนท้องถิ่นที่ฝันถึงปราสาทแบบบายน

    ผังปราสาทหลังการขุดแต่ง

    การขุดแต่งของกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ทำให้เห็นผังปราสาทชัดเจนขึ้น ปราสาทประธานหันหน้าไปทางตะวันออก ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดราว 81.5 x 104 เมตร ถัดเข้าไปเป็นระเบียงคดที่มีซุ้มประตูหรือโคปุระทั้งสี่ทิศ และมีอาคารเล็กกว้างราว 4.5 เมตรอยู่ที่มุมทั้งสี่

    ซุ้มประตูด้านตะวันออกซึ่งเป็นทางเข้าหลักยาวราว 25 เมตร ส่วนระเบียงด้านเหนือยาวราว 34.8 เมตร ในลานด้านตะวันออกเฉียงใต้มีอาคารขนาดเล็กอีกหลังหนึ่ง ภายในเขตเมืองยังพบสระน้ำหกสระ กระเบื้องดินเผาที่บ่งว่าเคยมีอาคารเครื่องไม้ และบ่อตัดศิลาแลงอยู่ไม่ไกล ซึ่งบอกว่าวัสดุก่อสร้างหาได้ในท้องถิ่น

    ช่างยึดก้อนศิลาแลงเข้าด้วยกันด้วยเดือยโลหะรูปตัว T หรือตัว I ที่ทำจากเหล็กและตะกั่ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบในปราสาทแบบเขมร นอกจากปราสาทหลัก ภายในเมืองยังมีฐานศาสนสถานหลังที่สองทางตะวันตกเฉียงเหนือ และฐานอาคารอีกสองแห่งที่ยังไม่รู้หน้าที่แน่ชัด

    สิ่งที่พบ

    ปราสาทเมืองสิงห์สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานอยู่กลาง ล้อมด้วยระเบียงคดและซุ้มประตู มีอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยอยู่ภายใน ลวดลายปูนปั้นและรูปแบบผังคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน

    ในบริเวณปราสาทพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพสำคัญของพุทธศาสนามหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันมีการจัดแสดงแบบจำลองในอาคารบางหลัง

    นอกจากนี้ การขุดค้นริมแม่น้ำแควน้อยในเขตอุทยานพบแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีโครงกระดูกพร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องประดับ กำหนดอายุราว ค.ศ. 200 แสดงว่าพื้นที่นี้มีคนอยู่ก่อนการสร้างเมืองกำแพงศิลาแลงนานมาก

    ประติมากรรมที่พบทีละชิ้น

    ประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแบบเปล่งรัศมี สลักจากหินทรายสีเทาอมฟ้า สูงราว 161 เซนติเมตร ทั่วองค์สลักรูปพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จำนวนมาก แทนแสงที่แผ่ออกจากพระโพธิสัตว์ แบบเดียวกับที่พบในศิลปะยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในกัมพูชา

    อีกชิ้นสำคัญคือพระนางปรัชญาปารมิตาจากหินทรายสีเทาอมฟ้าเช่นกัน สูงราว 98 เซนติเมตร ส่วนชิ้นที่ทำจากหินทรายสีแดง ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก เศียรทวารบาลสูงราว 47 เซนติเมตร และลำตัวสตรีที่ยังสลักไม่เสร็จ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เห็นว่างานหินทรายแดงเหล่านี้น่าจะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น

    ลวดลายปูนปั้นที่ประดับปราสาทก็น่าสนใจ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ยังมีร่องรอยทวารวดี กลุ่มที่เป็นแบบบายน และกลุ่มที่เริ่มมีลักษณะแบบไทย การผสมนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการบางคนมองว่าคนท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างมากกว่าที่เคยคิด

    เทวรูปของจริงหลายชิ้นถูกนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ปราสาทจัดแสดงแบบจำลองให้ผู้มาเยือนเห็นตำแหน่งเดิม

    หลุมศพสองพันปีริมแควน้อย

    ที่ขอบด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สี่โครง กำหนดอายุอยู่ในปลายยุคโลหะ ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200) ผู้ตายถูกฝังพร้อมหม้อดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และลูกปัดหินกับลูกปัดแก้ว

    ลูกปัดแก้วและหินเป็นสินค้าที่เดินทางมาตามเครือข่ายการค้าระยะไกล การพบในหลุมศพริมแควน้อยจึงบอกว่าชุมชนตรงนี้ติดต่อกับโลกภายนอกมาก่อนจะมีปราสาทนับพันปี และลุ่มน้ำแควน่าจะเป็นทางผ่านของสินค้ามาตั้งแต่ยุคนั้น

    ปัจจุบันผู้มาเยือนยังเข้าชมหลุมขุดค้นนี้ได้ เป็นจุดที่ทำให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเมืองสิงห์มีประวัติศาสตร์หลายชั้นซ้อนกัน ตั้งแต่ชุมชนยุคโลหะ เมืองแบบเขมร ไปจนถึงเมืองด่านสมัยรัตนโกสินทร์

    ความสำคัญ

    เมืองสิงห์เป็นเมืองแบบเขมรที่อยู่ไกลไปทางตะวันตกที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าคือเมือง ศรีชัยสิงหปุระ ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งระบุรายชื่อเมืองที่ได้รับพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถ

    หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง เมืองสิงห์ก็เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางที่เชื่อมอาณาจักรเขมรเข้ากับทางผ่านไปยังทะเลอันดามัน และแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของพุทธมหายานยุคบายนแผ่มาไกลถึงลุ่มน้ำแคว

    เมืองสิงห์ในเครือข่ายเมืองบายนฝั่งตะวันตก

    เมืองสิงห์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ในภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันตกยังมีศาสนสถานแบบบายนอีกหลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรกที่สุพรรณบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่ราชบุรี และวัดกำแพงแลงที่เพชรบุรี ซึ่งมีอาคารศิลาแลงแบบเขมรสี่หลัง

    ชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ เช่น ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุรี และศรีชัยวัชรปุรี มักถูกนักวิชาการจับคู่กับลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เมืองสิงห์ และเพชรบุรี ตามลำดับ แม้การจับคู่นี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพเส้นทางที่อิทธิพลเขมรแผ่มาตามชายขอบตะวันตกของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา

    หลังยุคเขมร เมืองสิงห์ร้างไปนาน จนในรัชกาลที่ 1 ถูกตั้งขึ้นใหม่เป็นเมืองเล็กที่มีป้อมคอยป้องกันเมืองกาญจนบุรี และถูกลดฐานะเป็นระดับอำเภอในสมัยรัชกาลที่ 5

    ข้อถกเถียง

    แนวคิดหลักเห็นว่าปราสาทเมืองสิงห์สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ตามหลักฐานด้านศิลปะ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มชี้ว่าผังปราสาทมีมุมไม่ตรงกัน ประตูไม่สม่ำเสมอ และลายปูนปั้นมีลักษณะท้องถิ่นที่ใกล้ทวารวดี จึงเสนอว่าอาจเป็นงานของคนท้องถิ่นที่เลียนแบบปราสาทเขมรในช่วงหลังอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจ ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19

    การระบุว่าเมืองสิงห์คือศรีชัยสิงหปุระก็ยังเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะอาศัยความคล้ายของชื่อเป็นหลัก ยังไม่มีจารึกในพื้นที่ที่ยืนยันได้ชัดเจน

    อีกประเด็นหนึ่งคือการบูรณะ ปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี ตั้งข้อสังเกตว่าชิ้นส่วนหินทรายสองชิ้นในพิพิธภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นส่วนของพระพุทธรูป อาจเป็นส่วนของใบหน้าขนาดใหญ่แบบที่ประดับยอดปราสาทสมัยบายน และตั้งคำถามว่าส่วนที่เหลือหายไปไหน ระหว่างช่วงที่ปราสาทถูกทิ้งไว้ก่อนการบูรณะ หรือระหว่างการบูรณะเอง

    เมืองสิงห์ในปัจจุบัน

    ปัจจุบันเมืองสิงห์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมกำแพงศิลาแลง ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานหมายเลข 2 และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำ

    พื้นที่โดยรอบร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการเดินหรือปั่นจักรยาน การเดินทางมาเมืองสิงห์มักรวมอยู่ในเส้นทางเดียวกับทางรถไฟสายมรณะ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทเมืองสิงห์ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อ.ไทรโยค
    พิกัด 14.038841, 99.243501 (14°02′19.8″N 99°14′36.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์อยู่ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย ใกล้สถานีรถไฟท่ากิเลนบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ภายในมีปราสาทเมืองสิงห์ กำแพงศิลาแลง และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่าได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: ชุมชนแรกเริ่ม. ลุ่มแควน้อยมีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่
    • ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200): แหล่งฝังศพริมแม่น้ำ. ชุมชนปลายยุคโลหะฝังศพพร้อมหม้อและลูกปัด
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงศรีชัยสิงหปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19: สร้างปราสาทเมืองสิงห์. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน (ยังถกเถียงเรื่องผู้สร้าง)
    • หลังยุคเขมร: เมืองร้าง. เมืองถูกทิ้งร้างหลายร้อยปี
    • สมัยรัชกาลที่ 1 (ค.ศ. 1782–1809): เมืองหน้าด่าน. ตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่เพื่อป้องกันกาญจนบุรี
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1868–1910): ลดฐานะ. เมืองสิงห์ถูกลดเป็นระดับอำเภอ
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): เริ่มขุดแต่งและบูรณะ. กรมศิลปากรเริ่มงานที่ปราสาท
    • พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977): รายงานต่อที่ประชุมนานาชาติ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศเสนอผลการขุดค้นต่อที่ประชุมนักประวัติศาสตร์เอเชีย
    • พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987): ประกาศอุทยานประวัติศาสตร์. จัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
    • 3 เม.ย. พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997): เปิดอย่างเป็นทางการ. เปิดให้ประชาชนเข้าชม

    รู้หรือไม่

    ศิลาแลงคือหินที่ตัดจากดิน

    ศิลาแลงเป็นดินที่มีเหล็กสูง เมื่อขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ยังตัดได้ง่าย แต่เมื่อโดนอากาศจะแข็งตัว จึงเป็นวัสดุก่อสร้างสำคัญของปราสาทแบบเขมร

    กำแพงหลายชั้น

    นอกจากกำแพงศิลาแลง เมืองสิงห์ยังมีคูน้ำและคันดินซ้อนหลายชั้น ซึ่งอาจช่วยกักเก็บและระบายน้ำในฤดูฝน

    พระโพธิสัตว์ที่มีพระพุทธรูปทั่วองค์

    พระอวโลกิเตศวรจากเมืองสิงห์สลักพระพุทธรูปองค์จิ๋วไว้ทั่วร่าง เพื่อแสดงว่าพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีเป็นพระพุทธเจ้านับไม่ถ้วน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mueang Sing Historical Park – Wikipedia
    2. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – Siam Society
    3. เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ขอม – ศิลปวัฒนธรรม
    4. ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    5. Jayavarman VII – Wikipedia
    6. Subhadradis Diskul: Recent Excavations at Prasat Muang Singh – JSS 66.1

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองสิงห์
    Prasat Muang Sing Historical Park, Thakilen, Thailand (368976275) · yeowatzup · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-010 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Mueang Sing Northern Gopura · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • พระปรางค์สามยอด

    พระปรางค์สามยอด

    ภาพประกอบ: Lopburi – Phra Prang Sam Yot view from road · Dominic Nelson · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานพุทธมหายานแบบเขมรกลางเมืองลพบุรี ที่ต่อมากลายเป็นวัดในพุทธเถรวาทและสัญลักษณ์ของเมือง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นศตวรรษที่ 13)

    ที่ตั้งตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
    รูปแบบปรางค์สามองค์เรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ เชื่อมด้วยมุขกลาง ศิลปะเขมรแบบบายน
    วัสดุหลักศิลาแลง ใช้หินทรายบางส่วน ประดับลวดลายปูนปั้น
    ศาสนาเดิมพุทธศาสนามหายาน
    ต่อเติมภายหลังวิหารอิฐด้านตะวันออก สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน2 สิงหาคม พ.ศ. 2479
    ปรางค์ที่สูงที่สุดองค์กลาง เดิมประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก
    บูรณะครั้งใหญ่เริ่มราว พ.ศ. 2536 เพราะปัญหาการทรุดตัว

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พระปรางค์สามยอดตั้งอยู่บนเนินดินกลางเมืองเก่าลพบุรี ใกล้ทางรถไฟสายเหนือ ไม่ไกลจากศาลพระกาฬและพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรีอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี ทางตอนกลางของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา เป็นจุดเชื่อมระหว่างภาคกลางกับเส้นทางที่มุ่งสู่ที่ราบสูงโคราช

    เมืองนี้มีชื่อเก่าว่าละโว้ หรือลวปุระ เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญในสมัยทวารวดี เหรียญเงินราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 ที่มีคำว่า ลว และ ปุระ เป็นหลักฐานยืนยันชื่อเมืองนี้ในยุคแรก

    หลักฐานสำคัญ

    • ปรางค์สามองค์: ปรางค์ศิลาแลงฉาบปูนสามองค์เชื่อมกัน แบบศิลปะบายน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พระปรางค์สามยอด ลพบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    ละโว้ใต้เงาอาณาจักรเขมร

    จารึกที่พบในลพบุรีระบุว่า ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งเมืองพระนคร ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 กองทัพเขมรบุกเข้ามาในลวปุระ และหลังจากนั้นลพบุรีก็อยู่ในระบบการปกครองของอาณาจักรเขมรมาเป็นระยะ จารึกหลายหลักกล่าวถึงข้าราชการที่ดูแลเมืองและชุมชนสงฆ์

    ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218) จารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชากล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่า ชัยพุทธมหานาถ ไปประดิษฐานใน 23 เมือง หนึ่งในนั้นคือลโวทยปุระ ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลพบุรี

    พระปรางค์สามยอดสร้างขึ้นในบริบทนี้ เป็นศาสนสถานพุทธมหายานที่สะท้อนความเชื่อและศิลปะของยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในดินแดนที่อยู่ห่างจากเมืองพระนครหลายร้อยกิโลเมตร

    ปรางค์สามองค์ที่สร้างเพื่อพระโพธิสัตว์มหายาน ได้เปลี่ยนมาเป็นที่กราบไหว้ของชาวพุทธเถรวาท โดยยังยืนอยู่กลางเมืองลพบุรีมาแปดร้อยปี

    จารึกเขมรในลพบุรีเล่าอะไร

    ก่อนพระปรางค์สามยอดจะถูกสร้าง ลพบุรีมีจารึกเขมรหลายหลักที่ช่วยให้เห็นบรรยากาศทางการเมือง จารึกหลักหนึ่งที่มีเลขทะเบียน K.1198 ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) กล่าวถึงการยกทัพมาตีลวปุระ และพรรณนาว่าเมืองถูกทำลายจนกลายเป็นป่าที่มีสัตว์ป่าอาศัย

    จารึกศาลสูงซึ่งอ้างถึงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) บันทึกพระราชโองการในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ให้พระภิกษุฝ่ายมหายาน พระภิกษุฝ่ายสถวิระหรือเถรวาท และนักบวชฝ่ายพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระราชา แสดงว่าในเวลานั้นลพบุรีมีศาสนาหลายสายอยู่ร่วมกัน และอยู่ใต้การบริหารของข้าราชการเขมร

    ยังมีจารึกที่ศาลเจ้าเมืองลพบุรีซึ่งกล่าวถึงข้าราชการถวายสิ่งของแก่เทพในศาสนาพราหมณ์ และเอ่ยชื่อเมืองว่าลโว จารึกชุดนี้ทำให้เข้าใจว่าทำไมศาสนสถานแบบเขมรอย่างพระปรางค์สามยอดจึงปรากฏกลางเมือง เพราะลพบุรีอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนครมาก่อนหน้านั้นนับร้อยปี

    สิ่งที่เห็นและสิ่งที่พบ

    พระปรางค์ประกอบด้วยปรางค์สามองค์เรียงกันจากเหนือไปใต้ มีมุขทางเดินเชื่อมถึงกัน กลุ่มอาคารกว้างยาวราว 45–48 เมตร ก่อด้วยศิลาแลงและเคยประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างวิจิตร ปัจจุบันยังเห็นร่องรอยปูนปั้นหลงเหลืออยู่ตามกรอบประตูและเสา

    ปรางค์สามองค์สอดคล้องกับคติรัตนตรัยมหายาน คือพระพุทธเจ้า พระโลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นกลุ่มเทพที่นิยมมากในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประติมากรรมที่พบ เช่น พระพุทธรูปนาคปรก และรูปพระโลเกศวร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

    ในสมัยอยุธยา เมื่อลพบุรีกลายเป็นเมืองสำคัญของราชอาณาจักร ศาสนสถานแห่งนี้ถูกปรับใช้ในพุทธศาสนาเถรวาท สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 2199–2231) โปรดให้สร้างวิหารก่ออิฐทางด้านตะวันออก มีซุ้มประตูหน้าต่างโค้งแหลมตามแบบที่นิยมในรัชกาลนั้น

    อ่านผังและสถาปัตยกรรมของพระปรางค์

    ปรางค์ทั้งสามองค์ตั้งเรียงในแนวเหนือใต้และหันหน้าไปทางตะวันออก ทุกองค์มีรูปแบบเดียวกัน แต่ปรางค์องค์กลางสูงที่สุด แต่ละองค์มีมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน และมีทางเดินเชื่อมระหว่างองค์ ทำให้เมื่อมองจากด้านข้างเห็นเป็นอาคารยาวต่อเนื่องเพียงหลังเดียว

    ส่วนยอดของปรางค์ซ้อนลดหลั่นกันห้าชั้น ประดับด้วยกลีบขนุนรูปดอกบัวตูม เดิมบนสุดเคยมีนภศูลหรือตรีศูลเก้าแฉก แต่สูญหายไปแล้ว ตัวปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงเป็นหลัก ใช้หินทรายในส่วนหน้าบันและชิ้นส่วนย่อยบางจุด แล้วฉาบและตกแต่งด้วยปูนปั้น ช่องหน้าต่างบางช่องถูกก่ออิฐเสริมในสมัยอยุธยา

    ตามการศึกษาของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ปรางค์องค์กลางเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ปรางค์ด้านใต้เป็นของพระโลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร และปรางค์ด้านเหนือเป็นของพระนางปรัชญาปารมิตา การวางเทพสามองค์เรียงกันเช่นนี้ตรงกับคติที่พบในศาสนสถานยุคบายนหลายแห่ง

    เนื่องจากยังไม่พบจารึกระบุปีสร้าง นักวิชาการจึงใช้การก่อด้วยศิลาแลงและลวดลายตกแต่งเป็นหลักฐานหลักในการจัดให้อยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13

    ความสำคัญ

    พระปรางค์สามยอดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศิลปะที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่า ศิลปะลพบุรี คือศิลปะแบบเขมรที่ปรากฏในดินแดนไทย และแสดงว่าภาคกลางของไทยเคยเชื่อมโยงใกล้ชิดกับอาณาจักรเมืองพระนคร

    โบราณสถานแห่งนี้ยังเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางศาสนา จากมหายานในยุคเขมร สู่เถรวาทในยุคอยุธยา โดยไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ถูกปรับใช้ต่อมาหลายร้อยปี ปัจจุบันพระปรางค์สามยอดเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลพบุรี ปรากฏในตราจังหวัดและเคยอยู่บนธนบัตรไทย

    ข้อถกเถียง

    เนื่องจากยังไม่พบจารึกที่บอกปีสร้างของพระปรางค์สามยอดโดยตรง การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นักวิชาการส่วนใหญ่จัดให้อยู่ในศิลปะแบบบายน ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ก็ยังเปิดช่องให้ถกเถียงว่าสร้างในรัชกาลนั้นจริง หรือสร้างต่อมาโดยช่างท้องถิ่นที่สืบทอดรูปแบบบายน

    ความสัมพันธ์ระหว่างละโว้กับเมืองพระนครก็ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการตีความต่างกัน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนในปี ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนมองว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเมืองในเครือข่ายของเขมรตลอด ข้อสรุปจึงยังไม่ลงตัว

    เอกสารต่าง ๆ ยังระบุวัสดุก่อสร้างหลักไม่ตรงกันทั้งหมด บางแหล่งเน้นศิลาแลง บางแหล่งระบุอิฐฉาบปูน ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนที่ซ่อมหรือต่อเติมในยุคหลังใช้วัสดุต่างจากเดิม

    จากเมืองของพระนารายณ์ถึงการบูรณะสมัยใหม่

    ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีกลายเป็นราชธานีแห่งที่สอง พระองค์ประทับที่นี่ราวปีละแปดเดือน การสร้างวิหารอิฐหน้าปรางค์องค์กลางจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ ในวิหารยังมีพระพุทธรูปนั่งประดิษฐานอยู่ และเป็นจุดที่ผู้คนมาสักการะจนถึงทุกวันนี้

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนพระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ต่อมาเมื่อพบปัญหาการทรุดตัวและความเสียหายของโครงสร้าง จึงเริ่มบูรณะครั้งใหญ่ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993)

    ปัจจุบันพระปรางค์สามยอดเป็นฉากหลักของงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จัดทุกปี ซึ่งมีการแสดงแสงสีเสียงเล่าเรื่องเมืองลพบุรี ในปี พ.ศ. 2569 งานนี้จัดเป็นครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์

    พระปรางค์สามยอดในปัจจุบัน

    พระปรางค์สามยอดอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เปิดให้ผู้คนเข้าชมได้ บริเวณนี้มีลิงแสมอาศัยอยู่จำนวนมาก จนกลายเป็นภาพจำของลพบุรี และมีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงซึ่งเริ่มจัดในปี พ.ศ. 2532 ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกปี

    อย่างไรก็ตาม จำนวนลิงที่เพิ่มขึ้นก็สร้างปัญหาต่อทั้งโบราณสถานและชุมชน สภาพของพระปรางค์บางส่วนทรุดโทรม การอนุรักษ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กับการจัดการปัญหาลิงในเมือง

    พิกัดและการนำทาง

    พระปรางค์สามยอด ถ.วิชาเยนทร์ จ.ลพบุรี
    พิกัด 14.802947, 100.614041 (14°48′10.6″N 100°36′50.5″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พระปรางค์สามยอดอยู่กลางเมืองเก่าลพบุรี เดินทางสะดวกด้วยรถไฟสายเหนือหรือรถยนต์ เดินต่อไปยังศาลพระกาฬและพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ได้ ซึ่งในพระราชวังคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ที่จัดแสดงประติมากรรมศิลปะลพบุรี ผู้มาเยือนควรระวังลิงและเก็บของให้มิดชิด

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. ราว 7th–8th): ลวปุระสมัยทวารวดี. เหรียญเงินจารึกชื่อเมือง
    • พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): จารึก K.1198. บันทึกการยกทัพมาตีลวปุระ
    • พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022): จารึกศาลสูง. สุริยวรมันที่ 1 ให้นักบวชทุกฝ่ายอุทิศบุญแด่พระราชา
    • พ.ศ. 1658 และ 1698 (ค.ศ. 1115, 1155): ละโว้ส่งทูตไปจีน. บันทึกจีนกล่าวถึงคณะทูตจากละโว้
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. ส่งพระชัยพุทธมหานาถไปลโวทยปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18: สร้างพระปรางค์สามยอด. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน
    • สมัยอยุธยา: ปรับใช้เป็นวัดเถรวาท. ลพบุรีอยู่ใต้อยุธยา ก่ออิฐเสริมบางส่วน
    • พ.ศ. 2199–2231 (ค.ศ. 1656–1688): สมเด็จพระนารายณ์. สร้างวิหารอิฐด้านตะวันออก ปรับใช้ในเถรวาท
    • 2 ส.ค. พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): งานโต๊ะจีนลิง. เริ่มจัดเทศกาลเลี้ยงลิงประจำปี
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): บูรณะครั้งใหญ่. แก้ปัญหาการทรุดตัวของโครงสร้าง
    • ก.พ. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ครั้งที่ 38. มีการแสดงแสงสีเสียงที่พระปรางค์

    รู้หรือไม่

    สามยอด สามพระองค์

    ปรางค์ทั้งสามองค์เชื่อว่าสร้างตามคติรัตนตรัยมหายาน ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระโลเกศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา

    บ้านพักคนเดินทาง

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างที่พักคนเดินทางที่เรียกว่าบ้านมีไฟ 121 แห่งตามถนนสายหลักของอาณาจักร ร่องรอยบางแห่งพบในอีสานของไทย

    เคยอยู่บนธนบัตร

    พระปรางค์สามยอดเคยปรากฏบนธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท รุ่นที่ออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phra Prang Sam Yot – Wikipedia
    2. พระปรางค์สามยอด – วิกิพีเดีย
    3. Jayavarman VII – Wikipedia
    4. Lopburi – Wikipedia
    5. เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก – ศิลปวัฒนธรรม
    6. กู่บ้านแดง ปรางค์สามยอดแห่งเดียวในอีสาน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Narai National Museum – Wikipedia
    8. Prang Sam Yot – SAC Southeast Asian Arts
    9. Phra Prang Sam Yot photograph – SAAF Archive, University of Michigan
    10. พิธีบวงสรวงพระปรางค์สามยอด งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ – เดลินิวส์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yod (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yot (Phra kran Skin) · Erwannjacquin · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Lopburi Prang Sam Yot 2 · Mr.Peerapong Prasutr · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yod (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Lopburi Prang Sam Yot 1 · Mr.Peerapong Prasutr · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Monkeys at Prang Sam Yot (Monkey Temple) – Lop Buri – Thailand – 01 (34896525841) · Adam Jones from Kelowna, BC, Canada · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณศรีเทพ

    เมืองโบราณศรีเทพ

    ภาพประกอบ: Prang Si Thep – Si Thep · JJ Harrison (https://www.jjharrison.com.au/) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองแฝดในลุ่มน้ำป่าสักที่รวมศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุด และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2566 · ราวพุทธศตวรรษที่ 9–19

    ที่ตั้งอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ลุ่มแม่น้ำป่าสัก
    ผังเมืองเมืองแฝด เมืองในและเมืองนอก มีคูน้ำล้อมรอบ
    ยุครุ่งเรืองสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–15 และสมัยวัฒนธรรมเขมร
    มรดกโลก19 กันยายน พ.ศ. 2566 เกณฑ์ข้อ (ii) และ (iii)
    องค์ประกอบมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ เขาคลังนอก และถ้ำเขาถมอรัตน์
    อุทยานประวัติศาสตร์จัดตั้ง พ.ศ. 2527
    พื้นที่มรดกโลกราว 866 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 3,824 เฮกตาร์
    เขาคลังนอกฐานกว้างด้านละราว 64 เมตร สูงราว 20 เมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณศรีเทพอยู่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ บนที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติที่เชื่อมภาคกลางเข้ากับที่ราบสูงโคราช ทำเลนี้ทำให้ศรีเทพอยู่ตรงทางแยกของการค้าและความคิด ระหว่างลุ่มเจ้าพระยากับดินแดนอีสานและกัมพูชา

    ทางตะวันตกของเมืองมีเขาถมอรัตน์ ภูเขาหินปูนที่โดดเด่นจนมองเห็นได้จากระยะไกล ชาวเมืองโบราณถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทในยุคหลังหลายหลังหันหน้าไปทางเขาลูกนี้

    หลักฐานสำคัญ

    • เขาคลังนอก: มหาสถูปศิลาแลงขนาดใหญ่ที่สุดของสมัยทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปรางค์ศรีเทพ: ปรางค์แบบขอมที่สร้างซ้อนบนเมืองทวารวดีเดิม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ถ้ำเขาถมอรัตน์: ถ้ำที่มีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สลักบนผนังหิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการและทรงพบเมืองร้างแห่งนี้ ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีเทพที่ปรากฏชื่อในเอกสารเก่า ชื่อนี้จึงใช้เรียกเมืองโบราณมาจนปัจจุบัน

    ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น เมืองร้างแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทวดา ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปตั้งบ้านเรือนภายในคูเมือง ความเชื่อนี้ช่วยให้โบราณสถานรอดพ้นจากการรื้อถอนมาได้นาน แม้จะมีการลักลอบนำโบราณวัตถุออกไปในอดีตก็ตาม

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นและบูรณะอย่างเป็นระบบในปี พ.ศ. 2521 และจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปี พ.ศ. 2527

    ในเมืองที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และพระกฤษณะเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

    สิ่งที่พบ

    ศรีเทพมีผังเมืองแบบเมืองแฝด คือเมืองในที่ค่อนข้างกลม และเมืองนอกที่ต่อขยายออกไป ทั้งสองส่วนมีคูน้ำล้อมรอบ ยูเนสโกระบุว่าผังแบบนี้มีลักษณะเฉพาะ นักโบราณคดีพบแหล่งศาสนสถานมากกว่า 112 แห่งในพื้นที่

    ในเมืองในมีเขาคลังใน ศาสนสถานพุทธแบบทวารวดีที่มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 ส่วนนอกเมืองไปทางเหนือมีเขาคลังนอก ซึ่งยูเนสโกระบุว่าเป็นโบราณสถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ ฐานซ้อนชั้นเลียนแบบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ และมีปราสาทจำลองประดับรอบฐาน

    บนเขาถมอรัตน์มีถ้ำที่สลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์บนผนังหิน ยูเนสโกระบุว่าเป็นถ้ำวิหารในพุทธศาสนามหายานแห่งเดียวที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ศรีเทพยังมีประติมากรรมพระวิษณุและพระกฤษณะที่สลักแบบลอยตัวในท่ายืนเอียงสะโพก ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าสกุลช่างศรีเทพ

    ในยุคหลัง เมื่อวัฒนธรรมเขมรแผ่อิทธิพลมาถึง มีการสร้างปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องในราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ทำให้ศรีเทพมีโบราณสถานซ้อนกันหลายสมัยในเมืองเดียว

    ผังเมืองแฝด สระน้ำ และศาสนสถานในเมือง

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพครอบคลุมพื้นที่ราว 4.7 ตารางกิโลเมตร เมืองในมีรูปค่อนข้างกลมและเป็นส่วนที่เก่ากว่า ส่วนเมืองนอกต่อขยายออกไปภายหลัง ทั้งสองส่วนมีคูน้ำคันดินของตัวเอง ซึ่งน่าจะใช้ทั้งกำหนดขอบเขตเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีสระน้ำโบราณกระจายอยู่หลายแห่ง ที่ใหญ่ที่สุดคือสระแก้วทางด้านเหนือ ใกล้สระมีศาสนสถานที่เรียกว่าเขาคลังสระแก้ว นอกจากนี้ยังมีเขาคลังหน้า ปรางค์ฤาษี และฐานอาคารอีกจำนวนมาก ยูเนสโกระบุว่าทั้งเขตพบแหล่งศาสนสถานสำคัญมากกว่า 112 แห่ง

    เขาคลังในซึ่งอยู่กลางเมืองใน เป็นฐานศาสนสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางตะวันออก ตามแบบสถาปัตยกรรมทวารวดี รอบฐานมีปูนปั้นรูปคนแคระแบกฐานในท่าทางต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่ผู้มาเยือนชื่นชอบมาก นักวิชาการกำหนดอายุศาสนสถานนี้ไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 11–12

    พื้นที่มรดกโลกทั้งสามส่วนรวมกันราว 866 เฮกตาร์ และมีเขตกันชนโดยรอบอีกราว 3,824 เฮกตาร์ ขนาดนี้สะท้อนว่าศรีเทพไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มโบราณสถาน แต่เป็นภูมิทัศน์ของเมืองทั้งเมือง

    เขาคลังนอก: มหาสถูปที่ถูกปลุกให้ตื่น

    เขาคลังนอกอยู่ห่างจากเมืองโบราณศรีเทพไปทางเหนือราว 2 กิโลเมตร ก่อนการขุดค้น ชาวบ้านเห็นเป็นเพียงเนินดินขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ขึ้นคลุม กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่การขุดแต่งอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551

    เมื่อดินถูกเปิดออก ทีมงานพบสถูปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละราว 64 เมตร สูงราว 20 เมตร ส่วนฐานก่อด้วยหิน ส่วนบนก่อด้วยอิฐ มีฐานใหญ่สองชั้น แต่ละชั้นสูงราว 5 เมตร ผนังประดับด้วยซุ้มจระนำ เสาติดผนัง และซุ้มโค้งแบบกูฑุซึ่งรับมาจากสถาปัตยกรรมอินเดีย

    บนลานด้านตะวันออกยังพบหลุมเสาไม้สี่หลุม ซึ่งน่าจะเป็นร่องรอยของอาคารเครื่องไม้สำหรับประกอบพิธี รวมทั้งชิ้นส่วนสถูปจำลองขนาดเล็กที่เคยประดับองค์สถูป นักวิชาการที่ร่วมประเมินกำหนดอายุไว้ราว 1,200–1,300 ปีก่อน ตรงกับสมัยทวารวดี

    ยูเนสโกถือว่าเขาคลังนอกเป็นอนุสรณ์สถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ และเห็นอิทธิพลของศิลปะอินเดียใต้และชวาในรูปแบบของมัน หลายคนจึงเชื่อมโยงสถูปนี้กับพุทธศาสนามหายาน

    ถ้ำเขาถมอรัตน์: วิหารในภูเขา

    เขาถมอรัตน์เป็นภูเขาโดดที่ตั้งขึ้นจากที่ราบ จึงใช้เป็นหมุดหมายของภูมิประเทศได้จากระยะไกล ภายในถ้ำบนเขามีภาพสลักบนผนังหินหลายกลุ่ม ซึ่งยูเนสโกจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของแหล่งมรดกโลก

    กลุ่มแรกเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่สูงราว 2.5 เมตร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างแสดงธรรม ประทับบนดอกบัว ขนาบด้วยพระพุทธรูปยืนขนาดเล็กกว่าสูงราว 1.5 เมตรอีกสององค์ กลุ่มที่สองมีพระโพธิสัตว์สี่กร พระพุทธรูปนั่งสมาธิ และรูปสถูป ส่วนลึกเข้าไปในถ้ำมีพระโพธิสัตว์ที่นักวิชาการบางคนระบุว่าเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย และอาจมีพระอวโลกิเตศวรด้วย

    การมีพระโพธิสัตว์อยู่ร่วมกับพระพุทธรูปในถ้ำเดียวกันคือเหตุผลที่ทำให้ถ้ำนี้ถูกมองว่าเป็นวิหารถ้ำแบบมหายาน นักวิชาการกำหนดอายุภาพสลักราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และเห็นการผสมผสานกันของศิลปะภาคกลาง อีสาน และเขมร

    ความสำคัญ

    ศรีเทพแสดงให้เห็นความหลากหลายทางศาสนาของทวารวดี มีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และศาสนาฮินดู อยู่ร่วมกันในเมืองเดียว คนท้องถิ่นรับความคิดจากอินเดียมาแล้วปรับเป็นศิลปะของตนเอง จนเกิดรูปแบบที่ส่งอิทธิพลไปยังที่อื่น

    จารึกบ้านวังไผ่ที่พบในเขตนี้ เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กล่าวถึงพระนามพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน นักวิชาการบางท่านตีความว่าศรีเทพอาจเป็นรัฐที่มีอิสระและมีฐานะทัดเทียมกับรัฐเจนละยุคแรก

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียน เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีที่เกี่ยวเนื่อง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย

    จารึกบ้านวังไผ่และเทวรูปทั้งสี่

    จารึกบ้านวังไผ่เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ปัจจุบันเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จารึกกล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ องค์หนึ่งพระนามลบเลือนไปแล้ว อีกองค์คือพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน นักวิชาการบางท่านเห็นว่าพระองค์มีฐานะทัดเทียมกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ของเขมรโบราณ คำว่าวรมันในพระนามเองก็สะท้อนวัฒนธรรมอินเดียใต้ แบบเดียวกับตัวอักษรที่ใช้

    เทวรูปพระวิษณุและพระกฤษณะจากศรีเทพที่มีชื่อเสียงมีสี่องค์ จัดแสดงในห้องเทวรูปของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สององค์แรกมีสี่กร ยืนเอียงสะโพก สวมหมวกทรงกระบอก นุ่งผ้าสั้นแนบตัว องค์ที่สามมีสองกร ผมหยักศกยาวถึงคอ คล้ายพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะของเขมร ส่วนองค์ที่สี่ยกไหล่ซ้ายขึ้นและสวมหมวกทรงกระบอกแปดเหลี่ยม ซึ่งไม่พบในงานจากกัมพูชา

    นอกจากความเห็นของเซเดส์และบวสเซอลีเยแล้ว ลอว์เรนซ์ พาลเมอร์ บริกส์ ยังโต้แย้งว่าเทวรูปเหล่านี้ไม่ได้มาจากฟูนัน และน่าจะเกี่ยวข้องกับเจนละมากกว่า นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันจึงกำหนดอายุไว้กว้าง ๆ ราวพุทธศตวรรษที่ 11–13 และยอมรับว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว

    ข้อถกเถียง

    คำถามใหญ่คือศรีเทพเป็นศูนย์กลางของทวารวดีหรือไม่ ศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าศรีเทพอาจเป็นเมืองหลวงยุคแรก เพราะพบรูปพระกฤษณะมาก และชื่อทวารวดีมาจากนครทวารกาของพระกฤษณะ ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มยังยึดว่านครปฐมและอู่ทองคือศูนย์กลาง บางคนเห็นว่าทวารวดีเป็นเครือข่ายหลายเมืองโดยไม่มีศูนย์กลางเดียว

    อายุของประติมากรรมพระวิษณุ-กฤษณะก็ยังไม่ตรงกัน ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าเป็นศิลปะฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 11 แต่ฌอง บวสเซอลีเย เสนอว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ส่วนการสิ้นสุดของเมือง ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเมืองร้างไปราวพุทธศตวรรษที่ 19 แต่นักวิชาการบางคนเห็นว่าชุมชนไม่ได้ร้างทั้งหมด เพียงลดความสำคัญลง

    การหาอายุด้วยวิทยาศาสตร์ช่วยเติมภาพได้มากขึ้น เช่น ฟันมนุษย์จากหลุมฝังศพใกล้ใจกลางเมืองที่พบในปี พ.ศ. 2559 ให้ค่าอายุราว ค.ศ. 240–390 ซึ่งชี้ว่าพื้นที่มีคนอยู่ก่อนสมัยทวารวดีจะรุ่งเรือง

    ศรีเทพในปัจจุบัน

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมเมืองใน เขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และออกไปชมเขาคลังนอกที่อยู่นอกเมืองได้ ในอุทยานมีศูนย์ข้อมูลที่จัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของเมือง

    ประติมากรรมพระวิษณุ-กฤษณะชิ้นสำคัญหลายองค์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนถ้ำเขาถมอรัตน์อยู่บนภูเขาทางตะวันตก การขึ้นไปต้องเดินเขาและควรติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (เขาคลังใน/ศูนย์บริการ) อ.ศรีเทพ
    พิกัด 15.471566, 101.146903 (15°28′17.6″N 101°08′48.9″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพอยู่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายในมีศูนย์ข้อมูล โบราณสถานในเมืองใน และเส้นทางไปเขาคลังนอกนอกเมือง ถ้ำเขาถมอรัตน์อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกและต้องเดินขึ้นเขา ประติมากรรมชิ้นสำคัญจากศรีเทพหลายชิ้นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 9–10 (ค.ศ. ราว 240–390): ชุมชนยุคแรก. หลักฐานการฝังศพใกล้ใจกลางเมือง
    • พุทธศตวรรษที่ 11–12: เขาคลังใน. สร้างศาสนสถานพุทธแบบทวารวดีในเมืองใน
    • พุทธศตวรรษที่ 11–13: เทวรูปสกุลช่างศรีเทพ. สลักพระวิษณุและพระกฤษณะแบบลอยตัว
    • พุทธศตวรรษที่ 12–15: ทวารวดีรุ่งเรือง. สร้างเขาคลังนอก ถ้ำเขาถมอรัตน์ และขยายเมืองนอก
    • พุทธศตวรรษที่ 16–17: อิทธิพลเขมร. สร้างปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 19: ลดความสำคัญ. เมืองค่อย ๆ ร้างเมื่อสุโขทัยและอยุธยาขึ้นมามีอำนาจ
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): กรมพระยาดำรงฯ พบเมือง. ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีเทพ
    • พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): ขึ้นทะเบียนเขาคลังนอก. กรมศิลปากรประกาศเป็นโบราณสถาน
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): เริ่มขุดค้นบูรณะ. กรมศิลปากรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ตั้งอุทยานประวัติศาสตร์. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
    • มี.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดแต่งเขาคลังนอก. เปิดเนินดินจนเห็นมหาสถูปทวารวดี
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): พบหลุมฝังศพยุคแรก. ฟันมนุษย์ให้ค่าอายุราว ค.ศ. 240–390
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

    รู้หรือไม่

    เจ้าพ่อศรีเทพเป็นรูปสตรี

    รูปเคารพเจ้าพ่อศรีเทพที่ชาวบ้านกราบไหว้มีลักษณะเป็นเทวรูปสตรี มีข้อสันนิษฐานว่าองค์เดิมถูกลักลอบไป ชาวบ้านจึงนำเทวรูปที่มีอยู่มาแทน

    ปรางค์หันหน้าหาภูเขา

    ปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของเขาถมอรัตน์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมือง

    เขาคลังนอกเคยเป็นแค่เนินป่า

    ก่อนปี พ.ศ. 2551 เขาคลังนอกดูเหมือนเนินดินมีต้นไม้ขึ้น เมื่อขุดแต่งจึงพบว่าข้างใต้คือสถูปทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments – UNESCO
    2. Si Thep Historical Park – Wikipedia
    3. Dvaravati – Wikipedia
    4. เมืองศรีเทพ เมืองมรดกโลกล่าสุดของไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    5. เขาคลังนอก ศรีเทพ จุดบรรจบศิลปกรรมอินเดียเหนือ-ใต้ – ศิลปวัฒนธรรม
    6. พระวิษณุ-พระกฤษณะ เทวรูปองค์สำคัญ เมืองโบราณศรีเทพ – ศิลปวัฒนธรรม
    7. แกะรอยจารึกบ้านวังไผ่ – ศิลปวัฒนธรรม
    8. หลักฐานฟ้อง ทำไมจึงเชื่อได้ว่าศรีเทพคือศูนย์กลางทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    9. ทำไมรูปเคารพเจ้าพ่อศรีเทพถึงเป็นเทวรูปสตรี – ศิลปวัฒนธรรม
    10. เจาะเรื่อง เขาคลังนอก มหาสถูปเมืองศรีเทพ – ศิลปวัฒนธรรม
    11. ภาพสลักถ้ำเขาถมอรัตน์ – วารสาร (TCI)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-003 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-2-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nok (southwest view) July 2025 · Paul_012 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nak-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nai-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons