ผู้เขียน: admin

  • จารึกเนินสระบัว

    จารึกเนินสระบัว

    ภาพประกอบ: Sa Kaeo, Si Mahosot (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    แผ่นหินจากเมืองศรีมโหสถที่จารึกคาถาภาษาบาลีจากลังกาไว้คู่กับภาษาเขมรโบราณ และระบุศักราชที่ตรงกับ พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761) · พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761) ตามการอ่านที่ยอมรับกันทั่วไป

    แหล่งที่พบเนินสระบัว บริเวณดงศรีมหาโพธิ์ เมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
    ศักราชพ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761) มีแหล่งหนึ่งอ้างปีต่างออกไป
    อักษรอักษรหลังปัลลวะ
    ภาษาบาลี และเขมรโบราณ
    ลักษณะแผ่นหิน จารึกด้านเดียว 27 บรรทัด
    เนื้อหาเด่นคาถาบาลีสรรเสริญพระรัตนตรัย ตรงกับคาถาในเตลกฏาหคาถาของลังกา

    หินจารึกจากเมืองศรีมโหสถ

    เมืองโบราณศรีมโหสถในจังหวัดปราจีนบุรีเป็นเมืองสำคัญทางฝั่งตะวันออกของที่ราบภาคกลาง พบทั้งศาสนสถานในพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ประติมากรรมพระวิษณุและพระคเณศ รวมถึงร่องรอยศิลปะทวารวดีและเขมร จึงเป็นเมืองที่วัฒนธรรมหลายสายมาพบกัน

    จารึกเนินสระบัวพบที่เนินสระบัว ในบริเวณดงศรีมหาโพธิ์ของเมืองศรีมโหสถ ตัวจารึกเป็นแผ่นหินที่สลักตัวอักษรไว้ด้านเดียว รวม 27 บรรทัด แม้จะเป็นหินแผ่นไม่ใหญ่ แต่ข้อความบนนั้นช่วยตอบคำถามใหญ่หลายข้อเกี่ยวกับพุทธศาสนาในดินแดนไทยยุคแรก

    ข้อมูลในฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า มีการถ่ายถอดข้อความจากอักษรโบราณเป็นอักษรไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และต่อมาถ่ายถอดเป็นอักษรโรมันใน พ.ศ. 2553

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกเนินสระบัว: แผ่นหินจารึก 27 บรรทัด อักษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลีและเขมรโบราณ ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1304 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เคยเก็บที่พิพิธภัณฑ์วัดสระมรกต ปัจจุบันมีรายงานว่าจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง
    • คาถาเตลกฏาหคาถา: คาถาบาลีสามบทในจารึกตรงกับบทที่ 2 ถึง 4 ของกวีนิพนธ์บาลีจากลังกา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ บนตัวจารึกเนินสระบัว) ดูภาพถ่ายจริง
    • เมืองโบราณศรีมโหสถ: เมืองที่พบศาสนสถานและประติมากรรมทั้งพุทธและฮินดู แสดงการพบกันของวัฒนธรรมทวารวดีและเขมร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    อักษรและภาษา

    จารึกเนินสระบัวเขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ ซึ่งพัฒนามาจากอักษรที่ใช้ในอินเดียใต้ และเป็นอักษรที่ใช้ในจารึกยุคแรกหลายหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมนดิส โรหณธีระ นักวิชาการชาวศรีลังกาที่ศึกษาจารึกนี้ เห็นว่ารูปอักษรใกล้เคียงกับอักษรที่ใช้ในลังกาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 8 มาก

    ข้อความใช้สองภาษาในหลักเดียวกัน ส่วนต้นและส่วนท้ายเป็นภาษาเขมรโบราณ ส่วนกลางเป็นคาถาภาษาบาลีสามบท การพบภาษาบาลีและภาษาเขมรอยู่ด้วยกันในจารึกที่เมืองศรีมโหสถ ทำให้เห็นว่าคนที่สร้างจารึกนี้คุ้นเคยกับทั้งโลกพุทธศาสนาแบบบาลีและภาษาของชาวเขมร

    รายละเอียดของข้อความภาษาเขมรยังไม่ค่อยถูกนำมาอธิบายในงานที่เผยแพร่ทั่วไป งานศึกษาส่วนใหญ่เน้นที่ส่วนภาษาบาลี ส่วนนักภาษาศาสตร์บางคนใช้จารึกนี้เป็นตัวอย่างในการศึกษาว่าการสะกดคำภาษาเขมรโบราณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแต่ละยุค

    คาถาสามบทจากลังกาที่สลักไว้บนหินในปราจีนบุรี บอกว่าพุทธศาสนาแบบบาลีเดินทางข้ามทะเลมาถึงที่นี่แล้วเมื่อกว่าพันสองร้อยปีก่อน

    คาถาจากลังกา

    คาถาภาษาบาลีสามบทในจารึกเป็นบทสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แต่งในฉันท์ชนิดที่เรียกว่าวสันตดิลก โรหณธีระพบว่าคาถาทั้งสามบทตรงกับคาถาบทที่ 2 ถึง 4 ของเตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นกวีนิพนธ์ภาษาบาลีที่แต่งขึ้นในลังกา

    จารึกนี้ไม่ได้ระบุชื่อผู้บริจาคหรือรายการสิ่งของที่ถวาย ส่วนภาษาบาลีจึงทำหน้าที่เป็นบทสวดบูชาและเตือนใจทางศาสนามากกว่าเป็นบันทึกการทำบุญ

    การพบคาถาจากวรรณกรรมลังกาบนหินในปราจีนบุรี แสดงว่าตัวบทนี้เดินทางมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกแล้วภายในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ปีเตอร์ สกิลลิง นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ยกจารึกเนินสระบัวเป็นหนึ่งในจารึกภาษาบาลียุคแรกที่กระจายอยู่ทั่วภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปีที่จารึก และความเห็นที่ต่างกัน

    ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุศักราชของจารึกนี้ว่า พ.ศ. 1304 ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 761 งานของโรหณธีระที่ตีพิมพ์ในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2531 ก็ใช้ปี ค.ศ. 761 เช่นกัน ปีนี้จึงเป็นค่าที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด

    อย่างไรก็ตาม บทความวิชาการภาษาไทยชิ้นหนึ่งในวารสารดำรงวิชาการกล่าวถึงจารึกเนินสระบัวในเชิงอรรถว่า ระบุมหาศักราช 863 ตรงกับ พ.ศ. 1484 และกล่าวว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการกัลปนารอยพระบาท ตัวเลขนี้ต่างจากค่าที่ฐานข้อมูลจารึกใช้อยู่ร้อยกว่าปี อาจเป็นการอ่านที่ต่างกัน การพิมพ์คลาดเคลื่อน หรือการอ้างถึงจารึกอีกหลักหนึ่งในบริเวณเดียวกัน แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่พอจะชี้ขาด

    นอกจากปีที่ระบุในตัวจารึก นักวิชาการยังกำหนดอายุจากรูปอักษรด้วย บางแหล่งจัดอักษรของจารึกนี้ไว้ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ศ. 1304 มากกว่า

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์

    จารึกเนินสระบัวเป็นจารึกยุคแรกในดินแดนไทยที่มีศักราชกำกับ จารึกส่วนใหญ่ในยุคทวารวดีไม่ระบุปี นักวิชาการต้องเดาอายุจากรูปอักษร จารึกที่มีปีชัดเจนจึงเป็นหมุดเวลาที่ใช้เทียบอายุของรูปอักษรและโบราณวัตถุอื่น ๆ ในภูมิภาคได้

    จารึกนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับลังกา โรหณธีระใช้จารึกนี้แย้งความเห็นเดิมที่ว่าอิทธิพลพุทธศาสนาจากลังกาเพิ่งเข้ามาผ่านมอญในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 เพราะจารึกแสดงว่าวรรณกรรมบาลีจากลังกามาถึงแล้วตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 พิพิธภัณฑ์ในปราจีนบุรีก็นำเสนอจารึกนี้ในฐานะหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างศรีมโหสถกับลังกา

    ในอีกด้านหนึ่ง การที่คาถาบาลีอยู่คู่กับภาษาเขมรโบราณ ช่วยให้เห็นว่าเมืองศรีมโหสถตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดีกับผู้คนที่ใช้ภาษาเขมรอยู่ร่วมกันหรือติดต่อกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ก่อนยุคเมืองพระนครรุ่งเรือง ข้อนี้เป็นการตีความจากลักษณะของจารึก ซึ่งยังต้องอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ

    จารึกอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน

    เมื่อโรหณธีระไปศึกษาจารึกนี้ในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) จารึกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กของวัดสระมรกต ในเขตดงศรีมหาโพธิ์ ใกล้กับแหล่งที่พบ

    ข่าวการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ในช่วงหลังได้กล่าวถึงจารึกเนินสระบัวในฐานะหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองศรีมโหสถกับลังกา ผู้ที่สนใจจึงควรเริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และสอบถามสถานที่จัดแสดงปัจจุบันก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • สมัยทวารวดี: ศรีมโหสถรุ่งเรือง. เมืองศรีมโหสถเป็นที่พบกันของวัฒนธรรมทวารวดีและเขมร
    • พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761): สลักจารึก. จารึกคาถาบาลีจากเตลกฏาหคาถาคู่กับภาษาเขมรโบราณ
    • พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965): ถ่ายถอดเป็นอักษรไทย. ข้อความถูกถ่ายถอดจากอักษรหลังปัลลวะเป็นอักษรไทย
    • พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986): ศึกษาที่วัดสระมรกต. โรหณธีระศึกษาจารึกที่พิพิธภัณฑ์วัดสระมรกต
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เผยแพร่ในวารสารสยามสมาคม. เสนอว่าคาถาตรงกับเตลกฏาหคาถาของลังกา
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): ถ่ายถอดเป็นอักษรโรมัน. โครงการฐานข้อมูลจารึกถ่ายถอดข้อความเป็นอักษรโรมัน
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): อ้างในงานด้านจารึกบาลี. ปีเตอร์ สกิลลิง ยกเป็นตัวอย่างจารึกบาลียุคแรกในภูมิภาค

    รู้หรือไม่

    ไม่มีชื่อผู้สร้าง

    จารึกเนินสระบัวไม่ได้บอกชื่อผู้บริจาคหรือผู้สร้าง ต่างจากจารึกเขมรอีกจำนวนมากที่บันทึกการถวายที่ดินและข้าคน

    คาถาที่ร้อยเรียงเป็นฉันท์

    คาถาบาลีในจารึกแต่งเป็นฉันท์วสันตดิลก มีจังหวะและจำนวนพยางค์ตายตัว

    คาถาที่เก่ากว่าจารึก

    โรหณธีระเสนอว่าเตลกฏาหคาถาต้องแต่งขึ้นก่อนจารึกนี้นาน และอาจเก่าไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5 หรือก่อนนั้น

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Rohanadeera: Telakatahagatha in a Thailand Inscription of 761 A.D. (JSS 1988)
    2. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย: จารึกเนินสระบัว
    3. Skilling: The Theravamsa Has Always Been Here, K. 1355 from Angkor Borei (JSS 2019)
    4. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล บทความในวารสารดำรงวิชาการ
    5. แนวหน้า: เมืองศรีมโหสถ ภูมินครรัฐอวัธยะปุระด้านตะวันออก
    6. ไทยโพสต์: เจาะลึกพิพิธภัณฑ์ปราจีนบุรี
    7. มติชน: ศูนย์เถรวาทไทยอยู่อโยธยา
    8. GotoKnow: ขอมสบาดโขลญลำพง (การสะกดเขมรโบราณ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ตำนานสิงหนวัติและโยนกนาคพันธุ์

    ตำนานสิงหนวัติและโยนกนาคพันธุ์

    ภาพประกอบ: Chiang Saen, Thailand · Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องเล่าของเจ้าชายผู้สร้างเมืองด้วยความช่วยเหลือของพญานาค และเมืองที่ล่มลงในคืนเดียว ในแอ่งเชียงแสน กับคำถามว่าตำนานบอกอะไรเราได้บ้าง · ตามตำนาน ก่อนพุทธกาลถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11 เรื่องเล่าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์ในยุคหลังมาก

    พื้นที่แอ่งเชียงแสน อำเภอเชียงแสนและอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
    เอกสารหลักตำนานสิงหนวัติกุมาร และพงศาวดารโยนก
    ผู้เรียบเรียงพงศาวดารโยนกพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) พิมพ์ พ.ศ. 2442 และ พ.ศ. 2450
    สถานะตำนาน ยังไม่มีหลักฐานโบราณคดียืนยันเมืองโยนกตามที่เล่า
    จุดที่เชื่อมโยงเวียงหนองล่ม ทางใต้ของหนองบงคาย ตามความเชื่อท้องถิ่นคือที่ตั้งเมืองที่ล่ม
    ต่อเนื่องไปสู่ตำนานหิรัญนครเงินยางของลวจังกราช และราชวงศ์ของพญามังราย

    แอ่งเชียงแสนกับเรื่องเล่าต้นเมือง

    แอ่งเชียงแสนเป็นที่ราบริมแม่น้ำโขงทางเหนือสุดของประเทศไทย มีแม่น้ำกก แม่น้ำจัน และหนองน้ำใหญ่อย่างหนองบงคาย ดินแดนนี้อยู่ใกล้เส้นทางที่เชื่อมไปยังยูนนาน ลาว และพม่า จึงเป็นทางผ่านของผู้คนมาแต่โบราณ

    ชาวล้านนามีตำนานหลายเรื่องที่อธิบายว่าบ้านเมืองของตนเริ่มต้นจากที่นี่ เรื่องที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือตำนานสิงหนวัติ ซึ่งเล่าถึงเมืองชื่อโยนกนาคพันธุ์ ต่อด้วยเมืองที่ล่มลงเป็นหนองน้ำ และเมืองใหม่ที่สืบต่อมาจนถึงยุคพญามังราย

    ตำนานเหล่านี้มีคุณค่ามากในฐานะความทรงจำและความเชื่อของคนท้องถิ่น แต่ผู้อ่านควรแยกให้ออกว่าส่วนไหนเป็นเรื่องเล่า และส่วนไหนมีหลักฐานรองรับ บทความนี้จึงเล่าตำนานก่อน แล้วจึงดูว่าโบราณคดีและธรณีวิทยาบอกอะไรเพิ่มเติม

    หลักฐานสำคัญ

    • เวียงหนองล่ม: พื้นที่ชุ่มน้ำที่คนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นที่ตั้งเมืองโยนกที่ล่ม มีร่องรอยโบราณคดีหลายยุค (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ รอยต่ออำเภอเชียงแสนและอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ทางใต้ของหนองบงคาย) ดูภาพถ่ายจริง
    • กำแพงเมืองและวัดในเชียงแสน: หลักฐานของเมืองเชียงแสนที่พญาแสนภูสร้างราว พ.ศ. 1871 ซึ่งเป็นยุคล้านนา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เช่น วัดป่าสักและวัดพระธาตุเจดีย์หลวง) ดูภาพถ่ายจริง
    • โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์: โบราณวัตถุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงล้านนาที่แสดงว่าแอ่งเชียงแสนมีคนอยู่มายาวนาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน) ดูภาพถ่ายจริง

    ตามตำนาน: สิงหนวัติกุมารกับพญานาค

    ตามตำนาน สิงหนวัติกุมารเป็นโอรสองค์เล็กของพระเจ้าเทวกาลแห่งเมืองราชคฤห์ ในเรื่องเล่าระบุว่าทรงอพยพผู้คนจำนวนมากลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการไทยบางคนตีความว่าราชคฤห์ในตำนานนี้อาจหมายถึงดินแดนแถบยูนนาน แต่ข้อนี้เป็นเพียงการตีความ

    ตามตำนาน เมื่อมาถึงริมแม่น้ำโขง พญานาคชื่อพันธุนาคราชแปลงกายเป็นพราหมณ์มาพบ แนะนำให้สร้างเมืองที่นี่และสัญญาว่าเมืองจะรุ่งเรือง เมื่อพราหมณ์หายตัวไป สิงหนวัติกุมารจึงรู้ว่าผู้มาพบคือนาค เมืองที่สร้างขึ้นจึงได้ชื่อว่านาคพันธุสิงหนวัตินคร ภายหลังเรียกกันว่าโยนกนาคพันธุ์

    เรื่องพญานาคช่วยสร้างเมืองพบในตำนานของหลายเมืองในลุ่มแม่น้ำโขง นาคในตำนานเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนผู้อุปถัมภ์และเจ้าของแผ่นดินเดิม การที่นาคยินยอมให้สร้างเมือง จึงเป็นวิธีเล่าว่าผู้ปกครองได้รับสิทธิ์ในแผ่นดินอย่างชอบธรรม

    เมืองในตำนานอาจไม่เคยมีอยู่ตามที่เล่า แต่แผ่นดินที่สั่นไหวใต้แอ่งเชียงแสนนั้นมีอยู่จริง

    ตามตำนาน: พระเจ้าพรหม และเมืองที่ล่มในคืนเดียว

    ตามตำนาน โยนกมีกษัตริย์สืบต่อกันหลายรัชกาล ช่วงหนึ่งถูกขอมจากเมืองอุโมงคเสลารุกราน จนพระเจ้าพังคราชต้องเสียเมือง ต่อมาพระเจ้าพรหม ราชบุตร ทรงขับไล่ขอมออกไปได้ คืนบัลลังก์ให้พระราชบิดา แล้วไปสร้างเมืองใหม่ชื่อเวียงไชยปราการ

    ตามตำนาน กษัตริย์องค์สุดท้ายของโยนกคือพระเจ้ามหาไชยชนะ วันหนึ่งชาวเมืองจับปลาไหลเผือกตัวใหญ่ได้ แล้วแบ่งเนื้อกินกันทั้งเมือง มีเพียงหญิงม่ายคนหนึ่งที่ไม่ได้กิน คืนนั้นแผ่นดินไหวและเมืองทั้งเมืองจมลงกลายเป็นหนองน้ำ เหลือเพียงบ้านของหญิงม่าย ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่าเกาะแม่ม่าย

    ตามตำนาน ผู้รอดชีวิตย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่เวียงปรึกษา และอีกหลายชั่วคนต่อมาได้เชิญลวจังกราชจากดอยตุงมาเป็นผู้ปกครอง ลวจังกราชสร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง ซึ่งตำนานล้านนาถือว่าเป็นต้นวงศ์ของพญามังราย ปีในตำนานที่บางแหล่งคำนวณไว้ เช่น การล่มของโยนกราว ค.ศ. 467 หรือการตั้งหิรัญนครราว ค.ศ. 638 ล้วนมาจากศักราชในเรื่องเล่า และนักวิชาการยังถกเถียงว่าควรคำนวณด้วยศักราชใด

    เอกสารที่เล่าเรื่องนี้

    ตำนานสิงหนวัติกุมารเป็นตำนานพื้นเมืองล้านนา ต้นฉบับเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ และถูกนำมาพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 ฉบับที่มีผู้อ้างถึงบ่อยคือฉบับที่มานิต วัลลิโภดม ตรวจสอบชำระ พิมพ์ในปี พ.ศ. 2516

    พงศาวดารโยนกเรียบเรียงโดยพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2442 และพิมพ์อีกครั้งใน พ.ศ. 2450 ผู้เรียบเรียงรวบรวมตำนานและพงศาวดารล้านนาหลายฉบับ มาเล่าต่อกันตั้งแต่ยุคโยนก ผ่านพระนางจามเทวีและพญามังราย จนถึงสมัยของตน

    นักวิชาการมองว่าพงศาวดารโยนกเป็นงานประวัติศาสตร์ล้านนาเล่มแรก ๆ ที่พยายามตรวจสอบหลักฐานแบบตะวันตก แต่ก็เขียนจากมุมมองของราชสำนักกรุงเทพฯ ที่ต้องการรวมล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ การอ่านพงศาวดารเล่มนี้จึงต้องคำนึงถึงบริบทตอนที่เขียนด้วย

    ตำนานกับหลักฐาน

    จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพบซากเมืองหรือจารึกที่ยืนยันได้ว่าโยนกนาคพันธุ์มีอยู่จริงตามที่ตำนานเล่า ทั้งชื่อกษัตริย์และปีต่าง ๆ จึงยังอยู่ในขอบเขตของเรื่องเล่า สิ่งที่ยืนยันได้คือบริเวณเชียงแสนมีคนอาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุบางส่วนจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

    ส่วนเมืองเชียงแสนที่เห็นกำแพงอยู่ทุกวันนี้ สร้างขึ้นภายหลังมาก โดยพญาแสนภู หลานของพญามังราย ราว พ.ศ. 1871–1872 (ค.ศ. 1328–1329) วัดอย่างวัดป่าสักและวัดพระธาตุเจดีย์หลวงจึงเป็นหลักฐานของยุคล้านนา

    บริเวณเวียงหนองล่ม ซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างอำเภอเชียงแสนกับอำเภอแม่จัน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีร่องรอยทางโบราณคดีหลายยุค ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยล้านนา คนท้องถิ่นเชื่อว่าที่นี่คือเมืองที่ล่ม แต่ร่องรอยที่พบยังไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเมืองโยนกในตำนาน

    แผ่นดินไหวในความทรงจำ

    นักธรณีวิทยาสนใจเรื่องเมืองล่มเพราะแอ่งเชียงแสนอยู่ใกล้รอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งเป็นรอยเลื่อนมีพลังยาวกว่า 100 กิโลเมตร งานศึกษาบางชิ้นประเมินว่ารอยเลื่อนนี้ก่อแผ่นดินไหวขนาดราว 7 ได้ และร่องขุดสำรวจพบร่องรอยแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีต

    นักวิจัยด้านแผ่นดินไหวเคยยกเรื่องปลาไหลเผือกเป็นตัวอย่างว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านอาจเก็บความทรงจำของภัยธรรมชาติจริงไว้ได้ เพราะเหตุการณ์ในตำนานซึ่งเล่าว่าเกิดเมื่อราว 1,500 ปีก่อน สอดคล้องกับร่องรอยแผ่นดินไหวที่พบในร่องขุดสำรวจรอยเลื่อนแม่จัน

    ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) Sutat Leelataviwat แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เสนอคำอธิบายทางวิศวกรรมว่า เมืองอาจไม่ได้จมลงทั้งเมือง แต่ดินใต้เมืองอาจเกิดการเหลวตัวเมื่อแผ่นดินไหวรุนแรง น้ำใต้ดินดันขึ้น ดินรับน้ำหนักไม่ได้ อาคารจึงทรุดลงและน้ำท่วมขัง ภาพนี้ใกล้กับคำบรรยายในตำนาน แม้จะยังไม่ใช่หลักฐานว่าเมืองโยนกมีอยู่จริง

    ไทม์ไลน์

    • ตามตำนาน: สิงหนวัติกุมารสร้างเมือง. พญานาคพันธุนาคราชช่วยสร้างนาคพันธุสิงหนวัตินคร
    • ตามตำนาน: ขอมยึดโยนก. พระเจ้าพังคราชเสียเมืองให้ขอมจากอุโมงคเสลา
    • ตามตำนาน: พระเจ้าพรหมกู้เมือง. ขับไล่ขอมแล้วสร้างเวียงไชยปราการ
    • ตามตำนาน ราว พ.ศ. 1010 (ค.ศ. ราว 467): โยนกล่ม. เมืองจมลงในคืนเดียวหลังชาวเมืองกินปลาไหลเผือก ปีคำนวณจากศักราชในตำนาน
    • ตามตำนาน ราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. ราว 638): ลวจังกราชสร้างหิรัญนคร. ต้นวงศ์ของเมืองเงินยางตามตำนานล้านนา
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): พญามังรายประสูติ. ประสูติที่เงินยาง ผู้ปกครองสายลวจังกราช
    • ราว พ.ศ. 1871–1872 (ค.ศ. 1328–1329): สร้างเมืองเชียงแสน. พญาแสนภู หลานพญามังราย สร้างเมืองริมแม่น้ำโขง
    • พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899): พงศาวดารโยนกพิมพ์ครั้งแรก. เรียบเรียงโดยพระยาประชากิจกรจักร
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): ตำนานสิงหนวัติฉบับชำระ. มานิต วัลลิโภดม ตรวจสอบชำระ
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): อธิบายด้วยวิศวกรรมแผ่นดินไหว. เสนอว่าการเหลวตัวของดินอาจอธิบายเรื่องเมืองล่ม

    รู้หรือไม่

    เกาะแม่ม่าย

    ตามตำนาน บ้านของหญิงม่ายที่ไม่ได้กินปลาไหลเผือกเป็นที่เดียวที่ไม่จมน้ำ และกลายเป็นที่มาของชื่อเกาะแม่ม่าย

    รอยเลื่อนยังมีพลัง

    รอยเลื่อนแม่จันยังมีพลังและยังเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กอยู่เป็นระยะ

    เชียงแสนที่เห็นอายุไม่ถึงพันปี

    กำแพงเมืองเชียงแสนปัจจุบันสร้างในสมัยพญาแสนภู ราวเจ็ดร้อยปีก่อน ห่างจากยุคโยนกในตำนานหลายร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Yonok Kingdom (Wikipedia)
    2. Ngoenyang (Wikipedia)
    3. ศิลปวัฒนธรรม: ตำนานนิทานเรื่อง นาคสร้างเมืองเชียงแสน
    4. ศิลปวัฒนธรรม: พระเจ้าพรหมมหาราช ในตำนานล้านนา
    5. ศิลปวัฒนธรรม: คุ้มหลวงเจ้าหลวงล้านนา แต่พงศาวดารโยนกแทบไม่กล่าวถึง
    6. Leelataviwat: Legend of Wiang Nong Lom and Earthquake Engineering Study
    7. Earth Observatory of Singapore: Folklore and Farmers in Active Fault Research
    8. Chiang Saen (Wikipedia)
    9. Mangrai (Wikipedia)
    10. เวียงหนองล่ม (Love Thailand)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ตำนานสิงหนวัติและโยนกนาคพันธุ์
    Chiang Saen City Wall · Shuuranattha "Caphtaain" Ashvajayajita · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เขาคลังใน

    เขาคลังใน

    ภาพประกอบ: Khao Khlang Nai-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานศิลาแลงขนาดใหญ่กลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ ที่ฐานยังมีปูนปั้นรูปคนแคระแบกหน้าตาแปลก ๆ เรียงรายอยู่จนถึงวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (การกำหนดอายุยังต่างกัน)

    ที่ตั้งกลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
    ขนาดกว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร สูงราว 12 เมตร
    วัสดุศิลาแลง ประดับปูนปั้น
    ศาสนาศาสนสถานในพุทธศาสนา สมัยทวารวดี
    จุดเด่นปูนปั้นรูปคนแคระแบกและสัตว์แบก สลับลายพันธุ์พฤกษา ที่ฐานด้านทิศใต้และทิศตะวันตก
    มรดกโลกอยู่ในเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)
    ทิศหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบย่อมุม
    การคุ้มครองเมืองศรีเทพขึ้นทะเบียนโบราณสถาน พ.ศ. 2478 และเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2527

    ที่ตั้งและรูปทรง

    เมืองโบราณศรีเทพในจังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วยเมืองสองส่วนต่อกัน คือเมืองในและเมืองนอก แต่ละส่วนมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ เขาคลังในตั้งอยู่ใจกลางเมืองใน ไม่ไกลจากปรางค์ศรีเทพซึ่งเป็นศาสนสถานแบบเขมรที่สร้างในยุคหลัง

    คำว่าเขาในชื่อนี้มาจากรูปร่างของซากอาคาร ก่อนการขุดแต่ง เขาคลังในดูเหมือนเนินเขาเตี้ย ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ชาวบ้านจึงเรียกตามที่เห็น จนเมื่อนักโบราณคดีขุดลอกดินออก จึงพบว่าข้างใต้คืออาคารศิลาแลงขนาดใหญ่

    ตัวอาคารเป็นฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร สูงราว 12 เมตร มีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านทิศตะวันออก นำขึ้นไปสู่ลานด้านบน ปัจจุบันส่วนบนพังทลายไปเกือบหมด สิ่งที่เหลือให้เห็นคือฐานขนาดใหญ่ที่ยังมีปูนปั้นประดับติดอยู่บางส่วน

    หลักฐานสำคัญ

    • ปูนปั้นคนแคระแบก: รูปคนแคระในท่าแบกมีศีรษะเป็นคนและสัตว์ เรียงสลับกับลายพันธุ์พฤกษาที่ฐานอาคาร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ฐานด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของเขาคลังใน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ฐานศิลาแลงขนาดใหญ่: ฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างราว 28 เมตร ยาวราว 44 เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านตะวันออก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ กลางเมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์) ดูภาพถ่ายจริง
    • เขาคลังนอก: ศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือ ใช้เปรียบเทียบรูปแบบกับเขาคลังใน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ นอกเมืองโบราณศรีเทพทางทิศเหนือ) ดูภาพถ่ายจริง

    แผนผังและการก่อสร้าง

    เขาคลังในเป็นอาคารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบย่อมุม คือมุมของฐานถูกหยักเข้าเป็นจังหวะแทนที่จะเป็นมุมฉากเรียบ ๆ ลักษณะนี้พบได้บ่อยในศาสนสถานทวารวดี และช่วยให้ฐานขนาดใหญ่ดูมีมิติ มีแสงเงาตกกระทบเป็นช่วง ๆ

    บันไดด้านทิศตะวันออกพาขึ้นไปสู่ลานกว้างด้านบน ซึ่งน่าจะใช้เป็นพื้นที่เดินประทักษิณหรือประกอบพิธี ส่วนที่อยู่เหนือลานนี้ขึ้นไปหายไปแล้ว นักวิชาการจึงยังบอกไม่ได้ว่ายอดเดิมมีรูปทรงอย่างไร

    ตัวอาคารก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นหินที่หาได้ในท้องถิ่น ตอนที่เริ่มขุดค้น ซากอาคารถูกกลบอยู่ใต้ดิน เศษศิลาแลง และเศษอิฐ ผิวนอกเคยฉาบและประดับด้วยปูนปั้นเป็นแถบตามฐาน โดยวางรูปคนแคระแบกเป็นช่อง ๆ สลับกับลายพรรณพฤกษา

    ฐานข้อมูลศิลปะของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรตั้งข้อสังเกตว่า การวางศาสนสถานขนาดใหญ่ไว้ใจกลางเมืองแบบเขาคลังในเป็นแนวคิดที่ต่อมาพบอีกในเมืองสมัยสุโขทัยและอยุธยา ซึ่งมักมีวัดสำคัญตั้งอยู่กลางเมือง

    ใต้เนินที่ดูเหมือนเขาเตี้ย ๆ มีกองทัพคนแคระตัวเล็กยืนแบกศาสนสถานไว้มานานกว่าพันปี

    การค้นพบและการขุดค้น

    เมืองศรีเทพถูกระบุตำแหน่งอีกครั้งในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสืบหาเมืองชื่อศรีเทพที่ปรากฏในเอกสารเก่า จนพบซากเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำป่าสัก นับแต่นั้นเมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักของนักวิชาการ

    งานขุดค้นที่เขาคลังในเริ่มในปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) โดยหน่วยศิลปากรในภูมิภาค ครั้งแรกขุดเพียงบางส่วนทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) มีการขุดแต่งครั้งใหญ่ขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ราว 850 ตารางเมตร ทั้งด้านเหนือ ด้านตะวันออก และส่วนยอด แล้วทำต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ซึ่งพบโบราณวัตถุจำนวนมาก

    การขุดแต่งเผยให้เห็นว่าฐานของอาคารเคยประดับด้วยปูนปั้นอย่างวิจิตร โดยเฉพาะด้านทิศใต้ที่ยังมีปูนปั้นเหลืออยู่ติดกับตัวอาคารค่อนข้างครบ จนถือเป็นตัวอย่างงานปูนปั้นทวารวดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมซึ่งหาได้ยาก

    คนแคระแบกแห่งศรีเทพ

    สิ่งที่ทำให้เขาคลังในต่างจากศาสนสถานอื่นคือแถวของรูปปั้นคนแคระแบก หรือที่บางครั้งเรียกว่าคณะ รูปเหล่านี้มีลำตัวอ้วนเตี้ย ยกแขนขึ้นในท่าแบกน้ำหนักของอาคารไว้ สลับกับรูปสัตว์ในท่าแบกและลายพันธุ์พฤกษา

    งานศึกษาของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2567 นับได้ว่าเหลือรูปคนแคระแบกราว 40 ตัว อยู่ที่ฐานด้านทิศใต้ 35 ตัว และด้านทิศตะวันตก 5 ตัว รูปเหล่านี้บางตัวมีศีรษะเป็นคน แสดงสีหน้าต่างกัน ทั้งสงบ ยิ้ม และเคร่งเครียด บางตัวมีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ ลิง วัว และควาย

    รูปคนแคระสวมผ้านุ่งสั้น โพกผ้าที่ศีรษะ สวมเครื่องประดับคอ และตุ้มหูขนาดใหญ่ ผู้ศึกษาเห็นว่าแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอินเดียใต้ แล้วช่างท้องถิ่นนำมาปรับเป็นแบบของตนเอง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าสำนักศิลปะศรีเทพ ส่วนคนแคระแบกที่พบในแหล่งอื่น เช่น วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี มีรายละเอียดเรียบง่ายกว่า

    เขาคลังในกับเพื่อนบ้านในเมืองศรีเทพ

    เมืองในของศรีเทพมีพื้นที่ราว 1,300 ไร่ และมีโบราณสถานที่ผ่านการขุดแต่งบูรณะแล้วเกือบ 40 แห่ง ส่วนเมืองนอกมีพื้นที่ราว 1,589 ไร่ มีโบราณสถานกระจายอยู่อีกราว 54 แห่ง เขาคลังในจึงเป็นเพียงอาคารหนึ่งในเครือข่ายศาสนสถานขนาดใหญ่ แม้จะเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดของเมืองในก็ตาม

    ในเมืองในยังมีปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง ซึ่งเป็นปราสาทอิฐแบบเขมรที่สร้างภายหลัง ส่วนนอกเมืองมีเขาคลังนอก ห่างออกไปทางเหนือราว 2 กิโลเมตร ปรางค์ฤๅษี และถ้ำเขาถมอรัตน์ งานศึกษาด้านความเชื่อในอุทยานพบว่าโบราณสถานกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย

    เขาคลังในกับเขาคลังนอกมักถูกพูดถึงเป็นคู่ อาคารหนึ่งอยู่ในเมือง อีกอาคารอยู่นอกเมือง ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยวิเคราะห์หลักการสร้างของศาสนสถานกลุ่มนี้ และเสนอว่ามีความเชื่อมโยงกับแบบแผนสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนามหายาน รวมถึงมีความสัมพันธ์กับถ้ำเขาถมอรัตน์ที่อยู่ไม่ไกล

    เมื่อมองภาพรวม เขาคลังในจึงช่วยเล่าว่าศรีเทพเป็นเมืองที่ผู้คนหลายความเชื่ออยู่ร่วมกันและเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จากชุมชนทวารวดีที่นับถือพุทธ ไปจนถึงช่วงที่อิทธิพลเขมรเข้ามาและมีการสร้างปราสาทในศาสนาฮินดู

    ความสำคัญ

    เขาคลังในเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ในพุทธศาสนาสมัยทวารวดี และเป็นหนึ่งในอาคารหลักของเมืองใน ร่วมกับปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง อีกแห่งที่ใหญ่กว่าคือเขาคลังนอก ซึ่งอยู่นอกตัวเมืองไปทางเหนือ ทั้งสองแห่งช่วยให้เห็นว่าศรีเทพเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีกำลังคนและช่างฝีมือมากพอจะสร้างอาคารขนาดใหญ่

    ในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) คณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยที่ 45 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ได้ขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แหล่งที่ขึ้นทะเบียนมีสามส่วน คือเมืองโบราณศรีเทพ เขาคลังนอก และถ้ำเขาถมอรัตน์ เขาคลังในอยู่ภายในส่วนของเมืองโบราณ

    ยูเนสโกให้เหตุผลว่าศรีเทพเป็นพยานของการแลกเปลี่ยนทางศาสนาและวัฒนธรรมที่มีรากจากอินเดีย และสะท้อนอารยธรรมทวารวดีที่เจริญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 10 งานปูนปั้นที่เขาคลังในเป็นหลักฐานชัดเจนชิ้นหนึ่งของการรับแล้วปรับรูปแบบศิลปะจากภายนอกให้เป็นแบบท้องถิ่น

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุและศาสนา

    แหล่งข้อมูลยังกำหนดอายุของเขาคลังในต่างกัน ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 ขณะที่บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนสื่อบางแห่งให้ช่วงกว้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16 ความต่างนี้มาจากการที่ยังไม่มีจารึกหรือค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุปีสร้างได้แน่ชัด

    เรื่องศาสนาก็มีหลายชั้น งานศึกษาเรื่องคนแคระแบกเสนอว่าเดิมเขาคลังในสร้างขึ้นในพุทธศาสนาแบบเถรวาท แต่ต่อมาอาจเปลี่ยนไปใช้ในพุทธศาสนามหายาน โดยพิจารณาจากประติมากรรมพระโพธิสัตว์ที่พบในบริเวณ นักวิชาการบางคนยังเชื่อมโยงแผนผังของศาสนสถานใหญ่ที่ศรีเทพเข้ากับศิลปะมหายานจากอินเดียใต้และชวาภาคกลาง

    อีกคำถามหนึ่งคือหน้าที่ของอาคาร ว่าเป็นสถูปหรือวิหาร เพราะส่วนบนหายไปแล้ว นักวิชาการจึงต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาคารร่วมสมัยในการตีความ คำถามเหล่านี้ยังเปิดอยู่และรอหลักฐานใหม่

    ความเชื่อของคนท้องถิ่นและการคุ้มครอง

    ก่อนที่นักโบราณคดีจะเข้ามาทำงาน ชาวบ้านรอบศรีเทพมองเมืองโบราณแห่งนี้ด้วยความเกรงกลัว ตามตำนานท้องถิ่น ศรีเทพเป็นเมืองที่เทวดาสร้างไว้ก่อนจะกลับขึ้นสวรรค์ คนจึงไม่กล้าเข้าไปตั้งบ้านเรือนในเขตเมือง และเชื่อว่าใครฝ่าฝืนอาจเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุร้ายกับครอบครัว ความเชื่อนี้มีผลทางอ้อมให้เนินโบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งเขาคลังใน ไม่ถูกรื้อหรือขุดทำลายมากนัก

    ชาวบ้านยังนับถือเจ้าพ่อศรีเทพในฐานะผู้ปกปักเมือง และนำธูปและอาหารมาเซ่นไหว้ ต่อมากรมศิลปากรได้ย้ายศาลลงมาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม และมีการจัดพิธีบวงสรวงเป็นประจำทุกปีในเดือนสามตามจันทรคติ

    ในทางกฎหมาย เมืองศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) และยกฐานะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) ปัจจุบันได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

    งานอนุรักษ์ที่ศรีเทพยึดหลักให้แยกส่วนใหม่ออกจากของเดิมได้ เช่น ที่เขาคลังนอกซึ่งเริ่มขุดแต่งในปี พ.ศ. 2551 ทีมงานเลือกใช้ศิลาแลงสีอ่อนกว่าเดิมเมื่อต้องเสริมส่วนที่หายไป สำหรับเขาคลังใน ความท้าทายหลักคือปูนปั้นที่ตากแดดตากฝนมานานและผุกร่อนง่าย จึงต้องดูแลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ใบหน้าของคนแคระลบเลือนไป

    ปัจจุบัน

    เขาคลังในอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนสามารถเดินชมฐานอาคารและมองหารูปคนแคระแบกที่ฐานด้านทิศใต้ได้ ปูนปั้นเหล่านี้เปราะบางและผุกร่อนได้ง่าย จึงควรชมจากระยะที่กำหนดและไม่สัมผัส

    การได้เห็นใบหน้าของคนแคระแต่ละตัว ซึ่งบางตัวยิ้ม บางตัวทำหน้าเครียด ทำให้เข้าใจว่าช่างเมื่อพันกว่าปีก่อนมีอารมณ์ขันและความช่างสังเกตไม่ต่างจากศิลปินทุกวันนี้

    พิกัดและการนำทาง

    โบราณสถานเขาคลังใน ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
    พิกัด 15.465528, 101.144651 (15°27′55.9″N 101°08′40.7″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เขาคลังในอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในความดูแลของกรมศิลปากร ภายในอุทยานยังมีปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และเขาคลังนอก ควรเริ่มที่ศูนย์ข้อมูลของอุทยานเพื่อดูภาพรวมของเมือง แล้วเดินชมฐานด้านทิศใต้ของเขาคลังในที่ยังมีปูนปั้นคนแคระแบกหลงเหลืออยู่

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6–10): ทวารวดีรุ่งเรือง. ศรีเทพเป็นเมืองสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีในลุ่มแม่น้ำป่าสัก
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16: สร้างเขาคลังใน. ปีสร้างที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แหล่งข้อมูลกำหนดอายุต่างกัน
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบเมืองศรีเทพ. กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงระบุตำแหน่งเมืองศรีเทพ
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. เมืองศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): ขุดค้นครั้งแรก. ขุดบางส่วนด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ. ยกฐานะเมืองโบราณเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ขุดแต่งครั้งใหญ่. ครอบคลุมพื้นที่ราว 850 ตารางเมตร
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ขุดแต่งต่อเนื่อง. พบโบราณวัตถุจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดแต่งเขาคลังนอก. เริ่มเผยโฉมศาสนสถานคู่แฝดนอกเมือง ทำให้เปรียบเทียบกับเขาคลังในได้ชัดขึ้น
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้อง
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): งานศึกษาคนแคระแบก. มีการตีพิมพ์งานวิจัยรูปแบบและที่มาของคนแคระแบกที่เขาคลังใน

    รู้หรือไม่

    คนแคระหัวช้าง

    คนแคระแบกบางตัวที่เขาคลังในมีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ ลิง วัว และควาย

    ด้านใต้สำคัญที่สุด

    จากรูปคนแคระที่เหลือราว 40 ตัว มีถึง 35 ตัวอยู่ที่ฐานด้านทิศใต้

    มีพี่น้องอยู่นอกเมือง

    เขาคลังนอกซึ่งอยู่นอกเมืองทางทิศเหนือมีขนาดใหญ่กว่า และยูเนสโกเรียกว่าโบราณสถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือ

    เคยเป็นเมืองต้องห้าม

    ตามความเชื่อท้องถิ่น ศรีเทพเป็นเมืองเทวดา ชาวบ้านจึงไม่กล้าตั้งบ้านเรือนในเขตเมืองมาหลายชั่วคน ซึ่งช่วยให้ซากอาคารอย่างเขาคลังในรอดพ้นจากการถูกรื้อ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. SAC Southeast Asian Arts: Khao Klang Nai
    2. UNESCO: The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments
    3. Taonoke: Style and Origin of Upholders as Carrying Dwarfs at the Khao Khlang Nai Archaeological Site
    4. Si Thep Historical Park (Wikipedia)
    5. ศิลปวัฒนธรรม: เมืองศรีเทพ เมืองมรดกโลกล่าสุดของไทย
    6. มติชน: สำรวจศรีเทพ เยือนมหาสถูปแห่งลุ่มน้ำป่าสัก
    7. เดลินิวส์: ศรีเทพขึ้นทะเบียนมรดกโลก
    8. Bangkok Post: Preserving history
    9. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีเทพ มรดกโลก ข้อมูลพื้นที่และการขึ้นทะเบียน
    10. Multi-Culture of Belief in Si Thep Historical Park (วารสาร มจร.)
    11. Taonoke: ฉบับเต็ม (PDF)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-006 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เขาคลังใน
    Khao Khlang Nai-009 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • ปราสาทพนมวัน

    ปราสาทพนมวัน

    ภาพประกอบ: Prasat Hin Phanom Wan 2 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานเขมรใกล้เมืองนครราชสีมา ที่สร้างและต่อเติมหลายรัชกาล มีจารึกเอ่ยถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และยังเป็นวัดที่ผู้คนมากราบไหว้จนทุกวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–17 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–12)

    ที่ตั้งบ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
    ศาสนาเดิมเป็นเทวสถานพราหมณ์ ไศวนิกาย ภายหลังใช้เป็นพุทธสถาน
    จารึกพบ 8 หลัก อักษรขอม ภาษาเขมรโบราณและสันสกฤต
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน27 กันยายน พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936)
    บูรณะกรมศิลปากร ด้วยวิธีอนัสติโลซิส พ.ศ. 2532–2542
    วัสดุหินทราย ศิลาแลง และอิฐ
    ผังชั้นในปราสาทประธาน มณฑป ปรางค์น้อย ระเบียงคด และฐานอาคารอิฐ 9 หลัง
    ทับหลังเด่นพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ และพระวิษณุประทับเหนือครุฑ

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทพนมวันตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองโคราชไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่ไกล อยู่ในแนวระหว่างเมืองนครราชสีมากับปราสาทหินพิมาย บริเวณนี้เป็นที่ราบในลุ่มน้ำลำตะคอง

    นักวิชาการด้านธรณีวิทยาพบว่าหินทรายที่ใช้สร้างปราสาทมาจากหินชุดโคราช ซึ่งมีอายุราว 120 ล้านปี และน่าจะขนส่งมาตามลำน้ำ ส่วนศิลาแลงขุดได้จากที่ลุ่มในท้องถิ่น ปัจจุบันปราสาทพนมวันจึงเป็นแหล่งหนึ่งในอุทยานธรณีโคราช ซึ่งยูเนสโกรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1: จารึกหลักที่ 2 บนกรอบประตูหิน ตรงกับ พ.ศ. 1598 บันทึกการแต่งตั้งขุนนางและการถวายที่ดินแก่ศาสนสถาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6: จารึกหลักที่ 3 ปี พ.ศ. 1625 บันทึกพระราชโองการให้ดูแลและถวายของแก่ปราสาท (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทประธานหินทราย: ปรางค์ประธานกับมณฑปที่บูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังปราสาทและการก่อสร้างสามระยะ

    ถ้ามองจากผัง ปราสาทพนมวันแบ่งได้เป็นสองชั้น ชั้นในคือเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ล้อมด้วยระเบียงคดและกำแพง มีปราสาทประธานหินทรายต่อกับมณฑปทางด้านหน้า ปรางค์น้อย และฐานอาคารอิฐ 9 หลัง แบ่งเป็นด้านเหนือ 5 หลัง ด้านใต้ 4 หลัง ส่วนชั้นนอกมีคันดินทางเหนือ บารายทางตะวันออก แนวทางเดิน และฐานอาคารอิฐทางใต้

    งานศึกษาในวารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์แบ่งการก่อสร้างออกเป็นสามระยะ ระยะแรกเก่าที่สุด คือกลุ่มฐานอาคารอิฐรอบเขตศักดิ์สิทธิ์และแนวกำแพงเดิม ซึ่งตรงกับจารึกกลุ่มแรกที่บอกว่าที่นี่เป็นศาสนสถานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15

    ระยะที่สองเป็นงานใหญ่ที่สุด ได้แก่ ปราสาทประธานที่ใช้หินทรายเป็นวัสดุหลัก มณฑป ระเบียงคด ปรางค์น้อย และซุ้มประตู คันดินทางเหนือกับบารายทางตะวันออกก็อาจสร้างในช่วงเดียวกัน ระยะที่สามเป็นงานสมัยหลังที่สุด คือซากพุทธสถานทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพบฐานอิฐและกระเบื้องมุงหลังคา

    ปรางค์น้อยเป็นอาคารผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส เปิดประตูทางตะวันออก ส่วนบนพังทลายไปแล้ว ปัจจุบันมีรอยพระพุทธบาทที่นำมาประดิษฐานในสมัยหลัง ขณะที่ฐานของปราสาทประธานยกสูงจากพื้นดินราว 1 เมตร

    ปราสาทหลังเดียวที่จารึกบนกรอบประตูเล่าเรื่องกษัตริย์เมืองพระนครหลายรัชกาล และยังมีควันธูปลอยอยู่ข้างในจนถึงวันนี้

    การสร้างหลายยุค

    ปราสาทพนมวันไม่ได้สร้างเสร็จในคราวเดียว จารึกที่พบในปราสาทมี 8 หลัก นักวิชาการแบ่งออกเป็นสามกลุ่มตามยุคสมัย กลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ในพุทธศตวรรษที่ 15 กลุ่มที่สองเกี่ยวข้องกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 16 กลุ่มที่สามมีจารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6

    แปลว่าที่นี่เป็นศาสนสถานมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 แล้ว จากนั้นจึงมีการสร้างอาคารหินขึ้นใหม่และต่อเติมในยุคต่อมา โครงสร้างหลักที่เห็นในปัจจุบันน่าจะเป็นผลงานช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งตรงกับยุคที่อำนาจของกษัตริย์เมืองพระนครแผ่ขยายเข้ามาในที่ราบสูงโคราชอย่างชัดเจน

    รูปแบบศิลปะของปราสาทมีลักษณะผสมจากหลายยุค ทั้งแบบพระโค แบบบาแค็ง และแบบบาปวน สอดคล้องกับประวัติการสร้างซ้อนกันหลายรัชกาลที่จารึกบอกไว้

    จารึกและความเชื่อมโยงกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    จารึกปราสาทหินพนมวัน หลักที่ 2 (นม. 33, K.393) จารึกบนกรอบประตูหิน ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. 1598 เนื้อหาเริ่มด้วยการสรรเสริญพระศิวะและพระวิษณุ แล้วสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จากนั้นบันทึกว่าพระองค์แต่งตั้งขุนนางชื่อวีรวรมันเป็นผู้ตรวจตรากองทัพ ประทานที่ดิน ทรัพย์สิน และนามเกียรติยศ พร้อมกล่าวถึงการถวายข้าทาส รูปเคารพ และการปักเขตที่ดินของศาสนสถาน

    จารึกหลักที่ 3 (นม. 1, K.391) ระบุปีมหาศักราช 1004 ตรงกับ พ.ศ. 1625 (ค.ศ. 1082) บันทึกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีพระราชโองการให้ผู้ดูแลอาศรมและถวายของแก่ปราสาทอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดให้ข้าทาสที่ถวายไว้ทำงานเฉพาะให้ศาสนสถานเท่านั้น จารึกปีนี้ยังทำให้นักวิชาการเชื่อว่าการก่อสร้างส่วนใหญ่น่าจะเสร็จก่อน ค.ศ. 1082

    จารึกหลักที่ 4 สลักบนกรอบประตูหินกว้าง 46 เซนติเมตร สูง 180 เซนติเมตร มีเพียง 3 บรรทัด ลงศักราช พ.ศ. 1625 เช่นเดียวกับหลักที่ 3 เนื้อความเป็นบัญชีสิ่งของและสัตว์ที่ถวายแก่ศาสนสถาน ปัจจุบันยังอยู่ที่ตัวปราสาท ส่วนจารึก K.392 บนกรอบประตูอีกด้านหนึ่งเหลือเพียง 2 บรรทัด อ่านได้เพียงวันเดือนตามปฏิทิน คือวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนมฤคศิระ วันเสาร์ เซเดส์ตีพิมพ์คำอ่านไว้โดยไม่ได้แปล และโดมินิก ซูทิฟ อ่านทบทวนใหม่จากภาพสำเนาจารึกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)

    นักวิชาการบางส่วนตีความว่าจารึกบางหลักเรียกปราสาทนี้ว่ารัตนปุระ และเอ่ยถึงวิมายปุระ ซึ่งหมายถึงพิมาย ทำให้เห็นว่าสองแห่งนี้อยู่ในเครือข่ายเดียวกันในสายตาคนยุคนั้น จารึกหลายหลักยังคงอยู่ที่ตัวปราสาท

    สถาปัตยกรรมและเทพเจ้า

    ปราสาทประธานก่อด้วยหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีมณฑปเชื่อมต่อกับปรางค์ประธาน ล้อมรอบด้วยระเบียงคดและกำแพงศิลาแลง มีโคปุระหรือซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน นอกจากนี้ยังมีปรางค์น้อย ฐานอาคารอิฐอีกหลายหลัง และบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่

    เดิมปราสาทพนมวันเป็นเทวสถานของไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็มีหลักฐานการนับถือพระวิษณุด้วย ภาพสลักที่พบมีทั้งพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ต่อมาศาสนสถานแห่งนี้เปลี่ยนมาใช้ในพุทธศาสนา ภายในปราสาทจึงมีพระพุทธรูปประดิษฐานแทนรูปเคารพเดิม รวมถึงพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา

    ภาพเล่าเรื่องบนทับหลังและเสาประดับ

    ทับหลังด้านหน้าทางทิศตะวันออกของปราสาทประธานสลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ตามคัมภีร์ฮินดู พระกฤษณะยกภูเขาทั้งลูกขึ้นเป็นร่มกันพายุฝนที่พระอินทร์ส่งมา เพื่อปกป้องชาวบ้านและฝูงวัว ภาพนี้จึงสื่อถึงเทพผู้คุ้มครองผู้คน

    ทับหลังอีกด้านหนึ่งสลักพระวิษณุประทับในท่ามหาราชลีลาเหนือครุฑ ทรงถือจักร สังข์ คทา และดอกบัว นอกจากนี้ยังมีภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เหล่าเทวดา และภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ภาพจากเรื่องพระกฤษณะหลายภาพทำให้เห็นว่าแม้ปราสาทจะเป็นเทวสถานพระศิวะ ช่างก็เลือกเล่าเรื่องฝ่ายไวษณพด้วย

    เสาประดับกรอบประตูด้านเหนือสลักลายก้ามปูผสมลายพรรณพฤกษาอย่างประณีต ส่วนเสาด้านใต้มีลายพรรณพฤกษาที่สลักยังไม่เสร็จ ร่องรอยงานค้างแบบนี้พบได้ในปราสาทเขมรหลายแห่ง และช่วยให้เห็นขั้นตอนการทำงานของช่างที่สลักหลังจากก่อหินขึ้นรูปแล้ว

    ความสำคัญและตำนาน

    ปราสาทพนมวันมีรูปแบบคล้ายปราสาทหินพิมาย แต่มีขนาดเล็กกว่า จารึกที่มีศักราชชัดเจนหลายหลักทำให้ที่นี่เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาว่าราชสำนักเมืองพระนครขยายอิทธิพลเข้ามาในลุ่มแม่น้ำมูลอย่างไร ตั้งแต่สมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 จนถึงสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ผู้ทรงเกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทพิมาย

    ตามตำนานท้องถิ่น กษัตริย์ขอมองค์หนึ่งแบ่งคนเป็นสองฝ่าย ให้ผู้ชายสร้างปราสาทพนมวัน ผู้หญิงสร้างปราสาทพิมาย แล้วแข่งกันว่าใครจะเสร็จก่อน ฝ่ายหญิงปล่อยโคมขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณหลอกว่าเสร็จแล้ว ฝ่ายชายจึงหยุดงาน ปราสาทพนมวันเลยสร้างไม่เสร็จ เรื่องเล่านี้เป็นเพียงตำนาน แต่สะท้อนว่าคนท้องถิ่นมองสองปราสาทนี้คู่กันมานาน

    อ็องรี มูโอ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงจากการบันทึกเรื่องนครวัด เคยแวะชมปราสาทพนมวันในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861 และบันทึกว่าเป็นวิหารที่งดงามแห่งหนึ่ง

    รื้อแล้วประกอบใหม่ งานบูรณะสิบปี

    การบูรณะช่วง พ.ศ. 2532–2542 ดำเนินเป็นขั้นตอน เริ่มจากสำรวจ ทำแผนผัง วิเคราะห์โครงสร้าง และปรับพื้นที่ จากนั้นศึกษารูปแบบลวดลายและประเมินความมั่นคง แล้วจึงรื้อหินลงทีละก้อน ทำแผนที่ตำแหน่งและถ่ายภาพทุกชิ้นไว้

    เมื่อหินถูกรื้อออกหมด ช่างได้เสริมความแข็งแรงของฐานราก และปูชั้นยางมะตอยเพื่อกันความชื้นจากใต้ดิน ก่อนประกอบหินกลับตามตำแหน่งเดิมพร้อมตรวจสอบทีละจุด ระหว่างการทำงานยังพบเศษอิฐ ศิลาแลง และชิ้นส่วนหินที่มีจารึก ซึ่งช่วยให้เข้าใจลำดับการก่อสร้างได้ดีขึ้น

    งานดูแลรักษายังดำเนินต่อเนื่อง ในช่วง พ.ศ. 2566–2568 มีการทดลองประกอบชิ้นส่วนทับหลังด้านหน้า ซ่อมรอยร้าว เชื่อมหิน และใส่อิฐใหม่ในผนังมณฑป ส่วนหินทรายที่ใช้สร้างปราสาท นักธรณีวิทยาพบแหล่งตัดหินโบราณในเขตอำเภอสีคิ้วและอำเภอสูงเนิน ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานธรณีโคราช

    การบูรณะและปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมวันเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานราว 206 ไร่ในปี พ.ศ. 2541

    ระหว่าง พ.ศ. 2532–2542 (ค.ศ. 1989–1999) กรมศิลปากรบูรณะปราสาทด้วยวิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินออกทีละก้อน ทำเครื่องหมาย เสริมความมั่นคงของฐานราก แล้วประกอบกลับตามตำแหน่งเดิม หินที่หายหรือเสียหายมากจึงสกัดหินใหม่มาทดแทน

    ทุกวันนี้ปราสาทพนมวันยังเป็นที่สักการะของชาวบ้าน มีพระพุทธรูป เครื่องบูชา และธูปเทียนอยู่ภายใน ต่างจากปราสาทหลายแห่งที่เหลือเพียงซากโบราณสถาน

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพนมวัน อ.เมืองนครราชสีมา
    พิกัด 15.025082, 102.193676 (15°01′30.3″N 102°11′37.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ปราสาทพนมวันอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา ใกล้ตัวเมืองโคราช อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ชมได้ทั้งปราสาทประธาน ระเบียงคด ซุ้มประตู และจารึกบนกรอบประตูหิน ภายในยังเป็นที่สักการะพระพุทธรูป ควรแต่งกายสุภาพ เดินทางต่อไปปราสาทหินพิมายได้ในวันเดียวกัน

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. ราว 900): ศาสนสถานยุคแรก. จารึกกลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1
    • พุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): ก่อสร้างระยะที่สอง. สร้างปราสาทประธานหินทราย มณฑป ระเบียงคด และปรางค์น้อย
    • พ.ศ. 1598 (ค.ศ. 1055): จารึกสรรเสริญสุริยวรมันที่ 1. จารึกหลักที่ 2 บันทึกการแต่งตั้งวีรวรมันและการถวายที่ดิน
    • พ.ศ. 1625 (ค.ศ. 1082): พระราชโองการชัยวรมันที่ 6. จารึกหลักที่ 3 และ 4 บันทึกการดูแลและถวายของแก่ปราสาท
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 17: เปลี่ยนเป็นพุทธสถาน. พระพุทธรูปประดิษฐานแทนรูปเคารพเดิม
    • พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861): อ็องรี มูโอ แวะชม. นักสำรวจชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงปราสาท
    • 27 ก.ย. พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • พ.ศ. 2532–2542 (ค.ศ. 1989–1999): บูรณะแบบอนัสติโลซิส. กรมศิลปากรรื้อและประกอบปราสาทกลับคืน
    • 21 ก.ย. พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): กำหนดเขตโบราณสถาน. พื้นที่ราว 206 ไร่
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): อุทยานธรณีโลก. ปราสาทเป็นแหล่งหนึ่งในอุทยานธรณีโลกโคราช
    • พ.ศ. 2566–2568 (ค.ศ. 2023–2025): งานดูแลรักษาต่อเนื่อง. ทดลองประกอบทับหลังด้านหน้าและซ่อมรอยร้าว

    รู้หรือไม่

    ปราสาทที่แพ้การแข่งขัน

    ตามตำนาน ปราสาทพนมวันสร้างไม่เสร็จเพราะฝ่ายชายถูกโคมสัญญาณของฝ่ายหญิงที่สร้างพิมายหลอก

    หินอายุร้อยล้านปี

    หินทรายของปราสาทมาจากหินชุดโคราชที่มีอายุราว 120 ล้านปี

    จารึกอยู่ที่เดิม

    จารึกหลายหลักของพนมวันยังจัดแสดงอยู่ที่ตัวปราสาท ไม่ได้ถูกย้ายไปพิพิธภัณฑ์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Prasat Phanom Wan – Wikipedia
    2. ปราสาทพนมวัน: ร่องรอยสถาปัตยกรรมโบราณ สู่แหล่งเรียนรู้ในอุทยานธรณีโคราช – วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์
    3. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 2 (K.393) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    4. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 3 (K.391) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    5. Prasat Hin Phanom Wan Inscription 4 – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. K. 392 Doorjamb from Prasat Phanom Wan – DharmaLekha
    7. Prasat Phnom Wan – Techno-Science
    8. ปราสาทพนมวัน (ฉบับเต็ม PDF) – วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทพนมวัน
    Phnom Wan · User:Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Phnom-Wan-001 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Prasat Hin Phanom Wan 3 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทพนมวัน
    Phnom-Wan-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านโนนนกทา

    บ้านโนนนกทา

    ภาพประกอบ: Shell beads · Kjmadlangbayan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เนินสุสานยุคก่อนประวัติศาสตร์เชิงเขาภูเวียงในขอนแก่น ที่เคยถูกอ้างว่ามีสำริดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนการหาอายุใหม่จะพลิกเรื่องราวทั้งหมด · ราว 1,400–600 ปีก่อนคริสตกาล (ตามการหาอายุใหม่)

    ที่ตั้งเชิงเขาภูเวียงด้านตะวันออก จังหวัดขอนแก่น ที่ราบสูงโคราช
    การขุดค้นพ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968)
    ผู้ขุดค้นกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย นำโดยวิลเฮล์ม โซลไฮม์ ดอนน์ บายาร์ด และพาร์คเกอร์
    หลักฐานเด่นหลุมฝังศพ ขวานสำริดแบบมีบ้อง แม่พิมพ์และเบ้าหลอม ภาชนะดินเผา
    อายุยุคสำริดราว 900–600 ปีก่อนคริสตกาล ตามการหาอายุ AMS ปี 2557–2558
    ลำดับสมัยสมัยต้น 3 ระยะ (หินใหม่) และสมัยกลาง 8 ระยะ (สำริด) รวม 11 ระยะ
    การหาอายุใหม่AMS จากคอลลาเจนกระดูกมนุษย์ 16 ค่า วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์
    ลักษณะสังคมหมู่บ้านเกษตรกร ของฝังเรียบง่าย ความเหลื่อมล้ำน้อย ตามงานศึกษาปี 2557

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    โนนนกทาเป็นเนินดินบนที่ราบสูงโคราช ชิดแนวผาด้านตะวันออกของเทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อยู่ในลุ่มน้ำพอง ในช่วงที่มีการขุดค้นพื้นที่นี้อยู่ในเขตอำเภอภูเวียง ส่วนข่าวท้องถิ่นในระยะหลังระบุว่าแหล่งอยู่ในเขตอำเภอหนองนาคำ

    คำว่าโนนในภาษาอีสานหมายถึงเนินดินที่สูงกว่าที่ราบรอบข้าง คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้เนินแห่งนี้อยู่อาศัยและเป็นที่ฝังศพต่อเนื่องหลายร้อยปี จนเกิดเป็นชั้นดินที่ซ้อนทับกันให้นักโบราณคดีศึกษาได้

    หลักฐานสำคัญ

    • ขวานสำริดแบบมีบ้อง: ขวานสำริดที่มีบ้องสำหรับสวมด้าม ชิ้นเก่าที่สุดของแหล่งมีอายุราว 980–900 ปีก่อนคริสตกาล (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ข้อมูลและภาพเผยแพร่ในรายงานการขุดค้นของบายาร์ดและโซลไฮม์) ดูภาพถ่ายจริง
    • แม่พิมพ์และเบ้าหลอม: อุปกรณ์หล่อสำริดที่ฝังร่วมกับผู้ตาย แสดงว่ามีการหล่อโลหะในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ข้อมูลเผยแพร่ในรายงานการขุดค้นและงานวิจัยของไฮแอมและคณะ) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์: หลุมฝังศพชุดใหญ่ที่ใช้หาอายุใหม่ด้วยวิธี AMS และศึกษาสุขภาพของคนโบราณ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ในราว พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) ไทยกำลังจะสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งในภาคอีสานภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง มหาวิทยาลัยฮาวายและกรมศิลปากรจึงร่วมกันทำโครงการโบราณคดีกู้ภัย เพื่อสำรวจแหล่งที่อาจจมน้ำ โดยมีวิลเฮล์ม จี. โซลไฮม์ ที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ และวิทยา อินทโกศัย เป็นผู้แทนกรมศิลปากร

    จากโครงการนี้ โนนนกทาได้รับการขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968) การขุดค้นหลักในปี ค.ศ. 1966 และ 1968 อยู่ในความดูแลของดอนน์ บายาร์ด และพาร์คเกอร์ บายาร์ดแบ่งลำดับชั้นวัฒนธรรมของแหล่งออกเป็น 11 ระยะ

    โครงกระดูกจากโนนนกทาเป็นชุดหลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ชุดหนึ่งของภูมิภาค ไมเคิล พีทรูเซฟสกี ศึกษาโครงกระดูกเหล่านี้และตีพิมพ์ผลงานในปี ค.ศ. 1974 ผ่านมหาวิทยาลัยโอทาโกในนิวซีแลนด์

    เนินดินเล็ก ๆ เชิงเขาภูเวียงเคยทำให้โลกเชื่อว่าสำริดเกิดขึ้นที่อีสานก่อนใคร จนการหาอายุใหม่เขียนเรื่องนั้นขึ้นใหม่ทั้งหมด

    อ่านชั้นดิน สมัยต้นและสมัยกลาง

    การขุดค้นหลักของโนนนกทาเกิดขึ้นสองฤดูกาล คือ ค.ศ. 1966 และ 1968 ในพื้นที่ขุดสองส่วน สิ่งที่พบมากที่สุดคือหลุมฝังศพ ซึ่งนักวิชาการยกให้เป็นชุดหลุมศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลโครงกระดูกแต่ละโครงยังถูกบันทึกไว้ เช่น หลุมหมายเลข 4 จากฤดูกาล 1966 เป็นโครงกระดูกหญิงอายุราว 25–36 ปี

    บายาร์ดแบ่งการฝังศพออกเป็น 11 ระยะ รวมเป็นสองช่วงใหญ่ ช่วงแรกเรียกว่าสมัยต้น (Early Period) มีสามระยะ เป็นชุมชนยุคหินใหม่ที่ยังไม่มีโลหะ ช่วงหลังเรียกว่าสมัยกลาง (Middle Period) มีแปดระยะ เป็นยุคสำริดที่มีขวาน แม่พิมพ์ และเบ้าหลอมฝังร่วมกับผู้ตาย

    จุดเปลี่ยนที่นักโบราณคดีสนใจที่สุดอยู่ที่ระยะที่สามของสมัยต้น เพราะหลุมฝังศพหมายเลข 79 ในระยะนี้มีขวานแบบมีบ้องที่ทำจากโลหะผสมทองแดง ซึ่งเป็นชิ้นโลหะที่เก่าที่สุดเท่าที่กำหนดอายุได้แน่นอนของแหล่ง การหาอายุใหม่ให้ค่าราว 980–900 ปีก่อนคริสตกาล หรือราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล

    สิ่งที่พบ

    หลุมฝังศพที่โนนนกทามีภาชนะดินเผาวางร่วมกับผู้ตาย บางหลุมมีของที่เกี่ยวกับการหล่อโลหะ ได้แก่ ขวานสำริดแบบมีบ้อง กำไล แม่พิมพ์ และเบ้าหลอม การพบเครื่องมือหล่อในหลุมศพชี้ว่าช่างหล่อสำริดอาจเป็นคนสำคัญในชุมชน

    ของอื่นที่พบได้แก่ เครื่องมือหิน เครื่องมือกระดูก เปลือกหอย ลูกปัดเปลือกหอย และกระดูกหมูกับวัว เนื้อภาชนะดินเผาบางใบมีแกลบข้าวผสม แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และหาอาหารจากธรรมชาติควบคู่กัน

    ชั้นดินช่วงแรกสุดเป็นชุมชนยุคหินใหม่ที่ยังไม่ใช้โลหะ ต่อมาจึงเริ่มมีสำริด ทำให้โนนนกทาเป็นแหล่งที่ใช้ดูการเปลี่ยนผ่านจากยุคหินใหม่สู่ยุคสำริดในอีสานได้

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การหาอายุชุดแรกจากโนนนกทาให้ตัวเลขที่เก่ามาก โซลไฮม์และนักวิชาการบางคนเสนอว่าระยะแรกของแหล่งเก่าถึงสหัสวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล และมีการกล่าวอ้างว่าการทำสำริดที่นี่เริ่มราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล ถ้าเป็นจริง ก็แปลว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดค้นการหล่อสำริดขึ้นเองก่อนจีนและก่อนหลายภูมิภาคของโลก

    ข้อเสนอนี้สั่นสะเทือนวงการโบราณคดีโลก และทำให้เรื่องราวของโนนนกทาผูกพันกับบ้านเชียง ซึ่งค้นพบในช่วงใกล้กันและได้ค่าอายุที่เก่ามากเช่นเดียวกัน ข้อถกเถียงเรื่องลำดับเวลาของทั้งสองแหล่งดำเนินมาราวครึ่งศตวรรษ

    ในปี พ.ศ. 2557–2558 (ค.ศ. 2014–2015) ชาร์ลส์ ไฮแอม โทมัส ไฮแอม และคาเทรินา ดูกา หาอายุใหม่ด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนแบบ AMS จากโครงกระดูก 14 โครง ผลคือชุมชนเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ขวานสำริดแบบมีบ้องชิ้นแรกสุดอยู่ในราว 1,000–900 ปีก่อนคริสตกาล และกิจกรรมยุคสำริดอยู่ในราว 900–600 ปีก่อนคริสตกาล

    ตัวเลขชุดใหม่สอดคล้องกับลำดับเวลาแบบสั้นที่ได้จากบ้านเชียง บ้านโนนวัด และบ้านลุมเขา แต่ยังมีนักวิชาการฝ่ายลำดับเวลาแบบยาวที่ใช้วิธีหาอายุต่างออกไป และเสนอว่ายุคสำริดในอีสานเริ่มเร็วกว่านั้น ข้อถกเถียงนี้จึงยังไม่ยุติโดยสมบูรณ์

    ทำไมตัวเลขอายุชุดแรกจึงคลาดเคลื่อน

    ในยุคแรก นักวิชาการหาอายุโดยใช้ถ่านจากชั้นดินด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนแบบดั้งเดิม ปัญหาคือถ่านอาจมาจากไม้ที่ตายมานานก่อนถูกเผา หรือเป็นถ่านที่เคลื่อนย้ายปะปนข้ามชั้นดิน ตัวอย่างบางชิ้นยังต้องรวมถ่านหลายก้อนเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ปริมาณพอวัด ทำให้ค่าที่ได้อาจเก่าเกินจริงมาก บายาร์ดเองเคยเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสำริดเกิดขึ้นหลัง 2,500 ปีก่อนคริสตกาลไม่นาน

    ทีมของไฮแอมเลือกหาอายุจากคอลลาเจนในกระดูกของผู้ตายโดยตรง ได้ค่าอายุแบบ AMS รวม 16 ค่า จากตัวอย่าง 15 ตัวอย่าง โดยมีหลุมศพหนึ่งที่วัดซ้ำสองครั้ง จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์ร่วมกับลำดับชั้นดิน เพราะกระดูกมาจากคนที่ถูกฝังในหลุมนั้นจริง ค่าอายุจึงผูกกับเหตุการณ์ฝังศพได้แน่นอนกว่าถ่าน

    ผลคือระยะแรกสุดของยุคหินใหม่อยู่ราว 1,500–1,300 ปีก่อนคริสตกาล ระยะที่สองสิ้นสุดราว 1,050–950 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดทั้งหมดถูกบีบลงมาอยู่ในช่วงเพียงสามถึงสี่ศตวรรษ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 6 ก่อนคริสตกาล จากเดิมที่เคยคิดว่ายาวนานหลายพันปี

    หมู่บ้านชาวนาที่ไม่มีหัวหน้าร่ำรวย

    ก่อนหน้านี้ นักวิชาการบางคนอ่านหลุมศพโนนนกทาว่าสะท้อนสังคมที่มีการแบ่งชนชั้น มีทั้งคนที่ได้ของฝังมากและคนที่ได้น้อย และมีข้อเสนอว่าผู้หญิงบางคนได้รับการฝังใต้เนินดินเป็นพิเศษ ภาพนี้ทำให้โนนนกทาถูกมองเป็นชุมชนแบบหัวหน้าเผ่าที่มีผู้นำร่ำรวย

    งานของไฮแอมและคณะใน พ.ศ. 2557 ทบทวนข้อมูลเดิมแล้วพบภาพที่ต่างออกไป ของที่ฝังร่วมกับผู้ตายส่วนใหญ่เรียบง่ายตลอดทุกระยะ ได้แก่ ภาชนะดินเผาที่ทำในท้องถิ่น กระดูกสัตว์ และเครื่องมือ ส่วนของมีค่าที่มาจากแดนไกลแทบไม่พบเลย ส่วนข้อเสนอเรื่องการฝังใต้เนินดินก็อาศัยตัวอย่างเพียงหญิง 6 คนและชาย 3 คน ซึ่งน้อยเกินไป และหลุมที่ไม่มีเนินดินบางหลุมกลับมีของฝังเท่ากันหรือมากกว่า

    ข้อสรุปของทีมนี้คือ โนนนกทาเป็นหมู่บ้านเกษตรกรขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากเส้นทางแลกเปลี่ยนหลัก และมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมน้อยมาก ภาพนี้ต่างจากแหล่งร่วมสมัยอย่างบ้านโนนวัดที่พบหลุมศพมั่งคั่งมากกว่า และทำให้เห็นว่าชุมชนยุคสำริดในอีสานมีความหลากหลาย ไม่ได้เดินไปทางเดียวกันทั้งหมด

    ความสำคัญ

    โนนนกทาเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักโบราณคดีทั่วโลกหันมามองอีสานในฐานะพื้นที่สำคัญของยุคสำริด แม้ตัวเลขอายุชุดแรกจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นได้ผลักดันให้มีการขุดค้นและพัฒนาวิธีหาอายุในภูมิภาคนี้อีกมาก

    เรื่องของโนนนกทายังเป็นบทเรียนว่าการหาอายุทางโบราณคดีขึ้นกับตัวอย่างที่เลือกและวิธีที่ใช้ ตัวอย่างที่ปะปนจากชั้นดินต่างกันอาจให้ตัวเลขผิดไปได้หลายพันปี

    ปัจจุบัน

    ผลการขุดค้นได้รับการรวบรวมเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์โดยดอนน์ บายาร์ด และวิลเฮล์ม โซลไฮม์ ส่วนข้อมูลโครงกระดูกจากโนนนกทาสามารถค้นได้ในฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

    ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมยุคสำริดของอีสานสามารถชมโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ของภูมิภาคได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานี

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีบ้านโนนนกทา จ.ขอนแก่น (ตำแหน่งเนินดินโดยประมาณ ไม่มีพิพิธภัณฑ์ในที่ตั้ง)
    พิกัด 16.799200, 102.304700 (16°47′57.1″N 102°18′16.9″E)

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีโนนนกทาอยู่เชิงเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชนบทที่ไม่มีพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง ผู้สนใจยุคสำริดของอีสานควรชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นในตัวเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงที่อุดรธานี

    ไทม์ไลน์

    • ราว 1,500–1,300 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งชุมชน. ระยะแรกของสมัยต้น ชุมชนยุคหินใหม่ตามการหาอายุใหม่
    • ราว 1,050–950 ปีก่อน ค.ศ.: สิ้นสุดระยะที่สองของยุคหินใหม่. ก่อนหน้าการปรากฏของโลหะชิ้นแรก
    • ราว 980–900 ปีก่อน ค.ศ.: ขวานโลหะชิ้นแรก. หลุมหมายเลข 79 มีขวานแบบมีบ้องเก่าที่สุดของแหล่ง
    • ราว 900–600 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริด. การฝังศพพร้อมสำริด แม่พิมพ์ และเบ้าหลอม
    • พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964): โครงการโบราณคดีกู้ภัย. มหาวิทยาลัยฮาวายร่วมกับกรมศิลปากรสำรวจพื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำในอีสาน
    • พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968): ขุดค้นโนนนกทา. ขุดค้นหลักโดยบายาร์ดและพาร์คเกอร์
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ฤดูกาลขุดค้นหลักครั้งแรก. เปิดหลุมขุดและพบหลุมฝังศพจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ฤดูกาลขุดค้นครั้งที่สอง. ขุดค้นเพิ่มเติม ได้หลุมฝังศพทั้งยุคหินใหม่และยุคสำริด
    • หลัง พ.ศ. 2511: ข้ออ้างสำริดอายุ 3,500 ปีก่อน ค.ศ.. จุดเริ่มต้นการถกเถียงเรื่องกำเนิดสำริดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): ศึกษาโครงกระดูก. พีทรูเซฟสกีตีพิมพ์ผลการศึกษาโครงกระดูก
    • พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014): ทบทวนอายุและสถานะสังคม. ไฮแอมและคณะตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Indo-Pacific Archaeology
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): ลำดับเวลาใหม่ยุคสำริดอีสาน. บทความใน PLOS ONE ใช้ค่าอายุจากโนนนกทา บ้านเชียง และบ้านโนนวัด

    รู้หรือไม่

    ขุดเพราะเขื่อน

    การขุดค้นโนนนกทาเริ่มจากโครงการกู้ภัยแหล่งโบราณคดีก่อนการสร้างอ่างเก็บน้ำในอีสาน

    ช่างหล่อในหลุมศพ

    แม่พิมพ์และเบ้าหลอมที่ฝังร่วมกับผู้ตายบอกว่าทักษะหล่อโลหะมีความหมายต่อสถานะของคน

    อายุหายไปกว่าสองพันปี

    ค่าอายุสำริดลดจากราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล เหลือราว 900 ปีก่อนคริสตกาลเมื่อหาอายุใหม่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. The Chronology and Status of Non Nok Tha, Northeast Thailand – Journal of Indo-Pacific Archaeology
    2. A New Chronology for the Bronze Age of Northeastern Thailand – PLOS ONE (via ScienceOpen)
    3. Archaeological Excavations at Non Nok Tha, Thailand – Guampedia
    4. Archaeological Salvage Program, Northeastern Thailand – Journal of the Siam Society
    5. Non Nok Tha skeleton record – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    6. แหล่งโบราณคดีโนนนกทา – แนวหน้า
    7. Skeleton record NNT_1966_Sk1 – Physical Anthropology in Thailand (SAC)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านโนนนกทา
    Iron Cylinder · Kjmadlangbayan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • แหล่งโบราณคดีพงตึก

    แหล่งโบราณคดีพงตึก

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลองในกาญจนบุรี ที่พบตะเกียงสำริดแบบโรมันและร่องรอยศาสนสถานสมัยทวารวดี จนกลายเป็นหลักฐานคลาสสิกเรื่องการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9)

    ที่ตั้งตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง
    การสำรวจขุดค้นครั้งแรกพ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) นำโดยยอร์ช เซเดส์
    สมัยทวารวดีเป็นหลัก ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9
    หลักฐานเด่นตะเกียงสำริดแบบโรมัน พระพุทธรูปสำริด ฐานศาสนสถานอิฐและศิลาแลง
    ที่เก็บโบราณวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดดงสัก
    ที่มาของชื่อพง คือหญ้าสูงรก ตึก คือซากอาคารก่ออิฐหิน ชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
    หลุมฝังศพเซเดส์รายงานอย่างน้อย 13 โครง เวลส์บันทึกอีก 11 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พงตึกอยู่ในตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีลงไปทางใต้ ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างนครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรีในปัจจุบัน

    ทำเลริมแม่น้ำทำให้พงตึกเชื่อมได้ทั้งกับที่ราบลุ่มภาคกลางทางตะวันออก และกับเส้นทางข้ามเทือกเขาไปทางตะวันตก นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าพงตึกอาจเป็นจุดแวะพักหรือสถานีการค้า บนเส้นทางที่เชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

    ชื่อพงตึกเองก็บอกเรื่องราว คำว่าพงหมายถึงหญ้าสูงรก ส่วนตึกหมายถึงซากสิ่งก่อสร้างก่ออิฐและหิน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งราว พ.ศ. 2376 แปลว่าชาวบ้านรู้จักกองซากอิฐกลางป่าหญ้าแห่งนี้มานานก่อนที่นักโบราณคดีจะมาถึงเกือบร้อยปี

    หลักฐานสำคัญ

    • ตะเกียงสำริดแบบโรมัน: ตะเกียงสำริดที่ฝาเป็นใบหน้าไซลีนัส หลักฐานการค้าที่เชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับลุ่มแม่กลอง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระพุทธรูปสำริดจากพงตึก: พระพุทธรูปสำริดหลายองค์ที่เซเดส์พบ บางองค์เขาเห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระนารายณ์: รูปพระนารายณ์ศิลาสูงราว 80 เซนติเมตร แสดงว่ามีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดดงสัก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    เรื่องราวของพงตึกเริ่มจากชาวบ้านที่ขุดพบโบราณวัตถุในพื้นที่ ตะเกียงสำริดที่ทำให้พงตึกมีชื่อเสียงนั้นไม่ได้มาจากการขุดค้นอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านสองคนต่างพบชิ้นส่วนคนละชิ้น คนหนึ่งได้ตัวตะเกียง อีกคนได้ด้ามจับ โดยไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นเดียวกัน

    ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานกับราชบัณฑิตยสภาในเวลานั้น เห็นว่าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้ากันได้ จึงรวบรวมไว้และส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ปีเดียวกันนั้นแผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาได้สำรวจและขุดค้นพงตึก แล้วเซเดส์ตีพิมพ์ผลงานในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928)

    ต่อมาในทศวรรษ 1930 เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เข้ามาขุดค้นเพิ่มเติม และรายงานโครงสร้างที่เขาตีความว่าเป็นสถูปและวิหาร พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว

    ตะเกียงที่แยกกันอยู่ในมือชาวบ้านสองคน เมื่อประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว กลับเล่าเรื่องการค้าที่ยาวไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงลุ่มแม่กลอง

    งานขุดของเซเดส์ กลุ่มบ้านนายมาและหลุมฝังศพ

    การทำงานภาคสนามของเซเดส์ใน พ.ศ. 2470 ใช้เวลาไม่ถึงสี่เดือน แต่ได้หลักฐานจำนวนมาก จุดที่บันทึกละเอียดที่สุดคือกลุ่มโบราณสถานทางใต้ที่เรียกว่ากลุ่มบ้านนายมา ที่นี่มีฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตร ซึ่งเซเดส์ตีความในตอนนั้นว่าเป็นวิหารหรือศาลขนาดเล็ก

    กลางฐานนั้นมีแท่นรูปเคารพสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีร่องรางกว้างและตื้น เวสลีย์ คลาร์ก ชี้ในภายหลังว่าลักษณะนี้คล้ายแท่นที่ใช้สรงน้ำรูปเคารพในลัทธิไศวะ จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นเทวสถานพราหมณ์ ซึ่งต่างจากที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นอาคารทางพุทธศาสนา

    เซเดส์ยังรายงานโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนเหยียดยาวอย่างน้อย 13 โครง แต่ให้รายละเอียดไว้น้อยมาก บางเรื่องมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เช่น เรื่องโครงกระดูกยักษ์ที่มีคนมาเล่าให้เขาฟัง ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้อมูลหลุมฝังศพที่ไม่ครบถ้วนนี้ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังตีความได้ยาก

    เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปและวัตถุพิธีกรรมไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และจัดพงตึกเป็นตัวแทนของทวารวดีรุ่นแรก แต่การกำหนดอายุนี้อาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์

    ควอริช เวลส์ กับคำถามเรื่องผู้คนก่อนพุทธศาสนา

    ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เอช. จี. ควอริช เวลส์ ใช้เวลาราวสองสัปดาห์ขุดค้นบริเวณตอนกลางของแหล่ง เปิดอาคารที่เขาเรียกว่าสถูปและวิหาร ซึ่งยังเหลือแนวอิฐชั้นล่างให้เห็น เขาบันทึกหลุมฝังศพแบบนอนเหยียดยาว 11 หลุม และตีพิมพ์รายละเอียดใน พ.ศ. 2480 กับอีกครั้งใน พ.ศ. 2507

    เวลส์เสนอว่าหลุมฝังศพเหล่านี้เก่ากว่าสมัยทวารวดี แปลว่าที่พงตึกมีผู้คนอาศัยก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา ข้อเสนอนี้สำคัญเพราะชี้ว่าชุมชนทวารวดีหลายแห่งน่าจะเติบโตขึ้นบนชุมชนเดิม แต่หลักฐานที่ใช้ยังไม่พอจะยืนยันได้แน่ชัด และยังไม่มีการหาค่าอายุโครงกระดูกด้วยวิธีสมัยใหม่

    สมุดบันทึกภาคสนามของเวลส์ที่ไม่เคยตีพิมพ์ถูกค้นพบใหม่ในหอจดหมายเหตุของราชสมาคมเอเชีย (Royal Asiatic Society) ที่ลอนดอน ในบันทึกนั้นเขาเอ่ยถึงเตาเผาสมัยทวารวดีที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งถ้ามีจริงก็หมายความว่าคนพงตึกผลิตข้าวของใช้เองด้วย

    สิ่งที่พบ

    ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือตะเกียงสำริด ฝาปิดตกแต่งเป็นใบหน้าของไซลีนัส ผู้ติดตามและครูของเทพไดโอนีซัสในตำนานกรีกโรมัน ด้ามจับประดับลายใบปาล์มและสิงห์คู่หันหน้าเข้าหากัน ปลายตะเกียงมีช่องสำหรับใส่ไส้

    การขุดค้นของเซเดส์ยังพบพระพุทธรูปหลายขนาดและหลายวัสดุ พระพิมพ์ ข้าวของเครื่องใช้ งานปูนปั้นและดินเผา และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังไว้จำนวนหนึ่ง ในพระพุทธรูปสำริดมีองค์หนึ่งที่เซเดส์เห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย นอกจากนี้ยังพบฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตรที่บ้านนายมา

    ราวทศวรรษ 2490 ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ศิลา ซึ่งเมื่อประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดดงสัก รวมถึงชิ้นส่วนศิวลึงค์และชิ้นส่วนมือของเทวรูป แสดงว่าที่นี่มีผู้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์

    มองพงตึกใหม่ จากของในวัดดงสักและพระวิษณุที่ถูกลืม

    การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ใน พ.ศ. 2551 ไม่ได้ขุดค้นใหม่ แต่ไปถ่ายภาพและบันทึกของที่วัดดงสักเก็บรักษาไว้ ซึ่งไม่เคยถูกศึกษาอย่างละเอียด เช่น พระพิมพ์ 9 ชิ้น แผ่นดินเผารูปหน้ากาลหรือบัณสบดี 2 ชิ้น สูงราว 34.5 เซนติเมตร ชิ้นส่วนเสาหิน และงานปูนปั้นดินเผาประดับอาคาร

    ชิ้นที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปทรงเครื่อง สูงราว 48.3 เซนติเมตร ซึ่งมีลักษณะใกล้กับงานช่างที่นักวิชาการมักโยงกับหริภุญชัยในราวต้นสหัสวรรษที่สองของคริสต์ศักราช ถ้าการกำหนดอายุนี้ถูกต้อง พงตึกก็ยังมีผู้คนใช้ศาสนสถานต่อเนื่องมาหลังยุคทวารวดีตอนต้นอีกหลายร้อยปี

    คลาร์กยังกลับไปดูประติมากรรมพระวิษณุ ซึ่งพบเมื่อต้นทศวรรษ 2490 ระหว่างการตัดถนน จุดที่พบอยู่ใกล้เนินซากอาคารที่เซเดส์เคยทำแผนที่ไว้ และอยู่ใกล้ทางแยกเก่า เขาจึงเสนอว่ารูปนี้อาจเคยประดิษฐานในศาลเล็ก ๆ ริมทางสัญจร

    ใน พ.ศ. 2558 พอล ลาวี และเวสลีย์ คลาร์ก ตีพิมพ์งานศึกษาพระวิษณุองค์นี้ในวารสารสยามสมาคม ประติมากรรมเป็นหินสลัก สูงราว 80 เซนติเมตรไม่รวมฐาน เป็นพระวิษณุสี่กรสวมหมวกทรงกระบอก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดดงสักและยังมีผู้มากราบไหว้ เพราะพบในสภาพแตกหัก พระสงฆ์จึงประกอบชิ้นส่วนบนแผ่นหลังที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ ส่วนขา ผ้านุ่งท่อนล่าง และบางส่วนของคทาจึงเป็นปูนที่ปั้นเติมขึ้นใหม่ ผู้ศึกษากำหนดอายุไว้ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 และเห็นว่ารูปแบบผสมอิทธิพลเขมรก่อนเมืองพระนคร จาม อาระกัน และทวารวดีเข้าด้วยกัน

    ในภาพกว้าง คลาร์กวิเคราะห์วัตถุที่เกี่ยวกับการค้า 66 ชิ้นจากแหล่งทวารวดี 30 แห่ง พบว่าราว 88 เปอร์เซ็นต์เป็นของที่ผลิตในภูมิภาค มีเพียงราว 12 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากต่างแดน เขาจึงเตือนว่าการเน้นของแปลกจากแดนไกลอย่างตะเกียงโรมัน อาจทำให้มองข้ามเครือข่ายการค้าภายในแผ่นดินที่สำคัญไม่แพ้กัน

    ความสำคัญ

    พงตึกเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่นักวิชาการใช้ศึกษาวัฒนธรรมทวารวดีอย่างเป็นระบบ บทความของเซเดส์ในปี พ.ศ. 2471 ชี้ว่าพงตึกสำคัญต่อประวัติศาสตร์โบราณของสยาม และกลายเป็นงานอ้างอิงพื้นฐานของวงการโบราณคดีไทยในเวลาต่อมา

    ตะเกียงแบบโรมันทำให้เห็นว่าลุ่มแม่กลองเคยอยู่ในเครือข่ายการค้าระยะไกล ซึ่งเชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานนี้มักถูกกล่าวถึงคู่กับเหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุสที่พบในเมืองอู่ทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

    อย่างไรก็ดี ของเพียงชิ้นเดียวไม่ได้บอกว่าพ่อค้าโรมันเดินทางมาถึงที่นี่เอง ตะเกียงอาจผ่านมือพ่อค้าอินเดียหรือคนกลางหลายทอดก่อนจะมาถึงลุ่มแม่กลอง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    เซเดส์เห็นว่าตะเกียงเป็นงานแบบกรีกโรมันจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเสนอว่ามีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ตัวเลขนี้ถูกอ้างต่อกันมานาน จนพงตึกถูกมองว่าเป็นหลักฐานการติดต่อกับโลกตะวันตกที่เก่ามาก

    ต่อมาใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชาร์ล ปิการ์ นักวิชาการฝรั่งเศส เสนอไปอีกทางว่าตะเกียงผลิตที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเก่าถึงก่อนคริสตกาล ความเห็นสามฝ่ายนี้ห่างกันหลายร้อยปี แสดงให้เห็นว่าการกำหนดอายุวัตถุชิ้นเดียวจากรูปแบบศิลปะนั้นยากเพียงใด

    ในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) แอนนา แมคดอนเนลล์ และโรเบิร์ต บราวน์ ตีพิมพ์บทความในวารสารสยามสมาคม ปฏิเสธข้อเสนอทั้งของเซเดส์และของปิการ์ และเสนอว่าตะเกียงน่าจะทำขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งช้ากว่าที่เซเดส์คิดหลายร้อยปี บทความยอดนิยมภาษาไทยในปัจจุบันจึงมักระบุอายุตะเกียงราว 1,500 ปี

    พระพุทธรูปสำริดก็มีปัญหาคล้ายกัน เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่นักวิชาการรุ่นหลังกำหนดอายุใหม่ให้อยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ข้อถกเถียงนี้สะท้อนว่าการกำหนดอายุด้วยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด

    ปัจจุบัน

    ตะเกียงสำริดจากพงตึกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนโบราณวัตถุอีกจำนวนหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสักซึ่งอยู่ใกล้แหล่ง

    ในพื้นที่ยังมีฐานโบราณสถานให้เห็นอยู่บ้าง การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) แบ่งซากสิ่งก่อสร้างออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ศิลาแลงล้วน กลุ่มที่ใช้อิฐล้วน และกลุ่มที่ใช้ทั้งสองอย่าง และพบว่าชั้นที่อยู่อาศัยโบราณบางแห่งยังฝังอยู่ใต้ผิวดินลึกราว 1 เมตร

    บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมชี้ว่าแหล่งพงตึกกำลังเสื่อมสภาพและถูกลืม แม้จะเคยเป็นแหล่งที่โด่งดังในประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย

    พิกัดและการนำทาง

    โบราณสถานพงตึก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
    พิกัด 13.894397, 99.785190 (13°53′39.8″N 99°47′06.7″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีพงตึกอยู่ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีฐานโบราณสถานบางส่วนให้ชม โบราณวัตถุจากพื้นที่บางส่วน รวมถึงประติมากรรมพระนารายณ์ เก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก ส่วนตะเกียงสำริดแบบโรมันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. ราว 500–900): ชุมชนทวารวดีริมแม่กลอง. มีศาสนสถานพุทธและพราหมณ์ ทำหน้าที่เป็นจุดแวะบนเส้นทางการค้า
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6): ตะเกียงแบบโรมัน. อายุตามข้อเสนอของแมคดอนเนลล์และบราวน์ เซเดส์เคยเสนอว่าเก่ากว่านี้มาก
    • ราว พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833): ชื่อพงตึกในวรรณกรรม. ชื่อปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
    • พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927): เซเดส์สำรวจขุดค้น. แผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาขุดค้น ตะเกียงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ตีพิมพ์ผลการขุดค้น. บทความของเซเดส์ในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ควอริช เวลส์ ขุดค้นเพิ่ม. ขุดสถูปและวิหาร บันทึกหลุมฝังศพ 11 หลุม
    • พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937): ตีพิมพ์รายงานของเวลส์. เสนอว่าหลุมฝังศพเก่ากว่าสมัยทวารวดี
    • ต้นทศวรรษ 2490 (ค.ศ. early 1950s): พบประติมากรรมพระวิษณุ. พบระหว่างตัดถนน ประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร
    • พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955): ปิการ์เสนออายุตะเกียง. เสนอว่าผลิตที่อเล็กซานเดรียก่อนคริสตกาล
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ทบทวนอายุตะเกียง. บทความในวารสารสยามสมาคมเสนอให้อายุใหม่
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): สำรวจใหม่. เวสลีย์ คลาร์ก จัดกลุ่มซากสิ่งก่อสร้างและบันทึกโบราณวัตถุที่วัดดงสัก

    รู้หรือไม่

    ของชิ้นเดียวที่แยกเป็นสองบ้าน

    ตัวตะเกียงกับด้ามจับถูกพบโดยชาวบ้านคนละคน ก่อนเซเดส์จะประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว

    หน้าเทพแห่งเหล้าองุ่น

    ฝาตะเกียงเป็นใบหน้าไซลีนัส ตัวละครในตำนานกรีกโรมันที่อยู่เคียงข้างเทพไดโอนีซัส

    อายุที่หดลงหลายร้อยปี

    การศึกษาใหม่ทำให้อายุตะเกียงเลื่อนจากคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 มาเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6

    พระวิษณุติดปูน

    พระวิษณุจากพงตึกที่วัดดงสักถูกประกอบคืนบนแผ่นปูนซีเมนต์ เพราะหินแข็งเกินกว่าจะเจาะยึดชิ้นส่วนได้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. พงตึก สถานีการค้า ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลอง – ศิลปวัฒนธรรม
    2. ตะเกียงโรมัน อายุกว่า 1,500 ปี หลักฐานการค้าข้ามโลกตะวันตก-ชุมชนโบราณพงตึก – ศิลปวัฒนธรรม
    3. The Pong Tuk Lamp: A Reconsideration – The Siam Society
    4. New Observations at P'ong Tuk and Ongoing Issues with the Conceptualization of Dvaravati – Wesley S. Clarke
    5. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – The Siam Society
    6. โบราณสถานพงตึก – Love Thailand
    7. Integrating the Phong Tuek Viṣṇu – Lavy and Clarke, JSS 103 (2015)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    ภาพประกอบ: Obj Naraibantomsin · Thanyakij at Thai Wikipedia · Public domain · Wikimedia Commons

    แผ่นหินทรายสลักภาพพระวิษณุบรรทมเหนือมหาสมุทร ที่หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ชิคาโก แล้วกลับคืนมาด้วยแรงผลักดันของคนทั้งประเทศ · สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 กลับคืนสู่ไทย พ.ศ. 2531

    ที่ตั้งเหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
    อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 (คริสต์ศตวรรษที่ 12)
    วัสดุหินทราย
    ภาพสลักพระวิษณุบรรทมบนพญานาค มีดอกบัวผุดจากพระนาภี พระพรหมประทับบนดอกบัว พระลักษมีอยู่ปลายพระบาท
    ช่วงที่หายไปราว พ.ศ. 2503 ถึง พ.ศ. 2531 อยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโกตั้งแต่ พ.ศ. 2510
    กลับถึงไทย10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ติดตั้งที่เดิม 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    ทับหลังคืออะไร

    ในปราสาทหินแบบเขมร ทับหลังคือแผ่นหินยาวที่วางพาดอยู่เหนือกรอบประตู ทำหน้าที่ทั้งรับน้ำหนักและประดับตกแต่ง ช่างนิยมสลักภาพเทพเจ้า ฉากจากมหากาพย์ หรือลวดลายพันธุ์พฤกษาลงบนหน้าหิน ทับหลังจึงเป็นเหมือนป้ายบอกผู้มาเยือนว่าศาสนสถานแห่งนั้นถวายแด่ใคร และผู้สร้างนับถืออะไร

    ทับหลังมีอยู่หลายร้อยชิ้นในปราสาทเขมรทั่วอีสาน แต่ชิ้นที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้ง ชื่อของมันไม่ได้มาจากความงามเพียงอย่างเดียว หากมาจากเรื่องราวการหายไปและการเดินทางกลับบ้านที่กลายเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ

    ทับหลังชิ้นนี้อยู่เหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ซึ่งเป็นด้านหน้าของปราสาทที่หันรับแสงอาทิตย์ยามเช้า ตัวปรางค์สร้างด้วยหินทรายสีชมพูในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด

    ภาพบนแผ่นหิน: ก่อนโลกจะเกิด

    ภาพที่สลักไว้เป็นตอนหนึ่งของคติศาสนาฮินดู เมื่อจักรวาลรอบหนึ่งสิ้นสุดลง โลกจมอยู่ใต้มหาสมุทร พระวิษณุหรือพระนารายณ์จะบรรทมหลับอยู่บนขนดของพญาอนันตนาคราชที่ลอยเหนือน้ำ คำว่าบรรทมสินธุ์จึงหมายถึงการนอนบนสายน้ำ

    ระหว่างที่บรรทม ดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีหรือสะดือของพระองค์ บนดอกบัวมีพระพรหมประทับอยู่ พระพรหมคือเทพผู้จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนพระลักษมี ชายาของพระวิษณุ นั่งอยู่ทางปลายพระบาท ภาพทั้งหมดจึงเล่าถึงช่วงเวลาเงียบสงบก่อนการกำเนิดของโลก

    ช่างเขมรนิยมสลักฉากนี้บนทับหลังของปราสาทหลายแห่ง เพราะมันบรรจุความหมายเรื่องวัฏจักรของการทำลายและการสร้างใหม่ไว้ในภาพเดียว สถาบันศิลปะชิคาโกเคยตั้งชื่อชิ้นงานนี้ว่า การกำเนิดพระพรหม พร้อมพระวิษณุบรรทมบนมกร ซึ่งบอกให้รู้ว่าสัตว์ที่รองรับพระวิษณุบนทับหลังชิ้นนี้ถูกตีความได้หลายแบบ

    ที่น่าสนใจคือปราสาทพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็ยังให้พื้นที่สำคัญแก่ภาพของพระวิษณุ ซึ่งสะท้อนว่าศาสนาฮินดูในดินแดนเขมรโบราณเปิดรับเทพหลายองค์อยู่ร่วมกันในศาสนสถานเดียว

    หินแผ่นเดียวที่เล่าเรื่องการเกิดใหม่ของโลก ได้เกิดใหม่อีกครั้งเมื่อกลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมของมัน

    หายไปจากพนมรุ้ง

    ก่อนกรมศิลปากรจะเริ่มบูรณะในปี พ.ศ. 2514 ปราสาทพนมรุ้งอยู่ในสภาพพังทลาย หินจำนวนมากร่วงหล่นกองอยู่บนพื้น และไม่มีใครเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็หายไปจากตำแหน่งเดิม

    หลักฐานจากสถาบันศิลปะชิคาโกระบุว่า พ่อค้าศิลปวัตถุชาวอเมริกันชื่อเจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังชิ้นนี้มาจากกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) แล้วขายต่อให้มูลนิธิของนักสะสมตระกูลอัลสดอร์ฟในเดือนถัดมา จากนั้นทับหลังก็เข้าสู่คอลเลกชันของสถาบันศิลปะชิคาโกในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)

    ทับหลังจัดแสดงอยู่ในสหรัฐอเมริกานานกว่ายี่สิบปี เส้นทางของมันผ่านมือพ่อค้าในกรุงเทพฯ พ่อค้าอเมริกัน และนักสะสม ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นเส้นทางแบบที่โบราณวัตถุจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเดินทางออกไปในยุคนั้น

    เสียงเรียกร้องให้กลับบ้าน

    เมื่อการบูรณะพนมรุ้งด้วยวิธีรื้อแล้วประกอบคืนใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 ช่องว่างเหนือประตูด้านตะวันออกกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น การทวงคืนทับหลังจึงกลายเป็นกระแสใหญ่ สื่อมวลชนติดตามข่าวทุกวัน และมีนักวิชาการ ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมากร่วมเรียกร้อง

    ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้มีบทบาทนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการ ในปีเดียวกันวงคาราบาวออกอัลบั้มชื่อทับหลัง ทำให้เรื่องโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งเข้าไปอยู่ในเพลงที่คนทั่วไปฟังกัน

    ในช่วงแรก สถาบันศิลปะชิคาโกไม่ยอมคืนโดยไม่มีเงื่อนไข สุดท้ายจึงตกลงกันได้ด้วยการเจรจานอกศาล ทางพิพิธภัณฑ์ยอมส่งทับหลังกลับไทย โดยได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิเอลิซาเบท เอฟ. เชนีย์ ซึ่งเป็นมูลนิธิในชิคาโก มาทดแทน

    พิสูจน์ว่าเป็นของแท้

    ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ท่ามกลางความสนใจของคนทั้งประเทศ แต่ก่อนจะนำขึ้นติดตั้ง นักวิทยาศาสตร์ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนว่าหินที่ได้คืนมาเป็นชิ้นเดียวกับที่หายไปจริงหรือไม่

    ทีมตรวจพิสูจน์ใช้หลายวิธีร่วมกัน วิธีแรกคือส่องดูผิวหินด้วยกล้องขยายเพื่อหารอยบิ่น รอยสึก และการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เกิดตามกาลเวลา วิธีที่สองคือตัดหินตัวอย่างไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบศิลาวรรณนา แล้วเทียบกับหินทรายจากตัวปราสาท ผลออกมาว่าเป็นหินทรายชนิดอาร์โคสเหมือนกัน

    หลักฐานชิ้นที่สามมาจากสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างไลเคน ซึ่งเกาะซ้อนกันเป็นหลายชั้นบนผิวหิน แสดงว่าหินชิ้นนี้ตั้งอยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี ของทำเลียนแบบไม่มีทางมีร่องรอยเช่นนี้ เมื่อหลักฐานครบ ทับหลังจึงได้กลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    มรดกของการทวงคืน

    กรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลายเป็นต้นแบบของการทวงคืนโบราณวัตถุในสังคมไทย มันทำให้คนจำนวนมากเริ่มคิดว่าโบราณวัตถุควรอยู่ในบริบทเดิมของมัน และการซื้อขายของที่ถูกลักลอบออกนอกประเทศเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ

    เรื่องราวยังมีภาคต่อ เสาประดับกรอบประตูที่สลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ซึ่งออกจากไทยไปพร้อม ๆ กับทับหลังในปี พ.ศ. 2509 และอยู่ที่ชิคาโกโดยถูกระบุผิดว่ามาจากกัมพูชา ได้รับการตรวจสอบจนยืนยันว่ามาจากพนมรุ้ง และถูกส่งคืนไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ชิ้นส่วนสองชิ้นของประตูเดียวกันจึงได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

    นักวิชาการบางคนเตือนว่าการเล่าเรื่องทับหลังด้วยภาษาชาตินิยมอย่างเดียวอาจทำให้ลืมไปว่าปราสาทเหล่านี้เป็นมรดกร่วมของผู้คนในลุ่มแม่น้ำมูลและกัมพูชา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมกันมายาวนาน การมองทับหลังจึงควรมองทั้งในฐานะสมบัติของชาติและหลักฐานของโลกเขมรโบราณที่ข้ามพรมแดนปัจจุบัน

    ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ยังพบในที่อื่นของไทยด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือภาพสลักบนหินใต้ลำธารในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ยาวราว 120 เซนติเมตร ซึ่งพรานชาวบ้านพบโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2522 แสดงว่าคตินี้แพร่หลายไปไกลกว่าศาสนสถานใหญ่

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 12): สร้างปรางค์ประธาน. ปรางค์ประธานพนมรุ้งและทับหลังด้านตะวันออกถูกสร้างขึ้น
    • ราว พ.ศ. 2503 (ค.ศ. ราว 1960): ทับหลังหาย. ทับหลังถูกลักลอบนำออกจากปราสาทที่ยังพังทลาย
    • ม.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ถึงมือพ่อค้า. เจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังและเสาประดับจากกรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เข้าพิพิธภัณฑ์. สถาบันศิลปะชิคาโกได้ทับหลังเข้าคอลเลกชัน
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): เริ่มบูรณะพนมรุ้ง. กรมศิลปากรเริ่มรื้อและประกอบปราสาทคืน
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): กระแสทวงคืน. สื่อและประชาชนเรียกร้อง คาราบาวออกอัลบั้มทับหลัง
    • 10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): กลับถึงไทย. ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทย
    • 7 ธ.ค. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): กลับที่เดิม. ติดตั้งเหนือประตูด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน
    • มิ.ย. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): เสาประดับตามกลับมา. สถาบันศิลปะชิคาโกคืนเสาประดับภาพพระกฤษณะ

    รู้หรือไม่

    ไลเคนเป็นพยาน

    ไลเคนที่ขึ้นซ้อนกันหลายชั้นบนผิวทับหลังเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง เพราะมันต้องใช้เวลานับร้อยปีกลางแจ้งจึงจะสะสมได้ขนาดนั้น

    ชื่อนารายณ์เกี่ยวกับน้ำ

    คำว่านารายณ์ในภาษาสันสกฤตเกี่ยวข้องกับน้ำ จึงเข้ากับภาพเทพที่บรรทมอยู่เหนือมหาสมุทรก่อนโลกถือกำเนิด

    เป็นชื่ออัลบั้มเพลง

    ในปี พ.ศ. 2531 วงคาราบาวใช้คำว่าทับหลังเป็นชื่ออัลบั้ม ในช่วงเดียวกับที่สังคมไทยเรียกร้องให้ทับหลังกลับบ้าน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Phanom Rung Historical Park (Wikipedia)
    2. Art Institute of Chicago: A Sacred Pilaster Returns Home
    3. The Siam Society: The Lintel and the Pilaster
    4. Thai PBS: 10 พฤศจิกายน 2531 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนสู่ประเทศไทย
    5. ศิลปวัฒนธรรม: ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุ
    6. ศิลปวัฒนธรรม: พระนารายณ์มาจากไหน ทำไมต้องบรรทมสินธุ์
    7. ศิลปวัฒนธรรม: การเมืองในประวัติศาสตร์เครือญาติไทย-กัมพูชา กรณีทับหลัง
    8. Cultural Property Disputes: Thai Reclining Vishnu
    9. Carabao discography (Wikipedia)
    10. Khaosod English: Ancient underwater Narai carving

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยา

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยา

    ภาพประกอบ: Bodhisattava Avalokiteshvara, Chaiya Art พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ศิลปะไชยา 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ประติมากรรมสำริดครึ่งองค์จากไชยา ที่แม้จะชำรุดแต่ได้รับการยกย่องว่างามที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปะศรีวิชัย และเป็นหลักฐานของพุทธศาสนามหายานบนคาบสมุทรภาคใต้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    วัสดุสำริด หล่อด้วยวิธีขี้ผึ้งหาย
    ขนาดเหลือเพียงท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร
    ที่พบอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่ระบุว่าวัดพระบรมธาตุไชยา บางแหล่งว่าวัดเวียง
    นำเข้ากรุงเทพฯราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    ศิลปะศิลปะศรีวิชัย มีอิทธิพลศิลปะปาละของอินเดียและไศเลนทร์ของชวาภาคกลาง
    ที่เก็บรักษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา

    ในพุทธศาสนามหายาน พระโพธิสัตว์คือผู้ที่บำเพ็ญบารมีจนพร้อมจะตรัสรู้ แต่เลือกอยู่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ก่อน ในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหมด พระอวโลกิเตศวรเป็นองค์ที่ได้รับความนับถือกว้างขวางที่สุด เพราะเป็นตัวแทนของความกรุณา

    ชื่ออวโลกิเตศวรมักแปลว่าพระผู้ทอดพระเนตรลงมา หมายถึงการมองดูความทุกข์ของสัตว์โลกด้วยความเมตตา ผู้ศรัทธาเชื่อว่าพระองค์ช่วยคนให้รอดจากภัยต่าง ๆ ได้ รวมถึงภัยจากเรือแตก ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากสำหรับเมืองท่าค้าขายทางทะเล

    อีกนามหนึ่งของพระองค์คือปัทมปาณี แปลว่าผู้ถือดอกบัว เมื่อคติความเชื่อนี้เดินทางไปถึงจีน พระอวโลกิเตศวรค่อย ๆ กลายเป็นกวนอิม ซึ่งคนไทยรู้จักในรูปของเจ้าแม่กวนอิมในปัจจุบัน

    จากไชยาสู่กรุงเทพฯ

    ไชยาในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองโบราณบนชายฝั่งอ่าวไทย มีวัดพระบรมธาตุไชยาเป็นศูนย์กลาง และพบหลักฐานพุทธศาสนามหายานหนาแน่นกว่าที่ใดบนคาบสมุทรไทย ทั้งพระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ และซากศาสนสถานอิฐ

    ราว พ.ศ. 2448 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งดูแลกิจการหัวเมืองในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการที่ไชยาและนำประติมากรรมสำริดชิ้นนี้เข้ามายังกรุงเทพฯ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าพบที่วัดพระบรมธาตุไชยา แต่บางแหล่งกล่าวว่าอาจมาจากวัดเวียงซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน

    ประติมากรรมถูกเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวังก่อน ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงย้ายไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งยังเป็นที่ประดิษฐานจนถึงทุกวันนี้

    พระโพธิสัตว์ที่เหลือเพียงครึ่งองค์ ยังคงก้มพระพักตร์มองลงมาอย่างอ่อนโยนเหมือนเมื่อพันกว่าปีก่อน

    รูปลักษณ์ที่งดงาม

    สิ่งที่เหลืออยู่คือพระวรกายท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร ส่วนตั้งแต่บั้นพระองค์ลงไปหักหายไป มงกุฎก็ชำรุดไปบางส่วน แต่แม้จะไม่สมบูรณ์ ประติมากรรมชิ้นนี้ก็ได้รับคำชมว่างามที่สุดชิ้นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    พระพักตร์กลมอิ่ม พระเนตรเหลือบลงต่ำ ลำตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย เหมือนกำลังมองลงมายังผู้ที่มากราบไหว้ ซึ่งเข้ากับความหมายของพระนาม พระศอและพระกรประดับด้วยสร้อยและกำไลอย่างประณีต บนพระอังสาซ้ายมีหนังสัตว์ที่มีหัวกวางพาดอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร

    จุดที่ทำให้ระบุได้ว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรคือรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับนั่งสมาธิอยู่ที่มวยผมหรือมงกุฎ ในคติมหายาน พระอมิตาภะเป็นพระพุทธเจ้าที่พระอวโลกิเตศวรนับถือเป็นต้นสาย ฐานข้อมูลศิลปะของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังระบุว่าเดิมประติมากรรมชิ้นนี้น่าจะมีแปดกร

    หล่อที่ไหน: ข้อถกเถียงของนักวิชาการ

    ลักษณะทางศิลปะของพระโพธิสัตว์ไชยาคล้ายกับประติมากรรมในชวาภาคกลางสมัยราชวงศ์ไศเลนทร์ โดยเฉพาะรูปเคารพจากจันทิบานอนในอินโดนีเซีย และยังมีเค้าของศิลปะปาละในอินเดียตะวันออก คำถามที่ตามมาคือชิ้นงานนี้หล่อในท้องถิ่นหรือนำเข้ามาจากที่อื่น

    ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เห็นว่าเป็นศิลปะศรีวิชัยที่ได้รับอิทธิพลชวาภาคกลาง ไม่น่าจะนำเข้ามาจากอินเดีย และอาจหล่อขึ้นที่ไชยาหรือที่ชวาก็ได้ เพราะทั้งสองแห่งอยู่ในเครือข่ายศรีวิชัยในเวลานั้น ส่วนการศึกษาในระยะหลังบางชิ้นเอนไปทางว่าน่าจะผลิตในภาคใต้ของไทยเอง

    เรื่องอายุก็ยังไม่ลงตัวนัก บางแหล่งกำหนดไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 บางแหล่งว่าคริสต์ศตวรรษที่ 8 ซึ่งตรงกับราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 ทั้งหมดนี้อาศัยการเทียบรูปแบบศิลปะ เพราะตัวประติมากรรมไม่มีจารึกบอกปีสร้าง

    เชื่อมโยงกับจารึกศรีวิชัย

    จารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ ลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยที่โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลัง เพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี นักวิชาการบางคนจึงเสนอว่าพระโพธิสัตว์ไชยาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในจารึกนี้

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ ทะเบียนเดิมระบุว่าจารึกพบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แม้บางคนจะเชื่อว่าย้ายมาจากไชยา และยังไม่มีใครชี้ได้ว่าปราสาทสามหลังในจารึกคืออาคารใด การผูกประติมากรรมเข้ากับจารึกโดยตรงจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง

    สิ่งที่พูดได้มั่นใจกว่าคือ ทั้งจารึกและประติมากรรมยืนยันตรงกันว่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 คาบสมุทรภาคใต้ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลกพุทธมหายานที่เชื่อมโยงกับสุมาตราและชวา

    มรดกในปัจจุบัน

    ใน พ.ศ. 2486 ท่านพุทธทาสภิกขุได้เห็นพระโพธิสัตว์องค์นี้ และประทับใจจนต่อมาให้พระภิกษุช่างฝีมือจำลองรูปไว้ที่สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา ท่านพุทธทาสตีความว่ารูปนี้แสดงคุณธรรมสามประการ คือปัญญา เมตตา และขันติ

    ทุกวันนี้มีรูปจำลองของพระโพธิสัตว์ไชยาตั้งอยู่หลายแห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประติมากรรมสำริดที่หักเหลือครึ่งองค์จึงกลายเป็นตัวแทนของความภูมิใจในอดีตอันรุ่งเรืองของไชยา

    ผู้ที่อยากเห็นองค์จริงสามารถชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ส่วนที่ไชยาเองมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ข้างวัดพระบรมธาตุไชยา ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยและช่วยให้เห็นบริบทของเมืองที่พระโพธิสัตว์องค์นี้จากมา

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–8): หล่อประติมากรรม. ช่างในเครือข่ายศรีวิชัยหล่อรูปพระโพธิสัตว์สำริด
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกลิกอร์. กล่าวถึงการสร้างปราสาทถวายพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี
    • ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): เข้ากรุงเทพฯ. กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำมาจากไชยา
    • รัชกาลที่ 7 (ค.ศ. พ.ศ. 2468–2477): ย้ายเข้าพิพิธภัณฑ์. ย้ายจากพระบรมมหาราชวังไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พุทธทาสภิกขุพบเห็น. เป็นแรงบันดาลใจให้สร้างรูปจำลองที่สวนโมกขพลาราม
    • ปัจจุบัน: รูปจำลองในสุราษฎร์ธานี. รูปจำลองตั้งอยู่หลายแห่งในจังหวัด

    รู้หรือไม่

    พระพุทธเจ้าบนมวยผม

    รูปพระอมิตาภะองค์เล็กบนมวยผมเป็นเหมือนบัตรประจำตัวของพระอวโลกิเตศวร ทำให้แยกออกจากพระโพธิสัตว์องค์อื่นได้

    ญาติห่าง ๆ ของเจ้าแม่กวนอิม

    พระอวโลกิเตศวรที่ไชยาเป็นรูปบุรุษ แต่เมื่อคติเดียวกันเดินทางไปจีน ค่อย ๆ กลายเป็นกวนอิมในรูปสตรี

    หนังกวางบนบ่า

    หนังสัตว์ที่มีหัวกวางพาดบนพระอังสาซ้าย เป็นเครื่องหมายของนักพรต และพบในรูปพระอวโลกิเตศวรหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    2. ศิลปวัฒนธรรม: พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปัทมปาณี ประติมากรรมที่แม้ชำรุด แต่งามที่สุดในสยาม
    3. SAC Southeast Asian Arts: Avalokitesvara Bodhisattva
    4. Thai Buddhist sculpture (Wikipedia)
    5. Thailex: Avalokitesvara
    6. ศิลปวัฒนธรรม: อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมการุณย์ ต้นแบบเจ้าแม่กวนอิม
    7. Ligor inscription (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เหรียญศรีทวารวดี

    เหรียญศรีทวารวดี

    ภาพประกอบ: Lopburi 05 · Bjoertvedt · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เหรียญเงินขนาดเล็กที่มีจารึกภาษาสันสกฤตเอ่ยนามผู้ปกครองแห่งศรีทวารวดี หลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรกที่ยืนยันชื่อของวัฒนธรรมทวารวดี · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    วัสดุและขนาดเงินบริสุทธิ์สูง เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เซนติเมตร
    จารึกศรีทวารวตีศวรปุณยะ อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต
    ความหมายบุญกุศลของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี
    การค้นพบสำคัญพ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง ใกล้นครปฐม
    แหล่งพบอื่นสุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และที่อื่น ๆ ในภาคกลาง
    ที่เก็บรักษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาค

    ชื่อที่เคยรู้จากบันทึกจีนเท่านั้น

    ก่อนทศวรรษ 2480 นักวิชาการรู้จักทวารวดีจากเอกสารจีนเป็นหลัก พระภิกษุเสวียนจั้งซึ่งเดินทางไปอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 7 กล่าวถึงแคว้นชื่อโถโลโปตี้ ระหว่างพม่ากับกัมพูชา นักวิชาการตะวันตกเสนอว่าชื่อนี้น่าจะตรงกับคำสันสกฤตว่าทวารวดี

    ปัญหาคือยังไม่มีหลักฐานในพื้นที่ที่เขียนคำนี้ไว้ชัด ๆ ข้อสันนิษฐานว่ามีรัฐชื่อทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยาจึงอาศัยการเทียบเสียงจากภาษาจีนเพียงอย่างเดียว

    ช่องว่างนี้ถูกเติมเต็มด้วยวัตถุชิ้นเล็กที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยโบราณ นั่นคือเหรียญเงินที่มีขนาดไม่ใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทในปัจจุบัน

    การค้นพบใต้เจดีย์ร้าง

    ในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) มีการพบเหรียญเงินสองเหรียญบรรจุอยู่ในไหดินเผาใบเล็กใต้ซากเจดีย์ ที่บริเวณห้วยจรเข้ ใกล้นครปฐม พร้อมโบราณวัตถุอื่น ๆ เหรียญทำจากเงินที่บริสุทธิ์มาก แต่ละเหรียญมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เซนติเมตร

    ด้านหนึ่งของทั้งสองเหรียญมีอักษรปัลลวะเรียงเป็นข้อความเดียวกัน ยอร์ช เซเดส์ อ่านได้ว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่าบุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี นี่คือครั้งแรกที่นักวิชาการได้เห็นชื่อทวารวดีบนหลักฐานที่ทำขึ้นในยุคนั้นเอง

    แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปีที่พบต่างไปเล็กน้อย เช่น บางงานเขียนว่า ค.ศ. 1948 แต่บทความของโบเลส์ในวารสารสยามสมาคม และฐานข้อมูลส่วนใหญ่ในไทยใช้ปี พ.ศ. 2486

    ชื่อของอารยธรรมทั้งอารยธรรมหนึ่ง ถูกจารึกไว้บนเหรียญเงินขนาดเพียงสองเซนติเมตร

    ภาพบนเหรียญ

    เหรียญที่มีจารึกชื่อศรีทวารวดีแบ่งได้เป็นสองแบบตามภาพอีกด้านหนึ่ง แบบแรกเป็นรูปหม้อน้ำที่มีไม้เลื้อยงอกออกมา เรียกว่าปูรณฆฏะ หรือหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์ แบบที่สองเป็นรูปแม่วัวกำลังให้นมลูกวัว

    ทั้งสองภาพเป็นสัญลักษณ์มงคลที่ใช้กันแพร่หลายในอินเดีย หม้อน้ำหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ไม่รู้จบ ส่วนแม่วัวกับลูกสื่อถึงความเจริญงอกงามและความอุ่นใจ ภาพแม่วัวกับลูกยังพบบนตราประทับของราชวงศ์อินเดียบางราชวงศ์ด้วย

    ในภาพรวม เหรียญสมัยทวารวดีมีลวดลายหลากหลายกว่านี้มาก เช่น สังข์ วัชระ ศรีวัตสะ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ปลา และสัตว์อย่างแพะหรือกระต่าย ลวดลายเหล่านี้สืบทอดมาจากเหรียญในยุคก่อน เช่น เหรียญแบบฟูนันที่มีรูปดวงอาทิตย์ครึ่งดวงและศรีวัตสะ

    เงินตราหรือเหรียญที่ระลึก

    คำถามสำคัญคือเหรียญเหล่านี้ใช้ซื้อขายในตลาดหรือไม่ ข้อความว่าบุญกุศลของพระราชาชวนให้นักวิชาการหลายคนคิดว่าเหรียญที่มีจารึกชื่อศรีทวารวดีทำขึ้นในพิธีทางศาสนา เช่น การบรรจุไว้ใต้เจดีย์เพื่อเป็นการทำบุญ หรือแจกจ่ายในโอกาสพิเศษ มากกว่าใช้เป็นเงินในชีวิตประจำวัน

    สำหรับเหรียญทวารวดีกลุ่มอื่นซึ่งพบมากกว่า เช่น เหรียญลายสังข์และวิหาร งานศึกษาด้านเหรียญโบราณพบว่ามีหลายขนาด ตั้งแต่ราว 8 กรัมลงไปจนต่ำกว่า 1 กรัม แสดงว่ามีระบบมูลค่าหลายระดับ ที่อู่ทองเคยพบเหรียญลักษณะนี้หลายร้อยเหรียญบรรจุในภาชนะดินเผา

    อย่างไรก็ดี เหรียญเหล่านี้พบในพื้นที่จำกัดและมักพบในบริบททางศาสนา นักวิชาการบางคนจึงเสนอว่าเหรียญอาจใช้จ่ายค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ภาษี และการถวายทาน มากกว่าการค้าขายทั่วไปในตลาด เรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    เหรียญบอกอะไร และบอกอะไรไม่ได้

    เหรียญศรีทวารวดียืนยันว่าในราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 มีผู้ปกครองที่ใช้นามว่าเจ้าแห่งศรีทวารวดี ใช้ภาษาสันสกฤตและอักษรปัลลวะ และอุปถัมภ์พุทธศาสนา ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตรงกับบันทึกจีนที่ว่าแคว้นโถโลโปตี้นับถือพุทธศาสนาและส่งทูตไปราชสำนักถัง

    แต่เหรียญไม่ได้บอกว่าศูนย์กลางของทวารวดีอยู่ที่ไหน เพราะต่อมามีการพบเหรียญที่มีจารึกชื่อเดียวกันในหลายจังหวัด ทั้งนครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และที่เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท เหรียญมีขนาดเล็กและพกพาไปได้ไกล การพบที่ใดที่หนึ่งจึงไม่ได้แปลว่าที่นั่นเป็นเมืองหลวง

    นักวิชาการบางคน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังชี้ว่าทวารวดีเป็นชื่อเมืองในตำนานของพระกฤษณะ และอาจเป็นชื่อเชิงพิธีกรรมที่ผู้ปกครองใช้เสริมบารมี มากกว่าเป็นชื่อของรัฐที่มีเขตแดนชัดเจน ข้อถกเถียงนี้ทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งชอบพูดถึงวัฒนธรรมทวารวดีมากกว่าอาณาจักรทวารวดี

    ญาติของเหรียญศรีทวารวดี

    เหรียญที่มีจารึกในรูปแบบคล้ายกันพบในที่อื่นด้วย ใกล้อู่ทองเคยพบเหรียญที่มีอักษรปัลลวะเอ่ยชื่อลวปุระ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของลพบุรี แสดงว่าเมืองหรือรัฐอื่นในภาคกลางก็ผลิตเหรียญจารึกชื่อตนเองเช่นกัน

    ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 มีรายงานการพบเหรียญทองที่เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี อ่านได้ว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ซึ่งมีโครงสร้างประโยคเหมือนเหรียญศรีทวารวดี การค้นพบนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่ารัฐโบราณในภาคกลางกับคาบสมุทรภาคใต้มีธรรมเนียมร่วมกันอย่างไร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษา

    ทุกวันนี้เหรียญเงินทวารวดีจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาค แม้ตัวเหรียญจะเล็กจนต้องก้มดูใกล้ ๆ แต่มันคือหลักฐานที่ทำให้วัฒนธรรมทั้งวัฒนธรรมหนึ่งได้ชื่อกลับคืนมา

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6): เหรียญยุคก่อน. เหรียญแบบฟูนันลายดวงอาทิตย์และศรีวัตสะหมุนเวียนในภูมิภาค
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–8): ผลิตเหรียญศรีทวารวดี. เหรียญเงินจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): บันทึกเสวียนจั้ง. กล่าวถึงแคว้นโถโลโปตี้
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พบเหรียญใกล้นครปฐม. พบสองเหรียญในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง
    • หลัง พ.ศ. 2486: เซเดส์อ่านจารึก. ยืนยันคำว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): บทความของโบเลส์. วิเคราะห์เหรียญในวารสารสยามสมาคม
    • ธ.ค. พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): เหรียญทองยะรัง. พบเหรียญจารึกศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่ปัตตานี

    รู้หรือไม่

    ทวารวดีแปลว่าเมืองมีประตู

    ทวารวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์อินเดีย การยืมชื่อนี้มาใช้ช่วยเสริมบารมีของผู้ปกครองในดินแดนไทย

    บรรจุไว้ใต้เจดีย์

    เหรียญสองเหรียญแรกถูกพบในไหใต้เจดีย์ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นว่าเหรียญทำขึ้นเพื่อการทำบุญ

    เหรียญหลายขนาด

    เหรียญทวารวดีบางกลุ่มหนักราว 8 กรัม บางกลุ่มหนักไม่ถึง 1 กรัม บ่งบอกว่าอาจมีมูลค่าหลายระดับ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเหรียญเงินทวารวดี
    2. Boeles, The King of Sri Dvaravati and His Regalia (JSS)
    3. Ricks, The Ancient Coinage of Mainland Southeast Asia
    4. History of Thai money (Wikipedia)
    5. มติชน: สุจิตต์ วงษ์เทศ ทวารวดีมีปัญหา อย่าบอกข้อมูลไม่ครบ
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ทวารวดีกับลังกาสุกะ และเหรียญทองคำ
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ว่าด้วยเหรียญจารึกคำว่าทวารวดี

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ถนนโบราณพระนคร–พิมาย

    ถนนโบราณพระนคร–พิมาย

    ภาพประกอบ: Prasat Ta Muen-2-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ทางหลวงยกระดับของจักรวรรดิเขมรที่เชื่อมเมืองพระนครกับพิมาย ข้ามเทือกเขาพนมดงรัก มีที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลตั้งเรียงรายเป็นระยะ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 11–13)

    ปลายทางเมืองพระนคร (กัมพูชา) และเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ระยะทางราว 225–254 กิโลเมตร ตามการประเมินของแต่ละการศึกษา
    ลักษณะถนนคันดินยกสูง ไม่ปูหิน มีสะพานศิลาแลงและสระน้ำเป็นระยะ
    ที่พักคนเดินทางธรรมศาลาหรือบ้านมีไฟ 17 แห่ง ตามจารึกปราสาทพระขรรค์
    ผู้สร้างที่พักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1724–1761)
    ช่องทางข้ามเขาช่องตาเมือน เทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา

    ทางหลวงของจักรวรรดิ

    เมื่ออาณาจักรเขมรเรืองอำนาจ เมืองพระนครหรืออังกอร์กลายเป็นศูนย์กลางที่ต้องเชื่อมต่อกับดินแดนรอบด้าน ราชสำนักจึงสร้างเครือข่ายถนนออกไปหลายทิศ นักโบราณคดีประเมินว่าถนนสายหลักทั้งหมดยาวรวมกันกว่า 1,000 กิโลเมตร

    ในบรรดาถนนเหล่านี้ สายที่สำคัญที่สุดต่อประวัติศาสตร์ไทยคือถนนที่มุ่งขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ จากเมืองพระนครข้ามเทือกเขาพนมดงรักขึ้นสู่ที่ราบสูงโคราช ไปสิ้นสุดที่เมืองพิมาย นักวิชาการไทยมักเรียกถนนสายนี้ว่าราชมรรคา

    ระยะทางของถนนสายนี้ยังประเมินต่างกันเล็กน้อย บางการศึกษาให้ตัวเลขราว 225 กิโลเมตร บางโครงการสำรวจให้ราว 254 กิโลเมตร ความต่างนี้มาจากการเลือกจุดตั้งต้นและแนวถนนที่ยังสืบไม่ครบทุกช่วง

    ถนนแบบเขมรสร้างอย่างไร

    ถนนเขมรโบราณเป็นคันดินยกสูงพ้นระดับน้ำ ไม่มีการปูหิน ซึ่งสำคัญมากในดินแดนที่น้ำท่วมทุกฤดูฝน คันดินเช่นนี้ทำให้ผู้คน เกวียน และสัตว์พาหนะเดินทางได้แม้ในช่วงที่ทุ่งนารอบข้างจมน้ำ

    จุดที่ถนนข้ามลำน้ำมีสะพานก่อด้วยศิลาแลง ใช้เทคนิคการก่อหินยื่นซ้อนกันขึ้นไปเป็นช่องให้น้ำไหลผ่าน ตลอดแนวถนนยังมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขุดไว้เป็นระยะราวทุก 1.5–2.5 กิโลเมตร ให้คนเดินทางและสัตว์ได้มีน้ำดื่ม

    นักวิชาการเห็นว่าเส้นทางเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียว บางช่วงอาจถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11 สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงถูกจัดระเบียบเป็นถนนสายหลัก และได้รับการปรับปรุงอีกในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในคริสต์ศตวรรษที่ 12

    ทุกสิบกว่ากิโลเมตรบนถนนสู่พิมาย จะมีแสงไฟจากบ้านพักริมทางรอผู้เดินทางอยู่

    บ้านมีไฟ: ที่พักริมทาง

    ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ที่เมืองพระนคร ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บันทึกว่ามีการสร้างอาคารที่เรียกว่าวหนิคฤหะ หรือบ้านมีไฟ รวม 121 แห่งตามถนนสายหลักและในเขตศาสนสถาน ในจำนวนนี้ 17 แห่งอยู่บนถนนสายพระนคร–พิมาย

    ในภาษาไทยมักเรียกอาคารเหล่านี้ว่าธรรมศาลา เป็นอาคารศิลาแลงยาวมีห้องด้านหน้าและปราสาทเล็กด้านหลัง ผนังด้านใต้มีหน้าต่างเรียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเคยใช้วางรูปเคารพและตามไฟ จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านมีไฟ

    การวัดระยะพบว่าบ้านมีไฟบนถนนสายนี้ตั้งห่างกันเฉลี่ยราว 16 กิโลเมตร ขณะที่งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางในสมัยนั้นเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ที่พักจึงอยู่ในระยะที่เดินถึงได้ภายในครึ่งวันถึงหนึ่งวัน การเดินทางตลอดสายจากพระนครถึงพิมายน่าจะใช้เวลาราวสิบวัน

    ในฝั่งไทยมีธรรมศาลาที่ยังเหลือให้เห็นหลายแห่ง เช่น ปราสาทตาเมือนในจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทบ้านบุในอำเภอประโคนชัย และปราสาทถมอ จังหวัดบุรีรัมย์

    โรงพยาบาลและศาสนสถานตามเส้นทาง

    นอกจากที่พัก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังสร้างอาโรคยศาลหรือสถานพยาบาลกระจายทั่วอาณาจักร หลักฐานบางแหล่งระบุว่ามีถึง 102 แห่ง อาโรคยศาลมีรูปแบบเป็นปราสาทประธานล้อมด้วยกำแพง มีบรรณาลัยและสระน้ำนอกกำแพง

    ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดบนเส้นทางนี้คือกลุ่มปราสาทตาเมือนที่ช่องตาเมือน บนเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยสามหลังที่ทำหน้าที่ต่างกัน ปราสาทตาเมือนเป็นธรรมศาลา ปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นอาโรคยศาล และปราสาทตาเมือนธมเป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะที่เก่ากว่า

    ถนนสายนี้ยังผ่านใกล้ศาสนสถานสำคัญอื่น ๆ เช่น ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะไปถึงปราสาทพิมาย ซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ตรงกับแนวถนนที่มาจากเมืองพระนคร ต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปที่หันไปทางทิศตะวันออก

    ถนนเพื่ออะไร

    หลักฐานทางโบราณคดีบอกว่าถนนสายนี้มีหลายหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ทั้งเป็นเส้นทางของกองทัพ เส้นทางขนส่งสินค้าและส่วยเข้าสู่เมืองหลวง และเส้นทางของผู้แสวงบุญที่เดินทางไปยังศาสนสถาน

    ตามแนวถนนยังพบเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาและแหล่งถลุงเหล็ก แสดงว่าถนนเชื่อมแหล่งผลิตกับตลาด เหล็กจากบริเวณนี้อาจส่งไปทำเครื่องมือและอาวุธให้เมืองพระนคร

    ในอีกด้านหนึ่ง ถนนคือสัญลักษณ์ของอำนาจ การที่กษัตริย์สร้างที่พักและโรงพยาบาลเป็นระยะ ทำให้คนเดินทางทุกคนรับรู้ถึงพระราชอำนาจและพระมหากรุณาตามคติพุทธศาสนามหายาน ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงยึดถือ

    สืบหาถนนที่หายไป

    ตลอดหลายร้อยปี คันดินของถนนถูกไถทำนา กลายเป็นคันนา หรือจมหายไปในภูมิทัศน์ จนแทบมองไม่ออกจากพื้นดิน การสืบหาแนวถนนจึงต้องใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม และการเดินสำรวจภาคสนาม

    ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงต้นทศวรรษ 2550 มีโครงการวิจัยร่วมไทย–กัมพูชาชื่อโครงการราชมรรคา หรือ Living Angkor Road Project นำโดยนักวิจัยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์การอัปสราของกัมพูชา โดยได้ทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โครงการนี้พบธรรมศาลา สะพานหิน และแหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    นักโบราณคดีอย่างมิทช์ เฮนดริกสัน ยังขุดค้นธรรมศาลาหลายแห่ง และพบว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าขายรอบอาคาร แสดงว่าบ้านมีไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีผู้คนใช้งานจริง

    ทุกวันนี้ ถนนโบราณสายนี้เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้บางช่วงตามแนวชายแดน เช่น บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จะเคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนจนงานบูรณะต้องหยุดชะงัก

    ไทม์ไลน์

    • ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 9): เส้นทางยุคแรก. บางช่วงอาจถูกใช้เป็นทางสัญจรตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร
    • พุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): จัดระเบียบเป็นถนนหลวง. สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 12): ปรับปรุงถนน. สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    • พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181): ชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชย์. เริ่มสร้างที่พักและโรงพยาบาลทั่วอาณาจักร
    • พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191): จารึกปราสาทพระขรรค์. บันทึกบ้านมีไฟ 121 แห่ง 17 แห่งอยู่บนถนนสายพิมาย
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): ขึ้นทะเบียนตาเมือน. กลุ่มปราสาทตาเมือนขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
    • ราว พ.ศ. 2549–2550 (ค.ศ. 2006–2007): โครงการราชมรรคา. นักวิจัยไทยและกัมพูชาร่วมสำรวจแนวถนน

    รู้หรือไม่

    ปราสาทที่หันหน้าผิดทิศ

    ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ เพราะหันไปรับถนนที่มาจากเมืองพระนคร

    เดินวันละ 30 กิโลเมตร

    งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางสมัยพระนครเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ทั้งสายจึงใช้เวลาเดินราวสิบวัน

    ถนนไม่ได้ปูหิน

    ถนนเขมรเป็นคันดินยกสูง จุดเด่นคือพ้นน้ำในหน้าฝน ทำให้ใช้เดินทางได้ทั้งปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Angkorian Road System (Wikipedia)
    2. Southeast Asian Archaeology: On the Road to Angkor
    3. Angkor Database: Jayavarman VII's Resthouse Temples
    4. Hendrickson, Udaya 9: fire shrines on Angkorian roads
    5. The Siam Society: The Khmer Masterworks along the Royal Road
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย ในเส้นทางสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    8. Prasat Ban Bu (Wikipedia)
    9. Lertlum, Living Angkor Road Project (CRMA Journal)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม