ภาพประกอบ: Bronze Buddha Subduing Mara, U-Thong Style, Ramkhamhaeng Museum, Sukhothai (33770910958) · Gary Todd from Xinzheng, China · Public domain · Wikimedia Commons
เมืองท่าการค้าและศูนย์กลางพุทธศาสนายุคแรกในลุ่มน้ำท่าจีน ที่เก็บร่องรอยการติดต่อตั้งแต่อินเดียถึงโรมัน · ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ถึงสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16
| ที่ตั้ง | อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี |
| ผังเมือง | คูน้ำคันดินรูปวงรี ขนาดราว 1,690 x 840 เมตร |
| ยุคสมัย | ยุคโลหะต่อเนื่องถึงสมัยทวารวดี |
| ของเด่น | ธรรมจักรพร้อมเสา เหรียญโรมันจักรพรรดิวิกตอรินุส จารึกแผ่นทองแดง |
| ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน | 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 |
| พิพิธภัณฑ์ | พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เปิดอาคารถาวร พ.ศ. 2509 |
| จำนวนเนินเจดีย์ | ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง |
| ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรี | ราว 33 กิโลเมตร |
ที่ตั้งและภูมิประเทศ
เมืองโบราณอู่ทองอยู่ในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ทางฝั่งตะวันตกของที่ราบลุ่มภาคกลาง ด้านหลังเมืองมีแนวเขาเตี้ย ๆ เช่น เขาทำเทียม และเขาพระ ด้านหน้าเป็นที่ราบลุ่มที่มีลำน้ำจระเข้สามพันไหลผ่าน เชื่อมไปยังแม่น้ำท่าจีน
ในอดีตชายฝั่งทะเลอยู่ใกล้กว่าปัจจุบันมาก ลำน้ำที่ผ่านเมืองจึงเป็นเส้นทางเรือออกสู่อ่าวไทย อู่ทองอยู่ตรงจุดที่สินค้าจากป่าเขาตะวันตกมาพบกับพ่อค้าที่เดินเรือจากทะเล ทำเลนี้ทำให้เมืองเติบโตเป็นชุมทางการค้า
ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเป็นรูปวงรี ขนาดราว 1,690 x 840 เมตร ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 5 กิโลเมตร ยังพบคันดินโบราณยาวราว 1,660 เมตร ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำสมัยทวารวดี และเป็นเขื่อนโบราณที่ยาวที่สุดที่พบในไทย
หลักฐานสำคัญ
- เหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุส: เหรียญจากจักรวรรดิโรมัน หลักฐานเส้นทางการค้าที่ไกลถึงเมดิเตอร์เรเนียน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง) ดูภาพถ่ายจริง
- ธรรมจักรอู่ทอง: ธรรมจักรศิลาที่สมบูรณ์ ศิลปะทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง) ดูภาพถ่ายจริง
การค้นพบ
ในปี พ.ศ. 2446 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสำรวจและชี้ว่าเมืองร้างแห่งนี้เป็นเมืองโบราณที่สำคัญ ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาส และกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
หลังจากนั้นมีการขุดค้นและสำรวจหลายครั้ง ทั้งโดยนักวิชาการต่างชาติและกรมศิลปากร พบฐานเจดีย์และอาคารศาสนสถานกระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง แหล่งที่น่าสนใจได้แก่ คอกช้างดิน ซึ่งเป็นกลุ่มโบราณสถานบนเชิงเขาทางตะวันตกของเมือง
การสำรวจรุ่นหลังพบว่าพื้นที่อู่ทองมีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นเมืองที่ซับซ้อนในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 9–11
เหรียญโรมันเล็ก ๆ ที่เดินทางข้ามครึ่งโลกมาถึงสุพรรณบุรี บอกเราว่าอู่ทองเคยเป็นประตูสู่โลกกว้าง
ใครขุด และขุดเจออะไรในแต่ละรุ่น
หลังกรมพระยาดำรงฯ ทรงชี้ความสำคัญของอู่ทองแล้ว พระองค์กลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมยอร์จ เซเดส์ ราว พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) งานของคนรุ่นนั้นเน้นการเก็บโบราณวัตถุและอ่านจารึก มากกว่าการขุดค้นอย่างเป็นระบบตามชั้นดิน
การขุดค้นแบบวิทยาศาสตร์เริ่มจริงจังในทศวรรษ 2500 ช่วงปี พ.ศ. 2504 กรมศิลปากรสำรวจและขุดค้นพบฐานเจดีย์ทวารวดีจำนวนมาก นักโบราณคดีฝรั่งเศส ฌ็อง บวสเซอลีเย ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรในทศวรรษเดียวกัน และนับเนินโบราณสถานที่เป็นฐานเจดีย์ได้ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ซึ่งเรียกกันด้วยหมายเลข เช่น เจดีย์หมายเลข 1, 2 และ 11
ระหว่าง พ.ศ. 2509–2513 วิลเลียม วัตสัน และเฮลมุท ลูฟส์ ขุดค้นเพิ่มเติมและได้ค่าอายุจากคาร์บอน-14 ชุดแรก ๆ ของเมือง ต่อมาใน พ.ศ. 2553 มีการขุดหลุมทดสอบอีกสามหลุม และใน พ.ศ. 2558 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ขุดค้นที่แหล่งเนินพลับพลา พบหลุมฝังศพเด็กที่มีสายลูกปัดผูกไว้ที่หัวเข่า
ข้อมูลจากหลายรุ่นรวมกันชี้ว่าบริเวณนี้มีคนอยู่ตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อน พัฒนาเป็นสังคมซับซ้อนช่วงราว พ.ศ. 843–1143 (ค.ศ. 300–600) และรุ่งเรืองที่สุดในฐานะเมืองทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 12–13
สิ่งที่พบ
อู่ทองมีโบราณวัตถุที่บอกถึงการค้าระยะไกลมากมาย เช่น ลูกปัดหินและลูกปัดแก้วแบบอินเดีย เครื่องประดับทองคำ ภาชนะจากเปอร์เซียและจีน และเหรียญสำริดของจักรพรรดิวิกตอรินุส ผู้ปกครองดินแดนกอลของโรมันในช่วง ค.ศ. 269–271 ซึ่งเป็นหนึ่งในของจากโลกโรมันที่พบไกลที่สุดในแผ่นดินไทย
หลักฐานทางศาสนาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน พบพระพุทธรูป ประติมากรรมดินเผาและปูนปั้น และธรรมจักรศิลาพร้อมเสาที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย อายุราว 1,300–1,400 ปี ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์การแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า และพบมากในวัฒนธรรมทวารวดี
ยังพบจารึกแผ่นทองแดงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ที่กล่าวถึงพระนามศรีหรรษวรมัน และการถวายสิ่งของแก่ศาสนสถาน จารึกนี้แสดงว่ามีผู้ปกครองที่ใช้วัฒนธรรมการปกครองแบบอินเดียอยู่ในภูมิภาคนี้แล้ว
เจดีย์ เนินเขา และงานศิลป์ทางศาสนา
ศาสนสถานของอู่ทองกระจายทั้งในคูเมืองและบนเชิงเขาทางตะวันตก กลุ่มคอกช้างดินมีเนินโบราณสถานหลายแห่ง เช่น หมายเลข 5, 7 และ 12 นักวิชาการบางคนเห็นว่าบางเนินในกลุ่มนี้อาจเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ เพราะพบศิวลึงค์และเอกมุขลึงค์ คือศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์หนึ่งหน้า ซึ่งพบได้ยากมาก
จากเขาพระมีแผ่นดินเผานูนต่ำรูปพระสงฆ์สามรูปยืนเรียงกัน อุ้มบาตรไว้ระดับพระนาภี จีวรเป็นริ้วคลื่นคล้ายศิลปะอมราวดีของอินเดียใต้ บางคนจึงเสนอว่าเก่าถึงราวพุทธศตวรรษที่ 9–10 แต่บางคนเห็นว่าน่าจะทำในสมัยทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 การเทียบรูปพระสงฆ์กับพระพุทธรูปเพื่อกำหนดอายุจึงยังเป็นข้อถกเถียง
งานอื่นที่ควรรู้จักได้แก่ พระพุทธรูปปูนปั้นนาคปรก ภาพสลักพระวิษณุ พระโพธิสัตว์ปัทมปาณีสำริดสูงราว 23.5 เซนติเมตร และรูปดินเผาชายจูงลิง ซึ่งชวนให้นึกถึงภาพชีวิตบนท้องถนนของคนในเมืองท่า ธรรมจักรของอู่ทองหลายวงยังมีขอบประดับลายลูกประคำ แบบที่พบซ้ำในเมืองทวารวดีอื่น
จารึกที่บอกเรื่องผู้ปกครองและชื่อทวารวดี
จารึกแผ่นทองแดงของอู่ทองซึ่งมีเลขทะเบียน K. 964 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ระบุว่าศรีหรรษวรมัน หลานของพระเจ้าอีศานวรมัน ได้ขยายพระเกียรติและถวายสิ่งของแก่ศาสนสถาน ชื่ออีศานวรมันทำให้นักวิชาการบางคนเชื่อมโยงกับกษัตริย์เจนละ แต่บางคนเห็นว่าอาจเป็นผู้ปกครองท้องถิ่นที่ใช้พระนามแบบอินเดียเช่นกัน
นักวิชาการบางคนตีความว่าจารึกนี้อาจบันทึกช่วงที่อู่ทองถูกรวมเข้ากับระบบการเมืองที่ใหญ่กว่า มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีราชสำนักตั้งอยู่ที่อู่ทองเอง
หลักฐานสำคัญอีกชิ้นคือเหรียญเงินที่มีจารึกชื่อทวารวดี ซึ่งพบที่อู่ทองเช่นเดียวกับที่นครปฐม และชิ้นภาชนะดินเผาที่มีอักษรปัลลวะ ขณะที่พระพิมพ์จากภูหังนาคมีจารึกภาษามอญที่ออกพระนามกษัตริย์ หลักฐานชุดนี้ช่วยยืนยันว่าอู่ทองอยู่ในโลกของทวารวดีและใช้ภาษามอญกับสันสกฤตควบคู่กัน
พ่อค้าต่างแดน และเส้นทางสู่ทะเล
หลักฐานจากต่างแดนที่อู่ทองมีหลายยุคซ้อนกัน นอกจากเหรียญโรมันแล้ว ยังพบเศษเครื่องถ้วยราชวงศ์ถังของจีน เครื่องเคลือบจากอ่าวเปอร์เซีย และเหรียญของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ เหรียญหนึ่งระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1310 (ค.ศ. 767) ซึ่งแสดงว่าพ่อค้าโลกอาหรับก็เดินทางมาถึงเครือข่ายการค้าแถบนี้
ลูกปัดแก้วบางชนิดมีส่วนผสมตะกั่วแบบที่ผลิตในจีน บางชนิดเป็นลูกปัดเลียนทองแบบที่ผลิตแถบอ่าวเปอร์เซีย ส่วนลูกปัดลายทางบางเม็ดนักวิชาการยังถกกันว่ามาจากโลกโรมันหรือตะวันออกกลาง ยังพบรูปปั้นปูนและดินเผาของคนที่แต่งกายแบบชาวต่างชาติด้วย
บางคนเสนอว่าอู่ทองคือเมืองที่เอกสารจีนเรียกว่า จินหลิน หรือดินแดนแห่งทอง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของฟูนัน และอาจเคยอยู่ใต้อิทธิพลของฟูนัน แต่การจับคู่ชื่อในเอกสารโบราณกับเมืองจริงยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด จึงควรมองเป็นข้อเสนอที่ยังรอการพิสูจน์
เมื่อลำน้ำจระเข้สามพันตื้นเขินจนเรือใหญ่เข้าไม่ได้ อู่ทองก็ค่อย ๆ หมดบทบาทเมืองท่า และถูกทิ้งร้างไปราวพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อมามีคนกลับมาอยู่อีกครั้งในสมัยอยุธยา ก่อนจะร้างลงอีกหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 และมีผู้คนกลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่ราว พ.ศ. 2383
ความสำคัญ
นักวิชาการหลายคนมองว่าอู่ทองเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนายุคแรกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนไทย และเป็นเมืองท่าที่เชื่อมเครือข่ายการค้าจากอินเดียและโลกตะวันตกเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน
อู่ทองยังมีบทบาทในการถกเถียงเรื่องสุวรรณภูมิ เพราะมีหลักฐานการติดต่อกับต่างแดนตั้งแต่ช่วงก่อนสมัยทวารวดี ร่วมกับแหล่งอื่น ๆ ในลุ่มแม่กลองและท่าจีน เช่น บ้านดอนตาเพชร และเมืองนครปฐมโบราณ
ข้อถกเถียง
ตามตำนานที่เล่าต่อกันมา พระเจ้าอู่ทองหนีโรคระบาดจากเมืองอู่ทองไปสร้างกรุงศรีอยุธยา แต่รัชกาลที่ 5 เคยทรงตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าอู่ทองในตำนานกับผู้สร้างอยุธยาอาจเป็นคนละคน นักวิชาการปัจจุบันส่วนใหญ่เห็นว่าอยุธยาเกิดจากการรวมพลังทางเศรษฐกิจและการเมืองของละโว้และสุพรรณภูมิ มากกว่าการอพยพจากเมืองอู่ทอง
อีกประเด็นหนึ่งคือ ศูนย์กลางของทวารวดีอยู่ที่ใด นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเห็นว่านครปฐมและอู่ทองเป็นหัวใจของทวารวดี ขณะที่อีกกลุ่ม เช่น ศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าศรีเทพอาจสำคัญกว่า ส่วนบางคนเสนอลพบุรี ข้อถกเถียงนี้ยังไม่มีข้อยุติ และหลายคนเห็นว่าทวารวดีอาจเป็นเครือข่ายเมืองหลายแห่ง
นักวิชาการอย่างสุจิตต์ วงษ์เทศ ยังเสนอว่าอู่ทองอาจมีพัฒนาการเก่ากว่าเมืองนครปฐม แต่การกำหนดอายุของแต่ละเมืองยังต้องการข้อมูลจากการขุดค้นเพิ่มเติม
อู่ทองในปัจจุบัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2502 อาคารถาวรเปิดเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงทวารวดี รวมถึงธรรมจักรและเหรียญโรมัน และมีเรือนไทยทรงดำจำลองเล่าเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่น
ในช่วง พ.ศ. 2564–2568 พิพิธภัณฑ์ได้รับการปรับปรุงนิทรรศการให้ทันสมัย นอกจากนี้ผู้มาเยือนยังชมโบราณสถานในเขตเมืองเก่าและกลุ่มคอกช้างดินได้
พิกัดและการนำทาง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ถ.มาลัยแมน
พิกัด 14.372874, 99.891780 (14°22′22.3″N 99°53′30.4″E)
ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป
การเยี่ยมชมวันนี้
เมืองโบราณอู่ทองอยู่ในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จุดเริ่มต้นที่ดีคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ซึ่งจัดแสดงธรรมจักร เหรียญโรมัน และโบราณวัตถุจากการขุดค้น จากนั้นชมโบราณสถานในเขตคูเมือง กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน และแนวเขื่อนโบราณ เดินทางต่อไปยังบ้านดอนตาเพชรและนครปฐมได้ไม่ไกล
ไทม์ไลน์
- ราว 3,000–2,000 ปีก่อน: ชุมชนยุคโลหะ. ผู้คนตั้งถิ่นฐานและเริ่มติดต่อค้าขายกับต่างแดน
- พุทธศตวรรษที่ 9–11 (ค.ศ. ราว 300–600): เกิดสังคมซับซ้อน. อู่ทองพัฒนาเป็นเมืองในลุ่มน้ำท่าจีน
- กลางพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวกลางศตวรรษที่ 7): จารึกแผ่นทองแดง. กล่าวถึงศรีหรรษวรมัน
- พุทธศตวรรษที่ 12–16: สมัยทวารวดี. สร้างศาสนสถาน ธรรมจักร และเขื่อนโบราณ
- พ.ศ. 1310 (ค.ศ. 767): เหรียญอับบาซียะฮ์. ปีที่ระบุบนเหรียญอาหรับที่พบในเมือง
- ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราว 1000): เมืองร้าง. ลำน้ำตื้นเขินและเสียบทบาทเมืองท่า
- พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903): กรมพระยาดำรงฯ สำรวจ. ชี้ความสำคัญของเมืองโบราณ
- พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913): รัชกาลที่ 6 เสด็จ. เมืองโบราณได้รับความสนใจจากราชสำนัก
- 8 มี.ค. พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศโดยกรมศิลปากร
- พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959): ตั้งพิพิธภัณฑ์. ก่อตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
- พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): สำรวจและขุดค้นใหญ่. พบฐานเจดีย์ทวารวดีจำนวนมาก
- 13 พ.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): เปิดอาคารถาวร. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จเปิด
- พ.ศ. 2509–2513 (ค.ศ. 1966–1970): วัตสันและลูฟส์ขุดค้น. ได้ค่าอายุคาร์บอน-14 ชุดแรก
- พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): ขุดเนินพลับพลา. คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พบหลุมฝังศพเด็ก
รู้หรือไม่
เขื่อนพันปี
คันดินที่เชื่อว่าเป็นเขื่อนอู่ทองยาวราว 1,660 เมตร เชื่อมระหว่างเนินเขาสองลูก และใช้จัดการน้ำในหน้าแล้งและหน้าน้ำ
อู่ทองเคยชื่อจระเข้สามพัน
อำเภออู่ทองเดิมชื่ออำเภอจระเข้สามพัน และเปลี่ยนชื่อเป็นอู่ทองในปี พ.ศ. 2482
เหรียญอาหรับพันปี
ที่อู่ทองพบเหรียญของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ที่ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1310 แสดงว่าเมืองนี้อยู่ในเครือข่ายการค้าที่ยาวไปถึงโลกอาหรับ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ทวารวดี (ตอน)
- สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร (ตอน)
- พระปฐมเจดีย์ (สถานที่)
- บ้านดอนตาเพชร (สถานที่)
- เมืองโบราณศรีเทพ (สถานที่)
- สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (บุคคล)
หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้
- ยอร์ช เซเดส์
- ธรรมจักรทวารวดี
- เหรียญศรีทวารวดี
- ฟูนัน
- เมืองโบราณคูบัว
- เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด
- อักษรปัลลวะและจารึกยุคแรก
- แหล่งโบราณคดีพงตึก
- ศรีศักร วัลลิโภดม
ภาพอ้างอิง
ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons
แหล่งข้อมูล
- U Thong National Museum – Wikipedia
- U Thong District – Wikipedia
- Dvaravati – Wikipedia
- ย้อนรอยเมืองอู่ทอง – ศิลปวัฒนธรรม
- เขื่อนอู่ทอง อายุ 1,000 ปี – ศิลปวัฒนธรรม
- พระเจ้าอู่ทอง ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี – ศิลปวัฒนธรรม
- ทวารวดี อยู่ลพบุรี-ศรีเทพ ไม่ใช่นครปฐม-อู่ทอง – ศิลปวัฒนธรรม
- Mueang Uthong – Wikipedia
- Monks holding alms bowls – SAC Southeast Asian Arts
กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม
ภาพจากสถานที่จริงและหลักฐาน









































