ผู้เขียน: admin

  • เมืองโบราณอู่ทอง

    เมืองโบราณอู่ทอง

    ภาพประกอบ: Bronze Buddha Subduing Mara, U-Thong Style, Ramkhamhaeng Museum, Sukhothai (33770910958) · Gary Todd from Xinzheng, China · Public domain · Wikimedia Commons

    เมืองท่าการค้าและศูนย์กลางพุทธศาสนายุคแรกในลุ่มน้ำท่าจีน ที่เก็บร่องรอยการติดต่อตั้งแต่อินเดียถึงโรมัน · ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ถึงสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16

    ที่ตั้งอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
    ผังเมืองคูน้ำคันดินรูปวงรี ขนาดราว 1,690 x 840 เมตร
    ยุคสมัยยุคโลหะต่อเนื่องถึงสมัยทวารวดี
    ของเด่นธรรมจักรพร้อมเสา เหรียญโรมันจักรพรรดิวิกตอรินุส จารึกแผ่นทองแดง
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน8 มีนาคม พ.ศ. 2478
    พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เปิดอาคารถาวร พ.ศ. 2509
    จำนวนเนินเจดีย์ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง
    ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีราว 33 กิโลเมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณอู่ทองอยู่ในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ทางฝั่งตะวันตกของที่ราบลุ่มภาคกลาง ด้านหลังเมืองมีแนวเขาเตี้ย ๆ เช่น เขาทำเทียม และเขาพระ ด้านหน้าเป็นที่ราบลุ่มที่มีลำน้ำจระเข้สามพันไหลผ่าน เชื่อมไปยังแม่น้ำท่าจีน

    ในอดีตชายฝั่งทะเลอยู่ใกล้กว่าปัจจุบันมาก ลำน้ำที่ผ่านเมืองจึงเป็นเส้นทางเรือออกสู่อ่าวไทย อู่ทองอยู่ตรงจุดที่สินค้าจากป่าเขาตะวันตกมาพบกับพ่อค้าที่เดินเรือจากทะเล ทำเลนี้ทำให้เมืองเติบโตเป็นชุมทางการค้า

    ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเป็นรูปวงรี ขนาดราว 1,690 x 840 เมตร ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 5 กิโลเมตร ยังพบคันดินโบราณยาวราว 1,660 เมตร ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำสมัยทวารวดี และเป็นเขื่อนโบราณที่ยาวที่สุดที่พบในไทย

    หลักฐานสำคัญ

    • เหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุส: เหรียญจากจักรวรรดิโรมัน หลักฐานเส้นทางการค้าที่ไกลถึงเมดิเตอร์เรเนียน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง) ดูภาพถ่ายจริง
    • ธรรมจักรอู่ทอง: ธรรมจักรศิลาที่สมบูรณ์ ศิลปะทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2446 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสำรวจและชี้ว่าเมืองร้างแห่งนี้เป็นเมืองโบราณที่สำคัญ ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาส และกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478

    หลังจากนั้นมีการขุดค้นและสำรวจหลายครั้ง ทั้งโดยนักวิชาการต่างชาติและกรมศิลปากร พบฐานเจดีย์และอาคารศาสนสถานกระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง แหล่งที่น่าสนใจได้แก่ คอกช้างดิน ซึ่งเป็นกลุ่มโบราณสถานบนเชิงเขาทางตะวันตกของเมือง

    การสำรวจรุ่นหลังพบว่าพื้นที่อู่ทองมีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นเมืองที่ซับซ้อนในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 9–11

    เหรียญโรมันเล็ก ๆ ที่เดินทางข้ามครึ่งโลกมาถึงสุพรรณบุรี บอกเราว่าอู่ทองเคยเป็นประตูสู่โลกกว้าง

    ใครขุด และขุดเจออะไรในแต่ละรุ่น

    หลังกรมพระยาดำรงฯ ทรงชี้ความสำคัญของอู่ทองแล้ว พระองค์กลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมยอร์จ เซเดส์ ราว พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) งานของคนรุ่นนั้นเน้นการเก็บโบราณวัตถุและอ่านจารึก มากกว่าการขุดค้นอย่างเป็นระบบตามชั้นดิน

    การขุดค้นแบบวิทยาศาสตร์เริ่มจริงจังในทศวรรษ 2500 ช่วงปี พ.ศ. 2504 กรมศิลปากรสำรวจและขุดค้นพบฐานเจดีย์ทวารวดีจำนวนมาก นักโบราณคดีฝรั่งเศส ฌ็อง บวสเซอลีเย ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรในทศวรรษเดียวกัน และนับเนินโบราณสถานที่เป็นฐานเจดีย์ได้ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ซึ่งเรียกกันด้วยหมายเลข เช่น เจดีย์หมายเลข 1, 2 และ 11

    ระหว่าง พ.ศ. 2509–2513 วิลเลียม วัตสัน และเฮลมุท ลูฟส์ ขุดค้นเพิ่มเติมและได้ค่าอายุจากคาร์บอน-14 ชุดแรก ๆ ของเมือง ต่อมาใน พ.ศ. 2553 มีการขุดหลุมทดสอบอีกสามหลุม และใน พ.ศ. 2558 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ขุดค้นที่แหล่งเนินพลับพลา พบหลุมฝังศพเด็กที่มีสายลูกปัดผูกไว้ที่หัวเข่า

    ข้อมูลจากหลายรุ่นรวมกันชี้ว่าบริเวณนี้มีคนอยู่ตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อน พัฒนาเป็นสังคมซับซ้อนช่วงราว พ.ศ. 843–1143 (ค.ศ. 300–600) และรุ่งเรืองที่สุดในฐานะเมืองทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 12–13

    สิ่งที่พบ

    อู่ทองมีโบราณวัตถุที่บอกถึงการค้าระยะไกลมากมาย เช่น ลูกปัดหินและลูกปัดแก้วแบบอินเดีย เครื่องประดับทองคำ ภาชนะจากเปอร์เซียและจีน และเหรียญสำริดของจักรพรรดิวิกตอรินุส ผู้ปกครองดินแดนกอลของโรมันในช่วง ค.ศ. 269–271 ซึ่งเป็นหนึ่งในของจากโลกโรมันที่พบไกลที่สุดในแผ่นดินไทย

    หลักฐานทางศาสนาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน พบพระพุทธรูป ประติมากรรมดินเผาและปูนปั้น และธรรมจักรศิลาพร้อมเสาที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย อายุราว 1,300–1,400 ปี ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์การแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า และพบมากในวัฒนธรรมทวารวดี

    ยังพบจารึกแผ่นทองแดงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ที่กล่าวถึงพระนามศรีหรรษวรมัน และการถวายสิ่งของแก่ศาสนสถาน จารึกนี้แสดงว่ามีผู้ปกครองที่ใช้วัฒนธรรมการปกครองแบบอินเดียอยู่ในภูมิภาคนี้แล้ว

    เจดีย์ เนินเขา และงานศิลป์ทางศาสนา

    ศาสนสถานของอู่ทองกระจายทั้งในคูเมืองและบนเชิงเขาทางตะวันตก กลุ่มคอกช้างดินมีเนินโบราณสถานหลายแห่ง เช่น หมายเลข 5, 7 และ 12 นักวิชาการบางคนเห็นว่าบางเนินในกลุ่มนี้อาจเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ เพราะพบศิวลึงค์และเอกมุขลึงค์ คือศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์หนึ่งหน้า ซึ่งพบได้ยากมาก

    จากเขาพระมีแผ่นดินเผานูนต่ำรูปพระสงฆ์สามรูปยืนเรียงกัน อุ้มบาตรไว้ระดับพระนาภี จีวรเป็นริ้วคลื่นคล้ายศิลปะอมราวดีของอินเดียใต้ บางคนจึงเสนอว่าเก่าถึงราวพุทธศตวรรษที่ 9–10 แต่บางคนเห็นว่าน่าจะทำในสมัยทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 การเทียบรูปพระสงฆ์กับพระพุทธรูปเพื่อกำหนดอายุจึงยังเป็นข้อถกเถียง

    งานอื่นที่ควรรู้จักได้แก่ พระพุทธรูปปูนปั้นนาคปรก ภาพสลักพระวิษณุ พระโพธิสัตว์ปัทมปาณีสำริดสูงราว 23.5 เซนติเมตร และรูปดินเผาชายจูงลิง ซึ่งชวนให้นึกถึงภาพชีวิตบนท้องถนนของคนในเมืองท่า ธรรมจักรของอู่ทองหลายวงยังมีขอบประดับลายลูกประคำ แบบที่พบซ้ำในเมืองทวารวดีอื่น

    จารึกที่บอกเรื่องผู้ปกครองและชื่อทวารวดี

    จารึกแผ่นทองแดงของอู่ทองซึ่งมีเลขทะเบียน K. 964 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ระบุว่าศรีหรรษวรมัน หลานของพระเจ้าอีศานวรมัน ได้ขยายพระเกียรติและถวายสิ่งของแก่ศาสนสถาน ชื่ออีศานวรมันทำให้นักวิชาการบางคนเชื่อมโยงกับกษัตริย์เจนละ แต่บางคนเห็นว่าอาจเป็นผู้ปกครองท้องถิ่นที่ใช้พระนามแบบอินเดียเช่นกัน

    นักวิชาการบางคนตีความว่าจารึกนี้อาจบันทึกช่วงที่อู่ทองถูกรวมเข้ากับระบบการเมืองที่ใหญ่กว่า มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีราชสำนักตั้งอยู่ที่อู่ทองเอง

    หลักฐานสำคัญอีกชิ้นคือเหรียญเงินที่มีจารึกชื่อทวารวดี ซึ่งพบที่อู่ทองเช่นเดียวกับที่นครปฐม และชิ้นภาชนะดินเผาที่มีอักษรปัลลวะ ขณะที่พระพิมพ์จากภูหังนาคมีจารึกภาษามอญที่ออกพระนามกษัตริย์ หลักฐานชุดนี้ช่วยยืนยันว่าอู่ทองอยู่ในโลกของทวารวดีและใช้ภาษามอญกับสันสกฤตควบคู่กัน

    พ่อค้าต่างแดน และเส้นทางสู่ทะเล

    หลักฐานจากต่างแดนที่อู่ทองมีหลายยุคซ้อนกัน นอกจากเหรียญโรมันแล้ว ยังพบเศษเครื่องถ้วยราชวงศ์ถังของจีน เครื่องเคลือบจากอ่าวเปอร์เซีย และเหรียญของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ เหรียญหนึ่งระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1310 (ค.ศ. 767) ซึ่งแสดงว่าพ่อค้าโลกอาหรับก็เดินทางมาถึงเครือข่ายการค้าแถบนี้

    ลูกปัดแก้วบางชนิดมีส่วนผสมตะกั่วแบบที่ผลิตในจีน บางชนิดเป็นลูกปัดเลียนทองแบบที่ผลิตแถบอ่าวเปอร์เซีย ส่วนลูกปัดลายทางบางเม็ดนักวิชาการยังถกกันว่ามาจากโลกโรมันหรือตะวันออกกลาง ยังพบรูปปั้นปูนและดินเผาของคนที่แต่งกายแบบชาวต่างชาติด้วย

    บางคนเสนอว่าอู่ทองคือเมืองที่เอกสารจีนเรียกว่า จินหลิน หรือดินแดนแห่งทอง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของฟูนัน และอาจเคยอยู่ใต้อิทธิพลของฟูนัน แต่การจับคู่ชื่อในเอกสารโบราณกับเมืองจริงยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด จึงควรมองเป็นข้อเสนอที่ยังรอการพิสูจน์

    เมื่อลำน้ำจระเข้สามพันตื้นเขินจนเรือใหญ่เข้าไม่ได้ อู่ทองก็ค่อย ๆ หมดบทบาทเมืองท่า และถูกทิ้งร้างไปราวพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อมามีคนกลับมาอยู่อีกครั้งในสมัยอยุธยา ก่อนจะร้างลงอีกหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 และมีผู้คนกลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่ราว พ.ศ. 2383

    ความสำคัญ

    นักวิชาการหลายคนมองว่าอู่ทองเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนายุคแรกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนไทย และเป็นเมืองท่าที่เชื่อมเครือข่ายการค้าจากอินเดียและโลกตะวันตกเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน

    อู่ทองยังมีบทบาทในการถกเถียงเรื่องสุวรรณภูมิ เพราะมีหลักฐานการติดต่อกับต่างแดนตั้งแต่ช่วงก่อนสมัยทวารวดี ร่วมกับแหล่งอื่น ๆ ในลุ่มแม่กลองและท่าจีน เช่น บ้านดอนตาเพชร และเมืองนครปฐมโบราณ

    ข้อถกเถียง

    ตามตำนานที่เล่าต่อกันมา พระเจ้าอู่ทองหนีโรคระบาดจากเมืองอู่ทองไปสร้างกรุงศรีอยุธยา แต่รัชกาลที่ 5 เคยทรงตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าอู่ทองในตำนานกับผู้สร้างอยุธยาอาจเป็นคนละคน นักวิชาการปัจจุบันส่วนใหญ่เห็นว่าอยุธยาเกิดจากการรวมพลังทางเศรษฐกิจและการเมืองของละโว้และสุพรรณภูมิ มากกว่าการอพยพจากเมืองอู่ทอง

    อีกประเด็นหนึ่งคือ ศูนย์กลางของทวารวดีอยู่ที่ใด นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเห็นว่านครปฐมและอู่ทองเป็นหัวใจของทวารวดี ขณะที่อีกกลุ่ม เช่น ศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าศรีเทพอาจสำคัญกว่า ส่วนบางคนเสนอลพบุรี ข้อถกเถียงนี้ยังไม่มีข้อยุติ และหลายคนเห็นว่าทวารวดีอาจเป็นเครือข่ายเมืองหลายแห่ง

    นักวิชาการอย่างสุจิตต์ วงษ์เทศ ยังเสนอว่าอู่ทองอาจมีพัฒนาการเก่ากว่าเมืองนครปฐม แต่การกำหนดอายุของแต่ละเมืองยังต้องการข้อมูลจากการขุดค้นเพิ่มเติม

    อู่ทองในปัจจุบัน

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2502 อาคารถาวรเปิดเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงทวารวดี รวมถึงธรรมจักรและเหรียญโรมัน และมีเรือนไทยทรงดำจำลองเล่าเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่น

    ในช่วง พ.ศ. 2564–2568 พิพิธภัณฑ์ได้รับการปรับปรุงนิทรรศการให้ทันสมัย นอกจากนี้ผู้มาเยือนยังชมโบราณสถานในเขตเมืองเก่าและกลุ่มคอกช้างดินได้

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ถ.มาลัยแมน
    พิกัด 14.372874, 99.891780 (14°22′22.3″N 99°53′30.4″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณอู่ทองอยู่ในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จุดเริ่มต้นที่ดีคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ซึ่งจัดแสดงธรรมจักร เหรียญโรมัน และโบราณวัตถุจากการขุดค้น จากนั้นชมโบราณสถานในเขตคูเมือง กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน และแนวเขื่อนโบราณ เดินทางต่อไปยังบ้านดอนตาเพชรและนครปฐมได้ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ราว 3,000–2,000 ปีก่อน: ชุมชนยุคโลหะ. ผู้คนตั้งถิ่นฐานและเริ่มติดต่อค้าขายกับต่างแดน
    • พุทธศตวรรษที่ 9–11 (ค.ศ. ราว 300–600): เกิดสังคมซับซ้อน. อู่ทองพัฒนาเป็นเมืองในลุ่มน้ำท่าจีน
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวกลางศตวรรษที่ 7): จารึกแผ่นทองแดง. กล่าวถึงศรีหรรษวรมัน
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16: สมัยทวารวดี. สร้างศาสนสถาน ธรรมจักร และเขื่อนโบราณ
    • พ.ศ. 1310 (ค.ศ. 767): เหรียญอับบาซียะฮ์. ปีที่ระบุบนเหรียญอาหรับที่พบในเมือง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราว 1000): เมืองร้าง. ลำน้ำตื้นเขินและเสียบทบาทเมืองท่า
    • พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903): กรมพระยาดำรงฯ สำรวจ. ชี้ความสำคัญของเมืองโบราณ
    • พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913): รัชกาลที่ 6 เสด็จ. เมืองโบราณได้รับความสนใจจากราชสำนัก
    • 8 มี.ค. พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศโดยกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959): ตั้งพิพิธภัณฑ์. ก่อตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): สำรวจและขุดค้นใหญ่. พบฐานเจดีย์ทวารวดีจำนวนมาก
    • 13 พ.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): เปิดอาคารถาวร. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จเปิด
    • พ.ศ. 2509–2513 (ค.ศ. 1966–1970): วัตสันและลูฟส์ขุดค้น. ได้ค่าอายุคาร์บอน-14 ชุดแรก
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): ขุดเนินพลับพลา. คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พบหลุมฝังศพเด็ก

    รู้หรือไม่

    เขื่อนพันปี

    คันดินที่เชื่อว่าเป็นเขื่อนอู่ทองยาวราว 1,660 เมตร เชื่อมระหว่างเนินเขาสองลูก และใช้จัดการน้ำในหน้าแล้งและหน้าน้ำ

    อู่ทองเคยชื่อจระเข้สามพัน

    อำเภออู่ทองเดิมชื่ออำเภอจระเข้สามพัน และเปลี่ยนชื่อเป็นอู่ทองในปี พ.ศ. 2482

    เหรียญอาหรับพันปี

    ที่อู่ทองพบเหรียญของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ที่ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1310 แสดงว่าเมืองนี้อยู่ในเครือข่ายการค้าที่ยาวไปถึงโลกอาหรับ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. U Thong National Museum – Wikipedia
    2. U Thong District – Wikipedia
    3. Dvaravati – Wikipedia
    4. ย้อนรอยเมืองอู่ทอง – ศิลปวัฒนธรรม
    5. เขื่อนอู่ทอง อายุ 1,000 ปี – ศิลปวัฒนธรรม
    6. พระเจ้าอู่ทอง ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี – ศิลปวัฒนธรรม
    7. ทวารวดี อยู่ลพบุรี-ศรีเทพ ไม่ใช่นครปฐม-อู่ทอง – ศิลปวัฒนธรรม
    8. Mueang Uthong – Wikipedia
    9. Monks holding alms bowls – SAC Southeast Asian Arts

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณอู่ทอง
    Bronze Buddha Dispelling Fear, U-Thong Style, Ramkhamhaeng Museum, Sukhothai (46732703975) · Gary Todd from Xinzheng, China · Public domain · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณอู่ทอง
    Seated Buddha. Bangkok National Museum, b109 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณอู่ทอง
    Bronze Buddha Subduing Mara, U Thong Art, Ramkhamhaeng Museum, Sukhothai (40681751773) · Gary Todd from Xinzheng, China · Public domain · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณอู่ทอง
    ตูเมืองอู่ทอง · Teeradondon · CC0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณอู่ทอง
    U Thong Copper Plate Inscription · Fine Arts Department of Thailand · Public domain · Wikimedia Commons
  • พระปฐมเจดีย์

    พระปฐมเจดีย์

    ภาพประกอบ: Phra Pathom Chedi2 · ScorpianPK · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    มหาเจดีย์แห่งนครปฐมที่สร้างครอบสถูปสมัยทวารวดีไว้ภายใน และเป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในลุ่มเจ้าพระยา · สถูปเดิมราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 องค์ปัจจุบันสร้างสมัยรัชกาลที่ 4–5

    ที่ตั้งวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
    ความสูงราว 120.45 เมตร (ตัวเลขที่อ้างกันทั่วไป)
    เส้นรอบฐานราว 235.50 เมตร
    ชื่อเดิมพระธม หรือพระประธม
    สร้างครอบเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วเสร็จสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870)
    เจดีย์ร่วมสมัยใกล้เคียงพระประโทณเจดีย์ และจุลประโทนเจดีย์
    ขนาดเมืองโบราณราว 3.7 x 2 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ที่พระประโทณเจดีย์
    งานประจำปีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ช่วงเดือนสิบสอง

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พระปฐมเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมืองนครปฐม ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางตะวันตกราว 50 กิโลเมตร บนที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน พื้นที่นี้ในอดีตอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลมากกว่าปัจจุบัน เพราะอ่าวไทยเคยรุกเข้ามาในแผ่นดินลึกกว่านี้

    บริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างยาวหลายกิโลเมตร นักโบราณคดีถือว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญที่สุดของวัฒนธรรมทวารวดีระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 และมีเจดีย์โบราณกระจายอยู่หลายองค์ทั่วเมือง

    หลักฐานสำคัญ

    • พระปฐมเจดีย์: เจดีย์ทรงระฆังสูงราว 120 เมตร สร้างครอบเจดีย์ทวารวดีองค์เดิม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ธรรมจักรศิลาจากนครปฐม: ธรรมจักรหินมีจารึกพระสูตรภาษาบาลี พบในนครปฐม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์) ดูภาพถ่ายจริง
    • เหรียญเงินศรีทวารวดี: เหรียญจารึกคำว่าศรีทวารวดีศวรปุณยะ พบที่ตำบลเนินหินในปี 2486 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    เมืองโบราณนครปฐมจากการขุดค้น

    การขุดค้นทางวิชาการครั้งแรก ๆ ในเมืองนี้ทำโดยปีแยร์ ดูปองต์ แห่งสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ ในปี พ.ศ. 2482–2483 (ค.ศ. 1939–1940) เขาขุดที่จุลประโทนเจดีย์และพระประโทณเจดีย์ แล้วพบว่าฐานเจดีย์ทวารวดีประดับด้วยภาพเล่าเรื่องชาดกและรูปบุคคลจำนวนมาก

    ราว พ.ศ. 2508–2509 กรมศิลปากรร่วมกับนักวิชาการฝรั่งเศส ฌ็อง บวสเซอลีเย สำรวจแนวคูเมืองที่เคยมองเห็นได้ยาก จึงรู้ว่าเมืองโบราณกว้างราว 3.7 กิโลเมตรจากตะวันออกถึงตะวันตก และราว 2 กิโลเมตรจากเหนือถึงใต้ ใหญ่กว่าเมืองทวารวดีร่วมสมัยส่วนใหญ่ และศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่พระประโทณเจดีย์ ไม่ได้อยู่ที่พระปฐมเจดีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ

    ในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2511 มีการขุดจุลประโทนเจดีย์ซ้ำ พบภาพปูนปั้นเรื่องชาดกและรูปพระโพธิสัตว์ ใต้ชั้นปูนปั้นยังมีชิ้นดินเผาที่เก่ากว่า แสดงว่าเจดีย์ถูกซ่อมและตกแต่งใหม่หลายครั้ง บวสเซอลีเยใช้หลักฐานชุดนี้แบ่งศิลปะทวารวดีออกเป็นสามช่วง ช่วงแรกราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 เน้นดินเผา ช่วงต่อมามีอิทธิพลมหายานและงานปูนปั้น และช่วงท้ายราวพุทธศตวรรษที่ 15

    หลักฐานที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือเหรียญเงินจารึกภาษาสันสกฤตที่กล่าวถึงผู้ครองศรีทวารวดี กับจารึกภาษามอญ ซึ่งยืนยันว่าทวารวดีเป็นชื่อจริงของบ้านเมืองในยุคนั้น ไม่ได้เป็นเพียงชื่อในตำนาน

    ภายใต้ผิวกระเบื้องสีทองของเจดีย์ที่สูงที่สุดในไทย ยังมีสถูปทวารวดีองค์เดิมหลับอยู่อย่างเงียบ ๆ

    จากพระธมสู่พระปฐมเจดีย์

    ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านเรียกสถูปใหญ่กลางป่านี้ว่า พระธม หรือพระประธม คำว่า ธม เป็นคำเขมรแปลว่าใหญ่ สถูปเดิมเป็นเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่บนฐานสี่เหลี่ยม เมื่อสุนทรภู่ไปนมัสการในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) ก็ยังเห็นเป็นสถูปเก่ากลางป่าที่รกร้าง

    เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 4 เสด็จมานมัสการขณะทรงผนวชในรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2374 (ค.ศ. 1831) ทรงเชื่อว่าเป็นสถูปที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในสยาม จึงทรงตั้งชื่อใหม่ว่า พระปฐมเจดีย์ แปลว่าเจดีย์องค์แรก แต่ขณะนั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้บูรณะ

    เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหม่ทรงระฆังแบบลังกาครอบองค์เดิมไว้ภายใน งานใช้เวลาราว 17 ปี และแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870) รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างหอระฆังและประดับองค์เจดีย์ด้วยกระเบื้องสีทองที่สั่งจากจีน

    พระธมองค์เดิมมีหน้าตาอย่างไร

    นักวิชาการเชื่อว่าสถูปสมัยทวารวดีที่อยู่ภายในเป็นสถูปอิฐทรงโอคว่ำหรือทรงหม้อน้ำ ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม และมียอดเป็นฉัตรซ้อนชั้น ซึ่งเป็นแบบที่พบในสถูปพุทธยุคแรกของอินเดียและลังกา แต่เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จมาพบ ยอดของพระธมกลับเป็นทรงปรางค์ แสดงว่าองค์สถูปถูกซ่อมแปลงมาแล้วในสมัยหลัง

    เพื่อให้คนรุ่นหลังรู้ว่าองค์เดิมเป็นอย่างไร รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเจดีย์จำลองรูปทรงพระธมองค์เดิมไว้ทางด้านใต้ของลานเจดีย์ คู่กับเจดีย์จำลองพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าเก่าแก่รองลงมา ทุกวันนี้ผู้มาเยือนยังเดินไปดูเจดีย์จำลองทั้งสององค์นี้ได้

    ส่วนยอดสถูปศิลาจารึกคาถาเย ธมฺมา ที่เคยวางอยู่ในระเบียงคดก่อนถูกย้ายไปกรุงเทพฯ นั้น ผู้เสนอข้อสันนิษฐานใหม่ให้เหตุผลว่าขนาดและรูปแบบของมันเหมาะจะเป็นยอดของสถูปขนาดใหญ่ ไม่ใช่สถูปเล็กที่ตั้งอยู่โดด ๆ หากเป็นจริงก็จะช่วยให้เรานึกภาพยอดของพระธมสมัยทวารวดีได้ชัดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันจากการขุดค้น

    สิบเจ็ดปีของการสร้างเจดีย์ครอบ

    การสร้างเจดีย์องค์ใหม่เป็นโครงการใหญ่ของราชสำนัก รัชกาลที่ 4 โปรดให้เจ้านายและขุนนางชั้นสูงรับผิดชอบงานก่อสร้าง ช่างก่ออิฐครอบองค์เดิมขึ้นไปทีละชั้น โดยไม่รื้อสถูปเก่าทิ้ง

    งานไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน อิฐที่ก่อไว้เลื่อนไถลลงมาโดยรอบ เพราะฐานด้านใต้รับน้ำหนักส่วนบนไม่ไหว ช่างต้องแก้ไขโครงสร้างแล้วก่อต่อ งานทั้งหมดกินเวลาราว 17 ปี จนเสร็จในต้นรัชกาลที่ 5

    รอบองค์เจดีย์มีวิหารทิศทั้งสี่ ด้านตะวันออกคือวิหารหลวงที่มีจิตรกรรมเล่าเรื่องการบูรณะ ด้านตะวันตกมีพระพุทธไสยาสน์ ด้านเหนือคือวิหารพระร่วง ล้อมด้วยระเบียงคดสองชั้น และมีหอระฆังเรียงรายอยู่ระหว่างระเบียงคดกับกำแพงชั้นนอก โบสถ์ของวัดถูกสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ตามแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

    สิ่งที่พบและสิ่งที่เห็น

    ในบริเวณวัดและพิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุสมัยทวารวดีจำนวนมาก ที่โดดเด่นคือพระพุทธรูปศิลาขาว ซึ่งชาวบ้านขุดพบที่วัดทุ่งพระเมรุราว พ.ศ. 2404 แล้วนำมาประดิษฐานที่วัดพระปฐมเจดีย์ นักวิชาการกำหนดอายุไว้ในสมัยทวารวดี

    มีข้อสันนิษฐานใหม่ว่ายอดสถูปศิลาสูงราว 4 เมตร ที่จารึกคาถา เย ธมฺมา ด้วยอักษรปัลลวะ และปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อาจเคยเป็นยอดขององค์พระธมเดิม ข้อเสนอนี้ยังรอการพิสูจน์

    ด้านทิศเหนือขององค์เจดีย์ประดิษฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปยืนสูงกว่า 7 เมตร รัชกาลที่ 6 ทรงพบพระพุทธรูปองค์เดิมที่ศรีสัชนาลัยในปี พ.ศ. 2451 เหลือเพียงพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท จึงโปรดให้หล่อขึ้นใหม่และอัญเชิญมาประดิษฐานเมื่อ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 พระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 6 ก็บรรจุไว้ที่นี่

    เจดีย์พี่น้อง: พระประโทณและจุลประโทน

    ห่างจากพระปฐมเจดีย์ไปทางตะวันออกราว 3 กิโลเมตร มีพระประโทณเจดีย์ เจดีย์สมัยทวารวดีอีกองค์หนึ่งที่สร้างด้วยอิฐ ตามตำนานพระยากง พระยาพาน พระยาพานสังหารพระยากงผู้เป็นบิดาโดยไม่รู้ เมื่อรู้ความจริงจึงสร้างพระปฐมเจดีย์และพระประโทณเจดีย์เพื่อไถ่บาป ตำนานนี้มีโครงเรื่องคล้ายนิทานอินเดียหลายเรื่อง จึงควรอ่านเป็นตำนานมากกว่าประวัติศาสตร์

    ส่วนจุลประโทนเจดีย์อยู่ใกล้กลางเมืองโบราณนครปฐม เป็นฐานเจดีย์ที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ปีแยร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont) ขุดค้น พบประติมากรรมปูนปั้นและดินเผาสมัยทวารวดีจำนวนมาก เช่น รูปบุคคลนั่งชันเข่าถือดาบ ซึ่งตีความกันว่าเป็นนักรบ ปัจจุบันชิ้นงานเหล่านี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    พระปฐมเจดีย์เป็นทั้งศาสนสถานที่ยังมีชีวิต และเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อว่านครปฐมคือจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาในดินแดนไทย ตามคติที่เล่าสืบกันมาว่าพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมาเผยแผ่ศาสนาในดินแดนนี้ คตินี้ทำให้ชื่อเมืองนครปฐมถูกตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

    อย่างไรก็ตาม อายุของสถูปองค์เดิมยังเป็นที่ถกเถียง ข้อเสนอแบบดั้งเดิมบางฉบับเสนอว่าสร้างตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 แต่หลักฐานโบราณคดีที่ชัดเจนส่วนใหญ่ชี้ไปที่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 ส่วนนักวิชาการอย่างสุจิตต์ วงษ์เทศ ชี้ว่าพระปฐมเจดีย์ไม่ใช่เจดีย์แรกของดินแดนไทย และเมืองอู่ทองอาจมีพัฒนาการเก่ากว่า

    คำถามว่านครปฐมเป็นศูนย์กลางของทวารวดีหรือไม่ก็ยังไม่ยุติ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยสนับสนุนนครปฐมจากจำนวนและความเก่าแก่ของสถูป ขณะที่นักวิชาการรุ่นหลังบางคนเสนอว่าศูนย์กลางอาจอยู่ที่ลพบุรีหรือศรีเทพ หรือทวารวดีอาจเป็นเครือข่ายหลายเมืองที่ไม่มีเมืองหลวงเดียว

    พระปฐมเจดีย์ในปัจจุบัน

    องค์เจดีย์ผ่านการบูรณะใหญ่หลายครั้ง เช่น หลังพบปัญหาโครงสร้างในปี พ.ศ. 2509 ซึ่งบูรณะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2524 และการแก้ปัญหาความชื้นระหว่าง พ.ศ. 2551–2555 รอบองค์เจดีย์มีวิหารทิศทั้งสี่ ระเบียงคด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

    ทุกปีในช่วงเดือนสิบสองมีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นงานประจำปีใหญ่ของจังหวัด ผู้คนจากทั่วสารทิศยังคงเดินทางมาสักการะเจดีย์ที่ซ่อนสถูปพันกว่าปีไว้ภายใน

    พิกัดและการนำทาง

    องค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร
    พิกัด 13.819728, 100.060057 (13°49′11.0″N 100°03′36.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พระปฐมเจดีย์อยู่ใจกลางเมืองนครปฐม เดินทางจากกรุงเทพฯ ได้ทั้งรถยนต์และรถไฟสายใต้ ในวัดมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จัดแสดงโบราณวัตถุทวารวดี ผู้สนใจควรแวะชมพระประโทณเจดีย์ทางตะวันออก และจุลประโทนเจดีย์ใกล้กลางเมืองโบราณ ซึ่งเห็นฐานอิฐสมัยทวารวดีได้ชัดเจน

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 11–16 (ค.ศ. ราว 6th–11th): เมืองนครปฐมโบราณรุ่งเรือง. สร้างสถูปพระธม พระประโทณ และจุลประโทน
    • ราว พ.ศ. 2374 (ค.ศ. 1831): เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จนมัสการ. ขณะทรงผนวช ทรงตั้งชื่อพระปฐมเจดีย์
    • พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842): สุนทรภู่ไปนมัสการ. บันทึกภาพสถูปเก่ากลางป่าในนิราศ
    • รัชกาลที่ 4: เริ่มสร้างเจดีย์ครอบ. สร้างเจดีย์ทรงระฆังครอบองค์เดิม
    • ก.ค. พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): อิฐทรุดเพราะฝน. ฝนตกหนักหลายวันจนส่วนที่ก่อไว้เลื่อนไถลลง
    • พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861): พบพระศิลาขาว. นำมาจากวัดทุ่งพระเมรุ
    • ราว พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870): เจดีย์แล้วเสร็จ. สมัยรัชกาลที่ 5 ประดับกระเบื้องสีทอง
    • 2 พ.ย. พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): อัญเชิญพระร่วงโรจนฤทธิ์. ประดิษฐานที่วิหารทิศเหนือ
    • พ.ศ. 2482–2483 (ค.ศ. 1939–1940): ดูปองต์ขุดค้น. ขุดที่จุลประโทนและพระประโทณเจดีย์
    • พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): พบขอบเขตเมืองโบราณ. กรมศิลปากรกับบวสเซอลีเยสำรวจคูเมือง
    • ก.ค.–ส.ค. พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ขุดจุลประโทนซ้ำ. พบปูนปั้นชาดกและพระโพธิสัตว์
    • พ.ศ. 2509–2524 (ค.ศ. 1966–1981): บูรณะโครงสร้าง. แก้ปัญหาความมั่นคงขององค์เจดีย์
    • พ.ศ. 2551–2555 (ค.ศ. 2008–2012): บูรณะแก้ความชื้น. ซ่อมแซมผิวองค์เจดีย์

    รู้หรือไม่

    ชื่อเมืองมาทีหลังเจดีย์

    เมืองนี้เคยชื่อนครไชยศรี และได้ชื่อนครปฐมอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 6 ตามชื่อเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งไว้

    ปฐม ไม่ได้แปลว่าแรกจริง

    รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งชื่อตามความเชื่อว่าเป็นเจดีย์เก่าแก่ที่สุด แต่หลักฐานปัจจุบันชี้ว่ามีสถูปในดินแดนไทยที่เก่ากว่า

    มีพระธมจำลองให้ดู

    ทางด้านใต้ของลานเจดีย์มีเจดีย์จำลองรูปทรงพระธมก่อนการบูรณะ ที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างไว้ คนรุ่นหลังจึงยังเห็นได้ว่าองค์เดิมมียอดเป็นปรางค์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phra Pathommachedi – Wikipedia
    2. Phra Prathon Chedi – Wikipedia
    3. จังหวัดนครปฐมมาจากไหน พระปฐมเจดีย์มีที่มาอย่างไร – ศิลปวัฒนธรรม
    4. พระปฐมเจดีย์ ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรกในดินแดนไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    5. สุนทรภู่ไปนมัสการสถูปพระประธม – ศิลปวัฒนธรรม
    6. ข้อสันนิษฐานใหม่ ยอดพระปฐมเจดีย์องค์เดิม – ศิลปวัฒนธรรม
    7. พระร่วงโรจนฤทธิ์ – ศิลปวัฒนธรรม
    8. พระศิลาขาว อายุกว่า 1,000 ปี ที่นครปฐม – ศิลปวัฒนธรรม
    9. Nakhon Pathom Province – Wikipedia
    10. Dvaravati – Wikipedia
    11. พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช องค์จำลอง ที่วัดพระปฐมเจดีย์ – ศิลปวัฒนธรรม
    12. Boisselier: Récentes recherches à Nakhon Pathom – JSS 58.2
    13. Phra Prathon – Ayutthaya Historical Research

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระปฐมเจดีย์
    Shane – Phra Pathommachedi 1 · Shane WP Wongperk · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Phra Pathommachedi 2 · Disthan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Bangkok, Phra Pathommachedi 1998 13 · LBM1948 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Shane – Phra Pathommachedi 2 · Shane WP Wongperk · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Chedi Phra Pathon-001 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Phra Pathom Chedi National Mseum 11 · Disthan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • โคกพนมดี

    โคกพนมดี

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เนินเปลือกหอยริมลุ่มน้ำบางปะกงที่เก็บเรื่องราวของชุมชนช่างปั้นหม้อชายฝั่งเมื่อราว 4,000–3,500 ปีก่อน · ราว 4,000–3,500 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง
    ลักษณะแหล่งเนินดินสูงราว 12 เมตร มีชั้นวัฒนธรรมหนาราว 7 เมตร
    ยุคสมัยยุคหินใหม่
    การขุดค้นพ.ศ. 2527–2528 โดย ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์
    หลุมฝังศพ154 หลุม แบ่งเป็น 7 ระยะ
    ของเด่นศพหมายเลข 15 ประดับลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด
    อายุจากคาร์บอน-14ราว 2,000–1,500 ปีก่อนคริสตกาล
    ผู้สนับสนุนทุนมูลนิธิฟอร์ด

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    โคกพนมดีเป็นเนินดินขนาดใหญ่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ตั้งตระหง่านเหนือทุ่งนาราบลุ่มของแม่น้ำบางปะกง ตัวเนินสูงกว่าพื้นนาโดยรอบราว 12 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการทับถมของเปลือกหอยและเศษจากการปั้นหม้อของคนในอดีต

    ทุกวันนี้โคกพนมดีอยู่ห่างจากทะเลหลายสิบกิโลเมตร แต่เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอ่าวไทยจึงอยู่ใกล้มาก ชุมชนตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำที่มีป่าชายเลน ได้ทั้งอาหารทะเล ปลา หอย และดินเหนียวคุณภาพดี

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดเปลือกหอยของเจ้าหญิง: ลูกปัดกว่า 120,000 เม็ดที่ฝังกับหญิงช่างปั้นหม้อ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี (จัดแสดงแบบจำลอง)) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะดินเผาขัดมัน: หม้อลวดลายขีดและขัดมัน ฝีมือช่างปั้นของชุมชนริมปากแม่น้ำ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    นักวิชาการเริ่มสำรวจโคกพนมดีอย่างจริงจังในช่วงต้นทศวรรษ 2520 จากนั้นในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) การขุดค้นครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น เป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ นำโดยศาสตราจารย์ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์

    ในปีเดียวกัน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโคกพนมดีเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา การขุดค้นดำเนินถึงปี พ.ศ. 2528 ทีมงานขุดลงไปในชั้นดินที่หนาราว 7 เมตร และพบหลุมฝังศพ 154 หลุม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อย่างเป็นระเบียบ

    ผลการขุดค้นถูกตีพิมพ์เป็นรายงานชุดหลายเล่มชื่อ The Excavation of Khok Phanom Di ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรายงานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่ละเอียดที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    หญิงช่างปั้นหม้อผู้หนึ่งนอนอยู่ใต้ลูกปัดนับแสนเม็ด เป็นพยานว่าฝีมือเคยสร้างฐานะในสังคมเมื่อสามพันกว่าปีก่อน

    ขุดอย่างไร และอ่านชั้นดินอย่างไร

    ไฮแอมได้ยินเรื่องเนินนี้จากเพื่อนนักวิชาการชาวไทย และเดินทางมาดูด้วยตัวเองในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ก่อนจะวางแผนขุดค้นร่วมกับกรมศิลปากร โดยได้ทุนจากมูลนิธิฟอร์ด ฝ่ายไทยยังมีอาจารย์จากวิทยาลัยครูฉะเชิงเทราเข้าร่วมงานด้วย

    หลุมขุดค้นหลักมีพื้นที่เพียงราว 10 ตารางเมตร แต่ลึกมาก ทีมงานสร้างหลังคาคลุมหลุมไว้และขุดต่อเนื่องราวเจ็ดเดือนจนถึงดินธรรมชาติที่ไม่มีร่องรอยมนุษย์ การเลือกขุดแคบแต่ลึกแบบนี้ทำให้เห็นลำดับเหตุการณ์ในแนวดิ่งครบถ้วน ตั้งแต่ชุมชนแรกตั้งจนถึงช่วงที่เลิกใช้พื้นที่

    ทีมงานแบ่งหลุมศพออกเป็น 7 ระยะ โดยดูจากตำแหน่งในชั้นดิน การฝังศพทับซ้อนกัน และแบบของภาชนะดินเผาที่อยู่ในหลุม ส่วนอายุสมบูรณ์ได้มาจากการหาค่าอายุด้วยคาร์บอน-14 ซึ่งชี้ว่าคนอยู่ที่นี่ราว 500 ปี ระหว่างราว 2,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 4,000 ถึง 3,500 ปีก่อนปัจจุบัน

    ผลงานทั้งหมดตีพิมพ์เป็นรายงานชุดหลายเล่ม แยกเล่มตามหัวข้อ เช่น ซากชีวภาพ วัฒนธรรมทางวัตถุ และตัวคน ทำให้นักวิจัยรุ่นหลังนำข้อมูลไปวิเคราะห์ซ้ำได้จนถึงทุกวันนี้

    เจ็ดระยะของชุมชนริมป่าชายเลน

    ในระยะแรก ชุมชนอยู่ริมปากแม่น้ำกว้างที่ล้อมด้วยป่าชายเลน คนฝังศพในท่านอนหงายพร้อมหม้อและเครื่องมือหินแบบเรียบง่าย พอถึงระยะที่ 2 ศพเริ่มถูกฝังเป็นกลุ่มชัดเจน และพบหม้อตกแต่งด้วยลายขูดขีดอย่างประณีต

    ระยะที่ 3 และ 4 สภาพปากแม่น้ำเสื่อมลง ซากสัตว์ทะเลและสัตว์น้ำกร่อยลดลง ส่วนปลาน้ำจืดเพิ่มขึ้น นักวิชาการคาดว่าทางน้ำอาจย้ายห่างออกไปจากเนิน ช่วงนี้เองที่พบหลักฐานข้าวชัดเจนที่สุด รวมทั้งจอบหิน และจำนวนลูกปัดในหลุมศพก็ลดลงอย่างมาก

    ในระยะที่ 5 น้ำเค็มกลับมาอีกครั้ง หลักฐานการปลูกข้าวหายไป แต่หลุมศพกลับร่ำรวยที่สุด หลุมของเจ้าแม่อยู่ในระยะนี้ ระยะที่ 6 ความต่างระหว่างหลุมรวยกับหลุมจนยิ่งเด่นชัด และในระยะที่ 7 หลุมศพเบาบางลงจนชุมชนเลิกใช้พื้นที่ไปในที่สุด

    ลำดับนี้ทำให้โคกพนมดีเป็นเหมือนบันทึกที่เล่าว่า สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปส่งผลต่ออาหาร การทำงาน และความมั่งคั่งของคนแต่ละรุ่นอย่างไร

    สิ่งที่พบ

    หลุมศพทั้ง 154 หลุมถูกจัดแบ่งเป็น 7 ระยะการฝังศพ คิดเป็นราว 17–20 ชั่วคน การวางศพเป็นกลุ่มตามแนวเดียวกันทำให้นักวิชาการเชื่อว่าคนในกลุ่มเดียวกันเป็นเครือญาติ ที่ฝังรวมกันต่อเนื่องหลายรุ่น

    การค้นพบที่โด่งดังที่สุดคือศพหมายเลข 15 ในระยะที่ 5 เป็นหญิงอายุราว 30–35 ปี ร่างของเธอถูกคลุมด้วยลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด มีลูกปัดรูปตัว I กำไลเปลือกหอย และเครื่องประดับรูปจานมีเขาที่ไหล่ คนทั่วไปจึงเรียกเธอว่า เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

    ข้างตัวเธอมีแท่นดินเผาสำหรับตีขึ้นรูปหม้อ หินขัดผิวหม้อที่ใส่ในภาชนะเปลือกหอย และภาชนะดินเผาที่ทุบให้แตก ห่างออกไปไม่ไกลมีศพเด็กวัยราว 15–18 เดือน (แหล่งข้อมูลระบุอายุต่างกันเล็กน้อย) ประดับลูกปัดเปลือกหอยหลายพันเม็ด ทาด้วยสีแดง และมีแท่นตีหม้อขนาดจิ๋วกับหินขัดวางไว้ด้วย

    หลุมศพอื่นที่น่าสนใจ

    นอกจากเจ้าแม่แล้ว ยังมีหลุมศพที่ชวนคิดอีกหลายหลุม เช่น ศพชายผู้หนึ่งที่สวมเครื่องประดับอกทำจากกระดองเต่า และมีลูกปัดเปลือกหอยกว่า 45,000 เม็ด แสดงว่าความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิง

    ทีมขุดค้นยังพบศพทารกแฝดแรกเกิดที่มีหลุมเสาล้อมรอบ ซึ่งน่าจะเป็นร่องรอยของโครงสร้างเล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อพิธีศพ ศพจำนวนมากถูกโรยหรือทาด้วยสีแดงจากดินแดง ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบทั่วไปในการฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ในหลุมของเจ้าแม่เอง นอกจากลูกปัดกว่า 120,000 เม็ดที่เย็บติดบนเครื่องนุ่งห่มอย่างน้อยสองชิ้นแล้ว ยังมีลูกปัดรูปตัว I ราว 950 เม็ดบริเวณหน้าอก ฟันเขี้ยวสัตว์เจาะรู กำไลเปลือกหอย และภาชนะดินเผาตกแต่งสวยงามหลายใบ ร่างของเธอถูกทาด้วยสีแดงอย่างทั่วถึง

    ชีวิตและสุขภาพของคนโคกพนมดี

    คนโคกพนมดีจับปลา เก็บหอย และล่าสัตว์ในป่าชายเลน เครื่องมือที่พบมีทั้งเบ็ดตกปลา มีดเปลือกหอย ขวานหินขัด และจอบหินแกรนิต ในหลุมศพระยะที่ 3 นักวิจัยพบสิ่งที่เคยอยู่ในลำไส้ของผู้ตาย ซึ่งมีเมล็ดข้าวพันธุ์ปลูกที่ย่อยไม่หมด ยังพบแมลงปีกแข็งชนิดที่มักอยู่ในข้าวที่เก็บไว้นาน และกระดูกสุนัขบ้านด้วย

    ร่างกายของคนที่นี่บอกเล่าความยากลำบาก โครงกระดูกหลายโครงมีร่องรอยของโลหิตจางรุนแรง แนนซี เทย์ลส์ นักมานุษยวิทยากายภาพ เสนอว่าน่าจะเป็นโรคธาลัสซีเมียกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีไข้มาลาเรีย นอกจากนี้ยังพบศพทารกจำนวนมาก โดยเฉพาะทารกที่คลอดครบกำหนด ซึ่งนักวิจัยยังถกกันว่าเกิดจากโรค การฆ่าทารก หรือธรรมเนียมการฝังศพที่ต่างจากชุมชนอื่น

    เมื่อทางน้ำอยู่ห่างออกไปในระยะที่ 4 อัตราการตายของทารกลดลง อาจเพราะยุงพาหะมาลาเรียน้อยลง กระดูกช่วงลำตัวของผู้ชายก็บอบบางลง ซึ่งอาจสะท้อนว่างานพายเรือที่หนักหน่วงลดน้อยลง

    การวิเคราะห์ธาตุสตรอนเชียมในฟันยังพบว่า ผู้หญิงบางคนที่ฝังไว้ในช่วงกลางของสุสานเกิดและโตที่อื่น แล้วจึงย้ายมาอยู่โคกพนมดี นี่อาจเป็นร่องรอยของการแต่งงานข้ามชุมชน และการติดต่อกับคนปลูกข้าวในแผ่นดินด้านใน

    ความสำคัญ

    โคกพนมดีแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งอย่างไร ในช่วงแรกพวกเขาพึ่งพาทรัพยากรจากทะเลและปากแม่น้ำ ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็มีหลักฐานการปลูกข้าวและใช้จอบหิน แล้วกลับไปพึ่งพาทรัพยากรน้ำกร่อยอีกครั้งเมื่อสภาพเอื้ออำนวย

    ลักษณะของกระดูกข้อมือของเจ้าแม่บ่งบอกว่าเธอทำงานซ้ำ ๆ แบบช่างปั้นหม้อ ไฮแอมจึงเสนอว่าสตรีที่เชี่ยวชาญการปั้นหม้อ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนกับภายนอก ได้สะสมความมั่งคั่งและมีฐานะสูงในชุมชน

    ระยะหลัง ๆ ของสุสานยังแสดงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น บางหลุมมีของอุทิศมากกว่าหลุมอื่นอย่างเห็นได้ชัด โคกพนมดีจึงช่วยให้เห็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งชั้นทางสังคมในดินแดนไทย

    ข้อถกเถียง

    นักวิชาการไทยหลายคน รวมถึงงานของอนุสรณ์ อำพันศรี จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ทบทวนการตีความเรื่องเพศและสถานภาพของไฮแอม บางคนมองว่าการเรียกหญิงศพที่ 15 ว่า เจ้าแม่ หรือการพูดถึงสังคมแม่เป็นใหญ่ อาจเกินกว่าหลักฐาน และควรมองผ่านบริบทสังคมเครือญาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าแนวคิดแบบตะวันตก

    เรื่องการปลูกข้าวก็ยังมีคำถาม หลักฐานข้าวที่พบอาจมาจากการปลูกเองในบางช่วง หรือมาจากการแลกเปลี่ยนกับชุมชนในแผ่นดินก็ได้ ส่วนจำนวนโครงกระดูกที่ระบุในแหล่งข้อมูลไทยบางแห่งก็ต่างไปจาก 154 โครงในรายงานหลัก เนื่องจากนับรวมการขุดค้นในจุดอื่นหรือใช้เกณฑ์ต่างกัน

    โคกพนมดีในปัจจุบัน

    บนเนินโคกพนมดีมีอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่จัดแสดงหลุมขุดค้นจำลองและเรื่องราวของชุมชนโบราณ แต่การดูแลรักษายังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและอำนาจการจัดการ

    ในปี พ.ศ. 2569 มีความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานรัฐเพื่อฟื้นฟูแหล่ง โดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลอาคารพิพิธภัณฑ์ เรื่องราวของเจ้าแม่ยังถูกนำไปเล่าใหม่ในรูปแบบละครเวที ทำให้คนรุ่นใหม่ในภาคตะวันออกรู้จักอดีตของบ้านตัวเองมากขึ้น

    พิกัดและการนำทาง

    วัดโคกพนมดี (ที่ตั้งแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์โคกพนมดี) ต.ท่าข้าม อ.พนัสนิคม
    พิกัด 13.584922, 101.140546 (13°35′05.7″N 101°08′26.0″E)

    จุดนี้คือวัดโคกพนมดี ที่ตั้งหลุมขุดค้นและพิพิธภัณฑ์

    การเยี่ยมชมวันนี้

    โคกพนมดีอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ไม่ไกลจากแม่น้ำบางปะกงและรอยต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา บนเนินมีอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเล่าเรื่องการขุดค้นและหลุมศพ ผู้สนใจควรตรวจสอบสถานะการเปิดให้เข้าชมกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000 ปีก่อน (ค.ศ. ราว 2,000 ปีก่อน): เริ่มตั้งชุมชน. ชุมชนริมปากแม่น้ำบางปะกงเมื่อชายฝั่งยังอยู่ใกล้
    • ระยะที่ 1–2: ชุมชนป่าชายเลน. ฝังศพนอนหงาย เริ่มฝังเป็นกลุ่ม หม้อลายขูดขีด
    • ระยะที่ 3–4: ปากแม่น้ำเสื่อมลง. ปลาน้ำจืดเพิ่ม พบหลักฐานข้าวและจอบหิน ลูกปัดลดลง
    • ราว 3,600 ปีก่อน: ระยะที่ 5 ของสุสาน. น้ำเค็มกลับมา การฝังศพหมายเลข 15 พร้อมลูกปัดกว่า 120,000 เม็ด
    • ระยะที่ 6: ความเหลื่อมล้ำสูงสุด. ความต่างระหว่างหลุมรวยกับหลุมจนชัดเจน
    • ราว 3,500 ปีก่อน (ค.ศ. ราว 1,500 ปีก่อน): สิ้นสุดการใช้พื้นที่. ระยะที่ 7 หลุมศพเบาบางลง ชุมชนใช้พื้นที่ราว 500 ปี
    • ก.พ. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): ไฮแอมมาดูแหล่ง. ไฮแอมเดินทางมาดูเนินหลังได้ยินจากนักวิชาการไทย
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): สำรวจแหล่ง. นักวิชาการเข้าสำรวจเนินโคกพนมดี
    • 18 ก.ย. พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • 27 ธ.ค. พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): เริ่มขุดค้นครั้งใหญ่. ทีมไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์ร่วมกับกรมศิลปากร
    • มี.ค. พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985): พบเจ้าแม่. ขุดพบศพหมายเลข 15
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): เสนอเรื่องธาลัสซีเมีย. เทย์ลส์ตีพิมพ์งานเรื่องโลหิตจางในโครงกระดูกโคกพนมดี
    • พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): ผลักดันการฟื้นฟู. หน่วยงานรัฐลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูพิพิธภัณฑ์

    รู้หรือไม่

    เนินนี้สร้างจากขยะ

    เนินโคกพนมดีส่วนใหญ่เกิดจากเปลือกหอยที่คนกินทิ้ง รวมกับเศษดินจากการปั้นหม้อ สะสมกันหลายร้อยปีจนสูงเท่าตึกสามสี่ชั้น

    ศพไร้หัวข้างเจ้าแม่

    ใกล้หลุมเจ้าแม่ยังพบโครงกระดูกชายไม่มีศีรษะ ฝังพร้อมหม้อเล็กเพียงสองใบ ความหมายของหลุมนี้ยังเป็นปริศนา

    ข้าวในท้องคนตาย

    นักวิจัยพบเมล็ดข้าวพันธุ์ปลูกที่ย่อยไม่หมดในหลุมศพระยะที่ 3 เป็นหลักฐานโดยตรงว่าคนที่นี่กินข้าวเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khok Phanom Di – Wikipedia
    2. สตรีลึกลับกับเครื่องประดับนับแสนชิ้น ใครคือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี – ศิลปวัฒนธรรม
    3. The Princess of Khok Phanom Di – The Past
    4. เพศภาวะของชุมชนโคกพนมดี: การตีความจากมุมมองโลกที่สาม – วารสารสหศาสตร์
    5. กมธ.ศาสนาฯ ลงพื้นที่ชลบุรี ชุบชีวิตโบราณคดีโคกพนมดี – แนวหน้า
    6. วารสารวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสยาม: โคกพนมดี
    7. Charles Higham: A prehistoric mystery – World Archaeology
    8. Tayles 1996: Anemia, genetic diseases, and malaria in prehistoric mainland Southeast Asia – PubMed
    9. Infant Death in Late Prehistoric Southeast Asia – Asian Perspectives
    10. The excavation of Khok Phanom Di Vol. 5 The people – Zenon DAI

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ถ้ำองบะ

    ถ้ำองบะ

    ภาพประกอบ: Dong Son bronze drum in Wat Kungtapao Local Museum 2 · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ถ้ำหินปูนกลางป่าศรีสวัสดิ์ที่เก็บโลงไม้รูปเรือและกลองมโหระทึกแบบดองซอนไว้นับพันปี · ราว 2,200 ปีก่อน (ยุคโลหะ)

    ที่ตั้งห่างจากอำเภอศรีสวัสดิ์ไปทางตะวันตกราว 10 กม. จังหวัดกาญจนบุรี ลุ่มน้ำแควใหญ่ตอนบน
    ลักษณะถ้ำหินปูน ยาวราว 150 เมตร ปากถ้ำสูงราว 5 เมตร
    ยุคสมัยยุคโลหะ (สำริดและเหล็ก)
    ค่าอายุคาร์บอน2,180±100 ปีมาแล้ว จากไม้โลงศพ
    ของเด่นโลงไม้รูปเรือราว 90 โลง กลองมโหระทึก เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด
    ผู้ขุดค้นคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก
    รายงานหลักรายงานคณะไทย-เดนมาร์ก บรรณาธิการโดยแปร์ โซเรนเซน พ.ศ. 2531
    ชนิดไม้โลงศพไม้ในสกุลพะยูง (Dalbergia)

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ถ้ำองบะอยู่ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ราว 10 กิโลเมตรทางตะวันตกของตัวอำเภอ ในหุบเขาหินปูนทางตอนบนของแม่น้ำแควใหญ่ ไม่ไกลจากย่านเหมืองแร่ตะกั่วบ่อใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำคัญของภาคตะวันตก

    ปากถ้ำสูงประมาณ 5 เมตร ภายในเป็นโถงกว้างและสูงราว 10–15 เมตร ทอดลึกไปกว่าร้อยเมตร โถงที่แห้งและมืดเช่นนี้ช่วยถนอมไม้และกระดูกไว้ได้นานกว่าในที่โล่ง ชาวบ้านโบราณจึงเลือกใช้ถ้ำเป็นสถานที่วางศพผู้ตาย

    หลักฐานสำคัญ

    • กลองมโหระทึกแบบดองซอน: กลองสำริดจากวัฒนธรรมเวียดนามเหนือ พบคู่กับโลงศพของผู้มีฐานะ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • โลงไม้รูปเรือ: โลงศพทำจากซุงรูปเรือ อายุราว 2,200 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ราว พ.ศ. 2501–2502 มีผู้พบกลองมโหระทึกสำริดในถ้ำองบะ ข่าวนี้ทำให้นักโบราณคดีสนใจ แต่ก่อนที่จะมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ ถ้ำก็ถูกลักลอบขุดหาของมีค่าไปไม่น้อย

    คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งมีแปร์ โซเรนเซนเป็นผู้นำ เข้ามาสำรวจในช่วง พ.ศ. 2503–2505 และกลับมาขุดค้นอีกครั้งราว พ.ศ. 2508–2509 พวกเขาพบว่าโลงศพทุกโลงถูกทำลายเสียหายจากการลักลอบขุดแล้ว เหลือเพียงกระดูกกระจัดกระจาย แต่ข้อมูลที่เก็บได้ยังเพียงพอจะบอกเรื่องราวสำคัญ

    ในความมืดของถ้ำองบะ โลงรูปเรือนับสิบลำจอดนิ่งอยู่ราวกับรอพาเจ้าของข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของชีวิต

    รายงานของโซเรนเซนและสิ่งที่บันทึกไว้

    ผลการสำรวจถ้ำองบะใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะตีพิมพ์ครบ แปร์ โซเรนเซน เป็นบรรณาธิการรายงานชุดการขุดค้นในประเทศไทยของคณะไทย-เดนมาร์ก และเล่มที่ว่าด้วยของที่พบบนผิวดินและการขุดค้นขนาดเล็ก ซึ่งรวมข้อมูลถ้ำองบะไว้ ออกโดยสำนักพิมพ์เคอร์ซันในลอนดอนเมื่อ พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ปีต่อมาพรชัย สุจิตต์ เขียนบทวิจารณ์ลงวารสารสยามสมาคม ชื่นชมคุณค่าทางวิชาการ แต่ก็ชี้ว่าคำเรียกกลุ่มวัฒนธรรมบางคำยังต้องทำให้ชัดขึ้น

    รายงานให้รหัสวัตถุจากถ้ำขึ้นต้นด้วย OB เช่น กลองมโหระทึกที่แตกหักสี่ใบซึ่งเก็บได้จากผิวดิน มีรหัส OB.86 ถึง OB.89 โซเรนเซนจัดกลองกลุ่มนี้เป็นกลองแบบเฮเกอร์ 1 สายพันธุ์ท้องถิ่นของยูนนาน ซึ่งแพร่ลงมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงราว 400 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200

    ของแปลกอีกอย่างคือเศษภาชนะดินเผาสองชิ้นที่เขียนสีแดงและดำเป็นแถบกว้างเฉียงมาบรรจบกัน ลวดลายแบบนี้ไม่เคยพบในที่อื่นของไทย ถ่านที่พบร่วมกันให้อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล จึงเป็นอีกหลักฐานว่าถ้ำถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนช่วงอายุของโลงไม้

    ตัวเลขจำนวนกลองที่ต่างกันในเอกสารมีที่มาจากเรื่องนี้ รายงานปี พ.ศ. 2531 บรรยายกลองสี่ใบที่เป็นของพบบนผิวดิน ขณะที่งานศึกษาเรื่องกลองเฮเกอร์ 1 ในไทยอ้างงานของโซเรนเซนปี พ.ศ. 2522 ว่าพบกลองรวมหกใบใกล้โลงศพ

    สิ่งที่พบ

    ของที่โดดเด่นที่สุดคือโลงไม้ราว 90 โลง ทำจากลำต้นไม้ผ่าครึ่งแล้วขุดเป็นรางคล้ายเรือขุด ปิดด้วยแผ่นไม้อีกแผ่น ปลายทั้งสองข้างแกะเป็นหัวสัตว์แบบเรียบง่าย บางโลงมีส่วนยื่นคล้ายเขาซึ่งอาจใช้เป็นที่จับเวลายก การวิเคราะห์เนื้อไม้ชี้ว่าเป็นไม้ในสกุลพะยูงและชิงชัน

    ใกล้โลงศพพบกลองมโหระทึกสำริดแบบเฮเกอร์ 1 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกลองวัฒนธรรมดองซอนในเวียดนามตอนเหนือและยูนนาน จำนวนกลองที่ระบุในเอกสารต่างกันไป บางฉบับนับกลองที่สภาพไม่สมบูรณ์ได้ 4 ใบ บางฉบับระบุ 6 ใบ นอกจากนี้ยังพบกำไล เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด และภาชนะดินเผา

    ในชั้นที่เก่ากว่าพบร่องรอยการฝังศพยุคหินใหม่ด้วย รวมถึงห่วงหินและหัวหอกแบนทำจากหินชนวน แสดงว่าถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ฝังศพหลายยุคต่อเนื่องกัน

    กลองมโหระทึกกับจุดยุทธศาสตร์บนสายน้ำ

    งานศึกษาเรื่องกลองแบบเฮเกอร์ 1 ในไทยระบุแหล่งที่พบกลองไว้สี่จุด คือดอนตาลบนเกาะกลางแม่น้ำโขงใกล้มุกดาหาร บ้านชีทวนตรงที่แม่น้ำมูลกับชีบรรจบกัน บ้านนาโพธิ์ใต้ตรงที่ลำน้ำสายหนึ่งไหลลงแม่น้ำโขง และถ้ำองบะในลุ่มแควใหญ่ตอนบน ซึ่งพบกลองมากที่สุดคือหกใบ

    ผู้ศึกษาสังเกตว่าทุกจุดอยู่ในตำแหน่งที่การเดินทางทางน้ำต้องสะดุด เช่น แก่ง น้ำตก หรือปากแม่น้ำ คนที่ควบคุมจุดเหล่านี้จึงควบคุมการขนส่งสินค้าได้ด้วย ข้อสังเกตนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมกลองราคาแพงจึงมาอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกล

    ที่ถ้ำองบะ กลองวางอยู่ใกล้โลงศพของผู้ที่น่าจะมีฐานะสูง นักวิชาการจึงแทบไม่สงสัยว่ากลองทำหน้าที่เป็นของอุทิศให้ผู้ตาย เมื่อรวมกับทำเลใกล้แหล่งแร่ตะกั่ว ภาพที่ได้คือชุมชนบนพื้นที่สูงที่มั่งคั่งจากทรัพยากรและเส้นทางการค้า

    ความสำคัญ

    ไม้จากโลงศพให้ค่าอายุคาร์บอนราว 2,180±100 ปีมาแล้ว ซึ่งตรงกับช่วงที่กลองมโหระทึกแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้ำองบะจึงเป็นหลักฐานว่าชุมชนในป่าเขาตะวันตกของไทยได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนสินค้าระยะไกลแล้ว

    กลองมโหระทึกเป็นของมีค่าและหายาก การที่กลองถูกวางไว้ใกล้โลงศพทำให้นักวิชาการเชื่อว่าผู้ที่ถูกฝังในถ้ำนี้เป็นคนที่มีฐานะสูงในสังคม ที่ตั้งใกล้แหล่งแร่ตะกั่วก็ชวนให้คิดว่าความมั่งคั่งของชุมชนอาจมาจากการควบคุมทรัพยากรแร่

    โลงไม้รูปเรือแบบเดียวกันยังพบในถ้ำอีกหลายแห่งในกาญจนบุรีและแม่ฮ่องสอน ถ้ำองบะจึงเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับเข้าใจประเพณีการฝังศพในถ้ำของคนบนพื้นที่สูงทางตะวันตก

    เทียบกับโลงไม้ในแม่ฮ่องสอน

    ประเพณีวางศพในโลงไม้ในถ้ำไม่ได้มีแค่ที่กาญจนบุรี ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็พบโลงไม้จำนวนมากในถ้ำและเพิงผา เช่น ถ้ำบ่อไคร้และเพิงผาบ้านไร่ ซึ่งโครงการวิจัยของรัศมี ชูทรงเดช ศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

    โลงไม้ที่แม่ฮ่องสอนทำจากไม้สัก ค่าอายุคาร์บอนจากถ้ำหลายแห่งในปางมะผ้าอยู่ระหว่างราว 2,080 ถึง 1,240 ปีมาแล้ว ส่วนโลงไม้ที่ถ้ำองบะทำจากไม้ในสกุลพะยูงและให้อายุราว 2,180 ปีมาแล้ว จึงเก่ากว่าหรือใกล้เคียงกับรุ่นแรกของแม่ฮ่องสอน

    งานศึกษาใน พ.ศ. 2550 ใช้วงปีไม้จัดลำดับหัวโลงไม้สักที่แม่ฮ่องสอน แบ่งรูปแบบหัวโลงได้ 12 แบบ ตั้งแต่แบบเรียบไม่มีหน้าไปจนถึงแบบแกะคล้ายหัวสัตว์ ผลที่น่าสนใจคือหลายแบบถูกใช้ในเวลาเดียวกัน ผู้วิจัยจึงเสนอว่ารูปแบบหัวโลงอาจบอกฐานะหรือกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้ตาย มากกว่าบอกว่าโลงเก่าหรือใหม่ ข้อเสนอนี้ช่วยให้มองโลงไม้ที่ถ้ำองบะในมุมใหม่ด้วย

    ข้อถกเถียง

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่ากลองมโหระทึกในถ้ำองบะผลิตที่ไหน กลุ่มหนึ่งเห็นว่าเป็นของนำเข้าจากแหล่งผลิตทางเหนือ เช่น เวียดนามตอนเหนือหรือยูนนาน อีกกลุ่มชี้ว่าดินแดนไทยเองก็มีช่างหล่อกลองในยุคเดียวกัน ประเด็นนี้ต้องใช้การวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะจึงจะตอบได้ชัดขึ้น

    ความหมายของโลงรูปเรือก็ยังเปิดกว้าง บางคนเสนอว่าเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเรือที่พาวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย ขณะที่บางคนเห็นว่าอาจเป็นรูปแบบที่สะดวกต่อการทำจากท่อนซุงเท่านั้น และเนื่องจากถ้ำถูกลักลอบขุดก่อนการศึกษา ข้อมูลเรื่องว่าของชิ้นใดอยู่คู่กับศพใดจึงสูญหายไปมาก

    ถ้ำองบะในปัจจุบัน

    ถ้ำองบะยังคงอยู่ในพื้นที่ป่าเขาของอำเภอศรีสวัสดิ์ สภาพการเข้าถึงไม่สะดวกนัก เหมาะกับผู้ที่เดินทางพร้อมผู้นำทางท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่

    สำหรับผู้ที่อยากเห็นตัวอย่างโลงไม้รูปเรือและกลองมโหระทึกจากภาคตะวันตก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า มีนิทรรศการเรื่องการฝังศพในโลงไม้ในเขตภูเขาตะวันตก ส่วนโบราณวัตถุบางส่วนจากการขุดค้นของคณะไทย-เดนมาร์กเคยถูกนำไปศึกษาที่ประเทศเดนมาร์ก

    พิกัดและการนำทาง

    ถ้ำองบะ อ.ศรีสวัสดิ์ (พิกัดโดยประมาณ)
    พิกัด 14.683330, 98.950000 (14°40′60.0″N 98°57′00.0″E)

    พิกัดคลาดเคลื่อนได้ราว 1 กิโลเมตร ถ้ำอยู่ในป่าลึกห่างตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ราว 10 กิโลเมตร ทางเข้าเป็นเส้นทางเหมืองเก่า ควรนำทางไปตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ แล้วติดต่อผู้นำทางท้องถิ่น

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ถ้ำองบะอยู่ในเขตป่าเขาของอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำแควใหญ่ การเข้าถึงต้องเดินทางด้วยรถและเดินป่า ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้นำทางก่อนเข้าไป ผู้ที่ต้องการดูตัวอย่างโลงไม้และเรื่องราวการฝังศพในถ้ำภาคตะวันตก ไปชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: การฝังศพยุคแรก. พบร่องรอยการฝังศพพร้อมห่วงหินและหัวหอกหินชนวน
    • ราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ.: ภาชนะเขียนสีแดงดำ. เศษภาชนะเขียนสีแบบที่ไม่พบที่อื่นในไทย กำหนดอายุจากถ่าน
    • ราว 400 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ยุคกลองเฮเกอร์ 1. ช่วงที่กลองแบบยูนนานแพร่ลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามการจัดแบบของโซเรนเซน
    • ราว 2,200 ปีก่อน: ยุคโลงไม้และกลองมโหระทึก. ไม้โลงศพให้ค่าอายุคาร์บอน 2,180±100 ปีมาแล้ว
    • ราว 2,080–1,240 ปีก่อน: โลงไม้ที่ปางมะผ้า. ประเพณีโลงไม้ในถ้ำทางเหนือของภาคตะวันตกดำเนินต่อมาอีกหลายร้อยปี
    • ราว พ.ศ. 2501–2502 (ค.ศ. 1958–1959): พบกลองมโหระทึก. กลองสำริดแบบดองซอนถูกพบในถ้ำ
    • ก่อนการขุดค้น: การลักลอบขุด. โลงศพเสียหายและของมีค่าสูญหายไปจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะไทย-เดนมาร์กสำรวจ. บันทึกโลงไม้และกลองในถ้ำ
    • ราว พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): ขุดค้นอีกครั้ง. เก็บข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโลงไม้กว่า 90 โลง
    • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979): บทความเรื่องกลอง. โซเรนเซนเผยแพร่เรื่องกลองหกใบจากถ้ำองบะ
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ตีพิมพ์รายงาน. รายงานของคณะไทย-เดนมาร์กที่รวมข้อมูลถ้ำองบะออกที่ลอนดอน
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): บทวิจารณ์ใน JSS. พรชัย สุจิตต์ วิจารณ์รายงานในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): ศึกษาโลงไม้ด้วยวงปีไม้. งานวิจัยแบ่งหัวโลงไม้สักที่แม่ฮ่องสอนได้ 12 แบบ

    รู้หรือไม่

    มโหระทึกไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี

    กลองมโหระทึกถูกใช้ในพิธีกรรม เช่น ขอฝน และเป็นเครื่องแสดงฐานะ บนหน้ากลองมักมีรูปกบนั่งอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์และฝน

    ไม้ทนพันปี

    โลงศพในถ้ำองบะทำจากไม้เนื้อแข็งในสกุลเดียวกับพะยูง ซึ่งทนต่อการผุพัง ประกอบกับถ้ำที่แห้ง จึงรอดมาได้กว่าสองพันปี

    กลองอยู่ตรงจุดที่เรือต้องหยุด

    แหล่งที่พบกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ 1 ในไทยล้วนอยู่ใกล้แก่ง น้ำตก หรือปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นจุดคุมเส้นทางขนส่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Journal of the Siam Society vol. 77 Reviews (Ban Kao and Ongbah reports)
    2. Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association: Heger I drums
    3. ScienceAsia 33 (2007): log coffins in western Thailand
    4. Tham Ong Bah – KA0161 – Grottomap
    5. มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี – ศิลปวัฒนธรรม
    6. Teak log coffin head styles in northern Thailand (ScienceAsia 2007)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ถ้ำองบะ
    Bronze drum in Wat Kungtapao Local Museum 1 · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านดอนตาเพชร

    บ้านดอนตาเพชร

    ภาพประกอบ: Ohranhänger Ban Don Ta Phet · AReinecke · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สุสานยุคเหล็กในกาญจนบุรีที่ให้หลักฐานเก่าแก่ชิ้นสำคัญของการติดต่อระหว่างดินแดนไทยกับอินเดีย · ราว 2,400–2,300 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
    ยุคสมัยยุคเหล็กตอนปลาย
    อายุโดยประมาณราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ราว 4 ศตวรรษก่อนคริสตกาล)
    การขุดค้นพ.ศ. 2518–2519, 2523–2524, 2527–2528 และ 2543
    ของเด่นจี้รูปสิงโตหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินกึ่งมีค่า ภาชนะสำริดดีบุกสูง เครื่องมือเหล็ก
    พิพิธภัณฑ์อาคารคลุมหลุมขุดค้นในชุมชนดอนตาเพชร
    ผู้ขุดค้นหลักชิน อยู่ดี (กรมศิลปากร) และเอียน โกลเวอร์ (มหาวิทยาลัยลอนดอน)
    ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ด ในจำนวนนี้เป็นลูกปัดสลักลายอย่างน้อย 40 เม็ด

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านดอนตาเพชรอยู่ในอำเภอพนมทวน ทางตะวันออกของจังหวัดกาญจนบุรี ใกล้รอยต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่เป็นที่ดอนกลางที่ราบลุ่มภาคกลางฝั่งตะวันตก ไม่ห่างจากเส้นทางน้ำที่ไหลลงสู่ลุ่มแม่น้ำท่าจีนและแม่กลอง

    ทำเลนี้อยู่ระหว่างเทือกเขาตะวันตกซึ่งอุดมด้วยแร่โลหะ กับที่ราบที่ปลูกข้าวได้ดี ชุมชนโบราณที่นี่จึงอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงทั้งทรัพยากรภูเขาและเส้นทางแลกเปลี่ยนสินค้าที่มุ่งสู่ทะเล

    หลักฐานสำคัญ

    • จี้หินคาร์เนเลียนรูปสิงห์และลูกปัด: ลูกปัดและจี้แบบอินเดีย หลักฐานการค้ากับอินเดียเมื่อราว 2,300 ปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะสำริดดีบุกสูง: ขันสำริดผนังบาง ลายสลักละเอียด ทำจากสำริดผสมดีบุกมาก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ชาวบ้านพบโบราณวัตถุจำนวนมากโผล่ขึ้นมาในพื้นที่ชุมชน ข่าวนี้ไปถึงกรมศิลปากร อาจารย์ชิน อยู่ดี นักโบราณคดีผู้บุกเบิกงานก่อนประวัติศาสตร์ของไทย จึงเข้ามาขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2518–2519

    ต่อมามีการขุดค้นอีกหลายฤดูกาล ได้แก่ พ.ศ. 2523–2524 และ 2527–2528 ซึ่งกรมศิลปากรร่วมกับทีมของ เอียน โกลเวอร์ (Ian C. Glover) จากสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน และครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2543 งานต่อเนื่องหลายทศวรรษนี้ทำให้ดอนตาเพชรเป็นแหล่งยุคเหล็กที่ถูกศึกษาละเอียดที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

    ลูกปัดสีส้มเม็ดเล็กในหลุมศพที่พนมทวน บอกเราว่าเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ดินแดนนี้ค้าขายกับคนอีกฟากมหาสมุทรแล้ว

    ห้าฤดูกาลขุดค้นและงานวิจัยที่ตามมา

    ฤดูกาลแรกใน พ.ศ. 2518–2519 อาจารย์ชิน อยู่ดี ขุดค้นเพื่อกู้ข้อมูลหลังชาวบ้านพบโบราณวัตถุ ผลที่ได้น่าตื่นเต้นพอจะดึงความสนใจจากนักวิชาการต่างประเทศ จนเกิดความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งมีเอียน โกลเวอร์ เป็นผู้นำฝ่ายอังกฤษ ในฤดูกาล พ.ศ. 2523–2524

    ระหว่างฤดูกาลขุดค้น ทีมเดียวกันยังออกสำรวจภาคตะวันตกตอนกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ถึง 6 มกราคม พ.ศ. 2526 เยี่ยมชมแหล่งโบราณคดี 35 แห่งระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี เพื่อดูว่าดอนตาเพชรอยู่ในบริบทแบบใด จากนั้นจึงกลับมาขุดค้นอีกใน พ.ศ. 2527–2528 และกรมศิลปากรขุดค้นพร้อมจัดทำรายงานอีกครั้งใน พ.ศ. 2543

    งานที่ดอนตาเพชรกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักวิชาการหลายรุ่น ตลอดหลายสิบปีมีวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกอย่างน้อย 3 เล่ม ปริญญาโท 5 เล่ม และงานตีพิมพ์อีกราว 32 ชิ้นที่ใช้ข้อมูลจากแหล่งนี้ ทั้งเรื่องโลหะ ลูกปัด แก้ว และสิ่งทอ

    สิ่งที่พบ

    ดอนตาเพชรเป็นสุสานที่คนนำของมีค่ามาวางรวมกับศพจำนวนมาก ทั้งเครื่องมือและอาวุธเหล็กกว่าพันชิ้น ภาชนะดินเผา กำไลสำริด และกระดูกสัตว์ ปริมาณเครื่องเหล็กที่สูงขนาดนี้แสดงว่าเหล็กกลายเป็นวัสดุหลักของเครื่องมือในยุคนั้นแล้ว

    ของที่สะดุดตาที่สุดคือลูกปัดหินกึ่งมีค่ากว่า 600 เม็ด ทั้งคาร์เนเลียน อาเกต และหินผลึก มีรูปทรงหลากหลาย ในจำนวนนี้มีลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกตแบบสลักลายอย่างน้อย 40 เม็ด ซึ่งนับเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พบในแหล่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ยังพบภาชนะสำริดผนังบางมากซึ่งหล่อจากโลหะผสมดีบุกสูง ต้องใช้ฝีมือช่างระดับสูงในการตีและหล่อ และพบจี้หินคาร์เนเลียนแกะเป็นรูปสิงโต ซึ่งกลายเป็นโบราณวัตถุชิ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของแหล่งนี้

    ภาชนะสำริดดีบุกสูงและภาพสลักบนโลหะ

    ภาชนะสำริดจากดอนตาเพชรมีส่วนผสมของดีบุกสูงกว่าสำริดทั่วไป ทำให้ผิวโลหะมีประกายสีทอง แต่ก็เปราะและต้องใช้เทคนิคพิเศษ คือหล่อแล้วตีขึ้นรูปขณะร้อน ก่อนชุบแข็งด้วยการจุ่มน้ำ ภาชนะจึงมีผนังบางมากและส่งเสียงกังวานเมื่อเคาะ

    ภาชนะบางใบมีลายเส้นสลักละเอียดบนผิว เป็นภาพผู้คน ขบวนสัตว์ และอาคาร ภาชนะสำริดแบบมีลายภาพเช่นนี้พบในแหล่งไทยเพียงไม่กี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งพบชามที่มีลายภาพใน พ.ศ. 2553 ความคล้ายกันนี้ช่วยเชื่อมโยงดอนตาเพชรเข้ากับเครือข่ายการค้าทางทะเลฝั่งอ่าวไทย

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าภาชนะเหล่านี้ทำที่ไหน ศรีนิวาสัน นักโบราณโลหะวิทยาชาวอินเดีย เสนอว่าเทคนิคสำริดดีบุกสูงน่าจะมาจากเอเชียใต้ ขณะที่บางท่านมองว่าช่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจรับเทคนิคมาแล้วผลิตเองในท้องถิ่น

    ความสำคัญ

    นักโบราณคดีที่ร่วมขุดค้นประเมินอายุสุสานไว้ราว 2,300–2,400 ปีก่อน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 ในเวลาที่ตีพิมพ์ ผลนี้ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนและมีการกำหนดอายุเก่าที่สุดของการติดต่อระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดีย

    ลูกปัดหินแบบสลักลายมีรูปแบบและเทคนิคการผลิตใกล้เคียงกับลูกปัดที่พบในอินเดียและปากีสถาน ส่วนจี้สิงโตก็ชวนให้นึกถึงสัญลักษณ์ในศิลปะอินเดีย ดอนตาเพชรจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการอธิบายว่า ก่อนจะมีเมืองแบบทวารวดี คนในดินแดนไทยได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายการค้าข้ามทะเลแล้ว

    ในการถกเถียงเรื่องสุวรรณภูมิ ดอนตาเพชรมักถูกยกเป็นตัวอย่างคู่กับเขาสามแก้วในภาคใต้ ว่าดินแดนนี้มีชุมชนที่มั่งคั่งและเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

    ดอนตาเพชรในลำดับประวัติศาสตร์ภาคตะวันตก

    จากการสำรวจ โกลเวอร์แบ่งพัฒนาการของภาคตะวันตกตอนกลางเป็นเจ็ดช่วง เริ่มจากกลุ่มล่าหาของป่าแบบโฮบิเนียน ผ่านยุคหินใหม่ที่มีสุสานแบบบ้านเก่า ยุคเหล็กที่มีสุสานอย่างดอนตาเพชร ช่วงรอยต่อสู่ยุคประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นในสหัสวรรษแรกหลังคริสตกาล และช่วงหลังจากนั้น ดอนตาเพชรจึงเป็นหมุดสำคัญที่อยู่ตรงช่วงก่อนเกิดเมืองแบบทวารวดี

    ในแหล่งยุคเหล็กของไทยหลายแห่ง ผู้ตายมักถูกฝังพร้อมภาชนะดินเผา อาวุธและเครื่องประดับเหล็กและสำริด ภาชนะสำริด และเครื่องประดับจากแก้วกับหินกึ่งมีค่า ดอนตาเพชรเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของรูปแบบนี้ และเพราะของจากต่างแดนปะปนอยู่มาก จึงช่วยให้เห็นว่าการค้าภายในภูมิภาคกับการค้าข้ามอ่าวเบงกอลเชื่อมต่อกันอย่างไร

    สนิมบนเครื่องโลหะยังเก็บเส้นใยผ้าไว้ จูดิธ แคเมรอน นักวิชาการด้านสิ่งทอโบราณ ใช้ร่องรอยเหล่านี้ศึกษาว่าคนยุคเหล็กทอผ้าจากเส้นใยอะไรและด้วยเทคนิคใด ข้อมูลประเภทนี้หายากมาก เพราะผ้าเน่าเปื่อยเร็วในอากาศร้อนชื้น

    ข้อถกเถียง

    จี้สิงโตคาร์เนเลียนเคยถูกโกลเวอร์ตีความอย่างระมัดระวังว่าอาจเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าในฐานะ ศากยสิงห์ หรือสิงห์แห่งศากยวงศ์ ซึ่งหมายความว่าความคิดทางพุทธศาสนาอาจเดินทางมาถึงก่อนที่จะมีพระพุทธรูป แต่ผู้เสนอเองระบุว่านี่เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่าสิงโตอาจเป็นเพียงเครื่องรางหรือของแสดงฐานะ โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับศาสนา

    อีกคำถามหนึ่งคือ ลูกปัดและภาชนะสำริดเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมด หรือมีช่างที่ทำในท้องถิ่นด้วย การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง ทั้งโลหะ แก้ว และหิน เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งเขาสามแก้ว ทำให้นักวิชาการปรับการตีความเดิมหลายจุด ทั้งเรื่องช่วงเวลาและลักษณะการแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ยังไม่แน่ชัดว่าดอนตาเพชรเป็นสุสานของกลุ่มคนชั้นสูงเฉพาะกลุ่ม หรือสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนทั่วไปในภูมิภาค คำถามนี้ยังรอหลักฐานจากแหล่งร่วมสมัยอื่น ๆ

    ดอนตาเพชรในปัจจุบัน

    ในชุมชนดอนตาเพชรมีพิพิธภัณฑ์ที่สร้างคร่อมหลุมขุดค้นไว้ตรงกลางอาคาร ผู้ชมเดินดูหลุมได้รอบทั้งสี่ด้าน เห็นโครงกระดูกและของอุทิศในตำแหน่งที่ค้นพบจริง แทนที่จะเห็นเฉพาะวัตถุในตู้กระจก

    โบราณวัตถุสำคัญหลายชิ้นจากดอนตาเพชรเก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ งานศึกษาเรื่องสำริดดีบุกสูง ลูกปัด และสิ่งทอที่ติดอยู่กับโลหะจากแหล่งนี้ ยังเป็นหัวข้อวิจัยของนักวิชาการไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์บ้านดอนตาเพชร (อาคารคลุมหลุมขุดค้น) อ.พนมทวน
    พิกัด 14.189701, 99.726044 (14°11′22.9″N 99°43′33.8″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีอยู่ในชุมชนบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่สร้างคลุมหลุมขุดค้นให้ชมการฝังศพในตำแหน่งจริง ส่วนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญบางชิ้นจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดินทางจากตัวเมืองกาญจนบุรีหรือจากสุพรรณบุรีได้ทางรถยนต์ และต่อไปยังแหล่งอู่ทองซึ่งอยู่ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,400–2,300 ปีก่อน: สุสานยุคเหล็ก. ชุมชนฝังศพพร้อมเครื่องเหล็ก สำริด และลูกปัดจากต่างแดน
    • พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975): พบโบราณวัตถุ. ชาวบ้านพบโบราณวัตถุจำนวนมากในชุมชน
    • พ.ศ. 2518–2519 (ค.ศ. 1975–1976): ขุดค้นครั้งแรก. อาจารย์ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร นำการขุดค้น
    • พ.ศ. 2523–2524 (ค.ศ. 1980–1981): ฤดูกาลที่สอง. ความร่วมมือกับทีมของเอียน โกลเวอร์
    • 1 ธ.ค. พ.ศ. 2525–6 ม.ค. พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1982–1983): สำรวจภาคตะวันตก. ทีมไทย-อังกฤษสำรวจแหล่งโบราณคดี 35 แห่งระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ฤดูกาลที่สาม. ขุดค้นต่อเนื่อง พบเครื่องเหล็กกว่าพันชิ้นรวมทุกฤดูกาล
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): ขุดค้นครั้งล่าสุด. เพิ่มข้อมูลเพื่อศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): หนังสือเกียรติยศโกลเวอร์. รวมบทความ 50 ปีโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีงานวิจัยเรื่องสำริดและสิ่งทอจากดอนตาเพชร
    • พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ประเมินใหม่คู่กับเขาสามแก้ว. โกลเวอร์และเบลลินาเผยแพร่บทความทบทวนหลักฐานการติดต่อกับอินเดีย
    • ทศวรรษ 2550–2560: ทบทวนการตีความ. งานวิเคราะห์โลหะ แก้ว และหิน ทำให้ปรับความเข้าใจเรื่องช่วงเวลาและการค้า

    รู้หรือไม่

    ลูกปัดสลักลายทำอย่างไร

    ลูกปัดคาร์เนเลียนสลักลายทำโดยวาดลวดลายด้วยสารด่างลงบนผิวหิน แล้วเผาให้เกิดเส้นสีขาวติดแน่นถาวร เป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีในอนุทวีปอินเดีย

    ศพนี้มีผ้า

    สนิมของเครื่องโลหะบางชิ้นจากดอนตาเพชรเก็บรักษาร่องรอยเส้นใยผ้าเอาไว้ นักวิจัยจึงศึกษาสิ่งทอโบราณจากแหล่งนี้ได้

    สำริดที่เคาะแล้วกังวาน

    ภาชนะสำริดดีบุกสูงมีผนังบางและแข็ง เมื่อเคาะจะมีเสียงกังวาน และผิวมีประกายคล้ายทอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo: The Earliest Indian Contacts Re-assessed – Cambridge
    2. Ian C. Glover & Bérénice Bellina – ฐานข้อมูลสุวรรณภูมิ ม.สงขลานครินทร์
    3. Ajarn Chin You-di: a brief tribute – SPAFA Journal
    4. Ban Don Ta Phet excavation report – Asian Perspectives (ScholarSpace)
    5. Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection – Bunchar
    6. Ban Don Ta Phet Museum – LoveThailand
    7. Archaeological survey in west-central Thailand (Glover) – ScholarSpace
    8. Review: 50 Years of Archaeology in Southeast Asia, Essays in Honour of Ian Glover – JSS
    9. Glover & Jahan on decorated bronze bowl from Khao Sam Kaeo – Suvarnabhumi DB
    10. Ajarn Chin You-di: a brief tribute (full text) – SPAFA

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านดอนตาเพชร
    Museum Ban Don Ta Phet · AReinecke · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • บ้านเก่า

    บ้านเก่า

    ภาพประกอบ: Ban Kao Museum · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สุสานยุคหินใหม่ริมลำน้ำแควน้อย จุดเริ่มต้นของโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แบบสากลในประเทศไทย · ราว 4,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
    ลุ่มน้ำแม่น้ำแควน้อย
    ยุคสมัยยุคหินใหม่ ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ
    ผู้ขุดค้นคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก พ.ศ. 2503–2505
    ของเด่นภาชนะดินเผาสามขา ขวานหินขัด โครงกระดูกมนุษย์
    พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
    จำนวนหลุมฝังศพ44 หลุมที่ไร่นายบาง และ 2 หลุมที่ไร่นายเหลือ
    ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกราว 3,700 ± 70 ปีก่อน

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเก่าเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ทางตะวันตกของประเทศไทย พื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสลับกับลำห้วย มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวอยู่ไม่ไกลนัก ไปทางชายแดนเมียนมา

    ภูมิประเทศแบบนี้เหมาะกับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก มีทั้งน้ำจืด ดินริมน้ำที่เพาะปลูกได้ ป่าที่มีสัตว์ให้ล่า และหินสำหรับทำเครื่องมือ ชุมชนโบราณจึงเลือกตั้งถิ่นฐานและฝังศพบรรพบุรุษไว้ตามเนินดินริมลำน้ำแห่งนี้

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะสามขา: หม้อดินเผาตั้งบนสามขากลวง เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเก่า (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า) ดูภาพถ่ายจริง
    • ขวานหินขัด: ขวานหินที่ขัดจนเรียบ เครื่องมือของชาวนายุคหินใหม่ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ: จากค่ายเชลยศึกถึงคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

    เรื่องราวของบ้านเก่าเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกมาสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า หนึ่งในเชลยคือ เอช. อาร์. ฟาน ฮีเคอเรน (H. R. van Heekeren) ชาวดัตช์ผู้สนใจโบราณคดี ระหว่างทำงานใกล้ค่ายบ้านเก่า เขาเก็บเครื่องมือหินได้จำนวนหนึ่งและซ่อนไว้กับตัว

    เมื่อถูกย้ายไปญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขายังเก็บหินเหล่านั้นไว้ หลังสงครามเครื่องมือหินถูกส่งต่อไปให้นักวิชาการอเมริกันศึกษา และปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พีบอดีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด การค้นพบนี้ทำให้นักวิชาการทั่วโลกหันมาสนใจว่าดินแดนไทยมีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่ยุคหิน

    ฟาน ฮีเคอเรนกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) พร้อมคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งมีแปร์ โซเรนเซน (Per Sørensen) เป็นผู้นำงานภาคสนาม ฝ่ายไทยมีนายแพทย์สุด แสงวิเชียร แห่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รับผิดชอบการศึกษาโครงกระดูก คณะนี้ขุดค้นที่บ้านเก่าระหว่าง พ.ศ. 2503–2505

    หินไม่กี่ก้อนที่เชลยศึกคนหนึ่งซ่อนไว้ในกระเป๋า เปิดประตูให้โลกรู้จักอดีตหลายพันปีของลุ่มน้ำแคว

    คนเบื้องหลังคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

    คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์กเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับนักวิชาการเดนมาร์ก ฝ่ายไทยมีครูชิน อยู่ดี แห่งกรมศิลปากรเป็นหัวหน้า ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรอีกหลายคน นายแพทย์สุด แสงวิเชียร จากศิริราช และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ฝ่ายเดนมาร์กมีดร.เอจิล นีลเซน เป็นหัวหน้า และแปร์ โซเรนเซน เป็นผู้ควบคุมงานขุดค้น โดยมีฟาน ฮีเคอเรนร่วมคณะด้วย

    งานแบ่งเป็นสองระยะ ระยะแรกใน พ.ศ. 2503–2504 เป็นการสำรวจตามลำน้ำแควน้อย เพื่อหาแหล่งที่เหมาะจะขุดค้น ระยะที่สองตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2505 เป็นการขุดค้นหลายแหล่ง โดยบ้านเก่าเป็นแหล่งหลัก

    สำหรับคนไทย งานนี้เป็นเหมือนโรงเรียนภาคสนาม ครูชิน อยู่ดี ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย ได้ประสบการณ์ตรงจากการทำงานร่วมกับนักวิชาการต่างชาติ และนำวิธีการเหล่านั้นไปใช้กับแหล่งอื่นในเวลาต่อมา

    สิ่งที่พบ

    คณะสำรวจพบหลุมฝังศพหลายสิบหลุมในสองจุดหลัก ซึ่งเรียกตามชื่อเจ้าของที่ดินว่าไร่นายบางและไร่นายเหลือ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระบุจำนวนหลุมไม่ตรงกันนัก ตั้งแต่ราว 39 ไปจนถึง 46 หลุม ขึ้นอยู่กับว่านับเฉพาะโครงที่สมบูรณ์หรือนับทุกหลุม

    ของที่ฝังร่วมกับศพมีทั้งขวานหินขัด เครื่องมือกระดูก เครื่องประดับ และภาชนะดินเผา ที่โดดเด่นที่สุดคือภาชนะสามขา หม้อที่มีขากลวงสามขารองรับตัวหม้อ รูปทรงแปลกตานี้กลายเป็นเอกลักษณ์ จนนักโบราณคดีเรียกกลุ่มวัฒนธรรมนี้ว่า วัฒนธรรมบ้านเก่า

    นอกจากนี้ยังพบกระดูกสัตว์ป่า เช่น แรด กระดอง เต่า และหัวกะโหลกหมู ซึ่งบอกว่าคนบ้านเก่าล่าสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก การศึกษาโครงกระดูกพบว่าคนส่วนใหญ่ในสุสานตายก่อนอายุ 30 ปี มีเพียงไม่กี่คนที่อายุเกิน 40 ปี

    สุสานสองยุคและการกำหนดอายุ

    ที่ไร่นายบางพบหลุมฝังศพ 44 หลุม และที่ไร่นายเหลืออีก 2 หลุม ผู้ตายถูกฝังพร้อมของอุทิศ โซเรนเซนอ่านลำดับชั้นดินและรูปแบบภาชนะแล้วแบ่งสุสานเป็นช่วงยุคหินใหม่ตอนต้นและยุคหินใหม่ตอนปลาย และยังพบร่องรอยการใช้พื้นที่ในยุคเหล็กอยู่ชั้นบน

    ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกที่ได้คือราว 3,700 ปี บวกลบ 70 ปี ซึ่งในตอนนั้นถูกใช้เป็นหลักฐานว่ามีคนตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทยมาราว 4,000 ปี ต่อมาเมื่อรวมค่าอายุอื่น ๆ นักวิชาการสรุปช่วงอายุของวัตถุในแหล่งไว้กว้าง ๆ ราว 3,300–2,200 ปีก่อน และการใช้เหล็กในชั้นบนอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ลงมา

    โซเรนเซนเห็นว่าภาชนะสามขาของบ้านเก่าคล้ายกับภาชนะของวัฒนธรรมหลงซานในจีน จึงเสนอว่ามีผู้คนหรือแนวคิดเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ ความเห็นนี้มีอิทธิพลมากในช่วงแรก แต่เมื่อพบแหล่งยุคหินใหม่ในไทยเพิ่มขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังหลายท่านจึงให้น้ำหนักกับการพัฒนาในภูมิภาคและการแลกเปลี่ยนกับชุมชนข้างเคียงมากขึ้น

    ชีวิตคนบ้านเก่าจากกระดูก

    การศึกษาโครงกระดูกเป็นงานร่วมระหว่างนายแพทย์สุด แสงวิเชียร กับผู้ร่วมงานชาวไทย และศาสตราจารย์ เจ. บัลสเลฟ เยอร์เกนเซน หัวหน้าห้องปฏิบัติการมานุษยวิทยาแห่งโคเปนเฮเกน ผลงานตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ในชื่อ The Prehistoric Thai Skeletons ซึ่งเป็นภาคที่สองของรายงานบ้านเก่า ส่วนภาคแรกว่าด้วยโบราณวัตถุจากหลุมฝังศพ เขียนโดยโซเรนเซนกับโทเฟ แฮตทิง ตีพิมพ์ก่อนหน้าใน พ.ศ. 2510

    ข้อมูลที่ได้บอกว่าคนบ้านเก่าส่วนใหญ่ตายก่อนอายุ 30 ปี และมีเพียงสองคนที่อายุเกิน 40 ปี ชีวิตจึงสั้นกว่าคนปัจจุบันมาก แต่การฝังศพอย่างพิถีพิถันพร้อมภาชนะและเครื่องมือก็บอกว่าชุมชนให้ความสำคัญกับผู้ตาย

    กระดูกสัตว์ในแหล่งยังเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบชุมชน เช่น กระดูกแรดชวาและกระซู่ ซึ่งปัจจุบันไม่มีในป่าไทยแล้ว กระดองเต่า และกะโหลกหมูที่อาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมฝังศพ ปัจจุบันโครงกระดูกจากบ้านเก่าเก็บรักษาไว้ทั้งที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และที่สถาบันมานุษยวิทยากายภาพ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

    ความสำคัญ

    บ้านเก่าเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ครั้งแรก ๆ ในไทยที่ใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์สากล มีการจดบันทึกชั้นดิน ศึกษาโครงกระดูกอย่างเป็นระบบ และส่งตัวอย่างไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอนกัมมันตรังสี งานนี้จึงเป็นเหมือนห้องเรียนแรกที่ปูทางให้นักโบราณคดีไทยรุ่นต่อมา

    ผลการศึกษาช่วยยืนยันว่ามีชุมชนเกษตรกรรมตั้งถิ่นฐานถาวรในดินแดนไทยมาหลายพันปีแล้ว และทำให้ภาคตะวันตกของไทยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลก งานเขียนผลการขุดค้นชุด Archaeological Excavations in Thailand ที่ตีพิมพ์ภายหลังยังถูกอ้างถึงมาจนปัจจุบัน

    บ้านเก่ายังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์สองช่วงที่ห่างกันหลายพันปีเข้าด้วยกัน คือชีวิตคนยุคหินใหม่ กับความทุกข์ยากของเชลยศึกบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ

    ข้อถกเถียง

    อายุของสุสานบ้านเก่ายังเป็นเรื่องที่ตัวเลขไม่ลงรอยกัน ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกให้ผลราว 3,700 ปีก่อน บางแหล่งสรุปช่วงอายุไว้ระหว่างราว 3,300 ถึง 2,200 ปีก่อน ขณะที่นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องครอบคลุมช่วงราว 5,000 ถึง 3,100 ปีก่อน ความต่างนี้เกิดจากวิธีหาอายุในยุคแรกยังไม่แม่นยำ และจากการแบ่งชั้นวัฒนธรรมที่ต่างกัน

    อีกประเด็นหนึ่งคือที่มาของวัฒนธรรมบ้านเก่า การตีความยุคแรกเสนอว่าวัฒนธรรมนี้อาจได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น มีการพบมีดเก็บเกี่ยวแบบจีนและของเลียนแบบที่ทำจากเปลือกหอยน้ำจืด จึงอาจมีผู้คนหรือความคิดเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มมองว่าอาจเป็นการพัฒนาในท้องถิ่นที่รับอิทธิพลผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยน ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    ส่วนเครื่องมือหินที่ฟาน ฮีเคอเรนพบในช่วงสงคราม ก็เคยถูกตีความว่ามีอายุเก่าแก่มากถึงยุคหินเก่า ความเห็นต่อชิ้นงานกลุ่มนี้จึงต่างกันไปตามผู้ศึกษา

    บ้านเก่าในปัจจุบัน

    กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ขึ้นบนพื้นที่แหล่งขุดค้น นับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของไทยที่สร้างในแหล่งโบราณคดีโดยตรง ภายในจัดแสดงเครื่องมือหิน ภาชนะสามขา เครื่องมือโลหะ และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังพร้อมของอุทิศ

    พิพิธภัณฑ์ได้รับการปรับปรุงนิทรรศการใหม่ มีหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงแสดงวิถีชีวิตชุมชนยุคหินใหม่ และนิทรรศการเรื่องโลงไม้รูปเรือที่พบตามถ้ำในเขตภูเขาทางตะวันตก ทำให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มแม่น้ำแควได้ครบในที่เดียว

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี
    พิกัด 13.981273, 99.298577 (13°58′52.6″N 99°17′54.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ปัจจุบันแหล่งขุดค้นอยู่ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางตะวันตกตามลำน้ำแควน้อย ภายในมีนิทรรศการถาวรเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาชนะสามขา และโครงกระดูกจำลองการฝังศพ เดินทางต่อไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์และสถานที่ทางรถไฟสายมรณะได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: ชุมชนยุคหินใหม่. ผู้คนตั้งถิ่นฐานและฝังศพพร้อมภาชนะสามขาริมแควน้อย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ลงมา (ค.ศ. ราวศตวรรษที่ 1 ก่อน): เริ่มใช้เหล็ก. ชั้นบนของแหล่งมีร่องรอยการใช้เครื่องมือเหล็ก
    • พ.ศ. 2486–2487 (ค.ศ. 1943–1944): เชลยศึกพบเครื่องมือหิน. ฟาน ฮีเคอเรนเก็บเครื่องมือหินระหว่างสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า
    • มิ.ย. พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ถูกย้ายไปญี่ปุ่น. เขาซ่อนเครื่องมือหินติดตัวไปด้วย
    • พ.ศ. 2503–2504 (ค.ศ. 1960–1961): สำรวจลำน้ำแควน้อย. คณะไทย-เดนมาร์กสำรวจหาแหล่งโบราณคดี โดยมีฟาน ฮีเคอเรนร่วมคณะ
    • ปลาย พ.ศ. 2504–2505 (ค.ศ. 1961–1962): ขุดค้นสุสานบ้านเก่า. พบหลุมฝังศพ 44 หลุมที่ไร่นายบาง และ 2 หลุมที่ไร่นายเหลือ
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): รายงานใน JSS. โซเรนเซนเผยแพร่บทความเรื่องบ้านเก่าในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): รายงานโบราณวัตถุ. ตีพิมพ์ภาคแรกของรายงานบ้านเก่าว่าด้วยวัตถุจากหลุมฝังศพ
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): รายงานโครงกระดูก. ตีพิมพ์ The Prehistoric Thai Skeletons ภาคสองของรายงานบ้านเก่า
    • หลังการขุดค้น: ตั้งพิพิธภัณฑ์ในแหล่ง. กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): ครบรอบ 60 ปีการขุดค้น. มีการทบทวนเรื่องราวบ้านเก่าในวงวิชาการและสื่อ

    รู้หรือไม่

    ชื่อวัฒนธรรมมาจากหมู่บ้าน

    คำว่า วัฒนธรรมบ้านเก่า ใช้เรียกกลุ่มชุมชนยุคหินใหม่ที่ใช้ภาชนะสามขาแบบเดียวกัน ซึ่งต่อมาพบในแหล่งอื่นทางภาคตะวันตกและภาคใต้ด้วย

    โครงกระดูกเดินทางไกล

    โครงกระดูกและโบราณวัตถุบางส่วนจากบ้านเก่าเคยถูกส่งไปศึกษาที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

    หมอเป็นผู้ศึกษากระดูก

    การศึกษาโครงกระดูกคนบ้านเก่าเป็นงานของนายแพทย์สุด แสงวิเชียร แห่งศิริราชพยาบาล ร่วมกับนักวิชาการเดนมาร์ก และเป็นงานบุกเบิกด้านมานุษยวิทยากายภาพในไทย

    แรดเคยอยู่ริมแควน้อย

    ในแหล่งบ้านเก่าพบกระดูกแรดชวาและกระซู่ สัตว์ที่ปัจจุบันไม่เหลือในป่าไทยแล้ว

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Kao – Wikipedia
    2. เบื้องหลังการขุดค้น เรื่องราวก่อนของประเทศไทย โดยคณะไทย-เดนมาร์ก – ศิลปวัฒนธรรม
    3. มติชนสุดสัปดาห์: 60 ปีการขุดค้นบ้านเก่า
    4. พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า ที่เที่ยวใหม่กาญจนบุรี – ไทยโพสต์
    5. Physical Anthropology in Thailand: Ban Kao – SAC
    6. They excavated the Stone Age – ScandAsia
    7. Ban Kao (Per Sørensen, JSS 52.1, 1964) – The Siam Society
    8. Ban Kao skeleton record – SAC Physical Anthropology Database

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเก่า
    Ban Kao Pottery 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พนมรุ้งและเมืองต่ำ

    พนมรุ้งและเมืองต่ำ

    ภาพประกอบ: Phanom Rung castle pathway · Z3144228 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทหินบนยอดภูเขาไฟดับกับปราสาทริมบารายเบื้องล่างในบุรีรัมย์ คู่ศาสนสถานพระศิวะที่เล่าเรื่องอำนาจเขมรบนที่ราบสูงโคราช · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 10–13)

    ที่ตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
    พนมรุ้งบนขอบปากปล่องภูเขาไฟดับ สูงราว 402 เมตรจากระดับทะเล
    ศาสนาศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย บูชาพระศิวะ
    บูรณะพนมรุ้งกรมศิลปากร พ.ศ. 2514–2531 เปิด 21 พ.ค. 2531
    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หายไปราว พ.ศ. 2503 กลับคืนสู่ไทย 10 พ.ย. 2531
    เมืองต่ำสร้างช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10–ต้น 11 ศิลปะแบบคลังและบาปวน
    จารึกสำคัญK.384 ภาษาสันสกฤต ยกย่องนเรนทราทิตย์ แต่งโดยหิรัณยะผู้เป็นโอรส
    มรดกโลกกลุ่มพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปลายบัด อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของยูเนสโกตั้งแต่ พ.ศ. 2562

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ตัวปราสาทอยู่บนขอบปากปล่องที่ความสูงราว 402 เมตรจากระดับทะเล คำว่า "พนมรุ้ง" มาจากภาษาเขมร แปลว่าภูเขาใหญ่ จากยอดเขามองเห็นที่ราบกว้างไกลทางตอนใต้ของที่ราบสูงโคราช

    ปราสาทเมืองต่ำอยู่บนที่ราบเบื้องล่าง ในอำเภอประโคนชัย ระหว่างสองปราสาทมีบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่าทะเลเมืองต่ำ ซึ่งยังใช้กักเก็บน้ำมาจนถึงทุกวันนี้

    ทั้งสองแห่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางโบราณที่เชื่อมเมืองพระนครกับพิมาย ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดสำคัญทั้งทางศาสนาและการคมนาคมของอาณาจักรเขมร

    หลักฐานสำคัญ

    • ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์: ทับหลังที่ถูกขโมยไปอยู่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้คืนมาในปี 2531 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมรุ้ง ติดตั้งในตำแหน่งเดิม) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทประธานพนมรุ้ง: ปราสาทบนยอดภูเขาไฟ แสงอาทิตย์ลอดประตู 15 ช่องปีละ 4 ครั้ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทเมืองต่ำ: ปราสาทอิฐห้าหลังล้อมด้วยสระน้ำรูปตัวแอลสี่สระ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย) ดูภาพถ่ายจริง

    การสร้างและผู้สร้าง

    ศาสนสถานบนเขาพนมรุ้งสร้างขึ้นหลายช่วงในราวพุทธศตวรรษที่ 15–18 อาคารเก่าที่สุดคือปราสาทอิฐสองหลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 10 ต่อมามีปรางค์น้อยในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ส่วนปรางค์ประธานหินทรายสีชมพูที่เห็นเด่นในปัจจุบันสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และบรรณาลัยสองหลังสร้างเพิ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 13

    จารึกที่พบที่พนมรุ้งกล่าวถึงนเรนทราทิตย์ เจ้านายในราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ในพุทธศตวรรษที่ 17 นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าการสร้างปรางค์ประธานเกี่ยวข้องกับพระองค์ จารึกยังกล่าวถึงพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ซึ่งแสดงว่าบริเวณนี้อยู่ในความสนใจของราชสำนักเขมรมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10

    ปราสาทเมืองต่ำเก่ากว่าปรางค์ประธานพนมรุ้ง สร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นศิลปะแบบคลังผสมบาปวน ประติมากรรมและลวดลายที่ผสมกันหลายแบบทำให้กำหนดปีสร้างให้แน่ชัดได้ยาก

    ทับหลังหินที่หายไปเกือบสามสิบปีกลับคืนสู่ขอบประตูเดิม ท่ามกลางสายตาของคนทั้งประเทศ

    จารึกพนมรุ้งกับนเรนทราทิตย์

    ข้อมูลสำคัญที่สุดเกี่ยวกับผู้คนบนเขาพนมรุ้งมาจากจารึกภาษาสันสกฤตที่นักวิชาการให้รหัสว่า K.384 จารึกนี้ยกย่องนเรนทราทิตย์ เจ้านายผู้เป็นพระญาติใกล้ชิดและแม่ทัพฝีมือดีในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งต่อมาสละชีวิตทางโลกมาบำเพ็ญตบะอยู่ที่พนมรุ้ง

    ผู้แต่งจารึกคือหิรัณยะ โอรสและศิษย์ของนเรนทราทิตย์ จารึกพรรณนาว่านเรนทราทิตย์รูปงาม แต่งกวีได้ รอบรู้คัมภีร์ กล้าหาญในสงคราม และฝึกโยคะจนบรรลุความรู้ขั้นสูงตามคติไศวนิกาย หิรัณยะยังถวายทรัพย์แก่ศาสนสถาน และสร้างรูปเคารพทองคำของบิดาในรูปของพระศิวะ

    นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมดว่านเรนทราทิตย์คือผู้สร้างปรางค์ประธาน จารึกไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าใครเป็นผู้สร้าง บางท่านจึงเสนอว่าพนมรุ้งเป็นสถานที่บำเพ็ญตบะของพระองค์มากกว่าเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์สร้าง นอกจากนี้ยังพบจารึกอีกสองหลักใน พ.ศ. 2542–2543 ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวข้องกันแต่ยังแปลไม่ครบ

    เส้นทางขึ้นสู่ปรางค์ประธาน

    ผู้มาเยือนพนมรุ้งเดินขึ้นเขาตามลำดับเดียวกับผู้แสวงบุญในอดีต ช่วงแรกผ่านลานรูปกากบาท ทางเหนือของลานมีอาคารที่เรียกว่าพลับพลาหรือโรงช้างเผือก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายของกษัตริย์และเจ้านายก่อนประกอบพิธี

    จากนั้นเป็นทางเดินยาวราว 160 เมตร ปูด้วยศิลาแลง สองข้างมีเสานางเรียงหินทรายยอดเป็นรูปดอกบัวตูมราว 70 ต้น ปลายทางเดินคือสะพานนาคแห่งแรกซึ่งใหญ่ที่สุด มีนาคห้าเศียรหันไปทั้งสี่ทิศ สะพานนาคมีความหมายเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของเทพ

    ถัดไปเป็นบันไดหลายช่วงไต่ขึ้นสู่ยอดเขา ผ่านสะพานนาคอีกชุดก่อนถึงซุ้มประตูระเบียงคด แล้วจึงเข้าสู่ปรางค์ประธานที่เปรียบได้กับเขาไกรลาส ที่ประทับของพระศิวะ เหนือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ประตูมณฑปด้านตะวันออกเป็นหน้าบันสลักพระศิวะนาฏราช ภาพสองชิ้นนี้วางคู่กันเหมือนเล่าเรื่องการสร้างและการทำลายโลกตามคติพราหมณ์

    สิ่งที่เห็นในปราสาท

    ทางขึ้นพนมรุ้งเป็นบันไดและทางเดินยาว ผ่านสะพานนาคสองแห่งซึ่งเป็นนาคห้าเศียร ขึ้นไปสู่ระเบียงคดและปรางค์ประธาน ภายในปรางค์ประธานเคยประดิษฐานศิวลึงค์ สัญลักษณ์ของพระศิวะ

    ทับหลังที่มีชื่อเสียงที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เหนือประตูทางเข้ามณฑปด้านตะวันออก สลักภาพพระนารายณ์หรือพระวิษณุบรรทมบนหลังพญาอนันตนาคราช ซึ่งเป็นภาพตอนก่อนการสร้างโลกตามคติศาสนาพราหมณ์

    ปราสาทเมืองต่ำมีผังแบนราบซ้อนกันหลายชั้น ตรงกลางเป็นปรางค์อิฐห้าองค์เรียงเป็นแถวหน้าสาม แถวหลังสอง ล้อมด้วยกำแพงชั้นใน แล้วจึงเป็นสระน้ำ ก่อนถึงกำแพงชั้นนอก การมีสระน้ำคั่นระหว่างกำแพงเป็นลักษณะที่พบไม่บ่อยในปราสาทเขมร ที่นี่บูชาพระศิวะเป็นหลัก และมีร่องรอยการบูชาพระวิษณุด้วย

    ทับหลังที่กลับบ้าน

    ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หายไปจากปราสาทพนมรุ้งซึ่งขณะนั้นยังพังทลายและไม่มีการดูแลใกล้ชิด ต่อมาพบว่าทับหลังชิ้นนี้ไปอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับมาในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)

    เมื่อการบูรณะพนมรุ้งใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 การเรียกร้องทับหลังคืนกลายเป็นกระแสใหญ่ในสังคมไทย สื่อมวลชนติดตามอย่างใกล้ชิดและมีการแสดงความไม่พอใจต่อสหรัฐฯ ในที่สุดสถาบันศิลปะชิคาโกยอมส่งคืน โดยแลกกับเงินบริจาคจากมูลนิธิในชิคาโก

    ทับหลังมาถึงไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้รับมอบแทนฝ่ายไทย นักวิทยาศาสตร์ไทยตรวจพิสูจน์ด้วยการเทียบเนื้อหินกับหินจากพนมรุ้ง เทียบกับภาพถ่ายเก่า และตรวจไลเคนที่เกาะผิวหิน จนยืนยันว่าเป็นของแท้ จากนั้นจึงนำขึ้นติดตั้งที่เดิมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    สมบัติประโคนชัยจากปราสาทเขาปลายบัด

    ไม่ไกลจากพนมรุ้งมีภูเขาไฟดับอีกลูกหนึ่ง คือเขาปลายบัด บนเขามีปราสาทอิฐขนาดเล็กชื่อปราสาทเขาปลายบัด 2 ราว พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ชาวบ้านขุดพบประติมากรรมสำริดทางพุทธศาสนาจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ในบริเวณปราสาท แต่การค้นพบนี้ไม่เคยได้รับการบันทึกทางโบราณคดี จำนวนที่แท้จริงจึงไม่มีใครรู้ รายงานต่าง ๆ ระบุตั้งแต่ไม่กี่สิบองค์ไปจนถึงราว 300 องค์

    ประติมากรรมกลุ่มนี้รู้จักกันทั่วโลกในชื่อสมบัติประโคนชัย ส่วนใหญ่เป็นพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน เช่น พระศรีอาริยเมตไตรยและพระอวโลกิเตศวร มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–9) เก่ากว่าปราสาทอิฐที่ฝังไว้ บางองค์ห่อผ้าไว้ก่อนฝัง นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าคนรุ่นหลังฝังไว้เมื่อศาสนสถานถูกเปลี่ยนไปใช้ในศาสนาพราหมณ์ บางคนเชื่อมโยงประติมากรรมกลุ่มนี้กับรัฐศรีจนาศะ

    ภายใน พ.ศ. 2507–2508 ประติมากรรมจำนวนมากถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ โดยมีดักลาส แลตช์ฟอร์ด นักค้าโบราณวัตถุชาวอังกฤษเป็นบุคคลสำคัญ แล้วไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทนในนิวยอร์ก

    ไทยติดตามทวงคืนอย่างจริงจังในช่วงหลัง พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโกอนุมัติส่งคืนประติมากรรมสี่องค์ คือพระโพธิสัตว์สามองค์และพระพุทธรูปหนึ่งองค์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568 และมีพิธีรับมอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 ก่อนนำไปจัดแสดงที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ดวงอาทิตย์ลอด 15 ประตู

    ประตูของปราสาทพนมรุ้งเรียงตรงกันเป็นแนวเดียว 15 ช่อง ตามข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไป ราววันที่ 2–4 เมษายน และ 8–10 กันยายน ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องแสงลอดทั้ง 15 ช่องประตู ส่วนราววันที่ 5–7 มีนาคม และ 5–7 ตุลาคม ดวงอาทิตย์ตกส่องลอดแนวเดียวกัน วันที่แน่นอนอาจเลื่อนไปหนึ่งถึงสองวันในแต่ละปี

    ปรากฏการณ์นี้เกิดเพราะแกนของปราสาทเบี่ยงจากแนวตะวันออกตะวันตกพอดีไปทางเหนือเล็กน้อย นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าช่างเขมรตั้งใจวางแนวเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์นี้หรือไม่ เพราะไม่มีเอกสารโบราณกล่าวถึงเลย และคนยุคใหม่เพิ่งสังเกตเห็นหลังการบูรณะ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นการคำนวณทางดาราศาสตร์ อีกฝ่ายมองว่าอาจเกิดจากการเลือกแนวตามภูมิประเทศโดยบังเอิญ

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรบูรณะปราสาทพนมรุ้งระหว่าง พ.ศ. 2514–2531 ด้วยวิธีอนัสติโลซิส โดยมีปีแยร์ ปิชาร์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศสผู้เคยบูรณะพิมายเป็นที่ปรึกษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 ส่วนปราสาทเมืองต่ำได้รับการบูรณะปรางค์ทุกองค์ยกเว้นองค์กลาง

    ในปี พ.ศ. 2548 ไทยเสนอปราสาทพนมรุ้งพร้อมกลุ่มปราสาทเขมรในอีสานต่อยูเนสโกเพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกในอนาคต ปัจจุบันงานเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้งจัดในช่วงต้นเดือนเมษายน ให้ตรงกับช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นลอด 15 ประตู

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพนมรุ้ง อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
    พิกัด 14.531935, 102.940331 (14°31′55.0″N 102°56′25.2″E)

    ปราสาทพนมรุ้งกับปราสาทเมืองต่ำอยู่ห่างกันไม่ไกล ขับรถต่อกันได้ในวันเดียว

    ปราสาทเมืองต่ำ: 14.496177, 102.982239

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนปราสาทเมืองต่ำอยู่บนที่ราบเชิงเขาในอำเภอประโคนชัย ทั้งสองแห่งอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเที่ยวต่อกันได้ในวันเดียว ใกล้ปราสาทเมืองต่ำมีบารายทะเลเมืองต่ำ ช่วงต้นเมษายนมีงานเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้ง

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. 8–9): ประติมากรรมสำริดประโคนชัย. หล่อพระโพธิสัตว์สำริดซึ่งภายหลังถูกฝังที่ปราสาทเขาปลายบัด 2
    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 10): ปราสาทอิฐรุ่นแรก. สร้างปราสาทอิฐสองหลังบนเขาพนมรุ้ง
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 15–ต้น 16 (ค.ศ. ปลายศตวรรษที่ 10–ต้น 11): สร้างปราสาทเมืองต่ำ. ศิลปะแบบคลังผสมบาปวน บูชาพระศิวะ
    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 12): ปรางค์ประธานพนมรุ้ง. ยุคนเรนทราทิตย์แห่งราชวงศ์มหิธรปุระ ร่วมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    • ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 12): จารึกนเรนทราทิตย์. หิรัณยะจารึกยกย่องบิดาผู้บำเพ็ญตบะที่พนมรุ้ง
    • พุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 13): บรรณาลัย. สร้างบรรณาลัยสองหลังในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    • ราว พ.ศ. 2503 (ค.ศ. ราว 1960): ทับหลังหาย. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ถูกโจรกรรมจากพนมรุ้ง
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): พบสมบัติประโคนชัย. ชาวบ้านขุดพบประติมากรรมสำริดที่ปราสาทเขาปลายบัด 2 แล้วถูกลักลอบส่งออก
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): ทับหลังถึงชิคาโก. สถาบันศิลปะชิคาโกได้รับทับหลังไว้ในคอลเลกชัน
    • พ.ศ. 2514–2531 (ค.ศ. 1971–1988): บูรณะพนมรุ้ง. กรมศิลปากรบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส
    • 21 พ.ค. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เปิดอุทยานประวัติศาสตร์. เปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ
    • 10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ทับหลังกลับไทย. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เดินทางถึงไทย
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): บัญชีเบื้องต้นมรดกโลก. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปลายบัด เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น
    • 6 ม.ค. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): สำริดประโคนชัยกลับบ้าน. รับมอบประติมากรรมสี่องค์คืนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโก

    รู้หรือไม่

    พิสูจน์ด้วยไลเคน

    นักวิทยาศาสตร์ไทยใช้ไลเคนที่เกาะผิวทับหลังเป็นหลักฐานหนึ่งว่าหินชิ้นนี้อยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี

    สี่ครั้งต่อปี

    ดวงอาทิตย์ส่องลอดประตู 15 ช่องของพนมรุ้งปีละสี่ครั้ง สองครั้งตอนขึ้นและสองครั้งตอนตก

    สระน้ำในกำแพง

    ปราสาทเมืองต่ำมีสระน้ำคั่นระหว่างกำแพงชั้นในกับชั้นนอก ซึ่งเป็นผังที่หาได้ยากในปราสาทเขมร

    นักบวชผู้เคยเป็นแม่ทัพ

    ตามจารึก นเรนทราทิตย์เคยเป็นแม่ทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ก่อนสละทางโลกมาบำเพ็ญตบะบนเขาพนมรุ้ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phanom Rung Historical Park – Wikipedia
    2. ปราสาทพนมรุ้ง – วิกิพีเดีย
    3. Prasat Mueang Tam – Wikipedia
    4. แสงอาทิตย์ลอด 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    5. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุจริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    6. กรณีทับหลังที่ได้คืนจากสหรัฐอเมริกา – ศิลปวัฒนธรรม
    7. ปิแอร์ ปิชาร์ด์ นักบูรณะปราสาทพิมาย-พนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    8. นาคที่ปราสาทพนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    9. คณะลูกศิษย์สร้างจารึก นเรนทราทิตย์ ที่พนมรุ้ง – มติชน
    10. Bodhisattva Maitreya (Prakhon Chai) – The Met
    11. Send Thailand's holy bronze men home – ArtReview
    12. Thailand welcomes back 1,200-year-old bronze sculptures – Khaosod English
    13. Thailand readies homecoming for stolen ancient statues – Al Jazeera
    14. Two sites placed on Unesco tentative list – Bangkok Post

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Buriram Thailand 06 · Philip Nalangan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Wikimedia Commons · Benh LIEU SONG · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Temple (40108032250) · Benh LIEU SONG from Torcy, France · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Prasat Muang Tam-014 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Bodhisattva Avalokiteshvara, Thailand, Buriram Province, Prasat Hin Khao Plai Bat II, 700s AD, bronze – Norton Simon Museum – Pasadena, CA – DSC04059 · Daderot · Public domain · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Bodhisattva Maitreya, Thailand, Buriram Province, Prasat Hin Khao Plai Bat II, 700s AD, bronze – Norton Simon Museum – Pasadena, CA – DSC04074 · Daderot · Public domain · Wikimedia Commons
  • ปราสาทหินพิมาย

    ปราสาทหินพิมาย

    ภาพประกอบ: Phimai Historical Park Thailand 08 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทหินแบบเขมรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ปลายทางของถนนโบราณจากเมืองพระนคร และบ้านเกิดของราชวงศ์ที่ขึ้นครองกัมพูชา · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11–ต้น 13)

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ริมแม่น้ำมูล
    ชื่อในจารึกวิมายปุระ (เมืองวิมาย) ซึ่งกลายเป็นชื่อพิมาย
    ศาสนาพุทธมหายาน ผสมคติพราหมณ์
    ขนาดเมืองราว 1,030 x 565 เมตร
    ปรางค์ประธานสูงราว 28 เมตร หันหน้าทิศใต้สู่เมืองพระนคร
    บูรณะไทยร่วมกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2507–2512 เปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ 12 เม.ย. 2532
    จารึกราวสิบกว่าหลัก ภาษาเขมรและสันสกฤต เก่าสุดที่ลงศักราช พ.ศ. 1584
    ทับหลังด้านทิศใต้พระพุทธเจ้าประทับนั่งใต้นาคปรกเจ็ดเศียร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทหินพิมายตั้งอยู่กลางเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บนที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน ตัวเมืองโบราณล้อมด้วยแม่น้ำมูล ลำน้ำเค็ม และคูเมือง กินพื้นที่ยาวราว 1,030 เมตร กว้างราว 565 เมตร

    ลุ่มน้ำมูลตรงนี้มีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งยุคสำริดและยุคเหล็กอย่างบ้านโนนวัดและเนินอุโลกอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ชุมชนเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้พิมายเติบโตเป็นเมืองสำคัญในเวลาต่อมา

    จารึกเรียกเมืองนี้ว่าวิมายปุระ หมายถึงเมืองวิมาย ชื่อนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนเสียงมาเป็นพิมายในภาษาไทย

    หลักฐานสำคัญ

    • ปรางค์ประธานปราสาทหินพิมาย: ปราสาทหินทรายขาวหันหน้าทางทิศใต้สู่เมืองพระนคร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย) ดูภาพถ่ายจริง
    • ทับหลังพุทธศาสนามหายาน: ทับหลังสลักภาพพระพุทธรูปและเทพในคติมหายาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7: รูปบุคคลนั่งสมาธิ พบที่ปราสาทพิมาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย) ดูภาพถ่ายจริง

    การสร้างและผู้สร้าง

    ลุ่มน้ำมูลตอนบนเข้าสู่ขอบเขตอิทธิพลของอาณาจักรเขมรราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–11 ศาสนสถานที่พิมายเริ่มสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 และอาคารส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันมีอายุช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12

    นักวิชาการส่วนใหญ่ยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1623–1650 หรือ ค.ศ. 1080–1107) เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน พระองค์มาจากตระกูลที่มีถิ่นฐานในลุ่มน้ำมูลแถบพิมาย และได้ตั้งราชวงศ์มหิธรปุระขึ้นครองเมืองพระนคร ราชวงศ์นี้ต่อมามีกษัตริย์อย่างพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด

    จารึกภาษาเขมรที่กรอบประตูปราสาทลงศักราชช่วง พ.ศ. 1651–1655 (ค.ศ. 1108–1112) ในรัชกาลพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ยืนยันว่าปราสาทประธานสร้างเสร็จก่อนช่วงเวลานั้น ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 มีการก่อสร้างและซ่อมแซมเพิ่มเติม

    ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางใต้ เพราะปลายทางของถนนเส้นยาวที่ออกจากประตูของมันคือเมืองพระนคร

    จารึกบอกอะไรเรื่องพิมาย

    ปราสาทพิมายเป็นแหล่งที่พบจารึกมากแหล่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการจัดทะเบียนจารึกจากปราสาทแห่งนี้ไว้ราวสิบกว่าหลัก มีทั้งภาษาเขมรโบราณและภาษาสันสกฤต จารึกเหล่านี้ช่วยให้เรากำหนดช่วงเวลาการสร้างและใช้งานปราสาทได้ แทนที่จะอาศัยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียว

    จารึกที่เก่าที่สุดหลักหนึ่งเป็นศิลาจารึกที่แตกหักจากปราสาทพิมาย ลงมหาศักราช 963 ตรงกับ พ.ศ. 1584 (ค.ศ. 1041) ในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มีโศลกภาษาสันสกฤตสรรเสริญทั้งพระศิวะและพระพุทธเจ้า และมีส่วนที่เป็นภาษาเขมรบันทึกการถวายข้าวและน้ำมันเป็นประจำ หลักฐานนี้สนับสนุนความเห็นว่ามีศาสนสถานอยู่ที่พิมายแล้วก่อนปราสาทประธานหลังปัจจุบัน

    จารึกที่กรอบประตูซุ้มประตูทิศใต้ของระเบียงคดลงมหาศักราช 1030–1034 ตรงกับราว พ.ศ. 1651–1655 บันทึกว่าขุนนางและข้าราชการแต่ละคนถวายสิ่งใดแก่ศาสนสถานในแต่ละปี ทั้งข้าทาส ที่ดิน และสิ่งของอื่น ๆ ส่วนจารึกบนฐานรูปเคารพในระเบียงคดกล่าวถึงศรีวีเรนทราธิปติวรมัน แห่งเมืองโฉกวกุล ผู้สร้างรูปเคารพกมรเตงชคตเสนาบดี แสดงว่าขุนนางท้องถิ่นมีบทบาทสูงในการอุปถัมภ์ปราสาท

    ยังมีจารึกอีกหลักลงมหาศักราช 1108 ตรงกับ พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186) ซึ่งอยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จารึกทั้งชุดจึงครอบคลุมเวลาเกือบ 150 ปี ตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จนถึงยุคปลายของเมืองพระนคร

    สิ่งที่เห็นในปราสาท

    ปราสาทพิมายมีผังซ้อนกันหลายชั้น เริ่มจากสะพานนาค ซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอก ระเบียงคด แล้วจึงถึงลานชั้นในที่มีปรางค์ประธานหินทรายสีขาวสูงราว 28 เมตร ขนาบด้วยปรางค์หินแดงและปรางค์พรหมทัตซึ่งก่อด้วยศิลาแลง

    ทับหลังและหน้าบันของปรางค์ประธานส่วนใหญ่สลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาและเรื่องรามเกียรติ์ ยกเว้นด้านทิศใต้ที่สลักภาพพระศิวะนาฏราช การผสมภาพทั้งสองศาสนาไว้ในอาคารเดียวทำให้พิมายเป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะเขมรในดินแดนไทย

    ในปี พ.ศ. 2493 มีการพบประติมากรรมหินบุคคลสองชิ้นที่ปรางค์พรหมทัต นักวิชาการเชื่อว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระมเหสี ชาวบ้านเรียกตามนิทานพื้นบ้านว่าท้าวพรหมทัตและนางอรพิม ส่วนหญิงในรูปสลักนักวิชาการเชื่อว่าเป็นพระนางชัยราชเทวี ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

    เดินชมผังเมืองพิมาย

    ผู้มาเยือนในสมัยโบราณที่เดินทางมาตามถนนจากเมืองพระนครจะเข้าเมืองทางประตูชัยด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นประตูเมืองหลักและกว้างพอให้ขบวนช้างผ่านได้ จากนั้นเดินตรงขึ้นเหนือมาถึงสะพานนาคที่มีราวเป็นลำตัวนาคเจ็ดเศียร ก่อนเข้าซุ้มประตูกำแพงชั้นนอก

    ระหว่างกำแพงชั้นนอกกับระเบียงคดมีบรรณาลัยและอาคารประกอบอื่น ๆ เมื่อผ่านซุ้มประตูระเบียงคดเข้าไปจึงพบลานชั้นใน ซึ่งมีปรางค์ประธานหินทรายสีขาวอยู่ตรงกลาง ต่อด้วยมณฑปด้านหน้า ปรางค์หินแดงและปรางค์พรหมทัตตั้งอยู่ด้านหน้าในลานเดียวกัน ระเบียงคดเองก็สร้างใหม่บางส่วนในการบูรณะ

    ลำดับจากโลกภายนอกเข้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์ตรงกลางนี้สะท้อนคติจักรวาลแบบอินเดีย สะพานนาคเป็นเหมือนสายรุ้งเชื่อมโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ และปรางค์ประธานเปรียบได้กับเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาล

    พุทธตันตระที่พิมาย

    ภายในห้องครรภคฤหะของปรางค์ประธานเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก และทับหลังด้านทิศใต้ที่หันไปทางเมืองพระนครก็สลักภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิใต้พังพานนาคเจ็ดเศียร ภาพนี้จึงเป็นหัวใจของปราสาท และน่าจะเกี่ยวข้องกับเทพประธานที่จารึกเรียกว่ากมรเตงชคตวิมาย

    นอกจากภาพพุทธประวัติ ทับหลังหลายชิ้นยังสลักรูปเทพ อสูร และสัตว์ตามคัมภีร์พุทธศาสนาแบบวัชรยานหรือพุทธตันตระ ภาพชุดนี้ไม่ค่อยพบในปราสาทเขมรแห่งอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน

    เปีย คอนติ นักวิชาการด้านศิลปะเขมร เสนอในงานวิจัยปี พ.ศ. 2550 ว่าพิมายเป็นศาสนสถานพุทธตันตระแห่งแรกที่สร้างในระดับราชสำนัก ราว ค.ศ. 1080–1108 ก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะส่งเสริมพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ราวร้อยปีต่อมา ขณะเดียวกันเธอโต้แย้งความเห็นเดิมที่ว่าลัทธิบูชาเหวัชระเกิดบนที่ราบสูงโคราชก่อนแล้วจึงแพร่ไปเมืองพระนคร โดยเสนอว่าทั้งสองพื้นที่พัฒนาคติพุทธตันตระไปพร้อมกันในแบบของตน ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในวงวิชาการ

    ความสำคัญ

    ปราสาทพิมายมีลักษณะพิเศษคือหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก นักวิชาการอธิบายว่าเพื่อหันไปหาเมืองพระนคร ซึ่งเชื่อมกับพิมายด้วยถนนโบราณยาวราว 225 กิโลเมตร ตามถนนสายนี้มีที่พักคนเดินทางที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นระยะ

    พิมายจึงเป็นทั้งศูนย์กลางทางศาสนาและเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรเขมรบนที่ราบสูงโคราช การที่ราชวงศ์จากลุ่มน้ำมูลขึ้นไปครองเมืองพระนครยังแสดงว่าดินแดนที่เป็นภาคอีสานในปัจจุบันมีบทบาทสูงในประวัติศาสตร์เขมร

    แม้ผู้ปกครองเขมรหลายพระองค์นับถือศาสนาพราหมณ์ แต่ปราสาทพิมายเป็นศาสนสถานสำคัญของพุทธศาสนามหายาน สะท้อนว่าชุมชนในลุ่มน้ำมูลนับถือพุทธศาสนามาก่อนตั้งแต่สมัยทวารวดี

    ข้อถกเถียง

    ผู้สร้างปราสาทพิมายยังมีความเห็นต่างกันเล็กน้อย ข้อมูลภาษาไทยบางแหล่งระบุว่าเริ่มสร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ขณะที่นักวิชาการจำนวนมากยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน ความเป็นไปได้หนึ่งคือพื้นที่นี้มีศาสนสถานรุ่นก่อนอยู่แล้ว และปราสาทที่เห็นวันนี้สร้างทับในรัชกาลหลัง

    อีกเรื่องคือศาสนาของปราสาท แหล่งข้อมูลจำนวนมากระบุว่าสร้างเป็นศาสนสถานพุทธมหายานตั้งแต่แรก แต่บางแหล่งเสนอว่าเดิมเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ แล้วเปลี่ยนเป็นพุทธมหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภาพสลักที่ผสมทั้งสองศาสนาทำให้ประเด็นนี้ยังตีความได้หลายทาง

    ส่วนประติมากรรมที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นเป็นการระบุจากรูปแบบศิลปะที่คล้ายประติมากรรมของพระองค์ในกัมพูชา ไม่มีจารึกกำกับ จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันโดยตรง

    ปัจจุบัน

    รัฐบาลไทยประกาศคุ้มครองปราสาทพิมายเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2479 ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศบูรณะระหว่าง พ.ศ. 2507–2512 โดยใช้วิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินที่พังลงมาแล้วประกอบกลับเข้าที่เดิม โดยใช้วัสดุใหม่ให้น้อยที่สุด มีแบร์นาร์ด-ฟิลิปป์ โกรลิเยร์ และสถาปนิกปีแยร์ ปิชาร์ เป็นกำลังสำคัญ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พิมายเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2532 ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ซึ่งจัดแสดงทับหลังและประติมากรรมจากแหล่งต่าง ๆ ในลุ่มน้ำมูล

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
    พิกัด 15.220018, 102.494151 (15°13′12.1″N 102°29′38.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์พิมายอยู่ใจกลางอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในความดูแลของกรมศิลปากร ภายในมีสะพานนาค ซุ้มประตู ระเบียงคด และปรางค์ทั้งสาม ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ที่จัดแสดงทับหลังและประติมากรรมจากลุ่มน้ำมูล

    ไทม์ไลน์

    • ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–11: เขมรขยายอิทธิพล. ลุ่มน้ำมูลตอนบนเข้าสู่ขอบเขตอาณาจักรเขมร
    • พ.ศ. 1584 (ค.ศ. 1041): จารึกสมัยสุริยวรมันที่ 1. ศิลาจารึกจากปราสาทพิมายสรรเสริญพระศิวะและพระพุทธเจ้า
    • พ.ศ. 1623–1650 (ค.ศ. 1080–1107): รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 6. ผู้ตั้งราชวงศ์มหิธรปุระ เชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างปราสาทประธาน
    • พ.ศ. 1651–1655 (ค.ศ. 1108–1112): จารึกกรอบประตู. จารึกภาษาเขมรในรัชกาลพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1
    • พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186): จารึกสมัยชัยวรมันที่ 7. จารึกจากปราสาทพิมายลงมหาศักราช 1108
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ปลายศตวรรษที่ 12): สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างเพิ่มเติมและที่พักคนเดินทางตามถนนสู่เมืองพระนคร
    • พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907): บันทึกโดยนักสำรวจฝรั่งเศส. ลูเนต์ เดอ ลาฌองกีแยร์ ขึ้นบัญชีปราสาทพิมายในทะเบียนโบราณสถานเขมร
    • พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ประกาศเป็นโบราณสถาน. รัฐบาลไทยคุ้มครองปราสาทพิมาย
    • พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950): พบประติมากรรม. พบรูปบุคคลที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ปรางค์พรหมทัต
    • พ.ศ. 2507–2512 (ค.ศ. 1964–1969): บูรณะแบบอนัสติโลซิส. โครงการร่วมไทย-ฝรั่งเศส
    • 12 เม.ย. พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): เปิดอุทยานประวัติศาสตร์. เปิดอุทยานประวัติศาสตร์พิมายอย่างเป็นทางการ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): มรดกโลกรายการเบื้องต้น. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปรางค์ปลายบัดเข้าบัญชีเบื้องต้น ต่อจากรายการเดิมที่รวมพิมายไว้ด้วย

    รู้หรือไม่

    ใหญ่ใกล้เคียงนครวัด

    พื้นที่ที่ล้อมรอบเมืองพิมายมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของนครวัด

    ห้องเรียนบูรณะ

    การบูรณะพิมายเป็นครั้งแรกที่ไทยใช้วิธีอนัสติโลซิส และกลายเป็นต้นแบบของการบูรณะปราสาทหินแห่งอื่น เช่น พนมรุ้ง

    นิทานกับรูปสลัก

    ชาวบ้านเรียกรูปสลักที่ปรางค์พรหมทัตว่าท้าวพรหมทัต ตามนิทานพื้นบ้านท้าวปาจิตกับนางอรพิม

    ขุนนางท้องถิ่นก็สร้างรูปเคารพ

    จารึกในระเบียงคดบอกว่าศรีวีเรนทราธิปติวรมัน ขุนนางจากเมืองโฉกวกุล เป็นผู้สร้างรูปเคารพสำคัญองค์หนึ่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phimai Historical Park – Wikipedia
    2. ปราสาทหินพิมาย – วิกิพีเดีย
    3. Jayavarman VI – Wikipedia
    4. Mahidharapura dynasty – Wikipedia
    5. Ancient Khmer Highway – Wikipedia
    6. ปิแอร์ ปิชาร์ด์ นักบูรณะปราสาทพิมาย-พนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    7. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย – กรมศิลปากร
    8. K. 953. Fragmentary stela from Prasat Phimai – DHARMA
    9. K. 954. Pedestal of the interior gallery of Phimay – DHARMA
    10. ศิลาจารึกปราสาทหินพิมาย 3 – ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    11. Tantric Buddhism in Phimai (Pia Conti, 2007) – Angkor Database
    12. Phimai – Hello Angkor (inscription list)
    13. Two sites placed on Unesco tentative list – Bangkok Post

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทหินพิมาย
    Phimai Historical Park 02 · Napast3379 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Phimai Prang · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Simha Lintel, Phimai 0402 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Lintel with Standing Figures, Phimai 0341 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Ramayana Lintel, Phimai 0349 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทหินพิมาย
    Lintel from the Inner Gopura, Phimai 0344 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองฟ้าแดดสงยาง

    เมืองฟ้าแดดสงยาง

    ภาพประกอบ: The Prataduyaku Stupa at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินริมลำน้ำปาวในกาฬสินธุ์ ที่มีใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของอีสาน · ราว 300 ปีก่อน ค.ศ. ถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 11

    ที่ตั้งตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
    ขนาดราว 171 เฮกตาร์ ผังรูปไข่ มีคูน้ำคันดินสองชั้น
    ยุคที่รุ่งเรืองทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)
    ใบเสมาขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น
    พระธาตุยาคูเจดีย์อิฐ สูงราว 15 เมตร สัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์
    การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2511 และขุดค้นเพิ่มเติม พ.ศ. 2534
    โบราณสถานฐานเจดีย์ราว 14 แห่ง วิหาร และสระน้ำ
    ใบเสมาภาพเล่าเรื่องอย่างน้อย 15 ชิ้น จากใบเสมาที่พบรวมกว่า 170 ชิ้น

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองฟ้าแดดสงยางตั้งอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ริมลำน้ำปาว ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำชี ตำแหน่งนี้ทำให้เมืองเชื่อมต่อได้ทั้งขึ้นเหนือไปยังแอ่งสกลนคร และลงใต้ไปตามลำน้ำชี

    ตัวเมืองมีผังรูปไข่ ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำสองชั้น ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเกิดจากการขยายเมืองออกไปในยุคหลัง พื้นที่ทั้งหมดราว 171 เฮกตาร์ จัดว่าเป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของที่ราบสูงโคราช

    ปัจจุบันซากศาสนสถานส่วนใหญ่เหลือเพียงฐานอิฐปนดิน กระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง ท่ามกลางทุ่งนาและหมู่บ้าน

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาสลักภาพชาดก: ใบเสมาหินทรายสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก พบมากกว่าร้อยใบ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และวัดโพธิ์ชัยเสมาราม) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระธาตุยาคู: เจดีย์อิฐสมัยทวารวดี ซ่อมเสริมในสมัยหลัง ศูนย์กลางของเมืองโบราณ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    กรมศิลปากรขุดค้นเมืองฟ้าแดดสงยางในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) พบโบราณสถาน 14 แห่ง หนึ่งในนั้นเป็นอุโบสถสมัยทวารวดีที่ยังมีใบเสมาปักล้อมอยู่ในตำแหน่งเดิม

    การขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แสดงว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–6 จนถึงยุคประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ยังพบใบเสมาเพิ่มเติมนอกคูเมือง แสดงว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกว้างกว่าแนวคันดิน

    ที่ฟ้าแดดสงยาง หินที่คนโบราณเคยปักบูชาผีถูกแปลงเป็นใบเสมาที่ล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา

    ลำดับชั้นดินและหลุมฝังศพ

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2534 นำโดย ศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้หลุมทดสอบ 9 หลุมเพื่ออ่านชั้นดินของเมือง ผลที่ได้แบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสองช่วงหลัก คือช่วงยุคเหล็กราว 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200 และช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

    ในชั้นยุคเหล็ก ผู้ตายถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก และไม่มีของอุทิศให้ผู้ตาย ภาพนี้ต่างจากหลุมฝังศพในชั้นทวารวดีอย่างชัดเจน

    ในชั้นทวารวดีพบการฝังศพในภาชนะดินเผาสองแบบ แบบแรกบรรจุร่างทั้งร่างลงในไห อีกแบบเป็นการฝังครั้งที่สองโดยเก็บกระดูกที่เหลือหลังเนื้อหนังย่อยสลายแล้วมาบรรจุไหใหม่ ในไหเหล่านี้มีเครื่องประดับสำริด เช่น กระดิ่ง แหวน กำไล รวมทั้งเครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา และลูกปัดแก้ว ในชั้นบนสุดยังพบการเผาศพที่มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 12–13

    ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้คนยังคงฝังศพในไหแบบประเพณีพื้นเมืองต่อไป แม้จะรับพุทธศาสนาและสร้างเจดีย์แล้ว ความเชื่อเดิมกับศาสนาใหม่จึงอยู่ด้วยกันได้นานหลายร้อยปี

    ใบเสมาและสิ่งที่พบ

    เมืองฟ้าแดดสงยางมีชื่อเสียงที่สุดเรื่องใบเสมาหินทราย มีใบเสมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น บางชิ้นเป็นแผ่นหินเรียบ บางชิ้นสลักลวดลาย และบางชิ้นสลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา

    ใบเสมาภาพเล่าเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะเป็นงานศิลปะพุทธที่ช่างท้องถิ่นอีสานสร้างขึ้นเอง ใบเสมาและโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งจากเมืองฟ้าแดดสงยางถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    นอกจากใบเสมา ยังพบอิฐขนาดใหญ่ที่ผสมแกลบข้าว พระพิมพ์ดินเผาหลายร้อยชิ้น ภาชนะดินเผา กำไล แหวน ลูกปัดแก้ว และกระดูกสัตว์ ซึ่งช่วยให้เห็นชีวิตประจำวันของชาวเมือง

    อ่านภาพบนใบเสมา

    ตัวเลขใบเสมาของเมืองนี้ต่างกันตามแหล่งข้อมูล ทะเบียนของกรมศิลปากรนับได้ราว 130 ชิ้น ขณะที่การสำรวจบางชุดนับใบเสมาที่พบในและรอบเมืองได้มากกว่า 170 ชิ้น ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 15 ชิ้นที่สลักภาพเล่าเรื่อง ถือเป็นกลุ่มใบเสมาภาพเล่าเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่รู้จักจากยุคเดียวกัน

    ภาพที่สลักมักเป็นตอนสำคัญในพุทธประวัติและชาดก ช่างวางภาพไว้ตรงกลางแผ่นหินในลักษณะแบน เน้นเส้นรอบนอก ตัวละครแต่งกายและสวมเครื่องประดับศีรษะแบบที่นักวิชาการบางท่านเห็นว่าใกล้กับประติมากรรมจามปา ซึ่งบอกว่าช่างอีสานรับแรงบันดาลใจจากหลายทิศทาง

    ใบเสมาที่โด่งดังชิ้นหนึ่งคือภาพนางพิมพาพิลาป ซึ่งเล่าตอนพระนางพิมพาเศร้าโศกเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ปัจจุบันใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นจำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเก็บรักษาที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม หรือวัดบ้านก้อม ใกล้เมืองโบราณ ซึ่งมีทั้งใบเสมาสลักภาพในอาคารจัดแสดงและใบเสมาเรียบที่ปักเรียงไว้ตามแนวกำแพง

    พระธาตุยาคู

    ใกล้ใจกลางเมืองโบราณมีพระธาตุยาคู เจดีย์อิฐขนาดใหญ่สูงราว 15 เมตร ฐานกว้างราว 16 เมตร ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ปูนสอ ฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมมีบันไดทั้งสี่ด้าน ส่วนบนเป็นฐานแปดเหลี่ยมและองค์ระฆัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะต่อเติมในยุคหลัง

    ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าพระธาตุนี้บรรจุอัฐิของพระเถระที่ชาวบ้านเคารพ ซึ่งเรียกกันว่า "ญาคู" อันเป็นคำเรียกพระผู้ใหญ่ในภาษาอีสาน ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าเจดีย์องค์เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เก่ากว่าเรื่องเล่ามาก

    รอบพระธาตุมีใบเสมาปักอยู่ และในการขุดค้นพบแผ่นหินสลักเรื่องมโหสถชาดก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ปัจจุบันพระธาตุยาคูเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    เมืองฟ้าแดดสงยางแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมทวารวดีในอีสานมีลักษณะเฉพาะตัว เด่นชัดที่สุดคือประเพณีปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมศาสนสถาน ซึ่งพบมากในลุ่มแม่น้ำชีและแอ่งสกลนคร

    นักวิชาการหลายท่าน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าใบเสมาอีสานพัฒนามาจากประเพณีปักหินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ แล้วถูกปรับให้เข้ากับพุทธศาสนา และมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอีสานเอง ไม่พบแบบเดียวกันในอินเดียหรือลังกา ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่รายละเอียดว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไรยังต้องศึกษาต่อ

    อีกประเด็นคือความสัมพันธ์ระหว่างเมืองฟ้าแดดสงยางกับเมืองทวารวดีในภาคกลาง นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าเมืองในอีสานเหล่านี้อยู่ใต้รัฐเดียวกัน หรือเป็นชุมชนอิสระที่รับวัฒนธรรมร่วมกันผ่านศาสนาและการค้า

    เมืองพิธีกรรมหรือเมืองหลวง

    แม้เมืองจะมีเจดีย์และวิหารมาก แต่นักโบราณคดีพบเนินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่น้อยกว่าที่คาด บางท่านจึงตีความว่าฟ้าแดดสงยางอาจไม่เคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ทำหน้าที่ด้านเศรษฐกิจหรือการปกครอง แต่เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจากชุมชนรอบข้างเดินทางมาร่วม อย่างไรก็ดี ร่องรอยเตาและเศษภาชนะจำนวนมากแสดงว่ามีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ด้วย

    อีกมุมหนึ่งมาจากทาเครุ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ซึ่งพยายามเทียบเมืองนี้กับชื่อรัฐ "เหวินตาน" ในบันทึกจีนสมัยราชวงศ์ถัง โดยเสนอว่าฟ้าแดดสงยางอาจเป็นเมืองหลวงชั้นนอก และพื้นที่แถบกันทรวิชัยเป็นเมืองหลวงชั้นใน แต่โฮชิโนเองก็ย้ำว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงการตีความเบื้องต้น

    หลักฐานยังบอกถึงการติดต่อกับหลายภูมิภาค ศิลปะพุทธและภาชนะลายเชือกทาบคล้ายกับเมืองทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยา ส่วนจารึกภาษาสันสกฤตและรูปทรงภาชนะบางแบบชี้ไปทางเจนละ เมืองนี้จึงน่าจะเป็นจุดที่วัฒนธรรมหลายสายมาบรรจบกันริมลำน้ำปาว

    ตำนานพระยาฟ้าแดดกับนางฟ้าหยาด

    ตามตำนานพื้นบ้านที่จารในใบลานอักษรลาว และพระอริยานุวัตร เขมจารี ถอดความเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ในอดีตมีสองเมืองใหญ่ค้าขายกันทางลำน้ำ คือเมืองฟ้าแดดทางใต้และเมืองเชียงโสมทางเหนือ วันหนึ่งพระยาจันทราช เจ้าเมืองเชียงโสม หลงทางขณะออกล่าสัตว์ แล้วได้พบนางฟ้าหยาด ธิดาของพระยาฟ้าแดด ทั้งสองลักลอบพบกันจนนางตั้งครรภ์

    ตามตำนาน เมื่อพระยาจันทราชส่งทูตมาสู่ขออย่างเป็นทางการ พระยาฟ้าแดดกลับรู้สึกถูกหมิ่นและปฏิเสธ จนเกิดสงครามที่พระยาจันทราชสิ้นพระชนม์ในสนามรบ นางฟ้าหยาดรู้ข่าวก็ตรอมใจสิ้นใจตาม พระยาฟ้าแดดจึงรวมอัฐิของทั้งสองไว้ในโกศทองคำ แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้ ภายหลังพระยาธรรม อนุชาของพระยาจันทราช รวบรวมเมืองพันธมิตรมาตีเมืองฟ้าแดดจนต้องยอมแพ้

    เรื่องเล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมชาวบ้านผูกซากเจดีย์ในเมืองโบราณเข้ากับเรื่องความรัก แต่เป็นตำนานที่แต่งขึ้นในยุคหลังมาก ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือจารึกยืนยันว่ามีกษัตริย์ชื่อเหล่านี้จริง

    ปัจจุบัน

    แนวคูเมือง ฐานโบราณสถาน และใบเสมาจำนวนหนึ่งยังเห็นได้ในพื้นที่ บางชิ้นจัดเก็บไว้ที่วัดในหมู่บ้าน พระธาตุยาคูได้รับการขุดแต่งและบูรณะโดยกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2510–2522 และขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี พ.ศ. 2545

    ผู้สนใจสามารถชมพระธาตุยาคูและโบราณสถานในเมืองฟ้าแดดสงยาง แล้วชมใบเสมาที่ย้ายไปจัดแสดงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    พิกัดและการนำทาง

    วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ทางเข้าเมืองฟ้าแดดสงยาง อ.กมลาไสย
    พิกัด 16.318779, 103.520867 (16°19′07.6″N 103°31′15.1″E)

    จุดนี้คือวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณ

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชมพระธาตุยาคู ฐานโบราณสถาน และใบเสมาบางส่วนได้ในพื้นที่ ใบเสมาและโบราณวัตถุสำคัญจากแหล่งนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    ไทม์ไลน์

    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อาศัยริมลำน้ำปาว
    • คริสต์ศตวรรษที่ 2–6: ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย. ชุมชนขยายตัวต่อเนื่อง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ฝังศพแบบยุคเหล็ก. ฝังศพนอนเหยียดยาว หันศีรษะไปทางตะวันตก ไม่มีของอุทิศ
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): ยุคทวารวดี. สร้างศาสนสถาน พระธาตุยาคู และปักใบเสมาจำนวนมาก
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): ฝังศพในไห. ฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สองในภาชนะดินเผา พร้อมเครื่องประดับสำริดและลูกปัด
    • พุทธศตวรรษที่ 14–15: แผ่นหินมโหสถชาดก. แผ่นหินสลักเรื่องชาดกที่พบบริเวณพระธาตุยาคู
    • พุทธศตวรรษที่ 17–18 (ค.ศ. 12–13): การเผาศพ. ชั้นดินบนสุดพบร่องรอยการปลงศพด้วยการเผา
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): บูรณะพระธาตุยาคู. กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะพระธาตุยาคู
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): กรมศิลปากรขุดค้น. พบโบราณสถาน 14 แห่ง รวมอุโบสถที่มีใบเสมาล้อม
    • พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): ขุดค้นลำดับชั้นดิน. ผาสุข อินทราวุธ ขุดหลุมทดสอบ 9 หลุม ยืนยันการอยู่อาศัยตั้งแต่ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): พบใบเสมาเพิ่ม. พบใบเสมานอกคูเมือง
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): ขึ้นทะเบียนพระธาตุยาคู. ประกาศเป็นโบราณสถาน

    รู้หรือไม่

    ญาคู คือพระผู้ใหญ่

    ชื่อพระธาตุยาคูมาจากคำอีสาน "ญาคู" ที่ใช้เรียกพระภิกษุผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพ

    อิฐผสมแกลบ

    อิฐที่ใช้สร้างศาสนสถานในเมืองนี้ผสมแกลบข้าว สะท้อนว่าชาวเมืองปลูกข้าวเป็นหลัก

    ใบเสมาเป็นของอีสาน

    นักวิชาการไทยหลายท่านเห็นว่าการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในอีสานเอง

    ฝังศพในไหคู่กับเจดีย์

    แม้รับพุทธศาสนาแล้ว ชาวเมืองยังคงฝังกระดูกบรรพบุรุษในไหดินเผาตามประเพณีเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Kalasin province – Wikipedia
    2. Kamalasai district – Wikipedia
    3. พระธาตุยาคู – วิกิพีเดีย
    4. Khon Kaen National Museum – Wikipedia
    5. Sema stone – Wikipedia
    6. ทวารวดีอีสาน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตมั่นในหลักหิน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. วิวัฒนาการจากหินตั้งสู่เสมา – ศิลปวัฒนธรรม
    8. Mueang Fa Daet Song Yang – Wikipedia
    9. โศกนาฏกรรมความรัก ในตำนานพื้นเมืองแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง – ศิลปวัฒนธรรม
    10. Wat Pho Chai Semaram – Thai Holiday Guide
    11. ห้องเสมาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทวารวดีในอีสาน – ไทยโพสต์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองฟ้าแดดสงยาง
    Sema stone at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองฟ้าแดดสงยาง
    Brick monument at Muang Fa Daed, most likely a stupa. Ca. 8th – 9th century CE · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองเสมา

    เมืองเสมา

    ภาพประกอบ: Muang Sema-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ริมลำตะคองที่มีพระนอนหินทรายยาวที่สุดในไทย และอาจเคยเป็นศูนย์กลางของรัฐศรีจนาศะ · ราวพุทธศตวรรษที่ 10–18

    ที่ตั้งตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ริมลำตะคอง
    ขนาดราว 1,700 x 1,500 เมตร มีเมืองชั้นในและชั้นนอก
    พระนอนหินทรายแดง ยาวราว 13.3 เมตร สูงราว 2.8 เมตร ที่วัดธรรมจักรเสมาราม
    จารึกบ่ออีกากล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ ด้านหนึ่งลง พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868)
    การขุดค้นกรมศิลปากร ช่วง พ.ศ. 2533–2542 และ พ.ศ. 2543–2544
    ยุคที่รุ่งเรืองราวพุทธศตวรรษที่ 12–15
    โบราณสถานที่ขึ้นหมายเลข11 แห่ง ในเมืองชั้นใน 6 ชั้นนอก 3 และนอกเมือง 2
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถานพ.ศ. 2495 โดยกรมศิลปากร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองเสมาตั้งอยู่ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ริมลำตะคอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ตำแหน่งนี้อยู่ทางขอบตะวันตกของที่ราบสูงโคราช ใกล้ช่องทางที่เดินทางลงสู่ที่ราบภาคกลางได้

    ตัวเมืองมีผังค่อนข้างกลม ยาวราว 1,700 เมตร กว้างราว 1,500 เมตร ล้อมด้วยคันดินสูงราว 3–4 เมตร และคูน้ำกว้างราว 10–20 เมตร แบ่งเป็นเมืองชั้นในและชั้นนอก นักโบราณคดีถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองคูน้ำคันดินที่ใหญ่ที่สุดของที่ราบสูงโคราช

    ชื่อ "เสมา" เป็นชื่อที่ชาวบ้านรุ่นหลังเรียกขาน เพราะพบใบเสมาหินจำนวนมากในบริเวณนี้ ชื่อดั้งเดิมของเมืองในสมัยที่ยังรุ่งเรืองยังไม่มีใครรู้แน่

    หลักฐานสำคัญ

    • พระนอนหินทราย: พระพุทธไสยาสน์หินทรายสมัยทวารวดี ยาวราว 13 เมตร เก่าแก่ที่สุดในไทย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดธรรมจักรเสมาราม อำเภอสูงเนิน) ดูภาพถ่ายจริง
    • ธรรมจักรศิลา: ธรรมจักรหินทรายที่พบในวัดเดียวกัน สัญลักษณ์การแสดงปฐมเทศนา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดธรรมจักรเสมาราม) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกบ่ออีกา: จารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ หลักฐานรัฐโบราณในอีสาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ซากเมืองและพระนอนเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมานาน ต่อมากรมศิลปากรเข้ามาสำรวจและขุดค้นอย่างเป็นระบบในช่วง พ.ศ. 2533–2542 พบแหล่งโบราณคดีรวม 11 แห่งภายในเมือง

    ในช่วง พ.ศ. 2543–2544 สำนักงานโบราณคดีของกรมศิลปากรที่นครราชสีมาขุดค้นเพิ่มเติม พบโครงกระดูกมนุษย์ 53 โครง ในจำนวนนี้เป็นเด็กและทารกถึง 30 โครง ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนยุคพุทธศาสนาจะแพร่เข้ามา

    จากหลักฐานทั้งหมด นักโบราณคดีแบ่งการอยู่อาศัยเป็นสามช่วงใหญ่ ช่วงแรกราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 ช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9 และช่วงที่อิทธิพลเขมรเพิ่มขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 9–12 ก่อนเมืองจะร้างไปหลังพุทธศตวรรษที่ 18

    พระนอนหินทรายริมลำตะคองหลับพระเนตรมาเป็นพันปี ขณะที่ชื่อเดิมของเมืองยังเป็นปริศนา

    ผังเมืองและโบราณสถาน 11 แห่ง

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองเสมาเป็นโบราณสถานตั้งแต่ พ.ศ. 2495 แต่การทำงานภาคสนามอย่างจริงจังเริ่มใน พ.ศ. 2533 ด้วยการสำรวจ ทำแผนผัง ปักหมุด และขุดหลุมทดสอบ จากนั้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน พ.ศ. 2542 จึงขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานรวม 9 หลัง

    นักโบราณคดีให้หมายเลขโบราณสถานไว้ 11 แห่ง หกแห่งอยู่ในเมืองชั้นใน สามแห่งอยู่ในเมืองชั้นนอก และอีกสองแห่งอยู่นอกคูเมือง คือพระนอนที่วัดธรรมจักรเสมารามกับเจดีย์บ้านแก่นท้าว การที่ศาสนสถานกระจายอยู่ทั้งในและนอกเมืองบอกว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้รวมอยู่จุดเดียว

    ในเมืองชั้นใน โบราณสถานหมายเลข 2 เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 หมายเลข 3 เป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมคู่กับวิหาร หมายเลข 4 เป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และหมายเลข 5 เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งล้วนเป็นงานอิฐในวัฒนธรรมทวารวดี ส่วนโบราณสถานหมายเลข 1 ที่บริเวณบ่ออีกาต่างออกไป เพราะเป็นปราสาทแบบเขมรมีวิหารขนาบสองข้าง สร้างขึ้นเพื่อศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายในช่วงหลัง

    ในเมืองชั้นนอกมีอาคารทรงปราสาทขนาดราว 9.6 x 9.6 เมตร เจดีย์ฐานกลมกว้างราว 7.7 เมตร และวิหารขนาดเล็กราว 4.1 x 8.1 เมตร ผังแบบนี้ทำให้เห็นว่าเมืองขยายออกไปเป็นชั้น ๆ และมีการสร้างศาสนสถานใหม่ทับซ้อนกับของเดิมตลอดหลายร้อยปี

    ชีวิตผู้คนจากหลุมฝังศพ

    การขุดค้นของสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา ใน พ.ศ. 2543–2544 พบโครงกระดูก 53 โครงจากหลุมขุดค้นสองหลุม นักมานุษยวิทยากายภาพแยกได้ว่าเป็นเด็กและทารก 30 โครง ผู้ใหญ่เพศชาย 11 โครง เพศหญิง 12 โครง และอีกหนึ่งโครงระบุเพศไม่ได้ หลุมฝังศพกลุ่มนี้จัดอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนเมืองจะรับพุทธศาสนา

    ตัวเลขนี้บอกเรื่องชีวิตประจำวันได้มาก อัตราการตายของทารกและเด็กสูงกว่าผู้ใหญ่ราว 1.3 เท่า และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เสียชีวิตเมื่ออายุราว 20–35 ปี ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 164–169 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 155–162 เซนติเมตร

    กระดูกและฟันยังเก็บร่องรอยความเจ็บป่วยไว้ เช่น ฟันผุ ฟันหลุดก่อนตาย ข้อเสื่อม และร่องรอยที่อาจเกิดจากภาวะโลหิตจางเรื้อรังหรือกระดูกอ่อน ฟันหน้าหลายซี่เป็นรูปพลั่ว ซึ่งพบบ่อยในประชากรเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพรวมจึงเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่ชีวิตไม่ง่าย โดยเฉพาะในวัยเด็ก

    สิ่งที่พบ

    หลักฐานที่โด่งดังที่สุดคือพระนอนหินทรายที่วัดธรรมจักรเสมาราม สร้างจากหินทรายแดงหลายก้อนเรียงต่อกันตามแนวเหนือใต้ องค์พระยาวราว 13.3 เมตร สูงราว 2.8 เมตร นอนตะแคงขวา พระเศียรหันไปทางทิศใต้ ถือเป็นพระนอนหินทรายที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

    ที่วัดเดียวกันยังมีธรรมจักรหินทราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะทวารวดี ธรรมจักรชิ้นนี้น่าสนใจเพราะเป็นชิ้นเดียวที่รู้จักบนที่ราบสูงโคราช ขณะที่ในภาคกลางพบมากกว่าสี่สิบชิ้น

    ในเมืองยังพบฐานศาสนสถานอิฐสมัยทวารวดี ใบเสมาหลายชิ้นที่ยังปักล้อมอาคารซึ่งอาจเคยเป็นอุโบสถ และศาสนสถานแบบเขมรในยุคหลัง ห่างออกไปทางตะวันออกราว 6 กิโลเมตรมีปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขก ซึ่งเป็นศิลปะเขมรราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15

    จารึกบ่ออีกาและรัฐศรีจนาศะ

    จารึกบ่ออีกาเป็นศิลาจารึกหินทรายแดง พบที่บ้านบ่ออีกา ตำบลเสมา จารึกด้วยอักษรขอมโบราณเป็นภาษาสันสกฤตและเขมร ด้านหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะที่ถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่หมู่สงฆ์ อีกด้านหนึ่งลงมหาศักราช 790 ตรงกับ พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868) กล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำและสรรเสริญพระศิวะ

    จารึกนี้แสดงว่าในพื้นที่เดียวกันมีทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อยู่ร่วมกัน และเป็นหลักฐานแรกที่ระบุชื่อรัฐศรีจนาศะ ต่อมายังพบจารึกอีกหลักลง พ.ศ. 1514 ในเมืองเสมา ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งกัมพูชา แสดงว่าอำนาจเขมรขยายมาถึงลุ่มน้ำมูลตอนบนแล้ว

    ศรีจนาศะในจารึกหลักอื่น

    นอกจากจารึกบ่ออีกา ชื่อศรีจนาศะยังปรากฏในจารึกที่พบไกลออกไปถึงพระนครศรีอยุธยา คือจารึกศรีจนาศะที่พบแถวสะพานชีกุน ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) จารึกนี้สรรเสริญพระศิวะและพระนางปารวตี และไล่รายพระนามกษัตริย์ต่อกันหลายรัชกาล เริ่มจากพระเจ้าภคทัตต์ ต่อมาคือพระเจ้าสุนทรปรากรม พระเจ้าสุนทรวรมัน พระเจ้านรปติสิงหวรมัน และพระเจ้ามังคลวรมันผู้เป็นพระอนุชา

    จารึกหลักนี้ทำให้เห็นว่าศรีจนาศะมีราชวงศ์สืบต่อกันมาหลายชั่วคน และอย่างน้อยในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ผู้ปกครองนับถือพระศิวะ แต่การที่จารึกไปพบที่อยุธยาก็เปิดคำถามว่าศิลาถูกเคลื่อนย้ายมาภายหลัง หรืออำนาจของศรีจนาศะแผ่ไปถึงที่ราบภาคกลางจริง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทาเครุ โฮชิโน เสนอว่าศูนย์กลางอาจเคยย้ายไปทางลุ่มน้ำป่าสัก

    ในเมืองเสมาเองยังพบจารึกที่ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971) ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งกัมพูชาและพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ นักวิชาการหลายท่านจึงเห็นว่าราวช่วงนี้ศรีจนาศะถูกผนวกเข้ากับอำนาจของเมืองพระนครไปแล้ว ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอแนวคิดอีกทางว่าเมืองเสมาอาจเป็นเมืองราดที่กล่าวถึงในจารึกสุโขทัย ซึ่งยังเป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

    ข้อถกเถียง

    คำถามใหญ่คือศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ที่ไหน นักวิชาการกลุ่มหลัก เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่ในลุ่มน้ำมูลตอนบนรอบเมืองเสมา เพราะจารึกบ่ออีกาพบที่นี่ แต่ ดร.ธิดา สาระยา และนักวิชาการญี่ปุ่นอย่างทาเครุ โฮชิโน เสนอว่าศูนย์กลางอาจอยู่ที่ศรีเทพในลุ่มน้ำป่าสัก ส่วนบางท่านมองว่าเสมากับศรีเทพอาจเป็นเมืองในเครือข่ายเดียวกัน หลักฐานยังมีน้อยเกินกว่าจะตัดสินได้

    อีกเรื่องคืออายุของพระนอน แหล่งข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงสื่อมวลชน ระบุว่าพระนอนสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 หรือพุทธศตวรรษที่ 12–13 และเรียกว่าพระนอนที่เก่าที่สุดในไทย แต่บางแหล่งกำหนดจากรูปแบบศิลปะว่าอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งผสมศิลปะทวารวดีกับศิลปะพื้นเมือง ความยาวที่รายงานก็ต่างกันเล็กน้อยตามวิธีวัด

    นอกจากนี้ยังมีความเชื่อแพร่หลายว่าเมืองนครราชสีมาเกิดจากการรวมเมืองเสมากับเมืองโคราช นักวิชาการบางท่านแย้งว่าไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าโคราชเคยเป็นเมืองโบราณแยกต่างหาก และบริเวณนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตเมืองเสมามากกว่า

    การค้นพบใต้พระนอนเมื่อ พ.ศ. 2568

    ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) กรมศิลปากรขุดรอบฐานพระนอนเพื่อแก้ปัญหาความชื้นใต้ดินที่ทำให้หินทรายเสื่อม ระหว่างงานอนุรักษ์ นักโบราณคดีพบภาชนะดินเผาฝังอยู่ลึกราว 1.3 เมตร ภายในบรรจุเครื่องประดับขนาดเล็ก 33 ชิ้น ทั้งแหวนทอง ตุ้มหูเงิน และเครื่องประดับสำริด

    ต่อมาวันที่ 30 เมษายน ยังพบแผ่นโลหะดุนลายเพิ่มเติม แผ่นหนึ่งเป็นทองขนาดราว 8 x 12.5 เซนติเมตร ดุนเป็นรูปพระพุทธรูปประทับนั่งบนฐานบัว อีกแผ่นเป็นโลหะผสมตะกั่วและดีบุก ดุนรูปพระพุทธรูปยืนมีผู้ติดตาม ซึ่งมีรูปแบบใกล้ศิลปะทวารวดี นอกจากนี้ยังพบกองดินที่มีแผ่นโลหะบาง ๆ ฝังอยู่หลังพระเศียร

    กรมศิลปากรประกาศผลเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 และนำโบราณวัตถุไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ของเหล่านี้น่าจะเป็นของที่ผู้ศรัทธาฝังไว้เพื่ออุทิศถวายในช่วงสร้างหรือบูรณะพระนอน จึงอาจช่วยให้กำหนดอายุพระนอนได้แม่นยำขึ้นในอนาคต และยังแสดงว่าเครื่องประดับและแผ่นทองดุนลายแบบนี้มีความคล้ายกับของที่พบในแหล่งภาคใต้

    ปัจจุบัน

    พระนอนที่วัดธรรมจักรเสมารามยังเป็นที่เคารพของชาวบ้านและผู้มาเยือน องค์พระตั้งอยู่กลางแจ้งใต้หลังคาคลุม ในบางปีเคยถูกน้ำท่วมสูงถึงครึ่งองค์เมื่อฝนตกหนัก

    ซากคันดิน คูน้ำ และฐานศาสนสถานในเมืองเสมาอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนสามารถชมพระนอน ธรรมจักร และโบราณสถานในตัวเมือง แล้วเดินทางต่อไปยังปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขกที่อยู่ไม่ไกล

    พิกัดและการนำทาง

    พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม อ.สูงเนิน
    พิกัด 14.916745, 101.793683 (14°55′00.3″N 101°47′37.3″E)

    จุดนี้คือพระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม ตัวเมืองโบราณเสมาอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 750 เมตร

    ตัวเมืองโบราณเสมา: 14.922442, 101.797828

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองเสมาอยู่ในตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ชมพระนอนหินทรายและธรรมจักรได้ที่วัดธรรมจักรเสมาราม และชมคันดิน คูน้ำ และฐานโบราณสถานในตัวเมืองโบราณซึ่งกรมศิลปากรดูแล ใกล้กันมีปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขก

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 9–10 (ค.ศ. 4–5): ชุมชนแรกเริ่ม. ผู้คนตั้งถิ่นฐานริมลำตะคอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. 6–9): ยุคทวารวดี. สร้างศาสนสถานพุทธ ใบเสมา และธรรมจักร
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–15: สร้างพระนอนหินทราย. อายุพระนอนยังกำหนดต่างกันตามแหล่งข้อมูล
    • พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868): จารึกบ่ออีกา. จารึกด้านหนึ่งลงศักราชนี้ กล่าวถึงศรีจนาศะและศิวลึงค์ทองคำ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. จารึกที่พบในอยุธยาไล่รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะห้ารัชกาล
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): อิทธิพลเขมร. จารึกเมืองเสมากล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 15: ปราสาทโนนกู่และเมืองแขก. สร้างศาสนสถานแบบเขมรทางตะวันออกของเมือง
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 18: เมืองร้าง. การอยู่อาศัยในเมืองเสมาสิ้นสุดลง
    • พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองเสมา
    • พ.ศ. 2533–2542 (ค.ศ. 1990–1999): สำรวจและขุดแต่ง. ทำผัง ขุดทดสอบ และบูรณะโบราณสถาน 9 หลังใน พ.ศ. 2542
    • พ.ศ. 2543–2544 (ค.ศ. 2000–2001): ขุดพบโครงกระดูก. พบโครงกระดูกมนุษย์ 53 โครง เป็นเด็กและทารก 30 โครง
    • 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): น้ำท่วมพระนอน. น้ำป่าไหลบ่าท่วมพระนอนสูงราวครึ่งองค์
    • เมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): พบของมีค่าใต้พระนอน. พบภาชนะบรรจุเครื่องประดับ 33 ชิ้นและแผ่นทองดุนรูปพระพุทธรูป

    รู้หรือไม่

    ธรรมจักรหนึ่งเดียวบนโคราช

    ธรรมจักรที่เมืองเสมาเป็นชิ้นเดียวที่รู้จักบนที่ราบสูงโคราช

    พุทธกับพราหมณ์ในจารึกเดียว

    จารึกบ่ออีกาด้านหนึ่งพูดถึงการถวายทานแก่สงฆ์ อีกด้านพูดถึงศิวลึงค์ทองคำ

    ชื่อที่ชาวบ้านตั้ง

    ชื่อเมืองเสมามาจากใบเสมาที่พบมาก ไม่ใช่ชื่อในจารึกโบราณ

    สมบัติใต้ฐานพระนอน

    งานลดความชื้นใต้ฐานพระนอนใน พ.ศ. 2568 ทำให้พบแหวนทอง ตุ้มหูเงิน และแผ่นทองดุนรูปพระพุทธรูปที่ฝังไว้นับพันปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. เมืองเสมา – วิกิพีเดีย
    2. Sung Noen district – Wikipedia
    3. Canasapura – Wikipedia
    4. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน – ศิลปวัฒนธรรม
    5. ศรีเทพ-เสมา เมืองเครือข่าย – ศิลปวัฒนธรรม
    6. นครราชสีมา ไม่ได้มาจากโคราชและเมืองเสมา – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Thailand's oldest reclining Buddha flooded – Bangkok Post
    8. รายงานการวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ เมืองเสมา – ศมส.
    9. จารึกเมืองเสมา – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศมส.
    10. Buried Buddhist treasures found in temple complex – HeritageDaily
    11. Thailand, rare Buddhist artifacts discovered – Finestre sull'Arte
    12. Thailand's oldest reclining Buddha flooded – SEAArch
    13. เมืองเสมา – วิกิพีเดีย (ฉบับเต็ม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองเสมา
    Muang Sema-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Muang Sema-2-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Muang Sema-1-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Wat Dhammachaksemaram-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons