หมวดหมู่: สารานุกรม

  • ลังกาสุกะ

    ลังกาสุกะ

    ภาพประกอบ: Envoy Achita from Langkasuka to Liang Dynasty Court c526 · Emperor Yuan of Liang · Public domain · Wikimedia Commons

    รัฐการค้าพุทธ-ฮินดูบนชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรแถบปัตตานี ที่ปรากฏในบันทึกจีน อินเดีย และตำนานมลายูนานกว่าพันปี ก่อนจะส่งต่อมรดกให้รัฐปัตตานี · ราวพุทธศตวรรษที่ 7–20 (คริสต์ศตวรรษที่ 2–15)

    ชื่อในเอกสารจีนหลางหยาซิว (ราชวงศ์เหลียง) หลางเจียซู (หลวงจีนอี้จิง) หลิงหยาซือเจีย (ราชวงศ์ซ่ง)
    ศูนย์กลางที่เชื่อกันเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
    กษัตริย์ที่รู้จักพระเจ้าภคทัตต์ ส่งทูตไปจีนครั้งแรก พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515)
    สินค้าเด่นไม้กฤษณาและการบูร
    ศาสนาพุทธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณ์
    รัฐที่สืบต่อปัตตานี ซึ่งเกิดขึ้นราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450)

    รัฐแรกที่มีชื่อชัดบนคาบสมุทรภาคใต้

    ในบรรดารัฐโบราณบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย ลังกาสุกะเป็นรัฐที่มีชื่อปรากฏในเอกสารยาวนานที่สุดรัฐหนึ่ง จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีน ซึ่งเรียกรัฐนี้ว่าหลางหยาซิว บันทึกว่ารัฐนี้ตั้งมาแล้วกว่า 400 ปี นับจากคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถอยหลังไป ลังกาสุกะจึงอาจเริ่มต้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2

    บันทึกเดียวกันบอกว่าอาณาเขตกว้างขนาดต้องเดินทาง 30 วันจากตะวันออกไปตะวันตก และ 20 วันจากเหนือไปใต้ ตัวเลขนี้อาจเกินจริง แต่สะท้อนว่าในสายตาจีน ลังกาสุกะเป็นรัฐที่มีความสำคัญ เมืองหลวงมีกำแพงล้อม ประตูสองชั้น หอคอย และศาลา ส่วนสินค้าที่ขึ้นชื่อคือไม้กฤษณาและการบูร ซึ่งเป็นของหอมที่ตลาดจีนต้องการ

    ที่มาของชื่อลังกาสุกะยังไม่แน่ชัด นักวิชาการบางท่านเสนอว่าอาจมาจากคำว่าลังกา รวมกับพระนามพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่มีหลักฐานรองรับมากพอ

    พระเจ้าภคทัตต์กับคณะทูตสู่จีน

    ใน พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) พระเจ้าภคทัตต์แห่งลังกาสุกะ ซึ่งจีนเรียกว่าโผเจียต๋าตัว ส่งทูตชื่ออาเชอตัวนำพระราชสาส์นไปถวายจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ ต่อมายังมีคณะทูตตามไปอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568) การส่งทูตต่อเนื่องเช่นนี้แสดงว่าลังกาสุกะต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

    บันทึกจีนยังเล่าเรื่องครอบครัวของพระเจ้าภคทัตต์ว่า บิดาของพระองค์เคยถูกขับออกจากเมือง จึงหนีไปอินเดียและแต่งงานกับธิดาของกษัตริย์ที่นั่น ภายหลังจึงกลับมาครองลังกาสุกะนานกว่ายี่สิบปี ก่อนส่งต่อราชสมบัติให้โอรส

    เอกสารยังบรรยายการแต่งกายว่า กษัตริย์และขุนนางสวมผ้าสีแดงคลุมบ่าทับเสื้อ คาดเข็มขัดทอง และใส่ต่างหูทอง รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพราชสำนักที่ได้รับอิทธิพลอินเดียอย่างลึกซึ้ง

    ลังกาสุกะเป็นชื่อที่ถูกจดไว้ทั้งภาษาจีน ทมิฬ และมลายู เพราะใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านคาบสมุทรต้องรู้จักเมืองนี้

    ชื่อที่เดินทางผ่านหลายภาษา

    ชื่อลังกาสุกะไม่ได้อยู่ในเอกสารจีนเท่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 หลวงจีนอี้จิง ผู้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่อินเดีย เอ่ยถึงรัฐนี้ในชื่อหลางเจียซู ต่อมาใน พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) จารึกทมิฬของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ ระบุชื่ออิลังกาโศกะไว้ในรายชื่อเมืองที่กองทัพโจฬะตีได้ ระหว่างการบุกโจมตีศรีวิชัย

    ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 หนังสือจูฟานจื้อของจ้าวรู่กว้า ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1225 เรียกรัฐนี้ว่าหลิงหยาซือเจีย และจัดให้เป็นเมืองหนึ่งในเครือข่ายของศรีวิชัย ส่วนหนังสือเต่าอี้จื้อเลวี่ยสมัยราชวงศ์หยวนเรียกว่าหลงหยาซีเจี่ยว

    การที่ชื่อนี้ปรากฏต่อเนื่องในเอกสารหลายภาษากว่าพันปี แสดงว่าลังกาสุกะเป็นจุดแวะพักที่พ่อค้าและนักเดินทางรู้จักกันดี แม้ฐานะทางการเมืองของมันจะเปลี่ยนไปตามยุค บางช่วงเป็นรัฐอิสระ บางช่วงอยู่ในเครือข่ายของศรีวิชัย

    เมืองโบราณยะรังและหลักฐานบนดิน

    นักวิชาการส่วนใหญ่ เช่น พอล วีทลีย์ เชื่อว่าศูนย์กลางของลังกาสุกะอยู่แถบปัตตานี และชี้ไปที่เมืองโบราณยะรัง ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างตัวเมืองปัตตานีราว 15 กิโลเมตร เมืองนี้ประกอบด้วยกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว ซึ่งมีคันดิน คูเมือง และสระน้ำโบราณ

    กรมศิลปากรขุดค้นยะรังตั้งแต่ พ.ศ. 2532 พบเนินซากสถูปอิฐหลายสิบแห่ง พระพิมพ์และสถูปจำลองดินเผาที่จารึกคาถาภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด และเศษเครื่องถ้วยจากเปอร์เซีย หลักฐานเหล่านี้บ่งชี้ว่าที่นี่เป็นเมืองพุทธมหายานที่ค้าขายกับโลกภายนอก

    การค้นพบที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นราวปลาย พ.ศ. 2565 เมื่อมีการพบเหรียญทองจากบริเวณยะรัง มีจารึกภาษาสันสกฤตที่อ่านว่า ศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ รูปแบบข้อความคล้ายกับเหรียญเงินทวารวดีที่จารึกว่า ศรีทวารวตีศวรปุณยะ นักวิชาการเห็นว่าเหรียญนี้ช่วยยืนยันชื่อลังกาสุกะในพื้นที่ และชวนให้ตั้งคำถามว่าลังกาสุกะกับทวารวดีมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกันเพียงใด

    ฝั่งตะวันออกหรือฝั่งตะวันตก

    แม้หลักฐานจีนและอาหรับจะชี้ไปที่ชายฝั่งตะวันออกแถบปัตตานี แต่ตำนานมลายูเรื่องฮิกายัตมะโรงมหาวังสาของรัฐเกดะห์กลับเล่าว่า ลังกาสุกะอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร และเป็นต้นกำเนิดของรัฐเกดะห์ ตามตำนานนี้ กษัตริย์องค์หนึ่งเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนรัฐเป็นสุลต่านเกดะห์ เรื่องเล่านี้ควรอ่านในฐานะตำนาน

    อีกปัญหาหนึ่งคือช่องว่างของเวลา เอกสารจีนบอกว่าลังกาสุกะมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ชั้นดินที่ขุดพบในยะรังเริ่มราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 นักวิชาการบางท่านเสนอว่าศูนย์กลางยุคแรกอาจอยู่ที่อื่น หรือยังขุดไม่ถึงชั้นที่เก่ากว่า

    นักวิชาการบางคนยังเห็นว่าลังกาสุกะอาจครอบคลุมทั้งสองฝั่งคาบสมุทรในบางช่วง เพราะเส้นทางข้ามคาบสมุทรเป็นหัวใจของการค้าในยุคนั้น ความเห็นทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    จุดจบและมรดกสู่ปัตตานี

    ลังกาสุกะรุ่งเรืองที่สุดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลำน้ำตื้นเขินจนเรือสินค้าเข้าถึงเมืองได้ยาก และส่วนหนึ่งเพราะศรีวิชัยขึ้นมาครองการค้าในภูมิภาค

    ปีสิ้นสุดของลังกาสุกะยังไม่ตรงกัน พงศาวดารปาไซของสุมาตราเล่าว่าถูกทำลายราว ค.ศ. 1370 แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านเห็นว่ายังคงอยู่ถึงราวทศวรรษ 1470 ตามฮิกายัตปัตตานี เมืองที่อยู่ก่อนปัตตานีคือโกตามะห์ลิฆัย ซึ่งเจ้าเมืองได้ย้ายมาสร้างเมืองปัตตานีในเวลาต่อมา

    ปัตตานีน่าจะเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450) และรับศาสนาอิสลามราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 มรดกของลังกาสุกะจึงไหลต่อสู่รัฐมุสลิมที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคใต้ ชื่อลังกาสุกะเองก็ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของคนท้องถิ่นมาจนทุกวันนี้

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): กำเนิดลังกาสุกะ. ตามการคำนวณจากจดหมายเหตุราชวงศ์เหลียง
    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตคณะแรกสู่จีน. พระเจ้าภคทัตต์ส่งพระราชสาส์นถึงจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้
    • พ.ศ. 1066, 1074, 1111 (ค.ศ. 523, 531, 568): คณะทูตต่อเนื่อง. รักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): หลวงจีนอี้จิงเอ่ยถึงหลางเจียซู. ชั้นดินที่ยะรังเริ่มในช่วงนี้
    • พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): จารึกทมิฬของราเชนทรโจฬะ. ระบุอิลังกาโศกะในรายชื่อเมืองที่ตีได้
    • พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): จูฟานจื้อ. บันทึกว่าหลิงหยาซือเจียอยู่ในเครือข่ายศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450): กำเนิดปัตตานี. รัฐที่สืบต่อจากลังกาสุกะ
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): กรมศิลปากรขุดค้นยะรัง. พบสถูปอิฐ พระพิมพ์ และประติมากรรมพุทธมหายาน
    • ราว พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): พบเหรียญทองจารึก. ข้อความว่า ศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ

    รู้หรือไม่

    เหรียญคู่แฝด

    เหรียญทองจากยะรังกับเหรียญเงินทวารวดีจากนครปฐม ขึ้นต้นด้วยชื่อเมืองเหมือนกัน และลงท้ายด้วยคำว่าปุณยะ ซึ่งหมายถึงบุญ

    ของหอมจากป่าใต้

    ไม้กฤษณาและการบูรจากลังกาสุกะเป็นของหอมราคาสูงในจีน ใช้ทั้งในพิธีกรรมทางศาสนาและในราชสำนัก

    ชื่อเดียวกันกับศรีจนาศะ

    พระนามภคทัตต์ยังปรากฏในรายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะบนที่ราบสูงโคราช แต่เป็นคนละพระองค์และห่างกันหลายร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Bhagadatta (Langkasuka) (Wikipedia)
    3. Pattani Kingdom (Wikipedia)
    4. หรือแท้จริงแล้วทวารวดีและลังกาสุกะเป็นเครือญาติกัน (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. แกะรอยการค้นพบเหรียญทองคำที่ปัตตานี (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ตามพรลิงค์

    ตามพรลิงค์

    ภาพประกอบ: Wat Phra Mahathat Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat · Preecha.MJ · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    รัฐการค้าบนชายฝั่งอ่าวไทยแถบนครศรีธรรมราช ที่อยู่ระหว่างอิทธิพลของศรีวิชัยกับเขมร ก่อนจะรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุ และกลายเป็นนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 10–13)

    ศูนย์กลางบริเวณนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ฝั่งอ่าวไทย
    ชื่อในเอกสารจีนตันหลิวเหมย และตันหม่าหลิง
    ส่งทูตไปจีนพ.ศ. 1544, 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1001, 1016 และ 1070)
    ในจารึกทมิฬมาทมาลิงคัม เมืองที่กองทัพโจฬะตีได้ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025)
    กษัตริย์ที่โดดเด่นพระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช จารึก พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230)
    ผู้สืบทอดนครศรีธรรมราช ศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาของภาคใต้

    ชื่อที่ยังแปลไม่ลงตัว

    ตามพรลิงค์เป็นชื่อรัฐโบราณบนคาบสมุทรภาคใต้ที่ปรากฏทั้งในจารึกภาษาสันสกฤต จารึกทมิฬ และเอกสารจีน คำอธิบายที่แพร่หลายที่สุดมาจากภาษาสันสกฤต โดยแยกเป็นตามร ที่แปลว่าทองแดง กับลิงค์ ที่หมายถึงศิวลึงค์ สัญลักษณ์ของพระศิวะ รวมแล้วแปลได้ว่าลึงค์สีทองแดง

    แต่ก็มีความเห็นอื่น มนตรี ศรีบุษรา เสนอผ่านนิตยสารศิลปวัฒนธรรมว่า ชื่อนี้อาจมาจากคำเขมรที่หมายถึงเมืองที่มีธรรมเป็นขวัญ ก่อนจะถูกแปลงเป็นภาษาสันสกฤตว่าศิริธรรมนคร แล้วกลายเป็นนครศรีธรรมราชในที่สุด ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ชวนให้คิดว่าชื่อเมืองนครศรีธรรมราชกับตามพรลิงค์อาจมีรากเดียวกัน

    ตามพรลิงค์มีศูนย์กลางอยู่บริเวณนครศรีธรรมราช บนสันทรายริมอ่าวไทย ทำเลนี้เหมาะกับการเป็นเมืองท่า เรือสินค้าที่แล่นระหว่างจีนกับช่องแคบมะละกาแวะพักได้สะดวก และยังเชื่อมกับเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปสู่ทะเลอันดามัน

    ทูตสู่ราชสำนักซ่ง

    ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตามพรลิงค์เริ่มติดต่อกับจีนโดยตรง เอกสารสมัยราชวงศ์ซ่งเรียกรัฐนี้ว่าตันหลิวเหมย และบันทึกว่าส่งทูตไปใน พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001) ตามด้วยคณะต่อมาใน พ.ศ. 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1016 และ 1070) การส่งทูตเองแสดงว่าตามพรลิงค์มีฐานะพอจะเจรจาการค้ากับจีนในนามของตน

    โอ. ดับเบิลยู. โวลเตอร์ส ศึกษาบันทึกเหล่านี้และพบว่า เอกสารซ่งให้ภาพตามพรลิงค์ค่อนข้างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 นักวิชาการบางท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า ในสายตาจีนช่วงหลัง ค.ศ. 1000 ตามพรลิงค์อยู่ใกล้ชิดกับวงอำนาจของกัมพูชา

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังเถียงกันว่าชื่อจีนทุกชื่อหมายถึงรัฐเดียวกันหรือไม่ เพราะการถอดเสียงชื่อต่างประเทศในเอกสารจีนมักเปลี่ยนไปตามยุคและผู้บันทึก

    ตามพรลิงค์เป็นรัฐเล็กที่อยู่กลางวงล้อมของมหาอำนาจ แต่วันหนึ่งกลับกล้าส่งทัพเรือข้ามมหาสมุทรไปทวงพระเขี้ยวแก้วถึงลังกา

    ระหว่างศรีวิชัย โจฬะ และเขมร

    ตามพรลิงค์ตั้งอยู่ในจุดที่มหาอำนาจหลายฝ่ายแย่งชิงกัน ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) พระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ยกทัพเรือมาโจมตีศรีวิชัยและเมืองท่าบนคาบสมุทร จารึกของพระองค์ระบุชื่อมาทมาลิงคัมไว้ในรายชื่อเมืองที่ตีได้ ซึ่งนักวิชาการเทียบว่าคือตามพรลิงค์

    หลังศรีวิชัยอ่อนแอลงจากสงครามครั้งนั้น อิทธิพลเขมรก็ปรากฏชัดขึ้นบนคาบสมุทร ที่อำเภอไชยา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พบพระพุทธรูปนาคปรกสำริดเมื่อ พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ที่ฐานมีจารึกภาษาเขมรโบราณ ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183) กล่าวว่ามหาเสนาบดีผู้ปกครองเมืองครหิ หรือไชยา สั่งให้สร้างพระพุทธรูปนี้ ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    สแตนลีย์ โอคอนเนอร์ ใช้จารึกนี้ร่วมกับโบราณวัตถุสำริดแบบเขมรในภาคใต้ เสนอว่าตามพรลิงค์อยู่ในวงอิทธิพลของเขมรตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11–13 แต่ในเวลาเดียวกัน หนังสือจูฟานจื้อของจ้าวรู่กว้า ที่เขียนใน ค.ศ. 1225 ยังจัดให้ตันหม่าหลิงเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย ภาพที่ได้จึงเป็นรัฐที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนของสองวัฒนธรรม และอาจเปลี่ยนข้างตามจังหวะของอำนาจ

    พระเจ้าจันทรภาณุ: ยุครุ่งเรืองที่สุด

    เพียงไม่กี่ปีหลังจ้าวรู่กว้าบันทึกว่าตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้น ก็ปรากฏหลักฐานว่ารัฐนี้ก้าวขึ้นมาเข้มแข็งในตัวเอง จารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่ไชยา ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) ยกย่องพระเจ้าจันทรภาณุแห่งปัทมวงศ์ว่าเป็นเจ้าแห่งตามพรลิงค์ และทรงพระนามว่าศรีธรรมราช

    เอกสารลังกา เช่น จุลวงศ์ เล่าว่าราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) พระเจ้าจันทรภาณุนำกองทัพที่ลังกาเรียกว่าชาวชวกะ ข้ามทะเลไปบุกลังกา และเรียกร้องพระเขี้ยวแก้วกับบาตรของพระพุทธเจ้า แม้จะถูกตีกลับ พระองค์ก็ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเกาะ และยกทัพไปอีกครั้งราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) ก่อนจะพ่ายแพ้เมื่อลังการ่วมมือกับราชวงศ์ปาณฑยะของอินเดียใต้

    การทัพข้ามมหาสมุทรของรัฐเล็ก ๆ บนคาบสมุทรเป็นเรื่องที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ แต่ก็สะท้อนว่าตามพรลิงค์ในเวลานั้นมีทั้งเรือ กำลังคน และความสนใจในพุทธศาสนาแบบลังกาอย่างลึกซึ้ง

    จากตามพรลิงค์สู่นครศรีธรรมราช

    หลังความพ่ายแพ้ในลังกา ตามพรลิงค์อ่อนกำลังลง นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าบ้านเมืองนี้กลายเป็นนครศรีธรรมราชในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ยังไม่รู้แน่ว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไร และคนไทเข้ามามีบทบาทในเมืองนี้เมื่อใด

    จารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงนครศรีธรรมราชว่าเป็นเมืองทางใต้สุดที่สุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้วย แต่นักวิชาการบางท่านตั้งคำถามว่าข้อความส่วนนี้อาจถูกเพิ่มเติมภายหลัง สิ่งที่หลักฐานหลายแหล่งยืนยันตรงกันคือ นครศรีธรรมราชกลายเป็นศูนย์กลางที่ส่งพระสงฆ์และพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาขึ้นไปยังสุโขทัย

    ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชยังเล่าถึงกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหลายพระองค์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าความทรงจำนี้มีรากมาจากพระนามศรีธรรมราชของพระเจ้าจันทรภาณุ ส่วนเรื่องเมืองสิบสองนักษัตรที่ขึ้นกับนครศรีธรรมราช ก็เป็นเรื่องในตำนานที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่านครศรีธรรมราชปกครองเมืองเหล่านั้นจริง

    มรดกที่ยังเห็นได้

    มรดกที่โดดเด่นที่สุดคือพระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาองค์นี้สูงราว 78 เมตร นักวิชาการเชื่อว่าองค์ปัจจุบันสร้างหรือปรับรูปแบบราวพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งตรงกับยุคที่พุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามา วัดนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012)

    ตามตำนานท้องถิ่น เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลานำพระทันตธาตุมาขึ้นฝั่งที่หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์แรกไว้ ตำนานให้ปีที่เก่ามากถึงราวพุทธศตวรรษที่ 9 ซึ่งยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยัน

    ทุกวันนี้ผู้สนใจสามารถตามรอยตามพรลิงค์ได้ที่วัดพระมหาธาตุ วัดเสมาเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช รวมทั้งที่ไชยาซึ่งพบจารึกสำคัญ เมืองนี้จึงเป็นทั้งพยานของยุคศรีวิชัย ยุคอิทธิพลเขมร และจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาในดินแดนไทย

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกวัดเสมาเมือง. หลักฐานอิทธิพลศรีวิชัยในนครศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001): ทูตคณะแรกสู่ราชสำนักซ่ง. จีนเรียกตามพรลิงค์ว่าตันหลิวเหมย
    • พ.ศ. 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1016 และ 1070): ทูตคณะต่อมา. ตามพรลิงค์รักษาความสัมพันธ์กับจีน
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. ราว 1025): ทัพโจฬะบุก. จารึกทมิฬระบุมาทมาลิงคัมในเมืองที่ตีได้
    • พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183): จารึกฐานพระพุทธรูปครหิ. จารึกภาษาเขมรที่ไชยา แสดงอิทธิพลเขมร
    • พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): จูฟานจื้อ. จ้าวรู่กว้าระบุตันหม่าหลิงเป็นเมืองขึ้นศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกพระเจ้าจันทรภาณุ. ยกย่องพระองค์ว่าศรีธรรมราช เจ้าแห่งตามพรลิงค์
    • ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. ราว 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. ถูกตีกลับ แต่ตั้งมั่นทางเหนือของเกาะ
    • ราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. ราว 1262): ยกทัพครั้งที่สอง. พ่ายแพ้ต่อลังกาและปาณฑยะ
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 18: กำเนิดนครศรีธรรมราช. ศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาที่สัมพันธ์กับสุโขทัย
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบพระพุทธรูปครหิ. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพบที่วัดในอำเภอไชยา

    รู้หรือไม่

    ลิกอร์

    ชาวตะวันตกเรียกนครศรีธรรมราชว่าลิกอร์มานานหลายร้อยปี จารึกวัดเสมาเมืองจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าจารึกลิกอร์

    พระพุทธรูปจากไชยาในกรุงเทพฯ

    พระพุทธรูปนาคปรกที่มีจารึกปี พ.ศ. 1726 ซึ่งช่วยไขเรื่องอิทธิพลเขมรบนคาบสมุทร ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Tambralinga (Wikipedia)
    2. Grahi inscription (Wikipedia)
    3. Rajendra I (Wikipedia)
    4. Nakhon Si Thammarat Kingdom (Wikipedia)
    5. Wat Phra Mahathat Woramahawihan (Wikipedia)
    6. O'Connor, Tambralinga and the Khmer Empire (JSS 63)
    7. Ligor inscription (Wikipedia)
    8. ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เงินยางและพะเยา

    เงินยางและพะเยา

    ภาพประกอบ: Chiang Saen City Wall · Shuuranattha "Caphtaain" Ashvajayajita · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สองบ้านเมืองของคนไทในแอ่งเชียงราย-พะเยา ที่ตำนานเล่าว่าสืบเชื้อสายเดียวกัน เป็นบ้านเกิดของพญามังรายและพญางำเมือง และเป็นรากฐานก่อนการกำเนิดอาณาจักรล้านนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 17–19 (ตามตำนานย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 12)

    เงินยางหิรัญนครเงินยาง ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน แถบแม่สายถึงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
    ผู้สร้างตามตำนานลาวจักราช หรือปู่เจ้าลาวจก ผู้นำจากดอยตุง
    พะเยาภูกามยาว ริมกว๊านพะเยา ตามตำนานสร้างโดยขุนจอมธรรม
    กษัตริย์เด่นพญามังราย แห่งเงินยาง และพญางำเมือง แห่งพะเยา
    สามกษัตริย์พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ทำไมตรีกันราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287)
    แหล่งข้อมูลหลักตำนานสิงหนวัติ พงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานเมืองพะเยา

    แอ่งที่ราบระหว่างดอยกับแม่น้ำโขง

    ทางเหนือสุดของประเทศไทย มีที่ราบลุ่มหลายแอ่งที่ถูกล้อมด้วยทิวเขา แอ่งเชียงรายอยู่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ส่วนแอ่งพะเยาอยู่รอบหนองน้ำใหญ่ที่ปัจจุบันเรียกว่ากว๊านพะเยา พื้นที่เหล่านี้เหมาะกับการทำนาลุ่ม และเชื่อมต่อกับดินแดนสิบสองปันนาและลาวทางเหนือได้ง่าย

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 แอ่งเหล่านี้กลายเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองคนไทยวน ซึ่งปกครองด้วยระบบเมืองและหัวเมืองเครือญาติ เมืองสำคัญสองแห่งคือหิรัญนครเงินยาง ในลุ่มแม่น้ำโขง และพะเยา ริมกว๊าน

    เรื่องราวของทั้งสองเมืองแทบทั้งหมดมาจากตำนานและพงศาวดารที่เขียนขึ้นภายหลัง เช่น ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานเมืองพะเยา เอกสารเหล่านี้บางครั้งเล่าไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องลำดับกษัตริย์และปีศักราช จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    ตำนานลาวจักราชกับหิรัญนครเงินยาง

    ตามตำนาน ลาวจักราช หรือปู่เจ้าลาวจก เป็นผู้นำชาวลัวะจากดอยตุง ลงมาสร้างเมืองที่เวียงพางคำแล้วเรียกว่าหิรัญนคร ตำนานกำหนดปีไว้ราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่าตำนานให้ลาวจักราชครองเมืองนานกว่าร้อยปี จึงอาจเป็นชื่อตำแหน่งที่สืบต่อกันหลายรุ่น มากกว่าจะเป็นคนคนเดียว

    ตำนานเชื่อมเมืองนี้กับภูมิประเทศรอบตัว ดอยสามลูกคือดอยตุง ดอยย่าเถ้า และดอยจ้อง ถูกเล่าว่าเป็นปู่เจ้าลาวจก ภรรยา และบุตร ซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปเรียกเทือกเขานี้ว่าดอยนางนอน ศูนย์กลางของเงินยางตามตำนานจึงอยู่แถบเชิงดอยในอำเภอแม่สาย ก่อนจะเชื่อมโยงไปทางเชียงแสน

    ตำนานยังเล่าว่าราชวงศ์ลาวปกครองเครือข่ายเมืองหลายสิบแห่งในลักษณะมณฑล และบางช่วงแตกออกเป็นหลายส่วนตามโอรสที่แยกไปครองเมือง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในตำนานที่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัย เช่น จารึก มายืนยัน

    ก่อนจะมีเชียงใหม่ มีเงินยางริมโขงและพะเยาริมกว๊าน สองเมืองที่ตำนานผูกไว้ด้วยสายเลือดเดียวกัน

    พะเยา: บ้านเมืองริมกว๊าน

    ตำนานเมืองพะเยาเล่าว่า ลาวเงินเรืองแห่งเงินยางส่งขุนจอมธรรม โอรสองค์หนึ่ง ลงมาฟื้นฟูเมืองร้างริมหนองน้ำ แล้วสร้างเมืองใหม่ขึ้น ปีที่สร้างเมืองในเอกสารแต่ละฉบับต่างกันมาก ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1037 ไปจนถึง ค.ศ. 1131 เราจึงรู้เพียงว่าพะเยาน่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17

    ชื่อเมืองมีผู้อธิบายว่ามาจากภูกามยาว ซึ่งเป็นชื่อทิวเขาที่เมืองตั้งอยู่ปลายสุด ตำนานเล่าต่อว่า ขุนเจื๋อง โอรสของขุนจอมธรรม เป็นวีรบุรุษที่ยกทัพไปช่วยเงินยางรบกับศัตรู และได้ครองทั้งสองเมือง เรื่องของขุนเจื๋องเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในล้านนาและลาว

    ความผูกพันทางเครือญาติระหว่างพะเยากับเงินยางในตำนาน อาจสะท้อนความจริงว่าชนชั้นนำของสองแอ่งแต่งงานและเป็นพันธมิตรกันมานาน ก่อนที่ความสัมพันธ์นี้จะเปลี่ยนไปเมื่อเงินยางเติบโตเป็นล้านนา

    พญามังรายจากเงินยางสู่เชียงใหม่

    พญามังรายเป็นกษัตริย์องค์สำคัญที่สุดของเงินยาง ตามพงศาวดาร พระองค์ประสูติราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) เป็นโอรสของลาวเมง กับพระนางเทพคำขยาย ธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ่งในสิบสองปันนา พระองค์ขึ้นครองเงินยางราว พ.ศ. 1802–1804 (ค.ศ. 1259–1261)

    พญามังรายไม่ได้อยู่ที่เดิม ใน พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์สร้างเมืองเชียงรายริมแม่น้ำกก แล้วขยายอำนาจลงใต้ ราว พ.ศ. 1834 (ค.ศ. 1291) พระองค์ยึดหริภุญชัยของชาวมอญได้ และใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) ก็สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีใหม่ เงินยางที่เป็นต้นทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา

    แม้ศูนย์กลางจะย้ายไป แต่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนยังสำคัญ ใน พ.ศ. 1872 (ค.ศ. 1329) พญาแสนภู หลานของพญามังราย สร้างเมืองเชียงแสนขึ้นริมแม่น้ำโขง ชื่อเงินยางกับเชียงแสนจึงมักถูกใช้แทนกันในเอกสารรุ่นหลัง

    สามกษัตริย์ริมแม่น้ำอิง

    ในยุคเดียวกับพญามังราย พะเยาก็มีกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงคือพญางำเมือง ซึ่งขึ้นครองราชย์ราว พ.ศ. 1801 (ค.ศ. 1258) ตำนานถือว่ายุคของพระองค์เป็นยุคทองของพะเยา ตามตำนาน พญางำเมือง พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย เคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักที่ละโว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    เหตุการณ์ที่ทุกคนจดจำคือการทำไมตรีของสามกษัตริย์ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) ตำนานเล่าว่ามีเรื่องบาดหมางระหว่างพญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหง พญามังรายจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย จนทั้งสามดื่มน้ำสาบานเป็นพันธมิตรกันที่ริมแม่น้ำอิง และต่อมาพญามังรายยังเชิญอีกสองกษัตริย์มาช่วยพิจารณาที่ตั้งเมืองเชียงใหม่

    นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่มองเรื่องนี้ว่าเป็นภาพของการเมืองแบบเครือข่าย ที่รัฐคนไทหลายแห่งในพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งร่วมมือและแข่งขันกัน แทนที่จะเป็นอาณาจักรเดียวที่รวมศูนย์ พะเยาในเวลานั้นจึงเป็นรัฐอิสระที่มีน้ำหนักพอจะนั่งร่วมโต๊ะกับสุโขทัยและล้านนา

    พะเยาถูกรวมเข้ากับล้านนา และมรดกที่เหลืออยู่

    เวลาที่พะเยาสูญเสียความเป็นอิสระยังมีความเห็นต่างกัน ตามตำนานฉบับหนึ่ง พญาคำฟูแห่งเชียงแสนร่วมกับเมืองน่านยกทัพมาตีพะเยาใน พ.ศ. 1881 (ค.ศ. 1338) และผนวกเข้ากับล้านนา แต่บางแหล่งเน้นว่าพะเยาถูกรวมเข้าอย่างมั่นคงในสมัยพระเจ้าติโลกราชช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งทรงส่งเจ้านายไปครองเมือง

    หลังรวมเข้ากับล้านนา พะเยากลับรุ่งเรืองทางศิลปะอย่างโดดเด่น ช่างพะเยามีฝีมือแกะสลักพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 จนกลายเป็นสกุลช่างเฉพาะของเมืองนี้

    มรดกที่ใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ ริมกว๊านพะเยา พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้สูง 16 เมตร หน้าตักกว้าง 14 เมตร ตามประวัติเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2034 (ค.ศ. 1491) และเสร็จใน พ.ศ. 2067 (ค.ศ. 1524) ส่วนที่เชียงรายและเชียงแสน ผู้มาเยือนยังเห็นแนวกำแพงเมือง วัดร้าง และเจดีย์โบราณที่ช่วยให้นึกภาพบ้านเมืองเงินยางได้

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1181 (ตามตำนาน) (ค.ศ. 638): ลาวจักราชสร้างหิรัญนคร. ตำนานการเริ่มต้นราชวงศ์ลาวแห่งเงินยาง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17 (ตามตำนาน): ขุนจอมธรรมสร้างพะเยา. ปีในตำนานแต่ละฉบับต่างกันมาก
    • ราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. ราว 1238): พญามังรายประสูติ. โอรสของลาวเมงกับพระนางเทพคำขยาย
    • ราว พ.ศ. 1801 (ค.ศ. ราว 1258): พญางำเมืองครองพะเยา. ยุคทองของพะเยาตามตำนาน
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. พญามังรายย้ายศูนย์กลางมาที่ลุ่มน้ำกก
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. ราว 1287): สามกษัตริย์ทำไมตรี. พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
    • ราว พ.ศ. 1834 (ค.ศ. ราว 1291): ยึดหริภุญชัย. พญามังรายขยายอำนาจลงใต้
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา
    • พ.ศ. 1872 (ค.ศ. 1329): สร้างเมืองเชียงแสน. พญาแสนภูสร้างเมืองริมแม่น้ำโขง
    • พ.ศ. 1881 (ตามตำนานฉบับหนึ่ง) (ค.ศ. 1338): พะเยาถูกผนวก. พญาคำฟูยกทัพมาตีพะเยา
    • พ.ศ. 2034–2067 (ค.ศ. 1491–1524): สร้างพระเจ้าตนหลวง. พระพุทธรูปใหญ่ที่วัดศรีโคมคำ ริมกว๊านพะเยา

    รู้หรือไม่

    ดอยนางนอน

    เทือกเขาที่คนทั่วไปเรียกว่าดอยนางนอนในเชียงราย ตามตำนานเงินยางคือดอยของปู่เจ้าลาวจกและครอบครัว

    ชื่อเดียวกันสองเมือง

    ในเอกสารรุ่นหลัง ชื่อเงินยางกับเชียงแสนถูกใช้แทนกันบ่อยครั้ง แม้เชียงแสนจะสร้างขึ้นหลังสมัยพญามังรายหลายสิบปี

    สกุลช่างหินทราย

    พระพุทธรูปหินทรายแบบพะเยาจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ที่วัดศรีโคมคำ ทำให้วัดนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะพะเยาที่สำคัญ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Ngoenyang (Wikipedia)
    2. Phayao Kingdom (Wikipedia)
    3. Mangrai (Wikipedia)
    4. Chiang Saen (Wikipedia)
    5. Wat Si Khom Kham (Wikipedia)
    6. Phra Chao Ton Luang (SAC Southeast Asian Arts)
    7. เมืองพะเยา รัฐอิสระ พันธมิตรพระร่วง (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. หิรัญนครเงินยาง ดอยนางนอน (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด

    เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด

    ภาพประกอบ: Mao Kun map – Songkla, Langkasuka, Kelantan, Trengganu · Mao Yuanyi and an unknown cartographer · Public domain · Wikimedia Commons

    เครือข่ายการเดินเรือที่อาศัยลมมรสุมเชื่อมอินเดีย จีน และดินแดนไทย ทิ้งร่องรอยไว้เป็นลูกปัดหินและแก้วนับไม่ถ้วน ไปจนถึงเรือสินค้าอาหรับอายุพันกว่าปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 2–15 (ราว 4 ศตวรรษก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10)

    พลังขับเคลื่อนลมมรสุมที่พัดสลับทิศตามฤดูกาล
    เส้นทางยุคแรกขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย
    สินค้าเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต ลูกปัดแก้ว ภาชนะดินเผา โลหะ ของป่า
    แหล่งสำคัญบ้านดอนตาเพชร เขาสามแก้ว ภูเขาทอง ควนลูกปัด อู่ทอง
    ลูกปัดอินโด-แปซิฟิกลูกปัดแก้วแบบดึงหลอด อาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์
    เรือพนมสุรินทร์เรือเย็บแบบอาหรับ พบ พ.ศ. 2556 ที่สมุทรสาคร อายุราว 1,200 ปี

    ลมที่พัดสลับทิศ

    ทะเลรอบดินแดนไทยมีลมมรสุมที่เปลี่ยนทิศตามฤดูกาล ช่วงหนึ่งของปีลมพัดมาจากทางตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ อีกช่วงหนึ่งลมพัดกลับมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ นักเดินเรือที่รู้จังหวะของลมจึงแล่นเรือไปและกลับได้ในรอบหนึ่งปี

    ชาวเรือในหมู่เกาะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ความรู้นี้เดินทางไกลกลางมหาสมุทร ต่อมาพ่อค้าจากอินเดีย จีน และตะวันออกกลางก็ใช้เส้นทางเดียวกัน ทะเลจึงทำหน้าที่เหมือนถนนที่เชื่อมผู้คนต่างแดนเข้าหากัน

    เพราะต้องรอลมเปลี่ยนทิศ พ่อค้าจึงต้องพักอยู่ในเมืองท่านานหลายเดือน ช่วงเวลานี้เองที่การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นมากกว่าแค่สินค้า ทั้งความเชื่อ ภาษา ตัวอักษร และเทคนิคงานช่างก็ถูกถ่ายทอดไปด้วย

    ทางลัดข้ามคาบสมุทร

    ในยุคแรก เรือจากอินเดียมักไม่แล่นอ้อมแหลมมลายูลงไปทางใต้ แต่จอดที่ฝั่งทะเลอันดามัน แล้วขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนไปลงเรือที่ฝั่งอ่าวไทย บางช่วงของเส้นทางบกยาวราว 35 ไมล์ หรือราว 56 กิโลเมตร

    หลักฐานของเส้นทางนี้คือคู่ชุมชนบนสองฝั่งคาบสมุทร ฝั่งอันดามันมีภูเขาทองในจังหวัดระนองและควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ ฝั่งอ่าวไทยมีเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองท่ามีกำแพงดิน รุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 1 ก่อนคริสตกาล

    หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4 เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้สะดวกขึ้น ความจำเป็นในการขนสินค้าข้ามคาบสมุทรก็ลดลง ศูนย์กลางการค้าจึงค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ที่เมืองท่าบนเส้นทางทะเลสายใหม่

    ลูกปัดเม็ดเล็กที่ชาวบ้านเก็บได้บนเนินดิน คือร่องรอยของลมมรสุมที่เคยพาเรือจากครึ่งโลกมาถึงชายฝั่งไทย

    ลูกปัดหิน: สินค้าที่บอกเล่าเรื่องราว

    ในบรรดาสินค้าทั้งหมด ลูกปัดเป็นหลักฐานที่นักโบราณคดีพบมากที่สุด เพราะทนทานและมีรูปแบบเฉพาะที่บอกแหล่งที่มาได้ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีแดงส้มและอาเกตลายแถบเป็นของมีค่าที่ผู้คนใช้แสดงฐานะ และมักฝังไปกับผู้ตาย

    ที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนยุคเหล็กอายุราว 2,400 ปี พบลูกปัดหินกึ่งมีค่ามากกว่า 600 เม็ด และจี้คาร์เนเลียนรูปสิงโต ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย นักวิชาการเคยเชื่อว่าวัตถุดิบหรือตัวลูกปัดมาจากแคว้นคุชราตในอินเดีย

    งานศึกษาของแบเรอนิซ แบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ใช้วิธีศึกษาร่องรอยการเจาะ การขัด และรูปทรงของลูกปัด ทำให้แยกได้ว่าลูกปัดชิ้นใดนำเข้าจากอินเดีย และชิ้นใดช่างท้องถิ่นทำขึ้นเลียนแบบหรือปรับรูปแบบเอง การพบลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จในหลายแหล่งยิ่งยืนยันว่ามีโรงงานผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้

    ลูกปัดแก้วที่เดินทางไปทั่วโลก

    นอกจากลูกปัดหิน ยังมีลูกปัดแก้วขนาดเล็กที่นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดอินโด-แปซิฟิก ช่างทำโดยดึงแก้วหลอมออกเป็นหลอดยาว แล้วตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ นำไปเผาให้ขอบมน ได้ลูกปัดสีเขียว เหลือง ดำ และแดงทึบ ขนาดราว 6 มิลลิเมตร

    เทคนิคนี้เริ่มขึ้นในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราว 500–200 ปีก่อนคริสตกาล ลูกปัดชนิดนี้ถูกค้าขายไปไกลถึงแอฟริกาและยุโรป มีนักวิชาการเสนอว่ามันอาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์

    ควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ได้ชื่อมาจากลูกปัดจำนวนมหาศาลที่ชาวบ้านพบบนเนินดิน ที่นี่พบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และเศษลูกปัด ซึ่งเป็นหลักฐานของโรงงานผลิตลูกปัดแก้วในท้องถิ่น ชุมชนในดินแดนไทยจึงเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต

    สินค้าและผู้คนจากแดนไกล

    นอกจากลูกปัด แหล่งโบราณคดีริมทะเลยังพบของจากหลายทิศ ที่ภูเขาทองพบเศษภาชนะดินเผาที่มีอักษรทมิฬ-พราหมี ซึ่งบอกว่ามีพ่อค้าที่ใช้ภาษาทมิฬมาถึงที่นี่ ที่เขาสามแก้วพบภาชนะจากอินเดียและเครื่องสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น

    ของจากโลกโรมันก็เดินทางมาถึงด้วย ที่ควนลูกปัดพบหัวแหวนหินแกะสลักลวดลายแบบโรมัน ส่วนที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบเหรียญของจักรพรรดิวิกตอรินุส ผู้ปกครองดินแดนกอลของโรมันในช่วง ค.ศ. 269–271 ของเหล่านี้น่าจะผ่านมือพ่อค้าหลายทอดตามเส้นทางทะเลกว่าจะมาถึง

    สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสินค้าคือความคิด การค้าทางทะเลเป็นช่องทางที่พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ อักษรปัลลวะ และรูปแบบศิลปะจากอินเดียเข้ามาสู่ดินแดนไทย ซึ่งต่อมาหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและศรีวิชัย

    เรือพนมสุรินทร์: หลักฐานจากนากุ้ง

    ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 เจ้าของนากุ้งที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ขุดบ่อแล้วพบไม้เรือโบราณจมอยู่ในโคลน เรือลำนี้ได้ชื่อว่าเรือพนมสุรินทร์ ตามชื่อของนางพนมและนายสุรินทร์ ศรีดีงาม เจ้าของที่ดิน

    เรือต่อด้วยวิธีเย็บแผ่นไม้เข้าด้วยกันด้วยเชือก ไม่ใช้ตะปู ตามแบบเรือของชาวอาหรับและเปอร์เซีย การวิเคราะห์เชือกพบว่าทำจากเส้นใยปาล์มหลายชนิด รวมถึงหวาย จุดที่พบเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอ่าวไทยปัจจุบันราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถมจนแผ่นดินงอกออกไปตลอดพันปีที่ผ่านมา

    ในเรือพบไหทรงตอร์ปิโดแบบที่พบทั่วไปในอ่าวเปอร์เซีย เครื่องถ้วยจีน และภาชนะดินเผาของภาคกลางไทย ไหใบหนึ่งมีจารึกอักษรปาห์ลาวีซึ่งใช้เขียนภาษาเปอร์เซียกลาง นักวิชาการกำหนดอายุเรือไว้ราว 1,200 ปี อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี

    เรือพนมสุรินทร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งเรือจมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเมืองท่าในลุ่มเจ้าพระยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมตะวันออกกลางกับจีน กรมศิลปากรวางแผนขุดค้นและอนุรักษ์อย่างเป็นระบบซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี

    ไทม์ไลน์

    • ราว 500–200 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มผลิตลูกปัดแก้วแบบดึงหลอด. ในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ค.ศ. ราว 4 ศตวรรษก่อน): บ้านดอนตาเพชร. ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ดและจี้สิงโตคาร์เนเลียน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–5 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 4–1 ก่อน): เขาสามแก้วรุ่งเรือง. เมืองท่าฝั่งอ่าวไทยที่มีโรงงานลูกปัดและโลหะ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–10 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 1 ก่อน –คริสต์ศตวรรษที่ 5): ควนลูกปัด. เมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดฝั่งอันดามัน
    • พ.ศ. 812–814 (ค.ศ. 269–271): เหรียญวิกตอรินุส. เหรียญโรมันที่ต่อมาพบที่อู่ทอง
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 9 (ค.ศ. หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4): เส้นทางย้ายสู่ช่องแคบมะละกา. การขนสินค้าข้ามคาบสมุทรลดความสำคัญลง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9): เรือพนมสุรินทร์. เรือเย็บแบบอาหรับจมในลุ่มเจ้าพระยา
    • พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975): ขุดค้นบ้านดอนตาเพชร. กรมศิลปากรเริ่มขุดค้น
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นเขาสามแก้ว. คณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส
    • ก.ย. พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013): พบเรือพนมสุรินทร์. พบในนากุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร

    รู้หรือไม่

    สิงโตที่ไม่มีในไทย

    จี้คาร์เนเลียนรูปสิงโตจากบ้านดอนตาเพชร เป็นรูปสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย จึงบอกถึงความเชื่อและสัญลักษณ์ที่มากับการค้ากับอินเดีย

    เรือที่ไม่ใช้ตะปู

    เรือพนมสุรินทร์ต่อด้วยการเย็บแผ่นไม้ด้วยเชือกใยปาล์ม ตามแบบเรือในมหาสมุทรอินเดีย

    ทะเลถอยไปแปดกิโลเมตร

    จุดที่พบเรือพนมสุรินทร์เคยอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่วันนี้อยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Asia Society: Maritime trade routes
    2. Indo-Pacific beads (Wikipedia)
    3. Bellina, Beads, social change and interaction between India and South-East Asia (Antiquity 2003)
    4. Bunchar: Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection
    5. Guy, The Phanom Surin Shipwreck and a Pahlavi Inscription (JSS 2017)
    6. Archaeological and Anthropological Sciences: ropes of the Phanom-Surin shipwreck
    7. มติชน: 7 ปีในนากุ้ง 1,200 ปีในประวัติศาสตร์ เรือโบราณพนมสุรินทร์
    8. ศิลปวัฒนธรรม: เรือโบราณพนม-สุรินทร์ เก่าแก่ที่สุดในไทยและอุษาคเนย์
    9. Borell, Bellina, Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    10. Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ประเพณีใบเสมา

    ประเพณีใบเสมา

    ภาพประกอบ: Sema stone at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ธรรมเนียมการปักแผ่นหินล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธบนที่ราบสูงโคราช ซึ่งเติบโตจากประเพณีหินตั้งยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนเป็นเอกลักษณ์ของทวารวดีอีสาน · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11) และสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

    ความหมายเสมามาจากคำบาลีว่าสีมา แปลว่าเขตแดน
    พื้นที่หลักที่ราบสูงโคราชและลาว ตามลุ่มแม่น้ำชี มูล และโขง
    ปริมาณการสำรวจพบกว่า 1,200 ชิ้น จาก 110 แหล่ง
    รูปแบบแผ่นแบน แท่งเสาสี่เหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม และหินธรรมชาติไม่ตกแต่ง
    แหล่งสำคัญภูพระบาท อุดรธานี เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์ เมืองเสมา นครราชสีมา
    มรดกโลกภูพระบาท ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2567 ในฐานะหลักฐานของประเพณีใบเสมา

    เสมาคืออะไร

    คำว่าเสมามาจากภาษาบาลีว่าสีมา แปลว่าเขตแดน ในพุทธศาสนาเถรวาท พระสงฆ์ต้องทำสังฆกรรมสำคัญ เช่น การบวช ภายในเขตที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องตามพระวินัย หลักที่ปักบอกเขตนี้จึงเรียกว่าใบเสมา

    ทุกวันนี้คนไทยคุ้นตากับใบเสมาที่ตั้งรอบโบสถ์ของวัด ส่วนใหญ่มีแปดทิศ ใต้ใบเสมามีลูกนิมิตฝังอยู่ ธรรมเนียมนี้มีรากเหง้าย้อนไปไกลกว่าพันปี และต้นทางที่เก่าที่สุดของใบเสมาหินในประเทศไทยอยู่ในภาคอีสาน

    ใบเสมาหินที่เก่าที่สุดที่พบในไทยมาจากสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 กระจายอยู่ทั่วที่ราบสูงโคราชและข้ามแม่น้ำโขงเข้าไปในลาว ยูเนสโกระบุว่าการใช้หินขนาดใหญ่ทำเครื่องหมายเขตศักดิ์สิทธิ์ในปริมาณมากเช่นนี้ พบเฉพาะบนที่ราบสูงโคราชเท่านั้น

    จากหินตั้งบูชาผีสู่หลักเขตของพุทธ

    ก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา ผู้คนในอีสานและลาวมีประเพณีปักหินตั้งมาแล้วหลายพันปี หินตั้งที่เก่าที่สุดในภูมิภาคพบในแขวงหัวพันของลาว อายุราว 2,500–3,000 ปี หินเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการฝังศพและการบูชาผีบรรพบุรุษ ซึ่งเชื่อว่าช่วยคุ้มครองลูกหลานและการทำมาหากิน

    นักวิชาการไทยหลายคน รวมถึงสุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าเมื่อพุทธศาสนาแผ่ขึ้นมาบนที่ราบสูงโคราชราวพุทธศตวรรษที่ 12 ผู้คนยังคงรักษาประเพณีเดิมไว้ และนำการปักหินมาใช้กับพุทธศาสนา หินที่เคยเป็นที่สถิตของผีจึงกลายเป็นหลักเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม

    ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับกว้างขวาง เพราะไม่พบใบเสมาหินขนาดใหญ่แบบเดียวกันในอินเดียหรือลังกา ซึ่งเป็นต้นทางของพุทธศาสนา ใบเสมาอีสานจึงถือเป็นผลงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นทีละขั้นอย่างไรยังต้องศึกษาต่อ

    หินที่บรรพบุรุษเคยปักไว้บูชาผี กลายเป็นหลักเขตแดนของพระธรรมบนที่ราบสูงโคราช

    รูปทรงและภาพสลัก

    ใบเสมาทวารวดีมีหลายรูปทรง บางชิ้นเป็นแผ่นหินแบนยอดแหลมคล้ายใบไม้ บางชิ้นเป็นแท่งเสาสี่เหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม และบางชิ้นเป็นหินธรรมชาติที่แทบไม่ได้ตกแต่ง วัสดุส่วนใหญ่คือหินทรายและศิลาแลงที่หาได้ในพื้นที่

    ใบเสมาส่วนใหญ่เรียบ หรือสลักเพียงลายแกนกลางรูปสถูปหรือหม้อน้ำ มีเพียงส่วนน้อยที่สลักภาพเล่าเรื่องจากพุทธประวัติและชาดก งานสำรวจของสตีเฟน เมอร์ฟี พบว่าในกว่า 110 แหล่ง มีเพียง 17 แหล่งที่มีใบเสมาภาพเล่าเรื่อง และใบเสมาแบบเรียบหรือแบบลายสถูปมีมากกว่าแบบภาพเล่าเรื่องราวสิบต่อหนึ่ง

    แม้จะมีจำนวนน้อย ใบเสมาภาพเล่าเรื่องเป็นงานศิลปะที่งดงามและได้รับความสนใจมาก ตัวอย่างเช่น ภาพเรื่องมโหสถชาดกที่พบในการขุดค้นบริเวณพระธาตุยาคู เมืองฟ้าแดดสงยาง ภาพเหล่านี้ทำหน้าที่สอนธรรมแก่ผู้คนที่ส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก

    ล้อมอะไรบ้าง: มากกว่าโบสถ์

    คนปัจจุบันมักคิดว่าใบเสมามีไว้ล้อมโบสถ์เท่านั้น แต่หลักฐานจากสมัยทวารวดีบอกเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น งานศึกษาของเมอร์ฟีพบว่าใบเสมาถูกปักล้อมทั้งสถูป พระพุทธรูป และเพิงหินธรรมชาติ และจำนวนที่ปักแต่ละแห่งมีตั้งแต่แปดไปจนถึงยี่สิบสี่ชิ้น

    ใบเสมายังมีบทบาททางสังคมด้วย งานศึกษาเดียวกันชี้ว่าผู้นำท้องถิ่นถวายใบเสมาเป็นการทำบุญและแสดงฐานะ การมองใบเสมาด้วยกรอบคิดของพุทธศาสนาในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว จึงอาจทำให้มองข้ามความหลากหลายในอดีตไป

    ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ที่ผู้คนสมัยทวารวดีดัดแปลงเพิงหินรูปร่างแปลกตาให้เป็นศาสนสถาน แล้วปักใบเสมาล้อมรอบ ยูเนสโกระบุว่าที่นี่เก็บรักษากลุ่มใบเสมาสมัยทวารวดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมมากที่สุดในโลก

    แผนที่ของใบเสมา

    การสำรวจที่ครอบคลุมที่สุดพบใบเสมามากกว่า 1,200 ชิ้น จาก 110 แหล่ง ในภาคอีสานและลาว การกระจายตัวเกาะไปตามลุ่มแม่น้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขง และแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละพื้นที่

    แหล่งสำคัญได้แก่เมืองฟ้าแดดสงยาง ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีใบเสมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น และในการขุดค้นปี พ.ศ. 2511 ยังพบอุโบสถที่มีใบเสมาปักล้อมอยู่ในตำแหน่งเดิม ส่วนเมืองเสมาในจังหวัดนครราชสีมาได้ชื่อจากใบเสมาที่ชาวบ้านพบในพื้นที่

    ภาพที่ปรากฏบอกว่าชุมชนบนที่ราบสูงโคราชรับคติพุทธแบบทวารวดีมาจากภาคกลาง แล้วแสดงออกด้วยวิธีของตนเอง

    ใบเสมาในชีวิตปัจจุบัน

    เมื่ออำนาจเขมรแผ่เข้ามาในอีสานราวพุทธศตวรรษที่ 16 การสร้างใบเสมาแบบทวารวดีก็ลดลง แต่ธรรมเนียมการกำหนดเขตด้วยใบเสมายังคงสืบต่อมา ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ใบเสมาถูกตกแต่งให้ประณีตขึ้น บางวัดมีใบเสมาคู่หรือใบเสมาบนซุ้ม ซึ่งบอกประวัติการสร้างใหม่หรือความเกี่ยวข้องกับราชสำนัก

    ใบเสมาทวารวดีหลายชิ้นถูกเคลื่อนย้ายไปตั้งในวัด ศาลปู่ตา หรือกลายเป็นหลักเมือง เช่น หลักเมืองขอนแก่นซึ่งย้ายมาจากบ้านโนนเมือง ผู้คนยังกราบไหว้หินเหล่านี้ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความหมายของใบเสมาจึงยังเปลี่ยนแปลงต่อไปตามชุมชนที่ดูแลมัน

    ในปี พ.ศ. 2567 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนภูพระบาทเป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อที่ระบุว่าเป็นประจักษ์พยานของประเพณีใบเสมาสมัยทวารวดี นับเป็นครั้งแรกที่ประเพณีนี้ได้รับการยอมรับในระดับโลก ผู้สนใจชมใบเสมาได้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เมืองฟ้าแดดสงยาง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,500–3,000 ปีก่อน: หินตั้งยุคก่อนประวัติศาสตร์. ประเพณีปักหินตั้งในลาวและอีสาน เกี่ยวกับการฝังศพและบูชาผี
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): พุทธศาสนาขึ้นสู่ที่ราบสูง. เริ่มปักใบเสมาล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของพุทธ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–10): ใบเสมาภาพเล่าเรื่อง. สลักชาดกและพุทธประวัติ เช่นที่ฟ้าแดดสงยาง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): เขมรแผ่อำนาจ. การสร้างใบเสมาแบบทวารวดีลดลง
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ขุดค้นฟ้าแดดสงยาง. พบอุโบสถที่มีใบเสมาล้อมในตำแหน่งเดิม
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): งานศึกษาของเมอร์ฟี. ชี้ว่าใบเสมาล้อมทั้งสถูป พระพุทธรูป และเพิงหิน
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): ภูพระบาทเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกรับรองในฐานะหลักฐานประเพณีใบเสมา

    รู้หรือไม่

    ไม่มีในอินเดีย

    ใบเสมาหินขนาดใหญ่แบบทวารวดีอีสานไม่พบในอินเดียหรือลังกา จึงนับเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เอง

    หลักเมืองเคยเป็นใบเสมา

    หลักเมืองขอนแก่นเป็นหินที่ย้ายมาจากบ้านโนนเมือง สะท้อนว่าหินโบราณยังได้รับความเคารพในบทบาทใหม่

    ภาพเล่าเรื่องหายาก

    ใบเสมาที่สลักภาพเล่าเรื่องมีเพียงราวหนึ่งในสิบ ส่วนใหญ่เป็นแผ่นเรียบหรือสลักลายสถูป

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. UNESCO: Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period
    2. Murphy, The Distribution of Sema Stones throughout the Khorat Plateau (SOAS)
    3. Murphy, Dvaravati Period Sema Stones: Shifting Meanings and Definitions (SOAS)
    4. Thailand Foundation: Dvaravati Period Sema Stones
    5. Sema stone (Wikipedia)
    6. ศิลปวัฒนธรรม: วิวัฒนาการจากหินตั้งสู่เสมา
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ทวารวดีอีสาน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตมั่นในหลักหิน
    8. Khon Kaen National Museum (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ธรรมจักรทวารวดี

    ธรรมจักรทวารวดี

    ภาพประกอบ: Thailandia, ruota della legge (dharmacakra), prov. ignota, arte dvaravati, viii-ix sec · sailko · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    วงล้อหินขนาดใหญ่ที่ตั้งบนเสาสูงหน้าศาสนสถาน สัญลักษณ์ของปฐมเทศนา และงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)

    ความหมายวงล้อแห่งธรรม สัญลักษณ์ของการแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
    วัสดุหินทรายและหินปูน สลักเป็นวงล้อ ตั้งบนเสาและฐาน
    แหล่งพบหลักภาคกลาง โดยเฉพาะนครปฐม อู่ทอง และลพบุรี
    ชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดธรรมจักรพร้อมเสาและฐานจากเมืองโบราณอู่ทอง สูงรวมกว่า 4.4 เมตร
    ของคู่กันกวางหมอบ ซึ่งสื่อถึงป่ากวางที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรก
    จารึกบางชิ้นมีจารึกภาษาบาลีด้วยอักษรปัลลวะ จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

    วงล้อที่เริ่มหมุน

    ตามเรื่องเล่าในพุทธประวัติ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี และแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า เนื้อหาของปฐมเทศนาคืออริยสัจสี่และทางสายกลาง ชาวพุทธเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการหมุนวงล้อแห่งธรรม

    พระสูตรที่บันทึกเรื่องนี้มีชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าพระสูตรว่าด้วยการทำให้ธรรมจักรหมุนไป วงล้อจึงกลายเป็นภาพแทนคำสอนที่เริ่มเคลื่อนออกไปสู่โลก

    ในยุคแรกของพุทธศาสนาในอินเดีย ช่างมักไม่สร้างรูปพระพุทธเจ้าในร่างมนุษย์ แต่ใช้สัญลักษณ์แทน เช่น รอยพระบาท ต้นโพธิ์ และวงล้อธรรมจักร ประเพณีการตั้งวงล้อบนยอดเสาก็มีมาตั้งแต่เสาของพระเจ้าอโศกในพุทธศตวรรษที่ 3

    รูปแบบของธรรมจักรทวารวดี

    ธรรมจักรทวารวดีเป็นแผ่นหินสลักเป็นรูปวงล้อตั้งตรง มีดุมอยู่ตรงกลาง ซี่ล้อแผ่ออกเป็นรัศมี และขอบล้อด้านนอก ช่องระหว่างซี่ล้อมักเจาะทะลุ ทำให้วงล้อดูโปร่งเบาแม้จะเป็นหินหนัก ด้านล่างมีเดือยสำหรับเสียบลงบนเสาหรือฐาน

    ขอบล้อนิยมสลักลวดลายประดับ เช่น ลายดอกไม้กลมสลับกับลายข้าวหลามตัด และลายเปลวไฟที่ขอบนอกสุด ลวดลายเหล่านี้หลายแบบมีต้นเค้ามาจากศิลปะอินเดีย

    ธรรมจักรจากวัดเสน่หา นครปฐม ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สูง 106 เซนติเมตร ไม่รวมเดือย และกว้าง 88 เซนติเมตร ส่วนธรรมจักรอีกชิ้นจากภาคกลางที่เคยให้พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนในนิวยอร์กยืมไปจัดแสดง สูงราว 124 เซนติเมตร และหนักกว่า 900 กิโลกรัม

    วงล้อหินบนยอดเสาสูง บอกผู้มาเยือนเมื่อพันปีก่อนว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เริ่มหมุนมาถึงดินแดนนี้แล้ว

    เสาสูงหน้าศาสนสถาน

    ธรรมจักรส่วนใหญ่ถูกพบแยกชิ้นจากเสาและฐาน จึงเคยมีคำถามว่าแต่เดิมตั้งอยู่อย่างไร คำตอบที่ชัดที่สุดมาจากเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ขุดพบธรรมจักรพร้อมเสาและฐานจากบริเวณเจดีย์ กรมศิลปากรถือว่าเป็นธรรมจักรบนเสาที่สมบูรณ์ที่สุดที่พบในไทย

    เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน ธรรมจักรอู่ทองสูงรวมกว่า 440 เซนติเมตร ทุกวันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จัดแสดงไว้ในแนวตั้งด้วยโครงเหล็กพิเศษ ให้ผู้ชมเห็นทั้งวงล้อ เสา และฐานพร้อมกัน

    หลักฐานนี้สนับสนุนความเห็นว่าในสมัยทวารวดี ธรรมจักรถูกตั้งบนเสาสูงไว้หน้าศาสนสถาน ผู้คนที่เดินเข้ามาจะเห็นวงล้อหินลอยอยู่เหนือศีรษะ เป็นเครื่องหมายบอกว่าที่นี่คือพื้นที่ของพระธรรม

    พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนชี้ว่ารูปแบบวงล้อขนาดใหญ่บนเสาเช่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะในรัฐอานธรประเทศ ทางใต้ของอินเดีย แต่ในพุทธศาสนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่พบประเพณีแบบนี้ที่ใดนอกจากดินแดนมอญในประเทศไทย

    กวางหมอบและจารึกบนวงล้อ

    ธรรมจักรหลายแห่งพบคู่กับประติมากรรมกวางหมอบ กวางเป็นตัวแทนของมฤคทายวัน ซึ่งแปลว่าป่าที่ให้อภัยแก่กวาง สถานที่แสดงปฐมเทศนา บางแห่งกวางอาจถูกวางไว้ที่มุมของแท่นบนยอดเสา ใต้วงล้อพอดี ภาพรวมจึงเล่าเหตุการณ์ปฐมเทศนาได้โดยไม่ต้องมีรูปพระพุทธเจ้าเลย

    ธรรมจักรบางชิ้นมีจารึกด้วย เช่น ธรรมจักรจากวัดเสน่หา มีข้อความภาษาบาลีเขียนด้วยอักษรปัลลวะ คัดมาจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ส่วนที่เมืองโบราณซับจำปา จังหวัดลพบุรี พบเสาแปดเหลี่ยมจารึกภาษาบาลีด้วยอักษรหลังปัลลวะ มีคาถาเย ธมฺมา และข้อความเกี่ยวกับอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นหัวใจของปฐมเทศนาเช่นกัน

    การใช้ภาษาบาลีในจารึกเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกว่าพุทธศาสนาที่ใช้คัมภีร์ภาษาบาลีมีบทบาทในดินแดนทวารวดีมาตั้งแต่เมื่อพันกว่าปีก่อน

    ทำไมต้องเป็นวงล้อ

    นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าในสมัยที่ธรรมจักรทวารวดีถูกสร้าง ซึ่งราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 ช่างในอินเดียและที่อื่น ๆ นิยมสร้างพระพุทธรูปกันแล้ว การที่ชาวทวารวดียังสร้างวงล้อขนาดใหญ่จึงน่าสนใจ บางคนเห็นว่าเป็นการสืบทอดประเพณีเก่าแก่ที่ได้รับมาจากอินเดียใต้ บางคนเห็นว่าเป็นการเลือกที่สะท้อนความนิยมของชุมชนท้องถิ่นเอง

    โรเบิร์ต บราวน์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอเมริกัน เขียนหนังสือเรื่องธรรมจักรทวารวดีในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) โดยศึกษาวงล้อร่วมกับกวางหิน พระพุทธรูป และสถูป แล้วเทียบกับศิลปะเขมรและอินเดีย เพื่อหาคำตอบว่าวัฒนธรรมอินเดียถูกรับเข้ามาและปรับใช้ในอุษาคเนย์อย่างไร

    นอกจากความหมายทางพุทธศาสนาแล้ว วงล้อยังเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันกว้างขวางในอินเดีย ทั้งเป็นเครื่องหมายของพระจักรพรรดิผู้ปกครองโลกและเป็นอาวุธของพระวิษณุ จักรสำริดขนาดเล็กที่พบที่เขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี พ.ศ. 2560 ก็ทำให้นักวิชาการถกเถียงกันว่าเป็นของในศาสนาพุทธหรือไวษณพนิกาย

    ชมธรรมจักรได้ที่ไหน

    ธรรมจักรทวารวดีพบมากที่สุดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำท่าจีน บางแห่งบนที่ราบสูงโคราชก็พบด้วย เช่น ที่เมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีวัดชื่อวัดธรรมจักรเสมารามตามโบราณวัตถุชิ้นนี้ แต่โดยรวมพบน้อยกว่าในภาคกลางมาก

    ผู้สนใจชมของจริงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในห้องศิลปะทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ที่นครปฐม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ที่สุพรรณบุรี ซึ่งมีธรรมจักรพร้อมเสาที่สมบูรณ์ที่สุด

    เมื่อยืนอยู่หน้าวงล้อหินเหล่านี้ เราจะเห็นว่าชาวทวารวดีเล่าเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยภาษาของสัญลักษณ์ ที่เข้าใจได้แม้ไม่ต้องอ่านหนังสือออก

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 1 (ค.ศ. ราว 2,500 ปีก่อน): ปฐมเทศนา. พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
    • พุทธศตวรรษที่ 3 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 3 ก่อน): เสาพระเจ้าอโศก. วงล้อธรรมจักรบนยอดเสาในอินเดีย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–9): ธรรมจักรทวารวดี. สร้างวงล้อหินบนเสาหน้าศาสนสถานในภาคกลาง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9): เสาจารึกซับจำปา. เสาแปดเหลี่ยมจารึกบาลี คาถาเย ธมฺมา ที่ลพบุรี
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): หนังสือของบราวน์. ตีพิมพ์งานศึกษาธรรมจักรทวารวดีฉบับสำคัญ
    • พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009): นิทรรศการศิลปะทวารวดี. จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): จักรสำริดเขาศรีวิชัย. พบจักรสำริดขนาดเล็กที่สุราษฎร์ธานี

    รู้หรือไม่

    มีเฉพาะในไทย

    วงล้อหินขนาดใหญ่บนเสาแบบทวารวดีไม่พบในพุทธศาสนาที่อื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนไทยโบราณ

    หนักเกือบหนึ่งตัน

    ธรรมจักรชิ้นหนึ่งจากภาคกลางหนักราว 936 กิโลกรัม การยกขึ้นตั้งบนเสาสูงจึงเป็นงานวิศวกรรมไม่น้อย

    วัดตั้งชื่อตามธรรมจักร

    วัดธรรมจักรเสมารามที่เมืองเสมา นครราชสีมา ได้ชื่อมาจากธรรมจักรหินที่พบในวัด

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. SAC Southeast Asian Arts: Dharmachakra
    2. The Met: Dharmachakra (Wheel of the Law)
    3. U Thong National Museum (Wikipedia)
    4. ไทยโพสต์: ย้อนเวลาท่องอารยธรรมทวารวดี ที่พิพิธภัณฑ์ฯ อู่ทอง
    5. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกซับจำปา 4
    6. Amis du musée Cernuschi: Dvaravati, sources of Buddhism in Thailand
    7. Brown, The Dvaravati Wheels of the Law (Goodreads)
    8. มติชน: พบจักรสำริด 1,300 ปีที่เขาศรีวิชัย
    9. Dhammacakkappavattana Sutta (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • อักษรปัลลวะและจารึกยุคแรก

    อักษรปัลลวะและจารึกยุคแรก

    ภาพประกอบ: Stone Inscription, Pallava Script, 7th Cent., Ramkhamhaeng Museum, Sukhothai (47595425002) · Gary Todd from Xinzheng, China · Public domain · Wikimedia Commons

    ตัวอักษรจากอินเดียใต้ที่เดินทางมากับพระสงฆ์ พราหมณ์ และพ่อค้า กลายเป็นตัวเขียนชุดแรกบนแผ่นดินไทย และเป็นบรรพบุรุษของอักษรมอญ ขอม และไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–9)

    ต้นกำเนิดอินเดียใต้ สมัยราชวงศ์ปัลลวะ พัฒนามาจากอักษรพราหมี
    ภาษาที่ใช้เขียนในไทยสันสกฤต บาลี มอญโบราณ และเขมรโบราณ
    จารึกที่มีศักราชเก่าที่สุดจารึกเขาน้อย พ.ศ. 1180 และจารึกเขารัง พ.ศ. 1182 ภาคตะวันออก
    จารึกมอญเก่าที่สุดจารึกวัดโพธิ์ร้าง นครปฐม ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6
    อักษรที่สืบต่ออักษรหลังปัลลวะ มอญโบราณ ขอมโบราณ และในที่สุดอักษรไทย
    ฐานข้อมูลศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร รวบรวมจารึกในประเทศไทยไว้ออนไลน์

    ตัวอักษรที่เดินทางข้ามทะเล

    ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ราชวงศ์ปัลลวะปกครองดินแดนทางใต้ของอินเดีย ราชสำนักใช้ทั้งภาษาทมิฬและภาษาสันสกฤต ตัวอักษรที่ใช้เขียนทั้งสองภาษาพัฒนามาจากอักษรพราหมี และนักวิชาการรุ่นหลังเรียกตามชื่อราชวงศ์ว่าอักษรปัลลวะ

    ในช่วงเวลาเดียวกัน การค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คึกคักมาก พระสงฆ์ พราหมณ์ นักปราชญ์ และพ่อค้าเดินทางไปมา และนำตัวอักษรชุดนี้ติดตัวมาด้วย อักษรปัลลวะจึงแพร่ไปทั่วภูมิภาค ตั้งแต่ชวา สุมาตรา กัมพูชา ไปจนถึงดินแดนที่เป็นประเทศไทย

    ในประเทศไทย อักษรปัลลวะปรากฏบนจารึกในราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 พบกระจายอยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ นี่คือช่วงที่ดินแดนแห่งนี้เริ่มมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของตนเอง

    ภาษาหลายภาษา ตัวอักษรชุดเดียว

    สิ่งที่น่าสนใจคืออักษรปัลลวะถูกใช้เขียนหลายภาษา ภาษาสันสกฤตใช้ในจารึกของกษัตริย์และศาสนาพราหมณ์ ภาษาบาลีใช้กับคัมภีร์และคาถาของพุทธศาสนาเถรวาท ส่วนคนท้องถิ่นก็นำอักษรชุดนี้ไปเขียนภาษาของตัวเอง คือภาษามอญโบราณและเขมรโบราณ

    จารึกภาษามอญที่เก่าที่สุดที่รู้จักในไทยคือชิ้นส่วนจารึกจากวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ต่อมายังพบจารึกภาษามอญโบราณที่นครปฐม ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ และขอนแก่น หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าคนกลุ่มหลักของวัฒนธรรมทวารวดีพูดภาษามอญ

    การใช้หลายภาษาด้วยตัวอักษรชุดเดียวคล้ายกับที่ทุกวันนี้หลายภาษาในยุโรปใช้อักษรโรมันร่วมกัน อักษรปัลลวะจึงเป็นเหมือนเครื่องมือกลางที่แต่ละชุมชนหยิบไปปรับใช้

    ทุกครั้งที่เราเขียนตัวอักษรไทย เรากำลังใช้มรดกที่เดินทางมาจากอินเดียใต้ผ่านมือช่างจารึกมอญและเขมรเมื่อพันกว่าปีก่อน

    จารึกยุคแรกที่สำคัญ

    จารึกที่ระบุศักราชได้เก่าที่สุดในไทยอยู่ในภาคตะวันออก จารึกเขาน้อย ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ลงปีตรงกับ พ.ศ. 1180 (ค.ศ. 637) ส่วนจารึกเขารัง ที่อำเภออรัญประเทศเช่นกัน ลงปี พ.ศ. 1182 เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตและเขมร บันทึกการถวายทาส สวน และสัตว์เลี้ยงแก่ศาสนสถาน ทั้งสองหลักเกี่ยวข้องกับอำนาจของรัฐเจนละ

    ในภาคอีสาน มีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤตหลายหลักกล่าวถึงเจ้าชายจิตรเสน ผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์ในพระนามพระเจ้ามเหนทรวรมัน เช่น จารึกปากน้ำมูล ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และจารึกวัดศรีเมืองแอม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งบันทึกการสร้างรูปโคนนทิถวายพระศิวะ

    ในภาคกลาง จารึกอักษรปัลลวะจำนวนมากเป็นข้อความทางพุทธศาสนา ตัวอย่างหนึ่งคืออิฐจารึกคาถาเย ธมฺมา ภาษาบาลี พบที่บ้านท่าม่วง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี คาถานี้สรุปหัวใจของคำสอนว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ และพบบ่อยมากในจารึกสมัยทวารวดี

    ในปี พ.ศ. 2562 ยังพบจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ที่วัดพระงาม นครปฐม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 มีคำว่าทวารวตีปรากฏอยู่ด้วย ถือเป็นการค้นพบสำคัญที่ช่วยยืนยันชื่อของวัฒนธรรมทวารวดี

    สิ่งที่จารึกเล่าให้ฟัง

    จารึกยุคแรกบอกเราหลายเรื่องที่โบราณวัตถุอย่างอื่นบอกไม่ได้ เช่น ชื่อผู้ปกครอง ชื่อเมือง ศาสนาที่นับถือ และการถวายทรัพย์สินแก่วัดหรือเทวาลัย เหรียญเงินที่มีจารึกว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ ก็เขียนด้วยอักษรปัลลวะเช่นกัน

    จารึกยังบอกเส้นทางของความคิด จารึกเนินสระบัว ที่ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ลงปีตรงกับ ค.ศ. 761 เขียนด้วยอักษรปัลลวะที่มีลักษณะใกล้กับอักษรของลังกา มีคาถาภาษาบาลีสามบทที่ตรงกับบทเปิดของเตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นวรรณกรรมบาลีจากลังกา แสดงว่าคัมภีร์จากลังกาเดินทางมาถึงดินแดนทวารวดีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8

    อย่างไรก็ตาม การอ่านจารึกยุคแรกทำได้ยาก หินหลายหลักสึกกร่อนหรือแตกหัก การกำหนดอายุหลายครั้งต้องอาศัยการเทียบรูปแบบตัวอักษร ซึ่งให้ช่วงเวลากว้างเป็นศตวรรษ และนักวิชาการแต่ละคนอาจอ่านหรือแปลบางคำต่างกัน

    จากปัลลวะสู่อักษรไทย

    เมื่อเวลาผ่านไป ช่างจารึกในแต่ละท้องถิ่นค่อย ๆ ปรับรูปตัวอักษรให้ต่างไปจากต้นแบบ นักวิชาการเรียกอักษรในขั้นนี้ว่าอักษรหลังปัลลวะ ซึ่งใช้กันในราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 จากนั้นจึงแตกสายออกเป็นอักษรของแต่ละภูมิภาค

    สายหนึ่งกลายเป็นอักษรมอญโบราณ ซึ่งใช้ในภาคกลางและต่อมาที่หริภุญชัย สายหนึ่งกลายเป็นอักษรขอมโบราณ ซึ่งใช้กว้างขวางในภาคกลาง อีสาน และใต้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14–16 ส่วนในหมู่เกาะ อักษรปัลลวะพัฒนาเป็นอักษรกวิของชวา

    อักษรไทยที่ปรากฏในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ 19 พัฒนามาจากอักษรขอมและมอญที่ใช้กันอยู่ก่อน ดังนั้นเมื่อเราเขียนตัวอักษรไทยทุกวันนี้ เรากำลังใช้ตัวเขียนที่มีบรรพบุรุษสืบย้อนไปถึงอักษรปัลลวะของอินเดียใต้เมื่อกว่าหนึ่งพันห้าร้อยปีก่อน

    ศึกษาจารึกได้ที่ไหน

    จารึกยุคแรกส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในภูมิภาค เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

    ผู้ที่อยากอ่านเนื้อหาจารึกสามารถค้นได้จากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งรวบรวมคำอ่าน คำแปล ภาพ และประวัติการศึกษาของจารึกแต่ละหลักไว้ เปิดให้ทุกคนใช้ได้ทางออนไลน์

    ในระดับสากล อักษรปัลลวะยังไม่ได้อยู่ในมาตรฐานยูนิโค้ด แม้จะมีข้อเสนอให้บรรจุไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 การพิมพ์อักษรนี้บนคอมพิวเตอร์จึงยังต้องพึ่งฟอนต์เฉพาะ

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 9 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 4): อักษรปัลลวะในอินเดียใต้. ราชวงศ์ปัลลวะใช้อักษรนี้เขียนทมิฬและสันสกฤต
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6): จารึกมอญวัดโพธิ์ร้าง. จารึกภาษามอญเก่าที่สุดที่รู้จักในไทย นครปฐม
    • พุทธศตวรรษที่ 11–12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6–7): จารึกวัดพระงาม. จารึกสันสกฤตที่มีคำว่าทวารวตี
    • ราว พ.ศ. 1150–1159 (ค.ศ. ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7): จารึกพระเจ้ามเหนทรวรมัน. จารึกปากน้ำมูลและวัดศรีเมืองแอม ในอีสาน
    • พ.ศ. 1180 (ค.ศ. 637): จารึกเขาน้อย. จารึกที่ระบุศักราชได้เก่าที่สุดในไทย
    • พ.ศ. 1182 (ค.ศ. 639): จารึกเขารัง. บันทึกการถวายทาสและทรัพย์สินแก่ศาสนสถาน
    • พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761): จารึกเนินสระบัว. คาถาบาลีจากวรรณกรรมลังกา ที่ปราจีนบุรี
    • พุทธศตวรรษที่ 14–16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–10): อักษรขอมโบราณ. แพร่หลายในภาคกลาง อีสาน และใต้
    • พุทธศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 13): อักษรไทยสุโขทัย. พัฒนาจากอักษรขอมและมอญ
    • 2 ต.ค. พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): พบจารึกวัดพระงาม. การค้นพบใหม่ที่นครปฐม

    รู้หรือไม่

    ยังไม่มีในยูนิโค้ด

    อักษรปัลลวะยังไม่อยู่ในมาตรฐานยูนิโค้ด แม้จะเป็นบรรพบุรุษของอักษรหลายสิบชนิดในเอเชีย

    คาถายอดนิยม

    คาถาเย ธมฺมา เป็นข้อความที่พบบ่อยที่สุดชิ้นหนึ่งในจารึกสมัยทวารวดี ทั้งบนอิฐ พระพิมพ์ และเสาหิน

    จารึกบนใบเสมา

    จารึกยุคแรกหลายหลัก เช่น จารึกเขารังและจารึกปากน้ำมูล สลักบนหินรูปใบเสมา

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Pallava script (Wikipedia)
    2. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเขารัง
    3. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกปากน้ำมูล 1
    4. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกวัดศรีเมืองแอม
    5. Prasat Kao Noi (Wikipedia)
    6. Mohanadeera, Noen Sa Bua Inscription of Dong Si Maha Bo (JSS)
    7. ศิลปวัฒนธรรม: คาถาเย ธัมมา เขียนด้วยอักษรปัลลวะ พบที่สุพรรณบุรี
    8. ศิลปวัฒนธรรม: พบศิลาจารึกโบราณที่นครปฐม
    9. Mon Language in Thailand
    10. ทรูปลูกปัญญา: อักษรปัลลวะและพัฒนาการอักษรในไทย

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ถนนโบราณพระนคร–พิมาย

    ถนนโบราณพระนคร–พิมาย

    ภาพประกอบ: Prasat Ta Muen-2-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ทางหลวงยกระดับของจักรวรรดิเขมรที่เชื่อมเมืองพระนครกับพิมาย ข้ามเทือกเขาพนมดงรัก มีที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลตั้งเรียงรายเป็นระยะ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 11–13)

    ปลายทางเมืองพระนคร (กัมพูชา) และเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ระยะทางราว 225–254 กิโลเมตร ตามการประเมินของแต่ละการศึกษา
    ลักษณะถนนคันดินยกสูง ไม่ปูหิน มีสะพานศิลาแลงและสระน้ำเป็นระยะ
    ที่พักคนเดินทางธรรมศาลาหรือบ้านมีไฟ 17 แห่ง ตามจารึกปราสาทพระขรรค์
    ผู้สร้างที่พักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1724–1761)
    ช่องทางข้ามเขาช่องตาเมือน เทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา

    ทางหลวงของจักรวรรดิ

    เมื่ออาณาจักรเขมรเรืองอำนาจ เมืองพระนครหรืออังกอร์กลายเป็นศูนย์กลางที่ต้องเชื่อมต่อกับดินแดนรอบด้าน ราชสำนักจึงสร้างเครือข่ายถนนออกไปหลายทิศ นักโบราณคดีประเมินว่าถนนสายหลักทั้งหมดยาวรวมกันกว่า 1,000 กิโลเมตร

    ในบรรดาถนนเหล่านี้ สายที่สำคัญที่สุดต่อประวัติศาสตร์ไทยคือถนนที่มุ่งขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ จากเมืองพระนครข้ามเทือกเขาพนมดงรักขึ้นสู่ที่ราบสูงโคราช ไปสิ้นสุดที่เมืองพิมาย นักวิชาการไทยมักเรียกถนนสายนี้ว่าราชมรรคา

    ระยะทางของถนนสายนี้ยังประเมินต่างกันเล็กน้อย บางการศึกษาให้ตัวเลขราว 225 กิโลเมตร บางโครงการสำรวจให้ราว 254 กิโลเมตร ความต่างนี้มาจากการเลือกจุดตั้งต้นและแนวถนนที่ยังสืบไม่ครบทุกช่วง

    ถนนแบบเขมรสร้างอย่างไร

    ถนนเขมรโบราณเป็นคันดินยกสูงพ้นระดับน้ำ ไม่มีการปูหิน ซึ่งสำคัญมากในดินแดนที่น้ำท่วมทุกฤดูฝน คันดินเช่นนี้ทำให้ผู้คน เกวียน และสัตว์พาหนะเดินทางได้แม้ในช่วงที่ทุ่งนารอบข้างจมน้ำ

    จุดที่ถนนข้ามลำน้ำมีสะพานก่อด้วยศิลาแลง ใช้เทคนิคการก่อหินยื่นซ้อนกันขึ้นไปเป็นช่องให้น้ำไหลผ่าน ตลอดแนวถนนยังมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขุดไว้เป็นระยะราวทุก 1.5–2.5 กิโลเมตร ให้คนเดินทางและสัตว์ได้มีน้ำดื่ม

    นักวิชาการเห็นว่าเส้นทางเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียว บางช่วงอาจถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11 สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงถูกจัดระเบียบเป็นถนนสายหลัก และได้รับการปรับปรุงอีกในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในคริสต์ศตวรรษที่ 12

    ทุกสิบกว่ากิโลเมตรบนถนนสู่พิมาย จะมีแสงไฟจากบ้านพักริมทางรอผู้เดินทางอยู่

    บ้านมีไฟ: ที่พักริมทาง

    ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ที่เมืองพระนคร ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บันทึกว่ามีการสร้างอาคารที่เรียกว่าวหนิคฤหะ หรือบ้านมีไฟ รวม 121 แห่งตามถนนสายหลักและในเขตศาสนสถาน ในจำนวนนี้ 17 แห่งอยู่บนถนนสายพระนคร–พิมาย

    ในภาษาไทยมักเรียกอาคารเหล่านี้ว่าธรรมศาลา เป็นอาคารศิลาแลงยาวมีห้องด้านหน้าและปราสาทเล็กด้านหลัง ผนังด้านใต้มีหน้าต่างเรียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเคยใช้วางรูปเคารพและตามไฟ จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านมีไฟ

    การวัดระยะพบว่าบ้านมีไฟบนถนนสายนี้ตั้งห่างกันเฉลี่ยราว 16 กิโลเมตร ขณะที่งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางในสมัยนั้นเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ที่พักจึงอยู่ในระยะที่เดินถึงได้ภายในครึ่งวันถึงหนึ่งวัน การเดินทางตลอดสายจากพระนครถึงพิมายน่าจะใช้เวลาราวสิบวัน

    ในฝั่งไทยมีธรรมศาลาที่ยังเหลือให้เห็นหลายแห่ง เช่น ปราสาทตาเมือนในจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทบ้านบุในอำเภอประโคนชัย และปราสาทถมอ จังหวัดบุรีรัมย์

    โรงพยาบาลและศาสนสถานตามเส้นทาง

    นอกจากที่พัก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังสร้างอาโรคยศาลหรือสถานพยาบาลกระจายทั่วอาณาจักร หลักฐานบางแหล่งระบุว่ามีถึง 102 แห่ง อาโรคยศาลมีรูปแบบเป็นปราสาทประธานล้อมด้วยกำแพง มีบรรณาลัยและสระน้ำนอกกำแพง

    ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดบนเส้นทางนี้คือกลุ่มปราสาทตาเมือนที่ช่องตาเมือน บนเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยสามหลังที่ทำหน้าที่ต่างกัน ปราสาทตาเมือนเป็นธรรมศาลา ปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นอาโรคยศาล และปราสาทตาเมือนธมเป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะที่เก่ากว่า

    ถนนสายนี้ยังผ่านใกล้ศาสนสถานสำคัญอื่น ๆ เช่น ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะไปถึงปราสาทพิมาย ซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ตรงกับแนวถนนที่มาจากเมืองพระนคร ต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปที่หันไปทางทิศตะวันออก

    ถนนเพื่ออะไร

    หลักฐานทางโบราณคดีบอกว่าถนนสายนี้มีหลายหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ทั้งเป็นเส้นทางของกองทัพ เส้นทางขนส่งสินค้าและส่วยเข้าสู่เมืองหลวง และเส้นทางของผู้แสวงบุญที่เดินทางไปยังศาสนสถาน

    ตามแนวถนนยังพบเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาและแหล่งถลุงเหล็ก แสดงว่าถนนเชื่อมแหล่งผลิตกับตลาด เหล็กจากบริเวณนี้อาจส่งไปทำเครื่องมือและอาวุธให้เมืองพระนคร

    ในอีกด้านหนึ่ง ถนนคือสัญลักษณ์ของอำนาจ การที่กษัตริย์สร้างที่พักและโรงพยาบาลเป็นระยะ ทำให้คนเดินทางทุกคนรับรู้ถึงพระราชอำนาจและพระมหากรุณาตามคติพุทธศาสนามหายาน ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงยึดถือ

    สืบหาถนนที่หายไป

    ตลอดหลายร้อยปี คันดินของถนนถูกไถทำนา กลายเป็นคันนา หรือจมหายไปในภูมิทัศน์ จนแทบมองไม่ออกจากพื้นดิน การสืบหาแนวถนนจึงต้องใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม และการเดินสำรวจภาคสนาม

    ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงต้นทศวรรษ 2550 มีโครงการวิจัยร่วมไทย–กัมพูชาชื่อโครงการราชมรรคา หรือ Living Angkor Road Project นำโดยนักวิจัยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์การอัปสราของกัมพูชา โดยได้ทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โครงการนี้พบธรรมศาลา สะพานหิน และแหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    นักโบราณคดีอย่างมิทช์ เฮนดริกสัน ยังขุดค้นธรรมศาลาหลายแห่ง และพบว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าขายรอบอาคาร แสดงว่าบ้านมีไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีผู้คนใช้งานจริง

    ทุกวันนี้ ถนนโบราณสายนี้เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้บางช่วงตามแนวชายแดน เช่น บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จะเคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนจนงานบูรณะต้องหยุดชะงัก

    ไทม์ไลน์

    • ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 9): เส้นทางยุคแรก. บางช่วงอาจถูกใช้เป็นทางสัญจรตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร
    • พุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): จัดระเบียบเป็นถนนหลวง. สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 12): ปรับปรุงถนน. สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    • พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181): ชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชย์. เริ่มสร้างที่พักและโรงพยาบาลทั่วอาณาจักร
    • พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191): จารึกปราสาทพระขรรค์. บันทึกบ้านมีไฟ 121 แห่ง 17 แห่งอยู่บนถนนสายพิมาย
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): ขึ้นทะเบียนตาเมือน. กลุ่มปราสาทตาเมือนขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
    • ราว พ.ศ. 2549–2550 (ค.ศ. 2006–2007): โครงการราชมรรคา. นักวิจัยไทยและกัมพูชาร่วมสำรวจแนวถนน

    รู้หรือไม่

    ปราสาทที่หันหน้าผิดทิศ

    ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ เพราะหันไปรับถนนที่มาจากเมืองพระนคร

    เดินวันละ 30 กิโลเมตร

    งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางสมัยพระนครเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ทั้งสายจึงใช้เวลาเดินราวสิบวัน

    ถนนไม่ได้ปูหิน

    ถนนเขมรเป็นคันดินยกสูง จุดเด่นคือพ้นน้ำในหน้าฝน ทำให้ใช้เดินทางได้ทั้งปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Angkorian Road System (Wikipedia)
    2. Southeast Asian Archaeology: On the Road to Angkor
    3. Angkor Database: Jayavarman VII's Resthouse Temples
    4. Hendrickson, Udaya 9: fire shrines on Angkorian roads
    5. The Siam Society: The Khmer Masterworks along the Royal Road
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย ในเส้นทางสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    8. Prasat Ban Bu (Wikipedia)
    9. Lertlum, Living Angkor Road Project (CRMA Journal)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เหรียญศรีทวารวดี

    เหรียญศรีทวารวดี

    ภาพประกอบ: Lopburi 05 · Bjoertvedt · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เหรียญเงินขนาดเล็กที่มีจารึกภาษาสันสกฤตเอ่ยนามผู้ปกครองแห่งศรีทวารวดี หลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรกที่ยืนยันชื่อของวัฒนธรรมทวารวดี · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    วัสดุและขนาดเงินบริสุทธิ์สูง เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เซนติเมตร
    จารึกศรีทวารวตีศวรปุณยะ อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต
    ความหมายบุญกุศลของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี
    การค้นพบสำคัญพ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง ใกล้นครปฐม
    แหล่งพบอื่นสุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และที่อื่น ๆ ในภาคกลาง
    ที่เก็บรักษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาค

    ชื่อที่เคยรู้จากบันทึกจีนเท่านั้น

    ก่อนทศวรรษ 2480 นักวิชาการรู้จักทวารวดีจากเอกสารจีนเป็นหลัก พระภิกษุเสวียนจั้งซึ่งเดินทางไปอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 7 กล่าวถึงแคว้นชื่อโถโลโปตี้ ระหว่างพม่ากับกัมพูชา นักวิชาการตะวันตกเสนอว่าชื่อนี้น่าจะตรงกับคำสันสกฤตว่าทวารวดี

    ปัญหาคือยังไม่มีหลักฐานในพื้นที่ที่เขียนคำนี้ไว้ชัด ๆ ข้อสันนิษฐานว่ามีรัฐชื่อทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยาจึงอาศัยการเทียบเสียงจากภาษาจีนเพียงอย่างเดียว

    ช่องว่างนี้ถูกเติมเต็มด้วยวัตถุชิ้นเล็กที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยโบราณ นั่นคือเหรียญเงินที่มีขนาดไม่ใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทในปัจจุบัน

    การค้นพบใต้เจดีย์ร้าง

    ในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) มีการพบเหรียญเงินสองเหรียญบรรจุอยู่ในไหดินเผาใบเล็กใต้ซากเจดีย์ ที่บริเวณห้วยจรเข้ ใกล้นครปฐม พร้อมโบราณวัตถุอื่น ๆ เหรียญทำจากเงินที่บริสุทธิ์มาก แต่ละเหรียญมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เซนติเมตร

    ด้านหนึ่งของทั้งสองเหรียญมีอักษรปัลลวะเรียงเป็นข้อความเดียวกัน ยอร์ช เซเดส์ อ่านได้ว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่าบุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี นี่คือครั้งแรกที่นักวิชาการได้เห็นชื่อทวารวดีบนหลักฐานที่ทำขึ้นในยุคนั้นเอง

    แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปีที่พบต่างไปเล็กน้อย เช่น บางงานเขียนว่า ค.ศ. 1948 แต่บทความของโบเลส์ในวารสารสยามสมาคม และฐานข้อมูลส่วนใหญ่ในไทยใช้ปี พ.ศ. 2486

    ชื่อของอารยธรรมทั้งอารยธรรมหนึ่ง ถูกจารึกไว้บนเหรียญเงินขนาดเพียงสองเซนติเมตร

    ภาพบนเหรียญ

    เหรียญที่มีจารึกชื่อศรีทวารวดีแบ่งได้เป็นสองแบบตามภาพอีกด้านหนึ่ง แบบแรกเป็นรูปหม้อน้ำที่มีไม้เลื้อยงอกออกมา เรียกว่าปูรณฆฏะ หรือหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์ แบบที่สองเป็นรูปแม่วัวกำลังให้นมลูกวัว

    ทั้งสองภาพเป็นสัญลักษณ์มงคลที่ใช้กันแพร่หลายในอินเดีย หม้อน้ำหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ไม่รู้จบ ส่วนแม่วัวกับลูกสื่อถึงความเจริญงอกงามและความอุ่นใจ ภาพแม่วัวกับลูกยังพบบนตราประทับของราชวงศ์อินเดียบางราชวงศ์ด้วย

    ในภาพรวม เหรียญสมัยทวารวดีมีลวดลายหลากหลายกว่านี้มาก เช่น สังข์ วัชระ ศรีวัตสะ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ปลา และสัตว์อย่างแพะหรือกระต่าย ลวดลายเหล่านี้สืบทอดมาจากเหรียญในยุคก่อน เช่น เหรียญแบบฟูนันที่มีรูปดวงอาทิตย์ครึ่งดวงและศรีวัตสะ

    เงินตราหรือเหรียญที่ระลึก

    คำถามสำคัญคือเหรียญเหล่านี้ใช้ซื้อขายในตลาดหรือไม่ ข้อความว่าบุญกุศลของพระราชาชวนให้นักวิชาการหลายคนคิดว่าเหรียญที่มีจารึกชื่อศรีทวารวดีทำขึ้นในพิธีทางศาสนา เช่น การบรรจุไว้ใต้เจดีย์เพื่อเป็นการทำบุญ หรือแจกจ่ายในโอกาสพิเศษ มากกว่าใช้เป็นเงินในชีวิตประจำวัน

    สำหรับเหรียญทวารวดีกลุ่มอื่นซึ่งพบมากกว่า เช่น เหรียญลายสังข์และวิหาร งานศึกษาด้านเหรียญโบราณพบว่ามีหลายขนาด ตั้งแต่ราว 8 กรัมลงไปจนต่ำกว่า 1 กรัม แสดงว่ามีระบบมูลค่าหลายระดับ ที่อู่ทองเคยพบเหรียญลักษณะนี้หลายร้อยเหรียญบรรจุในภาชนะดินเผา

    อย่างไรก็ดี เหรียญเหล่านี้พบในพื้นที่จำกัดและมักพบในบริบททางศาสนา นักวิชาการบางคนจึงเสนอว่าเหรียญอาจใช้จ่ายค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ภาษี และการถวายทาน มากกว่าการค้าขายทั่วไปในตลาด เรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    เหรียญบอกอะไร และบอกอะไรไม่ได้

    เหรียญศรีทวารวดียืนยันว่าในราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 มีผู้ปกครองที่ใช้นามว่าเจ้าแห่งศรีทวารวดี ใช้ภาษาสันสกฤตและอักษรปัลลวะ และอุปถัมภ์พุทธศาสนา ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตรงกับบันทึกจีนที่ว่าแคว้นโถโลโปตี้นับถือพุทธศาสนาและส่งทูตไปราชสำนักถัง

    แต่เหรียญไม่ได้บอกว่าศูนย์กลางของทวารวดีอยู่ที่ไหน เพราะต่อมามีการพบเหรียญที่มีจารึกชื่อเดียวกันในหลายจังหวัด ทั้งนครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และที่เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท เหรียญมีขนาดเล็กและพกพาไปได้ไกล การพบที่ใดที่หนึ่งจึงไม่ได้แปลว่าที่นั่นเป็นเมืองหลวง

    นักวิชาการบางคน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังชี้ว่าทวารวดีเป็นชื่อเมืองในตำนานของพระกฤษณะ และอาจเป็นชื่อเชิงพิธีกรรมที่ผู้ปกครองใช้เสริมบารมี มากกว่าเป็นชื่อของรัฐที่มีเขตแดนชัดเจน ข้อถกเถียงนี้ทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งชอบพูดถึงวัฒนธรรมทวารวดีมากกว่าอาณาจักรทวารวดี

    ญาติของเหรียญศรีทวารวดี

    เหรียญที่มีจารึกในรูปแบบคล้ายกันพบในที่อื่นด้วย ใกล้อู่ทองเคยพบเหรียญที่มีอักษรปัลลวะเอ่ยชื่อลวปุระ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของลพบุรี แสดงว่าเมืองหรือรัฐอื่นในภาคกลางก็ผลิตเหรียญจารึกชื่อตนเองเช่นกัน

    ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 มีรายงานการพบเหรียญทองที่เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี อ่านได้ว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ซึ่งมีโครงสร้างประโยคเหมือนเหรียญศรีทวารวดี การค้นพบนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่ารัฐโบราณในภาคกลางกับคาบสมุทรภาคใต้มีธรรมเนียมร่วมกันอย่างไร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษา

    ทุกวันนี้เหรียญเงินทวารวดีจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาค แม้ตัวเหรียญจะเล็กจนต้องก้มดูใกล้ ๆ แต่มันคือหลักฐานที่ทำให้วัฒนธรรมทั้งวัฒนธรรมหนึ่งได้ชื่อกลับคืนมา

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6): เหรียญยุคก่อน. เหรียญแบบฟูนันลายดวงอาทิตย์และศรีวัตสะหมุนเวียนในภูมิภาค
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–8): ผลิตเหรียญศรีทวารวดี. เหรียญเงินจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): บันทึกเสวียนจั้ง. กล่าวถึงแคว้นโถโลโปตี้
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พบเหรียญใกล้นครปฐม. พบสองเหรียญในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง
    • หลัง พ.ศ. 2486: เซเดส์อ่านจารึก. ยืนยันคำว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): บทความของโบเลส์. วิเคราะห์เหรียญในวารสารสยามสมาคม
    • ธ.ค. พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): เหรียญทองยะรัง. พบเหรียญจารึกศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่ปัตตานี

    รู้หรือไม่

    ทวารวดีแปลว่าเมืองมีประตู

    ทวารวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์อินเดีย การยืมชื่อนี้มาใช้ช่วยเสริมบารมีของผู้ปกครองในดินแดนไทย

    บรรจุไว้ใต้เจดีย์

    เหรียญสองเหรียญแรกถูกพบในไหใต้เจดีย์ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นว่าเหรียญทำขึ้นเพื่อการทำบุญ

    เหรียญหลายขนาด

    เหรียญทวารวดีบางกลุ่มหนักราว 8 กรัม บางกลุ่มหนักไม่ถึง 1 กรัม บ่งบอกว่าอาจมีมูลค่าหลายระดับ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเหรียญเงินทวารวดี
    2. Boeles, The King of Sri Dvaravati and His Regalia (JSS)
    3. Ricks, The Ancient Coinage of Mainland Southeast Asia
    4. History of Thai money (Wikipedia)
    5. มติชน: สุจิตต์ วงษ์เทศ ทวารวดีมีปัญหา อย่าบอกข้อมูลไม่ครบ
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ทวารวดีกับลังกาสุกะ และเหรียญทองคำ
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ว่าด้วยเหรียญจารึกคำว่าทวารวดี

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยา

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยา

    ภาพประกอบ: Bodhisattava Avalokiteshvara, Chaiya Art พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ศิลปะไชยา 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ประติมากรรมสำริดครึ่งองค์จากไชยา ที่แม้จะชำรุดแต่ได้รับการยกย่องว่างามที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปะศรีวิชัย และเป็นหลักฐานของพุทธศาสนามหายานบนคาบสมุทรภาคใต้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    วัสดุสำริด หล่อด้วยวิธีขี้ผึ้งหาย
    ขนาดเหลือเพียงท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร
    ที่พบอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่ระบุว่าวัดพระบรมธาตุไชยา บางแหล่งว่าวัดเวียง
    นำเข้ากรุงเทพฯราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    ศิลปะศิลปะศรีวิชัย มีอิทธิพลศิลปะปาละของอินเดียและไศเลนทร์ของชวาภาคกลาง
    ที่เก็บรักษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา

    ในพุทธศาสนามหายาน พระโพธิสัตว์คือผู้ที่บำเพ็ญบารมีจนพร้อมจะตรัสรู้ แต่เลือกอยู่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ก่อน ในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหมด พระอวโลกิเตศวรเป็นองค์ที่ได้รับความนับถือกว้างขวางที่สุด เพราะเป็นตัวแทนของความกรุณา

    ชื่ออวโลกิเตศวรมักแปลว่าพระผู้ทอดพระเนตรลงมา หมายถึงการมองดูความทุกข์ของสัตว์โลกด้วยความเมตตา ผู้ศรัทธาเชื่อว่าพระองค์ช่วยคนให้รอดจากภัยต่าง ๆ ได้ รวมถึงภัยจากเรือแตก ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากสำหรับเมืองท่าค้าขายทางทะเล

    อีกนามหนึ่งของพระองค์คือปัทมปาณี แปลว่าผู้ถือดอกบัว เมื่อคติความเชื่อนี้เดินทางไปถึงจีน พระอวโลกิเตศวรค่อย ๆ กลายเป็นกวนอิม ซึ่งคนไทยรู้จักในรูปของเจ้าแม่กวนอิมในปัจจุบัน

    จากไชยาสู่กรุงเทพฯ

    ไชยาในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองโบราณบนชายฝั่งอ่าวไทย มีวัดพระบรมธาตุไชยาเป็นศูนย์กลาง และพบหลักฐานพุทธศาสนามหายานหนาแน่นกว่าที่ใดบนคาบสมุทรไทย ทั้งพระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ และซากศาสนสถานอิฐ

    ราว พ.ศ. 2448 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งดูแลกิจการหัวเมืองในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการที่ไชยาและนำประติมากรรมสำริดชิ้นนี้เข้ามายังกรุงเทพฯ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าพบที่วัดพระบรมธาตุไชยา แต่บางแหล่งกล่าวว่าอาจมาจากวัดเวียงซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน

    ประติมากรรมถูกเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวังก่อน ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงย้ายไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งยังเป็นที่ประดิษฐานจนถึงทุกวันนี้

    พระโพธิสัตว์ที่เหลือเพียงครึ่งองค์ ยังคงก้มพระพักตร์มองลงมาอย่างอ่อนโยนเหมือนเมื่อพันกว่าปีก่อน

    รูปลักษณ์ที่งดงาม

    สิ่งที่เหลืออยู่คือพระวรกายท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร ส่วนตั้งแต่บั้นพระองค์ลงไปหักหายไป มงกุฎก็ชำรุดไปบางส่วน แต่แม้จะไม่สมบูรณ์ ประติมากรรมชิ้นนี้ก็ได้รับคำชมว่างามที่สุดชิ้นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    พระพักตร์กลมอิ่ม พระเนตรเหลือบลงต่ำ ลำตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย เหมือนกำลังมองลงมายังผู้ที่มากราบไหว้ ซึ่งเข้ากับความหมายของพระนาม พระศอและพระกรประดับด้วยสร้อยและกำไลอย่างประณีต บนพระอังสาซ้ายมีหนังสัตว์ที่มีหัวกวางพาดอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร

    จุดที่ทำให้ระบุได้ว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรคือรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับนั่งสมาธิอยู่ที่มวยผมหรือมงกุฎ ในคติมหายาน พระอมิตาภะเป็นพระพุทธเจ้าที่พระอวโลกิเตศวรนับถือเป็นต้นสาย ฐานข้อมูลศิลปะของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังระบุว่าเดิมประติมากรรมชิ้นนี้น่าจะมีแปดกร

    หล่อที่ไหน: ข้อถกเถียงของนักวิชาการ

    ลักษณะทางศิลปะของพระโพธิสัตว์ไชยาคล้ายกับประติมากรรมในชวาภาคกลางสมัยราชวงศ์ไศเลนทร์ โดยเฉพาะรูปเคารพจากจันทิบานอนในอินโดนีเซีย และยังมีเค้าของศิลปะปาละในอินเดียตะวันออก คำถามที่ตามมาคือชิ้นงานนี้หล่อในท้องถิ่นหรือนำเข้ามาจากที่อื่น

    ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เห็นว่าเป็นศิลปะศรีวิชัยที่ได้รับอิทธิพลชวาภาคกลาง ไม่น่าจะนำเข้ามาจากอินเดีย และอาจหล่อขึ้นที่ไชยาหรือที่ชวาก็ได้ เพราะทั้งสองแห่งอยู่ในเครือข่ายศรีวิชัยในเวลานั้น ส่วนการศึกษาในระยะหลังบางชิ้นเอนไปทางว่าน่าจะผลิตในภาคใต้ของไทยเอง

    เรื่องอายุก็ยังไม่ลงตัวนัก บางแหล่งกำหนดไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 บางแหล่งว่าคริสต์ศตวรรษที่ 8 ซึ่งตรงกับราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 ทั้งหมดนี้อาศัยการเทียบรูปแบบศิลปะ เพราะตัวประติมากรรมไม่มีจารึกบอกปีสร้าง

    เชื่อมโยงกับจารึกศรีวิชัย

    จารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ ลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยที่โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลัง เพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี นักวิชาการบางคนจึงเสนอว่าพระโพธิสัตว์ไชยาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในจารึกนี้

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ ทะเบียนเดิมระบุว่าจารึกพบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แม้บางคนจะเชื่อว่าย้ายมาจากไชยา และยังไม่มีใครชี้ได้ว่าปราสาทสามหลังในจารึกคืออาคารใด การผูกประติมากรรมเข้ากับจารึกโดยตรงจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง

    สิ่งที่พูดได้มั่นใจกว่าคือ ทั้งจารึกและประติมากรรมยืนยันตรงกันว่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 คาบสมุทรภาคใต้ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลกพุทธมหายานที่เชื่อมโยงกับสุมาตราและชวา

    มรดกในปัจจุบัน

    ใน พ.ศ. 2486 ท่านพุทธทาสภิกขุได้เห็นพระโพธิสัตว์องค์นี้ และประทับใจจนต่อมาให้พระภิกษุช่างฝีมือจำลองรูปไว้ที่สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา ท่านพุทธทาสตีความว่ารูปนี้แสดงคุณธรรมสามประการ คือปัญญา เมตตา และขันติ

    ทุกวันนี้มีรูปจำลองของพระโพธิสัตว์ไชยาตั้งอยู่หลายแห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประติมากรรมสำริดที่หักเหลือครึ่งองค์จึงกลายเป็นตัวแทนของความภูมิใจในอดีตอันรุ่งเรืองของไชยา

    ผู้ที่อยากเห็นองค์จริงสามารถชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ส่วนที่ไชยาเองมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ข้างวัดพระบรมธาตุไชยา ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยและช่วยให้เห็นบริบทของเมืองที่พระโพธิสัตว์องค์นี้จากมา

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–8): หล่อประติมากรรม. ช่างในเครือข่ายศรีวิชัยหล่อรูปพระโพธิสัตว์สำริด
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกลิกอร์. กล่าวถึงการสร้างปราสาทถวายพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี
    • ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): เข้ากรุงเทพฯ. กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำมาจากไชยา
    • รัชกาลที่ 7 (ค.ศ. พ.ศ. 2468–2477): ย้ายเข้าพิพิธภัณฑ์. ย้ายจากพระบรมมหาราชวังไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พุทธทาสภิกขุพบเห็น. เป็นแรงบันดาลใจให้สร้างรูปจำลองที่สวนโมกขพลาราม
    • ปัจจุบัน: รูปจำลองในสุราษฎร์ธานี. รูปจำลองตั้งอยู่หลายแห่งในจังหวัด

    รู้หรือไม่

    พระพุทธเจ้าบนมวยผม

    รูปพระอมิตาภะองค์เล็กบนมวยผมเป็นเหมือนบัตรประจำตัวของพระอวโลกิเตศวร ทำให้แยกออกจากพระโพธิสัตว์องค์อื่นได้

    ญาติห่าง ๆ ของเจ้าแม่กวนอิม

    พระอวโลกิเตศวรที่ไชยาเป็นรูปบุรุษ แต่เมื่อคติเดียวกันเดินทางไปจีน ค่อย ๆ กลายเป็นกวนอิมในรูปสตรี

    หนังกวางบนบ่า

    หนังสัตว์ที่มีหัวกวางพาดบนพระอังสาซ้าย เป็นเครื่องหมายของนักพรต และพบในรูปพระอวโลกิเตศวรหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    2. ศิลปวัฒนธรรม: พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปัทมปาณี ประติมากรรมที่แม้ชำรุด แต่งามที่สุดในสยาม
    3. SAC Southeast Asian Arts: Avalokitesvara Bodhisattva
    4. Thai Buddhist sculpture (Wikipedia)
    5. Thailex: Avalokitesvara
    6. ศิลปวัฒนธรรม: อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมการุณย์ ต้นแบบเจ้าแม่กวนอิม
    7. Ligor inscription (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม