ภาพประกอบ: Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
หมู่บ้านในอุดรธานีที่ซ่อนชุมชนเกษตรกรและช่างสำริดยุคก่อนประวัติศาสตร์ไว้ใต้ดิน จนกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกด้านโบราณคดีของไทย · ราว 4,000–1,700 ปีก่อน (ช่วงเวลายังถกเถียงกัน)
| ที่ตั้ง | ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี |
| ค้นพบ | พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) |
| ขนาดเนินดิน | รูปไข่ ราว 500 x 1,350 เมตร สูงราว 8 เมตร |
| มรดกโลก | ขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) |
| หลักฐานเด่น | ภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดง เครื่องมือและเครื่องประดับสำริด หลุมฝังศพ |
| การขุดค้นใหญ่ | กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พ.ศ. 2517–2518 |
| พื้นที่มรดกโลก | ราว 30 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 760 เฮกตาร์ |
| หลุมศพจากการขุดค้นปี 2517–2518 | อย่างน้อย 142 หลุม |
ที่ตั้งและภูมิประเทศ
บ้านเชียงตั้งอยู่บนเนินดินรูปไข่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บนแอ่งสกลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รอบเนินมีลำห้วยและที่ราบลุ่มที่เหมาะกับการทำนา
เนินดินนี้เกิดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่อาศัย ทำกิน และฝังศพในที่เดิมเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินจึงทับถมสูงขึ้นจนเป็นเนินสูงราว 8 เมตร ปัจจุบันหมู่บ้านบ้านเชียงยังตั้งอยู่บนเนินเดียวกัน
หลักฐานสำคัญ
- ภาชนะเขียนลายสีแดง: หม้อดินเผาลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวล ภาพจำของบ้านเชียง เป็นของสมัยปลายของแหล่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
- กำไลสำริด: กำไลหล่อสำริดสวมข้อมือและข้อเท้าของผู้ตาย หลักฐานการหล่อโลหะยุคแรก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
- หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน: หลุมฝังศพที่เปิดให้ชมในที่เดิม เห็นโครงกระดูกและภาชนะเรียงตามชั้นดิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดโพธิ์ศรีใน บ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
การค้นพบ
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ในหมู่บ้าน สะดุดรากต้นไม้ล้มลงบนทางเดิน แล้วสังเกตเห็นปากไหดินเผาโผล่จากพื้นดิน เขาเห็นว่าลวดลายแปลกตา จึงเก็บตัวอย่างส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ข่าวการค้นพบทำให้ไหลายเขียนสีแดงจากบ้านเชียงเป็นที่ต้องการของนักสะสม การลักลอบขุดหาโบราณวัตถุจึงแพร่หลาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จทอดพระเนตรหลุมขุดค้นในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) ชาวบ้านและหน่วยงานรัฐจึงตื่นตัวช่วยกันปกป้องแหล่งมากขึ้น
กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975) กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียขุดค้นครั้งใหญ่ นำโดยพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน ได้โบราณวัตถุและตัวอย่างรวมหนักหลายตัน
การสะดุดรากไม้ครั้งเดียวของนักศึกษาคนหนึ่ง เปิดประตูสู่ชุมชนช่างสำริดที่ถูกลืมมาหลายพันปี
เบื้องหลังการขุดค้นครั้งใหญ่
หลังสตีเฟน ยัง พบไหโบราณ เขานำตัวอย่างไปให้พันธุ์ทิพย์ บริพัตร แห่งวังสวนผักกาด และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรดู ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง และพบโครงกระดูก สำริด และภาชนะดินเผาอย่างต่อเนื่อง
การขุดค้นร่วมระหว่างกรมศิลปากรกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียใน พ.ศ. 2517–2518 มีพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน เป็นผู้อำนวยการร่วม ทีมงานบันทึกหลุมฝังศพได้อย่างน้อย 142 หลุม และขนส่งภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะรวมราว 6 ตันไปวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกา
งานวิเคราะห์สะดุดลงเมื่อกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี จอยซ์ ไวท์ จึงรับช่วงโครงการบ้านเชียงต่อ ผลงานเรื่องโลหะของไวท์และเอลิซาเบธ แฮมิลตัน ตีพิมพ์เป็นชุดหนังสือสี่เล่ม และเล่มสุดท้ายออกใน พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือราวครึ่งศตวรรษหลังการขุดค้น
วัตถุสำริดที่พบมีทั้งกำไลข้อมือ แหวน กำไลข้อเท้า ลวดและแท่งโลหะ หัวหอก ขวานและผึ่ง ตะขอ ใบมีด และกระดิ่งเล็ก ๆ งานวิจัยของไวท์จัดวัตถุโลหะเป็น 9 กลุ่ม พร้อมกับเบ้าหลอม แม่พิมพ์ และตะกรันโลหะ ซึ่งยืนยันว่าการหล่อโลหะเกิดขึ้นในชุมชนตั้งแต่ระยะแรก
สิ่งที่พบ
บ้านเชียงพบหลุมฝังศพมนุษย์กว่าร้อยหลุม ร่วมกับภาชนะดินเผาจำนวนมาก ภาชนะยุคแรกเป็นสีดำมีลายขีดขูด ยุคกลางมีหลายรูปทรง ส่วนยุคปลายเป็นภาชนะสีนวลเขียนลายสีแดงเป็นวงก้นหอยและลายโค้งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเชียง ภาชนะลายเขียนสีแดงนี้มีอายุราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200
นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือและเครื่องประดับสำริด เช่น ขวาน หัวหอก กำไล และกระพรวน พร้อมเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ ซึ่งแสดงว่าชาวบ้านเชียงหล่อสำริดเองในชุมชน ในชั้นที่ใหม่กว่ายังพบเครื่องมือเหล็กและลูกปัดแก้ว
หลักฐานอื่นบอกเรื่องชีวิตประจำวัน ได้แก่ แกลบข้าวในเนื้อดินภาชนะ กระดูกหมู ไก่ สุนัข และกระดูกควายในชั้นยุคหลัง แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และยังล่าสัตว์หาปลาควบคู่กัน หลักฐานการทำสงครามหรืออาวุธมีน้อยมาก
สามสมัยของภาชนะดินเผา
นักโบราณคดีแบ่งชั้นการอยู่อาศัยของบ้านเชียงเป็นสมัยต้น สมัยกลาง และสมัยปลาย โดยใช้รูปแบบภาชนะดินเผาที่ฝังร่วมกับศพเป็นตัวช่วยสำคัญ ภาชนะเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีศพเป็นส่วนใหญ่ จึงประณีตกว่าภาชนะใช้งานทั่วไป
ภาชนะสมัยต้นมีทั้งลายขีด ลายเชือกทาบ ลายเขียนสี และลวดลายปั้นแปะ ฝีมือละเอียดจนนักวิจัยชื่นชมว่ามีความซับซ้อนตั้งแต่แรกเริ่ม สมัยกลางนิยมภาชนะทรงหักมุมที่ทาสีบริเวณขอบปาก และบางหลุมพบว่ามีการทุบภาชนะให้แตกแล้วโรยทับร่างผู้ตาย
ภาชนะเขียนลายสีแดงบนพื้นสีนวลที่ทำให้บ้านเชียงโด่งดัง เป็นของสมัยปลาย ซึ่งหมายความว่าช่างปั้นของบ้านเชียงทำภาชนะต่อเนื่องกันมาเกือบ 2,000 ปีก่อนจะถึงยุคลายแดงนี้ ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับบ้านเชียงจึงเป็นเพียงช่วงท้ายของเรื่องราวทั้งหมด
ชีวิตและสุขภาพของคนบ้านเชียง
ไมเคิล เปียทรูเซวสกี และมิเชล ทูมีย์ ดักลาส ศึกษาโครงกระดูกจากบ้านเชียงแล้วพบว่าคนที่นี่ใช้ร่างกายหนักและกระฉับกระเฉง แต่แทบไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กัน เศรษฐกิจเป็นแบบผสม คือทำนา ล่าสัตว์ และเก็บของป่า ไปพร้อมกับการทำโลหะ
ข้อมูลจากโครงกระดูก 127 โครงที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ระบุว่า ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 165–175 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 150–157 เซนติเมตร และอายุขัยเฉลี่ยราว 27–34 ปี งานวิเคราะห์ของทีมสหรัฐฯ ยังพบว่าอายุขัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจากราว 30.4 ปีเป็น 28.1 ปีหลังจากเริ่มใช้ควายในการเกษตร
กระดูกสัตว์ที่อำพัน กิจงาม และชาร์ลส์ ไฮแอม ศึกษา มีทั้งวัวป่าสองชนิดคือกระทิงและวัวแดง ซึ่งแสดงว่ายังมีการล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนร่องรอยบ้านเรือนชี้ว่าคนบ้านเชียงน่าจะอยู่ในบ้านใต้ถุนสูงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายบ้านชนบทอีสานที่เห็นได้ในปัจจุบัน
ทองแดงและดีบุกมาจากไหน
สำริดคือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก แต่ในพื้นที่บ้านเชียงเองไม่มีแร่ทั้งสองชนิด ชาวบ้านเชียงจึงต้องได้โลหะหรือแร่มาจากที่อื่น นี่คือหลักฐานว่าชุมชนเกษตรกรในแอ่งสกลนครเชื่อมต่อกับเครือข่ายแลกเปลี่ยนที่กว้างไกล
การค้นพบที่บ้านเชียงจุดประกายให้เกิดโครงการโบราณโลหวิทยาในประเทศไทย นำโดยสุรพล นาถะพินธุ และวินเซนต์ พิกอตต์ ซึ่งเริ่มงานภาคสนามใน พ.ศ. 2527 โครงการนี้สำรวจแหล่งเหมืองทองแดงภูโล้นริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย และขุดค้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2528 พบว่ามีการทำเหมืองทองแดงอย่างน้อยตั้งแต่สหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และอาจส่งแร่หรือโลหะมายังชุมชนวัฒนธรรมบ้านเชียงที่อยู่ปลายน้ำ
อีกแหล่งผลิตทองแดงสำคัญอยู่ที่หุบเขาวงพระจันทร์ใกล้ลพบุรี ซึ่งมีแหล่งโนนป่าหวาย โนนหมากลา และนิลกำแหง ภาพรวมจึงเป็นเครือข่ายเหมืองแร่และหมู่บ้านช่างโลหะที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสานและภาคกลาง โดยบ้านเชียงเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ใช้และหล่อโลหะ
ความสำคัญ
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยยกย่องว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บ้านเชียงช่วยให้เห็นพัฒนาการของชุมชนเกษตรกรรมที่ค่อย ๆ รับและพัฒนาเทคโนโลยีโลหะ จากหมู่บ้านทำนาธรรมดาไปสู่ชุมชนที่ผลิตสำริดและเหล็กใช้เอง ต่อมายังเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีในภาคอีสานอีกหลายแห่ง
ผลการศึกษาดีเอ็นเอโบราณที่เผยแพร่ในช่วงหลังยังพบว่าคนยุคเหล็กแถบบ้านเชียงมีพันธุกรรมต่างจากคนวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า สะท้อนว่าผู้คนเข้ามาสู่ดินแดนไทยหลายเส้นทาง
ข้อถกเถียงเรื่องอายุ
ช่วงแรก การหาอายุด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ให้ตัวเลขเก่ามาก บางค่าย้อนไปกว่า 5,000 ปีก่อน มีการพูดกันว่าบ้านเชียงอาจเป็นแหล่งผลิตสำริดที่เก่าที่สุดในโลก ตัวเลขนี้ยังถูกอ้างในสื่อไทยจนถึงปัจจุบัน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแล้ว
ปัจจุบันยังมีสองแนวคิดหลัก ฝ่ายของจอยซ์ ไวท์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้ค่าอายุจากข้าวในภาชนะ เสนอว่าชุมชนเริ่มราว 2,100 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 2,000–1,800 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฝ่ายของชาร์ลส์ ไฮแอม หาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ เสนอว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล
ความต่างนี้ยังโยงไปถึงคำถามว่าความรู้เรื่องสำริดมาจากไหน ลำดับเวลาแบบไฮแอมสอดคล้องกับการรับเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้ ขณะที่ลำดับเวลาแบบไวท์เปิดทางให้เส้นทางอื่น ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ
ปัจจุบัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในความดูแลของกรมศิลปากรจัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเชียง ใกล้กันมีหลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งเปิดให้เห็นโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิมที่พบ
ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาตรวจยึดโบราณวัตถุที่ลักลอบนำออกจากไทยจำนวนมากในปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Antiquity ต่อมาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐฯ ได้ส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงหลายร้อยชิ้นกลับมาไทย ชาวบ้านเชียงเองก็ยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาลายเลียนแบบโบราณเป็นงานหัตถกรรมของชุมชน
ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นการสืบสวนลับนาน 5 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ก่อนจะบุกตรวจค้น 13 จุดในแคลิฟอร์เนียและชิคาโกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ยึดโบราณวัตถุได้กว่า 10,000 ชิ้น หลายชิ้นมาจากบ้านเชียง พิพิธภัณฑ์โบเวอร์สส่งคืนวัตถุ 542 ชิ้น และพิพิธภัณฑ์มิงเกส่งคืน 68 ชิ้น ส่วนเจ้าของแกลเลอรีที่รับสารภาพใน พ.ศ. 2558 ต้องคืนโบราณวัตถุอีก 337 ชิ้น
ชุมชนบ้านเชียงในปัจจุบันเป็นชาวไทพวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อราว 200 ปีก่อน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงจึงมีอาคารจัดแสดงวิถีชีวิตไทพวนแยกออกมาด้วย นอกเหนือจากอาคารนิทรรศการหลักที่เล่าเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์
พิกัดและการนำทาง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง อ.หนองหาน
พิกัด 17.407222, 103.236228 (17°24′26.0″N 103°14′10.4″E)
จุดนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง หลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีในอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
การเยี่ยมชมวันนี้
แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงอยู่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงของกรมศิลปากร และหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่แสดงโครงกระดูกและภาชนะในตำแหน่งที่พบจริง ในหมู่บ้านมีร้านเครื่องปั้นดินเผาลายบ้านเชียงและผ้าทอของชุมชน
ไทม์ไลน์
- ราว 2,100–1,500 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มอาศัยบนเนิน ปีที่แน่ชัดยังถกเถียงกัน
- ราว 2,000–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคสำริด. เริ่มใช้และหล่อสำริด ตัวเลขต่างกันตามแนวคิดของนักวิชาการ
- สหัสวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.: เหมืองทองแดงภูโล้น. มีการทำเหมืองทองแดงริมแม่น้ำโขงที่อาจส่งโลหะมายังวัฒนธรรมบ้านเชียง
- ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ภาชนะลายเขียนสีแดง. ยุคปลายที่ผลิตภาชนะลายเขียนสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์
- ส.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบไหโบราณ. จุดเริ่มต้นความสนใจของนักวิชาการ
- 20 มี.ค. พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): เสด็จทอดพระเนตร. รัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จชมหลุมขุดค้น
- พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นครั้งใหญ่. กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบหลุมศพอย่างน้อย 142 หลุม
- พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): กอร์แมนเสียชีวิต. งานวิเคราะห์ผลการขุดค้นล่าช้าออกไป
- พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): โครงการโบราณโลหวิทยา. สำรวจและขุดค้นเหมืองทองแดงภูโล้น จังหวัดเลย
- พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
- ม.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ตรวจยึดของโบราณในสหรัฐฯ. บุกค้น 13 จุด ยึดโบราณวัตถุกว่า 10,000 ชิ้น
- พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เกิดข้อถกเถียงรอบใหม่. ทีมไฮแอมเสนอลำดับเวลาใหม่ และไวท์โต้แย้ง ในปีเดียวกันผู้ค้าโบราณวัตถุรับสารภาพในสหรัฐฯ
- พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): หนังสือชุดโลหะเล่มสุดท้าย. ผลวิเคราะห์โลหะบ้านเชียงของไวท์และแฮมิลตันครบชุด
รู้หรือไม่
เนินที่คนสร้างเอง
เนินบ้านเชียงสูงราว 8 เมตร เกิดจากการอยู่อาศัยและฝังศพซ้อนกันหลายพันปี
ชื่อเสียงที่มาพร้อมการลักลอบขุด
ความนิยมไหลายเขียนสีแดงในตลาดนักสะสมทำให้มีการลักลอบขุดอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 2510
หลอมเองในหมู่บ้าน
การพบเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ยืนยันว่าชาวบ้านเชียงผลิตสำริดเอง
ไม่มีอาวุธโลหะ
ในบรรดาสำริดที่พบ แทบไม่มีอาวุธสำหรับสงคราม และโครงกระดูกก็มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้น้อยมาก
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- บ้านเชียงและยุคโลหะ (ตอน)
- ชาวนาและช่างปั้นยุคหินใหม่ (ตอน)
- บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด (สถานที่)
- ถ้ำลอดและถ้ำผีแมน (สถานที่)
- ชาร์ลส์ ไฮแอม (บุคคล)
- ภูพระบาท (สถานที่)
หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้
ภาพอ้างอิง
ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia
แหล่งข้อมูล
- Ban Chiang Archaeological Site – UNESCO World Heritage Centre
- Ban Chiang – Wikipedia
- Ban Chiang Chronology – ISEAA
- Charles Higham: the dating game and the saga of Ban Chiang – Current World Archaeology
- แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง – กรมประชาสัมพันธ์
- Ban Chiang Ceramics – ISEAA
- Ban Chiang National Museum – Museum Thailand
- Thailand Archaeometallurgy Project – Penn Museum
กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม
ภาพจากสถานที่จริงและหลักฐาน






































