หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • บ้านเชียง

    บ้านเชียง

    ภาพประกอบ: Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    หมู่บ้านในอุดรธานีที่ซ่อนชุมชนเกษตรกรและช่างสำริดยุคก่อนประวัติศาสตร์ไว้ใต้ดิน จนกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกด้านโบราณคดีของไทย · ราว 4,000–1,700 ปีก่อน (ช่วงเวลายังถกเถียงกัน)

    ที่ตั้งตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
    ค้นพบพ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)
    ขนาดเนินดินรูปไข่ ราว 500 x 1,350 เมตร สูงราว 8 เมตร
    มรดกโลกขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
    หลักฐานเด่นภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดง เครื่องมือและเครื่องประดับสำริด หลุมฝังศพ
    การขุดค้นใหญ่กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พ.ศ. 2517–2518
    พื้นที่มรดกโลกราว 30 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 760 เฮกตาร์
    หลุมศพจากการขุดค้นปี 2517–2518อย่างน้อย 142 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเชียงตั้งอยู่บนเนินดินรูปไข่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บนแอ่งสกลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รอบเนินมีลำห้วยและที่ราบลุ่มที่เหมาะกับการทำนา

    เนินดินนี้เกิดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่อาศัย ทำกิน และฝังศพในที่เดิมเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินจึงทับถมสูงขึ้นจนเป็นเนินสูงราว 8 เมตร ปัจจุบันหมู่บ้านบ้านเชียงยังตั้งอยู่บนเนินเดียวกัน

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะเขียนลายสีแดง: หม้อดินเผาลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวล ภาพจำของบ้านเชียง เป็นของสมัยปลายของแหล่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • กำไลสำริด: กำไลหล่อสำริดสวมข้อมือและข้อเท้าของผู้ตาย หลักฐานการหล่อโลหะยุคแรก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน: หลุมฝังศพที่เปิดให้ชมในที่เดิม เห็นโครงกระดูกและภาชนะเรียงตามชั้นดิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดโพธิ์ศรีใน บ้านเชียง) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ในหมู่บ้าน สะดุดรากต้นไม้ล้มลงบนทางเดิน แล้วสังเกตเห็นปากไหดินเผาโผล่จากพื้นดิน เขาเห็นว่าลวดลายแปลกตา จึงเก็บตัวอย่างส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

    ข่าวการค้นพบทำให้ไหลายเขียนสีแดงจากบ้านเชียงเป็นที่ต้องการของนักสะสม การลักลอบขุดหาโบราณวัตถุจึงแพร่หลาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จทอดพระเนตรหลุมขุดค้นในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) ชาวบ้านและหน่วยงานรัฐจึงตื่นตัวช่วยกันปกป้องแหล่งมากขึ้น

    กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975) กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียขุดค้นครั้งใหญ่ นำโดยพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน ได้โบราณวัตถุและตัวอย่างรวมหนักหลายตัน

    การสะดุดรากไม้ครั้งเดียวของนักศึกษาคนหนึ่ง เปิดประตูสู่ชุมชนช่างสำริดที่ถูกลืมมาหลายพันปี

    เบื้องหลังการขุดค้นครั้งใหญ่

    หลังสตีเฟน ยัง พบไหโบราณ เขานำตัวอย่างไปให้พันธุ์ทิพย์ บริพัตร แห่งวังสวนผักกาด และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรดู ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กหลายครั้ง และพบโครงกระดูก สำริด และภาชนะดินเผาอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นร่วมระหว่างกรมศิลปากรกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียใน พ.ศ. 2517–2518 มีพิสิฐ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน เป็นผู้อำนวยการร่วม ทีมงานบันทึกหลุมฝังศพได้อย่างน้อย 142 หลุม และขนส่งภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะรวมราว 6 ตันไปวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกา

    งานวิเคราะห์สะดุดลงเมื่อกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี จอยซ์ ไวท์ จึงรับช่วงโครงการบ้านเชียงต่อ ผลงานเรื่องโลหะของไวท์และเอลิซาเบธ แฮมิลตัน ตีพิมพ์เป็นชุดหนังสือสี่เล่ม และเล่มสุดท้ายออกใน พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) หรือราวครึ่งศตวรรษหลังการขุดค้น

    วัตถุสำริดที่พบมีทั้งกำไลข้อมือ แหวน กำไลข้อเท้า ลวดและแท่งโลหะ หัวหอก ขวานและผึ่ง ตะขอ ใบมีด และกระดิ่งเล็ก ๆ งานวิจัยของไวท์จัดวัตถุโลหะเป็น 9 กลุ่ม พร้อมกับเบ้าหลอม แม่พิมพ์ และตะกรันโลหะ ซึ่งยืนยันว่าการหล่อโลหะเกิดขึ้นในชุมชนตั้งแต่ระยะแรก

    สิ่งที่พบ

    บ้านเชียงพบหลุมฝังศพมนุษย์กว่าร้อยหลุม ร่วมกับภาชนะดินเผาจำนวนมาก ภาชนะยุคแรกเป็นสีดำมีลายขีดขูด ยุคกลางมีหลายรูปทรง ส่วนยุคปลายเป็นภาชนะสีนวลเขียนลายสีแดงเป็นวงก้นหอยและลายโค้งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเชียง ภาชนะลายเขียนสีแดงนี้มีอายุราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200

    นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือและเครื่องประดับสำริด เช่น ขวาน หัวหอก กำไล และกระพรวน พร้อมเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ ซึ่งแสดงว่าชาวบ้านเชียงหล่อสำริดเองในชุมชน ในชั้นที่ใหม่กว่ายังพบเครื่องมือเหล็กและลูกปัดแก้ว

    หลักฐานอื่นบอกเรื่องชีวิตประจำวัน ได้แก่ แกลบข้าวในเนื้อดินภาชนะ กระดูกหมู ไก่ สุนัข และกระดูกควายในชั้นยุคหลัง แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และยังล่าสัตว์หาปลาควบคู่กัน หลักฐานการทำสงครามหรืออาวุธมีน้อยมาก

    สามสมัยของภาชนะดินเผา

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นการอยู่อาศัยของบ้านเชียงเป็นสมัยต้น สมัยกลาง และสมัยปลาย โดยใช้รูปแบบภาชนะดินเผาที่ฝังร่วมกับศพเป็นตัวช่วยสำคัญ ภาชนะเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีศพเป็นส่วนใหญ่ จึงประณีตกว่าภาชนะใช้งานทั่วไป

    ภาชนะสมัยต้นมีทั้งลายขีด ลายเชือกทาบ ลายเขียนสี และลวดลายปั้นแปะ ฝีมือละเอียดจนนักวิจัยชื่นชมว่ามีความซับซ้อนตั้งแต่แรกเริ่ม สมัยกลางนิยมภาชนะทรงหักมุมที่ทาสีบริเวณขอบปาก และบางหลุมพบว่ามีการทุบภาชนะให้แตกแล้วโรยทับร่างผู้ตาย

    ภาชนะเขียนลายสีแดงบนพื้นสีนวลที่ทำให้บ้านเชียงโด่งดัง เป็นของสมัยปลาย ซึ่งหมายความว่าช่างปั้นของบ้านเชียงทำภาชนะต่อเนื่องกันมาเกือบ 2,000 ปีก่อนจะถึงยุคลายแดงนี้ ภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับบ้านเชียงจึงเป็นเพียงช่วงท้ายของเรื่องราวทั้งหมด

    ชีวิตและสุขภาพของคนบ้านเชียง

    ไมเคิล เปียทรูเซวสกี และมิเชล ทูมีย์ ดักลาส ศึกษาโครงกระดูกจากบ้านเชียงแล้วพบว่าคนที่นี่ใช้ร่างกายหนักและกระฉับกระเฉง แต่แทบไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กัน เศรษฐกิจเป็นแบบผสม คือทำนา ล่าสัตว์ และเก็บของป่า ไปพร้อมกับการทำโลหะ

    ข้อมูลจากโครงกระดูก 127 โครงที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ระบุว่า ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 165–175 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 150–157 เซนติเมตร และอายุขัยเฉลี่ยราว 27–34 ปี งานวิเคราะห์ของทีมสหรัฐฯ ยังพบว่าอายุขัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจากราว 30.4 ปีเป็น 28.1 ปีหลังจากเริ่มใช้ควายในการเกษตร

    กระดูกสัตว์ที่อำพัน กิจงาม และชาร์ลส์ ไฮแอม ศึกษา มีทั้งวัวป่าสองชนิดคือกระทิงและวัวแดง ซึ่งแสดงว่ายังมีการล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนร่องรอยบ้านเรือนชี้ว่าคนบ้านเชียงน่าจะอยู่ในบ้านใต้ถุนสูงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายบ้านชนบทอีสานที่เห็นได้ในปัจจุบัน

    ทองแดงและดีบุกมาจากไหน

    สำริดคือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก แต่ในพื้นที่บ้านเชียงเองไม่มีแร่ทั้งสองชนิด ชาวบ้านเชียงจึงต้องได้โลหะหรือแร่มาจากที่อื่น นี่คือหลักฐานว่าชุมชนเกษตรกรในแอ่งสกลนครเชื่อมต่อกับเครือข่ายแลกเปลี่ยนที่กว้างไกล

    การค้นพบที่บ้านเชียงจุดประกายให้เกิดโครงการโบราณโลหวิทยาในประเทศไทย นำโดยสุรพล นาถะพินธุ และวินเซนต์ พิกอตต์ ซึ่งเริ่มงานภาคสนามใน พ.ศ. 2527 โครงการนี้สำรวจแหล่งเหมืองทองแดงภูโล้นริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย และขุดค้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2528 พบว่ามีการทำเหมืองทองแดงอย่างน้อยตั้งแต่สหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และอาจส่งแร่หรือโลหะมายังชุมชนวัฒนธรรมบ้านเชียงที่อยู่ปลายน้ำ

    อีกแหล่งผลิตทองแดงสำคัญอยู่ที่หุบเขาวงพระจันทร์ใกล้ลพบุรี ซึ่งมีแหล่งโนนป่าหวาย โนนหมากลา และนิลกำแหง ภาพรวมจึงเป็นเครือข่ายเหมืองแร่และหมู่บ้านช่างโลหะที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสานและภาคกลาง โดยบ้านเชียงเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ใช้และหล่อโลหะ

    ความสำคัญ

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยยกย่องว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บ้านเชียงช่วยให้เห็นพัฒนาการของชุมชนเกษตรกรรมที่ค่อย ๆ รับและพัฒนาเทคโนโลยีโลหะ จากหมู่บ้านทำนาธรรมดาไปสู่ชุมชนที่ผลิตสำริดและเหล็กใช้เอง ต่อมายังเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีในภาคอีสานอีกหลายแห่ง

    ผลการศึกษาดีเอ็นเอโบราณที่เผยแพร่ในช่วงหลังยังพบว่าคนยุคเหล็กแถบบ้านเชียงมีพันธุกรรมต่างจากคนวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า สะท้อนว่าผู้คนเข้ามาสู่ดินแดนไทยหลายเส้นทาง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    ช่วงแรก การหาอายุด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ให้ตัวเลขเก่ามาก บางค่าย้อนไปกว่า 5,000 ปีก่อน มีการพูดกันว่าบ้านเชียงอาจเป็นแหล่งผลิตสำริดที่เก่าที่สุดในโลก ตัวเลขนี้ยังถูกอ้างในสื่อไทยจนถึงปัจจุบัน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแล้ว

    ปัจจุบันยังมีสองแนวคิดหลัก ฝ่ายของจอยซ์ ไวท์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้ค่าอายุจากข้าวในภาชนะ เสนอว่าชุมชนเริ่มราว 2,100 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 2,000–1,800 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฝ่ายของชาร์ลส์ ไฮแอม หาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ เสนอว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล

    ความต่างนี้ยังโยงไปถึงคำถามว่าความรู้เรื่องสำริดมาจากไหน ลำดับเวลาแบบไฮแอมสอดคล้องกับการรับเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้ ขณะที่ลำดับเวลาแบบไวท์เปิดทางให้เส้นทางอื่น ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ

    ปัจจุบัน

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในความดูแลของกรมศิลปากรจัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเชียง ใกล้กันมีหลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งเปิดให้เห็นโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิมที่พบ

    ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาตรวจยึดโบราณวัตถุที่ลักลอบนำออกจากไทยจำนวนมากในปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Antiquity ต่อมาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐฯ ได้ส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงหลายร้อยชิ้นกลับมาไทย ชาวบ้านเชียงเองก็ยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาลายเลียนแบบโบราณเป็นงานหัตถกรรมของชุมชน

    ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นการสืบสวนลับนาน 5 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ก่อนจะบุกตรวจค้น 13 จุดในแคลิฟอร์เนียและชิคาโกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ยึดโบราณวัตถุได้กว่า 10,000 ชิ้น หลายชิ้นมาจากบ้านเชียง พิพิธภัณฑ์โบเวอร์สส่งคืนวัตถุ 542 ชิ้น และพิพิธภัณฑ์มิงเกส่งคืน 68 ชิ้น ส่วนเจ้าของแกลเลอรีที่รับสารภาพใน พ.ศ. 2558 ต้องคืนโบราณวัตถุอีก 337 ชิ้น

    ชุมชนบ้านเชียงในปัจจุบันเป็นชาวไทพวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อราว 200 ปีก่อน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงจึงมีอาคารจัดแสดงวิถีชีวิตไทพวนแยกออกมาด้วย นอกเหนือจากอาคารนิทรรศการหลักที่เล่าเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง อ.หนองหาน
    พิกัด 17.407222, 103.236228 (17°24′26.0″N 103°14′10.4″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง หลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีในอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงอยู่ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงของกรมศิลปากร และหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่แสดงโครงกระดูกและภาชนะในตำแหน่งที่พบจริง ในหมู่บ้านมีร้านเครื่องปั้นดินเผาลายบ้านเชียงและผ้าทอของชุมชน

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,100–1,500 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มอาศัยบนเนิน ปีที่แน่ชัดยังถกเถียงกัน
    • ราว 2,000–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคสำริด. เริ่มใช้และหล่อสำริด ตัวเลขต่างกันตามแนวคิดของนักวิชาการ
    • สหัสวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.: เหมืองทองแดงภูโล้น. มีการทำเหมืองทองแดงริมแม่น้ำโขงที่อาจส่งโลหะมายังวัฒนธรรมบ้านเชียง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ภาชนะลายเขียนสีแดง. ยุคปลายที่ผลิตภาชนะลายเขียนสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์
    • ส.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบไหโบราณ. จุดเริ่มต้นความสนใจของนักวิชาการ
    • 20 มี.ค. พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): เสด็จทอดพระเนตร. รัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จชมหลุมขุดค้น
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นครั้งใหญ่. กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบหลุมศพอย่างน้อย 142 หลุม
    • พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): กอร์แมนเสียชีวิต. งานวิเคราะห์ผลการขุดค้นล่าช้าออกไป
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): โครงการโบราณโลหวิทยา. สำรวจและขุดค้นเหมืองทองแดงภูโล้น จังหวัดเลย
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
    • ม.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ตรวจยึดของโบราณในสหรัฐฯ. บุกค้น 13 จุด ยึดโบราณวัตถุกว่า 10,000 ชิ้น
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เกิดข้อถกเถียงรอบใหม่. ทีมไฮแอมเสนอลำดับเวลาใหม่ และไวท์โต้แย้ง ในปีเดียวกันผู้ค้าโบราณวัตถุรับสารภาพในสหรัฐฯ
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): หนังสือชุดโลหะเล่มสุดท้าย. ผลวิเคราะห์โลหะบ้านเชียงของไวท์และแฮมิลตันครบชุด

    รู้หรือไม่

    เนินที่คนสร้างเอง

    เนินบ้านเชียงสูงราว 8 เมตร เกิดจากการอยู่อาศัยและฝังศพซ้อนกันหลายพันปี

    ชื่อเสียงที่มาพร้อมการลักลอบขุด

    ความนิยมไหลายเขียนสีแดงในตลาดนักสะสมทำให้มีการลักลอบขุดอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 2510

    หลอมเองในหมู่บ้าน

    การพบเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ยืนยันว่าชาวบ้านเชียงผลิตสำริดเอง

    ไม่มีอาวุธโลหะ

    ในบรรดาสำริดที่พบ แทบไม่มีอาวุธสำหรับสงคราม และโครงกระดูกก็มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้น้อยมาก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Chiang Archaeological Site – UNESCO World Heritage Centre
    2. Ban Chiang – Wikipedia
    3. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    4. Charles Higham: the dating game and the saga of Ban Chiang – Current World Archaeology
    5. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง – กรมประชาสัมพันธ์
    6. Ban Chiang Ceramics – ISEAA
    7. Ban Chiang National Museum – Museum Thailand
    8. Thailand Archaeometallurgy Project – Penn Museum

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเชียง
    Welcome to Ban Chiang World Heritage · User:Mattes · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Tribal Culture · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang Woman making pots · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Ban Chiang excavations · Steve from Bangkok, Thailand · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Neolithic Pottery from Ban Chiang. Bangkok National Museum, b082 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    บ้านเชียง
    Pots and sherds Steve took back to Bangkok · Barondare · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองสิงห์

    เมืองสิงห์

    ภาพประกอบ: Prasat-Muang-Sing-APR08-008 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองโบราณกำแพงศิลาแลงริมแควน้อย ที่มีปราสาทแบบเขมรเป็นศูนย์กลาง และยังมีข้อถกเถียงว่าใครเป็นผู้สร้าง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19 (มีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อยู่ก่อนแล้ว)

    ที่ตั้งอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย
    ขนาดเมืองราว 880 x 1,400 เมตร กำแพงศิลาแลงสูงราว 5–7 เมตร
    โบราณสถานหลักปราสาทเมืองสิงห์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
    รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา
    บูรณะเริ่ม พ.ศ. 2517
    อุทยานประวัติศาสตร์ประกาศ พ.ศ. 2530 เปิดอย่างเป็นทางการ 3 เมษายน พ.ศ. 2540
    กำแพงล้อมปราสาทศิลาแลง ราว 81.5 x 104 เมตร
    ประติมากรรมเด่นพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี สูงราว 161 เซนติเมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองสิงห์ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควน้อย ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนราว 1 กิโลเมตร แม่น้ำแควน้อยโค้งโอบเมืองไว้ทางด้านหนึ่ง ทำให้ได้ทั้งแหล่งน้ำและแนวป้องกันตามธรรมชาติ

    ทำเลนี้อยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมลุ่มแม่กลองและแควน้อยขึ้นไปยังด่านเจดีย์สามองค์และดินแดนพม่า พื้นที่รอบเมืองมีคนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ ใกล้กับแหล่งบ้านเก่าที่อยู่ปลายน้ำลงไป

    หลักฐานสำคัญ

    • ปราสาทเมืองสิงห์: ปราสาทศิลาแลงในเมืองโบราณริมแม่น้ำแควน้อย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระโพธิสัตว์: ประติมากรรมแบบบายนที่พบในเมืองสิงห์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์) ดูภาพถ่ายจริง

    ผังเมืองและการค้นพบ

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 880 เมตร ยาวราว 1,400 เมตร ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงที่ก่อบนคันดิน สูงราว 5–7 เมตร (แหล่งข้อมูลระบุต่างกัน) มีประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และมีคูน้ำคันดินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งน่าจะใช้ทั้งป้องกันเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีกลุ่มโบราณสถานเรียงตามแนวแกนเหนือ-ใต้ 4 แห่ง โดยโบราณสถานหมายเลข 1 คือปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นศาสนสถานหลัก เมืองนี้ถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี ก่อนกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก

    กรมศิลปากรเริ่มบูรณะปราสาทเมืองสิงห์ในปี พ.ศ. 2517 ประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2540

    กำแพงศิลาแลงริมแควน้อยตั้งคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ครบ ว่าเป็นฝีมือกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร หรือของคนท้องถิ่นที่ฝันถึงปราสาทแบบบายน

    ผังปราสาทหลังการขุดแต่ง

    การขุดแต่งของกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ทำให้เห็นผังปราสาทชัดเจนขึ้น ปราสาทประธานหันหน้าไปทางตะวันออก ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดราว 81.5 x 104 เมตร ถัดเข้าไปเป็นระเบียงคดที่มีซุ้มประตูหรือโคปุระทั้งสี่ทิศ และมีอาคารเล็กกว้างราว 4.5 เมตรอยู่ที่มุมทั้งสี่

    ซุ้มประตูด้านตะวันออกซึ่งเป็นทางเข้าหลักยาวราว 25 เมตร ส่วนระเบียงด้านเหนือยาวราว 34.8 เมตร ในลานด้านตะวันออกเฉียงใต้มีอาคารขนาดเล็กอีกหลังหนึ่ง ภายในเขตเมืองยังพบสระน้ำหกสระ กระเบื้องดินเผาที่บ่งว่าเคยมีอาคารเครื่องไม้ และบ่อตัดศิลาแลงอยู่ไม่ไกล ซึ่งบอกว่าวัสดุก่อสร้างหาได้ในท้องถิ่น

    ช่างยึดก้อนศิลาแลงเข้าด้วยกันด้วยเดือยโลหะรูปตัว T หรือตัว I ที่ทำจากเหล็กและตะกั่ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบในปราสาทแบบเขมร นอกจากปราสาทหลัก ภายในเมืองยังมีฐานศาสนสถานหลังที่สองทางตะวันตกเฉียงเหนือ และฐานอาคารอีกสองแห่งที่ยังไม่รู้หน้าที่แน่ชัด

    สิ่งที่พบ

    ปราสาทเมืองสิงห์สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานอยู่กลาง ล้อมด้วยระเบียงคดและซุ้มประตู มีอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยอยู่ภายใน ลวดลายปูนปั้นและรูปแบบผังคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน

    ในบริเวณปราสาทพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพสำคัญของพุทธศาสนามหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันมีการจัดแสดงแบบจำลองในอาคารบางหลัง

    นอกจากนี้ การขุดค้นริมแม่น้ำแควน้อยในเขตอุทยานพบแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีโครงกระดูกพร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องประดับ กำหนดอายุราว ค.ศ. 200 แสดงว่าพื้นที่นี้มีคนอยู่ก่อนการสร้างเมืองกำแพงศิลาแลงนานมาก

    ประติมากรรมที่พบทีละชิ้น

    ประติมากรรมที่โด่งดังที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแบบเปล่งรัศมี สลักจากหินทรายสีเทาอมฟ้า สูงราว 161 เซนติเมตร ทั่วองค์สลักรูปพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จำนวนมาก แทนแสงที่แผ่ออกจากพระโพธิสัตว์ แบบเดียวกับที่พบในศิลปะยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในกัมพูชา

    อีกชิ้นสำคัญคือพระนางปรัชญาปารมิตาจากหินทรายสีเทาอมฟ้าเช่นกัน สูงราว 98 เซนติเมตร ส่วนชิ้นที่ทำจากหินทรายสีแดง ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก เศียรทวารบาลสูงราว 47 เซนติเมตร และลำตัวสตรีที่ยังสลักไม่เสร็จ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เห็นว่างานหินทรายแดงเหล่านี้น่าจะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น

    ลวดลายปูนปั้นที่ประดับปราสาทก็น่าสนใจ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ยังมีร่องรอยทวารวดี กลุ่มที่เป็นแบบบายน และกลุ่มที่เริ่มมีลักษณะแบบไทย การผสมนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการบางคนมองว่าคนท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างมากกว่าที่เคยคิด

    เทวรูปของจริงหลายชิ้นถูกนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ปราสาทจัดแสดงแบบจำลองให้ผู้มาเยือนเห็นตำแหน่งเดิม

    หลุมศพสองพันปีริมแควน้อย

    ที่ขอบด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สี่โครง กำหนดอายุอยู่ในปลายยุคโลหะ ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200) ผู้ตายถูกฝังพร้อมหม้อดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และลูกปัดหินกับลูกปัดแก้ว

    ลูกปัดแก้วและหินเป็นสินค้าที่เดินทางมาตามเครือข่ายการค้าระยะไกล การพบในหลุมศพริมแควน้อยจึงบอกว่าชุมชนตรงนี้ติดต่อกับโลกภายนอกมาก่อนจะมีปราสาทนับพันปี และลุ่มน้ำแควน่าจะเป็นทางผ่านของสินค้ามาตั้งแต่ยุคนั้น

    ปัจจุบันผู้มาเยือนยังเข้าชมหลุมขุดค้นนี้ได้ เป็นจุดที่ทำให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเมืองสิงห์มีประวัติศาสตร์หลายชั้นซ้อนกัน ตั้งแต่ชุมชนยุคโลหะ เมืองแบบเขมร ไปจนถึงเมืองด่านสมัยรัตนโกสินทร์

    ความสำคัญ

    เมืองสิงห์เป็นเมืองแบบเขมรที่อยู่ไกลไปทางตะวันตกที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนไทย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าคือเมือง ศรีชัยสิงหปุระ ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งระบุรายชื่อเมืองที่ได้รับพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถ

    หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง เมืองสิงห์ก็เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางที่เชื่อมอาณาจักรเขมรเข้ากับทางผ่านไปยังทะเลอันดามัน และแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของพุทธมหายานยุคบายนแผ่มาไกลถึงลุ่มน้ำแคว

    เมืองสิงห์ในเครือข่ายเมืองบายนฝั่งตะวันตก

    เมืองสิงห์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ในภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันตกยังมีศาสนสถานแบบบายนอีกหลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรกที่สุพรรณบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่ราชบุรี และวัดกำแพงแลงที่เพชรบุรี ซึ่งมีอาคารศิลาแลงแบบเขมรสี่หลัง

    ชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ เช่น ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศรีชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุรี และศรีชัยวัชรปุรี มักถูกนักวิชาการจับคู่กับลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เมืองสิงห์ และเพชรบุรี ตามลำดับ แม้การจับคู่นี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพเส้นทางที่อิทธิพลเขมรแผ่มาตามชายขอบตะวันตกของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา

    หลังยุคเขมร เมืองสิงห์ร้างไปนาน จนในรัชกาลที่ 1 ถูกตั้งขึ้นใหม่เป็นเมืองเล็กที่มีป้อมคอยป้องกันเมืองกาญจนบุรี และถูกลดฐานะเป็นระดับอำเภอในสมัยรัชกาลที่ 5

    ข้อถกเถียง

    แนวคิดหลักเห็นว่าปราสาทเมืองสิงห์สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ตามหลักฐานด้านศิลปะ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มชี้ว่าผังปราสาทมีมุมไม่ตรงกัน ประตูไม่สม่ำเสมอ และลายปูนปั้นมีลักษณะท้องถิ่นที่ใกล้ทวารวดี จึงเสนอว่าอาจเป็นงานของคนท้องถิ่นที่เลียนแบบปราสาทเขมรในช่วงหลังอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจ ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19

    การระบุว่าเมืองสิงห์คือศรีชัยสิงหปุระก็ยังเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะอาศัยความคล้ายของชื่อเป็นหลัก ยังไม่มีจารึกในพื้นที่ที่ยืนยันได้ชัดเจน

    อีกประเด็นหนึ่งคือการบูรณะ ปรีชา กาญจนาคม นักโบราณคดี ตั้งข้อสังเกตว่าชิ้นส่วนหินทรายสองชิ้นในพิพิธภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นส่วนของพระพุทธรูป อาจเป็นส่วนของใบหน้าขนาดใหญ่แบบที่ประดับยอดปราสาทสมัยบายน และตั้งคำถามว่าส่วนที่เหลือหายไปไหน ระหว่างช่วงที่ปราสาทถูกทิ้งไว้ก่อนการบูรณะ หรือระหว่างการบูรณะเอง

    เมืองสิงห์ในปัจจุบัน

    ปัจจุบันเมืองสิงห์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมกำแพงศิลาแลง ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานหมายเลข 2 และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำ

    พื้นที่โดยรอบร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการเดินหรือปั่นจักรยาน การเดินทางมาเมืองสิงห์มักรวมอยู่ในเส้นทางเดียวกับทางรถไฟสายมรณะ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทเมืองสิงห์ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อ.ไทรโยค
    พิกัด 14.038841, 99.243501 (14°02′19.8″N 99°14′36.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์อยู่ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย ใกล้สถานีรถไฟท่ากิเลนบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ภายในมีปราสาทเมืองสิงห์ กำแพงศิลาแลง และหลุมขุดค้นแหล่งฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่าได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: ชุมชนแรกเริ่ม. ลุ่มแควน้อยมีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคหินใหม่
    • ราว พ.ศ. 743 (ค.ศ. 200): แหล่งฝังศพริมแม่น้ำ. ชุมชนปลายยุคโลหะฝังศพพร้อมหม้อและลูกปัด
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงศรีชัยสิงหปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19: สร้างปราสาทเมืองสิงห์. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน (ยังถกเถียงเรื่องผู้สร้าง)
    • หลังยุคเขมร: เมืองร้าง. เมืองถูกทิ้งร้างหลายร้อยปี
    • สมัยรัชกาลที่ 1 (ค.ศ. 1782–1809): เมืองหน้าด่าน. ตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่เพื่อป้องกันกาญจนบุรี
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1868–1910): ลดฐานะ. เมืองสิงห์ถูกลดเป็นระดับอำเภอ
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): เริ่มขุดแต่งและบูรณะ. กรมศิลปากรเริ่มงานที่ปราสาท
    • พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977): รายงานต่อที่ประชุมนานาชาติ. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศเสนอผลการขุดค้นต่อที่ประชุมนักประวัติศาสตร์เอเชีย
    • พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987): ประกาศอุทยานประวัติศาสตร์. จัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
    • 3 เม.ย. พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997): เปิดอย่างเป็นทางการ. เปิดให้ประชาชนเข้าชม

    รู้หรือไม่

    ศิลาแลงคือหินที่ตัดจากดิน

    ศิลาแลงเป็นดินที่มีเหล็กสูง เมื่อขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ยังตัดได้ง่าย แต่เมื่อโดนอากาศจะแข็งตัว จึงเป็นวัสดุก่อสร้างสำคัญของปราสาทแบบเขมร

    กำแพงหลายชั้น

    นอกจากกำแพงศิลาแลง เมืองสิงห์ยังมีคูน้ำและคันดินซ้อนหลายชั้น ซึ่งอาจช่วยกักเก็บและระบายน้ำในฤดูฝน

    พระโพธิสัตว์ที่มีพระพุทธรูปทั่วองค์

    พระอวโลกิเตศวรจากเมืองสิงห์สลักพระพุทธรูปองค์จิ๋วไว้ทั่วร่าง เพื่อแสดงว่าพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีเป็นพระพุทธเจ้านับไม่ถ้วน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mueang Sing Historical Park – Wikipedia
    2. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – Siam Society
    3. เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ขอม – ศิลปวัฒนธรรม
    4. ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    5. Jayavarman VII – Wikipedia
    6. Subhadradis Diskul: Recent Excavations at Prasat Muang Singh – JSS 66.1

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองสิงห์
    Prasat Muang Sing Historical Park, Thakilen, Thailand (368976275) · yeowatzup · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-010 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Mueang Sing Northern Gopura · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองสิงห์
    Prasat-Muang-Sing-APR08-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    ภาพประกอบ: Damrong-Rajanubhap-1893 · Walter Christmas-Dircknick-Holmfeld · Public domain · Wikimedia Commons

    เจ้านายนักปกครองผู้วางรากระบบมหาดไทยสมัยใหม่ และได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย · พ.ศ. 2405–2486 (ค.ศ. 1862–1943)

    ประสูติ21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) กรุงเทพฯ
    สิ้นพระชนม์1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943)
    พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
    ตำแหน่งสำคัญเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2435–2458 (ค.ศ. 1892–1915)
    ผลงานทางประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า (พ.ศ. 2460) และงานพงศาวดาร ตำนาน และโบราณคดีอีกมาก
    การยกย่องระดับโลกยูเนสโกประกาศยกย่องเนื่องในวาระครบ 100 ปีชาตกาล พ.ศ. 2505
    พระนามเดิมพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ต้นราชสกุลดิศกุล
    ตำแหน่งหลังมหาดไทยสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ (2458) เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร (2466) อภิรัฐมนตรี (2468)

    ภูมิหลัง: เจ้านายรุ่นใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์เติบโตในช่วงที่สยามต้องปรับตัวรับแรงกดดันจากชาติตะวันตก และได้เรียนทั้งภาษาไทย บาลี และอังกฤษ

    พระองค์เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของรัชกาลที่ 5 และเป็นกำลังสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ตั้งแต่งานทหารมหาดเล็ก งานโรงเรียน ไปจนถึงงานการศึกษาของประเทศ ก่อนจะได้รับมอบหมายงานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการดูแลหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร

    หลักฐานสำคัญ

    • ผลงานพระนิพนธ์: หนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายร้อยเรื่อง เช่น ไทยรบพม่า และนิทานโบราณคดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ หอสมุดแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระโพธิสัตว์ไชยา: โบราณวัตถุที่ทรงนำเข้ากรุงเทพฯ ในสมัยของพระองค์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง
    • วังวรดิศ: วังที่ประทับของพระองค์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหอสมุดดำรงราชานุภาพ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วังวรดิศ กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง

    วัยเยาว์และงานแรกในราชการ

    พระนามเดิมคือพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และเป็นต้นราชสกุลดิศกุล เมื่อพระชนมายุ 13 พรรษา ใน พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการศึกษาของเจ้านายในสมัยนั้น ก่อนจะทรงเข้ารับการศึกษาด้านการทหาร

    ใน พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ขณะพระชนมายุเพียง 18 พรรษา ทรงได้รับมอบหมายให้บังคับบัญชาทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาทรงรับผิดชอบงานโรงเรียนที่พระตำหนักสวนกุหลาบ และงานการศึกษาของแผ่นดิน ใน พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ทรงได้รับเลือกให้ดูแลงานการศึกษาในคณะเสนาบดีชุดทดลองของรัชกาลที่ 5

    ประสบการณ์ช่วงนี้หล่อหลอมวิธีทำงานของพระองค์ คือการลงมือจัดระบบจากศูนย์ การคัดคนที่มีความสามารถมาทำงาน และการเรียนรู้แบบอย่างจากต่างประเทศ แล้วปรับให้เข้ากับสภาพของสยาม วิธีคิดแบบนี้ปรากฏชัดอีกครั้งเมื่อพระองค์ย้ายไปดูแลกระทรวงมหาดไทย

    การเดินทางตรวจราชการของเสนาบดีมหาดไทยกลายเป็นการเดินสำรวจอดีต ที่เปิดประตูสู่วิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

    ผลงาน: กระทรวงมหาดไทยและระบบเทศาภิบาล

    พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) พระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และอยู่ในตำแหน่งนี้ถึง พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) การตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือในปีที่เข้ารับตำแหน่งทำให้พระองค์เห็นว่าหัวเมืองแทบไม่ได้ขึ้นกับส่วนกลางจริง ๆ

    พระองค์จึงวางระบบเทศาภิบาล โดยรวมหัวเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลที่ส่วนกลางแต่งตั้งไปดูแล ระบบนี้ช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น ขยายบริการของรัฐ และทำให้หัวเมืองปลอดภัยขึ้น เป็นพื้นฐานของการปกครองส่วนภูมิภาคที่ไทยใช้มาจนถึงปัจจุบัน

    การเดินทางตรวจราชการตามหัวเมืองอย่างสม่ำเสมอยังพาพระองค์ไปพบเมืองโบราณ วัดร้าง และจารึกจำนวนมาก งานปกครองกับงานประวัติศาสตร์ของพระองค์จึงเดินคู่กันมาตั้งแต่ต้น

    งานมหาดไทยที่มากกว่าการปกครอง

    ใน พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) หัวเมืองฝ่ายใต้และฝ่ายตะวันตกถูกโอนมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้กระทรวงดูแลหัวเมืองทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ต่อมาใน พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งวางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล โดยมีผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นผู้ดูแล และใน พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ระบบมณฑลเทศาภิบาลก็ถูกจัดเป็นระเบียบทั่วราชอาณาจักร

    งานของกระทรวงในยุคนั้นกว้างกว่าการปกครองมาก พระองค์ทรงมีบทบาทในการตั้งกรมป่าไม้ งานสาธารณสุข และงานสุขาภิบาล ใน พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) มีการตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอมที่สมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย และเป็นต้นแบบของการปกครองท้องถิ่นในเวลาต่อมา

    นักประวัติศาสตร์มองระบบเทศาภิบาลได้หลายแง่ ด้านหนึ่งคือการสร้างรัฐสมัยใหม่ที่ช่วยให้สยามรักษาเอกราชในยุคล่าอาณานิคม อีกด้านหนึ่งคือการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้อำนาจของเจ้าเมืองและเจ้านายท้องถิ่นในล้านนา อีสาน และหัวเมืองมลายูลดลงอย่างมาก จนเกิดแรงต้านในบางพื้นที่

    พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

    พระองค์ทรงนิพนธ์และชำระงานด้านประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก ที่รู้จักกันกว้างขวางคือไทยรบพม่า ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) งานนี้เล่าประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อรักษาเอกราช และกลายเป็นกรอบการเล่าประวัติศาสตร์ไทยที่มีอิทธิพลมากที่สุดกรอบหนึ่ง

    พระองค์ยังสนใจโบราณคดีอย่างจริงจัง ทรงเสนอว่านครปฐมน่าจะเป็นศูนย์กลางของทวารวดี โดยดูจากจำนวนและความเก่าแก่ของเจดีย์ โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ แม้ข้อเสนอนี้จะถูกนักวิชาการรุ่นหลังตั้งคำถาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทวารวดีอย่างเป็นระบบ

    ในทางสถาบัน พระองค์มีบทบาทสำคัญต่อหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นหอสมุดแห่งชาติ และต่อพิพิธภัณฑ์ที่กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) เพื่อดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานด้านวรรณคดีกับโบราณคดี พระองค์ทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก และทรงงานใกล้ชิดกับนักวิชาการต่างชาติ เช่น ยอร์ช เซเดส์

    ทรงงานใต้สามรัชกาลและพระนิพนธ์สำคัญ

    เมื่อทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยใน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ด้วยเหตุผลด้านพระพลานามัย พระองค์ไม่ได้ทรงพักนาน วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2458 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรใน พ.ศ. 2466 และในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นอภิรัฐมนตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ก่อนจะทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469

    ระหว่างดูแลหอพระสมุด พระองค์ทรงรวบรวมและชำระพงศาวดาร ตำนาน และเอกสารเก่าจำนวนมาก แล้วจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นชุดประชุมพงศาวดาร หนังสือจำนวนมากพิมพ์แจกในงานศพ ทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กระจายออกไปสู่คนทั่วไป ธรรมเนียมพิมพ์หนังสือแจกในงานศพนี้ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

    พระนิพนธ์ที่ยังคนอ่านกันอยู่ ได้แก่ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ซึ่งเป็นงานบุกเบิกด้านประวัติศิลปะไทย นิทานโบราณคดีที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรวจราชการอย่างมีชีวิตชีวา ความทรงจำซึ่งเป็นอัตชีวประวัติ และเล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ที่นักวิชาการปัจจุบันศึกษาในฐานะบันทึกเชิงชาติพันธุ์วรรณนา งานเหล่านี้ช่วยปูทางให้การศึกษาเรื่องทวารวดีและสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา

    บทบาทต่อการค้นพบเมืองโบราณ: ศรีเทพและไชยา

    ระหว่างการตรวจราชการหัวเมือง พระองค์ทรงพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ในเขตเพชรบูรณ์ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) บางแหล่งระบุว่าเป็น พ.ศ. 2448 เมืองนี้ต่อมาได้รับการขุดค้นและพัฒนาเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

    ทางภาคใต้ ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) พระองค์ทรงนำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากวัดพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่งดงามที่สุดของศิลปะแบบศรีวิชัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    เหตุการณ์ทั้งสองแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ปกครองระดับสูงสนใจของเก่าและบันทึกสิ่งที่พบ ช่วยให้โบราณสถานและโบราณวัตถุหลายชิ้นได้รับการรักษาไว้ ก่อนที่วิชาโบราณคดีสมัยใหม่จะเข้ามาในไทยอย่างเต็มที่

    ลี้ภัยที่ปีนังและบั้นปลายชีวิต

    หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) พระองค์ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของระบอบเดิม ต้องเสด็จไปประทับที่ปีนัง ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ในช่วงนี้พระองค์ยังคงทรงงานนิพนธ์และติดต่อทางหนังสือกับผู้คนในสยาม

    พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) พระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และสิ้นพระชนม์ในอีกราวหนึ่งปีต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมเป็นวันดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่ พ.ศ. 2544

    ชีวิตเรียบง่ายที่ปีนังและสาส์นสมเด็จ

    ที่ปีนัง พระองค์ประทับที่บ้านที่เรียกกันว่าบ้านซินนามอน พร้อมพระธิดาที่ตามเสด็จไปดูแล รายได้ของพระองค์ลดลงมาก เพราะเบี้ยบำนาญถูกตัดลดหลายครั้ง พระธิดาต้องช่วยกันประหยัดรายจ่ายในบ้าน มีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีผู้เสนอผลประโยชน์ทางการเงินเพื่อแลกกับเงื่อนไขบางอย่าง พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยมีใจความว่าศักดิ์ศรีของพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน

    ช่วงที่ปีนังเป็นช่วงที่พระองค์ทรงงานเขียนอย่างต่อเนื่อง จดหมายโต้ตอบระหว่างพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครอบคลุมเรื่องศิลปะ วรรณคดี อักษรโบราณ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ ต่อมาได้รับการรวมพิมพ์เป็นชุดสาส์นสมเด็จ ซึ่งยาวหลายสิบเล่ม และเป็นคลังความรู้สำคัญของวงวิชาการไทย

    พระองค์ประทับที่ปีนังรวมเกือบสิบปี ก่อนเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ขณะนั้นพระพลานามัยทรุดลง ทั้งการเคลื่อนไหวและการได้ยิน หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดา ได้บันทึกช่วงวาระสุดท้ายไว้ในหนังสือของท่าน ซึ่งเล่าว่าพระองค์ยังทรงสนทนาและตรัสหยอกล้อกับครอบครัวได้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชันษา 81 ปี

    มรดกและข้อถกเถียง

    ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) วาระครบ 100 ปีชาตกาล ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

    นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังยอมรับว่างานของพระองค์เป็นรากฐานของวิชาประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็วิจารณ์ด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าแนวทางของพระองค์ผสานพงศาวดารแบบราชสำนักเข้ากับวิธีเขียนประวัติศาสตร์แบบตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขณะที่นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่างานเหล่านี้เน้นชาตินิยม และให้พื้นที่น้อยแก่ผู้คนนอกราชสำนักหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น

    การอ่านงานของพระองค์ในวันนี้จึงต้องอ่านอย่างเข้าใจยุคสมัย เป็นงานของผู้บุกเบิกที่วางคำถามและข้อมูลไว้มากมาย ซึ่งคนรุ่นหลังยังคงใช้ ตรวจสอบ และถกเถียงต่อ

    ไทม์ไลน์

    • 21 มิ.ย. 2405 (ค.ศ. 1862): ประสูติ. พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม
    • พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892): เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย. เริ่มวางระบบเทศาภิบาลและมณฑล
    • พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897): พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่. วางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล มีผู้ใหญ่บ้านและกำนัน
    • ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบเมืองศรีเทพ. ระหว่างตรวจราชการในเขตเพชรบูรณ์ (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2448)
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากไชยา. นำมาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): พ้นจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย. หลังดำรงตำแหน่งราว 23 ปี และในปีเดียวกันทรงเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ
    • พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917): ไทยรบพม่า. งานประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูง
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): อภิรัฐมนตรี. ทรงเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาในรัชกาลที่ 7
    • พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926): นายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก. ดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานโบราณคดี
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): ประทับที่ปีนัง. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
    • ต.ค. 2485 (ค.ศ. 1942): เสด็จกลับกรุงเทพฯ. หลังประทับที่ปีนังเกือบสิบปี
    • 1 ธ.ค. 2486 (ค.ศ. 1943): สิ้นพระชนม์
    • พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962): ยูเนสโกยกย่อง. คนไทยคนแรกที่ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก
    • 19 ก.ย. 2566 (ค.ศ. 2023): ศรีเทพเป็นมรดกโลก. เมืองที่พระองค์ทรงพบเมื่อราว 120 ปีก่อน

    รู้หรือไม่

    วันดำรงราชานุภาพ

    ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 วันที่ 1 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ ได้รับการกำหนดให้เป็นวันดำรงราชานุภาพ

    ทวารวดีที่นครปฐม

    พระองค์ทรงเสนอว่านครปฐมเป็นศูนย์กลางทวารวดี เพราะมีเจดีย์เก่าแก่มากที่สุด โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ ปัจจุบันนักวิชาการยังถกเถียงว่าศูนย์กลางอยู่ที่ใด หรืออาจมีหลายศูนย์กลาง

    ศรีเทพจากโต๊ะทำงานถึงมรดกโลก

    เมืองโบราณที่พระองค์ทรงพบระหว่างตรวจราชการเมื่อราว พ.ศ. 2447 ได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2566 ห่างกันราว 120 ปี

    หนังสืองานศพ

    หนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมากที่หอพระสมุดจัดพิมพ์ในยุคของพระองค์ถูกแจกในงานศพ ทำให้เอกสารเก่ากระจายสู่คนทั่วไป และกลายเป็นธรรมเนียมที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Damrong Rajanubhab (Wikipedia)
    2. Thai Rop Phama / Our Wars with the Burmese (Wikipedia)
    3. Si Thep Historical Park (Wikipedia)
    4. Si Thep district (Wikipedia)
    5. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    6. The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments (UNESCO)
    7. Royal Society of Thailand (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Dvaravati (Wikipedia)
    10. กรมดำรง เสนาบดีมหาดไทย เจ้านายทรงงานเก่ง (ศิลปวัฒนธรรม)
    11. กรมดำรงซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ชีวิตที่ปีนัง (ศิลปวัฒนธรรม)
    12. ลมหายใจสุดท้าย กรมดำรง (ศิลปวัฒนธรรม)
    13. ทรูปลูกปัญญา: สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    14. เล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ ชาติพันธุ์วรรณนาในพระนิพนธ์ (วารสารดำรงวิชาการ)
    15. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับสุวรรณภูมิศึกษา (วารสารดำรงวิชาการ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab (1942) · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rachanuphap – Sign – 001 · Aristitleism · CC0 · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Library (1) · Fine Arts Department · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab Seal · Prince Narisara Nuvadtivongs. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab (2) · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Prince Damrong – btv1b53230500k · Agence Rol. Agence photographique (commanditaire) · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong & Narit · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
  • ตามพรลิงค์

    ตามพรลิงค์

    ภาพประกอบ: Wat Phra Mahathat Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat · Preecha.MJ · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    รัฐการค้าบนชายฝั่งอ่าวไทยแถบนครศรีธรรมราช ที่อยู่ระหว่างอิทธิพลของศรีวิชัยกับเขมร ก่อนจะรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุ และกลายเป็นนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 10–13)

    ศูนย์กลางบริเวณนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ฝั่งอ่าวไทย
    ชื่อในเอกสารจีนตันหลิวเหมย และตันหม่าหลิง
    ส่งทูตไปจีนพ.ศ. 1544, 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1001, 1016 และ 1070)
    ในจารึกทมิฬมาทมาลิงคัม เมืองที่กองทัพโจฬะตีได้ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025)
    กษัตริย์ที่โดดเด่นพระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช จารึก พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230)
    ผู้สืบทอดนครศรีธรรมราช ศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาของภาคใต้

    ชื่อที่ยังแปลไม่ลงตัว

    ตามพรลิงค์เป็นชื่อรัฐโบราณบนคาบสมุทรภาคใต้ที่ปรากฏทั้งในจารึกภาษาสันสกฤต จารึกทมิฬ และเอกสารจีน คำอธิบายที่แพร่หลายที่สุดมาจากภาษาสันสกฤต โดยแยกเป็นตามร ที่แปลว่าทองแดง กับลิงค์ ที่หมายถึงศิวลึงค์ สัญลักษณ์ของพระศิวะ รวมแล้วแปลได้ว่าลึงค์สีทองแดง

    แต่ก็มีความเห็นอื่น มนตรี ศรีบุษรา เสนอผ่านนิตยสารศิลปวัฒนธรรมว่า ชื่อนี้อาจมาจากคำเขมรที่หมายถึงเมืองที่มีธรรมเป็นขวัญ ก่อนจะถูกแปลงเป็นภาษาสันสกฤตว่าศิริธรรมนคร แล้วกลายเป็นนครศรีธรรมราชในที่สุด ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ชวนให้คิดว่าชื่อเมืองนครศรีธรรมราชกับตามพรลิงค์อาจมีรากเดียวกัน

    ตามพรลิงค์มีศูนย์กลางอยู่บริเวณนครศรีธรรมราช บนสันทรายริมอ่าวไทย ทำเลนี้เหมาะกับการเป็นเมืองท่า เรือสินค้าที่แล่นระหว่างจีนกับช่องแคบมะละกาแวะพักได้สะดวก และยังเชื่อมกับเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปสู่ทะเลอันดามัน

    ทูตสู่ราชสำนักซ่ง

    ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตามพรลิงค์เริ่มติดต่อกับจีนโดยตรง เอกสารสมัยราชวงศ์ซ่งเรียกรัฐนี้ว่าตันหลิวเหมย และบันทึกว่าส่งทูตไปใน พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001) ตามด้วยคณะต่อมาใน พ.ศ. 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1016 และ 1070) การส่งทูตเองแสดงว่าตามพรลิงค์มีฐานะพอจะเจรจาการค้ากับจีนในนามของตน

    โอ. ดับเบิลยู. โวลเตอร์ส ศึกษาบันทึกเหล่านี้และพบว่า เอกสารซ่งให้ภาพตามพรลิงค์ค่อนข้างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 นักวิชาการบางท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า ในสายตาจีนช่วงหลัง ค.ศ. 1000 ตามพรลิงค์อยู่ใกล้ชิดกับวงอำนาจของกัมพูชา

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังเถียงกันว่าชื่อจีนทุกชื่อหมายถึงรัฐเดียวกันหรือไม่ เพราะการถอดเสียงชื่อต่างประเทศในเอกสารจีนมักเปลี่ยนไปตามยุคและผู้บันทึก

    ตามพรลิงค์เป็นรัฐเล็กที่อยู่กลางวงล้อมของมหาอำนาจ แต่วันหนึ่งกลับกล้าส่งทัพเรือข้ามมหาสมุทรไปทวงพระเขี้ยวแก้วถึงลังกา

    ระหว่างศรีวิชัย โจฬะ และเขมร

    ตามพรลิงค์ตั้งอยู่ในจุดที่มหาอำนาจหลายฝ่ายแย่งชิงกัน ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) พระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ยกทัพเรือมาโจมตีศรีวิชัยและเมืองท่าบนคาบสมุทร จารึกของพระองค์ระบุชื่อมาทมาลิงคัมไว้ในรายชื่อเมืองที่ตีได้ ซึ่งนักวิชาการเทียบว่าคือตามพรลิงค์

    หลังศรีวิชัยอ่อนแอลงจากสงครามครั้งนั้น อิทธิพลเขมรก็ปรากฏชัดขึ้นบนคาบสมุทร ที่อำเภอไชยา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พบพระพุทธรูปนาคปรกสำริดเมื่อ พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ที่ฐานมีจารึกภาษาเขมรโบราณ ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183) กล่าวว่ามหาเสนาบดีผู้ปกครองเมืองครหิ หรือไชยา สั่งให้สร้างพระพุทธรูปนี้ ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    สแตนลีย์ โอคอนเนอร์ ใช้จารึกนี้ร่วมกับโบราณวัตถุสำริดแบบเขมรในภาคใต้ เสนอว่าตามพรลิงค์อยู่ในวงอิทธิพลของเขมรตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11–13 แต่ในเวลาเดียวกัน หนังสือจูฟานจื้อของจ้าวรู่กว้า ที่เขียนใน ค.ศ. 1225 ยังจัดให้ตันหม่าหลิงเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย ภาพที่ได้จึงเป็นรัฐที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนของสองวัฒนธรรม และอาจเปลี่ยนข้างตามจังหวะของอำนาจ

    พระเจ้าจันทรภาณุ: ยุครุ่งเรืองที่สุด

    เพียงไม่กี่ปีหลังจ้าวรู่กว้าบันทึกว่าตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้น ก็ปรากฏหลักฐานว่ารัฐนี้ก้าวขึ้นมาเข้มแข็งในตัวเอง จารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่ไชยา ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) ยกย่องพระเจ้าจันทรภาณุแห่งปัทมวงศ์ว่าเป็นเจ้าแห่งตามพรลิงค์ และทรงพระนามว่าศรีธรรมราช

    เอกสารลังกา เช่น จุลวงศ์ เล่าว่าราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) พระเจ้าจันทรภาณุนำกองทัพที่ลังกาเรียกว่าชาวชวกะ ข้ามทะเลไปบุกลังกา และเรียกร้องพระเขี้ยวแก้วกับบาตรของพระพุทธเจ้า แม้จะถูกตีกลับ พระองค์ก็ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเกาะ และยกทัพไปอีกครั้งราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) ก่อนจะพ่ายแพ้เมื่อลังการ่วมมือกับราชวงศ์ปาณฑยะของอินเดียใต้

    การทัพข้ามมหาสมุทรของรัฐเล็ก ๆ บนคาบสมุทรเป็นเรื่องที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ แต่ก็สะท้อนว่าตามพรลิงค์ในเวลานั้นมีทั้งเรือ กำลังคน และความสนใจในพุทธศาสนาแบบลังกาอย่างลึกซึ้ง

    จากตามพรลิงค์สู่นครศรีธรรมราช

    หลังความพ่ายแพ้ในลังกา ตามพรลิงค์อ่อนกำลังลง นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าบ้านเมืองนี้กลายเป็นนครศรีธรรมราชในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ยังไม่รู้แน่ว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไร และคนไทเข้ามามีบทบาทในเมืองนี้เมื่อใด

    จารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงนครศรีธรรมราชว่าเป็นเมืองทางใต้สุดที่สุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้วย แต่นักวิชาการบางท่านตั้งคำถามว่าข้อความส่วนนี้อาจถูกเพิ่มเติมภายหลัง สิ่งที่หลักฐานหลายแหล่งยืนยันตรงกันคือ นครศรีธรรมราชกลายเป็นศูนย์กลางที่ส่งพระสงฆ์และพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาขึ้นไปยังสุโขทัย

    ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชยังเล่าถึงกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหลายพระองค์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าความทรงจำนี้มีรากมาจากพระนามศรีธรรมราชของพระเจ้าจันทรภาณุ ส่วนเรื่องเมืองสิบสองนักษัตรที่ขึ้นกับนครศรีธรรมราช ก็เป็นเรื่องในตำนานที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่านครศรีธรรมราชปกครองเมืองเหล่านั้นจริง

    มรดกที่ยังเห็นได้

    มรดกที่โดดเด่นที่สุดคือพระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาองค์นี้สูงราว 78 เมตร นักวิชาการเชื่อว่าองค์ปัจจุบันสร้างหรือปรับรูปแบบราวพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งตรงกับยุคที่พุทธศาสนาแบบลังกาเข้ามา วัดนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012)

    ตามตำนานท้องถิ่น เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลานำพระทันตธาตุมาขึ้นฝั่งที่หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์แรกไว้ ตำนานให้ปีที่เก่ามากถึงราวพุทธศตวรรษที่ 9 ซึ่งยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยัน

    ทุกวันนี้ผู้สนใจสามารถตามรอยตามพรลิงค์ได้ที่วัดพระมหาธาตุ วัดเสมาเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช รวมทั้งที่ไชยาซึ่งพบจารึกสำคัญ เมืองนี้จึงเป็นทั้งพยานของยุคศรีวิชัย ยุคอิทธิพลเขมร และจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาในดินแดนไทย

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกวัดเสมาเมือง. หลักฐานอิทธิพลศรีวิชัยในนครศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001): ทูตคณะแรกสู่ราชสำนักซ่ง. จีนเรียกตามพรลิงค์ว่าตันหลิวเหมย
    • พ.ศ. 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1016 และ 1070): ทูตคณะต่อมา. ตามพรลิงค์รักษาความสัมพันธ์กับจีน
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. ราว 1025): ทัพโจฬะบุก. จารึกทมิฬระบุมาทมาลิงคัมในเมืองที่ตีได้
    • พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183): จารึกฐานพระพุทธรูปครหิ. จารึกภาษาเขมรที่ไชยา แสดงอิทธิพลเขมร
    • พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): จูฟานจื้อ. จ้าวรู่กว้าระบุตันหม่าหลิงเป็นเมืองขึ้นศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกพระเจ้าจันทรภาณุ. ยกย่องพระองค์ว่าศรีธรรมราช เจ้าแห่งตามพรลิงค์
    • ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. ราว 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. ถูกตีกลับ แต่ตั้งมั่นทางเหนือของเกาะ
    • ราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. ราว 1262): ยกทัพครั้งที่สอง. พ่ายแพ้ต่อลังกาและปาณฑยะ
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 18: กำเนิดนครศรีธรรมราช. ศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาที่สัมพันธ์กับสุโขทัย
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบพระพุทธรูปครหิ. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพบที่วัดในอำเภอไชยา

    รู้หรือไม่

    ลิกอร์

    ชาวตะวันตกเรียกนครศรีธรรมราชว่าลิกอร์มานานหลายร้อยปี จารึกวัดเสมาเมืองจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าจารึกลิกอร์

    พระพุทธรูปจากไชยาในกรุงเทพฯ

    พระพุทธรูปนาคปรกที่มีจารึกปี พ.ศ. 1726 ซึ่งช่วยไขเรื่องอิทธิพลเขมรบนคาบสมุทร ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Tambralinga (Wikipedia)
    2. Grahi inscription (Wikipedia)
    3. Rajendra I (Wikipedia)
    4. Nakhon Si Thammarat Kingdom (Wikipedia)
    5. Wat Phra Mahathat Woramahawihan (Wikipedia)
    6. O'Connor, Tambralinga and the Khmer Empire (JSS 63)
    7. Ligor inscription (Wikipedia)
    8. ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ภูพระบาท

    ภูพระบาท

    ภาพประกอบ: 2014020501 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ภูเขาหินทรายแห่งอุดรธานีที่เพิงหินรูปร่างแปลกถูกเปลี่ยนเป็นศาสนสถานล้อมด้วยใบเสมาสมัยทวารวดี จนได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2567 · ราว 3,000 ปีก่อน ถึงสมัยล้านช้าง

    ที่ตั้งตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
    ชื่อมรดกโลกภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี
    ขึ้นทะเบียน27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) เกณฑ์ (iii) และ (v)
    ยุคเสมาสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16
    พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์
    ภาพเขียนสีพบในเพิงหินกว่า 40 แห่ง
    เขตกันชนราว 599 เฮกตาร์
    รอยพระพุทธบาทบัวบกรอยเท้าขวา ยาวราว 160 ซม. บูรณะ พ.ศ. 2462–2473

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ภูพระบาทเป็นภูเขาหินทรายในเทือกเขาภูพานตอนเหนือ อยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีและหนองคายราว 65 กิโลเมตร บนยอดเขามีป่าโปร่งและลานหินกว้าง

    จุดเด่นของภูพระบาทคือโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หินทรายชั้นล่างที่อ่อนกว่าสึกไปเร็วกว่าชั้นบน จึงเกิดเป็นหินรูปเห็ด เพิงหิน และหินก้อนใหญ่ที่ตั้งซ้อนกันอย่างน่าทึ่ง

    ภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ผู้คนทุกยุคมองภูพระบาทเป็นที่พิเศษ ทั้งเป็นที่พักพิง ที่ทำพิธีกรรม และที่ปฏิบัติธรรม

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดี: ใบเสมาปักล้อมเพิงหินเพื่อกำหนดเขตพิธีกรรม ประเพณีที่ยูเนสโกยกย่อง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาพเขียนสีบนเพิงหิน: ภาพคน สัตว์ รอยมือ และลายเรขาคณิตในเพิงหินหลายแห่ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงหินในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • หอนางอุสา: เพิงหินรูปดอกเห็ดตามตำนานนางอุสากับท้าวบารส (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท) ดูภาพถ่ายจริง

    ร่องรอยคนยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ตามเพิงหินหลายแห่งบนภูพระบาทมีภาพเขียนสีแดง เป็นรูปคน ฝ่ามือ สัตว์ และลายเรขาคณิต ยูเนสโกระบุว่ามีเพิงหินที่พบภาพเขียนสีราว 47 แห่ง ภาพที่รู้จักกันดีอยู่ที่ถ้ำวัวและถ้ำคน ซึ่งได้ชื่อตามภาพวัวและภาพคนที่ปรากฏอยู่

    อายุของภาพเขียนสียังกำหนดได้ไม่แน่ชัด แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ประเมินว่าราว 2,000–3,000 ปีก่อน บางแหล่งเสนอว่าเก่ากว่านั้น เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรง ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นการประเมินจากรูปแบบและหลักฐานแวดล้อม

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ศึกษาภาพเขียนสีในอำเภอบ้านผือ นับแหล่งภาพเขียนสีในอำเภอนี้ได้ 81 แห่ง ในจำนวนนี้ 55 แห่งอยู่ในกลุ่มภูพระบาท แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย ภาพส่วนใหญ่เป็นสีแดงจากแร่ในท้องถิ่น มีทั้งคน สัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัว รอยมือ และลายเรขาคณิต

    ข้อเสนอของท่านต่างจากค่าที่นิยมอ้างกัน คือกำหนดอายุภาพส่วนใหญ่ไว้ราว ค.ศ. 600–1200 ซึ่งใกล้เคียงกับยุคทวารวดี และตีความว่ารูปคนอาจหมายถึงวิญญาณบรรพบุรุษในโลกหลังความตาย ท่านยังชี้ว่าลายเรขาคณิตบางแบบคล้ายลายบนภาชนะบ้านเชียง คำถามว่าภาพเขียนสีเก่ากว่าใบเสมามากหรือเกิดในยุคใกล้กันจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่เปิดอยู่

    บนภูพระบาท ธรรมชาติปั้นรูปทรงของหิน ศรัทธาปักเสมาล้อมไว้ และนิทานตั้งชื่อให้ทุกก้อน

    เพิงหินกลายเป็นวัด: วัฒนธรรมเสมา

    ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 ผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นศาสนสถาน และปักใบเสมาหินล้อมรอบเพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาบางกลุ่มยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมจนถึงทุกวันนี้

    ยูเนสโกยกย่องว่าภูพระบาทมีกลุ่มใบเสมาสมัยทวารวดีที่อยู่ในตำแหน่งดั้งเดิมมากที่สุดในโลก และแสดงให้เห็นว่าธรรมเนียมการปักเสมาของภาคอีสานต่างจากที่อื่น เพราะใช้กับเพิงหินธรรมชาติ ไม่ได้ใช้กับอาคารก่ออิฐเพียงอย่างเดียว

    ต่อมาในสมัยล้านช้าง ภูพระบาทยังเป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา มีการสลักพระพุทธรูปในเพิงหินบางแห่ง บนเขายังมีรอยพระพุทธบาท และวัดพระพุทธบาทบัวบกซึ่งมีงานนมัสการประจำปีในเดือนมีนาคม

    จากหินตั้งสู่ใบเสมา

    นักวิชาการหลายคนมองว่าใบเสมาบนภูพระบาทมีรากมาจากประเพณีหินตั้งที่เก่ากว่าพุทธศาสนา บทความในศิลปวัฒนธรรมอธิบายว่าเมื่อราว 3,000 ปีก่อน ผู้คนในภูมิภาคนี้ปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ เชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในหินและคุ้มครองลูกหลาน

    เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ชาวบ้านนำธรรมเนียมเดิมมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนหินตั้งให้กลายเป็นเครื่องหมายเขตศักดิ์สิทธิ์ของสงฆ์ ยูเนสโกระบุว่าการปักเสมาบนภูพระบาทดำเนินต่อเนื่องราวสี่ศตวรรษ กรมศิลปากรเองก็มองว่าเสมาอีสานเป็นงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ซึ่งต่างจากเครื่องหมายเขตสงฆ์ในอินเดียและลังกา

    รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่าหินตั้งและใบเสมาส่วนใหญ่เป็นแผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดแหลม บางแห่งปักเดี่ยว บางแห่งปักล้อมพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างมีระเบียบ บางกลุ่มปักซ้อนกันทิศละ 3 หลัก และบางแห่งพบร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าหินเหล่านี้อาจเกี่ยวกับพิธีศพด้วย

    ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกู่นางอุสา ซึ่งเป็นศาสนสถานหินขนาดเล็กที่มีใบเสมาปักครบทั้งแปดทิศ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 14–16 การผสมกันระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับพุทธศาสนาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ภูพระบาทโดดเด่นในสายตาผู้เชี่ยวชาญ

    ตำนานนางอุสาและท้าวบารส

    ชาวบ้านผูกชื่อโขดหินบนภูพระบาทเข้ากับนิทานพื้นบ้านอีสานเรื่องอุสา-บารส ตามตำนาน นางอุสาเป็นสาวงามที่อยู่ในความดูแลของพญากงพาน นางร้อยมาลัยแล้วลอยน้ำไปเพื่อเสี่ยงหาคู่ ท้าวบารสเจ้าชายจากต่างเมืองเก็บมาลัยได้และตามหาจนพบนาง ทั้งสองแอบรักกันที่หอซึ่งนางพำนักอยู่

    เมื่อพญากงพานรู้ความ จึงท้าท้าวบารสแข่งสร้างวัดให้เสร็จภายในคืนเดียว โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามตำนาน ท้าวบารสใช้อุบายจนชนะ วัดของสองฝ่ายจึงได้ชื่อว่าวัดพ่อตาและวัดลูกเขย ส่วนตอนจบของเรื่องเป็นโศกนาฏกรรม นางอุสาถูกกลั่นแกล้งในเมืองของท้าวบารสจนหนีกลับบ้าน และคนรักทั้งสองต่างตรอมใจจนสิ้นชีวิต

    ชื่อสถานที่ในอุทยานจึงมาจากนิทานเรื่องนี้ เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา คอกม้าท้าวบารส วัดพ่อตา และวัดลูกเขย นี่เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังใช้อธิบายโขดหินประหลาด จึงควรอ่านในฐานะมรดกทางวรรณกรรมของท้องถิ่น

    สิ่งที่เห็นในอุทยาน

    หอนางอุสาเป็นจุดเด่นที่สุด เป็นหินรูปเห็ดขนาดใหญ่ หินก้อนบนกว้างราว 5 เมตร ยาวราว 7 เมตร ความสูงรวมราว 10 เมตร ใต้หินมีการก่อผนังและเจาะช่องคล้ายหน้าต่าง รอบหอมีใบเสมาปักล้อมอยู่

    กลุ่มวัดพ่อตาและวัดลูกเขยเป็นเพิงหินที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ภายในมีพระพุทธรูปสลักและใบเสมาโดยรอบ ส่วนคอกม้าท้าวบารสเป็นเพิงหินใหญ่ที่มีใบเสมาปักอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีถ้ำวัว ถ้ำคน ถ้ำพระ และรอยพระพุทธบาทหลังเต่า

    พระพุทธบาทบัวบกและศรัทธายุคหลัง

    บนภูพระบาทยังมีชั้นความศรัทธาที่ใหม่กว่าสมัยทวารวดีมาก จุดสำคัญที่สุดคือรอยพระพุทธบาทบัวบกในวัดพระพุทธบาทบัวบก ชื่อบัวบกนี้มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากชื่อสถานที่ในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานพระธาตุพนมที่เล่าถึงรอยพระพุทธบาทหลายแห่งในลุ่มน้ำโขง

    ตามประวัติที่เล่าต่อกันมา พระอาจารย์ศรีทัตถ์ ญาณสัมปันโน มาพบซากศาสนสถานเดิมแล้วชักชวนชาวพุทธช่วยกันบูรณะ เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2462 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2473 รอยพระบาทเป็นรอยเท้าขวา กว้างราว 92 เซนติเมตร ยาวราว 160 เซนติเมตร ลึกราว 75 เซนติเมตร ทำโดยฉาบปูนทับรอยเดิม

    นักวิชาการด้านคติชนบางท่าน เช่น ศ.ดร.ธีรวัฒน์ แสนคำ เสนอว่ารอยพระบาทแห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในรอยพระบาทที่ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับไว้ให้นาคบูชา ข้อเสนอนี้มาจากการตีความตำนาน และยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีช่วยกำหนดอายุ ทุกปีในเดือนมีนาคมมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกที่ผู้คนจากอีสานและลาวเดินทางมาร่วม

    เส้นทางสู่มรดกโลกและการดูแลรักษา

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอภูพระบาทขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566 ในขณะนั้นไทยมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพียง 3 แห่ง คือสุโขทัย อยุธยา และบ้านเชียง ก่อนที่ศรีเทพจะได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกัน และภูพระบาทตามมาในปีถัดไป

    ยูเนสโกรับรองภูพระบาทด้วยเกณฑ์สองข้อ เกณฑ์ที่ 3 คือเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประเพณีใบเสมา ส่วนเกณฑ์ที่ 5 คือเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่อย่างตั้งใจและกว้างขวาง พื้นที่มรดกโลกราว 586 เฮกตาร์ มีเขตกันชนอีกราว 599 เฮกตาร์

    ในทางกฎหมาย พื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองทั้งโดยพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. 2504 ที่แก้ไขใน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กรมศิลปากรจึงต้องทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569 ที่จัดทำโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรประกาศให้ภูพระบาทเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อราว พ.ศ. 2532 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงต้นทศวรรษ 2530 แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปี พ.ศ. 2534

    วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 46 ประกาศให้ภูพระบาทเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากเมืองโบราณศรีเทพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีก่อนหน้า หลังจากนั้นจำนวนผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นมาก การดูแลใบเสมาและภาพเขียนสีจากการสัมผัสและการกัดกร่อนจึงเป็นงานสำคัญของอุทยาน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) อ.บ้านผือ
    พิกัด 17.730814, 102.357573 (17°43′50.9″N 102°21′27.3″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในความดูแลของกรมศิลปากร มีศูนย์บริการข้อมูลและเส้นทางเดินเท้าวนผ่านหอนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอกม้าท้าวบารส และถ้ำภาพเขียนสี ควรเตรียมรองเท้าเดินป่าและไม่สัมผัสภาพเขียนสีหรือใบเสมา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 3,000 ปีก่อน: ประเพณีหินตั้ง. ผู้คนปักหินเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ ตามคำอธิบายของนักวิชาการ
    • ราว 3,000–2,000 ปีก่อน: ภาพเขียนสีบนเพิงหิน. คนยุคก่อนประวัติศาสตร์เขียนภาพคน สัตว์ และฝ่ามือ อายุยังเป็นการประเมิน
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. 7): พุทธศาสนาเข้ามา. ยูเนสโกระบุว่าพุทธศาสนาเข้าสู่พื้นที่ในช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): วัฒนธรรมเสมาทวารวดี. ดัดแปลงเพิงหินเป็นศาสนสถานและปักใบเสมาล้อมรอบ
    • พุทธศตวรรษที่ 14–16 (ค.ศ. 9–11): กู่นางอุสา. ศาสนสถานหินเล็กที่มีใบเสมาปักครบแปดทิศ
    • สมัยล้านช้าง: ศาสนสถานสืบเนื่อง. สลักพระพุทธรูปและใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
    • ไม่ทราบแน่ชัด: ตำนานอุสา-บารส. ชาวบ้านตั้งชื่อโขดหินตามนิทานพื้นบ้านอีสาน
    • พ.ศ. 2462–2473 (ค.ศ. 1919–1930): บูรณะพระพุทธบาทบัวบก. พระอาจารย์ศรีทัตถ์และชาวพุทธสร้างศาสนสถานครอบรอยพระบาท
    • ราว พ.ศ. 2532–2534 (ค.ศ. ราว 1989–1991): อุทยานประวัติศาสตร์. กรมศิลปากรจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): แผนแม่บท. เริ่มแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนา พ.ศ. 2565–2569
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ครม. เห็นชอบ. อนุมัติให้เสนอภูพระบาทต่อยูเนสโก
    • 27 ก.ค. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในฐานะประจักษ์พยานวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี

    รู้หรือไม่

    มรดกโลกแห่งที่ 5

    ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของไทย ต่อจากสุโขทัย อยุธยา บ้านเชียง และศรีเทพ

    เสมาอยู่ที่เดิม

    ใบเสมาจำนวนมากบนภูพระบาทยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งหาได้ยากในแหล่งอื่น

    ชื่อพ่อตาลูกเขย

    ชื่อวัดพ่อตาและวัดลูกเขยมาจากตำนานการแข่งสร้างวัดระหว่างพญากงพานกับท้าวบารส

    รอยพระบาทขนาดยักษ์

    รอยพระพุทธบาทบัวบกยาวราว 160 เซนติเมตรและลึกราว 75 เซนติเมตร เป็นรอยเท้าขวาที่ฉาบปูนทับรอยเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period – UNESCO
    2. Phu Phra Bat Historical Park – Wikipedia
    3. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – วิกิพีเดีย
    4. หอนางอุสา – วิกิพีเดีย
    5. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท – กรมศิลปากร
    6. Phu Phra Bat Historical Park – Atlas Obscura
    7. ทำไม ภูพระบาท ถึงเป็น แหล่งหินตั้ง ในวัฒนธรรมทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    8. วิวัฒนาการจาก หินตั้ง สู่ เสมา ผีและพุทธใน ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    9. รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์บน ภูพระบาท ทำไมถึงชื่อ พระบาทบัวบก – ศิลปวัฒนธรรม
    10. ครม. เห็นชอบเสนอ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก – Thai PBS
    11. ไขปริศนา ภาพเขียนสี ภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม
    12. ภาพเขียนสีภูพระบาท – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ภูพระบาท
    2014020508 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020506 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ภูพระบาท
    2014020509 Phu Phrabat W · Joachim Lutz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เพิงผาหลังโรงเรียน

    เพิงผาหลังโรงเรียน

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 1 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เพิงผาหินปูนในจังหวัดกระบี่ที่เก็บร่องรอยนักล่าสัตว์และเก็บของป่าย้อนหลังไปราว 40,000 ปี นับเป็นหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย · ราว 43,000–27,000 ปีก่อน และราว 9,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งหุบเขาแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
    ประเภทแหล่งเพิงผาหินปูน (rockshelter)
    ผู้ขุดค้นหลักดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas D. Anderson)
    ช่วงขุดค้นพ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985)
    อายุชั้นล่างสุดที่มีร่องรอยมนุษย์ราว 39,000–43,000 ปีก่อน
    วัฒนธรรมชั้นบนโฮบินเหียน และการฝังศพสมัยหินใหม่
    จำนวนชั้นดิน10 ชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ
    แหล่งร่วมสมัยใกล้เคียงถ้ำหมอเขียว และเพิงผาเขาโต๊ะช่อง จังหวัดกระบี่

    ชื่อแปลก ๆ กับที่ตั้งในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นเพิงผาหินปูนขนาดไม่ใหญ่นักในหุบเขาของแม่น้ำกระบี่ ทางฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้ ชื่อของแหล่งมาจากเรื่องง่าย ๆ คือเพิงผานี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    จังหวัดกระบี่มีภูเขาหินปูนตั้งโดดเรียงรายอยู่มาก ภูเขาเหล่านี้มีถ้ำและเพิงผาเป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ดี มนุษย์ยุคโบราณจึงใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างออกล่าสัตว์ เพิงผาหลังโรงเรียนตั้งอยู่บนที่สูง การขึ้นไปถึงต้องเดินตามทางชันหรือไต่ไปตามสันเขาแคบ ๆ

    หลักฐานสำคัญ

    • สะเก็ดหินและเครื่องมือหิน: เครื่องมือในชั้นดินลึกสุด อายุราว 39,000 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและกรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ร่องรอยเตาไฟ: เถ้าและถ่านจากกองไฟของคนในเพิงผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงผาหลังโรงเรียน กระบี่) ดูภาพถ่ายจริง

    การขุดค้นของดักลาส แอนเดอร์สัน

    ช่วง พ.ศ. 2526–2528 ศาสตราจารย์ดักลาส แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา เข้ามาสำรวจและขุดค้นเพิงผาแห่งนี้ เขาพบว่าดินในเพิงผาทับถมกันเป็นชั้นอย่างชัดเจน และมีถ่านจากกองไฟที่นำไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 ได้

    ผลการศึกษาตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อ พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการขุดค้นครั้งแรกในไทยที่พบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนตอนปลายซึ่งมีค่าอายุชัดเจน วางอยู่ใต้ชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนสมัยโฮโลซีนตอนต้นอย่างเป็นระเบียบ

    ต่อมาใน พ.ศ. 2550 แอนเดอร์สันร่วมกับคาเรน มูดาร์ ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์กระดูกสัตว์จากชั้นล่างของแหล่ง ทำให้เรารู้ว่าคนยุคนั้นกินอะไรและใช้ชีวิตอย่างไร

    เพิงผาเล็ก ๆ หลังโรงเรียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เก็บรอยกองไฟของมนุษย์ไว้นานกว่าสี่หมื่นปี

    ชั้นดินเล่าเรื่องสี่หมื่นปี

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นดินที่นี่ออกเป็นสิบชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ ถัดขึ้นมาเป็นชั้นที่มีถ่าน เครื่องมือหิน และกระดูกสัตว์อยู่รอบกองไฟ ถ่านจากชั้นเหล่านี้มีอายุราว 39,000 ปีก่อน และบางตัวอย่างเก่าถึงกว่า 43,000 ปี ส่วนชั้นไพลสโตซีนที่อายุน้อยที่สุดมีอายุราว 27,000 ปีก่อน

    เหนือขึ้นไปมีชั้นที่เต็มไปด้วยเศษหินปูนแตก นักวิชาการตีความว่าเพดานเพิงผาเคยพังถล่มลงมา หลังจากนั้นมีช่วงที่ไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน ก่อนที่มนุษย์จะกลับมาใช้เพิงผาอีกครั้งเมื่อราว 9,000 ปีก่อน ในช่วงนี้พบกองไฟจำนวนมากพร้อมเถ้าและเศษอาหาร

    ชั้นบนสุดเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเป็นที่ฝังศพ พบหลุมศพหลายหลุม บางร่างฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว บางร่างงอเข่า และบางหลุมเป็นการฝังครั้งที่สอง ภาชนะดินเผาที่พบในหลุมศพมีอายุราว 5,000–3,000 ปีก่อน

    เครื่องมือหินและอาหารของนักล่ายุคน้ำแข็ง

    เครื่องมือหินในชั้นไพลสโตซีนมีไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็นสะเก็ดหินที่กะเทาะจากหินหลายชนิด เช่น หินเชิร์ต หินปูนที่แทรกด้วยซิลิกา และหินจากแหล่งน้ำพุร้อน ขอบของสะเก็ดถูกแต่งให้คมสำหรับตัดและขูด นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแกนหินขนาดเล็กที่แต่งขอบด้านเดียวให้เป็นฟันเลื่อย

    เครื่องมือเหล่านี้เบาและพกพาง่าย เหมาะกับคนที่ย้ายที่อยู่บ่อย ต่างจากชั้นโฮบินเหียนด้านบน ซึ่งวัฒนธรรมนี้โดยทั่วไปมีเครื่องมือเด่นคือหินกรวดแม่น้ำที่กะเทาะหน้าเดียว นักวิชาการยังสังเกตว่าที่เพิงผาหลังโรงเรียนพบเศษจากการกะเทาะน้อยมาก แสดงว่าคนอาจทำเครื่องมือที่อื่นแล้วนำติดตัวมา

    กระดูกสัตว์ในชั้นล่างมีทั้งวัวป่าและกวาง และในชั้นอายุราว 27,000 ปีก่อนยังพบกระดูกช้าง แต่เต่าและตะพาบคือสัตว์ที่พบมากที่สุด ส่วนลิงที่อาศัยบนต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากในป่าแถบนี้ กลับพบน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกนก ปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลเล็กน้อย และเปลือกหอยทาก

    มูดาร์และแอนเดอร์สันเปรียบเทียบกับถ้ำนีอาห์ในเกาะบอร์เนียวและถ้ำหมอเขียวในกระบี่ ซึ่งมีคนอยู่ต่อเนื่องนานกว่า แล้วสรุปว่าเพิงผาหลังโรงเรียนถูกใช้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว เหมือนจุดแวะพักบนเส้นทางเดินทางตามฤดูกาล

    สิ่งที่พบและชีวิตของคนโบราณ

    ในชั้นไพลสโตซีนพบกระดูกเต่าและตะพาบจำนวนมาก รวมทั้งกระดูกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกระดูกปลาเล็กน้อย สิ่งที่น่าแปลกคือแทบไม่พบกระดูกหมูป่า ซึ่งต่างจากแหล่งร่วมสมัยอื่นในภูมิภาค

    มูดาร์และแอนเดอร์สันสรุปว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งหลักแหล่งถาวร พวกเขาเป็นนักหาอาหารที่เคลื่อนย้ายไปมาตามฤดูกาลระหว่างพื้นที่ในแผ่นดินกับชายฝั่ง และแวะมาพักที่เพิงผานี้เป็นครั้งคราว ส่วนในชั้นโฮโลซีนเริ่มพบเปลือกหอยทะเล แสดงว่าคนรุ่นหลังนำอาหารจากชายฝั่งเข้ามากินด้วย

    ของในหลุมศพชั้นบนมีภาชนะดินเผาทรงพาน มีเชิงสูง ตกแต่งด้วยลายขีดไขว้ คล้ายภาชนะที่พบที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบขวานหินขัดฝีมือประณีตวางคู่กับศพหนึ่งร่าง

    จากที่พักกลายเป็นสุสาน

    ในชั้นโฮโลซีนตอนต้น คนที่กลับมาใช้เพิงผาเริ่มเก็บหอยมากิน หอยทะเลในชั้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงราวหลัง 7,500 ปีก่อน แล้วจึงลดลง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นหลังยุคน้ำแข็ง

    รายงานการขุดค้นฉบับปี พ.ศ. 2533 บรรยายหลุมศพสี่กลุ่มอย่างละเอียด หลุมที่ 1 ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว พร้อมภาชนะทรงพานมีเชิง หลุมที่ 2 และ 3 เป็นการฝังครั้งที่สอง มีกระดูกของคนสองถึงสามคนกระจายอยู่กับเศษภาชนะลายเชือกทาบก้นกลม ส่วนหลุมที่ 4 ฝังแบบงอเข่า พร้อมภาชนะทรงพานและขวานหรือผึ่งหินขัด

    ภาชนะทรงพานในหลุมที่ 1 และ 4 มีผิวเรียบ เผาไฟไม่สม่ำเสมอ และมีรูปทรงคล้ายภาชนะจากบ้านเก่าในกาญจนบุรี ต่อมาในบทความปี พ.ศ. 2548 แอนเดอร์สันระบุว่าชั้นบนสุดของแหล่งมีหลุมศพมากกว่า 20 หลุม บางหลุมบุด้วยท่อนไม้คล้ายโลงศพ บางหลุมเป็นเพียงหลุมดินธรรมดา ตัวเลขที่ต่างกันนี้น่าจะมาจากการนับรวมหลุมศพทั้งหมดที่ขุดพบ ไม่เฉพาะกลุ่มที่บรรยายละเอียด

    แอนเดอร์สันชี้ว่าการใช้เพิงผาเป็นสุสานแยกจากการใช้ชีวิตประจำวัน คือคนในช่วงนี้ไม่ได้พักอาศัยในที่เดียวกับที่ฝังศพ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญ

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์สมัยใหม่เดินทางเข้ามาถึงคาบสมุทรมลายูตอนบนตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบันมาก ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างออกไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้

    แหล่งนี้ยังช่วยให้นักวิชาการเห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคไพลสโตซีนมาสู่โฮโลซีน คือจากโลกยุคน้ำแข็งไปสู่โลกที่อุ่นขึ้น และจากสังคมนักล่าสัตว์ไปสู่ชุมชนที่ใช้ภาชนะดินเผาและฝังศพอย่างมีพิธีกรรม เพิงผาเล็ก ๆ แห่งเดียวจึงเก็บเรื่องราวไว้หลายหมื่นปี

    เพื่อนบ้านในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนไม่ได้เป็นแหล่งเดียวในกระบี่ที่เก็บเรื่องยุคน้ำแข็งไว้ แอนเดอร์สันจัดให้ที่นี่กับถ้ำหมอเขียวเป็นสองแหล่งหลักของภาคใต้ไทยที่มีหลักฐานการใช้ถ้ำในปลายยุคไพลสโตซีน โดยชั้นล่างสุดของถ้ำหมอเขียวน่าจะเก่ากว่า 25,800 ปีก่อน

    ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ทีมของเบน มาร์วิก ขุดค้นเพิงผาเขาโต๊ะช่องใกล้เมืองกระบี่ พบว่าคนที่นั่นเก็บหอยน้ำจืดมากที่สุดเมื่อราว 13,000 ปีก่อน และกินเต่ากับตะพาบมากตลอดช่วงเวลา คล้ายกับเพิงผาหลังโรงเรียน ขณะที่ถ้ำหมอเขียวและถ้ำซาไกพบกระดูกเต่าน้อยมาก

    การเปรียบเทียบหลายแหล่งแบบนี้ทำให้เห็นว่านักล่าสัตว์และเก็บของป่าในภาคใต้ไม่ได้มีวิถีเดียวกันหมด แต่ละกลุ่มเลือกอาหารและวิธีใช้พื้นที่ต่างกันตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

    ข้อถกเถียงและสิ่งที่ยังต้องศึกษา

    ค่าอายุที่เก่าที่สุดราว 43,000–45,000 ปีมาจากชั้นที่มีหินเพดานถล่ม นักวิชาการบางส่วนจึงระมัดระวังว่าถ่านในชั้นนั้นอาจปะปนมาจากที่อื่น ตัวเลขที่ใช้กันอย่างมั่นใจกว่าคือราว 39,000 ปีก่อน

    สื่อบางแห่งเคยเขียนว่าพบกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่นี่ ข้อความนี้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ งานตีพิมพ์ของผู้ขุดค้นกล่าวถึงเครื่องมือหิน กองไฟ และกระดูกสัตว์ในชั้นไพลสโตซีน โดยไม่ได้ระบุว่าพบนีแอนเดอร์ทัล นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชั้นสมัยไพลสโตซีนกับโฮโลซีนก็ยังเป็นคำถามที่นักวิจัยรุ่นหลังพยายามหาคำตอบจากแหล่งใกล้เคียง เช่น ถ้ำหมอเขียว และเขาโต๊ะช่อง

    พิกัดและการนำทาง

    เพิงผาหลังโรงเรียน บ้านทับพริก อ.เมืองกระบี่
    พิกัด 8.180369, 98.880618 (8°10′49.3″N 98°52′50.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เพิงผาหลังโรงเรียนอยู่ในจังหวัดกระบี่ ตัวแหล่งเป็นเพิงผาบนภูเขาหินปูนที่ต้องเดินขึ้นทางชัน ไม่มีการจัดแสดงถาวรในพื้นที่ ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต หรือหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง และศึกษาเรื่องราวโบราณคดีกระบี่เพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: ค่าอายุเก่าที่สุด. ถ่านจากชั้นล่างให้ค่าอายุกว่า 43,000 ปี แต่ยังมีข้อสงสัยเรื่องการปะปน
    • ราว 39,000 ปีก่อน: นักล่าสัตว์แวะพัก. กองไฟ เครื่องมือหิน และกระดูกเต่าในชั้นไพลสโตซีน
    • ราว 27,000 ปีก่อน: ร่องรอยชั้นไพลสโตซีนสุดท้าย. พบกระดูกช้าง หลังจากนั้นเพดานเพิงผาถล่มและไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน
    • ราว 25,800 ปีก่อนหรือเก่ากว่า: ถ้ำหมอเขียวมีคนใช้. แหล่งเพื่อนบ้านในกระบี่ที่มีหลักฐานยุคน้ำแข็ง
    • ราว 13,000 ปีก่อน: คนที่เขาโต๊ะช่องเก็บหอยมากที่สุด. หลักฐานวิถีหาอาหารที่หลากหลายในกระบี่
    • ราว 9,000 ปีก่อน: คนกลับมาอีกครั้ง. วัฒนธรรมโฮบินเหียน กองไฟจำนวนมากและเปลือกหอยทะเล
    • หลังราว 7,500 ปีก่อน: หอยทะเลลดลง. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง
    • ราว 5,000–3,000 ปีก่อน: กลายเป็นที่ฝังศพ. หลุมศพพร้อมภาชนะดินเผาทรงพานและขวานหินขัด
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้น. ดักลาส แอนเดอร์สัน สำรวจและขุดค้นแหล่ง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรายงานการขุดค้นออกโดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): ทบทวนการใช้ถ้ำในภาคใต้. แอนเดอร์สันเปรียบเทียบหลังโรงเรียนกับถ้ำหมอเขียว
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): วิเคราะห์กระดูกสัตว์. มูดาร์และแอนเดอร์สันเสนอว่าผู้ใช้เพิงผาเป็นนักหาอาหารที่ย้ายที่ตามฤดูกาล
    • มิ.ย.–ก.ค. พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ขุดค้นเขาโต๊ะช่อง. ทีมมาร์วิกขุดแหล่งใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ

    รู้หรือไม่

    ชื่อมาจากโรงเรียนจริง ๆ

    คำว่าหลังโรงเรียนในชื่อแหล่งหมายถึงตำแหน่งของเพิงผาที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนหมู่บ้าน นักโบราณคดีทั่วโลกจึงรู้จักแหล่งนี้ด้วยคำไทยว่า Lang Rongrien

    เมนูหลักคือเต่า

    กระดูกในชั้นไพลสโตซีนเป็นเต่าและตะพาบจำนวนมาก แต่แทบไม่มีหมูป่า ต่างจากแหล่งร่วมสมัยหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทะเลเคยอยู่ไกลกว่านี้

    เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างจากเพิงผามากกว่าทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter (Wikipedia)
    2. Lang Rongrien Rockshelter, Penn Museum Publications
    3. Mudar & Anderson 2007, Asian Perspectives 46(2)
    4. Anderson, Asian Perspectives 44(1)
    5. Bangkok Post: Krabi travel feature
    6. Conrad et al. 2013, Thai Natural History Museum Journal
    7. Hoabinhian – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เพิงผาหลังโรงเรียน
    Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ยอร์ช เซเดส์

    ยอร์ช เซเดส์

    ภาพประกอบ: George Coedès · Chrispasuk, for the Siam Society · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    นักจารึกและนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เคยดูแลหอพระสมุดวชิรญาณในกรุงเทพฯ และเป็นผู้ประกาศการมีอยู่ของศรีวิชัยต่อโลกวิชาการ · พ.ศ. 2429–2512 (ค.ศ. 1886–1969)

    เกิด10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) กรุงปารีส
    เสียชีวิต2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) เมืองเนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส
    งานในสยามผู้อำนวยการหอพระสมุดวชิรญาณ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918)
    ผลงานเด่นLe Royaume de Çrīvijaya (พ.ศ. 2461) และ The Indianized States of Southeast Asia
    สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946)
    เกียรติยศจากสยามตราช้างเผือกชั้นที่ 3 พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)
    ครอบครัวบิดาเป็นนายธนาคาร ปู่เป็นจิตรกร สมรสกับเนียง เยา ชาวกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473
    บทบาทในราชบัณฑิตยสภาเลขาธิการ พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929)

    ภูมิหลัง: นักภาษาโบราณจากปารีส

    ยอร์ช เซเดส์ เกิดที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ตั้งแต่วัยหนุ่มเขาสนใจภาษาสันสกฤตและโบราณคดีของเอเชีย และได้เรียนที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นสูงในปารีส

    บทความวิชาการชิ้นแรก ๆ ของเขาตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ขณะอายุราว 20 ปี เป็นการศึกษาจารึกปราสาทตาพรหมในกัมพูชา ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เขาได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ หรือ EFEO ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของฝรั่งเศสในอินโดจีน

    หลักฐานสำคัญ

    • เหรียญศรีทวารวดี: เหรียญที่เซเดส์อ่านจารึกและตีพิมพ์ ยืนยันชื่อทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ผลงาน The Indianized States: หนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นักวิชาการใช้มาหลายทศวรรษ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ห้องสมุดทั่วโลก) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัว การศึกษา และเส้นทางสู่ตะวันออก

    ตระกูลเซเดส์ตั้งรกรากแถบสตราสบูร์กมาตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 1740 ปู่ของเขาคือหลุยส์-เออแฌน เซเดส์ เป็นจิตรกร ส่วนบิดาชื่ออิปโปลิต เซเดส์ ทำงานด้านการธนาคาร มารดาชื่อมารี กาแรต ครอบครัวนี้จึงเป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะ ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับเอเชียมาก่อน

    เซเดส์เรียนที่ลีเซการ์โนในปารีส และเรียนภาษาเยอรมันจนได้ประกาศนียบัตรใน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) เคยสอนภาษาเยอรมันที่ลีเซกงดอร์เซ และไปอยู่เยอรมนีหนึ่งปีระหว่าง ค.ศ. 1908–1909 ขณะเดียวกันเขาเรียนสันสกฤต โบราณคดี และประติมานวิทยากับอาลเฟรด ฟูเช ที่สถาบันอุดมศึกษาภาคปฏิบัติ และจบใน พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ด้วยงานเรื่องภาพสลักที่นครวัด

    หลังได้เป็นนักวิจัยของ EFEO และเดินทางไปกัมพูชาในปลาย พ.ศ. 2454 เขาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์อินโดจีนของ EFEO ตั้งแต่ พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ต่อมาใน พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เขาสมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ชีวิตส่วนตัวและงานของเขาจึงผูกพันกับภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง

    อาณาจักรศรีวิชัยที่หายไปจากความทรงจำหลายร้อยปี กลับมามีชื่ออีกครั้งจากบทความวิชาการเพียงชิ้นเดียวใน พ.ศ. 2461

    ผลงานในสยาม: หอพระสมุดวชิรญาณ

    ปลาย พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) เซเดส์เข้ารับราชการในสยาม แทนออสการ์ ฟรังก์เฟอร์เตอร์ ที่หอพระสมุดวชิรญาณ และได้เป็นผู้อำนวยการหอสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) หอสมุดแห่งนี้คือต้นกำเนิดของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน

    ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ ราว 11 ปี เขาทำงานใกล้ชิดกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทั้งด้านหอสมุด จารึก และโบราณวัตถุ เขาเป็นบรรณาธิการวารสารสยามสมาคมในทศวรรษ 1920 และได้รับพระราชทานตราช้างเผือกชั้นที่ 3 ใน พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)

    งานสำคัญอีกชิ้นคือการอ่านและแปลจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นภาษาฝรั่งเศส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ซึ่งเป็นฉบับที่นักวิชาการใช้อ้างอิงอยู่นานหลายสิบปี นอกจากนี้เขายังเขียนเรื่องต้นราชวงศ์สุโขทัย การขุดค้นที่พงตึก และแปลเอกสารตำนานของล้านนาด้วย ระบบถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันที่เขาวางไว้ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญใช้กันอยู่

    ประชุมจารึกสยามและราชบัณฑิตยสภา

    ผลงานที่ส่งผลต่อวงวิชาการไทยมากที่สุดของเซเดส์คือการรวบรวมจารึกในสยามอย่างเป็นระบบ ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เขาตีพิมพ์ Recueil des inscriptions du Siam ภาคแรก ว่าด้วยจารึกสุโขทัย นับเป็นการรวบรวมจารึกไทยฉบับสมบูรณ์ครั้งแรก และภาคต่อมาใน พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ว่าด้วยจารึกทวารวดี ศรีวิชัย และละโว้ งานชุดนี้เป็นรากฐานของหนังสือประชุมศิลาจารึกฉบับภาษาไทยที่นักศึกษารุ่นหลังใช้อ้างอิง

    เขาทำหน้าที่ดูแลหอพระสมุดวชิรญาณช่วง พ.ศ. 2461–2469 (ค.ศ. 1918–1926) และเมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เขาได้เป็นเลขาธิการราชบัณฑิตยสภาระหว่าง พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929) ทำงานภายใต้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา

    ความร่วมมือนี้ทำให้งานของทั้งสองฝ่ายเสริมกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีความรู้เรื่องตำนาน พงศาวดาร และพื้นที่จริงในสยาม ส่วนเซเดส์มีความเชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณและภาษาสันสกฤต จดหมายที่ทั้งสองติดต่อกันยังเป็นแหล่งข้อมูลที่นักวิชาการรุ่นหลังนำมาศึกษา

    ศรีวิชัย พ.ศ. 2461: อาณาจักรที่ถูกลืม

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เซเดส์ตีพิมพ์บทความ Le Royaume de Çrīvijaya ในวารสารของ EFEO เขาเชื่อมชื่อที่ปรากฏในจารึกภาษามลายูโบราณบนเกาะสุมาตรา เข้ากับชื่อแคว้นที่ปรากฏในเอกสารจีน และเสนอว่าเคยมีอาณาจักรทางทะเลชื่อศรีวิชัยที่มีอำนาจกว้างขวาง

    ก่อนหน้านั้น ศรีวิชัยแทบถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์ บทความนี้จึงถือเป็นการค้นพบศรีวิชัยอีกครั้ง และทำให้จารึกที่พบในภาคใต้ของไทย เช่น จารึกวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช ถูกนำมาอ่านในบริบทใหม่

    ข้อเสนอของเขากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องที่ตั้งศูนย์กลางของศรีวิชัย ความเห็นส่วนใหญ่ชี้ไปที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ส่วนนักวิชาการบางท่านเสนอไชยาในภาคใต้ของไทย แม้ข้อเสนอหลังจะไม่ได้รับการยอมรับกว้างขวางนัก

    ทวารวดีและเหรียญที่มีชื่อเมือง

    เซเดส์มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาทวารวดีด้วย เขาวางลำดับอายุของโบราณวัตถุจากการขุดค้นที่พงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ใน พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) แม้ต่อมานักวิชาการรุ่นหลังจะกำหนดอายุของวัตถุหลายชิ้นใหม่

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพบเหรียญเงินขนาดเล็กใต้ซากเจดีย์ที่เนินหิน จังหวัดนครปฐม บนเหรียญมีจารึกอักษรพราหมีที่กล่าวถึงบุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี ต่อมาพบเหรียญแบบนี้อีกหลายแห่ง เช่น อู่ทอง และสิงห์บุรี เหรียญเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าชื่อทวารวดีเป็นชื่อที่คนในดินแดนนี้ใช้จริง

    เซเดส์ตีพิมพ์งานเรื่องการค้นพบทางเหรียญกษาปณ์ในสยามที่เกี่ยวกับทวารวดีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ทั้งเขาและปีเตอร์ สกิลลิง นักวิชาการรุ่นหลัง ต่างเห็นว่าเหรียญเหล่านี้น่าจะเป็นวัตถุที่ฝังในพิธีกรรมมากกว่าเงินที่ใช้ซื้อขาย แต่สกิลลิงเสนอวิธีแบ่งคำอ่านบนเหรียญต่างจากที่เคยอ่านกันมา

    EFEO และรัฐที่รับอารยธรรมอินเดีย

    พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เซเดส์ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึง พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ช่วงนี้เขาทำงานใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง คือชุด Inscriptions du Cambodge จำนวน 8 เล่ม ซึ่งรวบรวม อ่าน และแปลจารึกเขมรกว่าหนึ่งพันหลัก

    ใน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขาตีพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์โบราณของรัฐที่รับอารยธรรมฮินดูในตะวันออกไกล และปรับปรุงพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง ฉบับแปลภาษาอังกฤษชื่อ The Indianized States of Southeast Asia ออกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) หนังสือเล่มนี้เป็นตำราพื้นฐานของวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาหลายสิบปี

    หลังออกจาก EFEO เขากลับไปอยู่ปารีส สอนหนังสือ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์แห่งฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) อายุ 83 ปี

    เลขศูนย์ นครวัด และงานช่วงหลัง

    ระหว่างทำงานกับจารึกเขมร เซเดส์ได้อ่านจารึกหลักหนึ่งจากสมโบร์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า K-127 จารึกนี้มีศักราช 605 ซึ่งเขียนตัวเลขศูนย์เป็นจุด และตรงกับ พ.ศ. 1226 (ค.ศ. 683) เมื่อเขาเผยแพร่ใน พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) จารึกนี้จึงกลายเป็นหลักฐานการใช้เลขศูนย์ในระบบตัวเลขแบบปัจจุบันที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่รู้จัก

    เขายังเขียนงานเพื่อคนทั่วไปด้วย เช่น Pour mieux comprendre Angkor ใน พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ซึ่งอธิบายความหมายของปราสาทนครวัดและนครธม และ Les Peuples de la péninsule indochinoise ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Making of South East Asia ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    หลังกลับฝรั่งเศส ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เขาได้เป็นภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์แดนเนอรีในปารีส และสอนที่โรงเรียนภาษาตะวันออก รวมถึงสอนภาษาไทย เขาได้รับรางวัลโตร์เลจากสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์ใน พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) และเป็นนายกสมาคมเอเชียติกแห่งฝรั่งเศสช่วง พ.ศ. 2508–2512 (ค.ศ. 1965–1969) จนถึงปีที่เสียชีวิต

    มรดกและข้อวิจารณ์

    งานของเซเดส์วางโครงประวัติศาสตร์ยุคโบราณของไทยและเพื่อนบ้านไว้มาก ทั้งชื่ออาณาจักร ลำดับกษัตริย์ และคำอ่านจารึกจำนวนมหาศาล นักศึกษาประวัติศาสตร์ไทยแทบทุกรุ่นจึงต้องผ่านงานของเขา

    แต่แนวคิดเรื่องรัฐที่รับอารยธรรมอินเดียก็ถูกทบทวนมากขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังไม่ยอมรับภาพที่วัฒนธรรมอินเดียไหลเข้ามาทั้งก้อนอีกต่อไป และเน้นว่าคนท้องถิ่นเลือกรับและปรับวัฒนธรรมเหล่านั้นให้เป็นของตนเอง นอกจากนี้ ทัตสึโอะ โฮชิโนะ ยังวิจารณ์ว่าเซเดส์ให้ความสำคัญกับอินโดจีนตอนเหนือน้อยเกินไป

    ถึงอย่างนั้น ข้อวิจารณ์เหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เซเดส์รวบรวมไว้ งานของเขาจึงยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ แม้คำตอบหลายข้อจะเปลี่ยนไปแล้ว

    ข้อเสนอของเซเดส์ถูกทดสอบอย่างไร

    ข้อเสนอเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราเคยถูกท้าทายหลายครั้ง แต่ในบทความใน วารสารสยามสมาคม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ปีแยร์-อีฟ มองแกง นักโบราณคดีผู้ขุดค้นที่ปาเล็มบัง สรุปว่างานโบราณคดีในสุมาตรารุ่นหลังยืนยันความเชื่อของเซเดส์ว่าศูนย์กลางทางการเมืองของศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราตะวันออกเฉียงใต้ แม้ยังมีหลายด้านของรัฐนี้ที่เซเดส์ไม่ได้ศึกษา

    อีกเรื่องที่ถูกทบทวนคือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเซเดส์อ่านและยอมรับว่าเป็นจารึกสมัยสุโขทัย ในทศวรรษ 2530 นักวิชาการบางท่าน เช่น พิริยะ ไกรฤกษ์ และไมเคิล วิคเคอรี ตั้งคำถามถึงอายุและที่มาของจารึก ขณะที่นักวิชาการอีกจำนวนมากยังยืนยันความเป็นของแท้ การถกเถียงนี้แสดงว่าคำอ่านของเซเดส์ยังเป็นจุดตั้งต้นที่ทุกฝ่ายต้องกลับไปใช้

    วารสารสยามสมาคมฉบับเดียวกันยังมีบทความชีวประวัติเซเดส์โดยฌอง บัฟฟี ซึ่งใช้จดหมายที่ไม่เคยตีพิมพ์และเอกสารภาษาไทย แสดงให้เห็นว่ากว่าห้าสิบปีหลังการเสียชีวิต นักวิชาการยังสนใจทั้งงานและชีวิตของเขา ทั้งในฐานะผู้วางรากฐานและในฐานะบุคคลในยุคอาณานิคมที่ควรศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ

    ไทม์ไลน์

    • 10 ส.ค. 2429 (ค.ศ. 1886): เกิดที่กรุงปารีส
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): บทความเรื่องจารึกตาพรหม. งานวิชาการชิ้นแรก ๆ ขณะอายุราว 20 ปี
    • 24 ต.ค. 2454 (ค.ศ. 1911): เข้าร่วม EFEO. ได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ
    • ปลาย พ.ศ. 2460–2461 (ค.ศ. 1917–1918): หอพระสมุดวชิรญาณ. เข้ารับราชการในสยามและเป็นผู้อำนวยการหอสมุด
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): Le Royaume de Çrīvijaya. ประกาศการมีอยู่ของอาณาจักรศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): แปลจารึกพ่อขุนรามคำแหง. ฉบับภาษาฝรั่งเศสที่ใช้อ้างอิงกันนาน
    • พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929): เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา. ทำงานร่วมกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ลำดับอายุโบราณวัตถุพงตึก. งานสำคัญต่อการศึกษายุคทวารวดีตอนต้น
    • พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946): ผู้อำนวยการ EFEO. ทำงานชุดจารึกเขมร 8 เล่ม
    • พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931): เผยแพร่จารึก K-127. หลักฐานการใช้เลขศูนย์ที่เก่าแก่มาก ศักราชตรงกับ ค.ศ. 683
    • พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ประวัติศาสตร์รัฐที่รับอารยธรรมฮินดู. ฉบับแปลภาษาอังกฤษออกใน พ.ศ. 2511
    • 14 ก.พ. 2501 (ค.ศ. 1958): สมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์. ได้รับเลือกเข้าสถาบันวิชาการสำคัญของฝรั่งเศส
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): งานเรื่องเหรียญทวารวดี. ศึกษาเหรียญเงินที่มีชื่อศรีทวารวดี
    • 2 ต.ค. 2512 (ค.ศ. 1969): เสียชีวิต. ที่เนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส

    รู้หรือไม่

    ภาษาไทยของเซเดส์

    หลังกลับฝรั่งเศส เซเดส์ยังสอนภาษาไทยในปารีส และระบบถอดอักษรไทยที่เขาวางไว้ยังใช้กันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ

    ศูนย์ที่เก่าแก่

    งานอ่านจารึกเขมรของเซเดส์ทำให้โลกรู้ว่าจารึกเขมรหลักหนึ่งมีการใช้เลขศูนย์ ซึ่งเป็นหลักฐานการใช้ศูนย์ที่เก่าแก่มากของระบบตัวเลขสมัยใหม่

    งานเรื่องชัยวรมันที่ 7

    เซเดส์เป็นผู้เสนอว่าประติมากรรมรูปบุคคลจากปราสาทพิมายคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเขียนหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์องค์นี้ใน พ.ศ. 2478

    ภรรยาชาวกัมพูชา

    เซเดส์สมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473 ปีถัดจากที่เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. George Cœdès (Wikipedia)
    2. George Cœdès (Wikipédia ภาษาฝรั่งเศส)
    3. Srivijaya (Wikipedia)
    4. Dvaravati (Wikipedia)
    5. Nakhon Pathom (Wikipedia)
    6. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
    7. Greater India (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    10. Who Was Who in Indology: CŒDÈS, George
    11. Baffie: George Cœdès (1886–1969) A Life in Service of Southeast Asian Studies (JSS 113.2, 2025)
    12. Manguin: George Cœdès and Śrīvijaya, From Epigraphy to Archeology (JSS 113.2, 2025)
    13. EFEO: Inscriptions du Cambodge (สิ่งพิมพ์ EFEO)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ยอร์ช เซเดส์
    จารึกพ่อขุนรามคำแหง Ram Khamhaeng Inscription 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ยอร์ช เซเดส์
    Prasasti Kedukan Bukit 3 · Gunawan Kartapranata · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เงินยางและพะเยา

    เงินยางและพะเยา

    ภาพประกอบ: Chiang Saen City Wall · Shuuranattha "Caphtaain" Ashvajayajita · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สองบ้านเมืองของคนไทในแอ่งเชียงราย-พะเยา ที่ตำนานเล่าว่าสืบเชื้อสายเดียวกัน เป็นบ้านเกิดของพญามังรายและพญางำเมือง และเป็นรากฐานก่อนการกำเนิดอาณาจักรล้านนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 17–19 (ตามตำนานย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 12)

    เงินยางหิรัญนครเงินยาง ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน แถบแม่สายถึงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
    ผู้สร้างตามตำนานลาวจักราช หรือปู่เจ้าลาวจก ผู้นำจากดอยตุง
    พะเยาภูกามยาว ริมกว๊านพะเยา ตามตำนานสร้างโดยขุนจอมธรรม
    กษัตริย์เด่นพญามังราย แห่งเงินยาง และพญางำเมือง แห่งพะเยา
    สามกษัตริย์พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ทำไมตรีกันราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287)
    แหล่งข้อมูลหลักตำนานสิงหนวัติ พงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานเมืองพะเยา

    แอ่งที่ราบระหว่างดอยกับแม่น้ำโขง

    ทางเหนือสุดของประเทศไทย มีที่ราบลุ่มหลายแอ่งที่ถูกล้อมด้วยทิวเขา แอ่งเชียงรายอยู่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ส่วนแอ่งพะเยาอยู่รอบหนองน้ำใหญ่ที่ปัจจุบันเรียกว่ากว๊านพะเยา พื้นที่เหล่านี้เหมาะกับการทำนาลุ่ม และเชื่อมต่อกับดินแดนสิบสองปันนาและลาวทางเหนือได้ง่าย

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 แอ่งเหล่านี้กลายเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองคนไทยวน ซึ่งปกครองด้วยระบบเมืองและหัวเมืองเครือญาติ เมืองสำคัญสองแห่งคือหิรัญนครเงินยาง ในลุ่มแม่น้ำโขง และพะเยา ริมกว๊าน

    เรื่องราวของทั้งสองเมืองแทบทั้งหมดมาจากตำนานและพงศาวดารที่เขียนขึ้นภายหลัง เช่น ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานเมืองพะเยา เอกสารเหล่านี้บางครั้งเล่าไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องลำดับกษัตริย์และปีศักราช จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    ตำนานลาวจักราชกับหิรัญนครเงินยาง

    ตามตำนาน ลาวจักราช หรือปู่เจ้าลาวจก เป็นผู้นำชาวลัวะจากดอยตุง ลงมาสร้างเมืองที่เวียงพางคำแล้วเรียกว่าหิรัญนคร ตำนานกำหนดปีไว้ราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่าตำนานให้ลาวจักราชครองเมืองนานกว่าร้อยปี จึงอาจเป็นชื่อตำแหน่งที่สืบต่อกันหลายรุ่น มากกว่าจะเป็นคนคนเดียว

    ตำนานเชื่อมเมืองนี้กับภูมิประเทศรอบตัว ดอยสามลูกคือดอยตุง ดอยย่าเถ้า และดอยจ้อง ถูกเล่าว่าเป็นปู่เจ้าลาวจก ภรรยา และบุตร ซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปเรียกเทือกเขานี้ว่าดอยนางนอน ศูนย์กลางของเงินยางตามตำนานจึงอยู่แถบเชิงดอยในอำเภอแม่สาย ก่อนจะเชื่อมโยงไปทางเชียงแสน

    ตำนานยังเล่าว่าราชวงศ์ลาวปกครองเครือข่ายเมืองหลายสิบแห่งในลักษณะมณฑล และบางช่วงแตกออกเป็นหลายส่วนตามโอรสที่แยกไปครองเมือง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในตำนานที่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัย เช่น จารึก มายืนยัน

    ก่อนจะมีเชียงใหม่ มีเงินยางริมโขงและพะเยาริมกว๊าน สองเมืองที่ตำนานผูกไว้ด้วยสายเลือดเดียวกัน

    พะเยา: บ้านเมืองริมกว๊าน

    ตำนานเมืองพะเยาเล่าว่า ลาวเงินเรืองแห่งเงินยางส่งขุนจอมธรรม โอรสองค์หนึ่ง ลงมาฟื้นฟูเมืองร้างริมหนองน้ำ แล้วสร้างเมืองใหม่ขึ้น ปีที่สร้างเมืองในเอกสารแต่ละฉบับต่างกันมาก ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1037 ไปจนถึง ค.ศ. 1131 เราจึงรู้เพียงว่าพะเยาน่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17

    ชื่อเมืองมีผู้อธิบายว่ามาจากภูกามยาว ซึ่งเป็นชื่อทิวเขาที่เมืองตั้งอยู่ปลายสุด ตำนานเล่าต่อว่า ขุนเจื๋อง โอรสของขุนจอมธรรม เป็นวีรบุรุษที่ยกทัพไปช่วยเงินยางรบกับศัตรู และได้ครองทั้งสองเมือง เรื่องของขุนเจื๋องเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในล้านนาและลาว

    ความผูกพันทางเครือญาติระหว่างพะเยากับเงินยางในตำนาน อาจสะท้อนความจริงว่าชนชั้นนำของสองแอ่งแต่งงานและเป็นพันธมิตรกันมานาน ก่อนที่ความสัมพันธ์นี้จะเปลี่ยนไปเมื่อเงินยางเติบโตเป็นล้านนา

    พญามังรายจากเงินยางสู่เชียงใหม่

    พญามังรายเป็นกษัตริย์องค์สำคัญที่สุดของเงินยาง ตามพงศาวดาร พระองค์ประสูติราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) เป็นโอรสของลาวเมง กับพระนางเทพคำขยาย ธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ่งในสิบสองปันนา พระองค์ขึ้นครองเงินยางราว พ.ศ. 1802–1804 (ค.ศ. 1259–1261)

    พญามังรายไม่ได้อยู่ที่เดิม ใน พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์สร้างเมืองเชียงรายริมแม่น้ำกก แล้วขยายอำนาจลงใต้ ราว พ.ศ. 1834 (ค.ศ. 1291) พระองค์ยึดหริภุญชัยของชาวมอญได้ และใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) ก็สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีใหม่ เงินยางที่เป็นต้นทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา

    แม้ศูนย์กลางจะย้ายไป แต่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนยังสำคัญ ใน พ.ศ. 1872 (ค.ศ. 1329) พญาแสนภู หลานของพญามังราย สร้างเมืองเชียงแสนขึ้นริมแม่น้ำโขง ชื่อเงินยางกับเชียงแสนจึงมักถูกใช้แทนกันในเอกสารรุ่นหลัง

    สามกษัตริย์ริมแม่น้ำอิง

    ในยุคเดียวกับพญามังราย พะเยาก็มีกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงคือพญางำเมือง ซึ่งขึ้นครองราชย์ราว พ.ศ. 1801 (ค.ศ. 1258) ตำนานถือว่ายุคของพระองค์เป็นยุคทองของพะเยา ตามตำนาน พญางำเมือง พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย เคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักที่ละโว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    เหตุการณ์ที่ทุกคนจดจำคือการทำไมตรีของสามกษัตริย์ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) ตำนานเล่าว่ามีเรื่องบาดหมางระหว่างพญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหง พญามังรายจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย จนทั้งสามดื่มน้ำสาบานเป็นพันธมิตรกันที่ริมแม่น้ำอิง และต่อมาพญามังรายยังเชิญอีกสองกษัตริย์มาช่วยพิจารณาที่ตั้งเมืองเชียงใหม่

    นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่มองเรื่องนี้ว่าเป็นภาพของการเมืองแบบเครือข่าย ที่รัฐคนไทหลายแห่งในพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งร่วมมือและแข่งขันกัน แทนที่จะเป็นอาณาจักรเดียวที่รวมศูนย์ พะเยาในเวลานั้นจึงเป็นรัฐอิสระที่มีน้ำหนักพอจะนั่งร่วมโต๊ะกับสุโขทัยและล้านนา

    พะเยาถูกรวมเข้ากับล้านนา และมรดกที่เหลืออยู่

    เวลาที่พะเยาสูญเสียความเป็นอิสระยังมีความเห็นต่างกัน ตามตำนานฉบับหนึ่ง พญาคำฟูแห่งเชียงแสนร่วมกับเมืองน่านยกทัพมาตีพะเยาใน พ.ศ. 1881 (ค.ศ. 1338) และผนวกเข้ากับล้านนา แต่บางแหล่งเน้นว่าพะเยาถูกรวมเข้าอย่างมั่นคงในสมัยพระเจ้าติโลกราชช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งทรงส่งเจ้านายไปครองเมือง

    หลังรวมเข้ากับล้านนา พะเยากลับรุ่งเรืองทางศิลปะอย่างโดดเด่น ช่างพะเยามีฝีมือแกะสลักพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 จนกลายเป็นสกุลช่างเฉพาะของเมืองนี้

    มรดกที่ใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ ริมกว๊านพะเยา พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้สูง 16 เมตร หน้าตักกว้าง 14 เมตร ตามประวัติเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2034 (ค.ศ. 1491) และเสร็จใน พ.ศ. 2067 (ค.ศ. 1524) ส่วนที่เชียงรายและเชียงแสน ผู้มาเยือนยังเห็นแนวกำแพงเมือง วัดร้าง และเจดีย์โบราณที่ช่วยให้นึกภาพบ้านเมืองเงินยางได้

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1181 (ตามตำนาน) (ค.ศ. 638): ลาวจักราชสร้างหิรัญนคร. ตำนานการเริ่มต้นราชวงศ์ลาวแห่งเงินยาง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17 (ตามตำนาน): ขุนจอมธรรมสร้างพะเยา. ปีในตำนานแต่ละฉบับต่างกันมาก
    • ราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. ราว 1238): พญามังรายประสูติ. โอรสของลาวเมงกับพระนางเทพคำขยาย
    • ราว พ.ศ. 1801 (ค.ศ. ราว 1258): พญางำเมืองครองพะเยา. ยุคทองของพะเยาตามตำนาน
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. พญามังรายย้ายศูนย์กลางมาที่ลุ่มน้ำกก
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. ราว 1287): สามกษัตริย์ทำไมตรี. พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
    • ราว พ.ศ. 1834 (ค.ศ. ราว 1291): ยึดหริภุญชัย. พญามังรายขยายอำนาจลงใต้
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา
    • พ.ศ. 1872 (ค.ศ. 1329): สร้างเมืองเชียงแสน. พญาแสนภูสร้างเมืองริมแม่น้ำโขง
    • พ.ศ. 1881 (ตามตำนานฉบับหนึ่ง) (ค.ศ. 1338): พะเยาถูกผนวก. พญาคำฟูยกทัพมาตีพะเยา
    • พ.ศ. 2034–2067 (ค.ศ. 1491–1524): สร้างพระเจ้าตนหลวง. พระพุทธรูปใหญ่ที่วัดศรีโคมคำ ริมกว๊านพะเยา

    รู้หรือไม่

    ดอยนางนอน

    เทือกเขาที่คนทั่วไปเรียกว่าดอยนางนอนในเชียงราย ตามตำนานเงินยางคือดอยของปู่เจ้าลาวจกและครอบครัว

    ชื่อเดียวกันสองเมือง

    ในเอกสารรุ่นหลัง ชื่อเงินยางกับเชียงแสนถูกใช้แทนกันบ่อยครั้ง แม้เชียงแสนจะสร้างขึ้นหลังสมัยพญามังรายหลายสิบปี

    สกุลช่างหินทราย

    พระพุทธรูปหินทรายแบบพะเยาจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ที่วัดศรีโคมคำ ทำให้วัดนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะพะเยาที่สำคัญ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Ngoenyang (Wikipedia)
    2. Phayao Kingdom (Wikipedia)
    3. Mangrai (Wikipedia)
    4. Chiang Saen (Wikipedia)
    5. Wat Si Khom Kham (Wikipedia)
    6. Phra Chao Ton Luang (SAC Southeast Asian Arts)
    7. เมืองพะเยา รัฐอิสระ พันธมิตรพระร่วง (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. หิรัญนครเงินยาง ดอยนางนอน (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ผาแต้ม

    ผาแต้ม

    ภาพประกอบ: Pha Taem Cave Paintings 20251226 · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    หน้าผาริมโขงที่คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ทิ้งภาพปลา ช้าง คน และรอยมือไว้หลายร้อยภาพ ให้เห็นชีวิตริมแม่น้ำเมื่อหลายพันปีก่อน · ราว 3,000–4,000 ปีก่อน (บางความเห็นว่าเก่ากว่านั้น)

    ที่ตั้งอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ริมแม่น้ำโขง
    แถลงข่าวการค้นพบ16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981)
    ผู้สำรวจคณาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
    จำนวนภาพกว่า 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
    ช่วงยาวที่สุดราว 180 เมตร ที่กลุ่มผาแต้ม
    อุทยานแห่งชาติประกาศ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
    ภาพเด่นปลาแบบเห็นโครงภายใน ยาวถึงราว 1 เมตร ที่กลุ่มผาขาม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ผาแต้มเป็นหน้าผาหินทรายสูงชันริมฝั่งแม่น้ำโขง ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อีกฝั่งของแม่น้ำคือประเทศลาว หน้าผาอยู่สูงจากระดับน้ำโขงราว 50 เมตร ด้านบนเป็นลานหินและป่าเต็งรัง

    คำว่า "แต้ม" ในภาษาถิ่นอีสานหมายถึงการเขียน การวาด หรือการทำเครื่องหมายด้วยสี ชื่อผาแต้มจึงแปลได้ตรง ๆ ว่าหน้าผาที่มีภาพวาด ชาวบ้านในละแวกนี้รู้จักภาพบนผามาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก่อนที่นักวิชาการจะเข้ามาศึกษา

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาพเขียนสีรูปปลาบึก: ปลาขนาดใหญ่ระบายสีแดง สะท้อนชีวิตคนริมโขงเมื่อหลายพันปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม กลุ่มภาพที่ 1 และ 2) ดูภาพถ่ายจริง
    • รอยฝ่ามือ: รอยมือที่พ่นสีรอบมือและทาบมือบนผา พบหลายจุดตลอดแนวผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    แม้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ จะรู้จักภาพบนหน้าผามานาน แต่การสำรวจอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเมื่อคณาจารย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร.พรชัย สุจิตต์ เข้าไปบันทึกภาพ

    วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจแถลงต่อสาธารณะว่าพบกลุ่มภาพเขียนสีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทยขณะนั้น ปีต่อมา พ.ศ. 2525 กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

    หลังจากนั้นพื้นที่โดยรอบได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ครอบคลุมพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร

    บนหน้าผาริมโขง รอยมือของเด็กเมื่อหลายพันปีก่อนยังวางอยู่ข้างรอยมือของผู้ใหญ่

    สิ่งที่พบบนหน้าผา

    ภาพเขียนสีที่ผาแต้มมีมากกว่า 300 ภาพ กระจายอยู่ 4 กลุ่มตามแนวหน้าผา ได้แก่ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน กลุ่มผาแต้มยาวที่สุด ราว 180 เมตร

    ภาพมีหลายประเภท ทั้งรูปคนราวสิบรูป รอยฝ่ามือทั้งของผู้ใหญ่และเด็กรวมกว่าสองร้อยรอย สัตว์อย่างช้าง ปลา เต่า สุนัข และวัว เครื่องมืออย่างไซดักปลาและคันธนู รวมถึงเส้นคลื่นและลายเรขาคณิตที่อาจหมายถึงน้ำหรือแปลงนา

    ที่กลุ่มผาขามมีภาพปลาขนาดใหญ่ยาวถึงราว 1 เมตร บางตัววาดเห็นโครงกระดูกและอวัยวะภายใน คล้ายภาพเอกซเรย์ หลายคนเชื่อว่าเป็นปลาบึกแห่งแม่น้ำโขง ใกล้กันมีภาพช้างตัวเล็กยาวเพียงราว 13 เซนติเมตร

    สีที่ใช้มีทั้งแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว เทคนิคมีหลายแบบ เช่น ระบายสีทึบทั้งตัว วาดเฉพาะเส้นขอบ ทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ และจุ่มมือลงสีแล้วประทับลงบนหิน

    อ่านภาพทีละกลุ่ม

    กลุ่มผาขามอยู่ต้นทาง มีภาพปลาขนาดใหญ่ 4 ตัว ยาวตั้งแต่ราว 35 เซนติเมตรถึง 1 เมตร เขียนด้วยสีแดงแบบเห็นโครงภายใน ข้าง ๆ มีภาพช้างตัวเล็กยาวราว 13 เซนติเมตร ความต่างของขนาดนี้ทำให้ภาพปลาดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

    กลุ่มผาแต้มเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ภาพเรียงต่อเนื่องตลอดแนวหน้าผายาวราว 180 เมตร มีทั้งคน ช้าง ปลา เต่า นก และวัว พร้อมรอยฝ่ามือมากกว่า 200 รอย นี่คือส่วนที่ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ได้เห็นจากทางเดินเลียบผา

    กลุ่มผาหมอนน้อยมีภาพคนสูงราว 1.6 เมตร ถือสิ่งที่ดูคล้ายอาวุธ อยู่ในฉากที่ตีความว่าเป็นการล่าสัตว์สี่เท้า และมีรอยมืออีกราว 35 รอย ส่วนกลุ่มผาหมอนมีภาพคนราว 10 คน และสัตว์สี่เท้าราว 11 ตัว วาดแบบระบายทึบทั้งตัวจนเห็นเป็นเงา

    เมื่อมองภาพรวม หน้าผาแห่งนี้จึงมีทั้งฉากชีวิตประจำวัน ภาพสัตว์ที่ผู้คนพึ่งพา และรอยมือจำนวนมากที่เหมือนเป็นลายเซ็นของคนที่มาร่วมทำภาพ

    ช่างโบราณวาดอย่างไร

    ภาพเขียนบนหน้าผาหินทรายที่สูงราว 30–40 เมตรในบางช่วง สีที่พบมีแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว สีแดงพบมากที่สุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่ารอยมือมีทั้งสีแดง ดำ และขาว

    เทคนิคที่ใช้มีหลายแบบ แบบแรกคือระบายสีทึบทั้งตัวจนเป็นภาพเงา แบบที่สองคือวาดเฉพาะเส้นรอบนอก แบบที่สามคือวาดเป็นเส้นก้านไม้ขีดแบบง่าย ๆ และสำหรับรอยมือ มีทั้งการทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ ให้เกิดรอยมือว่าง และการจุ่มมือลงในสีแล้วประทับลงบนหิน

    ภาพปลาแบบเห็นโครงภายในเป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งของโลก การที่ช่างเลือกแสดงกระดูกและอวัยวะของปลาชี้ว่าคนที่วาดรู้จักปลาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด อาจเพราะจับและชำแหละมันเป็นประจำ

    ภาพเหล่านี้หมายความว่าอะไร

    นักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าผู้วาดเป็นสังคมเกษตรกรรมริมโขงที่ทั้งจับปลา เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ เส้นบิดเกลียว เส้นคลื่น และเส้นซิกแซกบางชุดอาจหมายถึงน้ำ หรืออาจเป็นภาพไซดักปลา ส่วนลายตารางบางภาพอาจเป็นแปลงนา

    รอยมือจำนวนมากของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจในชุมชน และอาจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ที่คนทั้งกลุ่มมีร่วมกัน หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียมของพเยาว์ เข็มนาค ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532 เป็นงานศึกษาภาพกลุ่มนี้อย่างละเอียดชิ้นสำคัญ

    ชาวบ้านในละแวกนี้เองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับหน้าผา เล่ากันว่าบริเวณนี้เป็นเขตต้องห้าม ผู้ล่วงล้ำอาจเจ็บไข้ได้ป่วยถึงชีวิต ความเชื่อนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพรอดพ้นจากการถูกรบกวนมาจนถึงสมัยที่นักวิชาการเข้ามาสำรวจ

    ความสำคัญ

    ภาพบนผาแต้มเปรียบเหมือนบันทึกชีวิตของคนริมโขงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพปลาและไซบอกว่าการจับปลาเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิต ภาพวัวและลายที่อาจเป็นแปลงนาชี้ว่าคนกลุ่มนี้อาจเริ่มเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกแล้ว

    รอยมือจำนวนมากทั้งของผู้ใหญ่และเด็กทำให้นักวิชาการคิดว่าการทำภาพอาจเป็นกิจกรรมร่วมของชุมชน และอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หน้าผาริมแม่น้ำใหญ่อาจถูกมองเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ยุคนั้น

    ผาแต้มยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาพเขียนสีบนเพิงหินในภาคอีสานที่พบหลายแห่ง เช่น ที่ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ช่วยให้เห็นว่าการทำศิลปะบนหินเป็นประเพณีที่แพร่หลายในที่ราบสูงโคราช

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    อายุของภาพเขียนสีผาแต้มยังไม่มีข้อยุติ เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ช่วงแรกที่แถลงการค้นพบ มีการประเมินว่าภาพอาจเก่าถึง 5,000–6,000 ปี

    แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ในปัจจุบันระบุอายุราว 3,000–4,000 ปี โดยเทียบรูปแบบภาพและวิถีชีวิตที่ปรากฏ เช่น การเลี้ยงวัวและการทำนา กับแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นแล้วในภาคอีสาน ตัวเลขทั้งสองชุดจึงควรถือเป็นการประมาณ

    ค่าประเมินยังแตกต่างกันอีกหลายชุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงกว้างราว 1,500–3,500 ปี ส่วนข่าวของกรมศิลปากรบางชิ้นระบุว่าอายุกว่า 2,500 ปี ความต่างนี้สะท้อนว่าทุกตัวเลขยังมาจากการเทียบเคียง และจะชัดเจนขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหาอายุสีหรือคราบแร่ที่ปิดทับภาพโดยตรง

    การอนุรักษ์และภัยจากธรรมชาติ

    ภาพเขียนสีบนหน้าผากลางแจ้งต้องเผชิญทั้งแดด ฝน ความชื้น และการผุกร่อนของหิน ใน พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นชั้นหินผุและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน ต่อมาวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559 เกิดหินถล่มเป็นแนวกว้างราว 50 เมตร สูงราว 40 เมตร และลึกราว 6 เมตร

    จุดที่หินถล่มอยู่ห่างจากกลุ่มภาพเขียนสีราว 6 กิโลเมตร สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ร่วมกับนักธรณีวิทยาเข้าตรวจสอบ และยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นยังไม่กระทบภาพเขียนสี แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าหน้าผาหินทรายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของไทย และมีผู้มาเยือนกว่า 180,000 คนใน พ.ศ. 2562 จำนวนคนที่มากขึ้นทำให้การกั้นแนวทางเดินและการห้ามสัมผัสหน้าผายิ่งมีความสำคัญ

    ปัจจุบัน

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มทำทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพเขียนสีได้ใกล้ ๆ พร้อมป้ายอธิบาย มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านบนหน้าผา

    นอกจากภาพเขียนสี อุทยานยังมีเสาเฉลียงซึ่งเป็นหินรูปเห็ดจากการกัดกร่อน น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแรกของประเทศไทย ภาพเขียนสีเปราะบางต่อการสัมผัสและสภาพอากาศ ผู้มาเยือนจึงควรชมจากแนวทางเดินเท่านั้น

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ที่ทำการ/ลานจอดรถทางลงชมภาพเขียนสี) อ.โขงเจียม
    พิกัด 15.398746, 105.507526 (15°23′55.5″N 105°30′27.1″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ภาพเขียนสีผาแต้มอยู่ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพทั้งสี่กลุ่ม และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนผา ในอุทยานยังมีเสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ชมภาพจากแนวทางเดินและไม่สัมผัสหน้าผา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: สร้างภาพเขียนสี. ค่าประเมินที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ใช้ คนริมโขงวาดภาพปลา สัตว์ คน และรอยมือบนหน้าผา
    • ราว 3,500–1,500 ปีก่อน: ค่าประเมินอีกชุด. ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงอายุนี้
    • หลายชั่วอายุคน: ชาวบ้านรู้จักผาแต้ม. ชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ รู้จักภาพบนผาและถือเป็นเขตต้องห้าม
    • 16 พ.ค. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): แถลงการค้นพบ. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรเผยแพร่การสำรวจสู่สาธารณะ และประเมินอายุไว้ 5,000–6,000 ปี
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งภาพเขียนสี
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียม. กรมศิลปากรพิมพ์งานศึกษาของพเยาว์ เข็มนาค
    • 31 ธ.ค. พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): อุทยานแห่งชาติผาแต้ม. ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 พื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): พบรอยร้าวในชั้นหิน. เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นการผุกร่อนและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): หินถล่ม. หินถล่มห่างจากภาพราว 6 กิโลเมตร กรมศิลปากรยืนยันว่าภาพไม่ได้รับผลกระทบ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ผู้มาเยือนกว่า 180,000 คน. อุทยานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุบลราชธานี

    รู้หรือไม่

    ปลาเอกซเรย์

    ภาพปลาที่ผาขามวาดให้เห็นกระดูกและอวัยวะภายใน เป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งทั่วโลก

    แต้ม แปลว่าวาด

    ชื่อผาแต้มมาจากภาษาอีสาน แปลว่าผาที่ถูกแต้มสีหรือวาดภาพไว้

    พระอาทิตย์ขึ้นแรก

    ผาชนะไดในอุทยานเดียวกันเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่อื่นในไทย

    ผาแต้มในลาว

    ที่แขวงหลวงพระบางของลาวก็มีหน้าผาชื่อผาแต้มริมแม่น้ำอู ซึ่งมีภาพสีแดงกว่า 300 ภาพเช่นกัน นักวิจัยมองว่าแม่น้ำเคยเป็นเส้นทางเชื่อมผู้คนและประเพณีการทำภาพบนหิน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. 45 ปี แถลงพบภาพเขียนสีผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    2. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    3. Pha Taem National Park – Wikipedia
    4. Ubon Ratchathani province – Wikipedia
    5. ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม – ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. กรมศิลป์ตรวจภาพเขียนสีผาแต้มหลังหินถล่ม – มติชน
    7. The Cliff Paintings of Pha Taem, Luang Prabang, Lao PDR – Rock Art Research

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ผาแต้ม
    Pha Taem-022 · Ddalbiez · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha taem figures1 · Henry_Flower (talk) (Uploads) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem National Park Thailand · Alabama Martin Künzel, Berlin, 2012 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem Cave Paintings 20251226 (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Prehistoric Paintings at Pha Taem National Park · Kawinkankeow · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Sao Chaliang ,Pha Taem National Park · Traveling1081009 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ควนลูกปัด คลองท่อม

    ควนลูกปัด คลองท่อม

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เนินดินในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่เคยเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เชื่อมโลกโรมัน อินเดีย และจีนเข้าด้วยกัน · ราว พ.ศ. 443–1043 (คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5)

    ที่ตั้งอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ห่างชายฝั่งอันดามันราว 20 กิโลเมตร
    ความหมายของชื่อควน แปลว่าเนินดิน ควนลูกปัดจึงหมายถึงเนินที่เต็มไปด้วยลูกปัด
    บทบาทเมืองท่า ชุมชนช่าง และแหล่งผลิตลูกปัดแก้วและหิน
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนแกะสลัก ตราประทับอักษรพราหมี หัวแหวนแบบโรมัน เหรียญโรมัน
    ที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    ขนาดพื้นที่พบโบราณวัตถุกระจายราว 150 เฮกตาร์ บนเนินธรรมชาติสูงราว 10 เมตรจากระดับทะเล
    การแบ่งยุคสองระยะ คือคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.–2 และคริสต์ศตวรรษที่ 3–5

    เนินลูกปัดกลางสวนยาง

    ควนลูกปัดเป็นเนินดินเตี้ย ๆ ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอันดามันเข้ามาในแผ่นดินราว 20 กิโลเมตร คำว่า ควน ในภาษาถิ่นใต้หมายถึงเนินหรือโคก ชาวบ้านตั้งชื่อนี้เพราะขุดดินลงไปเมื่อใดก็มักเจอลูกปัดหลากสีปนอยู่เต็มไปหมด

    ที่ตั้งของคลองท่อมมีความหมายมาก ลำน้ำในพื้นที่ไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ขณะที่เส้นทางบกตัดข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอ่าวไทยได้ พ่อค้าในอดีตจึงใช้ที่นี่เป็นจุดพักและขนถ่ายสินค้า แทนที่จะแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูซึ่งยาวไกลและเสี่ยงกว่า

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดแก้วและหินสี: ลูกปัดนับหมื่นเม็ด บางเม็ดผลิตในท้องถิ่น บางเม็ดนำเข้าจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง
    • หัวแหวนแกะสลักแบบโรมัน: หินแกะสลักรูปเทพและไก่ชนแบบโรมัน หลักฐานการค้ากับโลกตะวันตก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง

    ภูมิประเทศและขอบเขตของแหล่ง

    ตัวเนินควนลูกปัดเป็นเนินธรรมชาติที่สูงจากระดับทะเลราว 10 เมตร ไม่ได้เป็นเนินที่คนสร้างขึ้น ความสูงเพียงเท่านี้ก็พอให้พ้นน้ำหลากในฤดูฝน ผู้คนในอดีตจึงเลือกตั้งบ้านเรือนและโรงงานบนพื้นที่นี้

    พื้นที่ที่พบโบราณวัตถุกระจายกว้างราว 150 เฮกตาร์ หรือประมาณ 940 ไร่ มีคลองท่อมไหลผ่านกลางแหล่ง ลำคลองนี้คือถนนสายหลักของชุมชน เรือขนาดเล็กใช้ขนสินค้าจากชายฝั่งขึ้นมาถึงตัวเนิน และขนลูกปัดกับของมีค่าลงไปยังปากน้ำ

    แหล่งนี้อยู่ใต้คอคอดกระลงไปราว 240 กิโลเมตร จึงเป็นอีกจุดหนึ่งบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่ไม่ต้องผ่านคอคอดกระโดยตรง นักโบราณคดีมองว่าคาบสมุทรภาคใต้มีเส้นทางข้ามฝั่งได้หลายเส้น และแต่ละเส้นก็มีเมืองท่าของตนเอง ควนลูกปัดคือเมืองท่าฝั่งอันดามันของเส้นทางในเขตกระบี่

    ใต้สวนยางเงียบ ๆ ของคลองท่อม เคยมีช่างทำลูกปัดที่ส่งงานฝีมือข้ามทะเลไปไกลถึงฝั่งอินเดียและไกลกว่านั้น

    จากของที่ชาวบ้านขุดพบสู่การศึกษาทางวิชาการ

    ลูกปัดที่ควนลูกปัดเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่มานาน และถูกลักลอบขุดหาไปขายต่อเนื่องกว่าครึ่งศตวรรษ ของจำนวนมากจึงกระจัดกระจายไปอยู่ในมือนักสะสม โดยไม่มีบันทึกว่าพบที่ชั้นดินใด

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจพื้นที่ใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ต่อมามีการขุดค้นอย่างเป็นระบบใน พ.ศ. 2523 และ 2526 การขุดค้นปี 2526 โดยมยุรี วีระประเสริฐ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นที่มาของการแบ่งยุคของแหล่งที่ยังใช้อ้างถึงกันจนทุกวันนี้

    ใน พ.ศ. 2551 สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต นำโดยบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ กลับมาขุดค้นอีกครั้ง ผลยืนยันว่าที่นี่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ชุมชนช่าง และเมืองท่าที่เชื่อมกับเครือข่ายการค้าทางทะเล

    สิ่งที่พบ: ลูกปัด ตราประทับ และของจากแดนไกล

    หลักฐานที่พบมากที่สุดคือลูกปัดแก้วและลูกปัดหินนับพันเม็ด นอกจากลูกปัดสำเร็จรูปแล้วยังพบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย ร่องรอยเหล่านี้บอกว่าช่างทำลูกปัดกันที่นี่เอง ไม่ได้รับมาขายต่ออย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีเศษจากงานโลหะดีบุกและงานเจียหินมีค่าด้วย

    ของที่สะดุดตาคือหินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน เช่น รูปไก่ชน เทพีฟอร์ทูนา และซาเทอร์หนุ่ม รวมถึงเศษภาชนะแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน จี้ทองคำและสำริดที่ทำเลียนแบบเหรียญโรมัน และแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อจี้ นักวิชาการยังรายงานการพบเหรียญโรมันของจักรพรรดิวิกโตรินุสซึ่งผลิตราว พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270)

    หลักฐานจากอินเดียก็มีมาก ทั้งตราประทับส่วนตัวที่จารึกอักษรพราหมี และจารึกบนหินด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีซึ่งอาจเป็นของช่างทองชาวอินเดียในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 แสดงว่ามีชาวอินเดียเข้ามาอยู่หรือทำงานในชุมชนนี้

    ตราประทับ จารึก และเหรียญ: ร่องรอยของผู้คนที่มีชื่อ

    ของชิ้นเล็กที่บอกเรื่องราวได้มากที่สุดคือตราประทับ ตราหินคาร์เนเลียนชิ้นหนึ่งจารึกอักษรพราหมีอ่านได้ว่า พรหมทินนะ ซึ่งเป็นชื่อบุคคลแบบอินเดีย กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1 อีกชิ้นหนึ่งจารึกคำว่า มาปะ คู่กับรูปสังข์ ตราเหล่านี้ใช้กดลงบนดินหรือขี้ผึ้งเพื่อปิดผนึกห่อสินค้า จึงบอกว่ามีพ่อค้าที่ทำธุรกิจอย่างเป็นระบบอยู่ที่นี่

    ยังมีตราประทับและแหวนตราอีกหลายชิ้นที่จารึกด้วยอักษรแบบปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ซึ่งนักวิชาการกำหนดอายุไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–7 อักษรเหล่านี้คล้ายกับที่พบในออกแก้วทางใต้ของเวียดนามและในมาเลเซีย ของกลุ่มนี้ชี้ว่าการติดต่อกับโลกภายนอกยังไม่หยุดลงหลังคริสต์ศตวรรษที่ 5 อย่างน้อยก็ในระดับของที่ถูกพกพาเข้ามา

    ส่วนหินลับทองที่จารึกด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีนั้นอ่านได้ว่า หินทดสอบของเปรุมปตัน ซึ่งคือช่างทองผู้หนึ่ง หินชนิดนี้ใช้ขูดทองเพื่อดูสีและความบริสุทธิ์ จึงเป็นเครื่องมือทำงานจริงของช่าง และน่าจะเป็นหลักฐานว่ามีช่างทองชาวทมิฬมาทำงานในชุมชนนี้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4

    เหรียญที่พบก็น่าสนใจไม่น้อย มีเหรียญทองที่มีรูปศีรษะด้านข้างพร้อมอักษรพราหมีอ่านได้ว่า ศรีวิษุวโคทะ และเหรียญรูปสังข์อีกราว 32 เหรียญ ผลการวิเคราะห์พบว่าทำจากโลหะผสมทองกับเงิน น้ำหนักของเหรียญสอดคล้องกับหน่วยน้ำหนักรัตติของอินเดีย คือเหรียญหนักราว 8 รัตติ และราว 4 รัตติ บอกว่าผู้ใช้เหรียญรู้จักระบบน้ำหนักมาตรฐานเดียวกับโลกอินเดีย

    ของจากโลกโรมันทีละชิ้น

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปไก่ชนเป็นลวดลายที่นิยมมากในโลกโรมัน กำหนดอายุได้ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม หัวแหวนรูปเทพีฟอร์ทูนาถือเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์และหางเสือเรือก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้กัน ส่วนรูปซาเทอร์หนุ่มชูพวงองุ่นมีอายุช้ากว่าเล็กน้อย ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3

    นอกจากหินแล้วยังมีหัวแหวนแก้วใสรูปคนเลี้ยงสัตว์กับสุนัข ต้นไม้ และนกอินทรี ฉากชนบทแบบนี้สะท้อนความนิยมบทกวีทุ่งหญ้าของชาวโรมัน และมีเศษชามแก้วสีแดงสดแบบหล่อพิมพ์ ซึ่งผลวิเคราะห์เนื้อแก้วชี้ว่ามาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1

    จี้ทองคำชิ้นหนึ่งเลียนแบบเหรียญของจักรพรรดิอันโทนินุส ปิอุส ที่ผลิตราว พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159) ได้ใกล้เคียงมาก ขณะที่จี้สำริดอีกชิ้นเลียนแบบเหรียญสมัยจักรพรรดิไทเบริอุส (ค.ศ. 14–37) แบบหยาบ ๆ ที่สำคัญคือพบแม่พิมพ์หินครึ่งซีกขนาดราว 4.5 x 3.5 เซนติเมตรที่ใช้หล่อด้านหลังของจี้แบบนี้ แปลว่าช่างคลองท่อมทำจี้เลียนเหรียญโรมันขึ้นเองในพื้นที่

    ทางฝั่งตะวันออกก็มีหลักฐานเช่นกัน คือเศษกระจกสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220) ของจากสองซีกโลกที่มาพบกันบนเนินเดียวกันนี้คือหลักฐานชัดเจนว่าควนลูกปัดอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมตะวันตกกับตะวันออกจริง

    โรงงานลูกปัดและงานช่างแห่งคลองท่อม

    การผลิตลูกปัดแก้วเริ่มจากการหลอมแก้วแล้วดึงเป็นแท่งกลวง จากนั้นตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วเผาซ้ำให้ขอบมน ลูกปัดที่ทำด้วยวิธีนี้นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดแก้วอินโด-แปซิฟิก ที่ควนลูกปัดพบทั้งแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่ติดกันเป็นพวงเพราะเผาร้อนเกินไป ซึ่งเป็นของเสียที่ไม่มีใครซื้อขาย จึงต้องเกิดจากโรงงานในที่นั้นเอง

    การวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของลูกปัดแก้วจากแหล่งในภาคใต้พบว่า ที่ควนลูกปัดมีแก้วชนิดโซดาที่มีอะลูมินาสูงมากที่สุด แก้วชนิดนี้สัมพันธ์กับแหล่งผลิตในอินเดียใต้ เช่น อริกาเมดุ นอกจากนี้ยังพบแก้วโพแทชซึ่งเป็นสูตรที่ใช้กันตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพที่ได้คือช่างที่นี่รับทั้งความรู้และวัตถุดิบมาจากอินเดีย แล้วผลิตต่อในท้องถิ่น

    งานช่างที่นี่ไม่ได้มีแค่แก้ว ยังมีเศษจากการเจียหินกึ่งมีค่าอย่างคาร์เนเลียน และเศษจากงานโลหะดีบุก ภาคใต้ของไทยมีแร่ดีบุกมาก จึงเป็นไปได้ว่าดีบุกเป็นสินค้าส่งออกอีกชนิดหนึ่งของชุมชน รวมกับทองที่ช่างทองอย่างเปรุมปตันนำมาแปรรูป

    ความสำคัญ: เมืองท่าบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร

    เมื่อราว 2,000 ปีก่อน การค้าทางทะเลระหว่างจักรวรรดิโรมัน อินเดีย และจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว คาบสมุทรภาคใต้ของไทยอยู่ตรงกลางเส้นทางนี้พอดี ชุมชนอย่างควนลูกปัดจึงเติบโตขึ้นเป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้

    ควนลูกปัดเป็นหนึ่งในหลายแหล่งที่ช่วยให้เห็นภาพยุคก่อนรัฐแบบอินเดีย ร่วมกับแหล่งเขาสามแก้วในชุมพร และภูเขาทองในระนอง ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับเพียงสินค้าจากภายนอก แต่ผลิตของมีค่าเองและส่งออกไปด้วย ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมต่อมาจึงเกิดรัฐการค้าในคาบสมุทร เช่น ลังกาสุกะ และศรีวิชัย

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การกำหนดอายุของควนลูกปัดยังมีหลายแบบ นักวิชาการที่ศึกษาของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งเป็นสองระยะ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 และระยะหลังราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–5 ขณะที่บางงานอ้างว่าแหล่งนี้ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11

    ปัญหาสำคัญคือของจำนวนมากมาจากการลักลอบขุด จึงไม่รู้ตำแหน่งชั้นดินที่แน่นอน การเทียบอายุต้องอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นอกจากนี้ลูกปัดและของสะสมจากแหล่งนี้ยังมีของปลอมปนอยู่ในตลาด ผู้สนใจจึงควรดูของจริงจากพิพิธภัณฑ์ที่มีที่มาชัดเจน

    ควนลูกปัดในวันนี้

    เมื่อชาวบ้านเริ่มขุดลูกปัดไปขายมากขึ้น เจ้าอาวาสวัดคลองท่อมในเวลานั้นเห็นว่าหากปล่อยไว้ หลักฐานจะหายไปหมด จึงรวบรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัด จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทรงเปิดอย่างเป็นทางการ

    พิพิธภัณฑ์จัดแสดงลูกปัดหลายแบบ เครื่องมือหินและสำริด เศษภาชนะดินเผา และวัตถุที่มีอิทธิพลจากต่างแดน ลูกปัดลายนกและลูกปัดที่เชื่อกันว่าเป็นรูปสุริยเทพเป็นของที่ผู้ชมให้ความสนใจมาก ปัจจุบันลวดลายลูกปัดโบราณยังถูกนำมาพัฒนาเป็นสินค้าวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม อ.คลองท่อม
    พิกัด 7.928916, 99.148088 (7°55′44.1″N 99°08′53.1″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม เนินควนลูกปัดอยู่ด้านหลังวัด

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งควนลูกปัดอยู่ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน จึงไม่ค่อยมีสิ่งให้ชมบนพื้นดิน จุดที่ควรไปคือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งอยู่ริมเส้นทางกระบี่–ตรัง ห่างจากตัวเมืองกระบี่ราว 40 กิโลเมตร จัดแสดงลูกปัดและโบราณวัตถุจากควนลูกปัด

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –2): ระยะแรกของเมืองท่า. การค้ากับอินเดียและของจากโลกโรมันเข้ามาถึง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 4–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน –1): ตราพรหมทินนะ. อายุโดยประมาณของตราหินคาร์เนเลียนจารึกอักษรพราหมี
    • พ.ศ. 557–580 (ค.ศ. 14–37): รัชกาลไทเบริอุส. ช่วงเวลาของเหรียญต้นแบบที่ช่างคลองท่อมทำแม่พิมพ์จี้เลียนแบบ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก. สมัยของเศษกระจกสำริดจีนที่พบในแหล่ง
    • พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159): เหรียญอันโทนินุส ปิอุส. ปีที่ผลิตเหรียญต้นแบบของจี้ทองคำเลียนเหรียญโรมัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–10 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–5): ระยะที่สอง. การผลิตลูกปัดและงานช่างดำเนินต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270): เหรียญวิกโตรินุส. ปีที่ผลิตเหรียญโรมันซึ่งรายงานว่าพบที่แหล่งนี้
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–4): หินลับทองของเปรุมปตัน. จารึกทมิฬ-พราหมีบนเครื่องมือของช่างทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 5–7): ตราอักษรปัลลวะ. ตราประทับจารึกภาษาสันสกฤตแสดงการติดต่อที่ยังต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): กรมศิลปากรสำรวจ. สำรวจใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ท่ามกลางการลักลอบขุด
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): ขุดค้นอย่างเป็นระบบครั้งแรก. เริ่มเก็บหลักฐานพร้อมชั้นดิน
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): ขุดค้นโดยมยุรี วีระประเสริฐ. เสนอการแบ่งยุคสองระยะ
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดค้นครั้งใหม่. สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ยืนยันบทบาทชุมชนช่างและเมืองท่า

    รู้หรือไม่

    ไก่ชนจากโรม

    หินคาร์เนเลียนแกะลายไก่ชนที่พบในคลองท่อมเป็นงานแบบโรมัน แสดงว่ารสนิยมของคนฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนเดินทางมาถึงกระบี่ได้

    ไม่ได้แค่ซื้อ แต่ผลิตเอง

    การพบก้อนแก้วดิบและลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย บอกว่าที่นี่มีโรงงานทำลูกปัดของตนเอง

    พิพิธภัณฑ์ที่เริ่มจากวัด

    โบราณวัตถุชุดสำคัญรอดมาได้เพราะเจ้าอาวาสวัดคลองท่อมช่วยเก็บรวบรวมไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขายออกไป

    จี้เหรียญโรมันที่ทำในกระบี่

    แม่พิมพ์หินที่พบในคลองท่อมใช้หล่อจี้เลียนแบบเหรียญโรมัน แสดงว่าคนท้องถิ่นนำแบบของต่างแดนมาผลิตเองเพื่อขาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts between the Upper Thai-Malay Peninsula and the Mediterranean World
    2. Journal of the Siam Society: Khuan Lukpad research article
    3. มติชน: ควนลูกปัด คลองท่อม
    4. แนวหน้า: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาลูกปัดแก้วในภาคใต้
    6. Wat Khlong Thom Museum (Thai Holiday Guide)
    7. GotoKnow: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    8. SPAFA Journal: seal inscriptions from southern Thailand
    9. Artessere: Wat Khlong Thom Museum
    10. Wikipedia: Khlong Thom district

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม