หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • วัดพระธาตุหริภุญชัย

    วัดพระธาตุหริภุญชัย

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดหลวงกลางเมืองลำพูน ที่พระธาตุองค์ทองเป็นหัวใจของแคว้นหริภุญชัยและเป็นศูนย์กลางศรัทธาของล้านนาสืบมาเกือบพันปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ถึงปัจจุบัน

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
    ผู้สร้างตามตำนานพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์หริภุญชัย
    ปีที่สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (ตัวเลขต่างกันตามเอกสาร)
    รูปทรงปัจจุบันเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา บูรณะใหญ่สมัยพระเจ้าติโลกราช ราว พ.ศ. 1990
    สุวรรณเจดีย์เจดีย์ทรงปราสาทหลังคาลาด รูปแบบหริภุญชัย
    ความเชื่อพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา
    ความสูงพระธาตุราว 46 เมตร
    จารึกสำคัญจารึกหริปุญชปุรี พ.ศ. 2043 สมัยพระเมืองแก้ว

    ที่ตั้งและภูมิหลัง

    วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารตั้งอยู่กลางเมืองลำพูน ริมแม่น้ำกวง เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางของแคว้นหริภุญชัย อาณาจักรของชาวมอญในที่ราบลุ่มแม่ปิงตอนบน ก่อนที่พญามังรายจะยึดเมืองและตั้งอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 19

    ตามตำนานพื้นเมือง หริภุญชัยก่อตั้งโดยฤษีวาสุเทพ แล้วเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้ขึ้นมาครองเมือง ราชวงศ์ของพระนางปกครองต่อมาหลายรุ่น พระเจ้าอาทิตยราชผู้สร้างพระธาตุคือกษัตริย์องค์หนึ่งในราชวงศ์นี้

    ปัจจุบันพระธาตุหริภุญชัยถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของลำพูน และเป็นหนึ่งในพระธาตุที่ชาวล้านนานับถือสูงสุด

    หลักฐานสำคัญ

    • พระบรมธาตุหริภุญชัย: เจดีย์ทรงระฆังบุทองจังโก สูงราว 46 เมตร ศูนย์กลางพุทธศาสนาของลำพูน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกอักษรมอญโบราณ: ศิลาจารึกภาษามอญจากลำพูน หลักฐานว่าหริภุญชัยเป็นเมืองของชาวมอญ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย) ดูภาพถ่ายจริง

    กำเนิดพระธาตุตามตำนาน

    ตามตำนานในเอกสารล้านนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานพระธาตุหริภุญชัย พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมายังดินแดนนี้และทำนายว่าภายหลังจะมีพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่นี่ ต่อมาเมื่อพระธาตุผุดขึ้นในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช พระองค์จึงสร้างเจดีย์ครอบไว้

    ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า เมื่อพระเจ้าอาทิตยราชตั้งจิตอธิษฐานขอพบพระบรมธาตุ พระธาตุก็ปรากฏลอยขึ้นเหนือพื้นและเปล่งแสงสว่างไปทั่วเมือง แล้วจมหายลงในดิน ก่อนจะผุดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อคลายความสงสัยของพระองค์ กษัตริย์จึงอัญเชิญพระธาตุลงในผอบทองคำและสร้างเจดีย์ครอบไว้ เรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่าสืบกันมา จึงควรอ่านในฐานะความเชื่อทางศาสนา

    ตามตำนาน เจดีย์องค์แรกเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยม สูงราว 12 ศอก มีซุ้มประตูสี่ด้าน ภายในบรรจุพระบรมธาตุส่วนกระโหลก กระดูกอก และกระดูกนิ้ว

    ราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน แต่พระธาตุกลางเมืองลำพูนยังได้รับการทำนุบำรุงจากผู้ปกครองทุกยุค

    การสร้างและบูรณะในประวัติศาสตร์

    ปีที่สร้างพระธาตุยังไม่ลงตัว พงศาวดารโยนกระบุราว พ.ศ. 1586 ส่วนการคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ให้ปีขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอาทิตยราชราว พ.ศ. 1590 แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษบางแห่งระบุปี ค.ศ. 1044 หรือ 1064 และสื่อไทยบางแห่งยังอ้างตัวเลขเก่าคือ พ.ศ. 1440 นักวิชาการส่วนใหญ่จึงนิยมระบุกว้าง ๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    หลังจากนั้นพระธาตุถูกบูรณะต่อเติมหลายครั้ง สมัยพญาสัพพสิทธิ์ในราชวงศ์จามเทวีมีการเสริมซุ้มประตู ต่อมาในยุคล้านนา รูปทรงค่อย ๆ เปลี่ยนจากทรงปราสาทเป็นทรงกลมแบบลังกา

    การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดเกิดในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. 1447) พระองค์ขยายองค์พระธาตุให้สูงใหญ่ขึ้นเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ต่อมาในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 พระเจ้ากาวิละได้ถวายฉัตรทองคำเก้าชั้นประดับยอด

    ลำดับการบูรณะทีละยุค

    เอกสารที่รวบรวมประวัติพระธาตุช่วยให้เห็นว่าเจดีย์องค์นี้เติบโตขึ้นทีละชั้นตามยุคสมัย จุดเริ่มต้นคือสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาทของพระเจ้าอาทิตยราช ต่อมาพญาสัพพสิทธิ์ซึ่งเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์จามเทวีได้ซ่อมแซมและทำซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ

    เมื่อพญามังรายผนวกหริภุญชัยเข้ากับล้านนา รูปทรงพระธาตุถูกปรับจากทรงปราสาทให้เป็นเจดีย์ฐานกลม ในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 มีการปิดทององค์พระธาตุ และใน พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราชขยายองค์พระธาตุให้สูงราว 92 ศอก ฐานกว้างยาวราว 52 ศอก ซึ่งเป็นโครงหลักที่เห็นในปัจจุบัน

    สมัยพระเมืองแก้ว ราว พ.ศ. 2043 มีการสร้างหอพระธรรมไว้ในวัดตามที่บันทึกในศิลาจารึก ส่วนในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 หลังล้านนาฟื้นตัวจากยุคสงคราม พระเจ้ากาวิละได้ถวายฉัตรทองคำประดับยอด

    ในยุคใหม่ เกิดแผ่นดินไหวราว พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ทำให้วิหารหลังเดิมพังลง ช่วงทศวรรษ 2460 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้นำการบูรณะวิหารหลวงของวัดนี้ งานศึกษาด้านศิลปะมองว่าวิหารหลวงหลังนี้เป็นต้นแบบสำคัญของงานช่างสายครูบาศรีวิชัยที่ไปปรากฏในวัดอื่น ๆ ทั่วล้านนา

    รูปทรงและส่วนประกอบของพระธาตุ

    พระธาตุองค์ปัจจุบันสูงราว 46 เมตร เอกสารเก่าบันทึกขนาดเป็นหน่วยไทยว่าสูง 25 วา 2 ศอก และฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก 1 คืบ องค์เจดีย์ตั้งบนฐานซ้อนหลายชั้นที่ค่อย ๆ เล็กลง ต่อด้วยองค์ระฆัง บัลลังก์ และปล้องไฉนที่เรียวขึ้นไปถึงยอดฉัตร

    ผิวนอกหุ้มด้วยแผ่นทองจังโกซึ่งเป็นโลหะผสมทองแดงปิดทอง บนองค์ระฆังยังมีแผ่นสำริดดุนเป็นรูปพระพุทธรูปติดไว้โดยรอบ ทำให้พระธาตุสะท้อนแสงเป็นสีทองเกือบตลอดวัน

    รอบองค์พระธาตุมีรั้วสองชั้น ฉัตรประจำมุมทั้งสี่ หอเล็กสี่หลังที่ประดิษฐานพระพุทธรูป โคมประทีป และแท่นบูชา ผังเช่นนี้ทำให้ลานรอบพระธาตุเป็นพื้นที่ทำพิธีที่ผู้คนเดินเวียนประทักษิณได้

    ทางเข้าด้านหน้าวัดหันออกสู่แม่น้ำกวง มีสิงห์ปูนปั้นคู่ใหญ่สูงราว 3 เมตรเฝ้าอยู่ ข้อมูลของวัดระบุว่าสิงห์คู่นี้สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช คราวเดียวกับการขยายพระธาตุ และผ่านการซ่อมใหญ่มาแล้ว มุมตะวันตกเฉียงใต้ของลานยังมีมณฑปรอยพระพุทธบาทสี่รอยซ้อนกันบนแผ่นหิน

    สิ่งสำคัญภายในวัด

    องค์พระธาตุหุ้มด้วยแผ่นทองจังโก ฐานเป็นชั้นบัวซ้อนกัน มีรั้วล้อมและฉัตรประจำมุม ภาพพระธาตุองค์นี้ปรากฏบนเหรียญหนึ่งสตางค์ของไทย

    ทางด้านหนึ่งของพระธาตุมีสุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทหลังคาลาดซ้อนชั้นแบบศิลปะหริภุญชัย ตามตำนานพระนางปทุมวดี มเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช เป็นผู้สร้าง แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งให้ปีสร้างช้ากว่านั้นมาก คือราว ค.ศ. 1418 (พ.ศ. 1961) ทำให้ยังสรุปอายุจริงได้ไม่แน่ชัด

    นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวงที่สร้างใหม่หลังแผ่นดินไหวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 หอไตรไม้ที่งดงาม และหอระฆังซึ่งเก็บฆ้องสำริดขนาดใหญ่ที่หล่อขึ้นราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860)

    จารึกและโบราณวัตถุของวัด

    หลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นสำคัญจากวัดนี้คือจารึกหริปุญชปุรี เป็นแผ่นหินทรายสีแดงรูปใบเสมา สูงราว 142 เซนติเมตร จารด้วยอักษรฝักขามเป็นภาษาไทย ระบุศักราช พ.ศ. 2043 ซึ่งตรงกับสมัยพระเมืองแก้วแห่งเชียงใหม่

    เนื้อความเล่าถึงการสร้างหอพระธรรมสำหรับเก็บคัมภีร์พระธรรมครบแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ และการสร้างพระพุทธรูปทองคำไว้ประจำหอ จารึกนี้แสดงว่ากษัตริย์ล้านนายังให้ความสำคัญกับวัดพระธาตุในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพระธรรมด้วย ปัจจุบันจารึกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เติบโตมาจากการรวบรวมจารึก โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุทางพุทธศาสนาไว้ในบริเวณวัดตั้งแต่ราว พ.ศ. 2470 ต่อมาจึงย้ายไปอยู่อาคารใหม่ฝั่งตรงข้ามวัด ผู้ที่อยากเห็นพระพุทธรูปและเศียรพระศิลปะหริภุญชัยตัวจริงจึงเดินข้ามถนนไปชมต่อได้ทันที

    ความสำคัญ

    พระธาตุหริภุญชัยเป็นหลักฐานที่เชื่อมยุคหริภุญชัยกับยุคล้านนา แม้ราชวงศ์มอญจะสิ้นอำนาจไปแล้ว กษัตริย์ล้านนายังคงทำนุบำรุงพระธาตุนี้อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่สืบต่อข้ามราชวงศ์

    ในคติล้านนา พระธาตุองค์นี้เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา ผู้คนจากทั่วภาคเหนือจึงเดินทางมานมัสการ

    ทุกปีจะมีประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือนแปดเหนือ ตรงกับเดือนหกของภาคกลาง มีการตั้งเสาและชักรอกน้ำสรงขึ้นไปยังองค์พระธาตุ โดยใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากดอยขะม้อและจากทั่วจังหวัด

    ประเพณีรอบปีของวัด

    นอกจากงานสรงน้ำพระธาตุในเดือนแปดเหนือ วัดพระธาตุหริภุญชัยยังเป็นที่จัดงานโคมแสนดวงของลำพูน ซึ่งเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2555 ด้วยโคมราวหนึ่งพันดวง แล้วเพิ่มขึ้นทุกปีจนใน พ.ศ. 2568 มีโคมกว่า 20,000 ดวง งานจัดช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน ชาวบ้านช่วยกันแขวนโคมรอบลานพระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามคติล้านนาที่ผูกกับการฟังเทศน์มหาชาติ

    ชาวล้านนายังมีคติพระธาตุประจำปีเกิด ซึ่งจับคู่ปีนักษัตรแต่ละปีกับพระธาตุสำคัญในดินแดนต่าง ๆ พระธาตุหริภุญชัยถูกจับคู่กับปีระกา ทำให้มีผู้คนจากต่างถิ่นแวะมานมัสการตลอดปี คตินี้เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา ไม่ได้มาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์

    ปัจจุบัน

    วัดพระธาตุหริภุญชัยยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาและมีกิจกรรมทางศาสนาตลอดปี ผู้มาเยือนสามารถเดินชมพระธาตุ สุวรรณเจดีย์ วิหาร และหอไตรได้ในบริเวณเดียว

    ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยหริภุญชัยและล้านนา ช่วยให้เข้าใจเรื่องราวของเมืองลำพูนได้ครบขึ้น

    พิกัดและการนำทาง

    พระบรมธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
    พิกัด 18.577105, 99.008501 (18°34′37.6″N 99°00′30.6″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารอยู่กลางเมืองลำพูน เดินทางจากเชียงใหม่ได้สะดวก ภายในวัดมีพระธาตุ สุวรรณเจดีย์ วิหาร หอไตร และหอระฆัง ควรแต่งกายสุภาพ ใกล้กันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยที่จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยหริภุญชัย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13: ตำนานกำเนิดหริภุญชัย. ตามตำนาน พระนางจามเทวีเสด็จจากละโว้มาครองเมือง
    • ราว พ.ศ. 1586–1590 (ค.ศ. ราว 1043–1047): สร้างพระธาตุ. ตามพงศาวดารและชินกาลมาลีปกรณ์ พระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์ครอบพระบรมธาตุ
    • สมัยราชวงศ์จามเทวี: พญาสัพพสิทธิ์บูรณะ. เสริมซุ้มประตูรอบองค์พระธาตุ
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): พญามังรายยึดหริภุญชัย. ลำพูนเข้าสู่อาณาจักรล้านนา และพระธาตุถูกปรับเป็นทรงฐานกลม
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. ต้นศตวรรษที่ 15): ปิดทององค์พระธาตุ. มีการปิดทองหุ้มองค์พระธาตุ
    • ราว พ.ศ. 1961 (ค.ศ. ราว 1418): สุวรรณเจดีย์. ปีสร้างตามแหล่งข้อมูลบางแห่ง ขณะที่ตำนานโยงกับพระนางปทุมวดี
    • ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. ราว 1447): พระเจ้าติโลกราชบูรณะ. ขยายพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆังสูงราว 92 ศอก
    • พ.ศ. 2043 (ค.ศ. 1500): จารึกหริปุญชปุรี. พระเมืองแก้วสร้างหอพระธรรมและพระพุทธรูปทองคำ
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 (ค.ศ. ต้นศตวรรษที่ 19): ฉัตรทองคำ. พระเจ้ากาวิละถวายฉัตรทองคำเก้าชั้น
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): หล่อฆ้องใหญ่. ฆ้องสำริดขนาดใหญ่ถูกนำมาไว้ที่วัด
    • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): แผ่นดินไหว. วิหารหลังเดิมพังลง
    • ทศวรรษ 2460 (ค.ศ. ทศวรรษ 1920): ครูบาศรีวิชัยบูรณะ. สร้างวิหารหลวงหลังใหม่ซึ่งกลายเป็นต้นแบบงานช่างล้านนาสายครูบา
    • ราว พ.ศ. 2470 (ค.ศ. ราว 1927): รวบรวมโบราณวัตถุ. เริ่มเก็บจารึกและโบราณวัตถุไว้ในวัด ต้นทางของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย
    • ปัจจุบัน: ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ. จัดทุกปีในวันเพ็ญเดือนแปดเหนือ

    รู้หรือไม่

    อยู่บนเหรียญ

    พระธาตุหริภุญชัยปรากฏบนด้านหลังของเหรียญหนึ่งสตางค์ของไทย

    พระธาตุประจำปีระกา

    ชาวล้านนาเชื่อว่าคนเกิดปีระกาควรมานมัสการพระธาตุหริภุญชัยสักครั้งในชีวิต

    ตัวเลขหลายชุด

    ปีที่สร้างพระธาตุในเอกสารต่าง ๆ ห่างกันหลายร้อยปี เพราะตำนานแต่ละฉบับนับศักราชต่างกัน

    ฆ้องยักษ์

    ฆ้องสำริดที่หล่อเมื่อ พ.ศ. 2403 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฆ้องที่ใหญ่ที่สุดใบหนึ่งของโลก

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Wat Phra That Hariphunchai – Wikipedia
    2. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน – ห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ
    3. พระธาตุหริภุญชัยในเอกสารตำนาน – GotoKnow
    4. วัดพระธาตุหริภุญชัย – ผู้จัดการออนไลน์
    5. Thailand Lexicon – Wat Phrathat Haripunchai
    6. Wat Phra That Haripunchai – Discover with Timothy
    7. ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย – Love Thailand
    8. ตำนานการพบพระธาตุในชินกาลมาลีปกรณ์ – GotoKnow
    9. จารึกหริปุญชปุรี – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    10. งานสถาปัตยกรรมแบบครูบาศรีวิชัย – วารสารศิลปกรรมศาสตร์ (ThaiJO)
    11. Hariphunchai National Museum – Lamphun Province
    12. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย – เดลินิวส์
    13. แสงแห่งศรัทธา โคมแสนดวง เมืองลำพูน – ไทยโพสต์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Wat Phra That Hariphunchai (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Ho Trai, Wat Phra That Hariphunchai (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    Buddha statues of Wat Phra That Hariphunchai · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    026 Golden Chedi (9203640237) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    028 Golden Chedi and Parasol (9203633909) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    วัดพระธาตุหริภุญชัย
    015 Old Suwanna Chedi (9206474254) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณศรีเทพ

    เมืองโบราณศรีเทพ

    ภาพประกอบ: Prang Si Thep – Si Thep · JJ Harrison (https://www.jjharrison.com.au/) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองแฝดในลุ่มน้ำป่าสักที่รวมศาสนสถานทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุด และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2566 · ราวพุทธศตวรรษที่ 9–19

    ที่ตั้งอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ลุ่มแม่น้ำป่าสัก
    ผังเมืองเมืองแฝด เมืองในและเมืองนอก มีคูน้ำล้อมรอบ
    ยุครุ่งเรืองสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–15 และสมัยวัฒนธรรมเขมร
    มรดกโลก19 กันยายน พ.ศ. 2566 เกณฑ์ข้อ (ii) และ (iii)
    องค์ประกอบมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ เขาคลังนอก และถ้ำเขาถมอรัตน์
    อุทยานประวัติศาสตร์จัดตั้ง พ.ศ. 2527
    พื้นที่มรดกโลกราว 866 เฮกตาร์ เขตกันชนราว 3,824 เฮกตาร์
    เขาคลังนอกฐานกว้างด้านละราว 64 เมตร สูงราว 20 เมตร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณศรีเทพอยู่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ บนที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติที่เชื่อมภาคกลางเข้ากับที่ราบสูงโคราช ทำเลนี้ทำให้ศรีเทพอยู่ตรงทางแยกของการค้าและความคิด ระหว่างลุ่มเจ้าพระยากับดินแดนอีสานและกัมพูชา

    ทางตะวันตกของเมืองมีเขาถมอรัตน์ ภูเขาหินปูนที่โดดเด่นจนมองเห็นได้จากระยะไกล ชาวเมืองโบราณถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทในยุคหลังหลายหลังหันหน้าไปทางเขาลูกนี้

    หลักฐานสำคัญ

    • เขาคลังนอก: มหาสถูปศิลาแลงขนาดใหญ่ที่สุดของสมัยทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปรางค์ศรีเทพ: ปรางค์แบบขอมที่สร้างซ้อนบนเมืองทวารวดีเดิม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ถ้ำเขาถมอรัตน์: ถ้ำที่มีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สลักบนผนังหิน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการและทรงพบเมืองร้างแห่งนี้ ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีเทพที่ปรากฏชื่อในเอกสารเก่า ชื่อนี้จึงใช้เรียกเมืองโบราณมาจนปัจจุบัน

    ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น เมืองร้างแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทวดา ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปตั้งบ้านเรือนภายในคูเมือง ความเชื่อนี้ช่วยให้โบราณสถานรอดพ้นจากการรื้อถอนมาได้นาน แม้จะมีการลักลอบนำโบราณวัตถุออกไปในอดีตก็ตาม

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นและบูรณะอย่างเป็นระบบในปี พ.ศ. 2521 และจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปี พ.ศ. 2527

    ในเมืองที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และพระกฤษณะเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

    สิ่งที่พบ

    ศรีเทพมีผังเมืองแบบเมืองแฝด คือเมืองในที่ค่อนข้างกลม และเมืองนอกที่ต่อขยายออกไป ทั้งสองส่วนมีคูน้ำล้อมรอบ ยูเนสโกระบุว่าผังแบบนี้มีลักษณะเฉพาะ นักโบราณคดีพบแหล่งศาสนสถานมากกว่า 112 แห่งในพื้นที่

    ในเมืองในมีเขาคลังใน ศาสนสถานพุทธแบบทวารวดีที่มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 ส่วนนอกเมืองไปทางเหนือมีเขาคลังนอก ซึ่งยูเนสโกระบุว่าเป็นโบราณสถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ ฐานซ้อนชั้นเลียนแบบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ และมีปราสาทจำลองประดับรอบฐาน

    บนเขาถมอรัตน์มีถ้ำที่สลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์บนผนังหิน ยูเนสโกระบุว่าเป็นถ้ำวิหารในพุทธศาสนามหายานแห่งเดียวที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ศรีเทพยังมีประติมากรรมพระวิษณุและพระกฤษณะที่สลักแบบลอยตัวในท่ายืนเอียงสะโพก ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าสกุลช่างศรีเทพ

    ในยุคหลัง เมื่อวัฒนธรรมเขมรแผ่อิทธิพลมาถึง มีการสร้างปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องในราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ทำให้ศรีเทพมีโบราณสถานซ้อนกันหลายสมัยในเมืองเดียว

    ผังเมืองแฝด สระน้ำ และศาสนสถานในเมือง

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพครอบคลุมพื้นที่ราว 4.7 ตารางกิโลเมตร เมืองในมีรูปค่อนข้างกลมและเป็นส่วนที่เก่ากว่า ส่วนเมืองนอกต่อขยายออกไปภายหลัง ทั้งสองส่วนมีคูน้ำคันดินของตัวเอง ซึ่งน่าจะใช้ทั้งกำหนดขอบเขตเมืองและจัดการน้ำ

    ภายในเมืองมีสระน้ำโบราณกระจายอยู่หลายแห่ง ที่ใหญ่ที่สุดคือสระแก้วทางด้านเหนือ ใกล้สระมีศาสนสถานที่เรียกว่าเขาคลังสระแก้ว นอกจากนี้ยังมีเขาคลังหน้า ปรางค์ฤาษี และฐานอาคารอีกจำนวนมาก ยูเนสโกระบุว่าทั้งเขตพบแหล่งศาสนสถานสำคัญมากกว่า 112 แห่ง

    เขาคลังในซึ่งอยู่กลางเมืองใน เป็นฐานศาสนสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางตะวันออก ตามแบบสถาปัตยกรรมทวารวดี รอบฐานมีปูนปั้นรูปคนแคระแบกฐานในท่าทางต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่ผู้มาเยือนชื่นชอบมาก นักวิชาการกำหนดอายุศาสนสถานนี้ไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 11–12

    พื้นที่มรดกโลกทั้งสามส่วนรวมกันราว 866 เฮกตาร์ และมีเขตกันชนโดยรอบอีกราว 3,824 เฮกตาร์ ขนาดนี้สะท้อนว่าศรีเทพไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มโบราณสถาน แต่เป็นภูมิทัศน์ของเมืองทั้งเมือง

    เขาคลังนอก: มหาสถูปที่ถูกปลุกให้ตื่น

    เขาคลังนอกอยู่ห่างจากเมืองโบราณศรีเทพไปทางเหนือราว 2 กิโลเมตร ก่อนการขุดค้น ชาวบ้านเห็นเป็นเพียงเนินดินขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ขึ้นคลุม กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่การขุดแต่งอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551

    เมื่อดินถูกเปิดออก ทีมงานพบสถูปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละราว 64 เมตร สูงราว 20 เมตร ส่วนฐานก่อด้วยหิน ส่วนบนก่อด้วยอิฐ มีฐานใหญ่สองชั้น แต่ละชั้นสูงราว 5 เมตร ผนังประดับด้วยซุ้มจระนำ เสาติดผนัง และซุ้มโค้งแบบกูฑุซึ่งรับมาจากสถาปัตยกรรมอินเดีย

    บนลานด้านตะวันออกยังพบหลุมเสาไม้สี่หลุม ซึ่งน่าจะเป็นร่องรอยของอาคารเครื่องไม้สำหรับประกอบพิธี รวมทั้งชิ้นส่วนสถูปจำลองขนาดเล็กที่เคยประดับองค์สถูป นักวิชาการที่ร่วมประเมินกำหนดอายุไว้ราว 1,200–1,300 ปีก่อน ตรงกับสมัยทวารวดี

    ยูเนสโกถือว่าเขาคลังนอกเป็นอนุสรณ์สถานทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ และเห็นอิทธิพลของศิลปะอินเดียใต้และชวาในรูปแบบของมัน หลายคนจึงเชื่อมโยงสถูปนี้กับพุทธศาสนามหายาน

    ถ้ำเขาถมอรัตน์: วิหารในภูเขา

    เขาถมอรัตน์เป็นภูเขาโดดที่ตั้งขึ้นจากที่ราบ จึงใช้เป็นหมุดหมายของภูมิประเทศได้จากระยะไกล ภายในถ้ำบนเขามีภาพสลักบนผนังหินหลายกลุ่ม ซึ่งยูเนสโกจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของแหล่งมรดกโลก

    กลุ่มแรกเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่สูงราว 2.5 เมตร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างแสดงธรรม ประทับบนดอกบัว ขนาบด้วยพระพุทธรูปยืนขนาดเล็กกว่าสูงราว 1.5 เมตรอีกสององค์ กลุ่มที่สองมีพระโพธิสัตว์สี่กร พระพุทธรูปนั่งสมาธิ และรูปสถูป ส่วนลึกเข้าไปในถ้ำมีพระโพธิสัตว์ที่นักวิชาการบางคนระบุว่าเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย และอาจมีพระอวโลกิเตศวรด้วย

    การมีพระโพธิสัตว์อยู่ร่วมกับพระพุทธรูปในถ้ำเดียวกันคือเหตุผลที่ทำให้ถ้ำนี้ถูกมองว่าเป็นวิหารถ้ำแบบมหายาน นักวิชาการกำหนดอายุภาพสลักราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และเห็นการผสมผสานกันของศิลปะภาคกลาง อีสาน และเขมร

    ความสำคัญ

    ศรีเทพแสดงให้เห็นความหลากหลายทางศาสนาของทวารวดี มีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และศาสนาฮินดู อยู่ร่วมกันในเมืองเดียว คนท้องถิ่นรับความคิดจากอินเดียมาแล้วปรับเป็นศิลปะของตนเอง จนเกิดรูปแบบที่ส่งอิทธิพลไปยังที่อื่น

    จารึกบ้านวังไผ่ที่พบในเขตนี้ เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กล่าวถึงพระนามพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน นักวิชาการบางท่านตีความว่าศรีเทพอาจเป็นรัฐที่มีอิสระและมีฐานะทัดเทียมกับรัฐเจนละยุคแรก

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียน เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีที่เกี่ยวเนื่อง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย

    จารึกบ้านวังไผ่และเทวรูปทั้งสี่

    จารึกบ้านวังไผ่เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ปัจจุบันเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จารึกกล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ องค์หนึ่งพระนามลบเลือนไปแล้ว อีกองค์คือพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน นักวิชาการบางท่านเห็นว่าพระองค์มีฐานะทัดเทียมกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ของเขมรโบราณ คำว่าวรมันในพระนามเองก็สะท้อนวัฒนธรรมอินเดียใต้ แบบเดียวกับตัวอักษรที่ใช้

    เทวรูปพระวิษณุและพระกฤษณะจากศรีเทพที่มีชื่อเสียงมีสี่องค์ จัดแสดงในห้องเทวรูปของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สององค์แรกมีสี่กร ยืนเอียงสะโพก สวมหมวกทรงกระบอก นุ่งผ้าสั้นแนบตัว องค์ที่สามมีสองกร ผมหยักศกยาวถึงคอ คล้ายพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะของเขมร ส่วนองค์ที่สี่ยกไหล่ซ้ายขึ้นและสวมหมวกทรงกระบอกแปดเหลี่ยม ซึ่งไม่พบในงานจากกัมพูชา

    นอกจากความเห็นของเซเดส์และบวสเซอลีเยแล้ว ลอว์เรนซ์ พาลเมอร์ บริกส์ ยังโต้แย้งว่าเทวรูปเหล่านี้ไม่ได้มาจากฟูนัน และน่าจะเกี่ยวข้องกับเจนละมากกว่า นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันจึงกำหนดอายุไว้กว้าง ๆ ราวพุทธศตวรรษที่ 11–13 และยอมรับว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว

    ข้อถกเถียง

    คำถามใหญ่คือศรีเทพเป็นศูนย์กลางของทวารวดีหรือไม่ ศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าศรีเทพอาจเป็นเมืองหลวงยุคแรก เพราะพบรูปพระกฤษณะมาก และชื่อทวารวดีมาจากนครทวารกาของพระกฤษณะ ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มยังยึดว่านครปฐมและอู่ทองคือศูนย์กลาง บางคนเห็นว่าทวารวดีเป็นเครือข่ายหลายเมืองโดยไม่มีศูนย์กลางเดียว

    อายุของประติมากรรมพระวิษณุ-กฤษณะก็ยังไม่ตรงกัน ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าเป็นศิลปะฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 11 แต่ฌอง บวสเซอลีเย เสนอว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ส่วนการสิ้นสุดของเมือง ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเมืองร้างไปราวพุทธศตวรรษที่ 19 แต่นักวิชาการบางคนเห็นว่าชุมชนไม่ได้ร้างทั้งหมด เพียงลดความสำคัญลง

    การหาอายุด้วยวิทยาศาสตร์ช่วยเติมภาพได้มากขึ้น เช่น ฟันมนุษย์จากหลุมฝังศพใกล้ใจกลางเมืองที่พบในปี พ.ศ. 2559 ให้ค่าอายุราว ค.ศ. 240–390 ซึ่งชี้ว่าพื้นที่มีคนอยู่ก่อนสมัยทวารวดีจะรุ่งเรือง

    ศรีเทพในปัจจุบัน

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนเดินชมเมืองใน เขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และออกไปชมเขาคลังนอกที่อยู่นอกเมืองได้ ในอุทยานมีศูนย์ข้อมูลที่จัดแสดงโบราณวัตถุและเรื่องราวของเมือง

    ประติมากรรมพระวิษณุ-กฤษณะชิ้นสำคัญหลายองค์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนถ้ำเขาถมอรัตน์อยู่บนภูเขาทางตะวันตก การขึ้นไปต้องเดินเขาและควรติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (เขาคลังใน/ศูนย์บริการ) อ.ศรีเทพ
    พิกัด 15.471566, 101.146903 (15°28′17.6″N 101°08′48.9″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพอยู่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายในมีศูนย์ข้อมูล โบราณสถานในเมืองใน และเส้นทางไปเขาคลังนอกนอกเมือง ถ้ำเขาถมอรัตน์อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกและต้องเดินขึ้นเขา ประติมากรรมชิ้นสำคัญจากศรีเทพหลายชิ้นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 9–10 (ค.ศ. ราว 240–390): ชุมชนยุคแรก. หลักฐานการฝังศพใกล้ใจกลางเมือง
    • พุทธศตวรรษที่ 11–12: เขาคลังใน. สร้างศาสนสถานพุทธแบบทวารวดีในเมืองใน
    • พุทธศตวรรษที่ 11–13: เทวรูปสกุลช่างศรีเทพ. สลักพระวิษณุและพระกฤษณะแบบลอยตัว
    • พุทธศตวรรษที่ 12–15: ทวารวดีรุ่งเรือง. สร้างเขาคลังนอก ถ้ำเขาถมอรัตน์ และขยายเมืองนอก
    • พุทธศตวรรษที่ 16–17: อิทธิพลเขมร. สร้างปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 19: ลดความสำคัญ. เมืองค่อย ๆ ร้างเมื่อสุโขทัยและอยุธยาขึ้นมามีอำนาจ
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): กรมพระยาดำรงฯ พบเมือง. ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีเทพ
    • พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): ขึ้นทะเบียนเขาคลังนอก. กรมศิลปากรประกาศเป็นโบราณสถาน
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): เริ่มขุดค้นบูรณะ. กรมศิลปากรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ตั้งอุทยานประวัติศาสตร์. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
    • มี.ค. พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดแต่งเขาคลังนอก. เปิดเนินดินจนเห็นมหาสถูปทวารวดี
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): พบหลุมฝังศพยุคแรก. ฟันมนุษย์ให้ค่าอายุราว ค.ศ. 240–390
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): มรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

    รู้หรือไม่

    เจ้าพ่อศรีเทพเป็นรูปสตรี

    รูปเคารพเจ้าพ่อศรีเทพที่ชาวบ้านกราบไหว้มีลักษณะเป็นเทวรูปสตรี มีข้อสันนิษฐานว่าองค์เดิมถูกลักลอบไป ชาวบ้านจึงนำเทวรูปที่มีอยู่มาแทน

    ปรางค์หันหน้าหาภูเขา

    ปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของเขาถมอรัตน์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมือง

    เขาคลังนอกเคยเป็นแค่เนินป่า

    ก่อนปี พ.ศ. 2551 เขาคลังนอกดูเหมือนเนินดินมีต้นไม้ขึ้น เมื่อขุดแต่งจึงพบว่าข้างใต้คือสถูปทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments – UNESCO
    2. Si Thep Historical Park – Wikipedia
    3. Dvaravati – Wikipedia
    4. เมืองศรีเทพ เมืองมรดกโลกล่าสุดของไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    5. เขาคลังนอก ศรีเทพ จุดบรรจบศิลปกรรมอินเดียเหนือ-ใต้ – ศิลปวัฒนธรรม
    6. พระวิษณุ-พระกฤษณะ เทวรูปองค์สำคัญ เมืองโบราณศรีเทพ – ศิลปวัฒนธรรม
    7. แกะรอยจารึกบ้านวังไผ่ – ศิลปวัฒนธรรม
    8. หลักฐานฟ้อง ทำไมจึงเชื่อได้ว่าศรีเทพคือศูนย์กลางทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม
    9. ทำไมรูปเคารพเจ้าพ่อศรีเทพถึงเป็นเทวรูปสตรี – ศิลปวัฒนธรรม
    10. เจาะเรื่อง เขาคลังนอก มหาสถูปเมืองศรีเทพ – ศิลปวัฒนธรรม
    11. ภาพสลักถ้ำเขาถมอรัตน์ – วารสาร (TCI)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-003 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-2-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nok (southwest view) July 2025 · Paul_012 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nak-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Khao Khlang Nai-011 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีเทพ
    Prang Si Thep-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    ภาพประกอบ: Jayavarman VII · LigerCommon · Public domain · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้นับถือพุทธมหายาน ผู้สร้างปราสาทบายน โรงพยาบาล และที่พักคนเดินทาง ซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ทั่วภาคอีสานและภาคกลางของไทย · ครองราชย์ พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)

    ครองราชย์พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)
    ราชธานียโสธรปุระ (นครธม) ในกัมพูชาปัจจุบัน
    ศาสนาพุทธศาสนามหายาน
    ผลงานเด่นปราสาทบายน ตาพรหม พระขรรค์ และนครธม
    สิ่งก่อสร้างสาธารณะอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
    ร่องรอยในไทยพิมาย เมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และพระพุทธรูปตามจารึกปราสาทพระขรรค์
    พระมเหสีพระนางชัยราชเทวี และต่อมาพระนางอินทรเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี
    พระนามหลังสวรรคตมหาบรมเสาคตะ

    ภูมิหลัง: เจ้าชายในยามบ้านเมืองระส่ำ

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ในช่วงที่พระองค์ยังหนุ่ม ราชสำนักเขมรเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ส่วนชายแดนตะวันออกก็มีความขัดแย้งกับอาณาจักรจามปาในเวียดนามตอนกลาง

    ตามที่เล่าสืบกันมา ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามล่องเรือขึ้นมาตามแม่น้ำโขงและทะเลสาบเขมร แล้วบุกยึดเมืองหลวงยโสธรปุระ กษัตริย์เขมรในเวลานั้นถูกปลงพระชนม์ เจ้าชายชัยวรมันจึงรวบรวมกำลังต่อสู้ขับไล่ฝ่ายจามออกไป ภาพการรบทางเรือที่สลักไว้บนผนังปราสาทบายนเชื่อกันว่าสะท้อนสงครามครั้งนี้

    อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ ไมเคิล วิคเครี่ ตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารจีนที่ใช้กำหนดปีและรายละเอียดของการบุกครั้งนี้ ภาพเหตุการณ์ช่วงนี้จึงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด สิ่งที่แน่นอนกว่าคือพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181)

    หลักฐานสำคัญ

    • ประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7: รูปนั่งสมาธิ ใบหน้าสงบ พบหลายองค์ในกัมพูชาและที่พิมาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชา) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกปราสาทตาพรหม: จารึกที่ระบุจำนวนโรงพยาบาล 102 แห่งในรัชกาล (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทตาพรหม กัมพูชา) ดูภาพถ่ายจริง
    • อโรคยศาลาในอีสาน: ศาสนสถานประจำโรงพยาบาลโบราณ เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัวและพระมเหสีสองพี่น้อง

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125) พระราชบิดาคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160) ส่วนพระราชมารดาคือพระนางศรีชัยราชจูฑามณี เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 พระชนมายุก็ล่วงเข้าวัยห้าสิบกว่าแล้ว นับว่าเป็นกษัตริย์ที่เริ่มรัชกาลช้ากว่าปกติมาก

    บุคคลสำคัญในชีวิตของพระองค์คือพระมเหสีสองพี่น้อง พระนางชัยราชเทวีเป็นพระมเหสีองค์แรก ส่วนพระนางอินทรเทวีผู้เป็นพระเชษฐภคินีเป็นผู้แนะนำให้พระน้องนางหันมาศึกษาพุทธศาสนา จนพ้นจากความทุกข์ใจในช่วงที่พระสวามีไม่อยู่ เรื่องราวเหล่านี้รู้ได้จากจารึกที่ปราสาทพิมานอากาศ ซึ่งเชื่อกันว่าพระนางอินทรเทวีทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต

    จารึกเล่าว่าพระนางชัยราชเทวีทรงรับเด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้งมาอุปการะ และให้ศึกษาธรรมตามพิธี ทั้งยังใช้ชาดกมาแสดงเป็นละครเพื่อสอนผู้คน พระนางยังสละทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยคนยากไร้ เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงอภิเษกกับพระนางอินทรเทวี ซึ่งรับหน้าที่ดูแลสำนักศึกษาทางพุทธศาสนาสำหรับสตรีต่อ

    พระโอรสที่มีพระนามปรากฏในหลักฐาน เช่น สูรยกุมาร วีรกุมาร และศรีนทรกุมาร ส่วนผู้ที่สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์คือพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2

    กษัตริย์ผู้สร้างปราสาทหน้าเทวดาไว้กลางเมือง ก็สร้างสถานพยาบาลเล็ก ๆ ไว้ริมทางให้ราษฎรด้วย

    ผลงาน: บายนและเมืองใหม่

    เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ได้สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่เรารู้จักกันในชื่อนครธม มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ และมีปราสาทบายนอยู่กลางเมือง บายนโดดเด่นด้วยยอดปราสาทที่สลักเป็นใบหน้าขนาดใหญ่หันไปทุกทิศ และภาพสลักที่เล่าทั้งสงครามและชีวิตประจำวันของผู้คน

    พระองค์ยังสร้างปราสาทใหญ่อีกหลายแห่ง ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186) อุทิศแด่พระราชมารดา ส่วนปราสาทพระขรรค์อุทิศแด่พระราชบิดา ปราสาททั้งสองมีจารึกที่บันทึกรายละเอียดการบริหาร จำนวนคน และทรัพย์สินที่ถวายไว้อย่างละเอียด ซึ่งกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน

    ต่างจากกษัตริย์เขมรส่วนใหญ่ก่อนหน้าที่นับถือศาสนาฮินดู พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง ศิลปะสมัยนี้จึงเต็มไปด้วยรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกรวมกันว่าศิลปะแบบบายน

    ตัวเลขในจารึก: ปราสาทหนึ่งหลังต้องใช้คนเท่าไร

    จารึกของพระองค์โดดเด่นเพราะจดตัวเลขไว้ละเอียดราวบัญชีของรัฐ จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่ามีผู้คนราว 80,000 คนเกี่ยวข้องกับการดูแลปราสาท ในจำนวนนี้มีพราหมณ์ชั้นสูง 18 คน และนางรำ 615 คน

    ปราสาทพระขรรค์ซึ่งถวายในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) ใหญ่กว่านั้นอีก ชื่อเดิมคือนครชัยศรี แปลว่าเมืองแห่งชัยชนะ เพราะเชื่อกันว่าสร้างบนที่ที่พระองค์ทรงชนะกองทัพจามใน พ.ศ. 1724 ปราสาทมีกำแพงชั้นนอกยาวราว 800 คูณ 700 เมตร รูปประธานคือพระโพธิสัตว์โลเกศวรในรูปของพระราชบิดา จารึกระบุว่ามีเทพในศาลราว 430 องค์ มีผู้รับใช้รวมราว 97,840 คน มีนางรำและครูอย่างละ 1,000 คน

    ที่ปราสาทบายน แต่เดิมมีปราสาทยอดหน้าราว 49 ยอด ปัจจุบันเหลือ 37 ยอด ใบหน้าทั้งหมดมีราว 200 หน้า ซึ่งนับให้แน่นอนไม่ได้เพราะบางหน้าชำรุด นักวิชาการตีความใบหน้าเหล่านี้ต่างกัน บ้างว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บ้างว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง และหลายคนเห็นว่าอาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือกษัตริย์ในฐานะพระโพธิสัตว์

    ใกล้ชายแดนไทยในจังหวัดบันทายมีชัยของกัมพูชา ยังมีปราสาทบันทายฉมาร์ซึ่งเจริญในรัชกาลเดียวกัน มีภาพสลักพระโลเกศวรและเทพในพุทธศาสนาแบบตันตระ แสดงว่าโครงการก่อสร้างของพระองค์แผ่มาถึงพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากอีสานของไทย

    โรงพยาบาลและที่พักคนเดินทาง

    สิ่งที่ทำให้พระองค์แตกต่างจากกษัตริย์องค์อื่นคือสิ่งก่อสร้างเพื่อประชาชน จารึกระบุว่าพระองค์สร้างอโรคยศาลหรือสถานพยาบาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร แต่ละแห่งมีศาสนสถานขนาดเล็กประจำ มีเจ้าหน้าที่ และมีการกำหนดยาสมุนไพรที่ต้องจัดส่งให้

    จารึกประจำอโรคยศาล เช่น จารึกที่พบที่ทรายฟองในลาว และที่ปราสาทตาเมือนโต๊ดในไทย มีเนื้อความคล้ายกัน ใจความสำคัญคือความเจ็บป่วยทางกายของราษฎรทำให้พระองค์ทุกข์ใจยิ่งกว่าความเจ็บป่วยของพระองค์เอง ข้อความนี้มักถูกยกมาเป็นภาพแทนอุดมคติของกษัตริย์ผู้ใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน

    นอกจากนี้ยังมีธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อบ้านมีไฟ จำนวน 121 แห่ง ตั้งเรียงรายตามถนนสายสำคัญที่ออกจากเมืองพระนคร จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่าบนเส้นทางจากเมืองพระนครไปยังพิมายมีที่พักแบบนี้ 17 แห่ง

    รอยพระบาทในดินแดนไทย

    ในภาคอีสานพบอโรคยศาลแบบปราสาทหลังเล็กที่ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่อยู่ราว 30 แห่ง ส่วนธรรมศาลาบนเส้นทางไปพิมายนั้นระบุตำแหน่งได้ในไทยแล้วประมาณ 8 แห่ง กลุ่มปราสาทตาเมือนที่จังหวัดสุรินทร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะมีทั้งธรรมศาลา (ปราสาทตาเมือน) และอโรคยศาล (ปราสาทตาเมือนโต๊ด) อยู่ใกล้กัน

    ที่ปราสาทหินพิมายพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิ ซึ่งยอร์ช เซเดส์ เสนอใน พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และถือเป็นรูปของพระองค์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่พบในประเทศไทย

    จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่าชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง เซเดส์เสนอว่าหกเมืองในรายชื่ออยู่ในไทย ได้แก่ ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชัยราชปุรี (ราชบุรี) ศรีชัยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ กาญจนบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) และศัมพูกปัฏฏนะ (ราชบุรี) ปราสาทเมืองสิงห์และพระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีก็แสดงลักษณะศิลปะแบบบายนชัดเจน

    ข้อถกเถียง

    การที่ชื่อเมืองในไทยปรากฏในจารึกไม่ได้บอกชัดว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ใต้การปกครองโดยตรงของเมืองพระนครมากเพียงใด นักวิชาการยังตีความกันต่างไป บ้างเห็นว่าเป็นหัวเมืองในอำนาจ บ้างเห็นว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและการเมืองที่หลวมกว่านั้น

    การระบุตำแหน่งเมืองก็ยังไม่ยุติ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เสนอว่าโบราณวัตถุที่แหล่งเนินทางพระ สุพรรณบุรี มีรูปแบบต่างจากศิลปะที่เมืองพระนครหลายจุด จึงน่าจะเป็นพุทธมหายานยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และไม่ควรถือเป็นหลักฐานของสุวรรณปุระตามความเข้าใจเดิม

    อีกประเด็นหนึ่งคือภาพของกษัตริย์ผู้เมตตา แม้จารึกจะยกย่องความใส่ใจต่อราษฎร แต่สิ่งก่อสร้างจำนวนมหาศาลก็ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก จารึกตาพรหมเองระบุจำนวนผู้คนที่ต้องรับใช้ปราสาทไว้เป็นหลักหมื่น การมองพระองค์จึงควรเห็นทั้งสองด้าน

    ตำนานกับหลักฐาน

    เรื่องเล่ายอดนิยมเรื่องหนึ่งคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงประชวรเป็นโรคเรื้อน จึงสร้างโรงพยาบาลจำนวนมาก เรื่องนี้ไม่มีจารึกรองรับ ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนในนครธมมาจากรูปปั้นที่มีคราบและตะไคร่จนดูคล้ายผิวของผู้ป่วย และรูปนั้นที่แท้คือพระธรรมราชาหรือพระยม ตามตำนานพื้นบ้านกัมพูชา กษัตริย์ขี้เรื้อนหมายถึงพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 อย่างไรก็ดี บทละครเรื่องสุดท้ายของยูกิโอะ มิชิมะ ได้นำภาพกษัตริย์ขี้เรื้อนผู้สร้างบายนไปเล่า ทำให้ความเชื่อนี้แพร่หลายออกไป

    อีกเรื่องหนึ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าคือชะตากรรมของรูปเคารพหลังรัชกาล ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ราว พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295) ราชสำนักหันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู บายนถูกดัดแปลง ซุ้มเล็กหลายซุ้มถูกรื้อ และมีการเพิ่มภาพสลักเรื่องในศาสนาฮินดู พระพุทธรูปนาคปรกสูงราว 3.6 เมตรซึ่งเคยประดิษฐานในบายนถูกทุบทำลายแล้วทิ้งลงบ่อ จนนักโบราณคดีฝรั่งเศสค้นพบใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) และนำมาประกอบใหม่

    เรื่องใบหน้าที่บายนและรูปประติมากรรมจากพิมายก็เป็นการตีความเช่นกัน แม้จะได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ไม่มีจารึกบนตัวรูปที่บอกว่าเป็นพระองค์ การระบุอาศัยการเปรียบเทียบพระพักตร์ระหว่างรูปหลายชิ้นที่พบในกัมพูชาและไทย ภายหลังสวรรคต พระองค์ได้รับพระนามว่ามหาบรมเสาคตะ ซึ่งเป็นพระนามที่ผูกกับพระสุคตหรือพระพุทธเจ้า สะท้อนความเป็นกษัตริย์พุทธของพระองค์

    มรดก

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218) หลังจากนั้นกษัตริย์องค์ต่อมาบางพระองค์หันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู และรูปเคารพทางพุทธศาสนาในปราสาทหลายแห่งถูกทำลายหรือดัดแปลง แต่สิ่งก่อสร้างของพระองค์ยังคงเป็นส่วนใหญ่ของสิ่งที่นักท่องเที่ยวเห็นที่เมืองพระนครในวันนี้

    สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระองค์คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจปราสาทแบบบายนในอีสาน ศิลปะลพบุรี และพุทธศาสนามหายานที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนนี้ ก่อนที่เถรวาทจะกลายเป็นศาสนาหลักในเวลาต่อมา

    พระนามในโลกปัจจุบัน

    ในกัมพูชา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถูกยกย่องเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขมร พระนามของพระองค์ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรงพยาบาลเด็กในเมืองเสียมราฐ ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) โดยมูลนิธิกันทะบุปผาของนายแพทย์เบียท ริชเนอร์ ชาวสวิส เป็นการเชื่อมอุดมคติเรื่องอโรคยศาลเข้ากับงานสาธารณสุขสมัยใหม่

    ปราสาทบายนเองยังเป็นพื้นที่ทำงานของนักอนุรักษ์นานาชาติ หลังสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศบูรณะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทีมของรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)

    ในประเทศไทย ร่องรอยของพระองค์มีให้เห็นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด กู่หรือปรางค์กู่ตามหมู่บ้านในอีสานหลายแห่งคืออโรคยศาลในรัชกาลนี้ และกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะไว้หลายจุด ส่วนประติมากรรมจากพิมายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายเป็นจุดที่คนไทยได้ใกล้ชิดกับพระพักตร์ของพระองค์มากที่สุด

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125): ประสูติ. โอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 และพระนางศรีชัยราชจูฑามณี
    • ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160): รัชกาลพระราชบิดา. พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ครองเมืองพระนคร
    • ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177): จามบุกยโสธรปุระ. ตามที่เล่ากันมา ฝ่ายจามยึดเมืองหลวงได้ (ปีและรายละเอียดยังมีผู้โต้แย้ง)
    • พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181): ขึ้นครองราชย์. หลังขับไล่ฝ่ายจามออกจากเมืองพระนคร
    • พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186): สร้างปราสาทตาพรหม. อุทิศแด่พระราชมารดา
    • พ.ศ. 1733–1734 (ค.ศ. 1190–1191): ยึดครองจามปา. จามปาตกเป็นเมืองขึ้นของเขมรราว 30 ปี
    • พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191): ถวายปราสาทพระขรรค์. อุทิศแด่พระราชบิดาในรูปพระโลเกศวร
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 18: สร้างนครธมและบายน. พร้อมอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
    • พุทธศตวรรษที่ 18: ศิลปะบายนในไทย. ปราสาทเมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และอโรคยศาลในอีสาน
    • ราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218): สวรรคต. พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ครองราชย์ต่อ
    • พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295): ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8. ราชสำนักกลับไปนับถือฮินดู บายนถูกดัดแปลง พระพุทธรูปถูกทำลาย
    • พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933): พบพระพุทธรูปนาคปรกในบ่อ. พระพุทธรูปประธานบายนที่ถูกทุบทำลาย ได้รับการประกอบขึ้นใหม่
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): เซเดส์ระบุรูปที่พิมาย. เสนอว่าประติมากรรมจากปราสาทพิมายคือรูปของพระองค์
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): โรงพยาบาลชัยวรมันที่ 7. โรงพยาบาลเด็กที่เสียมราฐตั้งชื่อตามพระองค์

    รู้หรือไม่

    บ้านมีไฟ

    ชื่อบ้านมีไฟมาจากคำเรียกที่พักริมทางในจารึก ซึ่งนักวิชาการฝรั่งเศสแปลว่าบ้านแห่งไฟ คนไทยจึงใช้ชื่อนี้เรียกธรรมศาลาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาจนทุกวันนี้

    รูปที่พิมายเคยถูกทายผิด

    ประติมากรรมรูปบุคคลนั่งที่พบในปราสาทพิมายเคยถูกเรียกว่าพระเจ้าพรหมทัต ก่อนที่เซเดส์จะเสนอว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    23 เมือง 23 พระพุทธรูป

    จารึกปราสาทพระขรรค์บอกว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง หกเมืองในนั้นน่าจะอยู่ในไทย

    ไม่มีหลักฐานว่าทรงเป็นโรคเรื้อน

    ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนมาจากรูปปั้นที่มีคราบตะไคร่ ส่วนรูปนั้นคือพระยม ไม่มีจารึกใดบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประชวรด้วยโรคนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Jayavarman VII (Wikipedia)
    2. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรคทางกาย-จิต (ศิลปวัฒนธรรม)
    3. ตามรอยราชมรรคาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
    4. 6 เมืองโบราณของไทย ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. เนินทางพระ ไม่ใช่สุวรรณปุระ (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. Sculpture of King Jayavarman VII, Phimai (SAC Southeast Asian Arts)
    8. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    9. Mueang Sing Historical Park (Wikipedia)
    10. Bayon (Wikipedia)
    11. Jayarajadevi (Wikipedia)
    12. Preah Khan (Wikipedia)
    13. Banteay Chhmar (Wikipedia)
    14. Terrace of the Leper King (Wikipedia)
    15. Beat Richner (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    JayavarmanVII · Suzan Black · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    JayavarmanVII-Vientiane · Chaoborus at French Wikipedia · CC BY-SA 2.5 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Angkor Thom Bayon relief of the Battle of Tonlé Sap · Pierre André Leclercq · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    2016 Phnom Penh, Pałac Królewski, Posąg Dżajawarmana VII (02) · Marcin Konsek · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Bayon – Bayon1268 · lumoplank · CC0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Angkor Thom, Bayón 34 · LBM1948 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Scène de combat naval (bas-relief du Bayon) (2335321064) · dalbera from Paris, France · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • ศรีจนาศะ

    ศรีจนาศะ

    ภาพประกอบ: Muang Sema-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    รัฐปริศนาบนที่ราบสูงโคราชที่เรารู้จักจากจารึกเพียงไม่กี่หลัก มีกษัตริย์สืบสายกันหลายรุ่น นับถือทั้งพุทธและพราหมณ์ ก่อนจะถูกรวมเข้ากับอาณาจักรเขมร · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–10)

    ชื่อในจารึกศรีจนาศะ หรือ จนาศปุระ
    หลักฐานแรกจารึกบ่ออีกา (K.400) จากบริเวณเมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
    จารึกสำคัญจารึกศรีจนาศะ (K.949) ลง พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) พบที่พระนครศรีอยุธยา
    กษัตริย์องค์แรกในรายพระนามพระเจ้าภคทัตต์
    ศาสนาพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ไศวนิกาย อยู่ร่วมกัน
    ศูนย์กลางยังถกเถียง ลุ่มน้ำมูลตอนบนแถบเมืองเสมา หรือศรีเทพในลุ่มน้ำป่าสัก

    รัฐที่รู้จักจากจารึก

    ศรีจนาศะไม่มีพงศาวดาร ไม่มีตำนานพื้นเมือง และไม่มีเมืองหลวงที่ใครชี้ได้แน่นอน สิ่งที่เรามีคือจารึกหินไม่กี่หลัก ซึ่งเอ่ยถึงชื่อรัฐนี้และกษัตริย์ของมัน นักวิชาการจึงต้องต่อภาพของศรีจนาศะจากตัวอักษรบนหิน ผสมกับหลักฐานโบราณคดีจากเมืองโบราณบนที่ราบสูงโคราช

    ชื่อนี้ปรากฏในจารึกว่าศรีจนาศะ หรือจนาศปุระ แปลได้ประมาณว่าเมืองของจนาศะ นอกจากจารึกแล้ว นักวิชาการบางท่านยังเสนอว่าเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถัง เช่นหนังสือเช่อฝู่หยวนกุย อาจกล่าวถึงรัฐนี้ภายใต้ชื่อที่ถอดเสียงว่าเกอหลอเซอเฟิน แต่การเทียบชื่อนี้ยังเป็นข้อเสนอ

    ช่วงเวลาที่ศรีจนาศะมีบทบาทตรงกับยุคทวารวดีในภาคกลาง และยุคก่อนเมืองพระนครจะแผ่อำนาจเต็มที่ ศรีจนาศะจึงเป็นหน้าต่างที่ช่วยให้เห็นว่า ที่ราบสูงโคราชเคยมีรัฐท้องถิ่นของตนเองก่อนที่อิทธิพลเขมรจะเข้ามาครอบคลุม

    จารึกบ่ออีกา: ชื่อแรกบนหิน

    หลักฐานชิ้นแรกที่เอ่ยชื่อศรีจนาศะคือจารึกบ่ออีกา ซึ่งได้ชื่อจากบ้านบ่ออีกา ใกล้เมืองโบราณเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จารึกนี้ใช้ภาษาสันสกฤตและเขมร มีสองด้านรวม 21 บรรทัด ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้อ่านและแปลไว้ใน พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954)

    ด้านหนึ่งบันทึกว่ากษัตริย์แห่งศรีจนาศะถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่หมู่สงฆ์ ส่วนอีกด้านลงมหาศักราช 790 ตรงกับ พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868) และกล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำ หินก้อนเดียวจึงบันทึกทั้งการทำบุญแบบพุทธและพิธีแบบไศวนิกาย

    อายุของด้านที่เอ่ยชื่อศรีจนาศะยังตีความต่างกัน บางท่านเห็นว่าเขียนราว ค.ศ. 790 ขณะที่บางท่านเห็นว่าเก่ากว่านั้นไปถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 ส่วนด้านที่มีศักราชชัดเจนคือ พ.ศ. 1411 อาจเขียนเพิ่มในภายหลัง

    ศรีจนาศะเหลือไว้เพียงรายพระนามกษัตริย์บนแผ่นหินไม่กี่แผ่น แต่เท่านั้นก็พอจะบอกว่าที่ราบสูงโคราชเคยมีราชวงศ์ของตนเอง

    จารึกศรีจนาศะ: รายพระนามกษัตริย์

    หลักฐานชิ้นที่สองสำคัญยิ่งกว่า เพราะบอกรายพระนามกษัตริย์ จารึกศรีจนาศะ หรือ K.949 พบบริเวณเทวสถานใกล้สะพานชีกุน ในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ห่างจากที่ราบสูงโคราชหลายร้อยกิโลเมตร จารึกใช้อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและเขมร ลงศักราช พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก จังหวัดปทุมธานี

    จารึกด้านแรกสรรเสริญพระศิวะและพระชายา แล้วไล่รายพระนามกษัตริย์แห่งจนาศปุระ เริ่มจากพระเจ้าภคทัตต์ ตามด้วยพระเจ้าสุนทรปรากรม และพระเจ้าสุนทรวรมัน พระเจ้าสุนทรวรมันมีโอรสสององค์ คือ พระเจ้านรปติสิงหวรมัน ผู้พี่ซึ่งได้ครองราชย์ และพระเจ้ามังคลวรมัน ผู้น้องซึ่งเป็นผู้สร้างรูปเคารพและจารึกนี้ ส่วนด้านที่สองเป็นรายชื่อข้าทาสที่ถวาย

    จารึกนี้ทำให้รู้ว่าศรีจนาศะมีราชวงศ์สืบต่อกันอย่างน้อยห้ารุ่น และยังคงอยู่ในต้นพุทธศตวรรษที่ 15 คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ทำไมจารึกของรัฐบนที่ราบสูงจึงไปพบที่อยุธยา บางท่านเห็นว่าจารึกถูกเคลื่อนย้ายมาภายหลัง บางท่านใช้เป็นเหตุผลว่าอาณาเขตของศรีจนาศะกว้างไกลกว่าที่คิด

    พุทธกับพราหมณ์บนแผ่นดินเดียวกัน

    ศาสนาในศรีจนาศะสะท้อนภาพการอยู่ร่วมกัน เมืองเสมาซึ่งอยู่ในเขตที่เชื่อว่าเป็นแกนกลางของรัฐ มีพระนอนหินทรายขนาดใหญ่ ธรรมจักร และใบเสมาแบบทวารวดี ขณะที่จารึกในพื้นที่เดียวกันบูชาพระศิวะและพระวิษณุ

    จารึกบ้านพันดุง จากอำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ก็ช่วยยืนยันภาพนี้ จารึกเขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต งานอ่านใหม่ของนักจารึกไทยกำหนดอายุไว้ที่มหาศักราช 751 หรือ พ.ศ. 1372 และพบร่องรอยการผสมระหว่างศาสนาฮินดูกับพุทธ แม้แหล่งข้อมูลบางแห่งจะให้ปีต่างออกไปเล็กน้อย

    ภาพเช่นนี้ทำให้นักวิชาการบางท่านเรียกศรีจนาศะว่าเป็นรัฐชายขอบระหว่างโลกทวารวดีกับโลกเขมร คือรับทั้งพุทธศาสนาแบบที่นิยมในลุ่มเจ้าพระยา และศาสนาพราหมณ์แบบที่นิยมในกัมพูชา

    ศูนย์กลางอยู่ที่ไหน

    คำถามที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ตรงไหน นักวิชาการกลุ่มใหญ่ รวมถึงศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่ในลุ่มน้ำมูลตอนบน ครอบคลุมเขตอำเภอเมือง ปักธงชัย และสูงเนิน ของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีเมืองเสมาเป็นเมืองสำคัญ เหตุผลหลักคือจารึกบ่ออีกาพบที่นี่

    อีกฝ่ายหนึ่งเสนอว่าศูนย์กลางอยู่ที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในลุ่มแม่น้ำป่าสัก ทัตสึโอะ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น และ ดร.ธิดา สาระยา ต่างเสนอแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าศรีเทพเป็นเมืองเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในแถบนั้น มีหลักฐานทั้งพุทธและพราหมณ์ แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

    ยังมีทางเลือกที่สาม คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร มองว่าเมืองเสมา ศรีเทพ และศรีมโหสถ อาจเป็นเมืองชายแดนทางวัฒนธรรมในเครือข่ายเดียวกัน แทนที่จะต้องเลือกว่าเมืองใดเป็นเมืองหลวง จนถึงวันนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ขาด

    จุดจบและการรวมเข้ากับเขมร

    หลังจารึก พ.ศ. 1480 ชื่อศรีจนาศะก็เงียบหายไป หลักฐานถัดมาคือจารึกเมืองเสมา ลงศักราช พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971) ใช้ภาษาสันสกฤตและเขมร กล่าวสรรเสริญพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งเมืองพระนคร และบันทึกการที่ขุนนางชั้นสูงสร้างรูปเคารพ พระพุทธรูป และถวายข้าทาสแก่ศาสนสถาน

    นักวิชาการจึงเชื่อว่าศรีจนาศะถูกรวมเข้ากับอาณาจักรเขมรในราวรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 การรวมนี้อาจไม่ได้เกิดจากสงคราม แต่อาจเป็นการที่ชนชั้นนำท้องถิ่นยอมรับอำนาจของเมืองพระนคร และรับตำแหน่งหรือพระนามใหม่ จารึกยุคหลังบางหลักระบุพระนามที่บางท่านเห็นว่าอาจเป็นพระเจ้านรปติสิงหวรมันในพระนามใหม่

    แม้ชื่อศรีจนาศะจะหายไป แต่พื้นที่ของมันกลายเป็นฐานสำคัญของอำนาจเขมรในอีสาน ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 17 ปราสาทหินพิมายและปราสาทพนมรุ้งก็ถูกสร้างขึ้นในลุ่มน้ำมูล ศรีจนาศะจึงเป็นบทนำที่ถูกลืมของเรื่องราวปราสาทหินในอีสาน

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–14: เมืองเสมารุ่งเรือง. เมืองคูน้ำคันดินใหญ่ในวัฒนธรรมทวารวดีบนที่ราบสูงโคราช
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ยังถกเถียง) (ค.ศ. ราว 790): จารึกบ่ออีกา ด้านที่เอ่ยชื่อศรีจนาศะ. กษัตริย์ศรีจนาศะถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่สงฆ์
    • พ.ศ. 1372 (ค.ศ. 829): จารึกบ้านพันดุง. ตามการอ่านใหม่ แสดงการผสมระหว่างพุทธและฮินดู
    • พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868): จารึกบ่ออีกา ด้านไศวนิกาย. บันทึกการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. ไล่รายพระนามกษัตริย์ตั้งแต่พระเจ้าภคทัตต์
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): จารึกเมืองเสมา. กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แสดงอำนาจเขมรในลุ่มน้ำมูล
    • พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954): เซเดส์อ่านจารึกบ่ออีกา. เปิดประเด็นการศึกษาศรีจนาศะ

    รู้หรือไม่

    จารึกหลงทาง

    จารึกที่ให้รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะครบที่สุด กลับไปพบที่อยุธยา ห่างจากที่ราบสูงโคราชซึ่งเชื่อว่าเป็นถิ่นของรัฐนี้หลายร้อยกิโลเมตร

    ภคทัตต์สองคน

    พระนามภคทัตต์ปรากฏทั้งในรายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะ และเป็นพระนามกษัตริย์ลังกาสุกะในบันทึกจีน แต่ทั้งสองอยู่ห่างกันหลายร้อยปีและไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกัน ชื่อนี้มาจากวีรบุรุษในมหาภารตะ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Canasapura (Wikipedia)
    2. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน (ศิลปวัฒนธรรม)
    3. จารึกศรีจนาศะ (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
    4. จารึกเมืองเสมา (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
    5. จารึกบ่ออีกา (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
    6. จารึกบ้านพันดุง: มุมมองจากการอ่านและแปลใหม่
    7. ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับคำศัพท์บอกศักราชในจารึกเมืองเสมา ด้านที่ 2 (วรรณวิทัศน์)
    8. ศรีจนาศะ เครือข่ายรัฐ (มติชน)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ตำนานสิงหนวัติและโยนกนาคพันธุ์

    ตำนานสิงหนวัติและโยนกนาคพันธุ์

    ภาพประกอบ: Chiang Saen, Thailand · Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องเล่าของเจ้าชายผู้สร้างเมืองด้วยความช่วยเหลือของพญานาค และเมืองที่ล่มลงในคืนเดียว ในแอ่งเชียงแสน กับคำถามว่าตำนานบอกอะไรเราได้บ้าง · ตามตำนาน ก่อนพุทธกาลถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11 เรื่องเล่าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์ในยุคหลังมาก

    พื้นที่แอ่งเชียงแสน อำเภอเชียงแสนและอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
    เอกสารหลักตำนานสิงหนวัติกุมาร และพงศาวดารโยนก
    ผู้เรียบเรียงพงศาวดารโยนกพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) พิมพ์ พ.ศ. 2442 และ พ.ศ. 2450
    สถานะตำนาน ยังไม่มีหลักฐานโบราณคดียืนยันเมืองโยนกตามที่เล่า
    จุดที่เชื่อมโยงเวียงหนองล่ม ทางใต้ของหนองบงคาย ตามความเชื่อท้องถิ่นคือที่ตั้งเมืองที่ล่ม
    ต่อเนื่องไปสู่ตำนานหิรัญนครเงินยางของลวจังกราช และราชวงศ์ของพญามังราย

    แอ่งเชียงแสนกับเรื่องเล่าต้นเมือง

    แอ่งเชียงแสนเป็นที่ราบริมแม่น้ำโขงทางเหนือสุดของประเทศไทย มีแม่น้ำกก แม่น้ำจัน และหนองน้ำใหญ่อย่างหนองบงคาย ดินแดนนี้อยู่ใกล้เส้นทางที่เชื่อมไปยังยูนนาน ลาว และพม่า จึงเป็นทางผ่านของผู้คนมาแต่โบราณ

    ชาวล้านนามีตำนานหลายเรื่องที่อธิบายว่าบ้านเมืองของตนเริ่มต้นจากที่นี่ เรื่องที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือตำนานสิงหนวัติ ซึ่งเล่าถึงเมืองชื่อโยนกนาคพันธุ์ ต่อด้วยเมืองที่ล่มลงเป็นหนองน้ำ และเมืองใหม่ที่สืบต่อมาจนถึงยุคพญามังราย

    ตำนานเหล่านี้มีคุณค่ามากในฐานะความทรงจำและความเชื่อของคนท้องถิ่น แต่ผู้อ่านควรแยกให้ออกว่าส่วนไหนเป็นเรื่องเล่า และส่วนไหนมีหลักฐานรองรับ บทความนี้จึงเล่าตำนานก่อน แล้วจึงดูว่าโบราณคดีและธรณีวิทยาบอกอะไรเพิ่มเติม

    หลักฐานสำคัญ

    • เวียงหนองล่ม: พื้นที่ชุ่มน้ำที่คนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นที่ตั้งเมืองโยนกที่ล่ม มีร่องรอยโบราณคดีหลายยุค (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ รอยต่ออำเภอเชียงแสนและอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ทางใต้ของหนองบงคาย) ดูภาพถ่ายจริง
    • กำแพงเมืองและวัดในเชียงแสน: หลักฐานของเมืองเชียงแสนที่พญาแสนภูสร้างราว พ.ศ. 1871 ซึ่งเป็นยุคล้านนา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เช่น วัดป่าสักและวัดพระธาตุเจดีย์หลวง) ดูภาพถ่ายจริง
    • โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์: โบราณวัตถุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงล้านนาที่แสดงว่าแอ่งเชียงแสนมีคนอยู่มายาวนาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน) ดูภาพถ่ายจริง

    ตามตำนาน: สิงหนวัติกุมารกับพญานาค

    ตามตำนาน สิงหนวัติกุมารเป็นโอรสองค์เล็กของพระเจ้าเทวกาลแห่งเมืองราชคฤห์ ในเรื่องเล่าระบุว่าทรงอพยพผู้คนจำนวนมากลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการไทยบางคนตีความว่าราชคฤห์ในตำนานนี้อาจหมายถึงดินแดนแถบยูนนาน แต่ข้อนี้เป็นเพียงการตีความ

    ตามตำนาน เมื่อมาถึงริมแม่น้ำโขง พญานาคชื่อพันธุนาคราชแปลงกายเป็นพราหมณ์มาพบ แนะนำให้สร้างเมืองที่นี่และสัญญาว่าเมืองจะรุ่งเรือง เมื่อพราหมณ์หายตัวไป สิงหนวัติกุมารจึงรู้ว่าผู้มาพบคือนาค เมืองที่สร้างขึ้นจึงได้ชื่อว่านาคพันธุสิงหนวัตินคร ภายหลังเรียกกันว่าโยนกนาคพันธุ์

    เรื่องพญานาคช่วยสร้างเมืองพบในตำนานของหลายเมืองในลุ่มแม่น้ำโขง นาคในตำนานเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนผู้อุปถัมภ์และเจ้าของแผ่นดินเดิม การที่นาคยินยอมให้สร้างเมือง จึงเป็นวิธีเล่าว่าผู้ปกครองได้รับสิทธิ์ในแผ่นดินอย่างชอบธรรม

    เมืองในตำนานอาจไม่เคยมีอยู่ตามที่เล่า แต่แผ่นดินที่สั่นไหวใต้แอ่งเชียงแสนนั้นมีอยู่จริง

    ตามตำนาน: พระเจ้าพรหม และเมืองที่ล่มในคืนเดียว

    ตามตำนาน โยนกมีกษัตริย์สืบต่อกันหลายรัชกาล ช่วงหนึ่งถูกขอมจากเมืองอุโมงคเสลารุกราน จนพระเจ้าพังคราชต้องเสียเมือง ต่อมาพระเจ้าพรหม ราชบุตร ทรงขับไล่ขอมออกไปได้ คืนบัลลังก์ให้พระราชบิดา แล้วไปสร้างเมืองใหม่ชื่อเวียงไชยปราการ

    ตามตำนาน กษัตริย์องค์สุดท้ายของโยนกคือพระเจ้ามหาไชยชนะ วันหนึ่งชาวเมืองจับปลาไหลเผือกตัวใหญ่ได้ แล้วแบ่งเนื้อกินกันทั้งเมือง มีเพียงหญิงม่ายคนหนึ่งที่ไม่ได้กิน คืนนั้นแผ่นดินไหวและเมืองทั้งเมืองจมลงกลายเป็นหนองน้ำ เหลือเพียงบ้านของหญิงม่าย ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่าเกาะแม่ม่าย

    ตามตำนาน ผู้รอดชีวิตย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่เวียงปรึกษา และอีกหลายชั่วคนต่อมาได้เชิญลวจังกราชจากดอยตุงมาเป็นผู้ปกครอง ลวจังกราชสร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง ซึ่งตำนานล้านนาถือว่าเป็นต้นวงศ์ของพญามังราย ปีในตำนานที่บางแหล่งคำนวณไว้ เช่น การล่มของโยนกราว ค.ศ. 467 หรือการตั้งหิรัญนครราว ค.ศ. 638 ล้วนมาจากศักราชในเรื่องเล่า และนักวิชาการยังถกเถียงว่าควรคำนวณด้วยศักราชใด

    เอกสารที่เล่าเรื่องนี้

    ตำนานสิงหนวัติกุมารเป็นตำนานพื้นเมืองล้านนา ต้นฉบับเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ และถูกนำมาพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 ฉบับที่มีผู้อ้างถึงบ่อยคือฉบับที่มานิต วัลลิโภดม ตรวจสอบชำระ พิมพ์ในปี พ.ศ. 2516

    พงศาวดารโยนกเรียบเรียงโดยพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2442 และพิมพ์อีกครั้งใน พ.ศ. 2450 ผู้เรียบเรียงรวบรวมตำนานและพงศาวดารล้านนาหลายฉบับ มาเล่าต่อกันตั้งแต่ยุคโยนก ผ่านพระนางจามเทวีและพญามังราย จนถึงสมัยของตน

    นักวิชาการมองว่าพงศาวดารโยนกเป็นงานประวัติศาสตร์ล้านนาเล่มแรก ๆ ที่พยายามตรวจสอบหลักฐานแบบตะวันตก แต่ก็เขียนจากมุมมองของราชสำนักกรุงเทพฯ ที่ต้องการรวมล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ การอ่านพงศาวดารเล่มนี้จึงต้องคำนึงถึงบริบทตอนที่เขียนด้วย

    ตำนานกับหลักฐาน

    จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพบซากเมืองหรือจารึกที่ยืนยันได้ว่าโยนกนาคพันธุ์มีอยู่จริงตามที่ตำนานเล่า ทั้งชื่อกษัตริย์และปีต่าง ๆ จึงยังอยู่ในขอบเขตของเรื่องเล่า สิ่งที่ยืนยันได้คือบริเวณเชียงแสนมีคนอาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุบางส่วนจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

    ส่วนเมืองเชียงแสนที่เห็นกำแพงอยู่ทุกวันนี้ สร้างขึ้นภายหลังมาก โดยพญาแสนภู หลานของพญามังราย ราว พ.ศ. 1871–1872 (ค.ศ. 1328–1329) วัดอย่างวัดป่าสักและวัดพระธาตุเจดีย์หลวงจึงเป็นหลักฐานของยุคล้านนา

    บริเวณเวียงหนองล่ม ซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างอำเภอเชียงแสนกับอำเภอแม่จัน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีร่องรอยทางโบราณคดีหลายยุค ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยล้านนา คนท้องถิ่นเชื่อว่าที่นี่คือเมืองที่ล่ม แต่ร่องรอยที่พบยังไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเมืองโยนกในตำนาน

    แผ่นดินไหวในความทรงจำ

    นักธรณีวิทยาสนใจเรื่องเมืองล่มเพราะแอ่งเชียงแสนอยู่ใกล้รอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งเป็นรอยเลื่อนมีพลังยาวกว่า 100 กิโลเมตร งานศึกษาบางชิ้นประเมินว่ารอยเลื่อนนี้ก่อแผ่นดินไหวขนาดราว 7 ได้ และร่องขุดสำรวจพบร่องรอยแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีต

    นักวิจัยด้านแผ่นดินไหวเคยยกเรื่องปลาไหลเผือกเป็นตัวอย่างว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านอาจเก็บความทรงจำของภัยธรรมชาติจริงไว้ได้ เพราะเหตุการณ์ในตำนานซึ่งเล่าว่าเกิดเมื่อราว 1,500 ปีก่อน สอดคล้องกับร่องรอยแผ่นดินไหวที่พบในร่องขุดสำรวจรอยเลื่อนแม่จัน

    ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) Sutat Leelataviwat แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เสนอคำอธิบายทางวิศวกรรมว่า เมืองอาจไม่ได้จมลงทั้งเมือง แต่ดินใต้เมืองอาจเกิดการเหลวตัวเมื่อแผ่นดินไหวรุนแรง น้ำใต้ดินดันขึ้น ดินรับน้ำหนักไม่ได้ อาคารจึงทรุดลงและน้ำท่วมขัง ภาพนี้ใกล้กับคำบรรยายในตำนาน แม้จะยังไม่ใช่หลักฐานว่าเมืองโยนกมีอยู่จริง

    ไทม์ไลน์

    • ตามตำนาน: สิงหนวัติกุมารสร้างเมือง. พญานาคพันธุนาคราชช่วยสร้างนาคพันธุสิงหนวัตินคร
    • ตามตำนาน: ขอมยึดโยนก. พระเจ้าพังคราชเสียเมืองให้ขอมจากอุโมงคเสลา
    • ตามตำนาน: พระเจ้าพรหมกู้เมือง. ขับไล่ขอมแล้วสร้างเวียงไชยปราการ
    • ตามตำนาน ราว พ.ศ. 1010 (ค.ศ. ราว 467): โยนกล่ม. เมืองจมลงในคืนเดียวหลังชาวเมืองกินปลาไหลเผือก ปีคำนวณจากศักราชในตำนาน
    • ตามตำนาน ราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. ราว 638): ลวจังกราชสร้างหิรัญนคร. ต้นวงศ์ของเมืองเงินยางตามตำนานล้านนา
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): พญามังรายประสูติ. ประสูติที่เงินยาง ผู้ปกครองสายลวจังกราช
    • ราว พ.ศ. 1871–1872 (ค.ศ. 1328–1329): สร้างเมืองเชียงแสน. พญาแสนภู หลานพญามังราย สร้างเมืองริมแม่น้ำโขง
    • พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899): พงศาวดารโยนกพิมพ์ครั้งแรก. เรียบเรียงโดยพระยาประชากิจกรจักร
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): ตำนานสิงหนวัติฉบับชำระ. มานิต วัลลิโภดม ตรวจสอบชำระ
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): อธิบายด้วยวิศวกรรมแผ่นดินไหว. เสนอว่าการเหลวตัวของดินอาจอธิบายเรื่องเมืองล่ม

    รู้หรือไม่

    เกาะแม่ม่าย

    ตามตำนาน บ้านของหญิงม่ายที่ไม่ได้กินปลาไหลเผือกเป็นที่เดียวที่ไม่จมน้ำ และกลายเป็นที่มาของชื่อเกาะแม่ม่าย

    รอยเลื่อนยังมีพลัง

    รอยเลื่อนแม่จันยังมีพลังและยังเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กอยู่เป็นระยะ

    เชียงแสนที่เห็นอายุไม่ถึงพันปี

    กำแพงเมืองเชียงแสนปัจจุบันสร้างในสมัยพญาแสนภู ราวเจ็ดร้อยปีก่อน ห่างจากยุคโยนกในตำนานหลายร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Yonok Kingdom (Wikipedia)
    2. Ngoenyang (Wikipedia)
    3. ศิลปวัฒนธรรม: ตำนานนิทานเรื่อง นาคสร้างเมืองเชียงแสน
    4. ศิลปวัฒนธรรม: พระเจ้าพรหมมหาราช ในตำนานล้านนา
    5. ศิลปวัฒนธรรม: คุ้มหลวงเจ้าหลวงล้านนา แต่พงศาวดารโยนกแทบไม่กล่าวถึง
    6. Leelataviwat: Legend of Wiang Nong Lom and Earthquake Engineering Study
    7. Earth Observatory of Singapore: Folklore and Farmers in Active Fault Research
    8. Chiang Saen (Wikipedia)
    9. Mangrai (Wikipedia)
    10. เวียงหนองล่ม (Love Thailand)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ตำนานสิงหนวัติและโยนกนาคพันธุ์
    Chiang Saen City Wall · Shuuranattha "Caphtaain" Ashvajayajita · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)

    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)

    ภาพประกอบ: Chedi Ku Kut, Wat Chamadevi เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี (2026) – IMG 05 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    วัดเก่าแก่ชานเมืองลำพูนที่มีเจดีย์ทรงปราสาทห้าชั้นประดับพระพุทธรูปยืน 60 องค์ หลักฐานสำคัญของศิลปะหริภุญชัย · ราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 (ตามหลักฐานศิลปะ)

    ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
    ชื่อเดิมวัดกู่กุด หมายถึงเจดีย์ที่ยอดหักหายไป
    เจดีย์องค์ใหญ่สุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้น สูงราว 21 เมตร
    เจดีย์องค์เล็กรัตนเจดีย์ ทรงแปดเหลี่ยม สูงราว 11.5 เมตร
    พระพุทธรูปพระยืนในซุ้มชั้นละ 12 องค์ รวม 60 องค์
    อายุตามหลักศิลปะราวพุทธศตวรรษที่ 17–18
    จารึกสำคัญจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 อักษรมอญ พบ พ.ศ. 2465
    ระยะทางราว 1 กิโลเมตรทางตะวันตกของเมืองเก่าลำพูน

    ที่ตั้งและชื่อวัด

    วัดจามเทวีตั้งอยู่ทางตะวันตกของตัวเมืองลำพูน นอกแนวคูเมืองโบราณของหริภุญชัย ชาวบ้านเรียกกันมานานว่าวัดกู่กุด คำว่า "กู่" ในภาษาเหนือหมายถึงเจดีย์หรือที่บรรจุอัฐิ ส่วน "กุด" หมายถึงด้วนหรือหัก

    ชื่อนี้มาจากสภาพของเจดีย์องค์ใหญ่ที่ยอดหักหายไปตามกาลเวลา ต่อมาวัดได้รับชื่อใหม่ว่าวัดจามเทวี เพื่อระลึกถึงพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ของหริภุญชัยตามตำนาน

    หลักฐานสำคัญ

    • เจดีย์กู่กุด (สุวรรณจังโกฏ): เจดีย์ศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมซ้อนห้าชั้น ยอดหักหายไป จึงเรียกว่ากู่กุด (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระพุทธรูปปูนปั้นในซุ้ม: ซุ้มด้านละสามซุ้ม ห้าชั้น รวม 60 องค์ ศิลปะหริภุญชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดจามเทวี) ดูภาพถ่ายจริง

    ตำนานและประวัติการสร้าง

    ตามตำนานท้องถิ่น เจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดยโอรสของพระนางจามเทวี เพื่อบรรจุอัฐิของพระมารดาหลังสิ้นพระชนม์ ตำนานนี้จัดให้การสร้างอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับพระนางจามเทวี

    เอกสารล้านนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ให้เรื่องเล่าอีกแบบหนึ่ง ระบุว่าพระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์ชื่อมหาพลเจดีย์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 และต่อมาพญาสัพพสิทธิ์ได้บูรณะหลังเจดีย์เสียหายจากแผ่นดินไหว ส่วนรัตนเจดีย์องค์เล็กแปดเหลี่ยมนั้น เอกสารท้องถิ่นระบุว่าพญาสัพพสิทธิ์เป็นผู้สร้าง

    นักประวัติศาสตร์ศิลปะส่วนใหญ่กำหนดอายุจากรูปแบบเจดีย์และพระพุทธรูป ว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งตรงกับช่วงปลายของแคว้นหริภุญชัย และห่างจากยุคพระนางจามเทวีตามตำนานหลายร้อยปี

    เจดีย์ที่ยอดหักไปนานแล้วกลับกลายเป็นหลักฐานที่ครบที่สุดของสถาปัตยกรรมหริภุญชัย

    สิ่งที่เห็นในวัด

    สุวรรณจังโกฏิเจดีย์หรือเจดีย์กู่กุดเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนกันห้าชั้น ลดหลั่นขึ้นไปคล้ายพีระมิด สูงราว 21 เมตร แต่ละด้านของแต่ละชั้นมีซุ้มจระนำสามซุ้ม ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น รวมชั้นละ 12 องค์ ทั้งหมด 60 องค์

    พระพุทธรูปเหล่านี้ปั้นแบบนูนสูงติดกับผนังซุ้ม หน้าตาเป็นแบบหริภุญชัย ที่น่าสนใจคือหลายองค์มีหนวดเหนือริมฝีปาก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบน้อยมากในพระพุทธรูปทั่วไป

    รัตนเจดีย์ตั้งอยู่ใกล้กัน เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐ สูงราว 11.5 เมตร แต่ละด้านมีซุ้มพระพุทธรูปยืนเช่นกัน ยอดของรัตนเจดีย์ก็หักหายไปแล้วเหมือนเจดีย์องค์ใหญ่

    ดูเจดีย์กู่กุดให้ละเอียด

    เจดีย์องค์ใหญ่มีหลายชื่อ เอกสารเก่าเรียกว่ามหาพลเจดีย์ ส่วนชื่อที่ใช้ในปัจจุบันคือสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ตัวเจดีย์เป็นแท่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันห้าชั้น แต่ละชั้นเล็กลงตามลำดับ ทำให้ภาพรวมดูคล้ายพีระมิดที่ตัดยอดออก

    บนแต่ละด้านของแต่ละชั้นมีซุ้มโค้งสามซุ้มเรียงกัน ภายในเป็นพระพุทธรูปยืนปูนปั้นนูนสูง ชั้นหนึ่งจึงมีพระ 12 องค์ และห้าชั้นรวมได้ 60 องค์ การจัดวางที่ซ้ำกันเป็นจังหวะเช่นนี้ทำให้มองจากมุมใดก็เห็นพระพุทธรูปหันออกสู่ทุกทิศ

    รัตนเจดีย์ที่อยู่ใกล้กันใช้ผังแปดเหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนแล้วตกแต่งด้วยปูนปั้น ชั้นแรกเหนือฐานมีพระพุทธรูปยืนแปดองค์ ด้านละหนึ่งองค์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นที่เล็กลงและมีซุ้มเล็ก ๆ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าเจดีย์องค์นี้สร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยพญาสัพพสิทธิ์

    เมื่อเทียบสองเจดีย์ จะเห็นว่าช่างหริภุญชัยใช้แนวคิดเดียวกันคือเจดีย์ที่มีซุ้มพระพุทธรูปล้อมรอบเป็นชั้น ๆ แต่ลองเล่นกับผังทั้งสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม แนวคิดนี้แตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาที่ล้านนานิยมในเวลาต่อมา

    จารึกอักษรมอญจากวัดกู่กุด

    วัดจามเทวีเป็นแหล่งพบจารึกอักษรมอญโบราณที่สำคัญของลำพูน หลักหนึ่งคือจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 ทำจากหินทรายรูปใบเสมา กว้างราว 98 เซนติเมตร สูงราว 124 เซนติเมตร จารึกทั้งสองด้านรวม 38 บรรทัด เป็นภาษาบาลีและมอญโบราณ พบที่วัดนี้ใน พ.ศ. 2465 และปัจจุบันเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    อีกหลักหนึ่งคือจารึกวัดกู่กุด 2 หรือที่ฐานข้อมูลเรียกว่าจารึกอนาจักรปุญชัย เป็นใบเสมาหินทรายขนาดเล็กกว่า มีข้อความเพียง 8 บรรทัด และยังเก็บรักษาไว้ที่วัด จารึกทั้งสองหลักกำหนดอายุไว้ในพุทธศตวรรษที่ 17

    จารึกกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาตั้งแต่สมัยที่โรเบิร์ต ฮัลลิเดย์ อ่านจารึกมอญลำพูน และมีการเผยแพร่ต่อโดย ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล เนื้อความกล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิหรือพญาสัพพสิทธิ์ที่ทำบุญสร้างวัดและปฏิสังขรณ์เจดีย์ หลายแหล่งตีความว่านี่คือหลักฐานการซ่อมเจดีย์ราว พ.ศ. 1761 หลังแผ่นดินไหว แต่รายละเอียดการอ่านและการโยงเข้ากับเจดีย์องค์ใดยังเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการตีความ

    คุณค่าของจารึกเหล่านี้คือทำให้เราได้ยินเสียงของคนหริภุญชัยเอง ในภาษาของพวกเขาเอง ไม่ต้องพึ่งตำนานล้านนาที่เขียนขึ้นหลังจากนั้นหลายร้อยปีเพียงอย่างเดียว

    ความสำคัญ

    เจดีย์กู่กุดเป็นตัวอย่างสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรมหริภุญชัยที่ยังเหลืออยู่ค่อนข้างครบ นักวิชาการชี้ว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นคล้ายสัตตมหาปราสาทที่เมืองโปโลนนารุวะในศรีลังกา สะท้อนการติดต่อทางพระพุทธศาสนาระหว่างหริภุญชัยกับลังกา

    รูปแบบนี้ยังส่งต่อไปยังเจดีย์ในยุคต่อมา เช่น สุวรรณเจดีย์ในวัดพระธาตุหริภุญชัย และเจดีย์เหลี่ยมที่เวียงกุมกามในเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นหลังพญามังรายยึดหริภุญชัยแล้ว แสดงว่าช่างล้านนารับมรดกจากหริภุญชัยไปใช้ต่อ

    มรดกที่ส่งต่อไปยังล้านนา

    เมื่อพญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นใกล้เชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) มีการสร้างเจดีย์ที่ชาวบ้านเรียกต่อมาว่าเจดีย์เหลี่ยม ชื่อเดิมคือวัดกู่คำ เจดีย์องค์นี้เป็นทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้นที่มีซุ้มพระพุทธรูปเรียงรายแบบเดียวกับเจดีย์กู่กุด จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าราชสำนักล้านนายุคแรกรับรูปแบบเจดีย์หริภุญชัยไปใช้

    อย่างไรก็ตาม เจดีย์เหลี่ยมถูกซ่อมใหญ่โดยพ่อค้าชาวพม่าใน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) ทำให้รายละเอียดหลายอย่างเปลี่ยนเป็นแบบพม่า ผู้ที่ต้องการเห็นรูปแบบเจดีย์ห้าชั้นที่ใกล้ต้นแบบที่สุดจึงยังต้องมาดูที่วัดกู่กุด

    ข้อถกเถียง

    คำถามแรกคืออายุของเจดีย์ ตำนานผูกการสร้างเข้ากับพระนางจามเทวีในพุทธศตวรรษที่ 13 แต่หลักฐานด้านศิลปะชี้ไปที่พุทธศตวรรษที่ 17–18 นักวิชาการจึงมักมองว่าตำนานเป็นความทรงจำทางศาสนาที่ยกย่องผู้ก่อตั้งเมือง มากกว่าเป็นบันทึกปีสร้างจริง

    คำถามที่สองคือพระพุทธรูปมีหนวด โดยทั่วไปรูปทั้ง 60 องค์ถูกเรียกว่าพระพุทธรูป แต่นักวิชาการบางท่านเสนอว่าอาจหมายถึงพระอรหันตสาวก และช่างใส่หนวดเพื่อแยกให้ต่างจากองค์พระพุทธเจ้า ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นข้อยุติ

    บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ. 2538 อธิบายว่าหนวดของรูปปั้นเป็นเส้นขีดเหนือริมฝีปากบนที่ปลายสะบัดขึ้น และมองว่าเป็นความตั้งใจของช่างหริภุญชัยที่จะแยกรูปพระอรหันต์ออกจากพระพุทธรูป บทความเดียวกันยังเทียบรูปทรงเจดีย์กับสัตตมหาปราสาทในศรีลังกา ซึ่งช่วยหนุนแนวคิดว่าหริภุญชัยรับอิทธิพลทางศาสนาจากลังกา

    เรื่องเล่าท้องถิ่น

    ตามตำนาน วัดนี้ผูกพันกับพระนางจามเทวีหลายทาง นอกจากเรื่องที่โอรสสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระมารดาแล้ว เรื่องเล่าท้องถิ่นบางสำนวนยังเล่าว่าพระนางให้นายขมังธนูยิงลูกศรออกไป แล้วใช้จุดที่ลูกศรตกเป็นที่ตั้งวัด

    ในวิหารหลังใหม่ของวัดมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลัวะที่ตามตำนานหลงรักพระนางจามเทวีและพยายามพุ่งหอกจากดอยสุเทพมายังเมืองหริภุญชัยเพื่อขอพระนาง ภาพนี้แสดงว่าตำนานยังเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนลำพูนจนทุกวันนี้

    เรื่องเหล่านี้ควรอ่านในฐานะตำนานที่สะท้อนความศรัทธาและความสัมพันธ์ระหว่างคนมอญกับคนลัวะในความทรงจำของท้องถิ่น ส่วนเหตุการณ์ในเรื่องยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง

    ปัจจุบัน

    เจดีย์ทั้งสององค์ได้รับการบูรณะหลายครั้ง รวมถึงงานของกรมศิลปากรในช่วงทศวรรษ 2510 ปัจจุบันวัดยังมีพระสงฆ์จำพรรษา และมีรูปเคารพของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาที่ชาวลำพูนนับถือ

    วัดจามเทวีเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่สนใจศิลปะหริภุญชัย เดินทางจากวัดพระธาตุหริภุญชัยได้ไม่ไกล จึงชมคู่กันได้ในวันเดียว

    พิกัดและการนำทาง

    เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    พิกัด 18.581550, 98.996366 (18°34′53.6″N 98°59′46.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดจามเทวีอยู่ในเขตตัวเมืองลำพูน ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัยไม่ไกล เข้าชมเจดีย์กู่กุดและรัตนเจดีย์ได้ภายในวัด ควรแต่งกายสุภาพ ชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยในตัวเมือง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13: ยุคพระนางจามเทวีตามตำนาน. ตำนานเล่าว่าโอรสของพระนางสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระมารดา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17: มหาพลเจดีย์. ชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าพระเจ้าอาทิตยราชสร้างเจดีย์
    • พุทธศตวรรษที่ 17: จารึกอักษรมอญ. จารึกใบเสมาหินทรายที่วัดกู่กุดถูกสร้างขึ้น
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17–18: อายุตามหลักฐานศิลปะ. รูปแบบเจดีย์และพระพุทธรูปตรงกับศิลปะหริภุญชัยตอนปลาย
    • ราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. ราว 1218): พญาสัพพสิทธิ์บูรณะ. ซ่อมเจดีย์หลังแผ่นดินไหวตามที่เอกสารท้องถิ่นเล่า
    • พุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 13): รัตนเจดีย์. เจดีย์แปดเหลี่ยมองค์เล็กสร้างขึ้นในสมัยพญาสัพพสิทธิ์
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. ราว 1287): เจดีย์เหลี่ยมเวียงกุมกาม. ล้านนาสร้างเจดีย์ห้าชั้นตามแบบกู่กุด
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): สิ้นยุคหริภุญชัย. พญามังรายยึดเมืองลำพูน
    • พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922): พบจารึก. พบจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 2 ที่วัด
    • ทศวรรษ 2470 (ค.ศ. ทศวรรษ 1930): บูรณะครั้งใหม่. วัดได้รับการบูรณะและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
    • ทศวรรษ 2510 (ค.ศ. ทศวรรษ 1970): กรมศิลปากรบูรณะ. อนุรักษ์เจดีย์ทั้งสององค์
    • พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995): ข้อเสนอเรื่องพระมีหนวด. บทความในศิลปวัฒนธรรมเสนอว่ารูปมีหนวดอาจเป็นพระอรหันต์

    รู้หรือไม่

    60 องค์ ชั้นละ 12

    เจดีย์กู่กุดมีห้าชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มด้านละสามซุ้ม รวมชั้นละ 12 องค์ จึงได้พระพุทธรูปยืน 60 องค์พอดี

    พระมีหนวด

    พระพุทธรูปบนเจดีย์กู่กุดหลายองค์มีหนวด ซึ่งพบไม่บ่อยในศิลปะพุทธในไทย

    ญาติห่าง ๆ ในศรีลังกา

    รูปทรงเจดีย์กู่กุดถูกเทียบกับสัตตมหาปราสาทที่โปโลนนารุวะ ศรีลังกา

    ภาพพุ่งหอกในวิหาร

    จิตรกรรมในวิหารของวัดเล่าตำนานขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำลัวะที่พุ่งหอกจากดอยสุเทพเพื่อขอพระนางจามเทวี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Wat Chamadevi – Wikipedia
    2. Wat Chamathewi – Discover with Timothy
    3. วัดจามเทวี – จังหวัดลำพูน
    4. ทำไมช่างที่ลำพูน ปั้นพระพุทธรูปมีหนวด – ศิลปวัฒนธรรม
    5. วัดจามเทวี (ลำพูน) – หอจดหมายเหตุ ศ.สุภัทรดิศ ดิศกุล
    6. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ 2 – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
    7. จารึกอนาจักรปุญชัย (วัดกู่กุด 2) – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
    8. Wat Chedi Liam – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    Wat Chammathewi (Wat Chamadevi) before restoration (undated image, before 1974) · แสงจันทร์ ไตรเกษม · Public domain · Wikimedia Commons
    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    ThaiLamphunKukut09 · Ziegler175 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    วัดจามเทวี (วัดกู่กุด)
    Chedi-liam-full-height-wat-chedi-liam-wiang-kum-kam-chiang-mai-thailand · Pratyeka · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระปรางค์สามยอด

    พระปรางค์สามยอด

    ภาพประกอบ: Lopburi – Phra Prang Sam Yot view from road · Dominic Nelson · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ศาสนสถานพุทธมหายานแบบเขมรกลางเมืองลพบุรี ที่ต่อมากลายเป็นวัดในพุทธเถรวาทและสัญลักษณ์ของเมือง · ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นศตวรรษที่ 13)

    ที่ตั้งตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
    รูปแบบปรางค์สามองค์เรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ เชื่อมด้วยมุขกลาง ศิลปะเขมรแบบบายน
    วัสดุหลักศิลาแลง ใช้หินทรายบางส่วน ประดับลวดลายปูนปั้น
    ศาสนาเดิมพุทธศาสนามหายาน
    ต่อเติมภายหลังวิหารอิฐด้านตะวันออก สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน2 สิงหาคม พ.ศ. 2479
    ปรางค์ที่สูงที่สุดองค์กลาง เดิมประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก
    บูรณะครั้งใหญ่เริ่มราว พ.ศ. 2536 เพราะปัญหาการทรุดตัว

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พระปรางค์สามยอดตั้งอยู่บนเนินดินกลางเมืองเก่าลพบุรี ใกล้ทางรถไฟสายเหนือ ไม่ไกลจากศาลพระกาฬและพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรีอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี ทางตอนกลางของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา เป็นจุดเชื่อมระหว่างภาคกลางกับเส้นทางที่มุ่งสู่ที่ราบสูงโคราช

    เมืองนี้มีชื่อเก่าว่าละโว้ หรือลวปุระ เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญในสมัยทวารวดี เหรียญเงินราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 ที่มีคำว่า ลว และ ปุระ เป็นหลักฐานยืนยันชื่อเมืองนี้ในยุคแรก

    หลักฐานสำคัญ

    • ปรางค์สามองค์: ปรางค์ศิลาแลงฉาบปูนสามองค์เชื่อมกัน แบบศิลปะบายน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พระปรางค์สามยอด ลพบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    ละโว้ใต้เงาอาณาจักรเขมร

    จารึกที่พบในลพบุรีระบุว่า ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งเมืองพระนคร ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 กองทัพเขมรบุกเข้ามาในลวปุระ และหลังจากนั้นลพบุรีก็อยู่ในระบบการปกครองของอาณาจักรเขมรมาเป็นระยะ จารึกหลายหลักกล่าวถึงข้าราชการที่ดูแลเมืองและชุมชนสงฆ์

    ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218) จารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชากล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่า ชัยพุทธมหานาถ ไปประดิษฐานใน 23 เมือง หนึ่งในนั้นคือลโวทยปุระ ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลพบุรี

    พระปรางค์สามยอดสร้างขึ้นในบริบทนี้ เป็นศาสนสถานพุทธมหายานที่สะท้อนความเชื่อและศิลปะของยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในดินแดนที่อยู่ห่างจากเมืองพระนครหลายร้อยกิโลเมตร

    ปรางค์สามองค์ที่สร้างเพื่อพระโพธิสัตว์มหายาน ได้เปลี่ยนมาเป็นที่กราบไหว้ของชาวพุทธเถรวาท โดยยังยืนอยู่กลางเมืองลพบุรีมาแปดร้อยปี

    จารึกเขมรในลพบุรีเล่าอะไร

    ก่อนพระปรางค์สามยอดจะถูกสร้าง ลพบุรีมีจารึกเขมรหลายหลักที่ช่วยให้เห็นบรรยากาศทางการเมือง จารึกหลักหนึ่งที่มีเลขทะเบียน K.1198 ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) กล่าวถึงการยกทัพมาตีลวปุระ และพรรณนาว่าเมืองถูกทำลายจนกลายเป็นป่าที่มีสัตว์ป่าอาศัย

    จารึกศาลสูงซึ่งอ้างถึงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) บันทึกพระราชโองการในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ให้พระภิกษุฝ่ายมหายาน พระภิกษุฝ่ายสถวิระหรือเถรวาท และนักบวชฝ่ายพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระราชา แสดงว่าในเวลานั้นลพบุรีมีศาสนาหลายสายอยู่ร่วมกัน และอยู่ใต้การบริหารของข้าราชการเขมร

    ยังมีจารึกที่ศาลเจ้าเมืองลพบุรีซึ่งกล่าวถึงข้าราชการถวายสิ่งของแก่เทพในศาสนาพราหมณ์ และเอ่ยชื่อเมืองว่าลโว จารึกชุดนี้ทำให้เข้าใจว่าทำไมศาสนสถานแบบเขมรอย่างพระปรางค์สามยอดจึงปรากฏกลางเมือง เพราะลพบุรีอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนครมาก่อนหน้านั้นนับร้อยปี

    สิ่งที่เห็นและสิ่งที่พบ

    พระปรางค์ประกอบด้วยปรางค์สามองค์เรียงกันจากเหนือไปใต้ มีมุขทางเดินเชื่อมถึงกัน กลุ่มอาคารกว้างยาวราว 45–48 เมตร ก่อด้วยศิลาแลงและเคยประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างวิจิตร ปัจจุบันยังเห็นร่องรอยปูนปั้นหลงเหลืออยู่ตามกรอบประตูและเสา

    ปรางค์สามองค์สอดคล้องกับคติรัตนตรัยมหายาน คือพระพุทธเจ้า พระโลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นกลุ่มเทพที่นิยมมากในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประติมากรรมที่พบ เช่น พระพุทธรูปนาคปรก และรูปพระโลเกศวร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

    ในสมัยอยุธยา เมื่อลพบุรีกลายเป็นเมืองสำคัญของราชอาณาจักร ศาสนสถานแห่งนี้ถูกปรับใช้ในพุทธศาสนาเถรวาท สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 2199–2231) โปรดให้สร้างวิหารก่ออิฐทางด้านตะวันออก มีซุ้มประตูหน้าต่างโค้งแหลมตามแบบที่นิยมในรัชกาลนั้น

    อ่านผังและสถาปัตยกรรมของพระปรางค์

    ปรางค์ทั้งสามองค์ตั้งเรียงในแนวเหนือใต้และหันหน้าไปทางตะวันออก ทุกองค์มีรูปแบบเดียวกัน แต่ปรางค์องค์กลางสูงที่สุด แต่ละองค์มีมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน และมีทางเดินเชื่อมระหว่างองค์ ทำให้เมื่อมองจากด้านข้างเห็นเป็นอาคารยาวต่อเนื่องเพียงหลังเดียว

    ส่วนยอดของปรางค์ซ้อนลดหลั่นกันห้าชั้น ประดับด้วยกลีบขนุนรูปดอกบัวตูม เดิมบนสุดเคยมีนภศูลหรือตรีศูลเก้าแฉก แต่สูญหายไปแล้ว ตัวปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงเป็นหลัก ใช้หินทรายในส่วนหน้าบันและชิ้นส่วนย่อยบางจุด แล้วฉาบและตกแต่งด้วยปูนปั้น ช่องหน้าต่างบางช่องถูกก่ออิฐเสริมในสมัยอยุธยา

    ตามการศึกษาของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ปรางค์องค์กลางเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ปรางค์ด้านใต้เป็นของพระโลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร และปรางค์ด้านเหนือเป็นของพระนางปรัชญาปารมิตา การวางเทพสามองค์เรียงกันเช่นนี้ตรงกับคติที่พบในศาสนสถานยุคบายนหลายแห่ง

    เนื่องจากยังไม่พบจารึกระบุปีสร้าง นักวิชาการจึงใช้การก่อด้วยศิลาแลงและลวดลายตกแต่งเป็นหลักฐานหลักในการจัดให้อยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13

    ความสำคัญ

    พระปรางค์สามยอดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศิลปะที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่า ศิลปะลพบุรี คือศิลปะแบบเขมรที่ปรากฏในดินแดนไทย และแสดงว่าภาคกลางของไทยเคยเชื่อมโยงใกล้ชิดกับอาณาจักรเมืองพระนคร

    โบราณสถานแห่งนี้ยังเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางศาสนา จากมหายานในยุคเขมร สู่เถรวาทในยุคอยุธยา โดยไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ถูกปรับใช้ต่อมาหลายร้อยปี ปัจจุบันพระปรางค์สามยอดเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลพบุรี ปรากฏในตราจังหวัดและเคยอยู่บนธนบัตรไทย

    ข้อถกเถียง

    เนื่องจากยังไม่พบจารึกที่บอกปีสร้างของพระปรางค์สามยอดโดยตรง การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นักวิชาการส่วนใหญ่จัดให้อยู่ในศิลปะแบบบายน ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ก็ยังเปิดช่องให้ถกเถียงว่าสร้างในรัชกาลนั้นจริง หรือสร้างต่อมาโดยช่างท้องถิ่นที่สืบทอดรูปแบบบายน

    ความสัมพันธ์ระหว่างละโว้กับเมืองพระนครก็ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการตีความต่างกัน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนในปี ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนมองว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเมืองในเครือข่ายของเขมรตลอด ข้อสรุปจึงยังไม่ลงตัว

    เอกสารต่าง ๆ ยังระบุวัสดุก่อสร้างหลักไม่ตรงกันทั้งหมด บางแหล่งเน้นศิลาแลง บางแหล่งระบุอิฐฉาบปูน ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนที่ซ่อมหรือต่อเติมในยุคหลังใช้วัสดุต่างจากเดิม

    จากเมืองของพระนารายณ์ถึงการบูรณะสมัยใหม่

    ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีกลายเป็นราชธานีแห่งที่สอง พระองค์ประทับที่นี่ราวปีละแปดเดือน การสร้างวิหารอิฐหน้าปรางค์องค์กลางจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ ในวิหารยังมีพระพุทธรูปนั่งประดิษฐานอยู่ และเป็นจุดที่ผู้คนมาสักการะจนถึงทุกวันนี้

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนพระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ต่อมาเมื่อพบปัญหาการทรุดตัวและความเสียหายของโครงสร้าง จึงเริ่มบูรณะครั้งใหญ่ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993)

    ปัจจุบันพระปรางค์สามยอดเป็นฉากหลักของงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จัดทุกปี ซึ่งมีการแสดงแสงสีเสียงเล่าเรื่องเมืองลพบุรี ในปี พ.ศ. 2569 งานนี้จัดเป็นครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์

    พระปรางค์สามยอดในปัจจุบัน

    พระปรางค์สามยอดอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เปิดให้ผู้คนเข้าชมได้ บริเวณนี้มีลิงแสมอาศัยอยู่จำนวนมาก จนกลายเป็นภาพจำของลพบุรี และมีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงซึ่งเริ่มจัดในปี พ.ศ. 2532 ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกปี

    อย่างไรก็ตาม จำนวนลิงที่เพิ่มขึ้นก็สร้างปัญหาต่อทั้งโบราณสถานและชุมชน สภาพของพระปรางค์บางส่วนทรุดโทรม การอนุรักษ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กับการจัดการปัญหาลิงในเมือง

    พิกัดและการนำทาง

    พระปรางค์สามยอด ถ.วิชาเยนทร์ จ.ลพบุรี
    พิกัด 14.802947, 100.614041 (14°48′10.6″N 100°36′50.5″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พระปรางค์สามยอดอยู่กลางเมืองเก่าลพบุรี เดินทางสะดวกด้วยรถไฟสายเหนือหรือรถยนต์ เดินต่อไปยังศาลพระกาฬและพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ได้ ซึ่งในพระราชวังคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ที่จัดแสดงประติมากรรมศิลปะลพบุรี ผู้มาเยือนควรระวังลิงและเก็บของให้มิดชิด

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. ราว 7th–8th): ลวปุระสมัยทวารวดี. เหรียญเงินจารึกชื่อเมือง
    • พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): จารึก K.1198. บันทึกการยกทัพมาตีลวปุระ
    • พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022): จารึกศาลสูง. สุริยวรมันที่ 1 ให้นักบวชทุกฝ่ายอุทิศบุญแด่พระราชา
    • พ.ศ. 1658 และ 1698 (ค.ศ. 1115, 1155): ละโว้ส่งทูตไปจีน. บันทึกจีนกล่าวถึงคณะทูตจากละโว้
    • พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218): รัชกาลชัยวรมันที่ 7. ส่งพระชัยพุทธมหานาถไปลโวทยปุระ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 18: สร้างพระปรางค์สามยอด. ศาสนสถานพุทธมหายานแบบบายน
    • สมัยอยุธยา: ปรับใช้เป็นวัดเถรวาท. ลพบุรีอยู่ใต้อยุธยา ก่ออิฐเสริมบางส่วน
    • พ.ศ. 2199–2231 (ค.ศ. 1656–1688): สมเด็จพระนารายณ์. สร้างวิหารอิฐด้านตะวันออก ปรับใช้ในเถรวาท
    • 2 ส.ค. พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): งานโต๊ะจีนลิง. เริ่มจัดเทศกาลเลี้ยงลิงประจำปี
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): บูรณะครั้งใหญ่. แก้ปัญหาการทรุดตัวของโครงสร้าง
    • ก.พ. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ครั้งที่ 38. มีการแสดงแสงสีเสียงที่พระปรางค์

    รู้หรือไม่

    สามยอด สามพระองค์

    ปรางค์ทั้งสามองค์เชื่อว่าสร้างตามคติรัตนตรัยมหายาน ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระโลเกศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา

    บ้านพักคนเดินทาง

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างที่พักคนเดินทางที่เรียกว่าบ้านมีไฟ 121 แห่งตามถนนสายหลักของอาณาจักร ร่องรอยบางแห่งพบในอีสานของไทย

    เคยอยู่บนธนบัตร

    พระปรางค์สามยอดเคยปรากฏบนธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท รุ่นที่ออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phra Prang Sam Yot – Wikipedia
    2. พระปรางค์สามยอด – วิกิพีเดีย
    3. Jayavarman VII – Wikipedia
    4. Lopburi – Wikipedia
    5. เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก – ศิลปวัฒนธรรม
    6. กู่บ้านแดง ปรางค์สามยอดแห่งเดียวในอีสาน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Narai National Museum – Wikipedia
    8. Prang Sam Yot – SAC Southeast Asian Arts
    9. Phra Prang Sam Yot photograph – SAAF Archive, University of Michigan
    10. พิธีบวงสรวงพระปรางค์สามยอด งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ – เดลินิวส์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yod (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yot (Phra kran Skin) · Erwannjacquin · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Lopburi Prang Sam Yot 2 · Mr.Peerapong Prasutr · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Phra Prang Sam Yod (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Lopburi Prang Sam Yot 1 · Mr.Peerapong Prasutr · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปรางค์สามยอด
    Monkeys at Prang Sam Yot (Monkey Temple) – Lop Buri – Thailand – 01 (34896525841) · Adam Jones from Kelowna, BC, Canada · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

    ภาพประกอบ: Nakhon Si Thammarat Chedi Phra Baromathat · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์แห่งตามพรลิงค์ในคาบสมุทรภาคใต้ ผู้ยกทัพเรือข้ามมหาสมุทรไปถึงลังกา และเป็นที่จดจำในฐานะต้นเค้าของนามศรีธรรมราช · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)
    อาณาจักรตามพรลิงค์ (บริเวณนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง)
    ราชวงศ์ปัทมวงศ์ (วงศ์ดอกบัว) ตามจารึก
    หลักฐานสำคัญจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา (ปี พ.ศ. 1773)
    การทัพลังกาครั้งแรกราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ครั้งที่สองราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262)
    ในเอกสารลังกาเรียกว่าผู้นำชาวชวกะ (Javaka)
    คู่สงครามในลังกาพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1779–1812) และต่อมาราชวงศ์ปาณฑยะแห่งอินเดียใต้
    หลักฐานร่วมยุคจารึกพระพุทธรูปครหิ พบที่วัดเวียง ไชยา (กำหนดอายุต่างกัน ระหว่าง พ.ศ. 1726 ถึงราว พ.ศ. 1834)

    ภูมิหลัง: ตามพรลิงค์บนเส้นทางทะเล

    ตามพรลิงค์เป็นบ้านเมืองบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย มีศูนย์กลางอยู่แถบนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน เมืองนี้อยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีน อินเดีย และหมู่เกาะ จึงร่ำรวยจากการค้าและรับวัฒนธรรมหลากหลาย

    เอกสารจีนของเจ้าหรู่กัว ที่เขียนราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225) กล่าวถึงแคว้นชื่อตันหม่าหลิงว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าตันหม่าหลิงคือตามพรลิงค์ แต่ก็มีผู้ที่ยังไม่ยอมรับการเทียบนี้ทั้งหมด หากเทียบถูกต้อง ก็แปลว่าเพียงไม่กี่ปีต่อมา ตามพรลิงค์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอำนาจที่เข้มแข็งในตัวเอง ภายใต้กษัตริย์ชื่อจันทรภาณุ

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกวัดหัวเวียง ไชยา: จารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1773 ระบุพระนามพระเจ้าจันทรภาณุ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • กองทัพเรือสู่ลังกา: การยกทัพเรือข้ามทะเลไปลังกาในพุทธศตวรรษที่ 18 ตามพงศาวดารลังกา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ บันทึกในคัมภีร์จูฬวงศ์) ดูภาพถ่ายจริง

    ไชยาในยุคเดียวกัน: ปริศนาพระพุทธรูปแห่งครหิ

    หลักฐานอีกชิ้นจากไชยาช่วยให้เห็นว่าคาบสมุทรภาคใต้ในยุคนั้นซับซ้อนเพียงใด ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) มีการพบพระพุทธรูปนาคปรกสำริดที่วัดเวียง อำเภอไชยา ที่ฐานมีจารึกห้าบรรทัด ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    จารึกนี้ใช้ภาษาเขมรโบราณ แต่เขียนด้วยอักษรแบบสุมาตราโบราณ เนื้อความกล่าวว่าพระพุทธรูปสร้างตามพระราชโองการของกษัตริย์พระนามยาวว่าศรีมัตไตรโลกยราชเมาลิภูษณวรมเทวะ โดยมีมหาเสนาบดีตลาไน ผู้ปกครองแผ่นดินครหิ เป็นผู้ดำเนินการ ครหิคือชื่อเก่าของไชยา

    ปีของจารึกเป็นเรื่องถกเถียง ยอร์ช เซเดส์อ่านศักราชเป็นมหาศักราช 1105 ตรงกับ พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183) เพราะตรงกับปีเถาะที่จารึกระบุ แต่ในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) เจ. จี. เดอ คัสปาริส เสนอในวารสารสยามสมาคมว่าควรเลื่อนไปเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291 เพราะรูปแบบพระพุทธรูปใกล้เคียงกับศิลปะสุโขทัย และพระนามกษัตริย์ตรงกับกษัตริย์มลายูในจารึก ค.ศ. 1286

    ถ้าเชื่อการอ่านแบบแรก ไชยาเคยอยู่ใต้อำนาจภายนอกก่อนที่ตามพรลิงค์ของพระเจ้าจันทรภาณุจะผงาดขึ้นมาราวห้าสิบปีต่อมา แต่ถ้าเชื่อแบบหลัง อำนาจจากสุมาตราอาจเข้ามาถึงไชยาหลังยุคของพระองค์ เมื่อตามพรลิงค์อ่อนกำลังจากสงครามในลังกาแล้ว ไม่ว่าแบบใด ภาพที่ได้คือคาบสมุทรภาคใต้เป็นพื้นที่ที่อำนาจรอบด้านแข่งกันแผ่อิทธิพลอยู่ตลอด

    จากท่าเรือบนคาบสมุทรภาคใต้ พระเจ้าจันทรภาณุพากองทัพข้ามมหาสมุทรไปไกลถึงลังกา ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้

    จารึกไชยา พ.ศ. 1773

    หลักฐานร่วมสมัยชิ้นสำคัญที่สุดคือจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จารึกนี้ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) และกล่าวถึงพระเจ้าจันทรภาณุว่าเป็นเจ้าแห่งตามพรลิงค์ จากวงศ์ปัทมวงศ์ หรือวงศ์ดอกบัว

    ในจารึกพระองค์ทรงใช้พระนามว่าศรีธรรมราช นามนี้สำคัญมาก เพราะในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชก็มีกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหลายพระองค์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงเชื่อว่าความทรงจำเรื่องกษัตริย์ศรีธรรมราชในตำนานท้องถิ่น อาจมีรากมาจากกษัตริย์ในจารึกองค์นี้

    อย่างไรก็ตาม จารึกไม่ได้บอกเรื่องราวชีวิตของพระองค์มากนัก รายละเอียดการทำสงครามที่เรารู้จึงมาจากเอกสารของลังกาและอินเดียใต้เป็นหลัก ซึ่งเขียนจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม

    การยกทัพไปลังกา

    ตามพงศาวดารลังกา เช่น ปูชาวลิยะ และจุลวงศ์ ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ซึ่งตรงกับปีที่ 11 ในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 แห่งลังกา พระเจ้าจันทรภาณุนำกองทัพชาวชวกะขึ้นบกที่ลังกา พร้อมอาวุธที่เอกสารลังกาบรรยายว่ามีพิษ และเรียกร้องพระเขี้ยวแก้ว บาตรของพระพุทธเจ้า และอำนาจปกครองเกาะ

    การทัพครั้งแรกถูกกองทัพลังกาซึ่งนำโดยเจ้าชายวีรพาหุ พระนัดดาของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ตีกลับ แต่พระเจ้าจันทรภาณุไม่ได้ถอยกลับบ้านทั้งหมด พระองค์ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเกาะในบริเวณคาบสมุทรจาฟนา และเตรียมกำลังเพื่อบุกอีกครั้ง

    ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256) กองทัพของราชวงศ์ปาณฑยะจากอินเดียใต้ยกเข้ามา บังคับให้พระเจ้าจันทรภาณุยอมเป็นประเทศราช ต่อมาราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์ยกทัพบุกลงใต้อีกครั้งพร้อมกำลังชาวสิงหลและทมิฬ แต่พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ร่วมมือกับฝ่ายปาณฑยะ จนฝ่ายของพระองค์พ่ายแพ้

    นักประวัติศาสตร์บางท่านชี้ว่า การที่บ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งกองทัพข้ามทะเลไปไกลถึงลังกาเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมากในประวัติศาสตร์ภูมิภาค

    ทำไมต้องเป็นลังกา

    คู่กรณีของพระเจ้าจันทรภาณุคือพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ซึ่งครองลังการาว พ.ศ. 1779–1812 (ค.ศ. 1236–1269) กษัตริย์องค์นี้ให้ความสำคัญกับพระเขี้ยวแก้วอย่างมาก ภารกิจแรกหลังขึ้นครองราชย์คือการสร้างวิหารพระเขี้ยวแก้ว เพราะในโลกพุทธของลังกา ผู้ครอบครองพระธาตุองค์นี้คือผู้มีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครอง พงศาวดารปูชาวลิยะที่เล่าเรื่องการรุกรานก็แต่งขึ้นในรัชกาลนี้ จึงสะท้อนมุมมองของราชสำนักลังกาโดยตรง

    เมื่อพระเจ้าจันทรภาณุเรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตร นักประวัติศาสตร์จึงมองว่าพระองค์ไม่ได้ต้องการเพียงดินแดน แต่ต้องการสัญลักษณ์ทางศาสนาที่จะยกสถานะของตามพรลิงค์ให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา สอดคล้องกับพระนามศรีธรรมราชที่ทรงใช้ในจารึก หลังพ่ายในครั้งแรก มีรายงานว่าพระองค์ใช้พระนามนี้ในดินแดนทางเหนือของลังกา และบูรณะวัดพุทธในเขตนั้นด้วย

    อีกปัจจัยหนึ่งคือการค้า ช่องแคบระหว่างลังกากับอินเดียใต้เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางทะเลจากจีนสู่อ่าวเบงกอล การมีฐานที่มั่นบนเกาะจะช่วยให้คุมเส้นทางนี้ได้ แต่ก็ทำให้ต้องปะทะกับราชวงศ์ปาณฑยะที่กำลังขยายอำนาจในอินเดียใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

    จุดจบ: สิ้นพระชนม์ในสนามรบหรือหนีไป

    เรื่องจุดจบของพระองค์ยังมีความเห็นต่างกัน งานอ้างอิงหลายแห่งระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในการรบกับกองทัพปาณฑยะ ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264)

    แต่ เอ็ม. โรหณธีระ นักประวัติศาสตร์ชาวศรีลังกา ชี้ว่าทั้งปูชาวลิยะและจุลวงศ์ไม่ได้บอกชัดว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เอกสารทั้งสองบอกเพียงว่าพระองค์หนีไปโดยไม่มีกำลังคุ้มกัน ส่วนข้อความเชิงเปรียบเทียบในเอกสารอื่นก็ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันการตาย ข้อนี้จึงยังเป็นคำถามเปิด

    เอกสารลังกายังระบุว่ามีโอรสของพระองค์ครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาอีกระยะหนึ่ง แต่ข้อมูลส่วนนี้มีรายละเอียดไม่ตรงกันในแต่ละแหล่ง

    หลักฐานจากอินเดียใต้และเรื่องของพระโอรส

    นอกจากเอกสารลังกาแล้ว ยังมีจารึกฝ่ายปาณฑยะที่กล่าวถึงการปราบกษัตริย์ชาวชวกะ จารึกยกย่องเจ้าชายชฏาวรมันวีรปาณฑยะ ว่าชนะศึกในลังกาและนำธงชัยไปปักที่เทวาลัยโกเณศวรัม ที่ตริงโกมาลีทางตะวันออกของเกาะ ข้อความเช่นนี้เป็นการโอ้อวดชัยชนะของฝ่ายที่ชนะ จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับเอกสารลังกา

    เอกสารฝ่ายทมิฬยังกล่าวถึงโอรสของพระองค์ ซึ่งถูกเรียกว่าบุตรของชาวชวกะ ว่าได้ปกครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาภายใต้อำนาจของปาณฑยะ จนถึงราว พ.ศ. 1820 เศษ (ปลายทศวรรษ 1270) ที่ทัพปาณฑยะรัชกาลต่อมายกมาปราบอีกครั้ง

    นักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอว่าการตั้งมั่นของพระเจ้าจันทรภาณุบนคาบสมุทรจาฟนาเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรจาฟนา แต่อีกฝ่ายเห็นว่าอาณาจักรนั้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงในสมัยราชวงศ์อารยจักรพรรดิที่มาภายหลัง ข้อถกเถียงนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของกษัตริย์จากภาคใต้ของไทย ยังมีบทบาทในการถกเถียงประวัติศาสตร์ของศรีลังกาจนถึงทุกวันนี้

    บทบาทต่อดินแดนไทยและมรดก

    หลังยุคของพระองค์ ตามพรลิงค์อ่อนกำลังลง และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุโขทัย จารึกสุโขทัยกล่าวถึงนครศรีธรรมราชในฐานะดินแดนทางใต้ที่ส่งพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบลังกาขึ้นไปทางเหนือ

    ความสัมพันธ์กับลังกาในยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ แม้จะเริ่มด้วยสงคราม ก็ช่วยให้เห็นว่าบ้านเมืองภาคใต้ของไทยรู้จักและสนใจลังกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในฐานะคู่ค้า ศูนย์กลางศาสนา หรือคู่แข่ง

    ทุกวันนี้ชื่อของพระองค์อาจไม่คุ้นหูคนไทยทั่วไปเท่ากษัตริย์ในตำนานนครศรีธรรมราช แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ พระองค์คือกษัตริย์คาบสมุทรภาคใต้ไม่กี่องค์ที่มีทั้งจารึกในบ้านเกิดและเอกสารต่างแดนกล่าวถึงตรงกัน

    จากศรีธรรมราชในจารึกสู่ตำนานนครศรีธรรมราช

    ตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเล่าถึงกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้สร้างพระบรมธาตุ และราชวงศ์ที่ใช้พระนามนี้สืบกันหลายองค์ ตามตำนาน พระบรมธาตุเจดีย์ประดิษฐานพระทันตธาตุที่นำมาจากลังกา บางแหล่งเสนอว่าพระเจ้าจันทรภาณุทรงบูรณะพระบรมธาตุในปีที่ขึ้นครองราชย์ แต่ข้อนี้ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) จารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงเมืองศรีธรรมราชในฐานะต้นทางของพระมหาเถระที่ขึ้นไปสุโขทัย แสดงว่าเพียงไม่กี่สิบปีหลังยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาที่มีชื่อเสียงไกลถึงลุ่มน้ำยม ความใฝ่ฝันที่จะผูกบ้านเมืองเข้ากับลังกาจึงสำเร็จในอีกรูปแบบหนึ่ง คือผ่านพระสงฆ์ แทนที่จะผ่านกองทัพ

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1726 (หรือหลังกว่านั้น) (ค.ศ. 1183): จารึกพระพุทธรูปครหิ. ตามการอ่านของเซเดส์ แต่เดอ คัสปาริสเสนอว่าควรเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291
    • ราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): เอกสารจีนกล่าวถึงตันหม่าหลิง. เจ้าหรู่กัวระบุว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกไชยา. จารึกสันสกฤตที่วัดหัวเวียงกล่าวถึงจันทรภาณุ เจ้าแห่งตามพรลิงค์ แห่งปัทมวงศ์
    • พ.ศ. 1779 (ค.ศ. 1236): พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ครองลังกา. กษัตริย์ลังกาผู้เป็นคู่สงครามของพระเจ้าจันทรภาณุ
    • ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. ถูกเจ้าชายวีรพาหุตีกลับ แต่ตั้งมั่นทางเหนือของเกาะ
    • ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256): ปาณฑยะบุก. พระเจ้าจันทรภาณุต้องยอมเป็นประเทศราชของปาณฑยะ
    • ราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): ยกทัพครั้งที่สอง. ลังการ่วมมือกับปาณฑยะ ฝ่ายพระองค์พ่ายแพ้
    • ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264): จุดจบ. บางแหล่งว่าสิ้นพระชนม์ในการรบ บางแหล่งว่าหนีไป
    • ราว พ.ศ. 1820 เศษ (ค.ศ. ปลายทศวรรษ 1270): ปาณฑยะปราบดินแดนทางเหนือของลังกา. โอรสของพระองค์ที่ครองอยู่ภายใต้ปาณฑยะถูกปราบอีกครั้ง
    • ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): จารึกพ่อขุนรามคำแหง. กล่าวถึงพระเถระจากเมืองศรีธรรมราชที่ขึ้นไปสุโขทัย
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 19: นครศรีธรรมราชกับสุโขทัย. บ้านเมืองภาคใต้เชื่อมโยงกับสุโขทัยผ่านพุทธศาสนาแบบลังกา
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบพระพุทธรูปครหิ. พบที่วัดเวียง ไชยา ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    รู้หรือไม่

    ชาวชวกะ

    เอกสารลังกาเรียกพระองค์ว่าผู้นำชาวชวกะ และบางตอนก็พรรณนาว่าเป็นโจรสลัด ภาพนี้เป็นมุมมองของฝ่ายลังกาซึ่งเป็นคู่สงคราม จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    สิ่งที่พระองค์ต้องการ

    ตามเอกสารลังกา พระองค์เรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงความชอบธรรมของกษัตริย์ในโลกพุทธ

    นามศรีธรรมราช

    พระนามศรีธรรมราชในจารึก พ.ศ. 1773 เป็นหลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรก ๆ ที่เชื่อมนามนี้กับกษัตริย์ทางใต้

    จารึกเขมรแต่อักษรสุมาตรา

    จารึกพระพุทธรูปครหิที่ไชยาเขียนภาษาเขมรโบราณด้วยอักษรแบบสุมาตรา และนักวิชาการยังเถียงกันว่าทำขึ้นใน พ.ศ. 1726 หรือหลังจากนั้นราวร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Chandrabhanu (Wikipedia)
    2. Tambralinga (Wikipedia)
    3. Parakramabahu II (Wikipedia)
    4. Sri Dharmasokaraja III (Wikipedia)
    5. M. Rohanadeera, Chandrabhanu episode (Vidyodaya Journal, University of Sri Jayewardenepura)
    6. ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. Grahi inscription (Wikipedia)
    8. de Casparis: The Date of the Grahi Buddha (JSS 55.1, 1967)
    9. มติชน: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
    10. THAILEX: Chaiya

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Mucalinda Sheltering Buddha. Bangkok National Museum, b092 (cropped inscription) · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Wat Phra Mahathat Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat · Preecha.MJ · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Wat phra mahathat woramahawihan nakhon si thammarat · KOSIN SUKHUM · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Detail Chedi Wat Mahathat Nakhon Si Thammarat · Media lib · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • ลังกาสุกะ

    ลังกาสุกะ

    ภาพประกอบ: Envoy Achita from Langkasuka to Liang Dynasty Court c526 · Emperor Yuan of Liang · Public domain · Wikimedia Commons

    รัฐการค้าพุทธ-ฮินดูบนชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรแถบปัตตานี ที่ปรากฏในบันทึกจีน อินเดีย และตำนานมลายูนานกว่าพันปี ก่อนจะส่งต่อมรดกให้รัฐปัตตานี · ราวพุทธศตวรรษที่ 7–20 (คริสต์ศตวรรษที่ 2–15)

    ชื่อในเอกสารจีนหลางหยาซิว (ราชวงศ์เหลียง) หลางเจียซู (หลวงจีนอี้จิง) หลิงหยาซือเจีย (ราชวงศ์ซ่ง)
    ศูนย์กลางที่เชื่อกันเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
    กษัตริย์ที่รู้จักพระเจ้าภคทัตต์ ส่งทูตไปจีนครั้งแรก พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515)
    สินค้าเด่นไม้กฤษณาและการบูร
    ศาสนาพุทธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณ์
    รัฐที่สืบต่อปัตตานี ซึ่งเกิดขึ้นราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450)

    รัฐแรกที่มีชื่อชัดบนคาบสมุทรภาคใต้

    ในบรรดารัฐโบราณบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย ลังกาสุกะเป็นรัฐที่มีชื่อปรากฏในเอกสารยาวนานที่สุดรัฐหนึ่ง จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีน ซึ่งเรียกรัฐนี้ว่าหลางหยาซิว บันทึกว่ารัฐนี้ตั้งมาแล้วกว่า 400 ปี นับจากคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถอยหลังไป ลังกาสุกะจึงอาจเริ่มต้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2

    บันทึกเดียวกันบอกว่าอาณาเขตกว้างขนาดต้องเดินทาง 30 วันจากตะวันออกไปตะวันตก และ 20 วันจากเหนือไปใต้ ตัวเลขนี้อาจเกินจริง แต่สะท้อนว่าในสายตาจีน ลังกาสุกะเป็นรัฐที่มีความสำคัญ เมืองหลวงมีกำแพงล้อม ประตูสองชั้น หอคอย และศาลา ส่วนสินค้าที่ขึ้นชื่อคือไม้กฤษณาและการบูร ซึ่งเป็นของหอมที่ตลาดจีนต้องการ

    ที่มาของชื่อลังกาสุกะยังไม่แน่ชัด นักวิชาการบางท่านเสนอว่าอาจมาจากคำว่าลังกา รวมกับพระนามพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่มีหลักฐานรองรับมากพอ

    พระเจ้าภคทัตต์กับคณะทูตสู่จีน

    ใน พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) พระเจ้าภคทัตต์แห่งลังกาสุกะ ซึ่งจีนเรียกว่าโผเจียต๋าตัว ส่งทูตชื่ออาเชอตัวนำพระราชสาส์นไปถวายจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ ต่อมายังมีคณะทูตตามไปอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568) การส่งทูตต่อเนื่องเช่นนี้แสดงว่าลังกาสุกะต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

    บันทึกจีนยังเล่าเรื่องครอบครัวของพระเจ้าภคทัตต์ว่า บิดาของพระองค์เคยถูกขับออกจากเมือง จึงหนีไปอินเดียและแต่งงานกับธิดาของกษัตริย์ที่นั่น ภายหลังจึงกลับมาครองลังกาสุกะนานกว่ายี่สิบปี ก่อนส่งต่อราชสมบัติให้โอรส

    เอกสารยังบรรยายการแต่งกายว่า กษัตริย์และขุนนางสวมผ้าสีแดงคลุมบ่าทับเสื้อ คาดเข็มขัดทอง และใส่ต่างหูทอง รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพราชสำนักที่ได้รับอิทธิพลอินเดียอย่างลึกซึ้ง

    ลังกาสุกะเป็นชื่อที่ถูกจดไว้ทั้งภาษาจีน ทมิฬ และมลายู เพราะใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านคาบสมุทรต้องรู้จักเมืองนี้

    ชื่อที่เดินทางผ่านหลายภาษา

    ชื่อลังกาสุกะไม่ได้อยู่ในเอกสารจีนเท่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 หลวงจีนอี้จิง ผู้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่อินเดีย เอ่ยถึงรัฐนี้ในชื่อหลางเจียซู ต่อมาใน พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) จารึกทมิฬของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ ระบุชื่ออิลังกาโศกะไว้ในรายชื่อเมืองที่กองทัพโจฬะตีได้ ระหว่างการบุกโจมตีศรีวิชัย

    ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 หนังสือจูฟานจื้อของจ้าวรู่กว้า ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1225 เรียกรัฐนี้ว่าหลิงหยาซือเจีย และจัดให้เป็นเมืองหนึ่งในเครือข่ายของศรีวิชัย ส่วนหนังสือเต่าอี้จื้อเลวี่ยสมัยราชวงศ์หยวนเรียกว่าหลงหยาซีเจี่ยว

    การที่ชื่อนี้ปรากฏต่อเนื่องในเอกสารหลายภาษากว่าพันปี แสดงว่าลังกาสุกะเป็นจุดแวะพักที่พ่อค้าและนักเดินทางรู้จักกันดี แม้ฐานะทางการเมืองของมันจะเปลี่ยนไปตามยุค บางช่วงเป็นรัฐอิสระ บางช่วงอยู่ในเครือข่ายของศรีวิชัย

    เมืองโบราณยะรังและหลักฐานบนดิน

    นักวิชาการส่วนใหญ่ เช่น พอล วีทลีย์ เชื่อว่าศูนย์กลางของลังกาสุกะอยู่แถบปัตตานี และชี้ไปที่เมืองโบราณยะรัง ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างตัวเมืองปัตตานีราว 15 กิโลเมตร เมืองนี้ประกอบด้วยกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว ซึ่งมีคันดิน คูเมือง และสระน้ำโบราณ

    กรมศิลปากรขุดค้นยะรังตั้งแต่ พ.ศ. 2532 พบเนินซากสถูปอิฐหลายสิบแห่ง พระพิมพ์และสถูปจำลองดินเผาที่จารึกคาถาภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด และเศษเครื่องถ้วยจากเปอร์เซีย หลักฐานเหล่านี้บ่งชี้ว่าที่นี่เป็นเมืองพุทธมหายานที่ค้าขายกับโลกภายนอก

    การค้นพบที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นราวปลาย พ.ศ. 2565 เมื่อมีการพบเหรียญทองจากบริเวณยะรัง มีจารึกภาษาสันสกฤตที่อ่านว่า ศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ รูปแบบข้อความคล้ายกับเหรียญเงินทวารวดีที่จารึกว่า ศรีทวารวตีศวรปุณยะ นักวิชาการเห็นว่าเหรียญนี้ช่วยยืนยันชื่อลังกาสุกะในพื้นที่ และชวนให้ตั้งคำถามว่าลังกาสุกะกับทวารวดีมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกันเพียงใด

    ฝั่งตะวันออกหรือฝั่งตะวันตก

    แม้หลักฐานจีนและอาหรับจะชี้ไปที่ชายฝั่งตะวันออกแถบปัตตานี แต่ตำนานมลายูเรื่องฮิกายัตมะโรงมหาวังสาของรัฐเกดะห์กลับเล่าว่า ลังกาสุกะอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร และเป็นต้นกำเนิดของรัฐเกดะห์ ตามตำนานนี้ กษัตริย์องค์หนึ่งเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนรัฐเป็นสุลต่านเกดะห์ เรื่องเล่านี้ควรอ่านในฐานะตำนาน

    อีกปัญหาหนึ่งคือช่องว่างของเวลา เอกสารจีนบอกว่าลังกาสุกะมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ชั้นดินที่ขุดพบในยะรังเริ่มราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 นักวิชาการบางท่านเสนอว่าศูนย์กลางยุคแรกอาจอยู่ที่อื่น หรือยังขุดไม่ถึงชั้นที่เก่ากว่า

    นักวิชาการบางคนยังเห็นว่าลังกาสุกะอาจครอบคลุมทั้งสองฝั่งคาบสมุทรในบางช่วง เพราะเส้นทางข้ามคาบสมุทรเป็นหัวใจของการค้าในยุคนั้น ความเห็นทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    จุดจบและมรดกสู่ปัตตานี

    ลังกาสุกะรุ่งเรืองที่สุดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลำน้ำตื้นเขินจนเรือสินค้าเข้าถึงเมืองได้ยาก และส่วนหนึ่งเพราะศรีวิชัยขึ้นมาครองการค้าในภูมิภาค

    ปีสิ้นสุดของลังกาสุกะยังไม่ตรงกัน พงศาวดารปาไซของสุมาตราเล่าว่าถูกทำลายราว ค.ศ. 1370 แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านเห็นว่ายังคงอยู่ถึงราวทศวรรษ 1470 ตามฮิกายัตปัตตานี เมืองที่อยู่ก่อนปัตตานีคือโกตามะห์ลิฆัย ซึ่งเจ้าเมืองได้ย้ายมาสร้างเมืองปัตตานีในเวลาต่อมา

    ปัตตานีน่าจะเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450) และรับศาสนาอิสลามราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 มรดกของลังกาสุกะจึงไหลต่อสู่รัฐมุสลิมที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคใต้ ชื่อลังกาสุกะเองก็ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของคนท้องถิ่นมาจนทุกวันนี้

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): กำเนิดลังกาสุกะ. ตามการคำนวณจากจดหมายเหตุราชวงศ์เหลียง
    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตคณะแรกสู่จีน. พระเจ้าภคทัตต์ส่งพระราชสาส์นถึงจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้
    • พ.ศ. 1066, 1074, 1111 (ค.ศ. 523, 531, 568): คณะทูตต่อเนื่อง. รักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): หลวงจีนอี้จิงเอ่ยถึงหลางเจียซู. ชั้นดินที่ยะรังเริ่มในช่วงนี้
    • พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): จารึกทมิฬของราเชนทรโจฬะ. ระบุอิลังกาโศกะในรายชื่อเมืองที่ตีได้
    • พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): จูฟานจื้อ. บันทึกว่าหลิงหยาซือเจียอยู่ในเครือข่ายศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450): กำเนิดปัตตานี. รัฐที่สืบต่อจากลังกาสุกะ
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): กรมศิลปากรขุดค้นยะรัง. พบสถูปอิฐ พระพิมพ์ และประติมากรรมพุทธมหายาน
    • ราว พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): พบเหรียญทองจารึก. ข้อความว่า ศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ

    รู้หรือไม่

    เหรียญคู่แฝด

    เหรียญทองจากยะรังกับเหรียญเงินทวารวดีจากนครปฐม ขึ้นต้นด้วยชื่อเมืองเหมือนกัน และลงท้ายด้วยคำว่าปุณยะ ซึ่งหมายถึงบุญ

    ของหอมจากป่าใต้

    ไม้กฤษณาและการบูรจากลังกาสุกะเป็นของหอมราคาสูงในจีน ใช้ทั้งในพิธีกรรมทางศาสนาและในราชสำนัก

    ชื่อเดียวกันกับศรีจนาศะ

    พระนามภคทัตต์ยังปรากฏในรายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะบนที่ราบสูงโคราช แต่เป็นคนละพระองค์และห่างกันหลายร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Bhagadatta (Langkasuka) (Wikipedia)
    3. Pattani Kingdom (Wikipedia)
    4. หรือแท้จริงแล้วทวารวดีและลังกาสุกะเป็นเครือญาติกัน (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. แกะรอยการค้นพบเหรียญทองคำที่ปัตตานี (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • จารึกเนินสระบัว

    จารึกเนินสระบัว

    ภาพประกอบ: Sa Kaeo, Si Mahosot (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    แผ่นหินจากเมืองศรีมโหสถที่จารึกคาถาภาษาบาลีจากลังกาไว้คู่กับภาษาเขมรโบราณ และระบุศักราชที่ตรงกับ พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761) · พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761) ตามการอ่านที่ยอมรับกันทั่วไป

    แหล่งที่พบเนินสระบัว บริเวณดงศรีมหาโพธิ์ เมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
    ศักราชพ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761) มีแหล่งหนึ่งอ้างปีต่างออกไป
    อักษรอักษรหลังปัลลวะ
    ภาษาบาลี และเขมรโบราณ
    ลักษณะแผ่นหิน จารึกด้านเดียว 27 บรรทัด
    เนื้อหาเด่นคาถาบาลีสรรเสริญพระรัตนตรัย ตรงกับคาถาในเตลกฏาหคาถาของลังกา

    หินจารึกจากเมืองศรีมโหสถ

    เมืองโบราณศรีมโหสถในจังหวัดปราจีนบุรีเป็นเมืองสำคัญทางฝั่งตะวันออกของที่ราบภาคกลาง พบทั้งศาสนสถานในพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ประติมากรรมพระวิษณุและพระคเณศ รวมถึงร่องรอยศิลปะทวารวดีและเขมร จึงเป็นเมืองที่วัฒนธรรมหลายสายมาพบกัน

    จารึกเนินสระบัวพบที่เนินสระบัว ในบริเวณดงศรีมหาโพธิ์ของเมืองศรีมโหสถ ตัวจารึกเป็นแผ่นหินที่สลักตัวอักษรไว้ด้านเดียว รวม 27 บรรทัด แม้จะเป็นหินแผ่นไม่ใหญ่ แต่ข้อความบนนั้นช่วยตอบคำถามใหญ่หลายข้อเกี่ยวกับพุทธศาสนาในดินแดนไทยยุคแรก

    ข้อมูลในฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า มีการถ่ายถอดข้อความจากอักษรโบราณเป็นอักษรไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และต่อมาถ่ายถอดเป็นอักษรโรมันใน พ.ศ. 2553

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกเนินสระบัว: แผ่นหินจารึก 27 บรรทัด อักษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลีและเขมรโบราณ ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1304 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เคยเก็บที่พิพิธภัณฑ์วัดสระมรกต ปัจจุบันมีรายงานว่าจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง
    • คาถาเตลกฏาหคาถา: คาถาบาลีสามบทในจารึกตรงกับบทที่ 2 ถึง 4 ของกวีนิพนธ์บาลีจากลังกา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ บนตัวจารึกเนินสระบัว) ดูภาพถ่ายจริง
    • เมืองโบราณศรีมโหสถ: เมืองที่พบศาสนสถานและประติมากรรมทั้งพุทธและฮินดู แสดงการพบกันของวัฒนธรรมทวารวดีและเขมร (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    อักษรและภาษา

    จารึกเนินสระบัวเขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ ซึ่งพัฒนามาจากอักษรที่ใช้ในอินเดียใต้ และเป็นอักษรที่ใช้ในจารึกยุคแรกหลายหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมนดิส โรหณธีระ นักวิชาการชาวศรีลังกาที่ศึกษาจารึกนี้ เห็นว่ารูปอักษรใกล้เคียงกับอักษรที่ใช้ในลังกาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 8 มาก

    ข้อความใช้สองภาษาในหลักเดียวกัน ส่วนต้นและส่วนท้ายเป็นภาษาเขมรโบราณ ส่วนกลางเป็นคาถาภาษาบาลีสามบท การพบภาษาบาลีและภาษาเขมรอยู่ด้วยกันในจารึกที่เมืองศรีมโหสถ ทำให้เห็นว่าคนที่สร้างจารึกนี้คุ้นเคยกับทั้งโลกพุทธศาสนาแบบบาลีและภาษาของชาวเขมร

    รายละเอียดของข้อความภาษาเขมรยังไม่ค่อยถูกนำมาอธิบายในงานที่เผยแพร่ทั่วไป งานศึกษาส่วนใหญ่เน้นที่ส่วนภาษาบาลี ส่วนนักภาษาศาสตร์บางคนใช้จารึกนี้เป็นตัวอย่างในการศึกษาว่าการสะกดคำภาษาเขมรโบราณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแต่ละยุค

    คาถาสามบทจากลังกาที่สลักไว้บนหินในปราจีนบุรี บอกว่าพุทธศาสนาแบบบาลีเดินทางข้ามทะเลมาถึงที่นี่แล้วเมื่อกว่าพันสองร้อยปีก่อน

    คาถาจากลังกา

    คาถาภาษาบาลีสามบทในจารึกเป็นบทสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แต่งในฉันท์ชนิดที่เรียกว่าวสันตดิลก โรหณธีระพบว่าคาถาทั้งสามบทตรงกับคาถาบทที่ 2 ถึง 4 ของเตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นกวีนิพนธ์ภาษาบาลีที่แต่งขึ้นในลังกา

    จารึกนี้ไม่ได้ระบุชื่อผู้บริจาคหรือรายการสิ่งของที่ถวาย ส่วนภาษาบาลีจึงทำหน้าที่เป็นบทสวดบูชาและเตือนใจทางศาสนามากกว่าเป็นบันทึกการทำบุญ

    การพบคาถาจากวรรณกรรมลังกาบนหินในปราจีนบุรี แสดงว่าตัวบทนี้เดินทางมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกแล้วภายในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ปีเตอร์ สกิลลิง นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ยกจารึกเนินสระบัวเป็นหนึ่งในจารึกภาษาบาลียุคแรกที่กระจายอยู่ทั่วภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปีที่จารึก และความเห็นที่ต่างกัน

    ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุศักราชของจารึกนี้ว่า พ.ศ. 1304 ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 761 งานของโรหณธีระที่ตีพิมพ์ในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2531 ก็ใช้ปี ค.ศ. 761 เช่นกัน ปีนี้จึงเป็นค่าที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด

    อย่างไรก็ตาม บทความวิชาการภาษาไทยชิ้นหนึ่งในวารสารดำรงวิชาการกล่าวถึงจารึกเนินสระบัวในเชิงอรรถว่า ระบุมหาศักราช 863 ตรงกับ พ.ศ. 1484 และกล่าวว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการกัลปนารอยพระบาท ตัวเลขนี้ต่างจากค่าที่ฐานข้อมูลจารึกใช้อยู่ร้อยกว่าปี อาจเป็นการอ่านที่ต่างกัน การพิมพ์คลาดเคลื่อน หรือการอ้างถึงจารึกอีกหลักหนึ่งในบริเวณเดียวกัน แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่พอจะชี้ขาด

    นอกจากปีที่ระบุในตัวจารึก นักวิชาการยังกำหนดอายุจากรูปอักษรด้วย บางแหล่งจัดอักษรของจารึกนี้ไว้ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ศ. 1304 มากกว่า

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์

    จารึกเนินสระบัวเป็นจารึกยุคแรกในดินแดนไทยที่มีศักราชกำกับ จารึกส่วนใหญ่ในยุคทวารวดีไม่ระบุปี นักวิชาการต้องเดาอายุจากรูปอักษร จารึกที่มีปีชัดเจนจึงเป็นหมุดเวลาที่ใช้เทียบอายุของรูปอักษรและโบราณวัตถุอื่น ๆ ในภูมิภาคได้

    จารึกนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับลังกา โรหณธีระใช้จารึกนี้แย้งความเห็นเดิมที่ว่าอิทธิพลพุทธศาสนาจากลังกาเพิ่งเข้ามาผ่านมอญในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 เพราะจารึกแสดงว่าวรรณกรรมบาลีจากลังกามาถึงแล้วตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 พิพิธภัณฑ์ในปราจีนบุรีก็นำเสนอจารึกนี้ในฐานะหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างศรีมโหสถกับลังกา

    ในอีกด้านหนึ่ง การที่คาถาบาลีอยู่คู่กับภาษาเขมรโบราณ ช่วยให้เห็นว่าเมืองศรีมโหสถตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดีกับผู้คนที่ใช้ภาษาเขมรอยู่ร่วมกันหรือติดต่อกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ก่อนยุคเมืองพระนครรุ่งเรือง ข้อนี้เป็นการตีความจากลักษณะของจารึก ซึ่งยังต้องอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ

    จารึกอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน

    เมื่อโรหณธีระไปศึกษาจารึกนี้ในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) จารึกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กของวัดสระมรกต ในเขตดงศรีมหาโพธิ์ ใกล้กับแหล่งที่พบ

    ข่าวการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ในช่วงหลังได้กล่าวถึงจารึกเนินสระบัวในฐานะหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองศรีมโหสถกับลังกา ผู้ที่สนใจจึงควรเริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และสอบถามสถานที่จัดแสดงปัจจุบันก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • สมัยทวารวดี: ศรีมโหสถรุ่งเรือง. เมืองศรีมโหสถเป็นที่พบกันของวัฒนธรรมทวารวดีและเขมร
    • พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761): สลักจารึก. จารึกคาถาบาลีจากเตลกฏาหคาถาคู่กับภาษาเขมรโบราณ
    • พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965): ถ่ายถอดเป็นอักษรไทย. ข้อความถูกถ่ายถอดจากอักษรหลังปัลลวะเป็นอักษรไทย
    • พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986): ศึกษาที่วัดสระมรกต. โรหณธีระศึกษาจารึกที่พิพิธภัณฑ์วัดสระมรกต
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เผยแพร่ในวารสารสยามสมาคม. เสนอว่าคาถาตรงกับเตลกฏาหคาถาของลังกา
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): ถ่ายถอดเป็นอักษรโรมัน. โครงการฐานข้อมูลจารึกถ่ายถอดข้อความเป็นอักษรโรมัน
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): อ้างในงานด้านจารึกบาลี. ปีเตอร์ สกิลลิง ยกเป็นตัวอย่างจารึกบาลียุคแรกในภูมิภาค

    รู้หรือไม่

    ไม่มีชื่อผู้สร้าง

    จารึกเนินสระบัวไม่ได้บอกชื่อผู้บริจาคหรือผู้สร้าง ต่างจากจารึกเขมรอีกจำนวนมากที่บันทึกการถวายที่ดินและข้าคน

    คาถาที่ร้อยเรียงเป็นฉันท์

    คาถาบาลีในจารึกแต่งเป็นฉันท์วสันตดิลก มีจังหวะและจำนวนพยางค์ตายตัว

    คาถาที่เก่ากว่าจารึก

    โรหณธีระเสนอว่าเตลกฏาหคาถาต้องแต่งขึ้นก่อนจารึกนี้นาน และอาจเก่าไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5 หรือก่อนนั้น

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Rohanadeera: Telakatahagatha in a Thailand Inscription of 761 A.D. (JSS 1988)
    2. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย: จารึกเนินสระบัว
    3. Skilling: The Theravamsa Has Always Been Here, K. 1355 from Angkor Borei (JSS 2019)
    4. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล บทความในวารสารดำรงวิชาการ
    5. แนวหน้า: เมืองศรีมโหสถ ภูมินครรัฐอวัธยะปุระด้านตะวันออก
    6. ไทยโพสต์: เจาะลึกพิพิธภัณฑ์ปราจีนบุรี
    7. มติชน: ศูนย์เถรวาทไทยอยู่อโยธยา
    8. GotoKnow: ขอมสบาดโขลญลำพง (การสะกดเขมรโบราณ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม