หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • ถนนโบราณพระนคร–พิมาย

    ถนนโบราณพระนคร–พิมาย

    ภาพประกอบ: Prasat Ta Muen-2-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ทางหลวงยกระดับของจักรวรรดิเขมรที่เชื่อมเมืองพระนครกับพิมาย ข้ามเทือกเขาพนมดงรัก มีที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลตั้งเรียงรายเป็นระยะ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 11–13)

    ปลายทางเมืองพระนคร (กัมพูชา) และเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ระยะทางราว 225–254 กิโลเมตร ตามการประเมินของแต่ละการศึกษา
    ลักษณะถนนคันดินยกสูง ไม่ปูหิน มีสะพานศิลาแลงและสระน้ำเป็นระยะ
    ที่พักคนเดินทางธรรมศาลาหรือบ้านมีไฟ 17 แห่ง ตามจารึกปราสาทพระขรรค์
    ผู้สร้างที่พักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1724–1761)
    ช่องทางข้ามเขาช่องตาเมือน เทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา

    ทางหลวงของจักรวรรดิ

    เมื่ออาณาจักรเขมรเรืองอำนาจ เมืองพระนครหรืออังกอร์กลายเป็นศูนย์กลางที่ต้องเชื่อมต่อกับดินแดนรอบด้าน ราชสำนักจึงสร้างเครือข่ายถนนออกไปหลายทิศ นักโบราณคดีประเมินว่าถนนสายหลักทั้งหมดยาวรวมกันกว่า 1,000 กิโลเมตร

    ในบรรดาถนนเหล่านี้ สายที่สำคัญที่สุดต่อประวัติศาสตร์ไทยคือถนนที่มุ่งขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ จากเมืองพระนครข้ามเทือกเขาพนมดงรักขึ้นสู่ที่ราบสูงโคราช ไปสิ้นสุดที่เมืองพิมาย นักวิชาการไทยมักเรียกถนนสายนี้ว่าราชมรรคา

    ระยะทางของถนนสายนี้ยังประเมินต่างกันเล็กน้อย บางการศึกษาให้ตัวเลขราว 225 กิโลเมตร บางโครงการสำรวจให้ราว 254 กิโลเมตร ความต่างนี้มาจากการเลือกจุดตั้งต้นและแนวถนนที่ยังสืบไม่ครบทุกช่วง

    ถนนแบบเขมรสร้างอย่างไร

    ถนนเขมรโบราณเป็นคันดินยกสูงพ้นระดับน้ำ ไม่มีการปูหิน ซึ่งสำคัญมากในดินแดนที่น้ำท่วมทุกฤดูฝน คันดินเช่นนี้ทำให้ผู้คน เกวียน และสัตว์พาหนะเดินทางได้แม้ในช่วงที่ทุ่งนารอบข้างจมน้ำ

    จุดที่ถนนข้ามลำน้ำมีสะพานก่อด้วยศิลาแลง ใช้เทคนิคการก่อหินยื่นซ้อนกันขึ้นไปเป็นช่องให้น้ำไหลผ่าน ตลอดแนวถนนยังมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขุดไว้เป็นระยะราวทุก 1.5–2.5 กิโลเมตร ให้คนเดินทางและสัตว์ได้มีน้ำดื่ม

    นักวิชาการเห็นว่าเส้นทางเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียว บางช่วงอาจถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11 สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงถูกจัดระเบียบเป็นถนนสายหลัก และได้รับการปรับปรุงอีกในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในคริสต์ศตวรรษที่ 12

    ทุกสิบกว่ากิโลเมตรบนถนนสู่พิมาย จะมีแสงไฟจากบ้านพักริมทางรอผู้เดินทางอยู่

    บ้านมีไฟ: ที่พักริมทาง

    ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ที่เมืองพระนคร ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บันทึกว่ามีการสร้างอาคารที่เรียกว่าวหนิคฤหะ หรือบ้านมีไฟ รวม 121 แห่งตามถนนสายหลักและในเขตศาสนสถาน ในจำนวนนี้ 17 แห่งอยู่บนถนนสายพระนคร–พิมาย

    ในภาษาไทยมักเรียกอาคารเหล่านี้ว่าธรรมศาลา เป็นอาคารศิลาแลงยาวมีห้องด้านหน้าและปราสาทเล็กด้านหลัง ผนังด้านใต้มีหน้าต่างเรียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเคยใช้วางรูปเคารพและตามไฟ จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านมีไฟ

    การวัดระยะพบว่าบ้านมีไฟบนถนนสายนี้ตั้งห่างกันเฉลี่ยราว 16 กิโลเมตร ขณะที่งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางในสมัยนั้นเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ที่พักจึงอยู่ในระยะที่เดินถึงได้ภายในครึ่งวันถึงหนึ่งวัน การเดินทางตลอดสายจากพระนครถึงพิมายน่าจะใช้เวลาราวสิบวัน

    ในฝั่งไทยมีธรรมศาลาที่ยังเหลือให้เห็นหลายแห่ง เช่น ปราสาทตาเมือนในจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทบ้านบุในอำเภอประโคนชัย และปราสาทถมอ จังหวัดบุรีรัมย์

    โรงพยาบาลและศาสนสถานตามเส้นทาง

    นอกจากที่พัก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังสร้างอาโรคยศาลหรือสถานพยาบาลกระจายทั่วอาณาจักร หลักฐานบางแหล่งระบุว่ามีถึง 102 แห่ง อาโรคยศาลมีรูปแบบเป็นปราสาทประธานล้อมด้วยกำแพง มีบรรณาลัยและสระน้ำนอกกำแพง

    ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดบนเส้นทางนี้คือกลุ่มปราสาทตาเมือนที่ช่องตาเมือน บนเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยสามหลังที่ทำหน้าที่ต่างกัน ปราสาทตาเมือนเป็นธรรมศาลา ปราสาทตาเมือนโต๊ดเป็นอาโรคยศาล และปราสาทตาเมือนธมเป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะที่เก่ากว่า

    ถนนสายนี้ยังผ่านใกล้ศาสนสถานสำคัญอื่น ๆ เช่น ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะไปถึงปราสาทพิมาย ซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ตรงกับแนวถนนที่มาจากเมืองพระนคร ต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปที่หันไปทางทิศตะวันออก

    ถนนเพื่ออะไร

    หลักฐานทางโบราณคดีบอกว่าถนนสายนี้มีหลายหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ทั้งเป็นเส้นทางของกองทัพ เส้นทางขนส่งสินค้าและส่วยเข้าสู่เมืองหลวง และเส้นทางของผู้แสวงบุญที่เดินทางไปยังศาสนสถาน

    ตามแนวถนนยังพบเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาและแหล่งถลุงเหล็ก แสดงว่าถนนเชื่อมแหล่งผลิตกับตลาด เหล็กจากบริเวณนี้อาจส่งไปทำเครื่องมือและอาวุธให้เมืองพระนคร

    ในอีกด้านหนึ่ง ถนนคือสัญลักษณ์ของอำนาจ การที่กษัตริย์สร้างที่พักและโรงพยาบาลเป็นระยะ ทำให้คนเดินทางทุกคนรับรู้ถึงพระราชอำนาจและพระมหากรุณาตามคติพุทธศาสนามหายาน ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงยึดถือ

    สืบหาถนนที่หายไป

    ตลอดหลายร้อยปี คันดินของถนนถูกไถทำนา กลายเป็นคันนา หรือจมหายไปในภูมิทัศน์ จนแทบมองไม่ออกจากพื้นดิน การสืบหาแนวถนนจึงต้องใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม และการเดินสำรวจภาคสนาม

    ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงต้นทศวรรษ 2550 มีโครงการวิจัยร่วมไทย–กัมพูชาชื่อโครงการราชมรรคา หรือ Living Angkor Road Project นำโดยนักวิจัยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์การอัปสราของกัมพูชา โดยได้ทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โครงการนี้พบธรรมศาลา สะพานหิน และแหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    นักโบราณคดีอย่างมิทช์ เฮนดริกสัน ยังขุดค้นธรรมศาลาหลายแห่ง และพบว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าขายรอบอาคาร แสดงว่าบ้านมีไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีผู้คนใช้งานจริง

    ทุกวันนี้ ถนนโบราณสายนี้เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้บางช่วงตามแนวชายแดน เช่น บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จะเคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนจนงานบูรณะต้องหยุดชะงัก

    ไทม์ไลน์

    • ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 9): เส้นทางยุคแรก. บางช่วงอาจถูกใช้เป็นทางสัญจรตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร
    • พุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): จัดระเบียบเป็นถนนหลวง. สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 12): ปรับปรุงถนน. สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    • พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181): ชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชย์. เริ่มสร้างที่พักและโรงพยาบาลทั่วอาณาจักร
    • พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191): จารึกปราสาทพระขรรค์. บันทึกบ้านมีไฟ 121 แห่ง 17 แห่งอยู่บนถนนสายพิมาย
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): ขึ้นทะเบียนตาเมือน. กลุ่มปราสาทตาเมือนขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
    • ราว พ.ศ. 2549–2550 (ค.ศ. 2006–2007): โครงการราชมรรคา. นักวิจัยไทยและกัมพูชาร่วมสำรวจแนวถนน

    รู้หรือไม่

    ปราสาทที่หันหน้าผิดทิศ

    ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ เพราะหันไปรับถนนที่มาจากเมืองพระนคร

    เดินวันละ 30 กิโลเมตร

    งานศึกษาประเมินว่าคนเดินทางสมัยพระนครเดินได้วันละราว 30 กิโลเมตร ทั้งสายจึงใช้เวลาเดินราวสิบวัน

    ถนนไม่ได้ปูหิน

    ถนนเขมรเป็นคันดินยกสูง จุดเด่นคือพ้นน้ำในหน้าฝน ทำให้ใช้เดินทางได้ทั้งปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Angkorian Road System (Wikipedia)
    2. Southeast Asian Archaeology: On the Road to Angkor
    3. Angkor Database: Jayavarman VII's Resthouse Temples
    4. Hendrickson, Udaya 9: fire shrines on Angkorian roads
    5. The Siam Society: The Khmer Masterworks along the Royal Road
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย ในเส้นทางสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    8. Prasat Ban Bu (Wikipedia)
    9. Lertlum, Living Angkor Road Project (CRMA Journal)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร

    สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร

    ภาพประกอบ: Bead Production KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ดินแดนทองในคัมภีร์อินเดียกับหลักฐานโบราณคดีที่บอกว่าคาบสมุทรไทยเคยเป็นทางแยกของการค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 2–12 (ราว 400 ปีก่อน ค.ศ. – คริสต์ศตวรรษที่ 7)

    ความหมายสุวรรณภูมิ แปลว่า แผ่นดินทอง (ภาษาสันสกฤตและบาลี)
    แหล่งที่มาของชื่อชาดก มิลินทปัญหา และคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา
    ที่ตั้งยังไม่มีข้อยุติ มีทั้งไทยภาคกลาง พม่าตอนล่าง คาบสมุทรมลายู และสุมาตรา
    แหล่งโบราณคดีสำคัญเขาสามแก้ว ภูเขาทอง ควนลูกปัด บ้านดอนตาเพชร อู่ทอง
    สินค้าเด่นลูกปัดหินและแก้ว ดีบุก ทองคำ เครื่องเทศ ของป่า
    พลังขับเคลื่อนลมมรสุมที่พัดสลับทิศตามฤดูกาล

    แผ่นดินทองในความทรงจำของชาวอินเดีย

    คำว่าสุวรรณภูมิมาจากภาษาสันสกฤต แปลตรงตัวว่าแผ่นดินแห่งทอง ชาวอินเดียโบราณใช้คำนี้เรียกดินแดนไกลโพ้นทางตะวันออกที่ต้องข้ามทะเลไปถึง ในสายตาของพ่อค้ายุคนั้น ดินแดนนี้คือแหล่งทองคำ เครื่องหอม และของมีค่าที่หาไม่ได้ในบ้านเกิด

    ชื่อนี้ปรากฏในวรรณกรรมหลายเรื่อง ชาดกซึ่งเป็นนิทานชาติก่อนของพระพุทธเจ้ามีเรื่องพ่อค้าล่องเรือไปสุวรรณภูมิอยู่หลายตอน เช่น มหาชนกชาดกที่เจ้าชายลงเรือไปค้าขายแล้วเรือแตกกลางทะเล และสังขชาดกที่พราหมณ์ผู้ร่ำรวยตัดสินใจเดินทางไปแผ่นดินทองเพื่อหาทรัพย์มาทำทานต่อ

    คัมภีร์มิลินทปัญหา ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าแต่งราวพุทธศตวรรษที่ 6–7 (คริสต์ศตวรรษที่ 1–2) เอ่ยถึงสุวรรณภูมิในรายชื่อเมืองท่าที่เจ้าของเรือผู้มั่งคั่งแล่นไปค้าขาย หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่าในโลกทัศน์ของชาวอินเดีย การเดินทางไปสุวรรณภูมิคือการเสี่ยงโชคทางทะเลเพื่อความมั่งคั่ง

    พระโสณะ พระอุตตระ และตำนานการเผยแผ่ศาสนา

    คัมภีร์มหาวงศ์ของลังกาเล่าว่า หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราวพุทธศตวรรษที่ 3 (ราว 250 ปีก่อน ค.ศ.) คณะสงฆ์ได้ส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่าง ๆ โดยพระโสณะและพระอุตตระได้รับมอบหมายให้ไปยังสุวรรณภูมิ

    ตามตำนาน พระเถระทั้งสองเดินทางไปถึงดินแดนที่ถูกผีเสื้อสมุทรรังควาน และทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมานับถือพระพุทธศาสนา เรื่องนี้กลายเป็นความภูมิใจของทั้งคนไทยและคนมอญในพม่า ซึ่งต่างก็เชื่อว่าบ้านเมืองของตนคือปลายทางของพระเถระทั้งสอง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการอย่างนิโคลัส เรอวีร์ ชี้ว่ายังไม่พบจารึกหรือเอกสารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กล่าวถึงตำนานนี้หรือคำว่าสุวรรณภูมิในภาษาบาลีก่อนสหัสวรรษที่ 2 ของคริสตกาล เรื่องพระโสณะและพระอุตตระจึงควรอ่านในฐานะตำนาน ไม่ควรถือเป็นบันทึกเหตุการณ์ที่พิสูจน์ได้

    สุวรรณภูมิอาจไม่เคยเป็นอาณาจักรเดียว แต่เป็นชื่อที่พ่อค้าข้ามทะเลใช้เรียกความหวังว่าจะพบทองที่ปลายขอบฟ้าตะวันออก

    สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน: ข้อถกเถียงที่ยังไม่จบ

    คำถามว่าสุวรรณภูมิตั้งอยู่ตรงไหนเป็นข้อถกเถียงมานานกว่าร้อยปี ฝ่ายไทยหลายท่านเสนอว่าศูนย์กลางอยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะเมืองโบราณอู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรีหรือนครปฐม ซึ่งพบโบราณวัตถุจากการค้าทางไกลจำนวนมาก

    ฝ่ายพม่ามีประเพณีของชาวมอญที่ถือว่าเมืองสะเทิมในพม่าตอนล่างคือสุวรรณภูมิ ขณะที่บางกลุ่มมองไปที่คาบสมุทรมลายูซึ่งนักภูมิศาสตร์กรีกอย่างปโตเลมีเรียกว่าคาบสมุทรทองคำ ส่วนเกาะสุมาตราก็มีหลักฐานชัดว่าในจารึกปาดังโรโจ พ.ศ. 1829 (ค.ศ. 1286) เรียกดินแดนแถบนั้นว่าสุวรรณภูมิ

    นักวิชาการปัจจุบันจำนวนมากเห็นว่าสุวรรณภูมิในคัมภีร์อินเดียน่าจะเป็นชื่อเรียกกว้าง ๆ สำหรับดินแดนทางตะวันออกทั้งหมด มากกว่าจะหมายถึงอาณาจักรเดียวที่มีพรมแดนแน่นอน การที่หลายประเทศอ้างสิทธิ์ในชื่อนี้สะท้อนว่าชื่อสุวรรณภูมิถูกนำมาใช้สร้างความภูมิใจของชาติในยุคสมัยใหม่ด้วย

    เขาสามแก้ว: เมืองท่ายุคแรกบนคอคอดกระ

    หลักฐานที่ทำให้ภาพสุวรรณภูมิชัดขึ้นมาจากการขุดค้นมากกว่าจากคัมภีร์ แหล่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งคือเขาสามแก้ว ในอำเภอเมืองชุมพร ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสี่ลูกริมแม่น้ำท่าตะเภา ครอบคลุมพื้นที่ราว 54 เฮกตาร์ ใกล้ฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออกของคอคอดกระ

    ระหว่าง พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009) คณะนักโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส นำโดยแบเรนิซ เบลลินา ร่วมกับกรมศิลปากร ได้ขุดค้นอย่างเป็นระบบ ผลการหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีหลายสิบตัวอย่างชี้ว่า กิจกรรมหลักของชุมชนเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 2–6 (คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    สิ่งที่พบมีทั้งกลองมโหระทึกแบบดงเซิน กระจกสำริดสมัยราชวงศ์ฮั่น ภาชนะดินเผาจากอินเดีย ตราประทับอักษรพราหมี และหยกเนฟไรต์ที่มีต้นทางจากไต้หวัน ที่น่าสนใจกว่านั้นคือร่องรอยโรงงานทำลูกปัดหินและแก้ว งานโลหะ และเครื่องปั้นดินเผาหลายประเพณี

    คณะผู้วิจัยตีความว่าเขาสามแก้วเป็นเมืองท่ายุคแรกที่มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่รวมกัน รวมถึงช่างและพ่อค้าจากเอเชียใต้ การค้นพบนี้ผลักอายุของเส้นทางสายไหมทางทะเลในภูมิภาคนี้ให้เก่าขึ้นไปกว่าที่เคยเชื่อกันหลายร้อยปี

    ภูเขาทอง ควนลูกปัด และบ้านดอนตาเพชร

    ฝั่งทะเลอันดามันก็มีเมืองท่าสำคัญเช่นกัน แหล่งโบราณคดีภูเขาทองในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง พบเศษภาชนะดินเผาที่ขีดตัวอักษรทมิฬ-พราหมีไว้สามตัว อิรวทัม มหาเทวัน ผู้เชี่ยวชาญจารึกทมิฬ อ่านว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า ตุรวอน ซึ่งแปลว่านักบวช และกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 7 (คริสต์ศตวรรษที่ 2)

    ที่ภูเขาทองยังพบภาชนะดินเผาแบบรูเลตต์ที่คล้ายกับของเมืองอริกเมฑุทางใต้ของอินเดีย และเศษภาชนะแก้วโมเสกจากโลกเมดิเตอร์เรเนียน แสดงว่าพ่อค้าจากอินเดียใต้น่าจะเดินทางมาถึงชายฝั่งนี้โดยตรง

    ถัดลงไปทางใต้ที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ คือแหล่งควนลูกปัด ซึ่งชาวบ้านตั้งชื่อตามลูกปัดจำนวนมหาศาลที่พบบนเนินดิน ที่นี่พบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และเศษลูกปัด อันเป็นหลักฐานของการผลิตลูกปัดในท้องถิ่น ร่วมกับหัวแหวนหินคาร์เนเลียนแกะสลักแบบโรมัน ซึ่งมีลายไก่ชน เทพีฟอร์ทูนา และซาเทอร์ถือพวงองุ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6–7

    ในภาคกลาง แหล่งบ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกรมศิลปากรเริ่มขุดค้นใน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) มีอายุราว 2,300–2,400 ปีมาแล้ว พบจี้หินคาร์เนเลียนรูปสิงโต ลูกปัดหินฝังสี และภาชนะสำริดผนังบาง เป็นหลักฐานว่าการติดต่อกับอินเดียแผ่เข้ามาถึงแผ่นดินตอนในตั้งแต่ยุคเหล็ก

    ของจากโรมันและไบแซนไทน์

    สินค้าบางชิ้นเดินทางมาไกลกว่าอินเดีย ที่เมืองโบราณอู่ทองพบเหรียญแอนโทนิเนียนัสของวิกตอรินุส ผู้อ้างตนเป็นจักรพรรดิในแคว้นกอลระหว่าง พ.ศ. 812–814 (ค.ศ. 269–271) เหรียญนี้น่าจะผลิตจากโรงกษาปณ์เมืองโคโลญ และเป็นเหรียญโรมันแท้เพียงเหรียญเดียวที่รู้จักว่าพบในประเทศไทย

    อีกชิ้นหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือตะเกียงสำริดจากพงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ยอร์ช เซเดส์ ตีพิมพ์เรื่องนี้ใน พ.ศ. 2471 และเห็นว่าเป็นงานโรมันราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ต่อมามีผู้เสนอว่าทำที่เมืองอเล็กซานเดรีย

    ใน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) บริจิตต์ บอเรลล์ ศึกษาใหม่และพบว่าตะเกียงนี้เป็นงานไบแซนไทน์ตอนต้น ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งอาจผลิตในอียิปต์ การกำหนดอายุใหม่นี้เตือนให้เห็นว่าวัตถุชิ้นเดียวอาจถูกตีความผิดได้หลายร้อยปี และการค้าทางไกลยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงยุคทวารวดีตอนต้น

    ลมมรสุม สินค้า และเส้นทางข้ามคาบสมุทร

    สิ่งที่ทำให้การค้าข้ามอ่าวเบงกอลเป็นไปได้คือลมมรสุม ช่วงราวพฤษภาคมถึงสิงหาคม ลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนช่วงธันวาคมถึงมีนาคม ลมพัดกลับจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรือจึงต้องออกเดินทางตามฤดูกาล และบางครั้งต้องพักรอลมเปลี่ยนทิศที่เมืองท่าเป็นเวลาหลายเดือน

    ระยะแรกพ่อค้าจำนวนมากไม่อ้อมแหลมมลายู แต่ขึ้นฝั่งอันดามันแล้วขนสินค้าข้ามคาบสมุทรช่วงที่แคบที่สุดไปลงเรือฝั่งอ่าวไทย นี่คือเหตุผลที่เมืองท่าอย่างเขาสามแก้วและภูเขาทองตั้งอยู่คนละฝั่งของคาบสมุทรในละติจูดใกล้กัน ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 เรือเริ่มแล่นผ่านช่องแคบมะละกามากขึ้น เส้นทางข้ามคาบสมุทรจึงลดความสำคัญลง

    สินค้าที่ไหลเวียนในเครือข่ายนี้มีทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต ลูกปัดแก้ว ผ้า เครื่องหอม เครื่องเทศ ทองคำ ดีบุก และของป่าอย่างไม้หอมและยางไม้ ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่ยังรับเทคโนโลยีมาผลิตลูกปัดและโลหะเองด้วย

    ฟูนัน จินหลิน และรัฐแรกเริ่ม

    เมื่อการค้าเติบโต ชุมชนบางแห่งก็พัฒนาเป็นรัฐ เอกสารจีนเล่าถึงฟูนัน รัฐการค้าในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างที่มีเมืองท่าออกแอวเป็นศูนย์กลาง ที่ออกแอวพบเหรียญทองโรมันสมัยจักรพรรดิแอนโทนินัส ไพอัส แสดงว่าเครือข่ายเดียวกันนี้ทอดยาวจากโลกโรมันมาถึงชายฝั่งเวียดนาม

    เอกสารจีนยังกล่าวถึงรัฐชื่อจินหลิน แปลว่าเพื่อนบ้านทอง ซึ่งอยู่ห่างจากฟูนันไปทางตะวันตกราว 2,000 ลี้ ในพุทธศตวรรษที่ 8 พระเจ้าฟันซีมันแห่งฟูนันยกทัพปราบรัฐทางทะเลได้กว่าสิบแห่ง และเตรียมจะตีจินหลินแต่ประชวรสิ้นพระชนม์เสียก่อน

    นักวิชาการไทยหลายท่านเสนอว่าจินหลินอยู่ที่อู่ทองหรือนครปฐม แต่บางท่านเช่นบริกส์เห็นว่าอยู่พม่าตอนล่าง และวีทลีย์เสนอบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ชื่อที่แปลว่าทองนี้ทำให้หลายคนเชื่อมโยงจินหลินเข้ากับสุวรรณภูมิ ซึ่งยังต้องรอหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ชุมชนการค้าเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้รัฐอย่างทวารวดีเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–6 (ค.ศ. ราว 400 ปีก่อน – 100): เมืองท่าเขาสามแก้ว. ชุมชนบนคอคอดกระผลิตลูกปัดและโลหะ ติดต่อทั้งอินเดียและจีน
    • ราว 2,300–2,400 ปีก่อน: บ้านดอนตาเพชร. ชุมชนยุคเหล็กในกาญจนบุรีมีสิงโตคาร์เนเลียนและภาชนะสำริด
    • พุทธศตวรรษที่ 3 (ตามตำนาน) (ค.ศ. ราว 250 ปีก่อน): พระโสณะและพระอุตตระ. มหาวงศ์เล่าว่าสมณทูตเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่สุวรรณภูมิ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 6–7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1–2): หัวแหวนโรมันที่ควนลูกปัด. หินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมันมาถึงฝั่งอันดามัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2): ภาชนะจารึกทมิฬ-พราหมี. พบที่ภูเขาทอง ระนอง อ่านว่าคำที่แปลว่านักบวช
    • พุทธศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3): ฟูนันกับจินหลิน. พระเจ้าฟันซีมันขยายอำนาจทางทะเลแต่ไม่ได้ตีจินหลิน
    • พ.ศ. 812–814 (ค.ศ. 269–271): เหรียญวิกตอรินุส. เหรียญโรมันที่ภายหลังพบที่เมืองโบราณอู่ทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 5–6): ตะเกียงพงตึก. ตะเกียงสำริดไบแซนไทน์จากเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นเขาสามแก้ว. คณะไทย-ฝรั่งเศสขุดค้นอย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): กำหนดอายุตะเกียงใหม่. บริจิตต์ บอเรลล์ เสนอว่าเป็นงานไบแซนไทน์ตอนต้น

    รู้หรือไม่

    หยกจากไต้หวัน

    หยกเนฟไรต์ที่เขาสามแก้วมาจากแหล่งเฟิงเถียนในไต้หวัน ช่างในชุมชนนำวัตถุดิบมาตัดแต่งเป็นเครื่องประดับเอง แสดงว่าเครือข่ายการค้าเชื่อมไปถึงทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออก

    เหรียญโรมันมีเหรียญเดียว

    แม้จะมีเรื่องเล่าว่าพบเหรียญโรมันในไทยหลายแห่ง แต่ตามการศึกษาของนักวิชาการ เหรียญวิกตอรินุสที่อู่ทองเป็นเหรียญโรมันแท้เพียงเหรียญเดียวที่ยืนยันได้ ส่วนที่ควนลูกปัดพบจี้สำริดที่เลียนแบบเหรียญโรมันและแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อ

    เจ็ดวันเจ็ดคืน

    อรรถกถาบาลีเล่าว่าหากได้ลมดี เรือจากลังกาจะแล่นถึงสุวรรณภูมิได้ในเวลาราวเจ็ดวันเจ็ดคืน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Suvarnabhumi (Wikipedia)
    2. Revire, Facts and Fiction: The Myth of Suvaṇṇabhūmi
    3. Khao Sam Kaeo review, Journal of the Siam Society
    4. EFEO: Khao Sam Kaeo, an early port-city
    5. Borell, Bellina, Chaisuwan: Contacts with the Mediterranean World
    6. Borell, The Early Byzantine Lamp from Pong Tuk (JSS 2008)
    7. Tamil Brahmi inscription on pottery found in Thailand
    8. วารสารดำรงวิชาการ: แหล่งโบราณคดีภูเขาทองและควนลูกปัด
    9. Chin Lin (Wikipedia)
    10. Asia Society: Maritime trade routes

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พนมรุ้งและเมืองต่ำ

    พนมรุ้งและเมืองต่ำ

    ภาพประกอบ: Phanom Rung castle pathway · Z3144228 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทหินบนยอดภูเขาไฟดับกับปราสาทริมบารายเบื้องล่างในบุรีรัมย์ คู่ศาสนสถานพระศิวะที่เล่าเรื่องอำนาจเขมรบนที่ราบสูงโคราช · ราวพุทธศตวรรษที่ 15–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 10–13)

    ที่ตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
    พนมรุ้งบนขอบปากปล่องภูเขาไฟดับ สูงราว 402 เมตรจากระดับทะเล
    ศาสนาศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย บูชาพระศิวะ
    บูรณะพนมรุ้งกรมศิลปากร พ.ศ. 2514–2531 เปิด 21 พ.ค. 2531
    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หายไปราว พ.ศ. 2503 กลับคืนสู่ไทย 10 พ.ย. 2531
    เมืองต่ำสร้างช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10–ต้น 11 ศิลปะแบบคลังและบาปวน
    จารึกสำคัญK.384 ภาษาสันสกฤต ยกย่องนเรนทราทิตย์ แต่งโดยหิรัณยะผู้เป็นโอรส
    มรดกโลกกลุ่มพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปลายบัด อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของยูเนสโกตั้งแต่ พ.ศ. 2562

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ตัวปราสาทอยู่บนขอบปากปล่องที่ความสูงราว 402 เมตรจากระดับทะเล คำว่า "พนมรุ้ง" มาจากภาษาเขมร แปลว่าภูเขาใหญ่ จากยอดเขามองเห็นที่ราบกว้างไกลทางตอนใต้ของที่ราบสูงโคราช

    ปราสาทเมืองต่ำอยู่บนที่ราบเบื้องล่าง ในอำเภอประโคนชัย ระหว่างสองปราสาทมีบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่าทะเลเมืองต่ำ ซึ่งยังใช้กักเก็บน้ำมาจนถึงทุกวันนี้

    ทั้งสองแห่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางโบราณที่เชื่อมเมืองพระนครกับพิมาย ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดสำคัญทั้งทางศาสนาและการคมนาคมของอาณาจักรเขมร

    หลักฐานสำคัญ

    • ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์: ทับหลังที่ถูกขโมยไปอยู่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้คืนมาในปี 2531 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทพนมรุ้ง ติดตั้งในตำแหน่งเดิม) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทประธานพนมรุ้ง: ปราสาทบนยอดภูเขาไฟ แสงอาทิตย์ลอดประตู 15 ช่องปีละ 4 ครั้ง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง) ดูภาพถ่ายจริง
    • ปราสาทเมืองต่ำ: ปราสาทอิฐห้าหลังล้อมด้วยสระน้ำรูปตัวแอลสี่สระ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย) ดูภาพถ่ายจริง

    การสร้างและผู้สร้าง

    ศาสนสถานบนเขาพนมรุ้งสร้างขึ้นหลายช่วงในราวพุทธศตวรรษที่ 15–18 อาคารเก่าที่สุดคือปราสาทอิฐสองหลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 10 ต่อมามีปรางค์น้อยในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ส่วนปรางค์ประธานหินทรายสีชมพูที่เห็นเด่นในปัจจุบันสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และบรรณาลัยสองหลังสร้างเพิ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 13

    จารึกที่พบที่พนมรุ้งกล่าวถึงนเรนทราทิตย์ เจ้านายในราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ในพุทธศตวรรษที่ 17 นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าการสร้างปรางค์ประธานเกี่ยวข้องกับพระองค์ จารึกยังกล่าวถึงพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ซึ่งแสดงว่าบริเวณนี้อยู่ในความสนใจของราชสำนักเขมรมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10

    ปราสาทเมืองต่ำเก่ากว่าปรางค์ประธานพนมรุ้ง สร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นศิลปะแบบคลังผสมบาปวน ประติมากรรมและลวดลายที่ผสมกันหลายแบบทำให้กำหนดปีสร้างให้แน่ชัดได้ยาก

    ทับหลังหินที่หายไปเกือบสามสิบปีกลับคืนสู่ขอบประตูเดิม ท่ามกลางสายตาของคนทั้งประเทศ

    จารึกพนมรุ้งกับนเรนทราทิตย์

    ข้อมูลสำคัญที่สุดเกี่ยวกับผู้คนบนเขาพนมรุ้งมาจากจารึกภาษาสันสกฤตที่นักวิชาการให้รหัสว่า K.384 จารึกนี้ยกย่องนเรนทราทิตย์ เจ้านายผู้เป็นพระญาติใกล้ชิดและแม่ทัพฝีมือดีในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งต่อมาสละชีวิตทางโลกมาบำเพ็ญตบะอยู่ที่พนมรุ้ง

    ผู้แต่งจารึกคือหิรัณยะ โอรสและศิษย์ของนเรนทราทิตย์ จารึกพรรณนาว่านเรนทราทิตย์รูปงาม แต่งกวีได้ รอบรู้คัมภีร์ กล้าหาญในสงคราม และฝึกโยคะจนบรรลุความรู้ขั้นสูงตามคติไศวนิกาย หิรัณยะยังถวายทรัพย์แก่ศาสนสถาน และสร้างรูปเคารพทองคำของบิดาในรูปของพระศิวะ

    นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมดว่านเรนทราทิตย์คือผู้สร้างปรางค์ประธาน จารึกไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าใครเป็นผู้สร้าง บางท่านจึงเสนอว่าพนมรุ้งเป็นสถานที่บำเพ็ญตบะของพระองค์มากกว่าเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์สร้าง นอกจากนี้ยังพบจารึกอีกสองหลักใน พ.ศ. 2542–2543 ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวข้องกันแต่ยังแปลไม่ครบ

    เส้นทางขึ้นสู่ปรางค์ประธาน

    ผู้มาเยือนพนมรุ้งเดินขึ้นเขาตามลำดับเดียวกับผู้แสวงบุญในอดีต ช่วงแรกผ่านลานรูปกากบาท ทางเหนือของลานมีอาคารที่เรียกว่าพลับพลาหรือโรงช้างเผือก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายของกษัตริย์และเจ้านายก่อนประกอบพิธี

    จากนั้นเป็นทางเดินยาวราว 160 เมตร ปูด้วยศิลาแลง สองข้างมีเสานางเรียงหินทรายยอดเป็นรูปดอกบัวตูมราว 70 ต้น ปลายทางเดินคือสะพานนาคแห่งแรกซึ่งใหญ่ที่สุด มีนาคห้าเศียรหันไปทั้งสี่ทิศ สะพานนาคมีความหมายเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของเทพ

    ถัดไปเป็นบันไดหลายช่วงไต่ขึ้นสู่ยอดเขา ผ่านสะพานนาคอีกชุดก่อนถึงซุ้มประตูระเบียงคด แล้วจึงเข้าสู่ปรางค์ประธานที่เปรียบได้กับเขาไกรลาส ที่ประทับของพระศิวะ เหนือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ประตูมณฑปด้านตะวันออกเป็นหน้าบันสลักพระศิวะนาฏราช ภาพสองชิ้นนี้วางคู่กันเหมือนเล่าเรื่องการสร้างและการทำลายโลกตามคติพราหมณ์

    สิ่งที่เห็นในปราสาท

    ทางขึ้นพนมรุ้งเป็นบันไดและทางเดินยาว ผ่านสะพานนาคสองแห่งซึ่งเป็นนาคห้าเศียร ขึ้นไปสู่ระเบียงคดและปรางค์ประธาน ภายในปรางค์ประธานเคยประดิษฐานศิวลึงค์ สัญลักษณ์ของพระศิวะ

    ทับหลังที่มีชื่อเสียงที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เหนือประตูทางเข้ามณฑปด้านตะวันออก สลักภาพพระนารายณ์หรือพระวิษณุบรรทมบนหลังพญาอนันตนาคราช ซึ่งเป็นภาพตอนก่อนการสร้างโลกตามคติศาสนาพราหมณ์

    ปราสาทเมืองต่ำมีผังแบนราบซ้อนกันหลายชั้น ตรงกลางเป็นปรางค์อิฐห้าองค์เรียงเป็นแถวหน้าสาม แถวหลังสอง ล้อมด้วยกำแพงชั้นใน แล้วจึงเป็นสระน้ำ ก่อนถึงกำแพงชั้นนอก การมีสระน้ำคั่นระหว่างกำแพงเป็นลักษณะที่พบไม่บ่อยในปราสาทเขมร ที่นี่บูชาพระศิวะเป็นหลัก และมีร่องรอยการบูชาพระวิษณุด้วย

    ทับหลังที่กลับบ้าน

    ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หายไปจากปราสาทพนมรุ้งซึ่งขณะนั้นยังพังทลายและไม่มีการดูแลใกล้ชิด ต่อมาพบว่าทับหลังชิ้นนี้ไปอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับมาในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)

    เมื่อการบูรณะพนมรุ้งใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 การเรียกร้องทับหลังคืนกลายเป็นกระแสใหญ่ในสังคมไทย สื่อมวลชนติดตามอย่างใกล้ชิดและมีการแสดงความไม่พอใจต่อสหรัฐฯ ในที่สุดสถาบันศิลปะชิคาโกยอมส่งคืน โดยแลกกับเงินบริจาคจากมูลนิธิในชิคาโก

    ทับหลังมาถึงไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้รับมอบแทนฝ่ายไทย นักวิทยาศาสตร์ไทยตรวจพิสูจน์ด้วยการเทียบเนื้อหินกับหินจากพนมรุ้ง เทียบกับภาพถ่ายเก่า และตรวจไลเคนที่เกาะผิวหิน จนยืนยันว่าเป็นของแท้ จากนั้นจึงนำขึ้นติดตั้งที่เดิมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    สมบัติประโคนชัยจากปราสาทเขาปลายบัด

    ไม่ไกลจากพนมรุ้งมีภูเขาไฟดับอีกลูกหนึ่ง คือเขาปลายบัด บนเขามีปราสาทอิฐขนาดเล็กชื่อปราสาทเขาปลายบัด 2 ราว พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ชาวบ้านขุดพบประติมากรรมสำริดทางพุทธศาสนาจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ในบริเวณปราสาท แต่การค้นพบนี้ไม่เคยได้รับการบันทึกทางโบราณคดี จำนวนที่แท้จริงจึงไม่มีใครรู้ รายงานต่าง ๆ ระบุตั้งแต่ไม่กี่สิบองค์ไปจนถึงราว 300 องค์

    ประติมากรรมกลุ่มนี้รู้จักกันทั่วโลกในชื่อสมบัติประโคนชัย ส่วนใหญ่เป็นพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน เช่น พระศรีอาริยเมตไตรยและพระอวโลกิเตศวร มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–9) เก่ากว่าปราสาทอิฐที่ฝังไว้ บางองค์ห่อผ้าไว้ก่อนฝัง นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าคนรุ่นหลังฝังไว้เมื่อศาสนสถานถูกเปลี่ยนไปใช้ในศาสนาพราหมณ์ บางคนเชื่อมโยงประติมากรรมกลุ่มนี้กับรัฐศรีจนาศะ

    ภายใน พ.ศ. 2507–2508 ประติมากรรมจำนวนมากถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ โดยมีดักลาส แลตช์ฟอร์ด นักค้าโบราณวัตถุชาวอังกฤษเป็นบุคคลสำคัญ แล้วไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทนในนิวยอร์ก

    ไทยติดตามทวงคืนอย่างจริงจังในช่วงหลัง พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโกอนุมัติส่งคืนประติมากรรมสี่องค์ คือพระโพธิสัตว์สามองค์และพระพุทธรูปหนึ่งองค์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568 และมีพิธีรับมอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 ก่อนนำไปจัดแสดงที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ดวงอาทิตย์ลอด 15 ประตู

    ประตูของปราสาทพนมรุ้งเรียงตรงกันเป็นแนวเดียว 15 ช่อง ตามข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไป ราววันที่ 2–4 เมษายน และ 8–10 กันยายน ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องแสงลอดทั้ง 15 ช่องประตู ส่วนราววันที่ 5–7 มีนาคม และ 5–7 ตุลาคม ดวงอาทิตย์ตกส่องลอดแนวเดียวกัน วันที่แน่นอนอาจเลื่อนไปหนึ่งถึงสองวันในแต่ละปี

    ปรากฏการณ์นี้เกิดเพราะแกนของปราสาทเบี่ยงจากแนวตะวันออกตะวันตกพอดีไปทางเหนือเล็กน้อย นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าช่างเขมรตั้งใจวางแนวเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์นี้หรือไม่ เพราะไม่มีเอกสารโบราณกล่าวถึงเลย และคนยุคใหม่เพิ่งสังเกตเห็นหลังการบูรณะ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นการคำนวณทางดาราศาสตร์ อีกฝ่ายมองว่าอาจเกิดจากการเลือกแนวตามภูมิประเทศโดยบังเอิญ

    ปัจจุบัน

    กรมศิลปากรบูรณะปราสาทพนมรุ้งระหว่าง พ.ศ. 2514–2531 ด้วยวิธีอนัสติโลซิส โดยมีปีแยร์ ปิชาร์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศสผู้เคยบูรณะพิมายเป็นที่ปรึกษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 ส่วนปราสาทเมืองต่ำได้รับการบูรณะปรางค์ทุกองค์ยกเว้นองค์กลาง

    ในปี พ.ศ. 2548 ไทยเสนอปราสาทพนมรุ้งพร้อมกลุ่มปราสาทเขมรในอีสานต่อยูเนสโกเพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกในอนาคต ปัจจุบันงานเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้งจัดในช่วงต้นเดือนเมษายน ให้ตรงกับช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นลอด 15 ประตู

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทหินพนมรุ้ง อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
    พิกัด 14.531935, 102.940331 (14°31′55.0″N 102°56′25.2″E)

    ปราสาทพนมรุ้งกับปราสาทเมืองต่ำอยู่ห่างกันไม่ไกล ขับรถต่อกันได้ในวันเดียว

    ปราสาทเมืองต่ำ: 14.496177, 102.982239

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนปราสาทเมืองต่ำอยู่บนที่ราบเชิงเขาในอำเภอประโคนชัย ทั้งสองแห่งอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเที่ยวต่อกันได้ในวันเดียว ใกล้ปราสาทเมืองต่ำมีบารายทะเลเมืองต่ำ ช่วงต้นเมษายนมีงานเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้ง

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. 8–9): ประติมากรรมสำริดประโคนชัย. หล่อพระโพธิสัตว์สำริดซึ่งภายหลังถูกฝังที่ปราสาทเขาปลายบัด 2
    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 10): ปราสาทอิฐรุ่นแรก. สร้างปราสาทอิฐสองหลังบนเขาพนมรุ้ง
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 15–ต้น 16 (ค.ศ. ปลายศตวรรษที่ 10–ต้น 11): สร้างปราสาทเมืองต่ำ. ศิลปะแบบคลังผสมบาปวน บูชาพระศิวะ
    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 12): ปรางค์ประธานพนมรุ้ง. ยุคนเรนทราทิตย์แห่งราชวงศ์มหิธรปุระ ร่วมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    • ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 12): จารึกนเรนทราทิตย์. หิรัณยะจารึกยกย่องบิดาผู้บำเพ็ญตบะที่พนมรุ้ง
    • พุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 13): บรรณาลัย. สร้างบรรณาลัยสองหลังในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    • ราว พ.ศ. 2503 (ค.ศ. ราว 1960): ทับหลังหาย. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ถูกโจรกรรมจากพนมรุ้ง
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): พบสมบัติประโคนชัย. ชาวบ้านขุดพบประติมากรรมสำริดที่ปราสาทเขาปลายบัด 2 แล้วถูกลักลอบส่งออก
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): ทับหลังถึงชิคาโก. สถาบันศิลปะชิคาโกได้รับทับหลังไว้ในคอลเลกชัน
    • พ.ศ. 2514–2531 (ค.ศ. 1971–1988): บูรณะพนมรุ้ง. กรมศิลปากรบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส
    • 21 พ.ค. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เปิดอุทยานประวัติศาสตร์. เปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ
    • 10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ทับหลังกลับไทย. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เดินทางถึงไทย
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): บัญชีเบื้องต้นมรดกโลก. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง เมืองต่ำ และปลายบัด เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น
    • 6 ม.ค. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): สำริดประโคนชัยกลับบ้าน. รับมอบประติมากรรมสี่องค์คืนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโก

    รู้หรือไม่

    พิสูจน์ด้วยไลเคน

    นักวิทยาศาสตร์ไทยใช้ไลเคนที่เกาะผิวทับหลังเป็นหลักฐานหนึ่งว่าหินชิ้นนี้อยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี

    สี่ครั้งต่อปี

    ดวงอาทิตย์ส่องลอดประตู 15 ช่องของพนมรุ้งปีละสี่ครั้ง สองครั้งตอนขึ้นและสองครั้งตอนตก

    สระน้ำในกำแพง

    ปราสาทเมืองต่ำมีสระน้ำคั่นระหว่างกำแพงชั้นในกับชั้นนอก ซึ่งเป็นผังที่หาได้ยากในปราสาทเขมร

    นักบวชผู้เคยเป็นแม่ทัพ

    ตามจารึก นเรนทราทิตย์เคยเป็นแม่ทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ก่อนสละทางโลกมาบำเพ็ญตบะบนเขาพนมรุ้ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phanom Rung Historical Park – Wikipedia
    2. ปราสาทพนมรุ้ง – วิกิพีเดีย
    3. Prasat Mueang Tam – Wikipedia
    4. แสงอาทิตย์ลอด 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    5. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุจริงหรือปลอม – ศิลปวัฒนธรรม
    6. กรณีทับหลังที่ได้คืนจากสหรัฐอเมริกา – ศิลปวัฒนธรรม
    7. ปิแอร์ ปิชาร์ด์ นักบูรณะปราสาทพิมาย-พนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    8. นาคที่ปราสาทพนมรุ้ง – ศิลปวัฒนธรรม
    9. คณะลูกศิษย์สร้างจารึก นเรนทราทิตย์ ที่พนมรุ้ง – มติชน
    10. Bodhisattva Maitreya (Prakhon Chai) – The Met
    11. Send Thailand's holy bronze men home – ArtReview
    12. Thailand welcomes back 1,200-year-old bronze sculptures – Khaosod English
    13. Thailand readies homecoming for stolen ancient statues – Al Jazeera
    14. Two sites placed on Unesco tentative list – Bangkok Post

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Buriram Thailand 06 · Philip Nalangan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Wikimedia Commons · Benh LIEU SONG · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Phanom Rung Temple (40108032250) · Benh LIEU SONG from Torcy, France · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Prasat Muang Tam-014 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Bodhisattva Avalokiteshvara, Thailand, Buriram Province, Prasat Hin Khao Plai Bat II, 700s AD, bronze – Norton Simon Museum – Pasadena, CA – DSC04059 · Daderot · Public domain · Wikimedia Commons
    พนมรุ้งและเมืองต่ำ
    Bodhisattva Maitreya, Thailand, Buriram Province, Prasat Hin Khao Plai Bat II, 700s AD, bronze – Norton Simon Museum – Pasadena, CA – DSC04074 · Daderot · Public domain · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณยะรัง

    เมืองโบราณยะรัง

    ภาพประกอบ: Yarang Ancient Town · The Bangsawan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    กลุ่มเมืองโบราณในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่มีซากสถูปอิฐนับสิบแห่ง และนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของลังกาสุกะ รัฐการค้าโบราณที่เอกสารจีนบันทึกไว้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–14)

    ที่ตั้งอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างทะเลราว 15 กิโลเมตร
    องค์ประกอบกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว
    โบราณสถานเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่งในเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ
    การขุดค้นกรมศิลปากรเริ่มขุดค้น พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)
    หลักฐานเด่นพระพิมพ์และสถูปจำลองจารึกอักษรปัลลวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด เครื่องถ้วยเปอร์เซีย
    รัฐที่เชื่อมโยงลังกาสุกะ (จีนเรียกหลางหยาซิว)
    ช่วงขุดค้นบูรณะโครงการของกรมศิลปากร พ.ศ. 2531–2537
    หลักฐานศาสนาฮินดูศิวลึงค์ แท่นสรงน้ำ และรูปโคนนทิ จากแหล่งใกล้เคียง

    เมืองริมลุ่มน้ำปัตตานี

    เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากตัวเมืองปัตตานีและชายทะเลอ่าวไทยราว 15 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำปัตตานีราว 4.5 กิโลเมตร ในอดีตลำน้ำและที่ราบลุ่มเชื่อมเมืองนี้ออกสู่ทะเลได้ เรือสินค้าจึงเดินทางเข้าออกได้สะดวก

    ชื่อยะรังมีผู้อธิบายว่าเพี้ยนมาจากคำในภาษามลายูถิ่นปัตตานี ซึ่งหมายถึงวังหรือที่ประทับของเจ้าเมือง ส่วนหลักฐานบนพื้นดินแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม คือ บ้านวัด ซึ่งน่าจะเป็นใจกลางเมือง บ้านจาเละทางทิศเหนือ และบ้านประแวทางทิศใต้ ซึ่งยังเห็นคันดิน คูเมือง และสระน้ำโบราณ

    หลักฐานสำคัญ

    • ฐานเจดีย์อิฐ: ฐานศาสนสถานอิฐหลายสิบแห่งในเมืองโบราณยะรัง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองโบราณยะรัง ปัตตานี) ดูภาพถ่ายจริง

    ลังกาสุกะในเอกสารจีน

    เอกสารจีนเรียกรัฐแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรว่าหลางหยาซิว ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าคือลังกาสุกะ จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีนบันทึกว่ารัฐนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 400 ปี ทำให้มีการตีความว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 7 (คริสต์ศตวรรษที่ 2)

    เอกสารเดียวกันบรรยายว่าเมืองหลวงมีกำแพงล้อม มีประตูสองชั้น หอคอย และศาลา และกล่าวว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก ใน พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) กษัตริย์พระนามภคทัตต์ส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรก และยังมีคณะทูตตามมาอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568)

    ลังกาสุกะรุ่งเรืองที่สุดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลำน้ำตื้นเขินจนเรือเข้าถึงได้ยาก

    ใต้เนินดินกลางสวนในยะรัง มีฐานสถูปอิฐนับสิบแห่งเฝ้ารอให้คนรุ่นหลังมาไขความลับของลังกาสุกะ

    ประวัติการค้นคว้า: จากนักเดินทางถึงนักโบราณคดี

    ความพยายามหาที่ตั้งของลังกาสุกะเริ่มจากนักวิชาการตะวันตกที่อ่านเอกสารจีน ชาลส์ ออตโต แบลกเดน เขียนถึงประเด็นนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) และยอร์ช เซเดส์ ก็อภิปรายเรื่องนี้ในงานเขียนเมื่อ พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) แต่ในเวลานั้นยังไม่มีการสำรวจภาคสนามอย่างจริงจังที่ยะรัง

    ใน พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) สจ๊วต เวเวลล์ นำคณะสำรวจจากเคมบริดจ์มาค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์บนคาบสมุทร ขณะที่ในช่วง พ.ศ. 2500–2522 นักวิชาการไทย เช่น รองศาสตราจารย์ชูศิริ จามรมาน แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับนักโบราณคดีกรมศิลปากรเข้ามาศึกษาพื้นที่

    งานที่เปลี่ยนภาพของยะรังมากที่สุดคือโครงการขุดค้นและบูรณะเมืองโบราณของกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994) ซึ่งเริ่มขุดค้นจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2532 งานนี้ทำให้ได้ผังเมือง ฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้ว และโบราณวัตถุที่มีชั้นดินรองรับเป็นครั้งแรก ต่อมานักโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา ยังดูแลและเผยแพร่ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

    การขุดค้นและสิ่งที่พบ

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นเมืองโบราณยะรังใน พ.ศ. 2532 พื้นที่ใจกลางมีคูน้ำล้อมรอบ กินเนื้อที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร ภายในพบเนินที่เป็นซากสถูปอิฐถึง 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่ง ขนาดฐานกว้างตั้งแต่ราว 7 ถึง 13.5 เมตร

    สิ่งที่พบมีพระพิมพ์และสถูปจำลองดินเผาที่จารึกคาถาภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ ประติมากรรมโคหิน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด และเศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จากเปอร์เซีย นอกจากนี้ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบพระโพธิสัตว์ไมเตรยะสำริดอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9

    หลักฐานเหล่านี้บอกว่ายะรังเป็นเมืองที่นับถือพุทธศาสนามหายานเป็นหลัก มีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตกไปถึงเปอร์เซีย และมีรสนิยมทางศิลปะร่วมกับเมืองอื่นบนคาบสมุทร เช่น ไชยาและนครศรีธรรมราช

    สามกลุ่ม หลายช่วงเวลา: ผังของเมืองโบราณ

    กลุ่มบ้านวัดเป็นใจกลางของแหล่ง มีคูน้ำล้อมรอบเป็นพื้นที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร และมีเนินสถูปอิฐหนาแน่นที่สุด ทางทิศเหนือคือกลุ่มบ้านจาเละ ซึ่งมีซากสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้เห็น ส่วนทางทิศใต้คือกลุ่มบ้านประแว ที่ยังเห็นคันดินและคูเมืองชัดเจน

    ข้อมูลการท่องเที่ยวบางแหล่งระบุว่าเมื่อรวมทั้งสามกลุ่มจะกินพื้นที่ราว 9 ตารางกิโลเมตร และมองว่าเป็นชุมชนสามแห่งที่สร้างซ้อนกันเป็นระยะตลอดหลายร้อยปี ไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด งานศึกษาของ ดร.วรรณวิสา (Wanwisa Dharmananda) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กำหนดช่วงอายุของยะรังไว้กว้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–18

    การตีความผังเมืองยังมีหลายแบบ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ายะรังคือเมืองหลวงของลังกาสุกะตามที่เอกสารจีนบรรยาย อีกฝ่ายเสนอว่ากลุ่มบ้านวัดที่มีสถูปหนาแน่นอาจเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางพุทธศาสนามากกว่าเป็นเมืองที่คนอยู่อาศัย ส่วนกำแพงและคูของบ้านประแวอาจเป็นป้อมปราการในยุคที่รับอิสลามแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับตำนานเรื่องเมืองโกตามะห์ลิฆัย

    พุทธ ฮินดู และการค้า: ผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มน้ำปัตตานี

    แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่ยะรังจะเป็นพุทธศาสนามหายาน แต่วรรณสาร นุ่นสุข ได้นำเสนอหลักฐานจากแหล่งใกล้เคียงอย่างบ้านบานาและควนมะหุด ซึ่งพบศิวลึงค์ศิลา แท่นสรงน้ำ รูปโคนนทิ และธรณีประตูหินหลายชิ้น หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่ามีศาสนสถานฮินดูอยู่ร่วมกับชุมชนพุทธในลุ่มน้ำเดียวกัน

    หลักฐานการค้าก็หลากหลาย นอกจากเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าจากเปอร์เซียแล้ว ยังมีรายงานการพบเหรียญสำริดและเหรียญเงินแบบซาซาเนียนของเปอร์เซีย รวมทั้งเหรียญสำริดของจีนและอาหรับ ของเหล่านี้บอกว่าเรือจากตะวันออกกลางและจีนเดินทางมาถึงลุ่มน้ำปัตตานี

    ชื่อของลังกาสุกะยังปรากฏในจารึกทมิฬของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 ซึ่งบันทึกการยกทัพเรือมาตีเมืองในเครือข่ายศรีวิชัยราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) จารึกเรียกเมืองนี้ว่าอิลังคโศกะ และบรรยายว่าไม่หวั่นเกรงในการรบ แสดงว่าในเวลานั้นลังกาสุกะยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองสำคัญ

    เมืองท่าของยะรังน่าจะอยู่ใกล้ปากน้ำ งานขุดค้นที่แหล่งตันหยงลูโละของนักวิชาการคนเดียวกันชี้ว่าชุมชนบ้านกรือเซะริมปากแม่น้ำปัตตานีมีการค้ากับชาวต่างชาติตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ศรีวังสา

    ความสำคัญ

    ยะรังเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นใหญ่ที่สุดที่นักวิชาการใช้ระบุที่ตั้งของลังกาสุกะ ทั้งพอล วีทลีย์ และมีแชล ฌาค-แอร์กูอัลก์ สรุปว่าปากแม่น้ำปัตตานีเดิมแถบยะรังเป็นตำแหน่งที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะระยะห่างจากทะเลและลักษณะเมืองสอดคล้องกับคำบรรยายในเอกสารจีน

    เรื่องราวของยะรังยังเชื่อมต่อไปถึงยุคหลัง ตามพงศาวดารปัตตานี (ฮิกายัตปัตตานี) ก่อนจะมีเมืองปัตตานี มีเมืองเก่าชื่อโกตามะห์ลิฆัยอยู่ก่อน ซึ่งบางท่านเชื่อว่าอยู่บริเวณบ้านประแว เมืองปัตตานีน่าจะเกิดขึ้นในช่วงราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. 1350–1450) และรับศาสนาอิสลาม ทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนจากวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดูมาสู่วัฒนธรรมมุสลิม

    ข้อถกเถียง

    แม้นักวิชาการส่วนใหญ่จะเชื่อว่าลังกาสุกะอยู่ที่ปัตตานี แต่ตำนานมลายูเรื่องฮิกายัตมะโรงมหาวังสากลับเล่าว่าลังกาสุกะอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร และเป็นต้นกำเนิดของรัฐเกดะห์ ตามตำนานนั้นกษัตริย์องค์สุดท้ายเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนลังกาสุกะเป็นรัฐสุลต่านเกดะห์ เรื่องเล่านี้ขัดกับเอกสารจีนและอาหรับ นักวิชาการจึงให้น้ำหนักน้อยกว่า

    ปัญหาอีกข้อคือเรื่องเวลา เอกสารจีนบอกว่าลังกาสุกะเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ชั้นดินที่ขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานีเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 ช่องว่างหลายร้อยปีนี้ยังอธิบายไม่ได้ อาจเป็นเพราะเมืองยุคแรกอยู่ที่อื่น หรือยังขุดค้นไม่ถึง

    ในช่วงหลังมีรายงานการพบเหรียญทองที่มีอักษรอ่านได้คล้ายคำว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่เมืองโบราณยะรัง ทำให้มีผู้ตั้งคำถามว่าลังกาสุกะกับทวารวดีมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะเหรียญเงินทวารวดีก็มีจารึกรูปแบบคล้ายกัน เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่มีข้อสรุป

    ยะรังในวันนี้

    ปัจจุบันเมืองโบราณยะรังได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร ผู้มาเยือนจะเห็นฐานสถูปอิฐที่ขุดแต่งแล้ว เนินโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขุด และร่องรอยคูน้ำ คันดิน ในพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยสวนและหมู่บ้าน

    เมืองโบราณยะรังเป็นตัวอย่างที่ดีของประวัติศาสตร์หลายชั้นในชายแดนใต้ จากรัฐการค้าที่นับถือพุทธศาสนามหายาน สู่รัฐสุลต่านปัตตานี และชุมชนมุสลิมในปัจจุบัน

    พิกัดและการนำทาง

    เมืองโบราณยะรัง ม.4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง
    พิกัด 6.760679, 101.307588 (6°45′38.4″N 101°18′27.3″E)

    เมืองโบราณกระจายตัวหลายตำบล จุดนี้แสดงบริเวณกลางของแหล่ง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณยะรังอยู่ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างตัวเมืองปัตตานีราว 15 กิโลเมตร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีฐานสถูปที่ขุดแต่งแล้วให้ชมกระจายอยู่ในกลุ่มบ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว ควรติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่และสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): ลังกาสุกะตามเอกสารจีน. จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงว่ารัฐนี้ตั้งมากว่า 400 ปี
    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตไปจีนครั้งแรก. กษัตริย์ภคทัตต์ส่งทูตไปราชสำนักเหลียง
    • พ.ศ. 1066–1111 (ค.ศ. 523–568): ทูตอีกหลายคณะ. ลังกาสุกะติดต่อจีนต่อเนื่อง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): ชั้นดินเก่าสุดที่ยะรัง. เริ่มมีหลักฐานจากการขุดค้นในลุ่มน้ำปัตตานี
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9): ศิลปะมหายาน. พระโพธิสัตว์สำริดและพระพิมพ์จารึกอักษรปัลลวะ
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. ราว 1025): จารึกราเชนทรโจฬะ. กองทัพโจฬะโจมตีเครือข่ายศรีวิชัย จารึกเอ่ยถึงอิลังคโศกะ
    • พ.ศ. 1908 (ค.ศ. 1365): นาการะเกรตาคามะ. เอกสารชวากล่าวถึงลังกาสุกะ แต่ยังไม่เอ่ยถึงปัตตานี
    • ราว พ.ศ. 1893–1993 (ค.ศ. ราว 1350–1450): กำเนิดปัตตานี. เมืองปัตตานีเกิดขึ้นสืบต่อจากโกตามะห์ลิฆัย
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): แบลกเดนเขียนถึงลังกาสุกะ. งานยุคแรกของนักวิชาการตะวันตกเรื่องที่ตั้งลังกาสุกะ
    • พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963): คณะสำรวจเคมบริดจ์. สจ๊วต เวเวลล์ ออกค้นหาลังกาสุกะและตามพรลิงค์
    • พ.ศ. 2531–2537 (ค.ศ. 1988–1994): โครงการขุดค้นและบูรณะ. กรมศิลปากรขุดค้นและขุดแต่งเมืองโบราณยะรัง เริ่มขุดค้นจริงจัง พ.ศ. 2532
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): งานขุดค้นตันหยงลูโละ. เสนอว่าชุมชนปากน้ำปัตตานีค้าขายกับต่างชาติมาก่อนราชวงศ์ศรีวังสา

    รู้หรือไม่

    สถูป 44 แห่ง

    ในเขตคูเมืองยะรังพบเนินซากสถูปอิฐ 44 แห่ง แต่ขุดค้นไปแล้วเพียง 4 แห่งเท่านั้น

    เครื่องถ้วยจากเปอร์เซีย

    เศษเครื่องถ้วยเคลือบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ยะรังมาจากเปอร์เซีย แสดงว่าการค้าของเมืองนี้ไปไกลถึงตะวันออกกลาง

    ชื่อจีนของลังกาสุกะ

    เอกสารจีนเรียกลังกาสุกะว่าหลางหยาซิว และบันทึกว่าดินแดนนี้มีไม้กฤษณาและการบูรมาก

    ทั้งพุทธและฮินดู

    ใกล้ยะรังพบศิวลึงค์และรูปโคนนทิ แสดงว่าชาวพุทธและชาวฮินดูเคยอยู่ร่วมกันในลุ่มน้ำปัตตานี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Yarang district (Wikipedia)
    3. Pattani province (Wikipedia)
    4. Pattani Kingdom (Wikipedia)
    5. ศิลปวัฒนธรรม: หรือแท้จริงแล้วทวารวดีและลังกาสุกะเป็นเครือญาติกัน
    6. ศิลปวัฒนธรรม: งานโบราณคดีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    7. Wanwisa Dharmananda: แหล่งตันหยงลูโละ (ดำรงวิชาการ)
    8. Thai Holiday Guide: Yarang Ancient City
    9. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam (บทความของวรรณสาร นุ่นสุข)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เชสเตอร์ กอร์แมน

    เชสเตอร์ กอร์แมน

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    นักโบราณคดีชาวอเมริกันผู้ขุดค้นถ้ำผีแมนที่ปางมะผ้า และร่วมนำการขุดค้นบ้านเชียงครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกหันมามองยุคโลหะในไทย · พ.ศ. 2481–2524 (ค.ศ. 1938–1981)

    ชีวิตพ.ศ. 2481–2524 (ค.ศ. 1938–1981) เติบโตในฟาร์มโคนมที่เมืองเอลก์โกรฟ รัฐแคลิฟอร์เนีย
    การศึกษาปริญญาตรีมานุษยวิทยา Sacramento State College (พ.ศ. 2504) ปริญญาโทและเอก มหาวิทยาลัยฮาวาย
    อาจารย์ที่ปรึกษาวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2
    แหล่งขุดค้นเด่นในไทยถ้ำผีแมน (Spirit Cave) ถ้ำต้นไทร (Banyan Valley Cave) ถ้ำผาชัน (Steep Cliff Cave) บ้านเชียง
    ตำแหน่งภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 และรองศาสตราจารย์มานุษยวิทยา
    ผู้ร่วมงานคนสำคัญพิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร ผู้อำนวยการร่วมโครงการบ้านเชียง
    ผลงานตีพิมพ์เด่นบทความเรื่องโฮบินเหียนกับพืชยุคแรก (พ.ศ. 2512–2513) และบทความใน World Archaeology (พ.ศ. 2514)
    ผลการขุดค้นบ้านเชียงหลุมฝังศพ 126 หลุม โบราณวัตถุราว 18 ตัน แบ่งเป็นหกระยะ

    ภูมิหลัง: จากฟาร์มโคนมสู่โบราณคดีเอเชีย

    เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester F. Gorman) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) และเติบโตในฟาร์มโคนมของครอบครัวที่เมืองเอลก์โกรฟ ใกล้ซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขามานุษยวิทยาเกียรตินิยมจาก Sacramento State College ใน พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961)

    จากนั้นเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ภายใต้การดูแลของวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีผู้บุกเบิกการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตของกอร์แมนจึงอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย

    ก้าวแรกในไทย: ลุ่มน้ำโขงและโนนนกทา

    งานแรกของกอร์แมนในไทยคือช่วง พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964) เมื่อเขาดูแลการสำรวจโบราณคดีกู้ภัยในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ร่วมกับโซลไฮม์ งานนี้ทำขึ้นเพื่อบันทึกแหล่งโบราณคดีก่อนพื้นที่จะถูกน้ำท่วมจากโครงการเขื่อน

    ระหว่างการสำรวจครั้งนั้น เขาพบแหล่งโบราณคดีโนนนกทาในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งสำคัญในการศึกษายุคสำริดของอีสาน และเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักวิชาการเริ่มสนใจว่าการใช้โลหะในไทยอาจเก่าแก่กว่าที่เคยคิด

    กอร์แมนอาจไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยมีเกษตรกรรมหรือสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่คำถามที่เขาตั้งไว้ทำให้คนทั้งโลกหันมาขุดดินในประเทศไทย

    ถ้ำผีแมนและคำถามเรื่องการเพาะปลูก

    สำหรับงานปริญญาเอก กอร์แมนสำรวจเทือกเขาชายแดนไทย–พม่าในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพบถ้ำแห่งหนึ่งที่ความสูงราว 650 เมตรจากระดับน้ำทะเล เขาตั้งชื่อว่า Spirit Cave ส่วนคนไทยเรียกว่าถ้ำผีแมน เขาขุดค้นที่นี่ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) และกลับมาขุดอีกครั้งใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971)

    ชั้นดินในถ้ำบันทึกการใช้งานของกลุ่มคนล่าสัตว์และเก็บของป่าในวัฒนธรรมโฮบินเหียน เป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงระหว่างราว 12,000 ถึง 7,000 ปีก่อน เขาพบเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ และเศษพืชไหม้ไฟหลายชนิด เช่น หมาก พืชตระกูลถั่ว และกระจับ

    กอร์แมนเสนออย่างระมัดระวังว่าพืชเหล่านี้อาจเป็นร่องรอยของการใช้พืชปลูกยุคแรก แต่บางคนในเวลานั้น รวมทั้งโซลไฮม์ ไปไกลกว่านั้นและเสนอว่าอาจเป็นหลักฐานการเพาะปลูกที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก

    การศึกษาในเวลาต่อมาไม่สนับสนุนข้อเสนอนี้ ไม่พบพืชชนิดใดที่ต่างจากพืชป่า ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์ สรุปว่าไม่มีเหตุผลพอจะเชื่อมถ้ำผีแมนกับการเกษตร แต่ถ้ำนี้ยังมีค่าในฐานะหลักฐานว่าคนโฮบินเหียนหาอาหารจากสภาพแวดล้อมหลายแบบตามฤดูกาล ต่อมากอร์แมนยังขุดค้นถ้ำต้นไทรใน พ.ศ. 2515 และถ้ำผาชันใน พ.ศ. 2516 ในพื้นที่เดียวกัน

    ชั้นดินถ้ำผีแมนกับบทความที่ทำให้โฮบินเหียนเป็นที่รู้จัก

    ดินในถ้ำผีแมนที่กอร์แมนขุดหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เขาแยกได้สี่ชั้น ซึ่งแทนการเข้ามาใช้ถ้ำห้าช่วง ชั้นล่างทั้งสามมีแต่เครื่องมือหินกะเทาะจากก้อนกรวดควอตไซต์และหินบด ส่วนชั้นบนสุดมีของใหม่ปรากฏขึ้น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ขวานหินขัด และมีดหินชนวน ซึ่งไม่พบในชั้นที่เก่ากว่า

    กระดูกสัตว์ในถ้ำบอกว่าผู้คนล่ากวางป่า หมูป่า และลิงหลายชนิด ทั้งค่าง ลิงแสม และชะนี นอกจากนั้นยังพบเปลือกหอยทะเล ซึ่งแสดงว่ามีการติดต่อแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ห่างไกล ซากพืชที่พบมีถึงราว 22 สกุล ทั้งที่ใช้เป็นอาหารและเป็นสารกระตุ้น เช่น หมาก

    กอร์แมนนำผลงานนี้ไปตีพิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2512–2513 (ค.ศ. 1969–1970) ในบทความที่ชื่อบอกว่าโฮบินเหียนเป็นกลุ่มเครื่องมือหินกรวดที่สัมพันธ์กับพืชยุคแรก บทความนี้ปรากฏทั้งในวารสาร Science และ Proceedings of the Prehistoric Society โดยเสนอว่าคนโฮบินเหียนอาจเริ่มใช้พืชที่มนุษย์ดูแลแล้ว เช่น พืชตระกูลแตงและถั่ว และตามด้วยบทความใน World Archaeology เมื่อ พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ที่อธิบายวิถีหาอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปลายยุคน้ำแข็งถึงต้นสมัยโฮโลซีน บทความสองชิ้นนี้ทำให้ชื่อโฮบินเหียนเข้าไปอยู่ในตำราโบราณคดีทั่วโลก

    ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโซลไฮม์ อาจารย์ของเขา เขียนบทความใน Scientific American เมื่อ พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) เสนอว่าเป็นหลักฐานของการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ข้อเสนอที่ไปไกลกว่าข้อมูลนี้แพร่เข้าไปในตำราเรียนหลายเล่ม ทั้งที่ตัวอย่างพืชที่พบยังมีลักษณะทางกายภาพแบบพืชป่า

    บ้านเชียง: การขุดค้นที่สั่นสะเทือนวงการ

    ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) กอร์แมนเข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ในโครงการบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เขาเป็นผู้อำนวยการร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร โครงการนี้ออกแบบให้เป็นความร่วมมือสองฝ่าย ที่แบ่งกันรับภาระทั้งงบประมาณและบุคลากร

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ฤดูแรกขุดในลานบ้านของชาวบ้าน ฤดูที่สองขุดใต้ถนนในหมู่บ้านลึกถึงราว 4.5 เมตร ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน พร้อมโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก

    โครงการยังให้ทุนนักศึกษาโบราณคดีไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งช่วยสร้างนักโบราณคดีไทยรุ่นใหม่ที่กลับมาทำงานในประเทศ

    สิ่งที่พบจากบ้านเชียง พ.ศ. 2517–2518

    บ้านเชียงเป็นที่รู้จักก่อนกอร์แมนจะมาถึง ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษาชาวอเมริกัน เก็บเศษภาชนะลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวลได้จากแนวขุดถนนในหมู่บ้าน ข่าวการค้นพบทำให้เกิดการลักลอบขุดและซื้อขายโบราณวัตถุอย่างหนัก จนรัฐบาลไทยออกมาตรการคุ้มครองพื้นที่และห้ามขุดหรือซื้อขายโดยเอกชนใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972)

    การขุดค้นที่กอร์แมนและพิสิฐนำในสองฤดูพบหลุมฝังศพมนุษย์ 126 หลุม ซึ่งมีภาชนะดินเผา โลหะ กระดูก และงาช้างวางร่วมกับศพ ได้โบราณวัตถุรวมราว 18 ตัน ทีมงานเป็นสหสาขา มีชาร์ลส์ ไฮแอม ดูแลกระดูกสัตว์ ไมเคิล ปีเตรุสเซฟสกี วิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ และโรเบิร์ต แมดดิน ศึกษาโลหะ

    ทีมแบ่งหลุมศพออกเป็นหกระยะตามแบบภาชนะ ระยะแรก ๆ เป็นภาชนะสีดำขูดลาย ระยะต่อมาเป็นภาชนะลายเชือกทาบ จากนั้นเป็นภาชนะขูดลายผสมเขียนสีที่พบพร้อมสำริดและเหล็ก ระยะที่ห้าคือภาชนะลายเขียนสีแดงบนพื้นนวลที่มีชื่อเสียง และระยะสุดท้ายเป็นภาชนะเคลือบน้ำดินสีแดง

    ของชิ้นเด่นชิ้นหนึ่งคือหัวหอกสามชิ้นที่มีใบเหล็กตีขึ้นรูปยาว สวมอยู่ในบ้องสำริดที่หล่อหุ้มไว้ แสดงว่าช่างโลหะที่บ้านเชียงใช้ทั้งสำริดและเหล็กร่วมกันได้อย่างชำนาญ การหาอายุใช้ทั้งวิธีคาร์บอน 14 และเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ โดยห้องปฏิบัติการ MASCA ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

    กอร์แมนยังเป็นผู้บุกเบิกด้านวิธีการ สถาบันโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISEAA) ซึ่งสานต่อโครงการบ้านเชียงระบุว่า เขาออกแบบระบบบันทึกการขุดค้นด้วยคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบแรก ๆ ในวงการโบราณคดี และพิสิฐ เจริญวงศ์ ยกย่องว่าเขาเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุสำริด

    ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) กอร์แมนและพิสิฐรายงานว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจมีอายุถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในตะวันออกกลางหลายร้อยปี ค่าอายุรุ่นแรกได้จากวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก

    ต่อมาการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ทำให้ตัวเลขนี้ถูกปรับลง จอยซ์ ไวท์ ผู้สานต่อโครงการ เสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่ชาร์ลส์ ไฮแอมและทีมเสนอว่าเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงวันนี้ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ แต่ตัวเลข 3,600 ปีก่อนคริสตกาลไม่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการแล้ว

    มองย้อน: นักวิชาการประเมินงานของกอร์แมนอย่างไร

    เมื่อกอร์แมนเสียชีวิต ฟรอยลิช เรนีย์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวไว้อาลัยว่าเขาจากไปขณะกำลังพิสูจน์การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางโบราณคดี ถ้อยคำนี้สะท้อนบรรยากาศในเวลานั้นที่หลายคนเชื่อว่าบ้านเชียงอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลก

    นิทรรศการบ้านเชียงที่กอร์แมนริเริ่มเปิดที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียจนถึงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) จากนั้นสถาบันสมิธโซเนียนนำไปจัดแสดงเคลื่อนที่ระหว่าง พ.ศ. 2525–2529 (ค.ศ. 1982–1986) รวม 12 แห่ง สื่ออเมริกันในเวลานั้นอ้างคำของเพื่อนร่วมงานที่เรียกเขาว่าแรงขับเคลื่อนหลักของการวิจัยก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สี่สิบปีต่อมา ภาพนั้นเปลี่ยนไปมาก ข้อเสนอเรื่องการเพาะปลูกที่ถ้ำผีแมนและสำริดอายุ 3,600 ปีก่อนคริสตกาลที่บ้านเชียงไม่ได้รับการยอมรับแล้ว นักวิจารณ์บางคนเห็นว่าความตื่นเต้นของยุคนั้นทำให้ข้อสันนิษฐานถูกเผยแพร่เร็วเกินหลักฐาน แต่ก็ควรแยกให้ออกว่าคำว่าการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไปไกลที่สุดเรื่องถ้ำผีแมน มาจากบทความของโซลไฮม์

    ในอีกด้าน ข้อมูลภาคสนามที่กอร์แมนเก็บไว้ ทั้งชั้นดิน ซากพืช กระดูกสัตว์ และหลุมศพ ยังเป็นฐานข้อมูลที่นักวิจัยรุ่นหลังนำมาวิเคราะห์ใหม่ได้ ปัจจุบันโครงการบ้านเชียงภายใต้จอยซ์ ไวท์ เสนอว่าโลหกรรมสำริดที่บ้านเชียงพัฒนาขึ้นในท้องถิ่นราว 2,100–900 ปีก่อนคริสตกาล ในสังคมที่ไม่ได้ซับซ้อนมากอย่างที่เคยเชื่อกัน ตัวเลขอายุที่ถูกแก้ไขเหล่านี้ก็มาจากการตรวจสอบตัวอย่างและวิธีการที่ละเอียดขึ้นบนพื้นฐานงานที่เขาเริ่มไว้ ความผิดพลาดของเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่วิทยาศาสตร์แก้ไขตัวเอง

    การจากไปและมรดก

    กอร์แมนป่วยด้วยโรคมะเร็งราวสองปี เขาวางแผนจะกลับมาไทยในต้นปี พ.ศ. 2524 แต่ไม่สามารถเดินทางได้ และเสียชีวิตที่ซาคราเมนโตเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี โดยยังไม่ได้เขียนรายงานผลการขุดค้นบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์

    หลังการจากไปของเขา จอยซ์ ไวท์รับช่วงงานวิจัยและการตีพิมพ์ในฐานะผู้อำนวยการโครงการบ้านเชียง ส่วนนิทรรศการ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ที่เขาร่วมวางแผนได้เปิดตัวในปลาย พ.ศ. 2525 และเดินทางจัดแสดงในหลายเมือง บ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)

    แม้ข้อเสนอเรื่องอายุที่เขาเคยรายงานจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่กอร์แมนวางรากฐานสำคัญสองอย่าง คือทำให้แหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในไทยเป็นที่รู้จักของโลก และแสดงให้เห็นว่าโบราณคดีที่ดีต้องทำร่วมกันระหว่างนักวิชาการต่างชาติกับนักวิชาการไทย

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938): เกิด. เติบโตในเอลก์โกรฟ แคลิฟอร์เนีย
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): จบปริญญาตรีมานุษยวิทยา. Sacramento State College
    • พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964): สำรวจลุ่มน้ำโขงตอนล่าง. พบแหล่งโนนนกทา
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ขุดค้นถ้ำผีแมน. อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบภาชนะลายเขียนสีที่บ้านเชียง. จุดเริ่มความสนใจต่อบ้านเชียง
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): บทความโฮบินเหียนกับพืชยุคแรก. ตีพิมพ์ใน Science และ Proceedings of the Prehistoric Society
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): กลับไปขุดถ้ำผีแมนอีกครั้ง. และตีพิมพ์บทความใน World Archaeology
    • พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): มาตรการคุ้มครองบ้านเชียง. ห้ามขุดและซื้อขายโบราณวัตถุโดยเอกชน
    • พ.ศ. 2515–2516 (ค.ศ. 1972–1973): ขุดถ้ำต้นไทรและถ้ำผาชัน. แหล่งโฮบินเหียนในปางมะผ้า
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): เข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์เพนน์. ฝ่ายเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นบ้านเชียง. ร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ และกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976): รายงานอายุสำริดบ้านเชียง. เสนอว่าเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อน ค.ศ.
    • 7 มิ.ย. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): เสียชีวิต. ด้วยโรคมะเร็ง อายุ 43 ปี
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): นิทรรศการบ้านเชียง. Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age

    รู้หรือไม่

    ชั้นดินบางแต่เรื่องยาว

    ชั้นดินในถ้ำผีแมนหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เก็บร่องรอยการใช้ถ้ำของมนุษย์ไว้หลายช่วงในเวลาราวห้าพันปี

    ผู้ค้นพบโนนนกทา

    ก่อนจะมีชื่อเสียงจากถ้ำผีแมนและบ้านเชียง กอร์แมนเป็นผู้พบแหล่งโนนนกทาที่ขอนแก่นระหว่างการสำรวจลุ่มน้ำโขง

    รายงานที่ไม่ได้เขียน

    กอร์แมนเสียชีวิตก่อนจะเขียนรายงานบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์ งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงตกเป็นภาระของจอยซ์ ไวท์และทีมในอีกหลายสิบปีต่อมา

    หอกสองโลหะ

    ที่บ้านเชียงพบหัวหอกที่ใบเป็นเหล็กตีขึ้นรูป แต่บ้องเป็นสำริดหล่อหุ้ม แสดงว่าช่างโบราณใช้โลหะสองชนิดร่วมกันในชิ้นเดียว

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Chester Gorman (Wikipedia)
    2. Spirit Cave (Thailand) (Wikipedia)
    3. Ban Chiang (Wikipedia)
    4. The Curators Write (Expedition Magazine, Penn Museum)
    5. Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
    6. Obituaries (Journal of the Siam Society vol. 69)
    7. Obituaries, June 10, 1981 (UPI Archives)
    8. Gorman, Hoabinhian: a pebble-tool complex with early plant associations (Proceedings of the Prehistoric Society)
    9. Ban Chiang (Institute for Southeast Asian Archaeology)
    10. Tracking early man in southeast Asia (Christian Science Monitor, 1982)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เชสเตอร์ กอร์แมน
    Ban Chiang excavations · Steve from Bangkok, Thailand · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    เชสเตอร์ กอร์แมน
    Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เชสเตอร์ กอร์แมน
    Wat Pho Si Nai Archaeological Site Excavations · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เหรียญศรีทวารวดี

    เหรียญศรีทวารวดี

    ภาพประกอบ: Lopburi 05 · Bjoertvedt · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เหรียญเงินขนาดเล็กที่มีจารึกภาษาสันสกฤตเอ่ยนามผู้ปกครองแห่งศรีทวารวดี หลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรกที่ยืนยันชื่อของวัฒนธรรมทวารวดี · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    วัสดุและขนาดเงินบริสุทธิ์สูง เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เซนติเมตร
    จารึกศรีทวารวตีศวรปุณยะ อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต
    ความหมายบุญกุศลของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี
    การค้นพบสำคัญพ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง ใกล้นครปฐม
    แหล่งพบอื่นสุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และที่อื่น ๆ ในภาคกลาง
    ที่เก็บรักษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาค

    ชื่อที่เคยรู้จากบันทึกจีนเท่านั้น

    ก่อนทศวรรษ 2480 นักวิชาการรู้จักทวารวดีจากเอกสารจีนเป็นหลัก พระภิกษุเสวียนจั้งซึ่งเดินทางไปอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 7 กล่าวถึงแคว้นชื่อโถโลโปตี้ ระหว่างพม่ากับกัมพูชา นักวิชาการตะวันตกเสนอว่าชื่อนี้น่าจะตรงกับคำสันสกฤตว่าทวารวดี

    ปัญหาคือยังไม่มีหลักฐานในพื้นที่ที่เขียนคำนี้ไว้ชัด ๆ ข้อสันนิษฐานว่ามีรัฐชื่อทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยาจึงอาศัยการเทียบเสียงจากภาษาจีนเพียงอย่างเดียว

    ช่องว่างนี้ถูกเติมเต็มด้วยวัตถุชิ้นเล็กที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยโบราณ นั่นคือเหรียญเงินที่มีขนาดไม่ใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทในปัจจุบัน

    การค้นพบใต้เจดีย์ร้าง

    ในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) มีการพบเหรียญเงินสองเหรียญบรรจุอยู่ในไหดินเผาใบเล็กใต้ซากเจดีย์ ที่บริเวณห้วยจรเข้ ใกล้นครปฐม พร้อมโบราณวัตถุอื่น ๆ เหรียญทำจากเงินที่บริสุทธิ์มาก แต่ละเหรียญมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เซนติเมตร

    ด้านหนึ่งของทั้งสองเหรียญมีอักษรปัลลวะเรียงเป็นข้อความเดียวกัน ยอร์ช เซเดส์ อ่านได้ว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่าบุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี นี่คือครั้งแรกที่นักวิชาการได้เห็นชื่อทวารวดีบนหลักฐานที่ทำขึ้นในยุคนั้นเอง

    แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุปีที่พบต่างไปเล็กน้อย เช่น บางงานเขียนว่า ค.ศ. 1948 แต่บทความของโบเลส์ในวารสารสยามสมาคม และฐานข้อมูลส่วนใหญ่ในไทยใช้ปี พ.ศ. 2486

    ชื่อของอารยธรรมทั้งอารยธรรมหนึ่ง ถูกจารึกไว้บนเหรียญเงินขนาดเพียงสองเซนติเมตร

    ภาพบนเหรียญ

    เหรียญที่มีจารึกชื่อศรีทวารวดีแบ่งได้เป็นสองแบบตามภาพอีกด้านหนึ่ง แบบแรกเป็นรูปหม้อน้ำที่มีไม้เลื้อยงอกออกมา เรียกว่าปูรณฆฏะ หรือหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์ แบบที่สองเป็นรูปแม่วัวกำลังให้นมลูกวัว

    ทั้งสองภาพเป็นสัญลักษณ์มงคลที่ใช้กันแพร่หลายในอินเดีย หม้อน้ำหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ไม่รู้จบ ส่วนแม่วัวกับลูกสื่อถึงความเจริญงอกงามและความอุ่นใจ ภาพแม่วัวกับลูกยังพบบนตราประทับของราชวงศ์อินเดียบางราชวงศ์ด้วย

    ในภาพรวม เหรียญสมัยทวารวดีมีลวดลายหลากหลายกว่านี้มาก เช่น สังข์ วัชระ ศรีวัตสะ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ปลา และสัตว์อย่างแพะหรือกระต่าย ลวดลายเหล่านี้สืบทอดมาจากเหรียญในยุคก่อน เช่น เหรียญแบบฟูนันที่มีรูปดวงอาทิตย์ครึ่งดวงและศรีวัตสะ

    เงินตราหรือเหรียญที่ระลึก

    คำถามสำคัญคือเหรียญเหล่านี้ใช้ซื้อขายในตลาดหรือไม่ ข้อความว่าบุญกุศลของพระราชาชวนให้นักวิชาการหลายคนคิดว่าเหรียญที่มีจารึกชื่อศรีทวารวดีทำขึ้นในพิธีทางศาสนา เช่น การบรรจุไว้ใต้เจดีย์เพื่อเป็นการทำบุญ หรือแจกจ่ายในโอกาสพิเศษ มากกว่าใช้เป็นเงินในชีวิตประจำวัน

    สำหรับเหรียญทวารวดีกลุ่มอื่นซึ่งพบมากกว่า เช่น เหรียญลายสังข์และวิหาร งานศึกษาด้านเหรียญโบราณพบว่ามีหลายขนาด ตั้งแต่ราว 8 กรัมลงไปจนต่ำกว่า 1 กรัม แสดงว่ามีระบบมูลค่าหลายระดับ ที่อู่ทองเคยพบเหรียญลักษณะนี้หลายร้อยเหรียญบรรจุในภาชนะดินเผา

    อย่างไรก็ดี เหรียญเหล่านี้พบในพื้นที่จำกัดและมักพบในบริบททางศาสนา นักวิชาการบางคนจึงเสนอว่าเหรียญอาจใช้จ่ายค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ภาษี และการถวายทาน มากกว่าการค้าขายทั่วไปในตลาด เรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    เหรียญบอกอะไร และบอกอะไรไม่ได้

    เหรียญศรีทวารวดียืนยันว่าในราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 มีผู้ปกครองที่ใช้นามว่าเจ้าแห่งศรีทวารวดี ใช้ภาษาสันสกฤตและอักษรปัลลวะ และอุปถัมภ์พุทธศาสนา ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตรงกับบันทึกจีนที่ว่าแคว้นโถโลโปตี้นับถือพุทธศาสนาและส่งทูตไปราชสำนักถัง

    แต่เหรียญไม่ได้บอกว่าศูนย์กลางของทวารวดีอยู่ที่ไหน เพราะต่อมามีการพบเหรียญที่มีจารึกชื่อเดียวกันในหลายจังหวัด ทั้งนครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และที่เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท เหรียญมีขนาดเล็กและพกพาไปได้ไกล การพบที่ใดที่หนึ่งจึงไม่ได้แปลว่าที่นั่นเป็นเมืองหลวง

    นักวิชาการบางคน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังชี้ว่าทวารวดีเป็นชื่อเมืองในตำนานของพระกฤษณะ และอาจเป็นชื่อเชิงพิธีกรรมที่ผู้ปกครองใช้เสริมบารมี มากกว่าเป็นชื่อของรัฐที่มีเขตแดนชัดเจน ข้อถกเถียงนี้ทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งชอบพูดถึงวัฒนธรรมทวารวดีมากกว่าอาณาจักรทวารวดี

    ญาติของเหรียญศรีทวารวดี

    เหรียญที่มีจารึกในรูปแบบคล้ายกันพบในที่อื่นด้วย ใกล้อู่ทองเคยพบเหรียญที่มีอักษรปัลลวะเอ่ยชื่อลวปุระ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของลพบุรี แสดงว่าเมืองหรือรัฐอื่นในภาคกลางก็ผลิตเหรียญจารึกชื่อตนเองเช่นกัน

    ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 มีรายงานการพบเหรียญทองที่เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี อ่านได้ว่าศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ซึ่งมีโครงสร้างประโยคเหมือนเหรียญศรีทวารวดี การค้นพบนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่ารัฐโบราณในภาคกลางกับคาบสมุทรภาคใต้มีธรรมเนียมร่วมกันอย่างไร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษา

    ทุกวันนี้เหรียญเงินทวารวดีจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาค แม้ตัวเหรียญจะเล็กจนต้องก้มดูใกล้ ๆ แต่มันคือหลักฐานที่ทำให้วัฒนธรรมทั้งวัฒนธรรมหนึ่งได้ชื่อกลับคืนมา

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6): เหรียญยุคก่อน. เหรียญแบบฟูนันลายดวงอาทิตย์และศรีวัตสะหมุนเวียนในภูมิภาค
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–8): ผลิตเหรียญศรีทวารวดี. เหรียญเงินจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต
    • พุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): บันทึกเสวียนจั้ง. กล่าวถึงแคว้นโถโลโปตี้
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พบเหรียญใกล้นครปฐม. พบสองเหรียญในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง
    • หลัง พ.ศ. 2486: เซเดส์อ่านจารึก. ยืนยันคำว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): บทความของโบเลส์. วิเคราะห์เหรียญในวารสารสยามสมาคม
    • ธ.ค. พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): เหรียญทองยะรัง. พบเหรียญจารึกศรีลังกาโศเกศวรปุณยะ ที่ปัตตานี

    รู้หรือไม่

    ทวารวดีแปลว่าเมืองมีประตู

    ทวารวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์อินเดีย การยืมชื่อนี้มาใช้ช่วยเสริมบารมีของผู้ปกครองในดินแดนไทย

    บรรจุไว้ใต้เจดีย์

    เหรียญสองเหรียญแรกถูกพบในไหใต้เจดีย์ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นว่าเหรียญทำขึ้นเพื่อการทำบุญ

    เหรียญหลายขนาด

    เหรียญทวารวดีบางกลุ่มหนักราว 8 กรัม บางกลุ่มหนักไม่ถึง 1 กรัม บ่งบอกว่าอาจมีมูลค่าหลายระดับ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเหรียญเงินทวารวดี
    2. Boeles, The King of Sri Dvaravati and His Regalia (JSS)
    3. Ricks, The Ancient Coinage of Mainland Southeast Asia
    4. History of Thai money (Wikipedia)
    5. มติชน: สุจิตต์ วงษ์เทศ ทวารวดีมีปัญหา อย่าบอกข้อมูลไม่ครบ
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ทวารวดีกับลังกาสุกะ และเหรียญทองคำ
    7. ศิลปวัฒนธรรม: ว่าด้วยเหรียญจารึกคำว่าทวารวดี

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ทวารวดี

    ทวารวดี

    ภาพประกอบ: Buddha in Dvaravati art · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY 2.5 · Wikimedia Commons

    วัฒนธรรมพุทธศาสนายุคแรกของชาวมอญในลุ่มเจ้าพระยาและที่ราบสูงโคราช ซึ่งทิ้งเหรียญเงิน ธรรมจักร และใบเสมาไว้ให้คนรุ่นหลังไขปริศนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–11)

    ความหมายของชื่อทวารวดี มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงเมืองที่มีประตู
    หลักฐานชื่อเหรียญเงินจารึก ศรีทวารวตีศวรปุณยะ พบ พ.ศ. 2486 ที่นครปฐม
    ภาษามอญโบราณ สันสกฤต และบาลี เขียนด้วยอักษรปัลลวะและหลังปัลลวะ
    ศาสนาหลักพุทธศาสนาเถรวาทเป็นหลัก มีมหายานและศาสนาฮินดูร่วมด้วย
    เมืองสำคัญนครปฐม อู่ทอง คูบัว ศรีเทพ ลพบุรี เมืองเสมา ฟ้าแดดสงยาง
    มรดกโลกศรีเทพ (พ.ศ. 2566) และภูพระบาท (พ.ศ. 2567)

    ชื่อที่ซ่อนอยู่ในไหดินเผา

    นักประวัติศาสตร์รู้จักชื่อทวารวดีมาก่อนจากบันทึกจีน แต่ยังไม่มีหลักฐานในแผ่นดินไทยยืนยัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวบ้านพบไหดินเผาใต้ซากเจดีย์ร้างริมห้วยจระเข้ ตำบลเนินหิน จังหวัดนครปฐม ภายในมีเหรียญเงินขนาดราว 2 เซนติเมตรสองเหรียญ

    ด้านหนึ่งของเหรียญมีรูปหม้อน้ำมีพันธุ์พฤกษาหรือแม่วัวกับลูก อีกด้านมีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต ยอร์ช เซเดส์ อ่านได้ว่า ศรีทวารวตีศวรปุณยะ แปลว่าบุญกุศลของพระเจ้าศรีทวารวดี และกำหนดอายุตัวอักษรไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (คริสต์ศตวรรษที่ 7)

    ต่อมามีการพบเหรียญแบบเดียวกันอีกหลายแห่ง เช่น อู่ทอง เมืองดงคอนในชัยนาท และเขตจังหวัดสิงห์บุรี ใน พ.ศ. 2562 ยังพบศิลาจารึกที่วัดพระงาม นครปฐม ซึ่งกล่าวถึงคำว่าทวารวตีวิภูติ หลักฐานเหล่านี้ทำให้มั่นใจว่าชื่อทวารวดีเป็นชื่อที่ผู้คนยุคนั้นใช้เรียกตัวเองจริง

    ทวารวดีในสายตาจีน

    พระถังซัมจั๋ง หรือเสวียนจั้ง ภิกษุจีนผู้เดินทางไปอินเดียในพุทธศตวรรษที่ 12 ได้ยินชื่อแคว้นหนึ่งชื่อโถโลโปตี้ และบันทึกว่าแคว้นนี้อยู่ระหว่างศรีเกษตรในพม่ากับอีศานปุระในกัมพูชา ตำแหน่งนี้ตรงกับภาคกลางของไทยพอดี

    จดหมายเหตุราชวงศ์ถังบันทึกว่าแคว้นนี้ส่งคณะทูตไปจีนใน พ.ศ. 1181, 1183, 1186, 1190 และ 1192 (ค.ศ. 638, 640, 643, 647 และ 649) ในครั้งหนึ่งทูตยังขอม้าและระฆังสำริดจากราชสำนักจีน ซึ่งนับเป็นคำขอที่ไม่ธรรมดา

    การส่งทูตบ่อยครั้งในเวลาเพียงสิบกว่าปีแสดงว่าผู้ปกครองทวารวดีให้ความสำคัญกับการค้าและการรับรองจากจีน และมีความมั่งคั่งพอจะส่งคณะทูตข้ามทะเลไปได้หลายครั้ง

    เหรียญเงินเล็ก ๆ สองเหรียญในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง ได้คืนชื่อให้กับอารยธรรมที่ถูกลืมไปกว่าพันปี

    ชาวมอญและภาษาในจารึก

    จารึกจำนวนมากในสมัยทวารวดีเขียนเป็นภาษามอญโบราณ จารึกภาษามอญที่เก่าที่สุดที่รู้จักคือชิ้นส่วนจารึกจากวัดโพธิ์ร้าง นครปฐม อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 นอกจากนี้ยังพบจารึกภาษามอญในลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ และไกลถึงขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์

    หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าผู้คนกลุ่มหลักของทวารวดีพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร ส่วนภาษาสันสกฤตและบาลีใช้ในบริบททางศาสนาและราชสำนัก เช่น คาถาเย ธมฺมา ที่จารึกบนธรรมจักรและพระพิมพ์

    ภาษามอญยังคงใช้ต่อเนื่องในภาคเหนือที่หริภุญชัยจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 แสดงว่าวัฒนธรรมมอญมีรากลึกและแพร่กว้างในดินแดนไทยก่อนที่คนไทจะมีบทบาทเด่น

    เครือข่ายเมืองคูน้ำคันดิน

    เมืองทวารวดีมักมีผังรูปวงรีหรือรูปไม่สม่ำเสมอ ล้อมด้วยคูน้ำและคันดิน ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำที่เชื่อมกับทะเลหรือเส้นทางการค้า ในภาคกลางมีนครปฐมโบราณซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุด อู่ทองในสุพรรณบุรีซึ่งมีหลักฐานต่อเนื่องจากยุคการค้าสุวรรณภูมิ และคูบัวในราชบุรีที่มีลวดลายปูนปั้นงดงาม

    ทางเหนือของลุ่มเจ้าพระยามีลพบุรีซึ่งพบจารึกภาษามอญหลายหลัก และศรีเทพในเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นเมืองแฝดขนาดใหญ่ที่มีทั้งศาสนสถานพุทธและเทวรูปพระวิษณุ ศรีเทพเชื่อมโยงทั้งภาคกลาง อีสาน และอิทธิพลจากกัมพูชาเข้าด้วยกัน

    บนที่ราบสูงโคราชมีเมืองเสมาในอำเภอสูงเนิน นครราชสีมา ซึ่งมีพระนอนหินทรายยาว 13.30 เมตร ที่วัดธรรมจักรเสมาราม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 (คริสต์ศตวรรษที่ 7) นับเป็นพระนอนที่เก่าที่สุดในประเทศไทย และมีเมืองฟ้าแดดสงยางในกาฬสินธุ์ ซึ่งพบใบเสมามากกว่า 170 ชิ้น

    ธรรมจักร กวางหมอบ และพระพุทธรูป

    สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของทวารวดีคือธรรมจักรศิลา ซึ่งมักตั้งบนเสาสูงคู่กับรูปกวางหมอบ ทั้งสองอย่างหมายถึงการแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ธรรมจักรจากวัดเสน่หา นครปฐม สูง 106 เซนติเมตร และมีจารึกภาษาบาลีจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

    การสร้างธรรมจักรแทนการสร้างพระพุทธรูปในบางกรณีเป็นลักษณะที่พบน้อยในที่อื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปะทวารวดี และบอกว่าชาวพุทธในยุคนั้นเข้าใจหลักธรรมผ่านสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง

    พระพุทธรูปทวารวดีได้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ แต่ปรับให้มีหน้าตาแบบท้องถิ่น คือ ใบหน้ากลม โหนกแก้มสูง ริมฝีปากหนา และคิ้วต่อกันเป็นรูปปีกกา พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทและพระพุทธรูปยืนที่แสดงวิตรรกมุทราทั้งสองพระหัตถ์ก็เป็นรูปแบบที่พบบ่อย

    ใบเสมาแห่งอีสาน

    เมื่อพุทธศาสนาแบบทวารวดีแผ่ขึ้นไปบนที่ราบสูงโคราชตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ผู้คนในอีสานได้สร้างธรรมเนียมเฉพาะของตนขึ้น คือการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาเหล่านี้มีทั้งแบบแผ่นแบน แบบแท่งเสา และหินธรรมชาติที่ไม่ตกแต่ง

    ใบเสมาจำนวนมากสลักภาพเล่าเรื่องชาดกและพุทธประวัติ ที่เมืองฟ้าแดดสงยางพบใบเสมาสลักเรื่องภูริทัตชาดกและมโหสถชาดก ส่วนใบเสมาชิ้นที่มีชื่อเสียงอย่างภาพพิมพาพิลาปปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    ที่ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีการปักใบเสมาล้อมเพิงหินธรรมชาติราวพุทธศตวรรษที่ 14 (คริสต์ศตวรรษที่ 8) เป็นต้นมา ยูเนสโกระบุว่าภูพระบาทเก็บรักษากลุ่มใบเสมาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

    อาณาจักรเดียวหรือเครือข่ายนครรัฐ

    นักวิชาการรุ่นแรกมักมองทวารวดีเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีราชธานีเดียว โดยมากเสนอว่าศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐม แต่ข้อเสนอเรื่องที่ตั้งราชธานีก็แตกต่างกัน บางท่านเสนออู่ทอง และงานของศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ ในระยะหลังเสนอว่าศรีเทพอาจเป็นศูนย์กลางสำคัญ

    นักวิชาการอีกกลุ่มเห็นว่าทวารวดีน่าจะเป็นกลุ่มนครรัฐที่รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ มีวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะร่วมกัน แต่แต่ละเมืองมีผู้ปกครองของตนเอง เหตุผลคือรูปแบบศิลปะของแต่ละเมืองต่างกันพอสมควร และยังไม่พบหลักฐานของระบบปกครองรวมศูนย์

    สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังชี้ว่าเหรียญเงินที่พบใน พ.ศ. 2486 ไม่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี และเหรียญลักษณะนี้น่าจะเป็นเหรียญในพิธีกรรมมากกว่าเงินตรา คำถามว่าทวารวดีเป็นอาณาจักรหรือเป็นวัฒนธรรมจึงยังเปิดอยู่ และผู้อ่านควรรู้ว่าทั้งสองมุมมองมีเหตุผลรองรับ

    เมื่อเขมรแผ่อำนาจ และมรดกที่เหลืออยู่

    ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (คริสต์ศตวรรษที่ 11) อาณาจักรเขมรจากเมืองพระนครขยายอิทธิพลเข้ามาในลุ่มเจ้าพระยาและที่ราบสูงโคราช ลพบุรีกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมเขมรในภาคกลาง และศาสนสถานแบบปราสาทเริ่มแทนที่สถูปแบบทวารวดีในหลายพื้นที่

    นอกจากเขมร ทวารวดียังได้รับแรงกดดันจากพุกามทางตะวันตกและรัฐทางคาบสมุทรภาคใต้ เมืองหลายแห่งค่อย ๆ ซบเซา ขณะที่วัฒนธรรมมอญยังอยู่รอดทางเหนือที่หริภุญชัย

    มรดกของทวารวดีกลับได้รับการยอมรับในระดับโลกในยุคของเรา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้องเป็นมรดกโลก ตามมาด้วยภูพระบาทในปีถัดมา ทำให้โลกได้รู้จักอารยธรรมที่วางรากฐานพุทธศาสนาให้ดินแดนไทย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6): จารึกมอญยุคแรก. จารึกภาษามอญที่วัดโพธิ์ร้าง นครปฐม
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): เหรียญศรีทวารวดี. เหรียญเงินจารึกชื่อผู้ปกครองทวารวดี
    • พ.ศ. 1181–1192 (ค.ศ. 638–649): คณะทูตไปราชสำนักถัง. โถโลโปตี้ส่งทูตไปจีนอย่างน้อยห้าครั้ง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): พระนอนเมืองเสมา. พระนอนหินทรายยาว 13.30 เมตร ที่นครราชสีมา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8): ใบเสมาภูพระบาท. การปักใบเสมาล้อมเพิงหินบนภูพระบาท อุดรธานี
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): เขมรขยายอำนาจ. ลพบุรีกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเขมรในภาคกลาง
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พบเหรียญเงิน. พบในไหใต้เจดีย์ร้าง ตำบลเนินหิน นครปฐม
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): จารึกวัดพระงาม. จารึกสันสกฤตกล่าวถึงคำว่าทวารวตี
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ศรีเทพเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในการประชุมสมัยที่ 45
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): ภูพระบาทเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในการประชุมสมัยที่ 46 ที่นิวเดลี

    รู้หรือไม่

    ทูตขอระฆัง

    บันทึกจีนกล่าวว่าคณะทูตจากทวารวดีเคยขอม้าและระฆังสำริดจากราชสำนักถัง ของสองอย่างนี้บอกเป็นนัยว่าผู้ปกครองต้องการสัญลักษณ์แห่งอำนาจและเครื่องใช้ในพิธีกรรม

    พระนอนที่เก่าที่สุด

    พระนอนหินทรายที่วัดธรรมจักรเสมาราม เมืองเสมา มีอายุราว 1,300 ปี ถือเป็นพระนอนที่เก่าที่สุดในไทย และเคยถูกน้ำท่วมสูงถึงครึ่งองค์ในปี พ.ศ. 2564

    ชื่อนี้ไม่ได้มีแค่ในไทย

    คำว่าทวารวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์อินเดีย และพบในจารึกของกัมพูชาด้วย การใช้ชื่อเมืองในตำนานอินเดียเป็นวิธีที่ผู้ปกครองในอุษาคเนย์ใช้เสริมบารมีของตน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Dvaravati (Wikipedia)
    2. Boeles, The King of Sri Dvaravati and His Regalia (JSS)
    3. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเหรียญเงินทวารวดี
    4. ศิลปวัฒนธรรม: พบศิลาจารึกวัดพระงาม นครปฐม
    5. Mon Language in Thailand
    6. SAC Southeast Asian Arts: Dharmachakra
    7. UNESCO: The Ancient Town of Si Thep
    8. MFA: Phu Phrabat World Heritage
    9. Bangkok Post: Thailand's oldest reclining Buddha flooded
    10. มติชน: สุจิตต์ วงษ์เทศ ทวารวดีมีปัญหา

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านเก่า

    บ้านเก่า

    ภาพประกอบ: Ban Kao Museum · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สุสานยุคหินใหม่ริมลำน้ำแควน้อย จุดเริ่มต้นของโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แบบสากลในประเทศไทย · ราว 4,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
    ลุ่มน้ำแม่น้ำแควน้อย
    ยุคสมัยยุคหินใหม่ ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ
    ผู้ขุดค้นคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก พ.ศ. 2503–2505
    ของเด่นภาชนะดินเผาสามขา ขวานหินขัด โครงกระดูกมนุษย์
    พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
    จำนวนหลุมฝังศพ44 หลุมที่ไร่นายบาง และ 2 หลุมที่ไร่นายเหลือ
    ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกราว 3,700 ± 70 ปีก่อน

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านเก่าเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ทางตะวันตกของประเทศไทย พื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสลับกับลำห้วย มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวอยู่ไม่ไกลนัก ไปทางชายแดนเมียนมา

    ภูมิประเทศแบบนี้เหมาะกับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก มีทั้งน้ำจืด ดินริมน้ำที่เพาะปลูกได้ ป่าที่มีสัตว์ให้ล่า และหินสำหรับทำเครื่องมือ ชุมชนโบราณจึงเลือกตั้งถิ่นฐานและฝังศพบรรพบุรุษไว้ตามเนินดินริมลำน้ำแห่งนี้

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาชนะสามขา: หม้อดินเผาตั้งบนสามขากลวง เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเก่า (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า) ดูภาพถ่ายจริง
    • ขวานหินขัด: ขวานหินที่ขัดจนเรียบ เครื่องมือของชาวนายุคหินใหม่ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ: จากค่ายเชลยศึกถึงคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

    เรื่องราวของบ้านเก่าเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกมาสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า หนึ่งในเชลยคือ เอช. อาร์. ฟาน ฮีเคอเรน (H. R. van Heekeren) ชาวดัตช์ผู้สนใจโบราณคดี ระหว่างทำงานใกล้ค่ายบ้านเก่า เขาเก็บเครื่องมือหินได้จำนวนหนึ่งและซ่อนไว้กับตัว

    เมื่อถูกย้ายไปญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขายังเก็บหินเหล่านั้นไว้ หลังสงครามเครื่องมือหินถูกส่งต่อไปให้นักวิชาการอเมริกันศึกษา และปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พีบอดีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด การค้นพบนี้ทำให้นักวิชาการทั่วโลกหันมาสนใจว่าดินแดนไทยมีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่ยุคหิน

    ฟาน ฮีเคอเรนกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) พร้อมคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งมีแปร์ โซเรนเซน (Per Sørensen) เป็นผู้นำงานภาคสนาม ฝ่ายไทยมีนายแพทย์สุด แสงวิเชียร แห่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รับผิดชอบการศึกษาโครงกระดูก คณะนี้ขุดค้นที่บ้านเก่าระหว่าง พ.ศ. 2503–2505

    หินไม่กี่ก้อนที่เชลยศึกคนหนึ่งซ่อนไว้ในกระเป๋า เปิดประตูให้โลกรู้จักอดีตหลายพันปีของลุ่มน้ำแคว

    คนเบื้องหลังคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

    คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์กเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับนักวิชาการเดนมาร์ก ฝ่ายไทยมีครูชิน อยู่ดี แห่งกรมศิลปากรเป็นหัวหน้า ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรอีกหลายคน นายแพทย์สุด แสงวิเชียร จากศิริราช และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ฝ่ายเดนมาร์กมีดร.เอจิล นีลเซน เป็นหัวหน้า และแปร์ โซเรนเซน เป็นผู้ควบคุมงานขุดค้น โดยมีฟาน ฮีเคอเรนร่วมคณะด้วย

    งานแบ่งเป็นสองระยะ ระยะแรกใน พ.ศ. 2503–2504 เป็นการสำรวจตามลำน้ำแควน้อย เพื่อหาแหล่งที่เหมาะจะขุดค้น ระยะที่สองตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2505 เป็นการขุดค้นหลายแหล่ง โดยบ้านเก่าเป็นแหล่งหลัก

    สำหรับคนไทย งานนี้เป็นเหมือนโรงเรียนภาคสนาม ครูชิน อยู่ดี ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย ได้ประสบการณ์ตรงจากการทำงานร่วมกับนักวิชาการต่างชาติ และนำวิธีการเหล่านั้นไปใช้กับแหล่งอื่นในเวลาต่อมา

    สิ่งที่พบ

    คณะสำรวจพบหลุมฝังศพหลายสิบหลุมในสองจุดหลัก ซึ่งเรียกตามชื่อเจ้าของที่ดินว่าไร่นายบางและไร่นายเหลือ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระบุจำนวนหลุมไม่ตรงกันนัก ตั้งแต่ราว 39 ไปจนถึง 46 หลุม ขึ้นอยู่กับว่านับเฉพาะโครงที่สมบูรณ์หรือนับทุกหลุม

    ของที่ฝังร่วมกับศพมีทั้งขวานหินขัด เครื่องมือกระดูก เครื่องประดับ และภาชนะดินเผา ที่โดดเด่นที่สุดคือภาชนะสามขา หม้อที่มีขากลวงสามขารองรับตัวหม้อ รูปทรงแปลกตานี้กลายเป็นเอกลักษณ์ จนนักโบราณคดีเรียกกลุ่มวัฒนธรรมนี้ว่า วัฒนธรรมบ้านเก่า

    นอกจากนี้ยังพบกระดูกสัตว์ป่า เช่น แรด กระดอง เต่า และหัวกะโหลกหมู ซึ่งบอกว่าคนบ้านเก่าล่าสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก การศึกษาโครงกระดูกพบว่าคนส่วนใหญ่ในสุสานตายก่อนอายุ 30 ปี มีเพียงไม่กี่คนที่อายุเกิน 40 ปี

    สุสานสองยุคและการกำหนดอายุ

    ที่ไร่นายบางพบหลุมฝังศพ 44 หลุม และที่ไร่นายเหลืออีก 2 หลุม ผู้ตายถูกฝังพร้อมของอุทิศ โซเรนเซนอ่านลำดับชั้นดินและรูปแบบภาชนะแล้วแบ่งสุสานเป็นช่วงยุคหินใหม่ตอนต้นและยุคหินใหม่ตอนปลาย และยังพบร่องรอยการใช้พื้นที่ในยุคเหล็กอยู่ชั้นบน

    ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกที่ได้คือราว 3,700 ปี บวกลบ 70 ปี ซึ่งในตอนนั้นถูกใช้เป็นหลักฐานว่ามีคนตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทยมาราว 4,000 ปี ต่อมาเมื่อรวมค่าอายุอื่น ๆ นักวิชาการสรุปช่วงอายุของวัตถุในแหล่งไว้กว้าง ๆ ราว 3,300–2,200 ปีก่อน และการใช้เหล็กในชั้นบนอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ลงมา

    โซเรนเซนเห็นว่าภาชนะสามขาของบ้านเก่าคล้ายกับภาชนะของวัฒนธรรมหลงซานในจีน จึงเสนอว่ามีผู้คนหรือแนวคิดเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ ความเห็นนี้มีอิทธิพลมากในช่วงแรก แต่เมื่อพบแหล่งยุคหินใหม่ในไทยเพิ่มขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังหลายท่านจึงให้น้ำหนักกับการพัฒนาในภูมิภาคและการแลกเปลี่ยนกับชุมชนข้างเคียงมากขึ้น

    ชีวิตคนบ้านเก่าจากกระดูก

    การศึกษาโครงกระดูกเป็นงานร่วมระหว่างนายแพทย์สุด แสงวิเชียร กับผู้ร่วมงานชาวไทย และศาสตราจารย์ เจ. บัลสเลฟ เยอร์เกนเซน หัวหน้าห้องปฏิบัติการมานุษยวิทยาแห่งโคเปนเฮเกน ผลงานตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ในชื่อ The Prehistoric Thai Skeletons ซึ่งเป็นภาคที่สองของรายงานบ้านเก่า ส่วนภาคแรกว่าด้วยโบราณวัตถุจากหลุมฝังศพ เขียนโดยโซเรนเซนกับโทเฟ แฮตทิง ตีพิมพ์ก่อนหน้าใน พ.ศ. 2510

    ข้อมูลที่ได้บอกว่าคนบ้านเก่าส่วนใหญ่ตายก่อนอายุ 30 ปี และมีเพียงสองคนที่อายุเกิน 40 ปี ชีวิตจึงสั้นกว่าคนปัจจุบันมาก แต่การฝังศพอย่างพิถีพิถันพร้อมภาชนะและเครื่องมือก็บอกว่าชุมชนให้ความสำคัญกับผู้ตาย

    กระดูกสัตว์ในแหล่งยังเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบชุมชน เช่น กระดูกแรดชวาและกระซู่ ซึ่งปัจจุบันไม่มีในป่าไทยแล้ว กระดองเต่า และกะโหลกหมูที่อาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมฝังศพ ปัจจุบันโครงกระดูกจากบ้านเก่าเก็บรักษาไว้ทั้งที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และที่สถาบันมานุษยวิทยากายภาพ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

    ความสำคัญ

    บ้านเก่าเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ครั้งแรก ๆ ในไทยที่ใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์สากล มีการจดบันทึกชั้นดิน ศึกษาโครงกระดูกอย่างเป็นระบบ และส่งตัวอย่างไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอนกัมมันตรังสี งานนี้จึงเป็นเหมือนห้องเรียนแรกที่ปูทางให้นักโบราณคดีไทยรุ่นต่อมา

    ผลการศึกษาช่วยยืนยันว่ามีชุมชนเกษตรกรรมตั้งถิ่นฐานถาวรในดินแดนไทยมาหลายพันปีแล้ว และทำให้ภาคตะวันตกของไทยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการโลก งานเขียนผลการขุดค้นชุด Archaeological Excavations in Thailand ที่ตีพิมพ์ภายหลังยังถูกอ้างถึงมาจนปัจจุบัน

    บ้านเก่ายังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์สองช่วงที่ห่างกันหลายพันปีเข้าด้วยกัน คือชีวิตคนยุคหินใหม่ กับความทุกข์ยากของเชลยศึกบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ

    ข้อถกเถียง

    อายุของสุสานบ้านเก่ายังเป็นเรื่องที่ตัวเลขไม่ลงรอยกัน ค่าอายุคาร์บอนชุดแรกให้ผลราว 3,700 ปีก่อน บางแหล่งสรุปช่วงอายุไว้ระหว่างราว 3,300 ถึง 2,200 ปีก่อน ขณะที่นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องครอบคลุมช่วงราว 5,000 ถึง 3,100 ปีก่อน ความต่างนี้เกิดจากวิธีหาอายุในยุคแรกยังไม่แม่นยำ และจากการแบ่งชั้นวัฒนธรรมที่ต่างกัน

    อีกประเด็นหนึ่งคือที่มาของวัฒนธรรมบ้านเก่า การตีความยุคแรกเสนอว่าวัฒนธรรมนี้อาจได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น มีการพบมีดเก็บเกี่ยวแบบจีนและของเลียนแบบที่ทำจากเปลือกหอยน้ำจืด จึงอาจมีผู้คนหรือความคิดเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มมองว่าอาจเป็นการพัฒนาในท้องถิ่นที่รับอิทธิพลผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยน ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    ส่วนเครื่องมือหินที่ฟาน ฮีเคอเรนพบในช่วงสงคราม ก็เคยถูกตีความว่ามีอายุเก่าแก่มากถึงยุคหินเก่า ความเห็นต่อชิ้นงานกลุ่มนี้จึงต่างกันไปตามผู้ศึกษา

    บ้านเก่าในปัจจุบัน

    กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ขึ้นบนพื้นที่แหล่งขุดค้น นับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของไทยที่สร้างในแหล่งโบราณคดีโดยตรง ภายในจัดแสดงเครื่องมือหิน ภาชนะสามขา เครื่องมือโลหะ และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังพร้อมของอุทิศ

    พิพิธภัณฑ์ได้รับการปรับปรุงนิทรรศการใหม่ มีหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงแสดงวิถีชีวิตชุมชนยุคหินใหม่ และนิทรรศการเรื่องโลงไม้รูปเรือที่พบตามถ้ำในเขตภูเขาทางตะวันตก ทำให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มแม่น้ำแควได้ครบในที่เดียว

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี
    พิกัด 13.981273, 99.298577 (13°58′52.6″N 99°17′54.9″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ปัจจุบันแหล่งขุดค้นอยู่ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางตะวันตกตามลำน้ำแควน้อย ภายในมีนิทรรศการถาวรเรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาชนะสามขา และโครงกระดูกจำลองการฝังศพ เดินทางต่อไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์และสถานที่ทางรถไฟสายมรณะได้สะดวก

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: ชุมชนยุคหินใหม่. ผู้คนตั้งถิ่นฐานและฝังศพพร้อมภาชนะสามขาริมแควน้อย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ลงมา (ค.ศ. ราวศตวรรษที่ 1 ก่อน): เริ่มใช้เหล็ก. ชั้นบนของแหล่งมีร่องรอยการใช้เครื่องมือเหล็ก
    • พ.ศ. 2486–2487 (ค.ศ. 1943–1944): เชลยศึกพบเครื่องมือหิน. ฟาน ฮีเคอเรนเก็บเครื่องมือหินระหว่างสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า
    • มิ.ย. พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ถูกย้ายไปญี่ปุ่น. เขาซ่อนเครื่องมือหินติดตัวไปด้วย
    • พ.ศ. 2503–2504 (ค.ศ. 1960–1961): สำรวจลำน้ำแควน้อย. คณะไทย-เดนมาร์กสำรวจหาแหล่งโบราณคดี โดยมีฟาน ฮีเคอเรนร่วมคณะ
    • ปลาย พ.ศ. 2504–2505 (ค.ศ. 1961–1962): ขุดค้นสุสานบ้านเก่า. พบหลุมฝังศพ 44 หลุมที่ไร่นายบาง และ 2 หลุมที่ไร่นายเหลือ
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): รายงานใน JSS. โซเรนเซนเผยแพร่บทความเรื่องบ้านเก่าในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): รายงานโบราณวัตถุ. ตีพิมพ์ภาคแรกของรายงานบ้านเก่าว่าด้วยวัตถุจากหลุมฝังศพ
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): รายงานโครงกระดูก. ตีพิมพ์ The Prehistoric Thai Skeletons ภาคสองของรายงานบ้านเก่า
    • หลังการขุดค้น: ตั้งพิพิธภัณฑ์ในแหล่ง. กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
    • พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): ครบรอบ 60 ปีการขุดค้น. มีการทบทวนเรื่องราวบ้านเก่าในวงวิชาการและสื่อ

    รู้หรือไม่

    ชื่อวัฒนธรรมมาจากหมู่บ้าน

    คำว่า วัฒนธรรมบ้านเก่า ใช้เรียกกลุ่มชุมชนยุคหินใหม่ที่ใช้ภาชนะสามขาแบบเดียวกัน ซึ่งต่อมาพบในแหล่งอื่นทางภาคตะวันตกและภาคใต้ด้วย

    โครงกระดูกเดินทางไกล

    โครงกระดูกและโบราณวัตถุบางส่วนจากบ้านเก่าเคยถูกส่งไปศึกษาที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

    หมอเป็นผู้ศึกษากระดูก

    การศึกษาโครงกระดูกคนบ้านเก่าเป็นงานของนายแพทย์สุด แสงวิเชียร แห่งศิริราชพยาบาล ร่วมกับนักวิชาการเดนมาร์ก และเป็นงานบุกเบิกด้านมานุษยวิทยากายภาพในไทย

    แรดเคยอยู่ริมแควน้อย

    ในแหล่งบ้านเก่าพบกระดูกแรดชวาและกระซู่ สัตว์ที่ปัจจุบันไม่เหลือในป่าไทยแล้ว

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Kao – Wikipedia
    2. เบื้องหลังการขุดค้น เรื่องราวก่อนของประเทศไทย โดยคณะไทย-เดนมาร์ก – ศิลปวัฒนธรรม
    3. มติชนสุดสัปดาห์: 60 ปีการขุดค้นบ้านเก่า
    4. พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า ที่เที่ยวใหม่กาญจนบุรี – ไทยโพสต์
    5. Physical Anthropology in Thailand: Ban Kao – SAC
    6. They excavated the Stone Age – ScandAsia
    7. Ban Kao (Per Sørensen, JSS 52.1, 1964) – The Siam Society
    8. Ban Kao skeleton record – SAC Physical Anthropology Database

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านเก่า
    Ban Kao Pottery 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ปราสาทสด๊กก๊อกธม

    ปราสาทสด๊กก๊อกธม

    ภาพประกอบ: Prasat Sdok Kok Thom-007 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เทวาลัยพระศิวะของเขมรโบราณที่ชายแดนสระแก้ว ต้นทางของจารึกหลักที่เล่าเรื่องลัทธิเทวราชละเอียดที่สุดเท่าที่เคยพบ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (คริสต์ศตวรรษที่ 11)

    ที่ตั้งบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว
    ชื่อในจารึกภัทรนิเกตน์ ชาวบ้านเคยเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว
    ผู้อุปถัมภ์พระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
    ศาสนาฮินดู ไศวนิกาย บูชาศิวลึงค์
    จารึกหลักสำคัญมหาศักราช 974 ตรงกับราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052) ภาษาสันสกฤตและเขมร ราว 340 บรรทัด
    สถานะประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2562 เปิดอย่างเป็นทางการ 15 พ.ค. 2565
    ผังปราสาทลานชั้นในราว 42 x 36 เมตร กำแพงชั้นนอกศิลาแลงราว 126 x 120 เมตร
    พื้นที่อุทยานราว 641 ไร่

    ที่ตั้งและชื่อ

    ปราสาทสด๊กก๊อกธมตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอำเภออรัญประเทศขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 34 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจากแนวชายแดนไทยกับกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นที่ราบต่ำที่เชื่อมระหว่างลุ่มน้ำบางปะกงกับที่ราบทะเลสาบเขมร

    คำว่าสด๊กก๊อกธมเป็นภาษาเขมร พอแปลได้ว่าบริเวณที่มีต้นกกขึ้นหนาแน่นเป็นกอใหญ่ ชาวบ้านไทยในละแวกนั้นเคยเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว ส่วนชื่อที่ปรากฏในจารึกคือภัทรนิเกตน์ ซึ่งมีความหมายทำนองที่พำนักอันเป็นมงคล

    ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย มีปรางค์ประธานองค์เดียวตั้งบนฐานสูง ล้อมด้วยระเบียงคดและกำแพงแก้วขนาดราว 126 x 120 เมตร มีซุ้มประตู บรรณาลัย ทางดำเนินที่ประดับเสานางเรียง และบารายหรือสระน้ำใหญ่ทางทิศตะวันออกขนาดราว 200 x 370 เมตร

    เดินชมผังปราสาททีละส่วน

    ผังของสด๊กก๊อกธมจัดวางตามแนวตะวันออกไปตะวันตก ผู้มาบูชาในอดีตจะเริ่มจากบารายทางทิศตะวันออก แล้วเดินตามทางดำเนินที่ปูด้วยศิลาแลงยาวราว 200 เมตร สองข้างทางตั้งเสาหินที่เรียกว่าเสานางเรียง ก่อนจะถึงซุ้มประตูใหญ่กลางกำแพงด้านตะวันออก กำแพงชั้นนอกนี้ก่อด้วยศิลาแลง สูงราว 2.5 เมตร

    เมื่อผ่านกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะพบคูน้ำล้อมรอบลานชั้นใน ซึ่งนักวิชาการอธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์ของมหาสมุทรที่ล้อมเขาพระสุเมรุตามคติฮินดู ลานชั้นในมีขนาดราว 42 x 36 เมตร ล้อมด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน และมีซุ้มประตูทางทิศตะวันออกเป็นทางเข้าหลัก

    ภายในลานมีบรรณาลัยสองหลังอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน ตัวอาคารเป็นหินทรายตั้งบนฐานศิลาแลง มีหน้าต่างด้านข้างขนาดใหญ่ ส่วนปรางค์ประธานมีประตูจริงเพียงด้านเดียวทางทิศตะวันออกพร้อมบันได อีกสามด้านเป็นประตูหลอก

    ลวดลายสลักที่เหลืออยู่มีทั้งลายพันธุ์พฤกษา รูปนาค และภาพบุคคลที่ดูเหมือนพระวิษณุบรรทม แต่ทับหลังด้านตะวันออกของปรางค์ประธานสูญหายไปแล้ว ปัจจุบันพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ทั้งหมดมีราว 641 ไร่

    ศิลาเพียงหลักเดียวจากปราสาทริมชายแดนสระแก้ว กลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประวัติศาสตร์ช่วงต้นของอาณาจักรพระนคร

    ใครสร้างและสร้างเพื่ออะไร

    จากจารึกที่พบในปราสาท นักวิชาการเชื่อว่าศาสนสถานแห่งนี้สร้างหรือขยายขึ้นในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 แห่งเมืองพระนคร ผู้ครองราชย์ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 11 ทรงอุทิศให้แก่ตระกูลพราหมณ์ปุโรหิตที่รับใช้ราชสำนักมายาวนาน โดยมีพราหมณ์ชื่อสทาศิวะเป็นบุคคลสำคัญในเรื่องนี้

    ภายในปรางค์ประธานเคยประดิษฐานศิวลึงค์ จึงถือเป็นเทวาลัยของพระศิวะ สำนักข่าวและนักวิชาการไทยหลายคนนับว่าเป็นเทวาลัยศิวะขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของไทย และเก่ากว่าปราสาทพิมายกับพนมรุ้งอยู่ราวหนึ่งศตวรรษ

    ที่ตั้งริมเส้นทางระหว่างที่ราบภาคตะวันออกของไทยกับเมืองพระนคร ทำให้ปราสาทนี้เป็นทั้งศูนย์กลางพิธีกรรมของชุมชนพราหมณ์ และหมุดหมายแสดงอำนาจของราชสำนักเขมรในดินแดนชายขอบ

    จารึกสด๊กก๊อกธมกับลัทธิเทวราช

    สิ่งที่ทำให้ปราสาทเล็ก ๆ ริมชายแดนแห่งนี้มีชื่อในวงวิชาการโลกคือศิลาจารึกหินทรายสูงราว 1.51 เมตร จารทั้งสี่ด้าน รวมราว 340 บรรทัด ใช้ภาษาสันสกฤตสลับกับภาษาเขมรโบราณ ลงมหาศักราช 974 ตรงกับราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052) บางแหล่งคำนวณวันที่ตรงกับต้น ค.ศ. 1053 นักวิชาการรู้จักในรหัส K. 235 เอเตียน แอมอนิเยร์ รายงานการพบต่อนักวิชาการตะวันตกตั้งแต่ พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884)

    จารึกนี้เล่าประวัติตระกูลพราหมณ์ที่รับใช้กษัตริย์เขมรราว 250 ปี ย้อนไปถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งทำพิธีบนเขามเหนทรบรรพต หรือพนมกุเลนในปัจจุบัน ราว พ.ศ. 1345 (ค.ศ. 802) ในพิธีนั้นพราหมณ์หิรัณยทามะได้ประกอบพิธีเพื่อให้กัมพุชเทศไม่ต้องขึ้นกับชวาอีกต่อไป และสถาปนาพระองค์เป็นจักรพรรดิ โดยมอบหมายให้ศิวไกวัลย์ผู้เป็นต้นตระกูลดูแลการบูชาเทวราชสืบมา

    จารึกยังไล่รายชื่อกษัตริย์หลายพระองค์ การย้ายราชธานี และการสร้างศาสนสถานในที่ต่าง ๆ ตลอดจนรายการที่ดินและข้าทาสที่ถวายแก่ภัทรนิเกตน์ จึงกลายเป็นเอกสารหลักชิ้นหนึ่งสำหรับเรียงลำดับประวัติศาสตร์อาณาจักรเขมรตอนต้น

    ปัจจุบันศิลาจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งรับมาตั้งแต่ราวทศวรรษ 2460 จารึกเคยเสียหายจากไฟไหม้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 แต่ข้อความยังรักษาไว้ได้ เพราะมีการทำสำเนาภาพถอดและพิมพ์อ่านไว้ก่อนแล้ว

    ในจารึกเขียนอะไรไว้บ้าง: เก้าชั่วคน สิบสองกษัตริย์

    ศิลาจารึก K. 235 เป็นหินทรายสีเทา จารึกทั้งสี่ด้าน ด้านแรกเป็นบทร้อยกรองภาษาสันสกฤตหลายฉันทลักษณ์ ใช้สรรเสริญเทพเจ้า พระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษของตระกูลพราหมณ์ ส่วนด้านหลัง ๆ เป็นร้อยแก้วภาษาเขมรโบราณ ซึ่งเขียนเรื่องที่เป็นรูปธรรมกว่า เช่น การตั้งชุมชน การสร้างศาสนสถาน และการถวายที่ดิน

    ส่วนที่เป็นภาษาเขมรยังเล่าถึงงานบุกเบิกพื้นที่ เช่น การสร้างปราสาทหินพร้อมยอด การขุดสระ การทำคันดิน และการจัดที่นาและสวน รายการที่ถวายแก่ศาสนสถานก็บันทึกไว้อย่างละเอียด ทั้งแนวเขตที่ดิน วัวควาย ผ้า ภาชนะ และข้ารับใช้ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักประวัติศาสตร์เห็นภาพเศรษฐกิจของศาสนสถานเขมร ว่าเทวาลัยหนึ่งแห่งต้องมีที่ดินและแรงงานจำนวนมากคอยหล่อเลี้ยง

    ภาพรวมของจารึกคือประวัติของตระกูลปุโรหิตเก้าชั่วคน ที่รับใช้กษัตริย์เขมรสิบสองพระองค์ตลอดราว 250 ปี ตั้งแต่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จนถึงพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 จึงเป็นเหมือนลำดับรัชกาลฉบับหนึ่งที่นักวิชาการใช้เทียบกับจารึกหลักอื่น

    บุคคลคนสุดท้ายในสายตระกูลคือสทาศิวะ จารึกเล่าว่าท่านลาจากเพศนักบวช แล้วสมรสกับพระขนิษฐาของพระมเหสี และได้ดูแลงานสร้างศาสนสถานหลายแห่ง นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าสทาศิวะเป็นผู้แต่งจารึกนี้เอง ข้อนี้อธิบายได้ว่าทำไมจารึกจึงให้ความสำคัญกับตระกูลของท่านมากเป็นพิเศษ

    ข้อถกเถียงเรื่องเทวราช

    ยอร์ช เซเดส์ ตีความว่าเทวราชคือลัทธิที่ยกกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพเจ้า ความคิดเรื่องกษัตริย์คือเทพจึงแพร่หลายในตำราไทยและตะวันตกมานาน และบทความภาษาไทยจำนวนมากยังอธิบายตามแนวนี้

    แฮร์มันน์ คุลเคอ เสนอในทศวรรษ 2520 ว่าเทวราชน่าจะหมายถึงรูปเคารพพระศิวะที่เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเป็นตัวแทนศิวลึงค์บนพนมกุเลน โดยกษัตริย์เป็นเพียงผู้ได้รับส่วนหนึ่งของพลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เป็นเทวราชเอง งานศึกษาใหม่บางชิ้นไปไกลกว่านั้น โดยมองว่าพิธีในจารึกคือพิธีคุ้มครองตามคัมภีร์ตันตระสายไศวะ

    นักประวัติศาสตร์ยังเตือนว่าจารึกนี้เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ปี ค.ศ. 802 ราว 250 ปี และเป็นเรื่องที่ตระกูลพราหมณ์เล่าเพื่อยืนยันสิทธิ์ของตนเอง คำว่าชวาในจารึกก็ตีความต่างกัน บ้างว่าเกาะชวา บ้างว่าหมายถึงจาม หรือดินแดนอื่น และบางท่านสงสัยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจมีส่วนที่เป็นตำนานด้วย

    จากสนามรบและค่ายผู้ลี้ภัยสู่อุทยานประวัติศาสตร์

    หลังเวียดนามบุกกัมพูชาเมื่อปลาย พ.ศ. 2521 ผู้คนจำนวนมากหนีภัยมาที่ชายแดน ราว พ.ศ. 2522 พื้นที่รอบปราสาทกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายผู้ลี้ภัยที่รู้จักในชื่อหนองเสม็ด ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของกองกำลังเขมรเสรีที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ช่วงเวลานี้ทำให้ตัวปราสาทและบารายเสียหาย บารายเก็บน้ำได้น้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากการขุดดินในช่วงที่มีค่ายผู้ลี้ภัย

    เมื่อสถานการณ์สงบ กรมศิลปากรเข้าสำรวจใน พ.ศ. 2536 และเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2538 งานแรก ๆ คือถางป่า ขุดลอกดินลงไปถึงระดับพื้นเดิม ทำบัญชีหินที่หล่นกระจาย แล้วประกอบกลับ รวมทั้งขุดลอกคูน้ำ งานบูรณะหลักดำเนินไปจนราว พ.ศ. 2553 ระหว่างการขุดแต่งพบเพียงเศษอิฐและเศษหินจากตัวอาคาร ไม่พบร่องรอยที่อยู่อาศัยของคนโบราณในเขตปราสาท

    อันตรายที่ซ่อนอยู่คือทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดจากยุคสงคราม ระหว่าง พ.ศ. 2545–2547 มีโครงการเก็บกู้ร่วมกันของหน่วยงานไทยและองค์กรจากญี่ปุ่น ซึ่งเก็บวัตถุระเบิดได้ 76 ชิ้น ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 ฝ่ายกัมพูชาเคยอ้างว่าปราสาทอยู่ในเขตของตน แต่ไทยยืนยันอำนาจการดูแล โดยอ้างถึงการบูรณะที่ดำเนินมาต่อเนื่อง

    งานศึกษาในช่วงหลังยังไปไกลกว่าการบูรณะ มีความร่วมมือระหว่างกองทัพบก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาระบบการจัดการน้ำของปราสาทและแหล่งที่มาของหินที่ใช้ก่อสร้าง งานศึกษาด้านรัฐศาสตร์ยังชี้ว่า ในช่วง พ.ศ. 2534–2556 การเร่งบูรณะและการตั้งหมู่บ้านในแนวชายแดนเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันอำนาจรัฐไทยเหนือพื้นที่ ก่อนที่ช่วงหลัง พ.ศ. 2557 จะหันมาเน้นความร่วมมือและการท่องเที่ยวมากขึ้น สด๊กก๊อกธมนับเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งที่ 11 ของไทย

    การบูรณะและปราสาทในวันนี้

    ปราสาทขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ในช่วงสงครามกัมพูชาทศวรรษ 2520 พื้นที่นี้อยู่ในเขตไม่สงบ เมื่อกรมศิลปากรเข้าสำรวจราว พ.ศ. 2536 พบว่าตัวปราสาทพังทลายมาก

    งานบูรณะเริ่มราว พ.ศ. 2538 ด้วยวิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินที่พังออกมาทำเลขกำกับ แล้วประกอบกลับที่เดิม เสริมหินใหม่เฉพาะส่วนที่ขาดหาย งานดำเนินต่อเนื่องราว 15 ปี ต่อมารัฐบาลประกาศให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ใน พ.ศ. 2562 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 พฤษภาคม 2565

    ตามตำนานท้องถิ่นและข้อเสนอของนักเขียนสารคดีบางท่าน บริเวณนี้ยังเกี่ยวกับเหตุการณ์ปลายสมัยธนบุรี เมื่อเจ้าพระยาจักรียกทัพกลับจากเขมรใน พ.ศ. 2325 ก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ยังต้องการหลักฐานยืนยันเพิ่มเติม

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทสด๊กก๊อกธม อ.โคกสูง
    พิกัด 13.843585, 102.737278 (13°50′36.9″N 102°44′14.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธมอยู่ในอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในความดูแลของกรมศิลปากร เดินชมปรางค์ประธาน ระเบียงคด ซุ้มประตู ทางเดินเสานางเรียง และบารายได้ ส่วนศิลาจารึกหลักสำคัญเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ควรตรวจสอบสถานการณ์บริเวณชายแดนก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1345 (ค.ศ. 802): พิธีบนพนมกุเลน. พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกอบพิธีตามที่จารึกเล่าย้อนหลัง
    • ราว พ.ศ. 1593–1609 (ค.ศ. ราว 1050–1066): รัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2. ช่วงที่สร้างหรือขยายภัทรนิเกตน์
    • ม.ศ. 974 (ราว พ.ศ. 1595) (ค.ศ. 1052–1053): จารึกสด๊กก๊อกธม. จารึกประวัติตระกูลพราหมณ์เก้าชั่วคนและลัทธิเทวราช
    • พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884): รายงานต่อนักวิชาการ. แอมอนิเยร์นำเรื่องจารึกเผยแพร่
    • ราวทศวรรษ 2460 (ค.ศ. 1920s): ย้ายจารึก. จารึกถูกนำไปเก็บที่กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศคุ้มครอง
    • 9 พ.ย. พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960): ไฟไหม้. ศิลาจารึกเสียหายแต่ยังมีสำเนาข้อความ
    • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979): ค่ายผู้ลี้ภัย. พื้นที่รอบปราสาทเป็นส่วนหนึ่งของค่ายผู้ลี้ภัยหนองเสม็ด
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): กรมศิลปากรสำรวจ. พบว่าตัวปราสาทพังทลายมาก
    • พ.ศ. 2538–2553 (ค.ศ. 1995–2010): บูรณะ. ใช้วิธีอนัสติโลซิส ประกอบหินเดิมกลับที่
    • พ.ศ. 2545–2547 (ค.ศ. 2002–2004): เก็บกู้วัตถุระเบิด. เก็บวัตถุระเบิดได้ 76 ชิ้น
    • ม.ค. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): ข้อพิพาทชายแดน. กัมพูชาอ้างว่าปราสาทอยู่ในเขตของตน ไทยยืนยันการดูแล
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): อุทยานประวัติศาสตร์. ประกาศจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม
    • 15 พ.ค. พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): เปิดอย่างเป็นทางการ. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิด

    รู้หรือไม่

    จารึกยาวที่สุดชิ้นหนึ่ง

    จารึกสด๊กก๊อกธมมีราว 340 บรรทัด ถือเป็นจารึกเขมรโบราณที่ยาวและให้ข้อมูลประวัติศาสตร์มากที่สุดชิ้นหนึ่ง

    ชื่อมาจากต้นกก

    คำว่าสด๊กก๊อกธมไม่ใช่ชื่อโบราณ แต่เป็นชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกตามสภาพพื้นที่ที่มีต้นกกขึ้นเป็นกอใหญ่

    จิ๊กซอว์หิน

    การบูรณะต้องทำเลขกำกับหินนับพันก้อน แล้วประกอบกลับคล้ายต่อจิ๊กซอว์ขนาดยักษ์

    ผู้แต่งจารึกเล่าเรื่องตระกูลตัวเอง

    นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าสทาศิวะ คนสุดท้ายในสายตระกูลที่จารึกเล่าถึง คือผู้แต่งจารึกเอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Sdok Kok Thom – Wikipedia
    2. Stela of Prasat Sdok Kak Thom (K. 235) – DHARMA
    3. Jayavarman II – Wikipedia
    4. Hermann Kulke – Angkor Database
    5. Revisiting Devarāja – EFEO
    6. ย้อนเส้นทาง 20 ปี บูรณะ สด๊กก๊อกธม – มติชน
    7. สุจิตต์-ขรรค์ชัย ย้อนไทม์ไลน์ สด๊กก๊อกธม – มติชน
    8. ปราสาทสด๊อกก๊อกธม หลักแหล่งลัทธิเทวราช – ศิลปวัฒนธรรม
    9. เที่ยวสด๊กก๊อกธม – ไทยโพสต์
    10. Thai PBS World: Sdok Kok Thom, labours of love and hard work
    11. Southeast Asian Archaeology: Sdok Kok Thom restoration complete
    12. Yaprom & Mattariganond 2022: Thai-Cambodian border management at Prasat Sadok Kok Thom

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Prasat Sdok Kok Thom-030 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Prasat Sdok Kok Thom-014 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Sdokkakthomgopura · en:user:Writer128 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Sdokkakthomlibrary · en:Writer128 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • ศรีศักร วัลลิโภดม

    ศรีศักร วัลลิโภดม

    ภาพประกอบ: Srisak valipodom1 · Looknarm · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาไทยผู้พาการศึกษาประวัติศาสตร์ออกจากราชสำนักไปสู่ท้องถิ่น และเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง · เกิด พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)

    เกิด2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)
    การศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย
    สังกัดหลักคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ร่วมก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา
    วารสารบรรณาธิการบริหารวารสารเมืองโบราณ เขียนบทความกว่า 200 ชิ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2517
    รางวัลรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 (พ.ศ. 2550)
    แนวคิดเด่นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิวัฒนธรรม และการมองรัฐโบราณแบบมณฑล
    หนังสือเด่นแอ่งอารยธรรมอีสาน (พ.ศ. 2533) วัฒนธรรมปลาแดก และงานเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน
    บทบาทด้านมรดกหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

    ภูมิหลัง: จากวรรณคดีสู่มานุษยวิทยา

    ศรีศักร วัลลิโภดม เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ต่อมาเขาได้ทุนโคลัมโบไปเรียนต่อปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย การเรียนมานุษยวิทยาทำให้เขามองอดีตผ่านชีวิตของผู้คนธรรมดา ประเพณี และความเชื่อ มากกว่าผ่านพระราชพงศาวดารเพียงอย่างเดียว

    บิดาของเขาคือมานิต วัลลิโภดม ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องเมืองอโยธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณสถานจึงเป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่ในครอบครัว

    ชีวิตอาจารย์และการก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา

    ศรีศักรเริ่มเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ไทยที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ต่อมาใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาไปสอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ราวสองปี แล้วกลับมาร่วมสร้างการเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากร

    การเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 2517 และตั้งเป็นภาควิชาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2520 ศรีศักรได้รับการยกย่องร่วมกับปรานี วงษ์เทศ ว่าเป็นผู้ร่วมวางรากฐานหลักสูตร ต่อมาเขาได้เป็นหัวหน้าภาควิชาและได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ

    เขายังเป็นอาจารย์รับเชิญด้านโบราณคดีไทยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลใน พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) และตั้งแต่ พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) ทำวิจัยเรื่องชุมชนโบราณร่วมกับศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งใช้ภาพถ่ายทางอากาศช่วยศึกษาผังเมืองโบราณ

    สำหรับศรีศักร ประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้อยู่แค่ในพงศาวดาร แต่อยู่ในแม่น้ำ คันดิน ศาลผี และความทรงจำของชาวบ้านทั่วทุกภาค

    งานภาคสนาม: อีสานและผาแต้ม

    ศรีศักรให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริง เขาสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งเคยถูกมองว่าแห้งแล้งและห่างไกลความเจริญ งานของเขาแสดงให้เห็นว่าอีสานมีชุมชนเกษตรกรรมและการผลิตเหล็กและเกลือมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจของภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีศรีศักรเป็นผู้นำ ได้สำรวจพบภาพเขียนสีบนหน้าผาที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และแถลงการค้นพบต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524

    แนวคิดเรื่องอีสานถูกรวบรวมไว้ในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง นอกจากนี้เขายังเขียนงานเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ทวารวดี ยุคเหล็ก และวัฒนธรรมปลาแดก หนังสือเหล่านี้ช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้เริ่มที่สุโขทัย

    ภูมิวัฒนธรรม: อ่านอดีตจากแผ่นดิน

    แนวคิดที่ผูกกับชื่อของศรีศักรมากที่สุดคือภูมิวัฒนธรรม หมายถึงการมองว่าชุมชนแต่ละแห่งเกิดและเติบโตขึ้นตามสภาพภูมิประเทศ แหล่งน้ำ ทรัพยากร และตำแหน่งบนเส้นทางคมนาคม ก่อนจะถามว่ากษัตริย์องค์ใดปกครอง เขาชวนให้ถามก่อนว่าคนกลุ่มนี้อยู่ตรงนั้นเพราะอะไร

    เพื่อตอบคำถามแบบนี้ เขาใช้เครื่องมือหลายอย่างร่วมกัน ตั้งแต่ภาพถ่ายทางอากาศสำหรับดูผังคูน้ำคันดินของเมืองโบราณ การสำรวจภาคสนาม ไปจนถึงการฟังเรื่องเล่าและความเชื่อของชาวบ้าน คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุหัวข้อที่เขาศึกษา เช่น ความสำคัญของเกลือและเหล็กในอีสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ ใบเสมาในฐานะหลักฐานการนับถือศาสนา และอิทธิพลของการค้าทางไกลต่อการเกิดเมืองและรัฐ

    ผลของวิธีคิดนี้เห็นชัดในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) หนังสือเสนอว่าอีสานไม่ได้เป็นดินแดนยากจนมาแต่เดิม แต่เคยเป็นแหล่งเกษตรกรรมและการผลิตที่รุ่งเรือง ภาพอีสานที่แห้งแล้งจึงเป็นภาพของยุคหลังมากกว่าภาพของอดีตอันยาวนาน

    อีกด้านหนึ่ง เขาสนับสนุนให้ชุมชนดูแลมรดกของตนเอง งานเขียนเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนในลุ่มลพบุรี–ป่าสักเป็นตัวอย่างหนึ่ง และในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขายกตัวอย่างชาวบ้านที่วัดพรหมทินใต้ซึ่งสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเอง และชาวศรีเทพที่รวมตัวคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันใกล้แหล่งโบราณคดี

    วารสารเมืองโบราณ: ห้องเรียนนอกมหาวิทยาลัย

    ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ศรีศักรเป็นบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ วารสารราย 3 เดือนด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ต่อมาเขายังเป็นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งทำงานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมรดกวัฒนธรรม

    ตลอดเกือบห้าทศวรรษ เขาเขียนบทความในวารสารนี้กว่า 200 ชิ้น ครอบคลุมเรื่องเมืองโบราณ เส้นทางการค้า การจัดการน้ำ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในไทย ทั้งลาว มอญ จีน และชาวเขา เมืองโบราณจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่นำงานวิชาการไปสู่ผู้อ่านทั่วไป

    แม้อายุจะเกิน 80 ปี เขายังออกสำรวจโบราณสถานด้วยตนเองและนำทัศนศึกษาให้ผู้สนใจ เพราะเชื่อว่าการเรียนประวัติศาสตร์ต้องเริ่มจากการเห็นภูมิประเทศจริง

    ความคิด: ท้าทายอัลไตและประวัติศาสตร์ชาตินิยม

    ศรีศักรเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีที่ว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง ทฤษฎีนี้เคยอยู่ในแบบเรียนไทยหลายสิบปี เขาเห็นว่าดินแดนไทยเป็นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายกลุ่มมาแต่โบราณ และความเป็นไทยเกิดจากการผสมผสานของคนเหล่านั้น มากกว่าเกิดจากชนชาติเดียวที่อพยพลงมา

    เขายังวิจารณ์การเล่าประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมที่มองรัฐโบราณเป็นอาณาจักรรวมศูนย์ เขาเสนอให้มองแบบมณฑล คือเครือข่ายเมืองที่เชื่อมกันด้วยเครือญาติและการแต่งงาน ในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขาเห็นว่าสุโขทัยเป็นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นราชอาณาจักรอย่างที่แบบเรียนเล่า

    บางข้อเสนอของเขาเป็นที่ถกเถียงมาก เช่นใน พ.ศ. 2530 เขาเสนอว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นด้วย แต่ข้อเสนอนี้ก็กระตุ้นให้คนกลับไปอ่านหลักฐานอย่างวิพากษ์มากขึ้น

    ในเรื่องศาสนาและความเชื่อ เขาเห็นว่าผีเป็นสถาบันความเชื่อหลักของสังคมไทย ตั้งแต่ผีเรือน ผีบ้าน จนถึงผีเมือง และอยู่ร่วมกับพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน ส่วนเรื่องขอม เขาอธิบายว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงคนที่รับวัฒนธรรมและศาสนาแบบเมืองพระนครด้วย

    สุโขทัยและจารึกหลักที่ 1: บทบาทในข้อถกเถียงใหญ่

    ศรีศักรเคยทำงานกับสุโขทัยโดยตรง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ของโครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตามที่คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุ ประสบการณ์นี้ทำให้เขามีข้อสังเกตเกี่ยวกับสุโขทัยที่ต่างจากแบบเรียนในยุคนั้น

    ข้อเสนอของเขาคือ จารึกหลักที่ 1 ทั้งหลักน่าจะทำขึ้นหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เพื่อสรรเสริญความรุ่งเรืองของสุโขทัยและสร้างความชอบธรรมให้ราชวงศ์ ในช่วงที่ต้องแข่งขันกับฝ่ายพะเยาซึ่งมีอิทธิพลในลุ่มน้ำน่าน ข้อเสนอนี้ต่างจากความเห็นกระแสหลักที่ยอมรับเพียงว่าตอนท้ายของจารึกอาจเขียนเพิ่มภายหลัง

    ควรแยกให้ชัดว่าข้อเสนอของศรีศักรต่างจากอีกสองกระแสที่ดังกว่าในปลายทศวรรษ 2520 คือ ไมเคิล วิกเกอรี ที่ตั้งคำถามเรื่องความแท้ของจารึกใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) และพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่เสนอใน พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ศรีศักรไม่ได้บอกว่าจารึกเป็นของปลอม แต่เห็นว่าทำขึ้นในสมัยสุโขทัยที่หลังกว่าที่เชื่อกัน

    ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ยังไม่ยุติในหมู่นักวิชาการบางกลุ่ม แต่การตรวจผิวศิลาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) พบว่ามีอายุใกล้เคียงกับจารึกสุโขทัยหลักอื่น และใน พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

    ขอมคือใคร: บทสนทนากับจิตร ภูมิศักดิ์

    ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) ศรีศักรเขียนบทวิจารณ์หนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของจิตร ภูมิศักดิ์ บทความนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการถกเถียงทางวิชาการอย่างให้เกียรติกัน

    เขาชื่นชมวิธีที่จิตรใช้ภาษาศาสตร์และที่มาของคำในการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ตั้งข้อสงสัยต่อการกำหนดอายุของเมืองในตำนานบางแห่ง ซึ่งเขาเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักฐานโบราณคดีที่พบในเวลานั้น

    ในบทความเดียวกัน ศรีศักรเสนอว่าคำว่าขอมมีสองความหมาย ความหมายแคบคือชาวเขมรสมัยเมืองพระนครที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน ความหมายกว้างคือผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงที่รับวัฒนธรรมแบบเดียวกันนี้ การแยกสองความหมายช่วยให้เข้าใจว่าทำไมตำนานไทยจึงเรียกผู้คนหลากหลายกลุ่มว่าขอม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเขมรทั้งหมด

    เกียรติยศและมรดก

    ใน พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ศรีศักรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และใน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 จากประเทศญี่ปุ่น คำประกาศเกียรติคุณยกย่องว่าเขาผสานมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และคติชน เพื่อมองอดีตจากมุมของท้องถิ่น

    มรดกสำคัญของเขาคือวิธีคิด เขาสอนให้คนรุ่นหลังมองว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องของกษัตริย์และราชธานี แต่ยังมีเรื่องของชุมชน แม่น้ำ เส้นทางการค้า และผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ นักวิชาการรุ่นใหม่หลายคนยังยกให้งานของเขาเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาอดีตของไทย

    ไทม์ไลน์

    • 2 มิ.ย. พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938): เกิด
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): สอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ราวสองปี ก่อนกลับศิลปากร
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): เริ่มงานวารสารเมืองโบราณ. เป็นบรรณาธิการต่อเนื่องหลายทศวรรษ
    • พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977): ตั้งภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร. ร่วมวางรากฐานกับปรานี วงษ์เทศ
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): อาจารย์รับเชิญที่คอร์เนล. สอนโบราณคดีไทย
    • 16 พ.ค. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): แถลงการค้นพบภาพเขียนสีผาแต้ม. ทีมสำรวจภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): วิจารณ์หนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์. เสนอความหมายแคบและกว้างของคำว่าขอม
    • พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986): วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต. ศึกษาชุมชนโบราณ
    • พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987): เสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยลิไทย. ข้อเสนอที่ยังเป็นข้อถกเถียง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): หนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน. พลิกภาพอีสานจากดินแดนยากจนเป็นแหล่งอารยธรรม
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): กรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): รางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ. สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18
    • พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020): วารสารเมืองโบราณรวมงานเนื่องในวัย 82 ปี. ยังออกสำรวจภาคสนามอย่างต่อเนื่อง

    รู้หรือไม่

    ผู้นำทีมพบผาแต้ม

    ภาพเขียนสีผาแต้มที่โขงเจียมเป็นที่รู้จักของสาธารณชนหลังทีมของศรีศักรแถลงการค้นพบเมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524

    นักเขียนประจำเมืองโบราณ

    ศรีศักรเขียนบทความลงวารสารเมืองโบราณกว่า 200 ชิ้น ตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2517

    เรียนวรรณคดีมาก่อน

    ก่อนจะเป็นนักโบราณคดี ศรีศักรเริ่มต้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วจึงเปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยาที่ออสเตรเลีย

    ไม่ได้บอกว่าจารึกปลอม

    ศรีศักรเสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งต่างจากข้อเสนอของพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Srisakra Vallibhotama, Fukuoka Prize 2007 (Award Citation)
    2. ศรีศักร วัลลิโภดม (ฐานข้อมูลนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทย ศมส.)
    3. SriSakara Vallibhotama (Anthropological Archives Database, SAC)
    4. บทความ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ในวารสารเมืองโบราณ
    5. 82 ปี ศรีศักร วัลลิโภดม (วารสารเมืองโบราณ)
    6. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. พ่อขุนรามคำแหง ไม่ได้ทำศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ แต่ทำขึ้นสมัยลิไทย (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ (มติชน)
    9. Opening minds with an ancient mandala (Bangkok Post)
    10. ปรานี ซาบซึ้งศรีศักรให้เกียรติ (มติชน)
    11. “ขอม” คือใคร? ศรีศักร วัลลิโภดม วิจารณ์ จิตร ภูมิศักดิ์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    12. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
    13. แอ่งอารยธรรมอีสาน อ้างใน GotoKnow

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ศรีศักร วัลลิโภดม
    จารึกพ่อขุนรามคำแหง Ram Khamhaeng Inscription 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons