หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • มนุษย์ยุคแรกในดินแดนไทย

    มนุษย์ยุคแรกในดินแดนไทย

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของนักล่าสัตว์และเก็บของป่าที่อาศัยตามเพิงผาและถ้ำในดินแดนไทยตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ในยุคที่ทะเลยังต่ำกว่าปัจจุบันมาก · ราว 40,000–4,000 ปีก่อน

    ยุคสมัยยุคหินเก่าตอนปลาย ต่อเนื่องถึงวัฒนธรรมโฮบินเหียน
    หลักฐานเก่าสุดที่ยอมรับกันกว้างขวางเพิงผาหลังโรงเรียน จ.กระบี่ ราว 39,000 ปีก่อนหรือเก่ากว่า
    การฝังศพเก่าแก่เพิงผาถ้ำลอด จ.แม่ฮ่องสอน ราว 13,640 ปีก่อน
    เครื่องมือเด่นเครื่องมือหินกะเทาะหน้าเดียวแบบสุมาตราลิธ
    สภาพแวดล้อมระดับทะเลต่ำกว่าปัจจุบันราว 120 เมตร ในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด
    ข้อถกเถียงสำคัญมนุษย์โฮโมอีเรกตัสที่ลำปาง และการเกษตรยุคแรกที่ถ้ำผีแมน

    แผ่นดินที่กว้างกว่าวันนี้

    หากย้อนกลับไปราว 20,000 ปีก่อน แผนที่ของภูมิภาคนี้จะดูต่างจากปัจจุบันมาก ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด น้ำจำนวนมหาศาลถูกกักเป็นแผ่นน้ำแข็งบนแผ่นดินทางซีกโลกเหนือ ระดับทะเลจึงลดลงต่ำกว่าวันนี้ราว 120 เมตร

    พื้นทะเลตื้นที่เรียกว่าไหล่ทวีปซุนดาโผล่ขึ้นมาเป็นผืนดินกว้างใหญ่ นักวิทยาศาสตร์เรียกแผ่นดินนี้ว่าซุนดาแลนด์ อ่าวไทยในเวลานั้นเป็นที่ราบมีแม่น้ำไหลผ่าน คาบสมุทรมลายูเชื่อมต่อกับเกาะสุมาตรา ชวา และบอร์เนียว สัตว์ใหญ่อย่างช้าง เสือ และแรดเดินข้ามไปมาได้

    หลังจากราว 18,000 ปีก่อน น้ำแข็งเริ่มละลายและทะเลค่อย ๆ รุกเข้ามา ผืนดินซุนดาแลนด์จมลงทีละน้อยจนถึงราว 7,000 ปีก่อน หลักฐานของคนที่เคยอยู่บนที่ราบต่ำเหล่านั้นจึงอาจจมอยู่ใต้ทะเล สิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบได้ในวันนี้ส่วนใหญ่มาจากถ้ำและเพิงผาบนที่สูงซึ่งรอดพ้นจากน้ำทะเล

    มนุษย์ลำปาง หลักฐานที่ยังถกเถียง

    คำถามแรกที่หลายคนอยากรู้คือ มนุษย์กลุ่มแรกเข้ามาถึงดินแดนไทยเมื่อไร ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) มีการพบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากที่บ้านหาดปูได อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ผู้ค้นพบเสนอว่าเป็นของมนุษย์โฮโมอีเรกตัส อายุราว 500,000 ปี และเรียกกันว่ามนุษย์ลำปาง

    ชิ้นส่วนนี้เคยนำออกจัดแสดงร่วมกับเครื่องมือหินกะเทาะและกระดูกสัตว์ที่พบบริเวณเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอำเภอแม่ทะก็มีรายงานเครื่องมือหินที่อาจเก่าถึงหลายแสนปี

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการจำนวนมากยังไม่ยอมรับว่าหลักฐานเหล่านี้เชื่อถือได้ ปัญหาหลักคือการกำหนดอายุและบริบทของชั้นดินที่พบยังไม่ชัดเจนพอ ด้วยเหตุนี้ เรื่องมนุษย์โฮโมอีเรกตัสในเมืองไทยจึงยังเป็นคำถามเปิด ขณะที่หลักฐานของมนุษย์สมัยใหม่ในช่วงหลายหมื่นปีที่ผ่านมามีความหนักแน่นกว่ามาก

    เมื่ออ่าวไทยยังเป็นทุ่งกว้าง นักล่าสัตว์ยุคแรกได้จุดไฟในเพิงผาที่กระบี่และปางมะผ้ามาแล้วหลายหมื่นปี

    เพิงผาหลังโรงเรียนและถ้ำหมอเขียว ร่องรอยที่กระบี่

    หลักฐานเก่าแก่ที่มั่นคงที่สุดชิ้นหนึ่งมาจากเพิงผาหลังโรงเรียน ในหุบเขาแม่น้ำกระบี่ ดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas Anderson) นักโบราณคดีชาวอเมริกันขุดค้นที่นี่ในช่วง พ.ศ. 2526–2528 เขาพบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนสามชั้น มีอายุตั้งแต่ราว 27,000 ปีไปจนเก่ากว่า 43,000 ปีก่อน โดยชั้นที่มีร่องรอยคนชัดเจนเริ่มราว 39,000 ปีก่อน

    ในชั้นเหล่านั้นมีเตาไฟ เครื่องมือหินกะเทาะ และกระดูกสัตว์ แสดงว่าคนแวะมาพักและทำอาหารที่นี่ เพิงผาแห่งนี้สำคัญเพราะเป็นแหล่งแรกในไทยที่ให้ลำดับชั้นดินสมัยไพลสโตซีนซึ่งหาอายุด้วยถ่านได้ชัดเจน และมีชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนทับอยู่ด้านบน

    ไม่ไกลกันนักคือถ้ำหมอเขียว ในอำเภอเมืองกระบี่ ซึ่ง ศ.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะจากมหาวิทยาลัยศิลปากรขุดค้น ชั้นล่างสุดของแหล่งนี้มีอายุเก่ากว่า 25,800 ปี และพบโครงกระดูกมนุษย์ที่ถูกฝังไว้ในช่วงปลายสมัยไพลสโตซีน นับเป็นหลักฐานการฝังศพที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งในภาคใต้ของไทย

    ปางมะผ้า บ้านของนักล่าบนดอยสูง

    อีกฟากหนึ่งของประเทศ อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งรวมถ้ำและเพิงผาที่มีร่องรอยคนโบราณหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช จากมหาวิทยาลัยศิลปากรนำโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงสำรวจพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ โดยช่วง พ.ศ. 2541–2542 ทีมของเธอทำแผนที่และสำรวจถ้ำที่มีโลงไม้ราว 50 แห่ง

    ที่เพิงผาถ้ำลอด ทีมของ ศ.ดร.รัศมี ขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2544–2545 และ พ.ศ. 2549 พบว่าคนเริ่มใช้เพิงผานี้ตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน มีเตาไฟ ที่ทำเครื่องมือหิน และเครื่องมือหินอย่างน้อย 1,722 ชิ้น ที่สำคัญคือพบโครงกระดูกมนุษย์ฝังไว้สองระดับ ระดับล่างมีอายุราว 13,640 ปีก่อน และระดับบนราว 12,100 ปีก่อน

    โครงกระดูกที่เก่ากว่าเป็นของผู้หญิงอายุราว 25–35 ปี สูงราว 150 เซนติเมตร ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ทีมนักวิจัยที่มี ดร.ซูซาน เฮย์ส แห่งมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกับ ศ.ดร.รัศมี ได้จำลองใบหน้าของเธอขึ้นใหม่ และเรียกเธอว่าสตรีแห่งถ้ำลอด นักวิจัยเตือนว่าไม่ควรเรียกเธอว่าบรรพบุรุษของคนไทย เพราะเธอเป็นตัวแทนของผู้คนเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน ซึ่งเกิดก่อนการก่อตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ใด ๆ ในปัจจุบัน

    ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตรคือเพิงผาบ้านไร่ ซึ่งมีคนกลุ่มโฮบินเหียนอาศัยในช่วงราว 12,500–10,250 ปีก่อน และพบโครงกระดูกที่ฝังในท่างอตัว อายุราว 9,800 ปีก่อน แหล่งเดียวกันนี้ยังถูกใช้อีกครั้งในอีกหลายพันปีต่อมาเป็นที่วางโลงไม้

    ถ้ำผีแมนกับคำถามเรื่องการเกษตรยุคแรก

    ในช่วง พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966) เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester Gorman) นักศึกษาปริญญาเอกชาวอเมริกัน สำรวจเทือกเขาชายแดนไทย-พม่าและขุดค้นถ้ำแห่งหนึ่งในปางมะผ้า ฝรั่งเรียกถ้ำนี้ว่า Spirit Cave ส่วนคนไทยเรียกว่าถ้ำผีแมน ชั้นดินของถ้ำหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เก็บเรื่องราวของคนกลุ่มโฮบินเหียนในช่วงราว 12,000–7,000 ปีก่อน

    กอร์แมนพบเศษพืชหลายชนิด เช่น ถั่ว พริกไทย หมาก และกระจับ เขาเสนออย่างระมัดระวังว่าพืชเหล่านี้อาจชี้ถึงการใช้พืชปลูกที่เก่าแก่มาก แต่ก็ยอมรับว่ายังต้องพิสูจน์ต่อไป นักวิชาการบางคนในยุคนั้น เช่น วิลเฮล์ม โซลไฮม์ ไปไกลกว่านั้นและเสนอว่าการเพาะปลูกในภูมิภาคนี้อาจเริ่มขึ้นเร็วกว่าที่เคยเชื่อกันมาก

    การศึกษาต่อมาพบว่าเศษพืชทั้งหมดยังมีลักษณะเป็นพืชป่า ไม่มีร่องรอยการปรับปรุงพันธุ์ นักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเห็นว่าถ้ำผีแมนไม่ได้แสดงหลักฐานของการเกษตร คุณค่าของแหล่งนี้อยู่ที่การบอกเราว่านักล่าสัตว์หาของป่ารู้จักพืชและสัตว์ในป่าเขตร้อนอย่างลึกซึ้งเพียงใด

    โฮบินเหียน วัฒนธรรมของหินกรวดแม่น้ำ

    ชื่อโฮบินเหียนมาจากจังหวัดหว่าบิ่ญ (Hòa Bình) ทางเหนือของเวียดนาม นักโบราณคดีหญิงชาวฝรั่งเศส มาดแลน โกลานี (Madeleine Colani) ตีพิมพ์ผลการขุดค้นที่นั่นในปี พ.ศ. 2470 และที่ประชุมนักก่อนประวัติศาสตร์แห่งตะวันออกไกลครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 ได้ใช้งานของเธอเป็นฐานในการนิยามวัฒนธรรมนี้

    เครื่องมือที่เป็นเอกลักษณ์ของโฮบินเหียนเรียกว่าสุมาตราลิธ ช่างหินจะเลือกหินกรวดรูปรีจากลำธาร แล้วกะเทาะรอบด้านเดียวให้เกิดคม อีกด้านหนึ่งยังเป็นผิวหินเรียบตามธรรมชาติ ทำให้จับถนัดมือ เครื่องมือแบบนี้ใช้สับ ตัด และขูดได้หลายแบบ

    แหล่งโฮบินเหียนพบกระจายทั่วประเทศไทย ทั้งในปางมะผ้า กาญจนบุรี และกระบี่ ส่วนใหญ่เป็นเพิงผาหรือถ้ำในภูเขาหินปูนใกล้ลำธาร ช่วงเวลาของวัฒนธรรมนี้กินเวลายาวนานตั้งแต่ปลายสมัยไพลสโตซีนถึงกลางสมัยโฮโลซีน ในช่วงท้าย ๆ บางแหล่งเริ่มพบภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ซึ่งเป็นสัญญาณของยุคต่อไป

    ชีวิตประจำวันของคนยุคแรก

    คนยุคแรกในดินแดนไทยใช้ชีวิตแบบนักล่าสัตว์และเก็บของป่า พวกเขาเคลื่อนย้ายไปตามฤดูกาล แวะพักตามเพิงผาที่อยู่ใกล้น้ำ และกลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินในเพิงผาจึงสะสมเตาไฟ เศษกระดูก และเครื่องมือหินซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

    อาหารของพวกเขาหลากหลายมาก ที่ถ้ำผีแมนพบกระดูกกวางป่า หมูป่า ลิง และสัตว์อื่นอีกหลายชนิด ส่วนที่เพิงผาถ้ำลอดพบฟันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 2,000 ชิ้นจาก 31 กลุ่มชนิด นอกจากนี้ยังกินหอยน้ำจืด ปลา หอยทากบก ถั่ว และผลไม้ป่า ความรู้เรื่องพืชและสัตว์จึงเป็นทักษะสำคัญที่สุดของการเอาตัวรอด

    การฝังศพบอกเราว่าคนเหล่านี้มีความคิดเรื่องความตายและการระลึกถึงผู้จากไป ที่ถ้ำลอดมีของที่ฝังร่วมกับศพ เช่น เปลือกหอย หอยทาก พืช และสะเก็ดหิน ผู้ตายมักถูกจัดในท่างอตัว ประเพณีแบบนี้พบในหลายแหล่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาเดียวกัน

    จากนักล่าสัตว์สู่วัฒนธรรมโลงไม้

    คนกลุ่มโฮบินเหียนไม่ได้หายไปไหน พวกเขาอยู่ร่วมและผสมผสานกับคนกลุ่มใหม่ที่นำการปลูกข้าวและการปั้นหม้อเข้ามาในราว 4,000 ปีก่อน ในปางมะผ้า ร่องรอยของการผสมผสานนี้เห็นได้ชัดในวัฒนธรรมโลงไม้ ซึ่งผู้คนนำโลงไม้สักขุดเป็นรางไปวางไว้ในถ้ำสูง มีการสำรวจพบถ้ำที่มีโลงไม้ในปางมะผ้าราว 85 แห่ง

    วัฒนธรรมโลงไม้มีอายุราว 2,300–1,000 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยนานาชาติร่วมกับนักโบราณคดีไทยได้ถอดรหัสพันธุกรรมจากโครงกระดูก 33 คนในแหล่งโลงไม้ พบว่าคนเหล่านี้มีบรรพบุรุษผสมกันระหว่างกลุ่มนักล่าสัตว์โฮบินเหียน กับกลุ่มชาวนาที่เกี่ยวข้องกับลุ่มแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง

    ผลนี้สะท้อนเรื่องใหญ่ของประวัติศาสตร์ภูมิภาค คือผู้คนในดินแดนไทยเกิดจากการผสมผสานของหลายกลุ่มที่เข้ามาในหลายช่วงเวลา นักล่าสัตว์ยุคแรกจึงยังมีส่วนอยู่ในสายเลือดของผู้คนรุ่นหลัง และเรื่องราวของพวกเขาเป็นบทเปิดของเส้นทางยาวไกลสู่ชุมชนเกษตรกรรมในยุคหินใหม่

    ไทม์ไลน์

    • ราว 500,000 ปีก่อน (ข้อเสนอ): มนุษย์ลำปาง. ชิ้นส่วนกะโหลกที่เกาะคาถูกเสนอว่าเป็นโฮโมอีเรกตัส แต่ยังถกเถียงกันมาก
    • ราว 40,000 ปีก่อน: คนเริ่มใช้เพิงผาถ้ำลอดและเพิงผาหลังโรงเรียน. เตาไฟและเครื่องมือหินชุดแรกในภาคเหนือและภาคใต้
    • ราว 25,800 ปีก่อน: ถ้ำหมอเขียว. ชั้นล่างสุดเก่ากว่าช่วงนี้ พบการฝังศพสมัยไพลสโตซีน
    • ราว 20,000 ปีก่อน: ยุคน้ำแข็งถึงจุดสูงสุด. ทะเลต่ำกว่าปัจจุบันราว 120 เมตร อ่าวไทยเป็นแผ่นดิน
    • ราว 13,640 ปีก่อน: สตรีแห่งถ้ำลอด. หญิงคนหนึ่งถูกฝังที่เพิงผาถ้ำลอด ปางมะผ้า
    • ราว 12,000–7,000 ปีก่อน: ชุมชนโฮบินเหียนที่ถ้ำผีแมน. นักล่าสัตว์หาของป่าใช้ถ้ำและเก็บพืชป่าหลายชนิด
    • ราว 9,800 ปีก่อน: การฝังศพที่เพิงผาบ้านไร่. โครงกระดูกในท่างอตัวจากชั้นโฮบินเหียน
    • ราว 7,000 ปีก่อน: ทะเลขึ้นสูง. ซุนดาแลนด์จมใต้น้ำเกือบทั้งหมด
    • พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): กอร์แมนขุดค้นถ้ำผีแมน. จุดเริ่มต้นการถกเถียงเรื่องการเกษตรยุคแรก
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้นเพิงผาหลังโรงเรียน. แอนเดอร์สันพบชั้นไพลสโตซีนที่หาอายุได้ชัดเจน
    • พ.ศ. 2544–2545 (ค.ศ. 2001–2002): ขุดค้นเพิงผาถ้ำลอด. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรพบโครงกระดูกอายุกว่าหมื่นปี
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ถอดรหัสพันธุกรรมคนโลงไม้. พบการผสมผสานบรรพบุรุษนักล่าสัตว์และชาวนา

    รู้หรือไม่

    ชื่อหลังโรงเรียนมาจากไหน

    เพิงผาหลังโรงเรียนในกระบี่ได้ชื่อนี้เพราะตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้านจริง ๆ นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    ใบหน้าที่ฟื้นคืนจากหมื่นปี

    การจำลองใบหน้าสตรีแห่งถ้ำลอดใช้ข้อมูลเปรียบเทียบจากกะโหลกผู้หญิงหลายร้อยตัวอย่างจากหลายประเทศ ผลที่ได้คือใบหน้าของคนสมัยใหม่ทางกายวิภาค ที่มีโหนกแก้มสูงและขากรรไกรกว้าง

    ป่าเขตร้อนเก็บหลักฐานยาก

    ดินที่เป็นกรดและความชื้นสูงในเขตร้อนทำให้กระดูกและไม้ผุพังเร็ว หลักฐานของคนยุคแรกในไทยจึงรอดอยู่ได้ดีที่สุดในถ้ำหินปูน ซึ่งช่วยรักษาสภาพกระดูกไว้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter – Wikipedia
    2. Anderson, Cave archaeology in Southeast Asia, Asian Perspectives 44(1)
    3. Tham Lod rockshelter – Wikipedia
    4. Ban Rai rockshelter – Wikipedia
    5. Spirit Cave (Thailand) – Wikipedia
    6. มนุษย์โบราณ 13,000 ปี สตรีแห่งถ้ำลอด – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Stone Age woman had modern-looking face – Live Science
    8. Legacy of early man – Bangkok Post
    9. Genomic portrait of the Iron Age Log Coffin culture – Nature Communications
    10. Sundaland – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เมืองเสมา

    เมืองเสมา

    ภาพประกอบ: Muang Sema-002 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ริมลำตะคองที่มีพระนอนหินทรายยาวที่สุดในไทย และอาจเคยเป็นศูนย์กลางของรัฐศรีจนาศะ · ราวพุทธศตวรรษที่ 10–18

    ที่ตั้งตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ริมลำตะคอง
    ขนาดราว 1,700 x 1,500 เมตร มีเมืองชั้นในและชั้นนอก
    พระนอนหินทรายแดง ยาวราว 13.3 เมตร สูงราว 2.8 เมตร ที่วัดธรรมจักรเสมาราม
    จารึกบ่ออีกากล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ ด้านหนึ่งลง พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868)
    การขุดค้นกรมศิลปากร ช่วง พ.ศ. 2533–2542 และ พ.ศ. 2543–2544
    ยุคที่รุ่งเรืองราวพุทธศตวรรษที่ 12–15
    โบราณสถานที่ขึ้นหมายเลข11 แห่ง ในเมืองชั้นใน 6 ชั้นนอก 3 และนอกเมือง 2
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถานพ.ศ. 2495 โดยกรมศิลปากร

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองเสมาตั้งอยู่ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ริมลำตะคอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ตำแหน่งนี้อยู่ทางขอบตะวันตกของที่ราบสูงโคราช ใกล้ช่องทางที่เดินทางลงสู่ที่ราบภาคกลางได้

    ตัวเมืองมีผังค่อนข้างกลม ยาวราว 1,700 เมตร กว้างราว 1,500 เมตร ล้อมด้วยคันดินสูงราว 3–4 เมตร และคูน้ำกว้างราว 10–20 เมตร แบ่งเป็นเมืองชั้นในและชั้นนอก นักโบราณคดีถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองคูน้ำคันดินที่ใหญ่ที่สุดของที่ราบสูงโคราช

    ชื่อ "เสมา" เป็นชื่อที่ชาวบ้านรุ่นหลังเรียกขาน เพราะพบใบเสมาหินจำนวนมากในบริเวณนี้ ชื่อดั้งเดิมของเมืองในสมัยที่ยังรุ่งเรืองยังไม่มีใครรู้แน่

    หลักฐานสำคัญ

    • พระนอนหินทราย: พระพุทธไสยาสน์หินทรายสมัยทวารวดี ยาวราว 13 เมตร เก่าแก่ที่สุดในไทย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดธรรมจักรเสมาราม อำเภอสูงเนิน) ดูภาพถ่ายจริง
    • ธรรมจักรศิลา: ธรรมจักรหินทรายที่พบในวัดเดียวกัน สัญลักษณ์การแสดงปฐมเทศนา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดธรรมจักรเสมาราม) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกบ่ออีกา: จารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ หลักฐานรัฐโบราณในอีสาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ซากเมืองและพระนอนเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมานาน ต่อมากรมศิลปากรเข้ามาสำรวจและขุดค้นอย่างเป็นระบบในช่วง พ.ศ. 2533–2542 พบแหล่งโบราณคดีรวม 11 แห่งภายในเมือง

    ในช่วง พ.ศ. 2543–2544 สำนักงานโบราณคดีของกรมศิลปากรที่นครราชสีมาขุดค้นเพิ่มเติม พบโครงกระดูกมนุษย์ 53 โครง ในจำนวนนี้เป็นเด็กและทารกถึง 30 โครง ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนยุคพุทธศาสนาจะแพร่เข้ามา

    จากหลักฐานทั้งหมด นักโบราณคดีแบ่งการอยู่อาศัยเป็นสามช่วงใหญ่ ช่วงแรกราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 ช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9 และช่วงที่อิทธิพลเขมรเพิ่มขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 9–12 ก่อนเมืองจะร้างไปหลังพุทธศตวรรษที่ 18

    พระนอนหินทรายริมลำตะคองหลับพระเนตรมาเป็นพันปี ขณะที่ชื่อเดิมของเมืองยังเป็นปริศนา

    ผังเมืองและโบราณสถาน 11 แห่ง

    กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองเสมาเป็นโบราณสถานตั้งแต่ พ.ศ. 2495 แต่การทำงานภาคสนามอย่างจริงจังเริ่มใน พ.ศ. 2533 ด้วยการสำรวจ ทำแผนผัง ปักหมุด และขุดหลุมทดสอบ จากนั้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน พ.ศ. 2542 จึงขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานรวม 9 หลัง

    นักโบราณคดีให้หมายเลขโบราณสถานไว้ 11 แห่ง หกแห่งอยู่ในเมืองชั้นใน สามแห่งอยู่ในเมืองชั้นนอก และอีกสองแห่งอยู่นอกคูเมือง คือพระนอนที่วัดธรรมจักรเสมารามกับเจดีย์บ้านแก่นท้าว การที่ศาสนสถานกระจายอยู่ทั้งในและนอกเมืองบอกว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้รวมอยู่จุดเดียว

    ในเมืองชั้นใน โบราณสถานหมายเลข 2 เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 หมายเลข 3 เป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมคู่กับวิหาร หมายเลข 4 เป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และหมายเลข 5 เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งล้วนเป็นงานอิฐในวัฒนธรรมทวารวดี ส่วนโบราณสถานหมายเลข 1 ที่บริเวณบ่ออีกาต่างออกไป เพราะเป็นปราสาทแบบเขมรมีวิหารขนาบสองข้าง สร้างขึ้นเพื่อศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายในช่วงหลัง

    ในเมืองชั้นนอกมีอาคารทรงปราสาทขนาดราว 9.6 x 9.6 เมตร เจดีย์ฐานกลมกว้างราว 7.7 เมตร และวิหารขนาดเล็กราว 4.1 x 8.1 เมตร ผังแบบนี้ทำให้เห็นว่าเมืองขยายออกไปเป็นชั้น ๆ และมีการสร้างศาสนสถานใหม่ทับซ้อนกับของเดิมตลอดหลายร้อยปี

    ชีวิตผู้คนจากหลุมฝังศพ

    การขุดค้นของสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา ใน พ.ศ. 2543–2544 พบโครงกระดูก 53 โครงจากหลุมขุดค้นสองหลุม นักมานุษยวิทยากายภาพแยกได้ว่าเป็นเด็กและทารก 30 โครง ผู้ใหญ่เพศชาย 11 โครง เพศหญิง 12 โครง และอีกหนึ่งโครงระบุเพศไม่ได้ หลุมฝังศพกลุ่มนี้จัดอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนเมืองจะรับพุทธศาสนา

    ตัวเลขนี้บอกเรื่องชีวิตประจำวันได้มาก อัตราการตายของทารกและเด็กสูงกว่าผู้ใหญ่ราว 1.3 เท่า และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เสียชีวิตเมื่ออายุราว 20–35 ปี ผู้ชายสูงเฉลี่ยราว 164–169 เซนติเมตร ผู้หญิงราว 155–162 เซนติเมตร

    กระดูกและฟันยังเก็บร่องรอยความเจ็บป่วยไว้ เช่น ฟันผุ ฟันหลุดก่อนตาย ข้อเสื่อม และร่องรอยที่อาจเกิดจากภาวะโลหิตจางเรื้อรังหรือกระดูกอ่อน ฟันหน้าหลายซี่เป็นรูปพลั่ว ซึ่งพบบ่อยในประชากรเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพรวมจึงเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่ชีวิตไม่ง่าย โดยเฉพาะในวัยเด็ก

    สิ่งที่พบ

    หลักฐานที่โด่งดังที่สุดคือพระนอนหินทรายที่วัดธรรมจักรเสมาราม สร้างจากหินทรายแดงหลายก้อนเรียงต่อกันตามแนวเหนือใต้ องค์พระยาวราว 13.3 เมตร สูงราว 2.8 เมตร นอนตะแคงขวา พระเศียรหันไปทางทิศใต้ ถือเป็นพระนอนหินทรายที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

    ที่วัดเดียวกันยังมีธรรมจักรหินทราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะทวารวดี ธรรมจักรชิ้นนี้น่าสนใจเพราะเป็นชิ้นเดียวที่รู้จักบนที่ราบสูงโคราช ขณะที่ในภาคกลางพบมากกว่าสี่สิบชิ้น

    ในเมืองยังพบฐานศาสนสถานอิฐสมัยทวารวดี ใบเสมาหลายชิ้นที่ยังปักล้อมอาคารซึ่งอาจเคยเป็นอุโบสถ และศาสนสถานแบบเขมรในยุคหลัง ห่างออกไปทางตะวันออกราว 6 กิโลเมตรมีปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขก ซึ่งเป็นศิลปะเขมรราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15

    จารึกบ่ออีกาและรัฐศรีจนาศะ

    จารึกบ่ออีกาเป็นศิลาจารึกหินทรายแดง พบที่บ้านบ่ออีกา ตำบลเสมา จารึกด้วยอักษรขอมโบราณเป็นภาษาสันสกฤตและเขมร ด้านหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะที่ถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่หมู่สงฆ์ อีกด้านหนึ่งลงมหาศักราช 790 ตรงกับ พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868) กล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำและสรรเสริญพระศิวะ

    จารึกนี้แสดงว่าในพื้นที่เดียวกันมีทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อยู่ร่วมกัน และเป็นหลักฐานแรกที่ระบุชื่อรัฐศรีจนาศะ ต่อมายังพบจารึกอีกหลักลง พ.ศ. 1514 ในเมืองเสมา ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งกัมพูชา แสดงว่าอำนาจเขมรขยายมาถึงลุ่มน้ำมูลตอนบนแล้ว

    ศรีจนาศะในจารึกหลักอื่น

    นอกจากจารึกบ่ออีกา ชื่อศรีจนาศะยังปรากฏในจารึกที่พบไกลออกไปถึงพระนครศรีอยุธยา คือจารึกศรีจนาศะที่พบแถวสะพานชีกุน ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) จารึกนี้สรรเสริญพระศิวะและพระนางปารวตี และไล่รายพระนามกษัตริย์ต่อกันหลายรัชกาล เริ่มจากพระเจ้าภคทัตต์ ต่อมาคือพระเจ้าสุนทรปรากรม พระเจ้าสุนทรวรมัน พระเจ้านรปติสิงหวรมัน และพระเจ้ามังคลวรมันผู้เป็นพระอนุชา

    จารึกหลักนี้ทำให้เห็นว่าศรีจนาศะมีราชวงศ์สืบต่อกันมาหลายชั่วคน และอย่างน้อยในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ผู้ปกครองนับถือพระศิวะ แต่การที่จารึกไปพบที่อยุธยาก็เปิดคำถามว่าศิลาถูกเคลื่อนย้ายมาภายหลัง หรืออำนาจของศรีจนาศะแผ่ไปถึงที่ราบภาคกลางจริง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทาเครุ โฮชิโน เสนอว่าศูนย์กลางอาจเคยย้ายไปทางลุ่มน้ำป่าสัก

    ในเมืองเสมาเองยังพบจารึกที่ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971) ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งกัมพูชาและพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ นักวิชาการหลายท่านจึงเห็นว่าราวช่วงนี้ศรีจนาศะถูกผนวกเข้ากับอำนาจของเมืองพระนครไปแล้ว ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอแนวคิดอีกทางว่าเมืองเสมาอาจเป็นเมืองราดที่กล่าวถึงในจารึกสุโขทัย ซึ่งยังเป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

    ข้อถกเถียง

    คำถามใหญ่คือศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ที่ไหน นักวิชาการกลุ่มหลัก เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่ในลุ่มน้ำมูลตอนบนรอบเมืองเสมา เพราะจารึกบ่ออีกาพบที่นี่ แต่ ดร.ธิดา สาระยา และนักวิชาการญี่ปุ่นอย่างทาเครุ โฮชิโน เสนอว่าศูนย์กลางอาจอยู่ที่ศรีเทพในลุ่มน้ำป่าสัก ส่วนบางท่านมองว่าเสมากับศรีเทพอาจเป็นเมืองในเครือข่ายเดียวกัน หลักฐานยังมีน้อยเกินกว่าจะตัดสินได้

    อีกเรื่องคืออายุของพระนอน แหล่งข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงสื่อมวลชน ระบุว่าพระนอนสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 หรือพุทธศตวรรษที่ 12–13 และเรียกว่าพระนอนที่เก่าที่สุดในไทย แต่บางแหล่งกำหนดจากรูปแบบศิลปะว่าอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งผสมศิลปะทวารวดีกับศิลปะพื้นเมือง ความยาวที่รายงานก็ต่างกันเล็กน้อยตามวิธีวัด

    นอกจากนี้ยังมีความเชื่อแพร่หลายว่าเมืองนครราชสีมาเกิดจากการรวมเมืองเสมากับเมืองโคราช นักวิชาการบางท่านแย้งว่าไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าโคราชเคยเป็นเมืองโบราณแยกต่างหาก และบริเวณนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตเมืองเสมามากกว่า

    การค้นพบใต้พระนอนเมื่อ พ.ศ. 2568

    ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) กรมศิลปากรขุดรอบฐานพระนอนเพื่อแก้ปัญหาความชื้นใต้ดินที่ทำให้หินทรายเสื่อม ระหว่างงานอนุรักษ์ นักโบราณคดีพบภาชนะดินเผาฝังอยู่ลึกราว 1.3 เมตร ภายในบรรจุเครื่องประดับขนาดเล็ก 33 ชิ้น ทั้งแหวนทอง ตุ้มหูเงิน และเครื่องประดับสำริด

    ต่อมาวันที่ 30 เมษายน ยังพบแผ่นโลหะดุนลายเพิ่มเติม แผ่นหนึ่งเป็นทองขนาดราว 8 x 12.5 เซนติเมตร ดุนเป็นรูปพระพุทธรูปประทับนั่งบนฐานบัว อีกแผ่นเป็นโลหะผสมตะกั่วและดีบุก ดุนรูปพระพุทธรูปยืนมีผู้ติดตาม ซึ่งมีรูปแบบใกล้ศิลปะทวารวดี นอกจากนี้ยังพบกองดินที่มีแผ่นโลหะบาง ๆ ฝังอยู่หลังพระเศียร

    กรมศิลปากรประกาศผลเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 และนำโบราณวัตถุไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ของเหล่านี้น่าจะเป็นของที่ผู้ศรัทธาฝังไว้เพื่ออุทิศถวายในช่วงสร้างหรือบูรณะพระนอน จึงอาจช่วยให้กำหนดอายุพระนอนได้แม่นยำขึ้นในอนาคต และยังแสดงว่าเครื่องประดับและแผ่นทองดุนลายแบบนี้มีความคล้ายกับของที่พบในแหล่งภาคใต้

    ปัจจุบัน

    พระนอนที่วัดธรรมจักรเสมารามยังเป็นที่เคารพของชาวบ้านและผู้มาเยือน องค์พระตั้งอยู่กลางแจ้งใต้หลังคาคลุม ในบางปีเคยถูกน้ำท่วมสูงถึงครึ่งองค์เมื่อฝนตกหนัก

    ซากคันดิน คูน้ำ และฐานศาสนสถานในเมืองเสมาอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้มาเยือนสามารถชมพระนอน ธรรมจักร และโบราณสถานในตัวเมือง แล้วเดินทางต่อไปยังปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขกที่อยู่ไม่ไกล

    พิกัดและการนำทาง

    พระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม อ.สูงเนิน
    พิกัด 14.916745, 101.793683 (14°55′00.3″N 101°47′37.3″E)

    จุดนี้คือพระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม ตัวเมืองโบราณเสมาอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 750 เมตร

    ตัวเมืองโบราณเสมา: 14.922442, 101.797828

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองเสมาอยู่ในตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ชมพระนอนหินทรายและธรรมจักรได้ที่วัดธรรมจักรเสมาราม และชมคันดิน คูน้ำ และฐานโบราณสถานในตัวเมืองโบราณซึ่งกรมศิลปากรดูแล ใกล้กันมีปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองแขก

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 9–10 (ค.ศ. 4–5): ชุมชนแรกเริ่ม. ผู้คนตั้งถิ่นฐานริมลำตะคอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. 6–9): ยุคทวารวดี. สร้างศาสนสถานพุทธ ใบเสมา และธรรมจักร
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–15: สร้างพระนอนหินทราย. อายุพระนอนยังกำหนดต่างกันตามแหล่งข้อมูล
    • พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868): จารึกบ่ออีกา. จารึกด้านหนึ่งลงศักราชนี้ กล่าวถึงศรีจนาศะและศิวลึงค์ทองคำ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. จารึกที่พบในอยุธยาไล่รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะห้ารัชกาล
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): อิทธิพลเขมร. จารึกเมืองเสมากล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 15: ปราสาทโนนกู่และเมืองแขก. สร้างศาสนสถานแบบเขมรทางตะวันออกของเมือง
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 18: เมืองร้าง. การอยู่อาศัยในเมืองเสมาสิ้นสุดลง
    • พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองเสมา
    • พ.ศ. 2533–2542 (ค.ศ. 1990–1999): สำรวจและขุดแต่ง. ทำผัง ขุดทดสอบ และบูรณะโบราณสถาน 9 หลังใน พ.ศ. 2542
    • พ.ศ. 2543–2544 (ค.ศ. 2000–2001): ขุดพบโครงกระดูก. พบโครงกระดูกมนุษย์ 53 โครง เป็นเด็กและทารก 30 โครง
    • 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): น้ำท่วมพระนอน. น้ำป่าไหลบ่าท่วมพระนอนสูงราวครึ่งองค์
    • เมษายน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): พบของมีค่าใต้พระนอน. พบภาชนะบรรจุเครื่องประดับ 33 ชิ้นและแผ่นทองดุนรูปพระพุทธรูป

    รู้หรือไม่

    ธรรมจักรหนึ่งเดียวบนโคราช

    ธรรมจักรที่เมืองเสมาเป็นชิ้นเดียวที่รู้จักบนที่ราบสูงโคราช

    พุทธกับพราหมณ์ในจารึกเดียว

    จารึกบ่ออีกาด้านหนึ่งพูดถึงการถวายทานแก่สงฆ์ อีกด้านพูดถึงศิวลึงค์ทองคำ

    ชื่อที่ชาวบ้านตั้ง

    ชื่อเมืองเสมามาจากใบเสมาที่พบมาก ไม่ใช่ชื่อในจารึกโบราณ

    สมบัติใต้ฐานพระนอน

    งานลดความชื้นใต้ฐานพระนอนใน พ.ศ. 2568 ทำให้พบแหวนทอง ตุ้มหูเงิน และแผ่นทองดุนรูปพระพุทธรูปที่ฝังไว้นับพันปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. เมืองเสมา – วิกิพีเดีย
    2. Sung Noen district – Wikipedia
    3. Canasapura – Wikipedia
    4. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน – ศิลปวัฒนธรรม
    5. ศรีเทพ-เสมา เมืองเครือข่าย – ศิลปวัฒนธรรม
    6. นครราชสีมา ไม่ได้มาจากโคราชและเมืองเสมา – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Thailand's oldest reclining Buddha flooded – Bangkok Post
    8. รายงานการวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ เมืองเสมา – ศมส.
    9. จารึกเมืองเสมา – ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศมส.
    10. Buried Buddhist treasures found in temple complex – HeritageDaily
    11. Thailand, rare Buddhist artifacts discovered – Finestre sull'Arte
    12. Thailand's oldest reclining Buddha flooded – SEAArch
    13. เมืองเสมา – วิกิพีเดีย (ฉบับเต็ม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองเสมา
    Muang Sema-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Muang Sema-2-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Muang Sema-1-HDR-pano · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองเสมา
    Wat Dhammachaksemaram-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เขาสามแก้ว ชุมพร

    เขาสามแก้ว ชุมพร

    ภาพประกอบ: Glass artifacts KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองท่ายุคเหล็กริมแม่น้ำท่าตะเภา จังหวัดชุมพร ที่ช่างจากอินเดีย ชาวพื้นเมือง และสินค้าจากจีนมาพบกันเมื่อราว 2,300 ปีก่อน · ราว พ.ศ. 143–643 (คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    ที่ตั้งตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ริมแม่น้ำท่าตะเภา
    ขนาดราว 52–55 เฮกตาร์ (ประมาณ 330 ไร่) ครอบคลุมเนินเขา 4 ลูก
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–1 ก่อน ค.ศ.
    การขุดค้นหลักคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2548–2552
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินและแก้ว เศษงานช่างโลหะ ภาชนะดินเผาอินเดียและจีนสมัยฮั่น กำแพงดิน
    ผู้ดูแลกรมศิลปากร
    อายุจากคาร์บอน-14ชั้นดินใต้กำแพงได้ค่าราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ.
    พื้นที่ภายในกำแพงราว 17 เฮกตาร์ ตามการประเมินของชาร์ลส์ ไฮแอม

    เนินเขาสี่ลูกริมแม่น้ำท่าตะเภา

    เขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร ไม่ไกลจากตัวเมืองชุมพรในปัจจุบัน ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งกระจายอยู่บนและรอบเนินเขาเตี้ย ๆ สี่ลูก ติดกับแม่น้ำท่าตะเภาซึ่งไหลออกสู่อ่าวไทย

    ชุมพรอยู่ตรงช่วงแคบของคาบสมุทร ใกล้กับคอคอดกระ จากที่นี่เดินทางข้ามเขาไปถึงฝั่งทะเลอันดามันได้ในระยะไม่ไกล ทำเลนี้ทำให้เขาสามแก้วกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้กับอ่าวเบงกอล พ่อค้าไม่ต้องแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูทั้งหมด แต่ขนสินค้าข้ามแผ่นดินแทน

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต: ลูกปัดแบบอินเดียที่บางส่วนผลิตในเมืองท่าแห่งนี้ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะสำริดดีบุกสูง: ภาชนะสำริดผนังบาง สะท้อนช่างโลหะฝีมือสูง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ชาวบ้านในพื้นที่พบลูกปัดหินและลูกปัดแก้วมานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขาย กรมศิลปากรเข้าสำรวจแหล่งนี้ในช่วงทศวรรษ 2520

    งานขุดค้นครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2548–2552 โดยคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) เป็นผู้นำฝ่ายฝรั่งเศส ทีมงานขุดหลุมทดสอบถึง 136 หลุมเพื่อทำแผนผังของเมือง

    ผลงานรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ Khao Sam Kaeo: An Early Port-City between the Indian Ocean and the South China Sea ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ถือเป็นรายงานที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับเมืองท่ายุคแรกในคาบสมุทรไทย

    บนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมแม่น้ำท่าตะเภา ช่างจากอินเดียเคยนั่งเจียลูกปัดข้างคนพื้นเมือง ขณะที่ไหจากจีนวางเรียงอยู่ในย่านเดียวกัน

    เมืองที่มีกำแพงและย่านต่าง ๆ

    เขาสามแก้วมีพื้นที่ราว 52–55 เฮกตาร์ ในจำนวนนี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาแน่นอย่างน้อย 35 เฮกตาร์ นักโบราณคดีพบกำแพงดินและคันดินทางด้านตะวันออก รวมทั้งโครงสร้างควบคุมน้ำ และลานดินขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกัน

    สิ่งที่น่าสนใจคือเมืองถูกแบ่งเป็นย่าน แต่ละย่านมีกำแพงดินล้อมรอบ และดูเหมือนแยกตามอาชีพ เช่น ย่านช่างและย่านพ่อค้า บนเนินที่ 3 และเนินที่ 4 พบภาชนะดินเผาจากต่างแดนหนาแน่นเป็นพิเศษ นักวิชาการจึงเสนอว่าเป็นย่านที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่

    ภาพที่ได้คือเมืองท่าที่มีการวางผังอย่างตั้งใจ มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงหมู่บ้านที่บังเอิญได้รับสินค้าจากเรือที่ผ่านมา

    ชั้นดิน การกำหนดอายุ และชีวิตประจำวัน

    ชาวเขาสามแก้วตั้งบ้านเรือนบนที่สูงของเนินเขา เพราะพื้นที่ต่ำริมแม่น้ำมักถูกน้ำท่วมเป็นระยะ ในชั้นดินที่อยู่อาศัยพบเตาไฟและหลุมเสาเรียงซ้อนกันหลายระดับ แสดงว่ามีการปลูกสร้างบ้านใหม่ทับที่เดิมหลายครั้ง ตัวบ้านเป็นเรือนไม้ จึงเหลือเพียงร่องรอยหลุมเสา ส่วนที่เชิงเนินที่ 1 พบลานดินขนาดใหญ่สองแห่งและซากสิ่งก่อสร้างพร้อมทางเดิน

    อายุของเมืองได้จากการหาค่าคาร์บอนกัมมันตรังสี ชั้นดินที่อยู่ใต้แนวกำแพงหลายช่วงมีเครื่องประดับแก้ว คาร์เนเลียน และอาเกต ซึ่งได้ค่าอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ. หรือราว พ.ศ. 143–343 จึงเชื่อได้ว่าการผลิตเครื่องประดับเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างกำแพง ชาร์ลส์ ไฮแอม ประเมินว่าพื้นที่ภายในกำแพงมีราว 17 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมดราว 52 เฮกตาร์

    หลักฐานการฝังศพที่ยืนยันได้มีเพียงแห่งเดียว คือภาชนะบรรจุกระดูกที่ขอบด้านเหนือของหุบที่ 3 ข้างในเป็นกระดูกที่ผ่านการเผาของเด็กสองคน อายุราว 11–15 ปี และ 0–2 ปี การที่พบหลุมศพน้อยมากทำให้ยังไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ของเมืองจัดการกับผู้ตายอย่างไร

    สิ่งที่พบ: งานช่างจากหลายแหล่ง

    เขาสามแก้วเป็นแหล่งผลิตของมีค่า ทีมขุดค้นพบเศษวัสดุจากการทำลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต การหลอมแก้ว และงานโลหะ รวมถึงก้อนสำริดเนื้อดีบุกสูงที่น่าจะผลิตเพื่อส่งออก หลักฐานการตีเหล็กพบได้ตั้งแต่ราว 200 ปีก่อน ค.ศ. นักวิชาการเห็นว่าเทคนิคบางอย่างเป็นแบบอินเดีย จึงเสนอว่ามีช่างชาวอินเดียมาทำงานอยู่ที่นี่

    ภาชนะดินเผามีทั้งแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากอินเดีย ไหทรงถังจากจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือสมัยราชวงศ์ฮั่น และภาชนะท้องถิ่นที่มีลวดลายคล้ายวัฒนธรรมซาหวิ่นห์ของเวียดนามกลาง นอกจากนี้ยังพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน หินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน และแก้วสีน้ำเงินโคบอลต์

    หลักฐานพืชก็บอกเรื่องการติดต่อได้เช่นกัน ทีมวิจัยพบถั่วเขียวที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย ข้าวที่ปลูกเลี้ยงแล้ว และข้าวฟ่างหางจิ้งจอก ส่วนรายงานท้องถิ่นกล่าวถึงลูกปัดที่มีอักษรพราหมีและชิ้นส่วนกลองมโหระทึกแบบดองซอนจากพื้นที่นี้ด้วย

    ตราประทับและชื่อของคนเมื่อ 2,200 ปีก่อน

    ในบรรดาของจากเขาสามแก้วและเขาเสกที่อยู่ใกล้เคียง มีตราประทับและลูกปัดหินจารึกอักษรพราหมีภาษาปรากฤตกลุ่มหนึ่ง อุเทน วงศ์สถิตย์ และคณะ ศึกษาของกลุ่มนี้และพบว่าส่วนใหญ่เป็นชื่อบุคคล กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน ค.ศ. เช่น โคมิตสะ ซึ่งแปลว่าตราของโคมิตะ และพมศโม ซึ่งตรงกับชื่อสันสกฤตพรหมศรมัน

    บางชื่อบอกศาสนาของเจ้าของได้ เช่น ศฆิยศ ซึ่งตรงกับคำว่าสังฆิยะ หมายถึงผู้นับถือพุทธศาสนา และพุทธเทวสะ ซึ่งพบที่เขาเสก ตราของอสิลสะมีสัญลักษณ์ธงพระอินทร์ ส่วนลูกปัดที่จารึกชื่อลตาและโสนะ ผู้ศึกษาตีความว่าโสนะเกี่ยวข้องกับทอง จึงอาจเป็นของคนในกลุ่มช่างทอง

    ที่น่าสนใจคือมีตราหลายชิ้นที่สะกดผิด เช่น ชื่ออนันทะที่วางเครื่องหมายผิดตำแหน่ง และลูกปัดที่สลักด้านหลังผิดไปจากด้านหน้า ผู้ศึกษาเห็นว่านี่เป็นงานของช่างท้องถิ่นที่ยังไม่คุ้นกับอักษรอินเดีย แปลว่ามีการสั่งทำตราในพื้นที่ ไม่ได้นำเข้ามาสำเร็จรูปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ของเหล่านี้ส่วนมากไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบตัวอักษรเป็นหลัก

    โลหะ หยก และทอง: โรงงานข้ามวัฒนธรรม

    งานโลหะที่เขาสามแก้วรวมเทคนิคจากหลายแหล่ง ช่างทำชามสำริดแบบมีปุ่มกลางด้วยสำริดเนื้อดีบุกสูง และหล่อก้อนสำริดเพื่อส่งออก แม่พิมพ์ก้อนโลหะแบบมีปุ่มชี้ไปทางเทคโนโลยีของเอเชียใต้ ขณะที่ของบางชิ้นสะท้อนประเพณีโลหะของเวียดนามและจีนสมัยฮั่น ในส่วนของเหล็ก วัตถุเหล็กที่พบกว่าครึ่งเป็นตะกรัน และในพื้นที่ไม่มีแหล่งแร่เหล็ก ช่างจึงต้องนำวัตถุดิบมาจากที่อื่นแล้วมาตีขึ้นรูปที่นี่

    หยกเนไฟรต์ที่พบมีทั้งชิ้นหยกที่ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมรอขึ้นรูปและแกนหินที่เหลือจากการเจาะ ผลวิเคราะห์ชี้ว่ามาจากแหล่งหินเฟิงเถียนในไต้หวัน การพบเศษจากการทำงานแบบนี้แปลว่าช่างที่เขาสามแก้วรับหยกดิบมาแปรรูปเอง นอกจากนี้ยังพบหินมัสโคไวต์สีเขียวที่มาจากเกาะมินโดโรในฟิลิปปินส์ด้วย

    เครื่องประดับทองก็มีลักษณะผสม ลูกปัดทองบางเม็ดหุ้มด้วยแผ่นทองบาง ลูกปัดทรงหลายเหลี่ยมคล้ายแบบที่พบในพม่า และจี้บางชิ้นคล้ายของที่ออกแก้วในเวียดนามใต้ ส่วนของจากโลกโรมันที่มาถึงภายหลังก็มี เช่น หัวแหวนคาร์เนเลียนสีเหลืองอ่อนรูปเทพมาร์สสวมหมวกเกราะถือหอก อายุราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3 แต่ไม่ทราบชั้นดินที่พบ

    เรื่องแก้วยังเป็นประเด็นที่นักวิชาการถกกันอยู่ ดุสซูบิเยอและกราตูซเสนอว่าแก้วโซดาอะลูมินาสูตรหนึ่งที่พบที่นี่ไม่พบในแหล่งอินเดียใต้และศรีลังกา เขาสามแก้วจึงอาจเป็นแหล่งผลิตแก้วหลักเสียเอง ข้อเสนอนี้ท้าทายความเชื่อเดิมว่าแก้วทั้งหมดมาจากอินเดีย

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    เขาสามแก้วเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย ในอดีตเคยเชื่อกันว่าคนพื้นเมืองรับอารยธรรมอินเดียผ่านพ่อค้าที่แวะมาเป็นครั้งคราว แต่หลักฐานที่นี่แสดงว่ามีช่างต่างชาติอยู่อาศัยระยะยาวและถ่ายทอดเทคนิคให้คนท้องถิ่น สินค้าที่ผลิตก็ทำตามรสนิยมของผู้ซื้อในหลายภูมิภาค ลูกปัดจากแหล่งในแถบนี้เดินทางไปไกลถึงฟิลิปปินส์

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันในบางประเด็น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าช่างอินเดียตั้งรกรากถาวรและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี อีกฝ่ายเห็นว่าการมองแบบนี้ให้น้ำหนักกับอินเดียมากเกินไป และเสนอว่าเป็นการผสมผสานที่คนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญเท่า ๆ กัน งานวิเคราะห์ส่วนผสมของแก้วบางชิ้นยังชี้ว่าอาจมีแหล่งผลิตแก้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง

    ซิง ชิว นักวิชาการด้านเศรษฐกิจโลกยุคโบราณ ยกข้อสังเกตของเบลลินาเองว่ายังไม่พบกองของเสียจากการผลิตหรือของใช้อินเดียที่หนาแน่นพอจะบอกว่ามีชุมชนชาวอินเดียตั้งถิ่นฐานอยู่ เขาจึงเสนอให้มองเป็นการผสมผสานที่ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่า แม้แต่ที่มาของดีบุกก็ยังสรุปไม่ตรงกัน เพราะงานช่วงแรกของทีมขุดค้นเสนอว่าโลหะนำเข้าจากอินเดีย ขณะที่งานรุ่นหลังเสนอว่าได้จากแหล่งท้องถิ่น

    เขาสามแก้วมีอายุร่วมสมัยกับบ้านดอนตาเพชรในกาญจนบุรี ทั้งสองแห่งจัดเป็นหลักฐานยุคแรกสุดของการติดต่อระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–2 ก่อน ค.ศ.

    เขาสามแก้วในวันนี้

    หลังคริสต์ศตวรรษที่ 1 กิจกรรมที่เขาสามแก้วลดลง เมืองท่าแห่งอื่นในคาบสมุทรเริ่มมีบทบาทแทน ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

    แหล่งโบราณคดีอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเปิดให้เข้าชมได้ ผู้มาเยือนจะเห็นสภาพเนินเขาและภูมิประเทศริมแม่น้ำ ส่วนโบราณวัตถุสำคัญศึกษาเพิ่มเติมได้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมืองชุมพร
    พิกัด 10.527200, 99.182000 (10°31′37.9″N 99°10′55.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเข้าชมได้ พื้นที่เป็นเนินเขาและสวน ไม่มีโบราณสถานขนาดใหญ่ให้เห็น ควรชมโบราณวัตถุและนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพรประกอบด้วย

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 143 (ค.ศ. ราว 400 ปีก่อน): เริ่มเป็นเมืองท่า. การอยู่อาศัยหนาแน่นเริ่มขึ้นบนเนินเขาทั้งสี่
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน): ผลิตเครื่องประดับก่อนสร้างกำแพง. ค่าคาร์บอน-14 จากชั้นดินใต้แนวกำแพง
    • ราว พ.ศ. 243 (ค.ศ. ราว 300 ปีก่อน): ถั่วเขียวจากอินเดีย. พืชที่ปลูกเลี้ยงในอินเดียเดินทางมาถึงคาบสมุทรไทย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 3–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน): ตราประทับอักษรพราหมี. ตราชื่อบุคคลภาษาปรากฤต เช่น โคมิตะ และพุทธเทวะ
    • ราว พ.ศ. 343 (ค.ศ. ราว 200 ปีก่อน): ตีเหล็กและหลอมแก้ว. หลักฐานการตีเหล็กและงานช่างหลายประเภท
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –1): ช่วงท้าย. กิจกรรมลดลง เมืองท่าแห่งอื่นมีบทบาทแทน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7–8 (ค.ศ. กลางคริสต์ศตวรรษที่ 2–ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3): หัวแหวนรูปเทพมาร์ส. ของแบบโรมันที่มาถึงหลังยุครุ่งเรือง ไม่ทราบชั้นดิน
    • ทศวรรษ 2520 (ค.ศ. ทศวรรษ 1980): กรมศิลปากรสำรวจ. แหล่งเป็นที่รู้จักจากลูกปัดที่ชาวบ้านพบ
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นไทย-ฝรั่งเศส. ขุดหลุมทดสอบ 136 หลุม ทำแผนผังเมืองท่า
    • พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006): บทความชุดแรกใน BEFEO. เผยแพร่ผลศึกษาแก้ว โลหะ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเขาสามแก้ว
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): งานวิเคราะห์โลหะ. บทความเสนอว่าเขาสามแก้วเป็นจุดรวมประเพณีโลหะข้ามเอเชีย
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรวมผลการศึกษาเขาสามแก้วฉบับสมบูรณ์

    รู้หรือไม่

    หยกจากไต้หวัน

    ที่เขาสามแก้วพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน แสดงว่าเครือข่ายการค้าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนกว้างไกลมาก

    ถั่วเขียวจากอินเดีย

    นักโบราณคดีพบเมล็ดถั่วเขียวสายพันธุ์ที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย การค้าจึงพาทั้งสินค้าและพืชอาหารข้ามทะเลมาด้วย

    เมืองที่แบ่งย่าน

    กำแพงดินภายในเมืองแบ่งพื้นที่เป็นย่านตามอาชีพและกลุ่มคน คล้ายย่านชาวต่างชาติในเมืองท่ายุคหลัง

    ตราที่สะกดผิด

    ตราประทับบางชิ้นจากเขาสามแก้วสะกดชื่อผิด นักวิชาการมองว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่กำลังหัดเขียนอักษรอินเดีย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khao Sam Kaeo (Wikipedia)
    2. Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula (NUS Press)
    3. Glover & Bellina: Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo, the earliest Indian contacts re-assessed
    4. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    5. GotoKnow: สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ภาคใต้
    6. ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
    7. Wongsathit et al.: Epigraphs on seals in Southern Thailand (JLC)
    8. Bead Research: Southeast Asia bibliography
    9. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เขาสามแก้ว ชุมพร
    KSK Site Map · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เขาสามแก้ว ชุมพร
    Bead Production KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เขาสามแก้ว ชุมพร
    Looting at KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ภาพประกอบ: Suryavarman II Angkor Wat 0869 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้สร้างนครวัด ผู้มีภาพขบวนเสียมกุกอยู่ในปราสาทของพระองค์ และมีเครือญาติปกครองดินแดนพนมรุ้ง · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656–1693 (ค.ศ. 1113–1150)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656–1693 (ค.ศ. 1113–1150)
    ราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีรากเหง้าในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย
    ศาสนาไวษณพนิกาย บูชาพระวิษณุเป็นหลัก
    ผลงานเด่นนครวัด บันทายสำเหร่ ธมมานนท์ เจ้าสายเทวดา และส่วนสำคัญของปราสาทพระวิหาร
    เชื่อมกับดินแดนไทยภาพสลักเสียมกุกและขบวนละโว้ที่นครวัด และนเรนทราทิตย์ผู้สร้างปรางค์ประธานพนมรุ้ง
    พระนามหลังสวรรคตบรมวิษณุโลก
    ชื่อเดิมของนครวัดวฺระวิษฺณุโลก หรือปรมวิษณุโลก
    ราชครูทิวากรบัณฑิต พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีราชาภิเษก

    ภูมิหลัง: เจ้าชายหนุ่มผู้ชิงบัลลังก์

    ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรเขมรแตกแยก มีผู้ปกครองหลายกลุ่มแย่งอำนาจกัน ราชวงศ์ที่ขึ้นมาครองเมืองพระนครในเวลานั้นคือราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีรากเหง้าอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย ในดินแดนที่เป็นอีสานของไทยทุกวันนี้

    เจ้าชายสุริยวรมันเป็นเชื้อสายของราชวงศ์นี้ ตามวิกิพีเดียภาษาไทย พระบิดาคือกษิตินทราทิตย์และพระมารดาคือนเรนทรลักษมี เมื่อพระชนมายุยังน้อย พระองค์ยกกำลังเข้าโค่นพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ซึ่งเป็นพระญาติผู้ใหญ่ แล้วขึ้นครองราชย์ราว พ.ศ. 1656 (ค.ศ. 1113)

    พิธีราชาภิเษกมีพราหมณ์ชื่อทิวากรบัณฑิตเป็นผู้ประกอบพิธี และมีการทำพิธีซ้ำอีกครั้งใน พ.ศ. 1662 (ค.ศ. 1119) หลังจากพระองค์รวบรวมอาณาจักรที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวได้

    ทิวากรบัณฑิต: พราหมณ์เบื้องหลังราชบัลลังก์

    บุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในช่วงต้นรัชกาลคือพราหมณ์ทิวากรบัณฑิต ซึ่งมีชีวิตอยู่ราว ค.ศ. 1040 ถึงราว ค.ศ. 1120 ท่านเป็นผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกให้กษัตริย์เขมรมาแล้วหลายพระองค์ก่อนหน้า การที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งยังทรงพระเยาว์ได้รับการรับรองจากพราหมณ์อาวุโสผู้นี้ จึงช่วยให้การยึดอำนาจจากพระญาติผู้ใหญ่ดูชอบธรรมในสายตาของชนชั้นนำ

    ข้อมูลประวัติของพระองค์ระบุว่าพระองค์ประสูติราว ค.ศ. 1094 หรือ 1098 หมายความว่าตอนขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1113 พระองค์มีพระชนมายุเพียงราว 15 ถึง 19 พรรษา บางแหล่งเล่าว่าพระองค์เข้าต่อสู้กับพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 โดยตรงและได้ชัยชนะ แต่รายละเอียดของเหตุการณ์มาจากจารึกที่เขียนยกย่องฝ่ายผู้ชนะ จึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง

    จารึกที่ปราสาทพระวิหารเล่าว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระราชทานสิ่งของมีค่าแก่ทิวากรบัณฑิต เช่น ฉัตรขาว ขันทองคำ และช้าง ส่วนพราหมณ์ผู้นี้ได้ถวายรูปพระศิวะนาฏราชทองคำไว้ที่ปราสาท และมีข้อมูลระบุว่าการสร้างนครวัดก็เกิดจากคำแนะนำของท่าน แสดงว่านักบวชในราชสำนักไม่ได้มีหน้าที่ทางพิธีกรรมอย่างเดียว แต่มีส่วนกำหนดโครงการใหญ่ของแผ่นดินด้วย

    ในขบวนทัพยาวเหยียดบนผนังนครวัด มีทหารกลุ่มหนึ่งที่จารึกเรียกว่าพวกสยาม เป็นหนึ่งในร่องรอยแรก ๆ ของชื่อที่วันหนึ่งจะกลายเป็นชื่อประเทศ

    นครวัด: ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ผลงานที่ทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือนครวัด ปราสาทที่สร้างถวายพระวิษณุ การก่อสร้างเริ่มในรัชกาลของพระองค์และน่าจะเสร็จหลังพระองค์สวรรคต พื้นที่ทั้งหมดราว 162.6 เฮกตาร์ และระเบียงคดมีภาพสลักนูนต่ำรวมพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางเมตร

    นครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางตะวันออก นักวิชาการบางคนตีความว่าปราสาทนี้อาจทำหน้าที่เป็นที่ประดิษฐานพระศพหรือพระอัฐิของกษัตริย์ด้วย

    น่าสนใจว่าไม่มีจารึกก่อตั้งที่ระบุว่าใครสร้างนครวัด นักวิชาการรู้ได้จากชื่อในภาพสลัก ซึ่งเรียกกษัตริย์ในภาพว่าบรมวิษณุโลก และเมื่อเทียบกับจารึกอื่น ๆ ก็สรุปได้ว่านี่คือพระนามหลังสวรรคตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    นอกจากนครวัด พระองค์ยังสร้างหรือสร้างต่อปราสาทอีกหลายแห่ง เช่น บันทายสำเหร่ ธมมานนท์ เจ้าสายเทวดา และบึงมาลา รวมทั้งส่วนสำคัญของปราสาทพระวิหารบนเทือกเขาพนมดงรัก

    แผนผังนครวัด: จักรวาลที่สร้างด้วยหิน

    นครวัดมีชื่อเดิมว่า วฺระวิษฺณุโลก หรือปรมวิษณุโลก แปลว่าที่ประทับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุ ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้างราว 190 เมตร ยาวรอบรวมกว่า 5 กิโลเมตร กำแพงชั้นนอกมีขนาดราว 1,024 x 802 เมตร ภายในเป็นระเบียงคดซ้อนกันสามชั้น ยกระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดปรางค์ประธานที่สูงจากพื้นดินราว 65 เมตร

    ปรางค์ห้ายอดที่เรียงแบบจุดศูนย์กลางและสี่มุม เป็นสัญลักษณ์ของยอดเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนของจักรวาล ส่วนคูน้ำรอบปราสาทแทนมหาสมุทรที่ล้อมโลกไว้ ผู้ที่เดินจากทางเข้าด้านตะวันตกไปยังปรางค์ประธานจึงเหมือนได้เดินทางจากโลกมนุษย์ขึ้นสู่สวรรค์ของพระวิษณุ

    หินทรายที่ใช้มาจากเทือกเขาพนมกุเลนซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร คาดว่าใช้หินราว 5 ถึง 10 ล้านก้อน แต่ละก้อนหนักได้ถึงราว 1.5 ตัน นักวิจัยพบร่องรอยคลองยาวราว 35 กิโลเมตร ที่น่าจะใช้ล่องหินจากแหล่งตัดมายังที่ก่อสร้าง

    แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าการก่อสร้างเริ่มราว พ.ศ. 1665 (ค.ศ. 1122) ส่วนการแล้วเสร็จยังเห็นต่างกัน บางแหล่งว่าเสร็จราวปีที่พระองค์สวรรคต บางแหล่งว่างานประดับบางส่วนยังทำต่อในรัชกาลถัดมา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าในวันวสันตวิษุวัตและศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงยอดปรางค์ประธานเมื่อมองจากทางเดินด้านตะวันตก ซึ่งนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าเป็นการออกแบบโดยตั้งใจ

    อ่านภาพสลักบนระเบียงคด

    ระเบียงคดชั้นนอกของนครวัดเป็นเหมือนหนังสือภาพยาวต่อเนื่องหลายร้อยเมตร ด้านตะวันตกเล่าเรื่องสงครามกรุงลงกาจากรามายณะ และสงครามทุ่งกุรุเกษตรจากมหาภารตะ ด้านเหนือแสดงชัยชนะของพระกฤษณะเหนืออสูรพาณะ

    ด้านตะวันออกมีภาพที่มีชื่อเสียงที่สุด คือการกวนเกษียรสมุทร เทวดาและอสูรช่วยกันดึงพญานาควาสุกิที่พันรอบเขามันทระ เพื่อกวนมหาสมุทรน้ำนมให้เกิดน้ำอมฤต โดยมีพระวิษณุอยู่ตรงกลางคอยควบคุม ภาพนี้สอดคล้องกับการที่ปราสาทสร้างถวายพระวิษณุ

    ด้านใต้มีสองเรื่อง ส่วนแรกเป็นขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งพระองค์ประทับบนแท่นที่ประดับงดงาม สวมมงกุฎยอดแหลม มีข้าราชบริพารถือฉัตรและพัด ข้อมูลประวัติของพระองค์ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่กษัตริย์เขมรถูกสลักเป็นภาพบุคคล ส่วนที่สองแสดงการพิพากษาวิญญาณ มีสวรรค์ 37 ชั้นและนรก 32 ขุม

    นอกจากภาพเล่าเรื่อง ผนังปราสาทยังมีรูปเทวดานางฟ้ายืนอยู่มากกว่า 1,700 รูป แต่ละรูปแต่งผม เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับไม่ซ้ำกัน นักวิชาการใช้รายละเอียดเหล่านี้ศึกษาแฟชั่นและเครื่องประดับของราชสำนักเขมรในพุทธศตวรรษที่ 17

    สงครามและการทูต

    พระองค์ทำสงครามบ่อยครั้ง ใน พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128) ทรงนำทัพราว 20,000 คนบุกไดเวียดในเวียดนามตอนเหนือแต่พ่ายแพ้ ปีต่อมาส่งเรือกว่า 700 ลำไปโจมตีชายฝั่ง และร่วมกับจามปาบุกไดเวียดอีกหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

    ใน พ.ศ. 1688 (ค.ศ. 1145) กองทัพเขมรบุกจามปาและยึดเมืองวิชัยได้ ส่วนการศึกครั้งสุดท้ายราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150) จบลงอย่างเลวร้าย เพราะทหารป่วยด้วยโรคระบาดระหว่างทาง

    ด้านการทูต พระองค์ฟื้นความสัมพันธ์กับราชสำนักซ่งของจีนใน พ.ศ. 1659 (ค.ศ. 1116) และส่งทูตอีกหลายครั้ง จนใน พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128) จักรพรรดิจีนยกย่องพระองค์ในฐานะประเทศราชคนสำคัญ

    บทบาทต่อดินแดนไทย: เสียมกุกและขบวนละโว้

    ภาพสลักที่ระเบียงคดด้านทิศใต้ของนครวัดเป็นภาพประวัติศาสตร์เพียงภาพเดียวในปราสาท แสดงขบวนแห่ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พร้อมขุนนางและกองทัพจากเมืองต่าง ๆ แต่ละกลุ่มมีจารึกสั้น ๆ บอกชื่อ

    กลุ่มหนึ่งมีจารึกว่า เนะ สยำ กุก ซึ่งแปลได้ว่า นี่คือพวกสยาม ทหารกลุ่มนี้แต่งกายต่างจากทหารเขมร นุ่งผ้ายาวมีชายพลิ้วเป็นริ้ว ภาพนี้จึงเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงคำว่าสยาม

    ในภาพเดียวกันยังมีขบวนจากละโว้แยกอยู่อีกกลุ่ม จารึกระบุว่านำโดยเจ้านายชื่อศรีชยสิงหวรมัน แสดงว่าในรัชกาลนี้ละโว้ยังอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนคร และพวกสยามในภาพเป็นคนละกลุ่มกับชาวละโว้

    คนสยามในภาพมาจากไหนยังเป็นข้อถกเถียง นักวิชาการตะวันตกยุคแรกเคยเชื่อว่ามาจากสุโขทัย ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในเวลานั้น จิตร ภูมิศักดิ์เสนอว่ามาจากลุ่มน้ำกก สุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่ามาจากแอ่งสกลนครและลุ่มน้ำโขง ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งโยงพวกเขากับลุ่มน้ำมูลแถบนครราชสีมา

    พนมรุ้งและนเรนทราทิตย์

    อีกจุดเชื่อมสำคัญกับดินแดนไทยอยู่ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์ประธานหินทรายสีชมพูที่เห็นในวันนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    จารึกที่พนมรุ้งกล่าวถึงนเรนทราทิตย์ เจ้านายในราชวงศ์มหิธรปุระผู้ปกครองดินแดนแถบนี้ และเป็นเครือญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่านเรนทราทิตย์เป็นผู้สร้างปรางค์ประธาน และภายหลังได้บำเพ็ญตนเป็นโยคีอยู่ที่พนมรุ้ง

    จารึกปราสาทพนมรุ้งหลักที่ 7 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต สรรเสริญความกล้าหาญและความรู้ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และกล่าวถึงสายตระกูลของพระองค์ แต่ข้อความบางด้านก็ยังไม่ชัดว่ายกย่องพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หรือนเรนทราทิตย์ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แน่นอนระหว่างทั้งสองจึงยังตีความต่างกันไป

    นครวัดหลังยุคผู้สร้าง

    ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามบุกเข้าปล้นเมืองพระนคร ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างราชธานีใหม่ที่นครธม นครวัดไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นวัดในพุทธศาสนา ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 มีการนำพระพุทธรูปเข้าไปประดิษฐานแทนรูปเคารพฮินดู และพระสงฆ์เถรวาทใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา

    นครวัดจึงมีผู้มาเยือนอยู่เสมอ ราว พ.ศ. 2129 (ค.ศ. 1586) นักบวชชาวโปรตุเกสชื่ออันโตนิโอ ดา มาดาเลนา บันทึกว่าได้เห็นปราสาทนี้ ใน พ.ศ. 2175 (ค.ศ. 1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นชื่อโมริโมโตะ อุกนดายุ คาซุฟุสะ จารึกไว้ว่ามาฉลองปีใหม่เขมรที่นี่ แต่ชื่อเสียงในโลกตะวันตกมาจากบันทึกการเดินทางของนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส อองรี มูโอต์ ที่มาเยือนราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860)

    ระหว่าง พ.ศ. 2155 ถึง 2175 (ค.ศ. 1612–1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นทิ้งจารึกไว้ที่นครวัดอย่างน้อย 14 แห่ง เพราะเชื่อว่าที่นี่คือสวนเชตวันของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันนครวัดเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกเมืองพระนครซึ่งกินพื้นที่ราว 400 ตารางกิโลเมตร และเคยอยู่ในบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตรายระหว่าง พ.ศ. 2535 ถึง 2547 (ค.ศ. 1992–2004)

    งานอนุรักษ์อย่างเป็นระบบเริ่มเมื่อสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO) ตั้งหน่วยอนุรักษ์เมืองพระนครใน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) ระหว่าง พ.ศ. 2529 ถึง 2535 (ค.ศ. 1986–1992) กรมสำรวจโบราณคดีอินเดียเข้ามาบูรณะ และตั้งแต่ พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) มีคณะกรรมการประสานงานนานาชาติดูแลการอนุรักษ์ร่วมกับหลายประเทศ รวมทั้งโครงการของเยอรมนีที่เน้นอนุรักษ์ภาพเทวดาและภาพสลักนูนต่ำ

    การสวรรคตและมรดก

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150) แต่บางแหล่งเสนอว่าอาจเร็วกว่านั้น รายละเอียดการสวรรคตไม่ชัดเจน อาจเกิดระหว่างการศึกครั้งสุดท้าย ผู้สืบราชสมบัติคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ผู้เป็นพระญาติ และเป็นพระบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    นครวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ภาพปราสาทนี้ยังอยู่บนธงชาติกัมพูชา สำหรับคนไทย รัชกาลนี้ให้หลักฐานชั้นต้นที่หายากว่าคนที่เรียกว่าสยามมีตัวตนอยู่แล้วในพุทธศตวรรษที่ 17 และยังช่วยอธิบายว่าทำไมปราสาทหินงดงามอย่างพนมรุ้งจึงเกิดขึ้นในอีสาน

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1656 (ค.ศ. 1113): ขึ้นครองราชย์. โค่นพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 มีทิวากรบัณฑิตทำพิธี
    • พ.ศ. 1657 (ค.ศ. 1114): ส่งอัญมณีถวายราชสำนักโจฬะ. ถวายพระเจ้ากุโลตตุงคะโจฬะที่ 1
    • พ.ศ. 1659 (ค.ศ. 1116): ฟื้นความสัมพันธ์กับจีน. ส่งคณะทูตไปราชสำนักซ่ง
    • พ.ศ. 1662 (ค.ศ. 1119): ราชาภิเษกซ้ำ. หลังรวบรวมอาณาจักรได้
    • ราว พ.ศ. 1665 (ค.ศ. 1122): เริ่มสร้างนครวัด (ตามบางแหล่ง). สร้างถวายพระวิษณุ
    • พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128): ยกทัพบุกไดเวียด. ทหารราว 20,000 คน แต่พ่ายแพ้
    • พ.ศ. 1672 (ค.ศ. 1129): ส่งเรือกว่า 700 ลำโจมตีไดเวียด. ไม่ประสบผล
    • พุทธศตวรรษที่ 17: นเรนทราทิตย์สร้างปรางค์ประธานพนมรุ้ง. เครือญาติในราชวงศ์มหิธรปุระ
    • พ.ศ. 1688 (ค.ศ. 1145): ยึดเมืองวิชัยของจามปา
    • ราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150): สวรรคต. ได้รับพระนามบรมวิษณุโลก
    • พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177): จามปาปล้นเมืองพระนคร. นำไปสู่การสร้างนครธม
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): อองรี มูโอต์ เยือนนครวัด. ทำให้โลกตะวันตกรู้จักปราสาทนี้
    • พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908): EFEO ตั้งหน่วยอนุรักษ์เมืองพระนคร. เริ่มงานอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): นครวัดเป็นมรดกโลก. ส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกเมืองพระนคร

    รู้หรือไม่

    ชื่อในภาพสลัก

    นักวิชาการรู้ว่าใครสร้างนครวัดจากพระนามบรมวิษณุโลกที่สลักกำกับภาพกษัตริย์ เพราะไม่มีจารึกก่อตั้งปราสาทหลงเหลือ

    สยามกับละโว้คนละขบวน

    ภาพสลักที่นครวัดแยกพวกสยามกับทหารละโว้ไว้คนละกลุ่ม แสดงว่าในพุทธศตวรรษที่ 17 คนเขมรมองว่าทั้งสองเป็นคนละพวกกัน

    กษัตริย์จากที่ราบสูงโคราช

    ราชวงศ์มหิธรปุระของพระองค์มีรากเหง้าในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย ผู้สร้างนครวัดจึงมีบรรพบุรุษจากดินแดนที่เป็นอีสานในปัจจุบัน

    ผู้แสวงบุญญี่ปุ่น

    ใน พ.ศ. 2175 (ค.ศ. 1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นชื่อโมริโมโตะ อุกนดายุ คาซุฟุสะ ทิ้งจารึกไว้ที่นครวัดว่ามาฉลองปีใหม่ที่นี่ ผู้แสวงบุญญี่ปุ่นยุคนั้นเชื่อว่านครวัดคือเชตวันมหาวิหารของพระพุทธเจ้า

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Suryavarman II (Wikipedia)
    2. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (วิกิพีเดีย)
    3. Angkor Wat (Wikipedia)
    4. เรารู้ได้ไงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นผู้สถาปนานครวัด (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. จารึกขบวนเกียรติยศที่ปราสาทนครวัด นอกจากเสียมกุก มีอะไรอีกบ้าง (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. เสียมกุก ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 7 (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
    8. ปราสาทพนมรุ้ง (วิกิพีเดีย)
    9. Phnom Rung Temple (Angkorpedia)
    10. Preah Vihear Temple (Wikipedia)
    11. Angkor (UNESCO World Heritage Centre)
    12. Ukondayu Kazufusa (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    SuryavarmanII01 · ไม่ระบุชื่อ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Suryavarman II – Talla en Madera · JoseAzcarate · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Suryavarman II in procession · Soham Banerjee · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Bas relief – Angkor Wat (6207856545) · Jorge Láscar from Australia · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Syam Kuk Mercenaries Bas Relief Angkor Wat · Bas-relief by 12th or century artist. Photo by Artanisen · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Angkor Wat bas-reliefs (9730969164) · Gary Todd from Xinzheng, China · CC0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Siamese Mercenaries Angkor Wat 0876 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ธรรมจักรทวารวดี

    ธรรมจักรทวารวดี

    ภาพประกอบ: Thailandia, ruota della legge (dharmacakra), prov. ignota, arte dvaravati, viii-ix sec · sailko · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    วงล้อหินขนาดใหญ่ที่ตั้งบนเสาสูงหน้าศาสนสถาน สัญลักษณ์ของปฐมเทศนา และงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)

    ความหมายวงล้อแห่งธรรม สัญลักษณ์ของการแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
    วัสดุหินทรายและหินปูน สลักเป็นวงล้อ ตั้งบนเสาและฐาน
    แหล่งพบหลักภาคกลาง โดยเฉพาะนครปฐม อู่ทอง และลพบุรี
    ชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดธรรมจักรพร้อมเสาและฐานจากเมืองโบราณอู่ทอง สูงรวมกว่า 4.4 เมตร
    ของคู่กันกวางหมอบ ซึ่งสื่อถึงป่ากวางที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรก
    จารึกบางชิ้นมีจารึกภาษาบาลีด้วยอักษรปัลลวะ จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

    วงล้อที่เริ่มหมุน

    ตามเรื่องเล่าในพุทธประวัติ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี และแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า เนื้อหาของปฐมเทศนาคืออริยสัจสี่และทางสายกลาง ชาวพุทธเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการหมุนวงล้อแห่งธรรม

    พระสูตรที่บันทึกเรื่องนี้มีชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าพระสูตรว่าด้วยการทำให้ธรรมจักรหมุนไป วงล้อจึงกลายเป็นภาพแทนคำสอนที่เริ่มเคลื่อนออกไปสู่โลก

    ในยุคแรกของพุทธศาสนาในอินเดีย ช่างมักไม่สร้างรูปพระพุทธเจ้าในร่างมนุษย์ แต่ใช้สัญลักษณ์แทน เช่น รอยพระบาท ต้นโพธิ์ และวงล้อธรรมจักร ประเพณีการตั้งวงล้อบนยอดเสาก็มีมาตั้งแต่เสาของพระเจ้าอโศกในพุทธศตวรรษที่ 3

    รูปแบบของธรรมจักรทวารวดี

    ธรรมจักรทวารวดีเป็นแผ่นหินสลักเป็นรูปวงล้อตั้งตรง มีดุมอยู่ตรงกลาง ซี่ล้อแผ่ออกเป็นรัศมี และขอบล้อด้านนอก ช่องระหว่างซี่ล้อมักเจาะทะลุ ทำให้วงล้อดูโปร่งเบาแม้จะเป็นหินหนัก ด้านล่างมีเดือยสำหรับเสียบลงบนเสาหรือฐาน

    ขอบล้อนิยมสลักลวดลายประดับ เช่น ลายดอกไม้กลมสลับกับลายข้าวหลามตัด และลายเปลวไฟที่ขอบนอกสุด ลวดลายเหล่านี้หลายแบบมีต้นเค้ามาจากศิลปะอินเดีย

    ธรรมจักรจากวัดเสน่หา นครปฐม ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สูง 106 เซนติเมตร ไม่รวมเดือย และกว้าง 88 เซนติเมตร ส่วนธรรมจักรอีกชิ้นจากภาคกลางที่เคยให้พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนในนิวยอร์กยืมไปจัดแสดง สูงราว 124 เซนติเมตร และหนักกว่า 900 กิโลกรัม

    วงล้อหินบนยอดเสาสูง บอกผู้มาเยือนเมื่อพันปีก่อนว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เริ่มหมุนมาถึงดินแดนนี้แล้ว

    เสาสูงหน้าศาสนสถาน

    ธรรมจักรส่วนใหญ่ถูกพบแยกชิ้นจากเสาและฐาน จึงเคยมีคำถามว่าแต่เดิมตั้งอยู่อย่างไร คำตอบที่ชัดที่สุดมาจากเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ขุดพบธรรมจักรพร้อมเสาและฐานจากบริเวณเจดีย์ กรมศิลปากรถือว่าเป็นธรรมจักรบนเสาที่สมบูรณ์ที่สุดที่พบในไทย

    เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน ธรรมจักรอู่ทองสูงรวมกว่า 440 เซนติเมตร ทุกวันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จัดแสดงไว้ในแนวตั้งด้วยโครงเหล็กพิเศษ ให้ผู้ชมเห็นทั้งวงล้อ เสา และฐานพร้อมกัน

    หลักฐานนี้สนับสนุนความเห็นว่าในสมัยทวารวดี ธรรมจักรถูกตั้งบนเสาสูงไว้หน้าศาสนสถาน ผู้คนที่เดินเข้ามาจะเห็นวงล้อหินลอยอยู่เหนือศีรษะ เป็นเครื่องหมายบอกว่าที่นี่คือพื้นที่ของพระธรรม

    พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนชี้ว่ารูปแบบวงล้อขนาดใหญ่บนเสาเช่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะในรัฐอานธรประเทศ ทางใต้ของอินเดีย แต่ในพุทธศาสนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่พบประเพณีแบบนี้ที่ใดนอกจากดินแดนมอญในประเทศไทย

    กวางหมอบและจารึกบนวงล้อ

    ธรรมจักรหลายแห่งพบคู่กับประติมากรรมกวางหมอบ กวางเป็นตัวแทนของมฤคทายวัน ซึ่งแปลว่าป่าที่ให้อภัยแก่กวาง สถานที่แสดงปฐมเทศนา บางแห่งกวางอาจถูกวางไว้ที่มุมของแท่นบนยอดเสา ใต้วงล้อพอดี ภาพรวมจึงเล่าเหตุการณ์ปฐมเทศนาได้โดยไม่ต้องมีรูปพระพุทธเจ้าเลย

    ธรรมจักรบางชิ้นมีจารึกด้วย เช่น ธรรมจักรจากวัดเสน่หา มีข้อความภาษาบาลีเขียนด้วยอักษรปัลลวะ คัดมาจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ส่วนที่เมืองโบราณซับจำปา จังหวัดลพบุรี พบเสาแปดเหลี่ยมจารึกภาษาบาลีด้วยอักษรหลังปัลลวะ มีคาถาเย ธมฺมา และข้อความเกี่ยวกับอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นหัวใจของปฐมเทศนาเช่นกัน

    การใช้ภาษาบาลีในจารึกเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกว่าพุทธศาสนาที่ใช้คัมภีร์ภาษาบาลีมีบทบาทในดินแดนทวารวดีมาตั้งแต่เมื่อพันกว่าปีก่อน

    ทำไมต้องเป็นวงล้อ

    นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าในสมัยที่ธรรมจักรทวารวดีถูกสร้าง ซึ่งราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 ช่างในอินเดียและที่อื่น ๆ นิยมสร้างพระพุทธรูปกันแล้ว การที่ชาวทวารวดียังสร้างวงล้อขนาดใหญ่จึงน่าสนใจ บางคนเห็นว่าเป็นการสืบทอดประเพณีเก่าแก่ที่ได้รับมาจากอินเดียใต้ บางคนเห็นว่าเป็นการเลือกที่สะท้อนความนิยมของชุมชนท้องถิ่นเอง

    โรเบิร์ต บราวน์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอเมริกัน เขียนหนังสือเรื่องธรรมจักรทวารวดีในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) โดยศึกษาวงล้อร่วมกับกวางหิน พระพุทธรูป และสถูป แล้วเทียบกับศิลปะเขมรและอินเดีย เพื่อหาคำตอบว่าวัฒนธรรมอินเดียถูกรับเข้ามาและปรับใช้ในอุษาคเนย์อย่างไร

    นอกจากความหมายทางพุทธศาสนาแล้ว วงล้อยังเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันกว้างขวางในอินเดีย ทั้งเป็นเครื่องหมายของพระจักรพรรดิผู้ปกครองโลกและเป็นอาวุธของพระวิษณุ จักรสำริดขนาดเล็กที่พบที่เขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี พ.ศ. 2560 ก็ทำให้นักวิชาการถกเถียงกันว่าเป็นของในศาสนาพุทธหรือไวษณพนิกาย

    ชมธรรมจักรได้ที่ไหน

    ธรรมจักรทวารวดีพบมากที่สุดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำท่าจีน บางแห่งบนที่ราบสูงโคราชก็พบด้วย เช่น ที่เมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีวัดชื่อวัดธรรมจักรเสมารามตามโบราณวัตถุชิ้นนี้ แต่โดยรวมพบน้อยกว่าในภาคกลางมาก

    ผู้สนใจชมของจริงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในห้องศิลปะทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ที่นครปฐม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ที่สุพรรณบุรี ซึ่งมีธรรมจักรพร้อมเสาที่สมบูรณ์ที่สุด

    เมื่อยืนอยู่หน้าวงล้อหินเหล่านี้ เราจะเห็นว่าชาวทวารวดีเล่าเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยภาษาของสัญลักษณ์ ที่เข้าใจได้แม้ไม่ต้องอ่านหนังสือออก

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 1 (ค.ศ. ราว 2,500 ปีก่อน): ปฐมเทศนา. พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
    • พุทธศตวรรษที่ 3 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 3 ก่อน): เสาพระเจ้าอโศก. วงล้อธรรมจักรบนยอดเสาในอินเดีย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–9): ธรรมจักรทวารวดี. สร้างวงล้อหินบนเสาหน้าศาสนสถานในภาคกลาง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9): เสาจารึกซับจำปา. เสาแปดเหลี่ยมจารึกบาลี คาถาเย ธมฺมา ที่ลพบุรี
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): หนังสือของบราวน์. ตีพิมพ์งานศึกษาธรรมจักรทวารวดีฉบับสำคัญ
    • พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009): นิทรรศการศิลปะทวารวดี. จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): จักรสำริดเขาศรีวิชัย. พบจักรสำริดขนาดเล็กที่สุราษฎร์ธานี

    รู้หรือไม่

    มีเฉพาะในไทย

    วงล้อหินขนาดใหญ่บนเสาแบบทวารวดีไม่พบในพุทธศาสนาที่อื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนไทยโบราณ

    หนักเกือบหนึ่งตัน

    ธรรมจักรชิ้นหนึ่งจากภาคกลางหนักราว 936 กิโลกรัม การยกขึ้นตั้งบนเสาสูงจึงเป็นงานวิศวกรรมไม่น้อย

    วัดตั้งชื่อตามธรรมจักร

    วัดธรรมจักรเสมารามที่เมืองเสมา นครราชสีมา ได้ชื่อมาจากธรรมจักรหินที่พบในวัด

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. SAC Southeast Asian Arts: Dharmachakra
    2. The Met: Dharmachakra (Wheel of the Law)
    3. U Thong National Museum (Wikipedia)
    4. ไทยโพสต์: ย้อนเวลาท่องอารยธรรมทวารวดี ที่พิพิธภัณฑ์ฯ อู่ทอง
    5. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกซับจำปา 4
    6. Amis du musée Cernuschi: Dvaravati, sources of Buddhism in Thailand
    7. Brown, The Dvaravati Wheels of the Law (Goodreads)
    8. มติชน: พบจักรสำริด 1,300 ปีที่เขาศรีวิชัย
    9. Dhammacakkappavattana Sutta (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ชาวนาและช่างปั้นยุคหินใหม่

    ชาวนาและช่างปั้นยุคหินใหม่

    ภาพประกอบ: Ban Kao Pottery 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ชุมชนที่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปั้นหม้อ และฝังศพพร้อมเครื่องเซ่น เริ่มตั้งถิ่นฐานตามลุ่มน้ำในดินแดนไทย · ราว 4,000–3,000 ปีก่อน (ราว 2000–1000 ปีก่อน ค.ศ.)

    ยุคสมัยยุคหินใหม่ ก่อนการใช้โลหะ
    วิถีชีวิตใหม่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปั้นภาชนะดินเผา ขัดเครื่องมือหิน
    แหล่งสำคัญบ้านเก่า (กาญจนบุรี) โคกพนมดี (ชลบุรี) โนนนกทา (ขอนแก่น)
    การค้นพบเด่นหลุมศพเจ้าแม่โคกพนมดี พร้อมลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ด
    ต้นทางของข้าวลุ่มแม่น้ำแยงซีในจีน แพร่ลงใต้ช่วงปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.
    ข้อถกเถียงชาวนากลุ่มแรกอพยพเข้ามา หรือคนท้องถิ่นรับวิธีใหม่ไปใช้

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิต

    หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ผู้คนในดินแดนไทยหาอาหารด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่า แต่เมื่อราว 4,000 ปีก่อน มีวิถีชีวิตแบบใหม่ปรากฏขึ้นตามลุ่มแม่น้ำ ผู้คนเริ่มสร้างหมู่บ้านถาวร ปลูกข้าว เลี้ยงหมู สุนัข และไก่ ทำภาชนะดินเผาใช้ในครัวเรือน และขัดหินให้เป็นขวานที่คมและแข็งแรง

    นักโบราณคดีเรียกช่วงนี้ว่ายุคหินใหม่ ชื่อนี้มาจากเครื่องมือหินขัดที่ใช้แพร่หลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคนจริง ๆ คือการผลิตอาหารเอง เมื่อมีข้าวสะสมไว้ ผู้คนก็อยู่ที่เดิมได้นานขึ้น หมู่บ้านใหญ่ขึ้น และมีเวลาพัฒนางานฝีมืออย่างการปั้นหม้อและการทำเครื่องประดับ

    เรื่องราวของยุคนี้ส่วนใหญ่มาจากสุสาน เพราะชุมชนยุคหินใหม่ฝังศพไว้ในบริเวณหมู่บ้าน พร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องใช้ต่าง ๆ โครงกระดูกและของที่ฝังร่วมจึงเป็นเหมือนบันทึกที่บอกเราว่าคนเหล่านั้นกินอะไร ทำงานอะไร และให้คุณค่ากับสิ่งใด

    ข้าวมาจากไหน

    หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าข้าวถูกปรับปรุงพันธุ์เป็นพืชปลูกครั้งแรกในลุ่มแม่น้ำแยงซีทางตอนใต้ของจีน ส่วนข้าวฟ่างเริ่มปลูกในลุ่มแม่น้ำเหลือง ชุมชนชาวนาจากสองภูมิภาคนี้ค่อย ๆ ขยายตัวลงใต้ และมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปในช่วงปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

    ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม (Charles Higham) นักโบราณคดีชาวนิวซีแลนด์ เสนอว่าการขยายตัวนี้เดินทางตามหลายเส้นทาง เส้นหนึ่งไปตามชายฝั่งเวียดนาม อีกหลายเส้นไปตามลำน้ำใหญ่อย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ผลการศึกษาพันธุกรรมในระยะหลังก็สนับสนุนว่ามีผู้คนกลุ่มใหม่ที่เกี่ยวข้องกับชาวนาจากจีนตอนใต้เข้ามาผสมกับคนท้องถิ่นจริง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด บางส่วนเน้นว่าการแพร่กระจายครั้งนี้มาพร้อมผู้คนที่อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางส่วนเห็นว่าคนท้องถิ่นซึ่งสืบเชื้อสายจากนักล่าสัตว์มีบทบาทสำคัญในการรับเอาวิธีใหม่มาปรับใช้เอง ภาพที่น่าจะใกล้ความจริงคือการผสมผสานทั้งสองแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

    ช่างปั้นหม้อหญิงแห่งโคกพนมดีจากไปพร้อมลูกปัดกว่าแสนเม็ด และทิ้งคำถามเรื่องฐานะของผู้หญิงในยุคหินใหม่ไว้จนถึงวันนี้

    บ้านเก่า จุดเริ่มต้นจากค่ายเชลยศึก

    เรื่องราวของการศึกษายุคหินใหม่ในไทยเริ่มต้นในสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เอช. อาร์. ฟาน ฮีเคอเรน (H. R. van Heekeren) นักโบราณคดีชาวดัตช์ ถูกญี่ปุ่นจับเป็นเชลยศึกและส่งมาทำงานสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า ในปี พ.ศ. 2486 ขณะอยู่ที่ค่ายใกล้บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี เขาสังเกตเห็นเครื่องมือหินโบราณและเก็บซ่อนไว้กับตัว

    หลังสงคราม ฟาน ฮีเคอเรนกลับมาที่นี่อีกครั้งในฐานะสมาชิกของคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งทำงานระหว่าง พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962) คณะนี้มี ดร.แปร์ เซอเรนเซน (Per Sørensen) ชาวเดนมาร์กเป็นผู้นำการขุดค้นที่บ้านเก่า ฝ่ายไทยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เป็นประธาน

    การขุดค้นพบหลุมศพยุคหินใหม่จำนวนมาก พร้อมขวานหินขัด เครื่องประดับ และภาชนะดินเผาที่มีเอกลักษณ์ คือหม้อสามขา ซึ่งมีขากลวงสามขาค้ำตัวภาชนะ อายุของชุมชนนี้อยู่ราว 4,000–3,000 ปีก่อน เซอเรนเซนเห็นว่าภาชนะสามขาคล้ายกับของในจีน จึงเสนอว่าผู้คนบ้านเก่าอาจมีความเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้

    ภาชนะแบบเดียวกันนี้ยังพบในภาคกลาง ภาคตะวันตก และคาบสมุทรมลายู แสดงว่าผู้คนในพื้นที่เหล่านี้มีการติดต่อกัน ปัจจุบันโบราณวัตถุส่วนหนึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

    โคกพนมดี หมู่บ้านริมปากแม่น้ำ

    โคกพนมดีเป็นเนินดินขนาดใหญ่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ที่นี่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำมากกว่าปัจจุบัน รอบหมู่บ้านเป็นป่าชายเลน ชาวบ้านจับปลา ปู และหอยจากทะเลและลำน้ำ

    ในปี พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985) กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ขุดค้นที่นี่ นำโดย ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม และ ดร.รัชนี ทศรัตน์ การขุดค้นเริ่มขึ้นปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2527 และใช้เวลาราวเจ็ดเดือน ทีมงานพบชั้นดินที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาราวเจ็ดเมตร

    ในชั้นดินนั้นมีหลุมศพ 154 หลุม แบ่งได้เป็นเจ็ดช่วงการฝังศพ ผู้ตายถูกฝังซ้อนเหนือบรรพบุรุษของตนเป็นกลุ่ม ๆ ต่อเนื่องกันราว 17–20 ชั่วคน ชุมชนนี้อยู่อาศัยราว 2000–1500 ปีก่อนคริสตกาล นักวิชาการจึงติดตามชีวิตของครอบครัวเดียวกันได้ยาวนานหลายร้อยปี

    เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

    หลุมศพที่โด่งดังที่สุดของโคกพนมดีคือหลุมหมายเลข 15 ในช่วงการฝังศพที่ห้า ผู้ตายเป็นหญิงอายุราว 35 ปี เธอถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ด ซึ่งน่าจะเย็บติดกับเสื้อผ้าหลายชั้น นอกจากนี้ยังมีกำไลเปลือกหอยและภาชนะดินเผาที่งดงาม สื่อมวลชนและนักวิชาการบางคนเรียกเธอว่าเจ้าหญิงหรือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

    ของที่ฝังร่วมกับเธอยังมีเครื่องมือปั้นหม้อ ได้แก่ หินดุ (ทั่งสำหรับรองด้านในของหม้อขณะตี) และหินขัดผิวภาชนะ กระดูกข้อมือของเธอมีร่องรอยการใช้งานหนักซ้ำ ๆ นักวิจัยจึงเสนอว่าเธอเป็นช่างปั้นหม้อฝีมือสูง ใกล้กันยังพบหลุมศพเด็กทารกที่มีหินดุขนาดจิ๋วฝังอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นลูกสาวของเธอ

    หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการถกเถียงกันว่าความร่ำรวยของเธอมาจากไหน ข้อเสนอหนึ่งคือการปั้นหม้อเป็นงานที่ผู้หญิงทำและมีมูลค่าสูง ภาชนะของโคกพนมดีอาจถูกแลกเปลี่ยนกับเปลือกหอยหายากจากแดนไกล ทำให้ช่างปั้นมีฐานะดี อย่างไรก็ตาม บทบาทที่แท้จริงของเธอในชุมชนยังเป็นปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด

    ข้าวที่โคกพนมดี ปลูกบ้างไม่ปลูกบ้าง

    โคกพนมดีให้บทเรียนสำคัญว่าการทำนาไม่ได้เป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้าเสมอไป ในช่วงแรก ชาวบ้านพึ่งทรัพยากรจากปากแม่น้ำและทะเลเป็นหลัก ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนและการเข้าถึงทะเลลดลง หลักฐานการปลูกข้าวก็ปรากฏชัดขึ้น

    แต่เมื่อทะเลกลับมาใกล้อีกครั้ง ชาวบ้านก็หันกลับไปพึ่งทรัพยากรทะเลอีก ไฮแอมและคณะจึงสรุปว่าในพื้นที่ชายฝั่งเช่นนี้ การปลูกข้าวเป็นกิจกรรมเสริมมากกว่าหลัก ผู้คนผสมผสานการหาอาหารแบบเดิมเข้ากับเทคโนโลยียุคหินใหม่ตามสภาพแวดล้อม

    การศึกษากะโหลกและฟันจากโคกพนมดีพบว่าผู้คนบางส่วนมีลักษณะใกล้กับกลุ่มชาวนาที่ขยายตัวลงมาจากทางเหนือ ภาพที่ได้จึงเป็นภาพของการพบกันระหว่างผู้มาใหม่กับวิถีชีวิตเดิม มากกว่าการแทนที่กันทั้งหมด

    โนนนกทา หมู่บ้านชาวนาบนที่ราบสูงโคราช

    โนนนกทาเป็นเนินดินที่เชิงเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เชสเตอร์ กอร์แมนพบแหล่งนี้ระหว่างการสำรวจกู้ภัยโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ต่อมาวิลเฮล์ม โซลไฮม์ (Wilhelm Solheim) และดอนน์ บายาร์ด (Donn Bayard) จากมหาวิทยาลัยฮาวายนำการขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2508–2511 พบหลุมศพก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของภูมิภาค

    โนนนกทาเคยเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงครั้งใหญ่ โซลไฮม์เคยเสนอว่าขวานสำริดที่พบมีอายุราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในจีนและตะวันออกกลาง แต่ในปี พ.ศ. 2557 ไฮแอมและคณะหาอายุใหม่จากกระดูกมนุษย์ด้วยวิธีเอเอ็มเอส พบว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มในศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ช่วงยุคหินใหม่สิ้นสุดราวกลางศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล

    ของที่ฝังร่วมกับศพที่โนนนกทาค่อนข้างเรียบง่าย ผู้ขุดค้นรุ่นหลังจึงมองว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านเกษตรกรที่ห่างไกล มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่มาก ต่างจากภาพสังคมชนชั้นที่บางคนเคยเสนอ

    หม้อ หลุมศพ และความเชื่อ

    ภาชนะดินเผาเป็นหลักฐานที่พบมากที่สุดของยุคนี้ ช่างปั้นใช้หินดุรองด้านในและไม้ตีด้านนอกเพื่อขึ้นรูป ลายที่นิยมได้แก่ลายเชือกทาบและลายขูดขีด แต่ละพื้นที่มีรูปแบบของตนเอง เช่น หม้อสามขาที่บ้านเก่า และภาชนะฝีมือดีที่ฝังร่วมกับศพที่โคกพนมดี

    ชุมชนยุคหินใหม่มักฝังศพไว้ในบริเวณหมู่บ้านของตนเอง บางแห่งฝังซ้อนกันเป็นกลุ่มตามสายตระกูลอย่างที่โคกพนมดี ผู้ตายมักได้รับภาชนะดินเผา เครื่องประดับ และเครื่องมือฝังไปด้วย ซึ่งอาจสะท้อนความเชื่อว่าผู้ตายยังต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ต่อในโลกหลังความตาย

    ความแตกต่างของปริมาณของที่ฝังร่วมระหว่างหลุมศพต่าง ๆ ยังเป็นเบาะแสเรื่องฐานะทางสังคม บางชุมชนมีหลุมศพที่ร่ำรวยโดดเด่นเพียงไม่กี่หลุม แสดงว่าความเหลื่อมล้ำเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว รากฐานเหล่านี้จะเติบโตต่อในยุคโลหะ เมื่อสำริดและเหล็กกลายเป็นของมีค่าชนิดใหม่

    ไทม์ไลน์

    • ปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.: ชาวนาจากทางเหนือเริ่มขยายตัวลงใต้. การปลูกข้าวและข้าวฟ่างแพร่ตามลำน้ำใหญ่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ราว 2000–1500 ปีก่อน ค.ศ.: ชุมชนโคกพนมดี. หมู่บ้านริมปากน้ำบางปะกงฝังศพต่อเนื่องราว 20 ชั่วคน
    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: ชุมชนบ้านเก่า. ผู้คนริมแควน้อยฝังศพพร้อมหม้อสามขาและขวานหินขัด
    • ศตวรรษที่ 14 ก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐานที่โนนนกทา. หมู่บ้านชาวนาเชิงเขาภูเวียง
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): ฟาน ฮีเคอเรนพบเครื่องมือหิน. เชลยศึกชาวดัตช์เก็บเครื่องมือหินที่บ้านเก่าระหว่างสร้างทางรถไฟ
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก. ขุดค้นบ้านเก่าอย่างเป็นระบบ นำโดยแปร์ เซอเรนเซน
    • พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968): ขุดค้นโนนนกทา. ทีมมหาวิทยาลัยฮาวายพบหลุมศพกลุ่มใหญ่
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ขุดค้นโคกพนมดี. ไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์พบหลุมศพ 154 หลุม รวมถึงหลุมเจ้าแม่
    • พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014): หาอายุโนนนกทาใหม่. ผลจากกระดูกมนุษย์ชี้ว่ายุคสำริดเริ่มในศตวรรษที่ 10 ก่อน ค.ศ.

    รู้หรือไม่

    หินดุคืออะไร

    หินดุเป็นหินหรือดินเผารูปทรงมนสำหรับรองผนังด้านในของหม้อ ขณะที่ช่างใช้ไม้ตีด้านนอกให้ผนังบางและแน่น ช่างปั้นหม้อพื้นบ้านในไทยบางแห่งยังใช้วิธีนี้อยู่

    ลูกปัดแสนเม็ด

    ลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ดในหลุมเจ้าแม่โคกพนมดีต้องใช้แรงงานมหาศาลในการเจียร เจาะ และร้อย ตัวเลขนี้บอกเราว่าชุมชนให้ความสำคัญกับเธอมากเพียงใด

    ของจากสงครามสู่พิพิธภัณฑ์

    เครื่องมือหินที่ฟาน ฮีเคอเรนเก็บไว้ระหว่างเป็นเชลยศึก ภายหลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจไทย-เดนมาร์ก และนำไปสู่การตั้งพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเก่าในเวลาต่อมา

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Kao – Wikipedia
    2. They excavated the Stone Age – ScandAsia
    3. When Rice Came to Thailand – ScandAsia
    4. Khok Phanom Di – Wikipedia
    5. Charles Higham: A prehistoric mystery – World Archaeology
    6. สตรีลึกลับกับเครื่องประดับนับแสนชิ้น ใครคือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี – ศิลปวัฒนธรรม
    7. First Farmers in Mainland Southeast Asia – Journal of Indo-Pacific Archaeology
    8. Non Nok Tha: Southeast Asian prehistory reassessed (Higham, Higham & Douka 2014)
    9. Archaeological Excavations at Non Nok Tha 1965–1968 – Guampedia
    10. Per Sørensen, Ban Kao – The Siam Society

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เมืองฟ้าแดดสงยาง

    เมืองฟ้าแดดสงยาง

    ภาพประกอบ: The Prataduyaku Stupa at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินริมลำน้ำปาวในกาฬสินธุ์ ที่มีใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของอีสาน · ราว 300 ปีก่อน ค.ศ. ถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 11

    ที่ตั้งตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
    ขนาดราว 171 เฮกตาร์ ผังรูปไข่ มีคูน้ำคันดินสองชั้น
    ยุคที่รุ่งเรืองทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)
    ใบเสมาขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น
    พระธาตุยาคูเจดีย์อิฐ สูงราว 15 เมตร สัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์
    การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2511 และขุดค้นเพิ่มเติม พ.ศ. 2534
    โบราณสถานฐานเจดีย์ราว 14 แห่ง วิหาร และสระน้ำ
    ใบเสมาภาพเล่าเรื่องอย่างน้อย 15 ชิ้น จากใบเสมาที่พบรวมกว่า 170 ชิ้น

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองฟ้าแดดสงยางตั้งอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ริมลำน้ำปาว ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำชี ตำแหน่งนี้ทำให้เมืองเชื่อมต่อได้ทั้งขึ้นเหนือไปยังแอ่งสกลนคร และลงใต้ไปตามลำน้ำชี

    ตัวเมืองมีผังรูปไข่ ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำสองชั้น ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเกิดจากการขยายเมืองออกไปในยุคหลัง พื้นที่ทั้งหมดราว 171 เฮกตาร์ จัดว่าเป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของที่ราบสูงโคราช

    ปัจจุบันซากศาสนสถานส่วนใหญ่เหลือเพียงฐานอิฐปนดิน กระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง ท่ามกลางทุ่งนาและหมู่บ้าน

    หลักฐานสำคัญ

    • ใบเสมาสลักภาพชาดก: ใบเสมาหินทรายสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก พบมากกว่าร้อยใบ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และวัดโพธิ์ชัยเสมาราม) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระธาตุยาคู: เจดีย์อิฐสมัยทวารวดี ซ่อมเสริมในสมัยหลัง ศูนย์กลางของเมืองโบราณ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    กรมศิลปากรขุดค้นเมืองฟ้าแดดสงยางในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) พบโบราณสถาน 14 แห่ง หนึ่งในนั้นเป็นอุโบสถสมัยทวารวดีที่ยังมีใบเสมาปักล้อมอยู่ในตำแหน่งเดิม

    การขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แสดงว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–6 จนถึงยุคประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ยังพบใบเสมาเพิ่มเติมนอกคูเมือง แสดงว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกว้างกว่าแนวคันดิน

    ที่ฟ้าแดดสงยาง หินที่คนโบราณเคยปักบูชาผีถูกแปลงเป็นใบเสมาที่ล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา

    ลำดับชั้นดินและหลุมฝังศพ

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2534 นำโดย ศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้หลุมทดสอบ 9 หลุมเพื่ออ่านชั้นดินของเมือง ผลที่ได้แบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสองช่วงหลัก คือช่วงยุคเหล็กราว 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200 และช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11

    ในชั้นยุคเหล็ก ผู้ตายถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก และไม่มีของอุทิศให้ผู้ตาย ภาพนี้ต่างจากหลุมฝังศพในชั้นทวารวดีอย่างชัดเจน

    ในชั้นทวารวดีพบการฝังศพในภาชนะดินเผาสองแบบ แบบแรกบรรจุร่างทั้งร่างลงในไห อีกแบบเป็นการฝังครั้งที่สองโดยเก็บกระดูกที่เหลือหลังเนื้อหนังย่อยสลายแล้วมาบรรจุไหใหม่ ในไหเหล่านี้มีเครื่องประดับสำริด เช่น กระดิ่ง แหวน กำไล รวมทั้งเครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา และลูกปัดแก้ว ในชั้นบนสุดยังพบการเผาศพที่มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 12–13

    ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้คนยังคงฝังศพในไหแบบประเพณีพื้นเมืองต่อไป แม้จะรับพุทธศาสนาและสร้างเจดีย์แล้ว ความเชื่อเดิมกับศาสนาใหม่จึงอยู่ด้วยกันได้นานหลายร้อยปี

    ใบเสมาและสิ่งที่พบ

    เมืองฟ้าแดดสงยางมีชื่อเสียงที่สุดเรื่องใบเสมาหินทราย มีใบเสมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น บางชิ้นเป็นแผ่นหินเรียบ บางชิ้นสลักลวดลาย และบางชิ้นสลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา

    ใบเสมาภาพเล่าเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะเป็นงานศิลปะพุทธที่ช่างท้องถิ่นอีสานสร้างขึ้นเอง ใบเสมาและโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งจากเมืองฟ้าแดดสงยางถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    นอกจากใบเสมา ยังพบอิฐขนาดใหญ่ที่ผสมแกลบข้าว พระพิมพ์ดินเผาหลายร้อยชิ้น ภาชนะดินเผา กำไล แหวน ลูกปัดแก้ว และกระดูกสัตว์ ซึ่งช่วยให้เห็นชีวิตประจำวันของชาวเมือง

    อ่านภาพบนใบเสมา

    ตัวเลขใบเสมาของเมืองนี้ต่างกันตามแหล่งข้อมูล ทะเบียนของกรมศิลปากรนับได้ราว 130 ชิ้น ขณะที่การสำรวจบางชุดนับใบเสมาที่พบในและรอบเมืองได้มากกว่า 170 ชิ้น ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 15 ชิ้นที่สลักภาพเล่าเรื่อง ถือเป็นกลุ่มใบเสมาภาพเล่าเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่รู้จักจากยุคเดียวกัน

    ภาพที่สลักมักเป็นตอนสำคัญในพุทธประวัติและชาดก ช่างวางภาพไว้ตรงกลางแผ่นหินในลักษณะแบน เน้นเส้นรอบนอก ตัวละครแต่งกายและสวมเครื่องประดับศีรษะแบบที่นักวิชาการบางท่านเห็นว่าใกล้กับประติมากรรมจามปา ซึ่งบอกว่าช่างอีสานรับแรงบันดาลใจจากหลายทิศทาง

    ใบเสมาที่โด่งดังชิ้นหนึ่งคือภาพนางพิมพาพิลาป ซึ่งเล่าตอนพระนางพิมพาเศร้าโศกเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ปัจจุบันใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นจำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเก็บรักษาที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม หรือวัดบ้านก้อม ใกล้เมืองโบราณ ซึ่งมีทั้งใบเสมาสลักภาพในอาคารจัดแสดงและใบเสมาเรียบที่ปักเรียงไว้ตามแนวกำแพง

    พระธาตุยาคู

    ใกล้ใจกลางเมืองโบราณมีพระธาตุยาคู เจดีย์อิฐขนาดใหญ่สูงราว 15 เมตร ฐานกว้างราว 16 เมตร ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ปูนสอ ฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมมีบันไดทั้งสี่ด้าน ส่วนบนเป็นฐานแปดเหลี่ยมและองค์ระฆัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะต่อเติมในยุคหลัง

    ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าพระธาตุนี้บรรจุอัฐิของพระเถระที่ชาวบ้านเคารพ ซึ่งเรียกกันว่า "ญาคู" อันเป็นคำเรียกพระผู้ใหญ่ในภาษาอีสาน ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าเจดีย์องค์เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เก่ากว่าเรื่องเล่ามาก

    รอบพระธาตุมีใบเสมาปักอยู่ และในการขุดค้นพบแผ่นหินสลักเรื่องมโหสถชาดก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ปัจจุบันพระธาตุยาคูเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    เมืองฟ้าแดดสงยางแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมทวารวดีในอีสานมีลักษณะเฉพาะตัว เด่นชัดที่สุดคือประเพณีปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมศาสนสถาน ซึ่งพบมากในลุ่มแม่น้ำชีและแอ่งสกลนคร

    นักวิชาการหลายท่าน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าใบเสมาอีสานพัฒนามาจากประเพณีปักหินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ แล้วถูกปรับให้เข้ากับพุทธศาสนา และมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอีสานเอง ไม่พบแบบเดียวกันในอินเดียหรือลังกา ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่รายละเอียดว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไรยังต้องศึกษาต่อ

    อีกประเด็นคือความสัมพันธ์ระหว่างเมืองฟ้าแดดสงยางกับเมืองทวารวดีในภาคกลาง นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าเมืองในอีสานเหล่านี้อยู่ใต้รัฐเดียวกัน หรือเป็นชุมชนอิสระที่รับวัฒนธรรมร่วมกันผ่านศาสนาและการค้า

    เมืองพิธีกรรมหรือเมืองหลวง

    แม้เมืองจะมีเจดีย์และวิหารมาก แต่นักโบราณคดีพบเนินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่น้อยกว่าที่คาด บางท่านจึงตีความว่าฟ้าแดดสงยางอาจไม่เคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ทำหน้าที่ด้านเศรษฐกิจหรือการปกครอง แต่เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจากชุมชนรอบข้างเดินทางมาร่วม อย่างไรก็ดี ร่องรอยเตาและเศษภาชนะจำนวนมากแสดงว่ามีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ด้วย

    อีกมุมหนึ่งมาจากทาเครุ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ซึ่งพยายามเทียบเมืองนี้กับชื่อรัฐ "เหวินตาน" ในบันทึกจีนสมัยราชวงศ์ถัง โดยเสนอว่าฟ้าแดดสงยางอาจเป็นเมืองหลวงชั้นนอก และพื้นที่แถบกันทรวิชัยเป็นเมืองหลวงชั้นใน แต่โฮชิโนเองก็ย้ำว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงการตีความเบื้องต้น

    หลักฐานยังบอกถึงการติดต่อกับหลายภูมิภาค ศิลปะพุทธและภาชนะลายเชือกทาบคล้ายกับเมืองทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยา ส่วนจารึกภาษาสันสกฤตและรูปทรงภาชนะบางแบบชี้ไปทางเจนละ เมืองนี้จึงน่าจะเป็นจุดที่วัฒนธรรมหลายสายมาบรรจบกันริมลำน้ำปาว

    ตำนานพระยาฟ้าแดดกับนางฟ้าหยาด

    ตามตำนานพื้นบ้านที่จารในใบลานอักษรลาว และพระอริยานุวัตร เขมจารี ถอดความเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ในอดีตมีสองเมืองใหญ่ค้าขายกันทางลำน้ำ คือเมืองฟ้าแดดทางใต้และเมืองเชียงโสมทางเหนือ วันหนึ่งพระยาจันทราช เจ้าเมืองเชียงโสม หลงทางขณะออกล่าสัตว์ แล้วได้พบนางฟ้าหยาด ธิดาของพระยาฟ้าแดด ทั้งสองลักลอบพบกันจนนางตั้งครรภ์

    ตามตำนาน เมื่อพระยาจันทราชส่งทูตมาสู่ขออย่างเป็นทางการ พระยาฟ้าแดดกลับรู้สึกถูกหมิ่นและปฏิเสธ จนเกิดสงครามที่พระยาจันทราชสิ้นพระชนม์ในสนามรบ นางฟ้าหยาดรู้ข่าวก็ตรอมใจสิ้นใจตาม พระยาฟ้าแดดจึงรวมอัฐิของทั้งสองไว้ในโกศทองคำ แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้ ภายหลังพระยาธรรม อนุชาของพระยาจันทราช รวบรวมเมืองพันธมิตรมาตีเมืองฟ้าแดดจนต้องยอมแพ้

    เรื่องเล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมชาวบ้านผูกซากเจดีย์ในเมืองโบราณเข้ากับเรื่องความรัก แต่เป็นตำนานที่แต่งขึ้นในยุคหลังมาก ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือจารึกยืนยันว่ามีกษัตริย์ชื่อเหล่านี้จริง

    ปัจจุบัน

    แนวคูเมือง ฐานโบราณสถาน และใบเสมาจำนวนหนึ่งยังเห็นได้ในพื้นที่ บางชิ้นจัดเก็บไว้ที่วัดในหมู่บ้าน พระธาตุยาคูได้รับการขุดแต่งและบูรณะโดยกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2510–2522 และขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี พ.ศ. 2545

    ผู้สนใจสามารถชมพระธาตุยาคูและโบราณสถานในเมืองฟ้าแดดสงยาง แล้วชมใบเสมาที่ย้ายไปจัดแสดงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    พิกัดและการนำทาง

    วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ทางเข้าเมืองฟ้าแดดสงยาง อ.กมลาไสย
    พิกัด 16.318779, 103.520867 (16°19′07.6″N 103°31′15.1″E)

    จุดนี้คือวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณ

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชมพระธาตุยาคู ฐานโบราณสถาน และใบเสมาบางส่วนได้ในพื้นที่ ใบเสมาและโบราณวัตถุสำคัญจากแหล่งนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    ไทม์ไลน์

    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐาน. ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อาศัยริมลำน้ำปาว
    • คริสต์ศตวรรษที่ 2–6: ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย. ชุมชนขยายตัวต่อเนื่อง
    • ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ฝังศพแบบยุคเหล็ก. ฝังศพนอนเหยียดยาว หันศีรษะไปทางตะวันตก ไม่มีของอุทิศ
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): ยุคทวารวดี. สร้างศาสนสถาน พระธาตุยาคู และปักใบเสมาจำนวนมาก
    • พุทธศตวรรษที่ 12–16 (ค.ศ. 7–11): ฝังศพในไห. ฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สองในภาชนะดินเผา พร้อมเครื่องประดับสำริดและลูกปัด
    • พุทธศตวรรษที่ 14–15: แผ่นหินมโหสถชาดก. แผ่นหินสลักเรื่องชาดกที่พบบริเวณพระธาตุยาคู
    • พุทธศตวรรษที่ 17–18 (ค.ศ. 12–13): การเผาศพ. ชั้นดินบนสุดพบร่องรอยการปลงศพด้วยการเผา
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): บูรณะพระธาตุยาคู. กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะพระธาตุยาคู
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): กรมศิลปากรขุดค้น. พบโบราณสถาน 14 แห่ง รวมอุโบสถที่มีใบเสมาล้อม
    • พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): ขุดค้นลำดับชั้นดิน. ผาสุข อินทราวุธ ขุดหลุมทดสอบ 9 หลุม ยืนยันการอยู่อาศัยตั้งแต่ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): พบใบเสมาเพิ่ม. พบใบเสมานอกคูเมือง
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): ขึ้นทะเบียนพระธาตุยาคู. ประกาศเป็นโบราณสถาน

    รู้หรือไม่

    ญาคู คือพระผู้ใหญ่

    ชื่อพระธาตุยาคูมาจากคำอีสาน "ญาคู" ที่ใช้เรียกพระภิกษุผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพ

    อิฐผสมแกลบ

    อิฐที่ใช้สร้างศาสนสถานในเมืองนี้ผสมแกลบข้าว สะท้อนว่าชาวเมืองปลูกข้าวเป็นหลัก

    ใบเสมาเป็นของอีสาน

    นักวิชาการไทยหลายท่านเห็นว่าการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในอีสานเอง

    ฝังศพในไหคู่กับเจดีย์

    แม้รับพุทธศาสนาแล้ว ชาวเมืองยังคงฝังกระดูกบรรพบุรุษในไหดินเผาตามประเพณีเดิม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Kalasin province – Wikipedia
    2. Kamalasai district – Wikipedia
    3. พระธาตุยาคู – วิกิพีเดีย
    4. Khon Kaen National Museum – Wikipedia
    5. Sema stone – Wikipedia
    6. ทวารวดีอีสาน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตมั่นในหลักหิน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. วิวัฒนาการจากหินตั้งสู่เสมา – ศิลปวัฒนธรรม
    8. Mueang Fa Daet Song Yang – Wikipedia
    9. โศกนาฏกรรมความรัก ในตำนานพื้นเมืองแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง – ศิลปวัฒนธรรม
    10. Wat Pho Chai Semaram – Thai Holiday Guide
    11. ห้องเสมาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทวารวดีในอีสาน – ไทยโพสต์

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองฟ้าแดดสงยาง
    Sema stone at Muang Fa Daed · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองฟ้าแดดสงยาง
    Brick monument at Muang Fa Daed, most likely a stupa. Ca. 8th – 9th century CE · Archaeologyinasia · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระบรมธาตุไชยา

    พระบรมธาตุไชยา

    ภาพประกอบ: Wat Phra Borommathat Chaiya Ratcha Worawihan · samfotograf · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เจดีย์ศิลปะแบบศรีวิชัยกลางเมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์กลางของหลักฐานพุทธศาสนามหายานในคาบสมุทรภาคใต้ และที่มาของประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดอันโด่งดัง · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–9) ถึงปัจจุบัน

    ที่ตั้งวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    ฐานะของวัดพระอารามหลวงชั้นเอก
    รูปแบบศิลปะแบบศรีวิชัย มีอิทธิพลศิลปะชวา
    โบราณวัตถุเด่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด สูงราว 63 เซนติเมตร
    ที่เก็บพระโพธิสัตว์ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    พิพิธภัณฑ์ใกล้เคียงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
    ความสูงราว 24 เมตร
    การบูรณะครั้งใหญ่กรมศิลปากร พ.ศ. 2521–2523

    เมืองไชยาบนคาบสมุทร

    ไชยาเป็นอำเภอเก่าแก่ทางตอนเหนือของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งอ่าวไทย ในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของภาคใต้ตอนบน ชื่อไชยามีผู้เสนอที่มาไว้หลายทาง บางคนว่ามาจากคำมลายู cahaya ที่แปลว่าแสงสว่าง บางคนเชื่อว่าเพี้ยนมาจากคำว่าศรีวิชัย แต่ยังไม่มีข้อสรุป

    ไม่ไกลจากตัวเมืองมีแหลมโพธิ์ ซึ่งพบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ภาชนะดินเผาจากอินเดีย และแก้วเปอร์เซีย นักวิชาการจึงเชื่อว่าบริเวณนี้เคยเป็นท่าเรือการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7–13 และอาจเป็นปลายทางฝั่งตะวันออกของเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอันดามัน

    หลักฐานสำคัญ

    • พระบรมธาตุไชยา: เจดีย์อิฐสมัยศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด: ประติมากรรมสำริดสูง 63 เซนติเมตร พบที่ไชยาในปี 2448 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    เจดีย์ศิลปะศรีวิชัย

    พระบรมธาตุไชยาตั้งอยู่ภายในวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก องค์เจดีย์ถือเป็นตัวอย่างศิลปะแบบศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะเป็นอาคารซ้อนชั้นหลังคาขึ้นไปสามชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยเจดีย์จำลองขนาดเล็ก รวมแล้ว 24 องค์

    นักประวัติศาสตร์ศิลปะเห็นว่ารูปทรงนี้คล้ายกับศาสนสถานในชวาภาคกลาง ซึ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างคาบสมุทรภาคใต้กับหมู่เกาะอินโดนีเซีย และสะท้อนว่าคนที่นี่เคยนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน ก่อนที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทจะเข้ามาแพร่หลายในภายหลัง

    เจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง ส่วนบนบางส่วนจึงเป็นงานสมัยหลัง นักวิชาการต้องแยกแยะว่าส่วนใดเป็นของดั้งเดิมเมื่อพิจารณาอายุของเจดีย์

    พระโพธิสัตว์สำริดที่เหลือเพียงครึ่งองค์ ยังบอกเล่าได้ชัดเจนว่าไชยาเคยเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนามหายานริมทะเลอ่าวไทย

    รูปทรงและโครงสร้างขององค์เจดีย์

    พระบรมธาตุไชยาสูงราว 24 เมตร เป็นเจดีย์ทรงปราสาท คือมีลักษณะเหมือนอาคารที่มีห้องอยู่ภายใน ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมที่ประดับด้วยเสาติดผนัง มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันออกไปสู่ห้องกลาง ด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีมุขยื่นออกมาเป็นทางเข้า

    เหนือเรือนธาตุเป็นหลังคาซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป แต่ละชั้นประดับด้วยเจดีย์จำลองเล็ก ๆ ส่วนยอดบนสุดทำเป็นทรงแปดเหลี่ยมรองรับยอดกรวย นักวิชาการมักอธิบายว่าการซ้อนชั้นแบบนี้สื่อถึงเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติโบราณ

    วัสดุหลักคืออิฐที่ก่อเป็นผนังรับน้ำหนัก ใช้ปูนสอบาง ๆ มีหินทรายประกอบบางส่วน และเดิมผิวนอกเป็นงานปูนปั้น นักประวัติศาสตร์ศิลปะเทียบรูปแบบนี้กับจันทิในชวาภาคกลาง เช่น จันทิปาวน จันทิเมนดุต และจันทิกะลาสัน ซึ่งล้วนสร้างในราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9

    การบูรณะในแต่ละสมัย

    ในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนยอดของเจดีย์ซึ่งชำรุดได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงบันทึกลักษณะของฐานเจดีย์ไว้ในพระราชหัตถเลขาระหว่างเสด็จประพาส และพระครูโสภณเจตสิการาม เจ้าอาวาสในเวลานั้น ได้รายงานวิธีการก่ออิฐ การใช้หิน และการปิดทองที่ใช้ในการซ่อมต่อเจ้าเมือง

    ในสมัยใหม่ มีการบูรณะอีกหลายครั้ง ได้แก่ พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ครั้งต่อมาใน พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งงบประมาณไว้ 500,000 บาท แต่ทำงานได้ไม่มากนัก และใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) มีการทำความสะอาดและทาสีใหม่เพื่อเตรียมรับเสด็จ

    การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดคือระหว่าง พ.ศ. 2521–2523 (ค.ศ. 1978–1980) กรมศิลปากรแบ่งงานเป็นสามระยะ ทั้งเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง ปิดทอง และติดตั้งฉัตรใหม่ แม้จะผ่านการซ่อมหลายรอบ นักวิชาการยังเห็นว่าเจดีย์รักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ได้มากกว่าเจดีย์สมัยเดียวกันแห่งอื่นในไทย

    เจดีย์นี้สร้างเมื่อใด: หลายความเห็น

    ไม่มีจารึกที่บอกปีสร้างพระบรมธาตุไชยาโดยตรง นักวิชาการจึงต้องกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะ ความเห็นที่แพร่หลายที่สุดคือราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–10) ในช่วงที่ศิลปะแบบศรีวิชัยรุ่งเรือง และสอดคล้องกับอายุของจันทิในชวาภาคกลางที่มีรูปแบบคล้ายกัน

    บางคนนำจารึกหลักที่ 23 ซึ่งระบุ พ.ศ. 1318 มาใช้ประกอบ โดยเชื่อว่าจารึกที่กล่าวถึงการสร้างปราสาทอิฐสามหลังนั้นหมายถึงไชยา แต่เนื่องจากที่มาของจารึกเองยังเป็นข้อถกเถียง การใช้จารึกนี้กำหนดอายุเจดีย์จึงยังไม่หนักแน่นพอ

    มีงานศึกษาทางสถาปัตยกรรมที่เสนอมุมมองต่างออกไป โดยวิเคราะห์ว่าเจดีย์อาจผ่านการสร้างและดัดแปลงสามระยะ ระยะแรกมีผังและลักษณะใกล้กับศาสนสถานแบบจามในเวียดนาม เช่น กลุ่มอาคาร E1 ที่หมี่เซิน ก่อนจะถูกขยายเป็นหลังคาสามชั้นและเพิ่มเจดีย์จำลองแบบศรีวิชัยในระยะหลัง ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่แสดงว่าคำถามเรื่องอายุยังเปิดอยู่

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งไชยา

    โบราณวัตถุที่ทำให้ไชยามีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ซึ่งเหลือเพียงพระวรกายท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา และถูกนำเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดูแลกิจการหัวเมือง

    ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8) งามด้วยสัดส่วนที่อ่อนช้อยและเครื่องประดับละเอียด นักประวัติศาสตร์ศิลปะเห็นอิทธิพลจากศิลปะอินเดียหลังสมัยคุปตะและปาละ รวมทั้งศิลปะชวาภาคกลาง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และนับเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาในพุทธศาสนามหายาน การพบรูปเคารพชิ้นนี้และรูปพระโพธิสัตว์อื่น ๆ ในไชยาจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานของภูมิภาค

    แหล่งโบราณคดีรอบพระบรมธาตุ

    รอบวัดพระบรมธาตุยังมีวัดร้างที่ร่วมสมัยกันอีกหลายแห่ง เช่น วัดหลงและวัดแก้ว การขุดค้นที่วัดเหล่านี้พบพระพุทธรูปดินเผา สถูปดินเผาจำลอง และเครื่องถ้วยจีน ส่วนวัดอื่นในบริเวณใกล้เคียงเหลือเพียงเนินอิฐ หลักฐานทั้งหมดนี้แสดงว่าไชยาเคยเป็นชุมชนใหญ่ที่มีศาสนสถานหนาแน่น

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ตั้งอยู่ข้างวัดพระบรมธาตุ จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยที่พบในท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ยังเล่าถึงท่านพุทธทาสภิกขุ พระภิกษุชาวไชยาผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ซึ่งสนใจศึกษาโบราณคดีของบ้านเกิดอย่างจริงจังด้วย

    ความเชื่อ ตำนาน และประเพณี

    ชาวพุทธเชื่อว่าภายในองค์เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ชาวใต้นับถือพระบรมธาตุไชยาเป็นหนึ่งในพระธาตุสำคัญของภาคใต้ ร่วมกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และมีประเพณีแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุเพื่อทำบุญเป็นประจำ

    ตามตำนานท้องถิ่น ครั้งหนึ่งเกิดความแห้งแล้งรุนแรง แล้วมีน้ำผุดขึ้นที่ฐานพระธาตุสี่แห่ง ต่อมามีการปิดไปสามแห่งเพื่อรักษาฐานเจดีย์ เหลือไว้เพียงบ่อเดียวให้ผู้คนได้เห็น เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ

    ความสำคัญของพระบรมธาตุไชยาต่อคนในพื้นที่สะท้อนให้เห็นจากตราประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้ภาพองค์พระบรมธาตุไชยาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด

    ข้อถกเถียง: ไชยาคือเมืองหลวงของศรีวิชัยหรือไม่

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ความเห็นนี้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในวงวิชาการนานาชาติ แต่นักวิชาการไทยบางท่าน เช่น หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี เสนอว่าไชยาเคยเป็นศูนย์กลางของศรีวิชัยในบางช่วงเวลา โดยอ้างหลักฐานศิลปะมหายานที่พบหนาแน่นในเมืองนี้

    นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงเรื่องจารึกหลักที่ 23 ซึ่งระบุปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) และกล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสร้างศาสนสถาน ทะเบียนเดิมระบุว่าพบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าจารึกนี้มาจากไชยา ทำให้บางแหล่งเชื่อมโยงจารึกนี้กับวัดในไชยา

    ปัจจุบันนักวิชาการหลายคนเห็นว่าศรีวิชัยอาจไม่ใช่อาณาจักรที่มีเมืองหลวงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายเมืองท่าที่นับถือพุทธศาสนามหายานร่วมกัน ศูนย์อำนาจย้ายไปมาได้ตามสถานการณ์ หากมองแบบนี้ ไชยาก็เป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายบนคาบสมุทร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองหลวงของทั้งหมด

    พิกัดและการนำทาง

    พระบรมธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
    พิกัด 9.384596, 99.184736 (9°23′04.5″N 99°11′05.1″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหารอยู่ในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจ ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ข้างวัดมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัย ในบริเวณใกล้เคียงยังมีวัดหลง วัดแก้ว และสวนโมกขพลาราม ส่วนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์จริงชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–18 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–13): ท่าเรือแหลมโพธิ์. การค้าเครื่องถ้วยจีน ภาชนะอินเดีย และแก้วเปอร์เซีย
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8): หล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร. ประติมากรรมสำริดศิลปะแบบศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกหลักที่ 23. จารึกกล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสร้างศาสนสถาน มีข้อถกเถียงว่าพบที่ไชยาหรือนครศรีธรรมราช
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–10): สร้างพระบรมธาตุไชยา. อายุตามความเห็นที่แพร่หลาย กำหนดจากรูปแบบศิลปะ
    • สมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19–ต้น 20): ซ่อมยอดเจดีย์. พระครูโสภณเจตสิการามรายงานวิธีการซ่อม
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พระโพธิสัตว์ย้ายเข้ากรุงเทพฯ. ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์เสนอทฤษฎีปาเล็มบัง. จุดเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929): บูรณะ. การซ่อมแซมครั้งแรกในสมัยใหม่
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม. ท่านพุทธทาสภิกขุ ชาวไชยา ผู้สนใจโบราณคดีท้องถิ่น
    • พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957): งบบูรณะ 500,000 บาท. สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ทำงานได้ไม่มาก
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เตรียมรับเสด็จ. ทำความสะอาดและทาสีองค์เจดีย์
    • พ.ศ. 2521–2523 (ค.ศ. 1978–1980): บูรณะครั้งใหญ่. กรมศิลปากรเสริมโครงสร้าง ปิดทอง และติดตั้งฉัตรใหม่

    รู้หรือไม่

    ครึ่งองค์แต่ระดับโลก

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งไชยาเหลือเพียงท่อนบน แต่ถือเป็นประติมากรรมสำริดที่งามที่สุดชิ้นหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ชื่อเมืองที่ยังไขไม่ออก

    ชื่อไชยาอาจมาจากคำมลายูแปลว่าแสงสว่าง หรืออาจเพี้ยนมาจากศรีวิชัย นักวิชาการยังไม่ได้ข้อยุติ

    เจดีย์คล้ายชวา

    รูปทรงของพระบรมธาตุไชยาคล้ายศาสนสถานในชวาภาคกลาง ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ข้ามทะเลระหว่างคาบสมุทรกับหมู่เกาะ

    บนตราจังหวัด

    ตราประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีใช้ภาพพระบรมธาตุไชยา แสดงว่าเจดีย์นี้เป็นหัวใจของคนในจังหวัด

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Torso of Avalokiteshvara (Wikipedia)
    2. Chaiya district (Wikipedia)
    3. Bangkok National Museum (Wikipedia)
    4. ศิลปวัฒนธรรม: เมื่อเช-ลิ-โฟ-ชิ ไม่ใช่ไชยา เมืองหลวงศรีวิชัยจะอยู่ที่ไหน
    5. ศิลปวัฒนธรรม: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
    6. ศิลปวัฒนธรรม: ศรีวิชัย สหพันธรัฐทางทะเล
    7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา (กรมศิลปากร)
    8. Srivijaya (Wikipedia)
    9. SAC Southeast Asian Arts: Phra Borommathat Chaiya
    10. วารสารหน้าจั่ว: การวิเคราะห์ใหม่ สถาปัตยกรรมพระบรมธาตุไชยา
    11. ผู้จัดการออนไลน์: พระบรมธาตุไชยา
    12. แนวหน้า: วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
    13. Wikipedia: Wat Phra Borommathat Chaiya

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระบรมธาตุไชยา
    View outside Wat Phra Borommathat Chaiya Ratcha Worawihan · samfotograf · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Bodhisattava Avalokiteshvara, Chaiya Art พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ศิลปะไชยา 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Phra Borom That Chaiya · Xiengyod · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Bangkok National Museum – Padmapani Bodhisattava from Chaiya (30 Jun 2024) 03 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Chaiya Wat Kaew · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Wat Kaeo Chaiya Ahoerstemeier 4 · Ahoerstemeier · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระบรมธาตุไชยา
    Wat Long Chaiya Ahoerstemeier 1 · Ahoerstemeier · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • พญามังราย

    พญามังราย

    ภาพประกอบ: King Mangrai Monument อนุสาวรีย์พ่อขุนมังราย ห้าแยกพ่อขุนฯ (October 2021) – img 03 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เจ้าเมืองเงินยางผู้รวมแคว้นในภาคเหนือ ยึดหริภุญชัย และสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา · พ.ศ. 1781–ราว 1854 หรือ 1860 (ค.ศ. 1238–ราว 1311 หรือ 1317)

    ประสูติพ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ที่เมืองเงินยาง
    พระบิดา–พระมารดาลาวเม็ง และนางเทพคำขยาย ธิดาเจ้าเมืองเชียงรุ่งของชาวไทลื้อ
    สร้างเมืองเชียงราย (พ.ศ. 1805) เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ (พ.ศ. 1839)
    ยึดหริภุญชัยพ.ศ. 1824 หรือ 1835 (ค.ศ. 1281 หรือ 1292) แหล่งข้อมูลให้ปีต่างกัน
    กฎหมายมังรายศาสตร์ ประมวลกฎหมายเก่าแก่ที่สุดของล้านนา
    ผู้สืบราชสมบัติพญาไชยสงคราม (เจ้าขุนคราม) โอรสองค์ที่สอง
    ชื่อในเอกสารจีนปาไป่สีฟู่ (แคว้นภรรยาแปดร้อยคน) ปรากฏครั้งแรกราว พ.ศ. 1835
    โอรสขุนเครื่อง ขุนคราม (พญาไชยสงคราม) และขุนเครือ

    ภูมิหลัง: เจ้าชายแห่งเงินยาง

    พญามังรายประสูติเมื่อ พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ที่เมืองเงินยาง แคว้นของชาวไทยวนในลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง แถวเชียงแสนในปัจจุบัน พระบิดาคือลาวเม็ง ผู้ครองเงินยาง พระมารดาคือนางเทพคำขยาย ธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ่งในสิบสองปันนา พระองค์จึงมีเครือญาติทั้งฝ่ายไทยวนและไทลื้อ

    ตามพงศาวดาร พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ของราชวงศ์ลาวจักราชที่ครองเงินยาง และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาราว พ.ศ. 1804–1805 (ค.ศ. 1261–1262) ในเวลานั้นภาคเหนือแบ่งเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยจำนวนมาก แต่ละเมืองมีเจ้าเมืองของตนเอง

    ชื่อของพระองค์ที่ถูกต้องตามเอกสารโบราณคือพญามังราย ชื่อพ่อขุนเม็งรายที่คนไทยหลายรุ่นคุ้นเคยมาจากพงศาวดารโยนกซึ่งเรียบเรียงในสมัยรัชกาลที่ 5 นักวิชาการบางคนเห็นว่าการเปลี่ยนชื่ออาจเกี่ยวกับความกังวลทางการเมืองในยุคนั้น และตามธรรมเนียมล้านนา กษัตริย์จะถูกเรียกว่าพญา

    จากเชียงรายสู่หริภุญชัย

    พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พญามังรายสร้างเมืองเชียงรายริมแม่น้ำกกขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ จากนั้นขยายอำนาจไปยังเมืองรอบข้าง เช่น ฝางและเชียงของ ด้วยทั้งการรบ การผูกมิตร และการแต่งงานเชื่อมเครือญาติ

    เป้าหมายใหญ่คือหริภุญชัย อาณาจักรของชาวมอญที่ลำพูน ซึ่งมั่งคั่งและเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของภาคเหนือมาหลายร้อยปี ตามตำนาน พญามังรายไม่ได้บุกตรงเข้าไป แต่ส่งคนชื่ออ้ายฟ้าไปรับราชการกับพญายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของหริภุญชัย

    อ้ายฟ้าค่อย ๆ ได้รับความไว้วางใจ แล้วใช้อำนาจนั้นทำให้ชาวเมืองไม่พอใจผู้ปกครอง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทัพของพญามังรายก็เข้ายึดเมืองได้ และพญายีบาต้องหนีไปลำปาง เรื่องอ้ายฟ้าเป็นเรื่องเล่าจากตำนาน รายละเอียดจึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง

    ปีที่ยึดหริภุญชัยยังไม่ตรงกัน แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุ พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1281) บางแห่งระบุ พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) ความต่างนี้อาจมาจากการนับระหว่างการเข้ายึดเมืองกับการผนวกอย่างเป็นทางการ

    จากเจ้าเมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำกก พญามังรายสร้างเมืองใหม่ถึงสามแห่ง จนเชียงใหม่ที่พระองค์เลือกที่ตั้งยังเป็นหัวใจของภาคเหนือมากว่าเจ็ดร้อยปี

    รับมือมหาอำนาจมองโกล

    รัชกาลของพญามังรายตรงกับช่วงที่ราชวงศ์หยวนของมองโกลแผ่อำนาจลงมาทางใต้ หลังยึดยูนนานได้ กองทัพมองโกลขับอำนาจของพุกามออกจากลุ่มอิรวดีตอนบนในทศวรรษ 1280 ทำให้รัฐไทเล็กใหญ่ทางตอนเหนือของไทยต้องเผชิญเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย

    เอกสารจีนเรียกดินแดนของพญามังรายว่า ปาไป่สีฟู่ ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่าแคว้นภรรยาแปดร้อยคน ชื่อนี้ปรากฏครั้งแรกในบันทึกราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) แหล่งข้อมูลสารานุกรมระบุว่าใน พ.ศ. 1844 (ค.ศ. 1301) มองโกลส่งกองทัพใหญ่ราว 20,000 คนมาตีล้านนาแต่ไม่สำเร็จ ภายหลังราชสำนักหยวนจึงหันมารับเครื่องบรรณาการแทนการทำสงคราม

    นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่อย่างคริสเตียน แดเนียลส์ ซึ่งเขียนในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) เตือนว่าไม่ควรมองว่าหยวนเป็นผู้สร้างรัฐไทขึ้นมา เขาเห็นว่าอิทธิพลของหยวนส่วนใหญ่มาในรูปของการแต่งตั้งเจ้าเมืองพื้นเมืองและตั้งสำนักงานปกครอง ขณะที่ชาวไทเองเป็นผู้ริเริ่มสร้างบ้านเมืองของตน มุมมองนี้ช่วยให้เข้าใจว่าความสำเร็จของพญามังรายมาจากการเลือกจังหวะทางการเมืองของพระองค์เองด้วย

    สามกษัตริย์และการสร้างเชียงใหม่

    ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) พญามังรายทำพันธไมตรีกับพญางำเมืองแห่งพะเยาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย สามผู้นำรัฐไทนี้ตกลงจะไม่รุกรานกัน แสดงว่าในเวลานั้นมีรัฐไทหลายแห่งที่มีอำนาจทัดเทียมกัน

    หลังได้หริภุญชัย พญามังรายสร้างเวียงกุมกามริมแม่น้ำปิงราว พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294) แต่ที่ตั้งนี้ถูกน้ำท่วมบ่อย พระองค์จึงหาที่ตั้งเมืองใหม่ เวียงกุมกามถูกทิ้งร้างในที่สุดและจมอยู่ใต้ดินตะกอน จนกรมศิลปากรค้นพบซากเมืองอีกครั้งใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984)

    เมืองใหม่คือเชียงใหม่ หรือนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ สร้างใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) บนพื้นที่ที่ชาวลัวะเคยเรียกว่าเวียงนพบุรี จารึกที่วัดเชียงมั่นซึ่งทำขึ้นในสมัยหลังระบุวันสร้างเมืองว่า 12 เมษายน ค.ศ. 1296 ตามประเพณีเล่าว่าพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาช่วยเลือกที่ตั้งเมือง

    วัดเชียงมั่นซึ่งสร้างในปีต่อมา ถือเป็นวัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนจุดที่พญามังรายเคยประทับขณะควบคุมการสร้างเมือง

    เวียงกุมกาม: เมืองแรกในแอ่งเชียงใหม่ที่ฟื้นจากใต้ดิน

    เวียงกุมกามตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงสายเดิม ในเขตอำเภอสารภีทางใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ พญามังรายสร้างเมืองนี้หลังได้หริภุญชัย ตามตำนาน พระองค์สร้างเจดีย์ที่เรียกว่ากู่คำขึ้นในเมือง ปัจจุบันคือเจดีย์ที่วัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้าชั้นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะมอญหริภุญชัยอย่างชัดเจน

    ปัญหาใหญ่ของเวียงกุมกามคือน้ำท่วม เพราะตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มริมน้ำ เมืองถูกน้ำท่วมซ้ำหลายครั้งจนถูกทิ้งร้างไปในที่สุด หลังพม่ายึดเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) ก็ยังเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำอีก ตะกอนทรายทับถมจนซากวัดและกำแพงหายไปใต้ดิน กว่าสองร้อยปีต่อมาจึงมีผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอีกครั้งเป็นหมู่บ้านช้างค้ำ

    ใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) หน่วยศิลปากรที่ 4 ของกรมศิลปากรพบซากโบราณสถานใกล้วัดช้างค้ำ และเริ่มขุดค้นอย่างเป็นระบบ จนพบวัดร้างแล้วราวสิบแห่ง เช่น วัดช้างค้ำ วัดอีค่าง และวัดปู่เปี้ย ที่วัดหนานช้างพบว่าซากโบราณสถานถูกตะกอนทับหนาราว 1.8 เมตร หลักฐานนี้ยืนยันเรื่องเล่าในตำนานว่าเมืองแรกของพญามังรายถูกน้ำท่วมจริง

    วันนี้เวียงกุมกามเป็นแหล่งโบราณคดีที่เปิดให้เข้าชม ซากวัดหลายแห่งได้รับการขุดแต่งและบูรณะ ส่วนวัดเจดีย์เหลี่ยมยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่จนถึงทุกวันนี้

    สามกษัตริย์สร้างเมือง: ประวัติศาสตร์หรือความเชื่อ

    ภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยคือพญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ร่วมกันวางผังเมืองเชียงใหม่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองก็สร้างขึ้นจากเรื่องเล่านี้ แต่ในช่วงหลังมีนักวิชาการตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่

    สมฤทธิ์ ลือชัย เขียนในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 เสนอว่าพญามังรายเป็นผู้สร้างเชียงใหม่เพียงผู้เดียว เขาชี้ว่าตำนานรุ่นเก่าของเชียงแสนและเชียงรายกล่าวถึงพญามังรายเท่านั้น ขณะที่เอกสารที่กล่าวถึงสามกษัตริย์ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี ส่วนจารึกวัดเชียงมั่นก็จารขึ้นหลังการสร้างเมืองราว 285 ปี

    เขายังชี้ว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้พูดถึงการไปช่วยสร้างเชียงใหม่เลย และตำนานพื้นเมืองยังเล่าถึงการรบระหว่างเชียงใหม่กับสุโขทัยมากกว่าความร่วมมือ ฝ่ายที่ยังยอมรับเรื่องพันธไมตรีก็มีเหตุผล เพราะเอกสารล้านนาหลายฉบับเล่าตรงกันว่าสามผู้นำเคยเป็นมิตรกัน ผู้อ่านจึงควรเข้าใจว่าเรื่องสามกษัตริย์ร่วมสร้างเมืองเป็นความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แม้ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างผู้นำทั้งสามจะมีเค้ามูลอยู่บ้าง

    มังรายศาสตร์: กฎหมายของแผ่นดินล้านนา

    นอกจากการรบและสร้างเมือง พญามังรายยังได้รับการยกย่องว่าวางรากฐานกฎหมายของล้านนา ประมวลกฎหมายที่เรียกว่ามังรายศาสตร์ถือเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่สุดของล้านนา พัฒนาจากจารีตท้องถิ่น ขนบประเพณี และหลักพุทธศาสนา

    เนื้อหาครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งการเกณฑ์ไพร่พลและการศึก การปกครองและความสงบเรียบร้อยในสังคม ไปจนถึงเรื่องครอบครัว ที่ดิน และการทำมาหากิน นักวิชาการมองว่ากฎหมายนี้ช่วยให้คนต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งไทยวน มอญ และลัวะ อยู่ร่วมกันในอาณาจักรเดียวได้

    อย่างไรก็ตาม ต้นฉบับมังรายศาสตร์ที่เหลืออยู่เป็นใบลานที่คัดลอกต่อกันมาหลายรุ่น เนื้อหาบางส่วนจึงอาจถูกเพิ่มเติมในสมัยหลัง เราจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าทุกมาตราออกในรัชกาลของพญามังรายจริง

    ครอบครัวและการสืบราชสมบัติ

    ตามพงศาวดาร พญามังรายมีโอรสสามองค์ คือขุนเครื่อง ขุนคราม และขุนเครือ เรื่องราวในครอบครัวนี้สะท้อนว่าการรวมอำนาจของพระองค์ไม่ได้ราบรื่นแม้แต่ในราชสำนักเอง

    ตามที่เล่าไว้ ขุนเครื่องโอรสองค์โตพยายามชิงราชสมบัติจากพระบิดา แต่ไม่สำเร็จ และถูกสังหารด้วยลูกศรอาบยาพิษตามคำสั่งของพญามังราย เรื่องนี้มาจากเอกสารที่เขียนขึ้นภายหลัง รายละเอียดจึงอาจถูกเสริมแต่ง แต่แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นหลังจดจำพระองค์ในฐานะผู้ปกครองที่เด็ดขาด

    ขุนคราม โอรสองค์ที่สอง ได้รับเลือกให้สืบราชสมบัติ และต่อมาขึ้นครองราชย์ในพระนามพญาไชยสงคราม ส่วนขุนเครือเป็นโอรสองค์เล็ก เรื่องของขุนเครื่องแสดงว่าการสืบทอดอำนาจเป็นปัญหาที่ราชวงศ์มังรายต้องเผชิญมาตั้งแต่รุ่นแรก

    ตำนานการสวรรคตและข้อถกเถียง

    ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พญามังรายสวรรคตอย่างไม่คาดฝัน คือถูกฟ้าผ่าขณะเสด็จไปในตลาดกลางเมืองเชียงใหม่ระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง เรื่องนี้เล่าสืบกันมาในฐานะตำนาน และกลายเป็นที่มาของศาลที่ชาวเชียงใหม่สักการะดวงวิญญาณของพระองค์ในฐานะผีเมือง

    ปีที่สวรรคตก็ยังไม่ตรงกัน บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1854 (ค.ศ. 1311) บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1860 (ค.ศ. 1317) หลังพระองค์สวรรคต พญาไชยสงครามโอรสองค์ที่สองขึ้นครองราชย์ต่อ

    อีกเรื่องหนึ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงคือที่บรรจุพระอัฐิ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่าว่าพญาไชยสงครามสร้างที่บรรจุพระอัฐิไว้ในเชียงใหม่ ส่วนกู่พญามังรายที่วัดงำเมือง เชียงราย นักวิชาการอิสระบางคนชี้ว่าไม่พบเอกสารชั้นต้นที่ระบุว่ามีการนำพระอัฐิไปที่นั่น

    มรดก

    ราชวงศ์มังรายปกครองล้านนาต่อมาอีกราว 260 ปี จนเชียงใหม่ตกอยู่ใต้อำนาจพม่าใน พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) ตลอดช่วงนั้นล้านนาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค โดยรับมรดกจากหริภุญชัยมาใช้ต่อ เช่น การบูชาพระธาตุหริภุญชัย

    วันนี้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองเชียงใหม่ระลึกถึงพันธไมตรีของพญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ส่วนชื่อของพญามังรายยังปรากฏในชื่อสถานที่และสถาบันมากมายทั่วภาคเหนือ ทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): ประสูติที่เงินยาง. โอรสของลาวเม็งและนางเทพคำขยาย
    • ราว พ.ศ. 1804–1805 (ค.ศ. 1261–1262): ขึ้นครองเงินยาง. กษัตริย์องค์ที่ 25 ตามพงศาวดาร
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. ศูนย์กลางใหม่ริมแม่น้ำกก
    • ราว พ.ศ. 1819 (ค.ศ. 1276): ผูกไมตรีกับพญางำเมืองแห่งพะเยา. ตามแหล่งข้อมูลสารานุกรม
    • พ.ศ. 1824 หรือ 1835 (ค.ศ. 1281 หรือ 1292): ยึดหริภุญชัย. ตามตำนานใช้อุบายของอ้ายฟ้า
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287): พันธไมตรีสามกษัตริย์. กับพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง
    • ราว พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294): สร้างเวียงกุมกาม. ต่อมาประสบปัญหาน้ำท่วม
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
    • พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297): สร้างวัดเชียงมั่น. วัดแห่งแรกของเชียงใหม่
    • พ.ศ. 1844 (ค.ศ. 1301): ต้านทัพมองโกล. กองทัพหยวนราว 20,000 คนตีล้านนาไม่สำเร็จ
    • พ.ศ. 1854 หรือ 1860 (ค.ศ. 1311 หรือ 1317): สวรรคต. ตามตำนานถูกฟ้าผ่ากลางเมือง
    • พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558): พม่ายึดเชียงใหม่. สิ้นสุดราชวงศ์มังรายในฐานะรัฐอิสระ
    • ราว พ.ศ. 2124 (ค.ศ. 1581): จารึกวัดเชียงมั่น. บันทึกวันสร้างเมือง หลังเหตุการณ์ราว 285 ปี
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ค้นพบเวียงกุมกามอีกครั้ง. โดยกรมศิลปากร

    รู้หรือไม่

    ชื่อที่ถูกต้องคือมังราย

    เอกสารล้านนาโบราณเรียกพระองค์ว่าพญามังราย ชื่อพ่อขุนเม็งรายเพิ่งปรากฏในพงศาวดารโยนกสมัยรัชกาลที่ 5

    เมืองที่หลับใต้ดิน

    เวียงกุมกามเมืองแรกที่พญามังรายสร้างในแอ่งเชียงใหม่ ถูกตะกอนน้ำท่วมกลบจนหายไปหลายร้อยปี ก่อนกรมศิลปากรจะพบอีกครั้งใน พ.ศ. 2527

    วันเกิดของเชียงใหม่

    จารึกที่วัดเชียงมั่นระบุวันสร้างเมืองเชียงใหม่ว่าตรงกับ 12 เมษายน ค.ศ. 1296 ใกล้กับช่วงสงกรานต์

    แคว้นภรรยาแปดร้อยคน

    เอกสารจีนสมัยหยวนเรียกล้านนาว่าปาไป่สีฟู่ แปลตามตัวอักษรว่าแคว้นภรรยาแปดร้อยคน ชื่อนี้ปรากฏตั้งแต่ราว พ.ศ. 1835

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mangrai (Wikipedia)
    2. พญามังราย (วิกิพีเดีย)
    3. Ngoenyang (Wikipedia)
    4. Lan Na (Wikipedia)
    5. Wat Chiang Man (Wikipedia)
    6. Wiang Kum Kam (Wikipedia)
    7. พญามังราย ไม่ใช่พ่อขุนเม็งราย (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. นักวิชาการอิสระเผย ไม่มีหลักฐานจากเอกสารชั้นต้นระบุถึงการสร้างกู่พญามังรายที่เชียงราย (มติชน)
    9. พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งการปกครองแผ่นดินล้านนาโดยธรรม (วารสารมนุษยศาสตร์ฯ)
    10. มังรายศาสตร์ (วารสารนิติศาสตร์ มรภ.เชียงราย)
    11. Kingdom of Lan Na (EBSCO Research Starters)
    12. Daniels, The Mongol-Yuan in Yunnan and Proto-Tai/Tai Polities (JSS 2018)
    13. เมืองเชียงใหม่เป็นของพญามังราย สร้างโดยพญามังราย (ศิลปวัฒนธรรม)
    14. พญามังราย-พญางำเมือง-พญาร่วง ร่วมกันสร้างเชียงใหม่?!? (ศิลปวัฒนธรรม)
    15. Wat Chedi Liam (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พญามังราย
    King Mangrai Statue, Pho Khun Intersection, Chiang Rai (2026) – img 12 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    King Mangrai shrine · Јован Вуковић · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Three Kings Monument Chiang Mai · Pixabay user iTenz · CC0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Chiang Mai – Wat Chiang Man – 0001 · Stefan Fussan · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Wat Chiang Man (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • อักษรปัลลวะและจารึกยุคแรก

    อักษรปัลลวะและจารึกยุคแรก

    ภาพประกอบ: Stone Inscription, Pallava Script, 7th Cent., Ramkhamhaeng Museum, Sukhothai (47595425002) · Gary Todd from Xinzheng, China · Public domain · Wikimedia Commons

    ตัวอักษรจากอินเดียใต้ที่เดินทางมากับพระสงฆ์ พราหมณ์ และพ่อค้า กลายเป็นตัวเขียนชุดแรกบนแผ่นดินไทย และเป็นบรรพบุรุษของอักษรมอญ ขอม และไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–9)

    ต้นกำเนิดอินเดียใต้ สมัยราชวงศ์ปัลลวะ พัฒนามาจากอักษรพราหมี
    ภาษาที่ใช้เขียนในไทยสันสกฤต บาลี มอญโบราณ และเขมรโบราณ
    จารึกที่มีศักราชเก่าที่สุดจารึกเขาน้อย พ.ศ. 1180 และจารึกเขารัง พ.ศ. 1182 ภาคตะวันออก
    จารึกมอญเก่าที่สุดจารึกวัดโพธิ์ร้าง นครปฐม ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6
    อักษรที่สืบต่ออักษรหลังปัลลวะ มอญโบราณ ขอมโบราณ และในที่สุดอักษรไทย
    ฐานข้อมูลศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร รวบรวมจารึกในประเทศไทยไว้ออนไลน์

    ตัวอักษรที่เดินทางข้ามทะเล

    ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ราชวงศ์ปัลลวะปกครองดินแดนทางใต้ของอินเดีย ราชสำนักใช้ทั้งภาษาทมิฬและภาษาสันสกฤต ตัวอักษรที่ใช้เขียนทั้งสองภาษาพัฒนามาจากอักษรพราหมี และนักวิชาการรุ่นหลังเรียกตามชื่อราชวงศ์ว่าอักษรปัลลวะ

    ในช่วงเวลาเดียวกัน การค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คึกคักมาก พระสงฆ์ พราหมณ์ นักปราชญ์ และพ่อค้าเดินทางไปมา และนำตัวอักษรชุดนี้ติดตัวมาด้วย อักษรปัลลวะจึงแพร่ไปทั่วภูมิภาค ตั้งแต่ชวา สุมาตรา กัมพูชา ไปจนถึงดินแดนที่เป็นประเทศไทย

    ในประเทศไทย อักษรปัลลวะปรากฏบนจารึกในราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 พบกระจายอยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ นี่คือช่วงที่ดินแดนแห่งนี้เริ่มมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของตนเอง

    ภาษาหลายภาษา ตัวอักษรชุดเดียว

    สิ่งที่น่าสนใจคืออักษรปัลลวะถูกใช้เขียนหลายภาษา ภาษาสันสกฤตใช้ในจารึกของกษัตริย์และศาสนาพราหมณ์ ภาษาบาลีใช้กับคัมภีร์และคาถาของพุทธศาสนาเถรวาท ส่วนคนท้องถิ่นก็นำอักษรชุดนี้ไปเขียนภาษาของตัวเอง คือภาษามอญโบราณและเขมรโบราณ

    จารึกภาษามอญที่เก่าที่สุดที่รู้จักในไทยคือชิ้นส่วนจารึกจากวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ต่อมายังพบจารึกภาษามอญโบราณที่นครปฐม ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ และขอนแก่น หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าคนกลุ่มหลักของวัฒนธรรมทวารวดีพูดภาษามอญ

    การใช้หลายภาษาด้วยตัวอักษรชุดเดียวคล้ายกับที่ทุกวันนี้หลายภาษาในยุโรปใช้อักษรโรมันร่วมกัน อักษรปัลลวะจึงเป็นเหมือนเครื่องมือกลางที่แต่ละชุมชนหยิบไปปรับใช้

    ทุกครั้งที่เราเขียนตัวอักษรไทย เรากำลังใช้มรดกที่เดินทางมาจากอินเดียใต้ผ่านมือช่างจารึกมอญและเขมรเมื่อพันกว่าปีก่อน

    จารึกยุคแรกที่สำคัญ

    จารึกที่ระบุศักราชได้เก่าที่สุดในไทยอยู่ในภาคตะวันออก จารึกเขาน้อย ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ลงปีตรงกับ พ.ศ. 1180 (ค.ศ. 637) ส่วนจารึกเขารัง ที่อำเภออรัญประเทศเช่นกัน ลงปี พ.ศ. 1182 เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตและเขมร บันทึกการถวายทาส สวน และสัตว์เลี้ยงแก่ศาสนสถาน ทั้งสองหลักเกี่ยวข้องกับอำนาจของรัฐเจนละ

    ในภาคอีสาน มีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤตหลายหลักกล่าวถึงเจ้าชายจิตรเสน ผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์ในพระนามพระเจ้ามเหนทรวรมัน เช่น จารึกปากน้ำมูล ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และจารึกวัดศรีเมืองแอม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งบันทึกการสร้างรูปโคนนทิถวายพระศิวะ

    ในภาคกลาง จารึกอักษรปัลลวะจำนวนมากเป็นข้อความทางพุทธศาสนา ตัวอย่างหนึ่งคืออิฐจารึกคาถาเย ธมฺมา ภาษาบาลี พบที่บ้านท่าม่วง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี คาถานี้สรุปหัวใจของคำสอนว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ และพบบ่อยมากในจารึกสมัยทวารวดี

    ในปี พ.ศ. 2562 ยังพบจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ที่วัดพระงาม นครปฐม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 มีคำว่าทวารวตีปรากฏอยู่ด้วย ถือเป็นการค้นพบสำคัญที่ช่วยยืนยันชื่อของวัฒนธรรมทวารวดี

    สิ่งที่จารึกเล่าให้ฟัง

    จารึกยุคแรกบอกเราหลายเรื่องที่โบราณวัตถุอย่างอื่นบอกไม่ได้ เช่น ชื่อผู้ปกครอง ชื่อเมือง ศาสนาที่นับถือ และการถวายทรัพย์สินแก่วัดหรือเทวาลัย เหรียญเงินที่มีจารึกว่าศรีทวารวตีศวรปุณยะ ก็เขียนด้วยอักษรปัลลวะเช่นกัน

    จารึกยังบอกเส้นทางของความคิด จารึกเนินสระบัว ที่ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ลงปีตรงกับ ค.ศ. 761 เขียนด้วยอักษรปัลลวะที่มีลักษณะใกล้กับอักษรของลังกา มีคาถาภาษาบาลีสามบทที่ตรงกับบทเปิดของเตลกฏาหคาถา ซึ่งเป็นวรรณกรรมบาลีจากลังกา แสดงว่าคัมภีร์จากลังกาเดินทางมาถึงดินแดนทวารวดีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8

    อย่างไรก็ตาม การอ่านจารึกยุคแรกทำได้ยาก หินหลายหลักสึกกร่อนหรือแตกหัก การกำหนดอายุหลายครั้งต้องอาศัยการเทียบรูปแบบตัวอักษร ซึ่งให้ช่วงเวลากว้างเป็นศตวรรษ และนักวิชาการแต่ละคนอาจอ่านหรือแปลบางคำต่างกัน

    จากปัลลวะสู่อักษรไทย

    เมื่อเวลาผ่านไป ช่างจารึกในแต่ละท้องถิ่นค่อย ๆ ปรับรูปตัวอักษรให้ต่างไปจากต้นแบบ นักวิชาการเรียกอักษรในขั้นนี้ว่าอักษรหลังปัลลวะ ซึ่งใช้กันในราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 จากนั้นจึงแตกสายออกเป็นอักษรของแต่ละภูมิภาค

    สายหนึ่งกลายเป็นอักษรมอญโบราณ ซึ่งใช้ในภาคกลางและต่อมาที่หริภุญชัย สายหนึ่งกลายเป็นอักษรขอมโบราณ ซึ่งใช้กว้างขวางในภาคกลาง อีสาน และใต้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14–16 ส่วนในหมู่เกาะ อักษรปัลลวะพัฒนาเป็นอักษรกวิของชวา

    อักษรไทยที่ปรากฏในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ 19 พัฒนามาจากอักษรขอมและมอญที่ใช้กันอยู่ก่อน ดังนั้นเมื่อเราเขียนตัวอักษรไทยทุกวันนี้ เรากำลังใช้ตัวเขียนที่มีบรรพบุรุษสืบย้อนไปถึงอักษรปัลลวะของอินเดียใต้เมื่อกว่าหนึ่งพันห้าร้อยปีก่อน

    ศึกษาจารึกได้ที่ไหน

    จารึกยุคแรกส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในภูมิภาค เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

    ผู้ที่อยากอ่านเนื้อหาจารึกสามารถค้นได้จากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งรวบรวมคำอ่าน คำแปล ภาพ และประวัติการศึกษาของจารึกแต่ละหลักไว้ เปิดให้ทุกคนใช้ได้ทางออนไลน์

    ในระดับสากล อักษรปัลลวะยังไม่ได้อยู่ในมาตรฐานยูนิโค้ด แม้จะมีข้อเสนอให้บรรจุไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 การพิมพ์อักษรนี้บนคอมพิวเตอร์จึงยังต้องพึ่งฟอนต์เฉพาะ

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 9 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 4): อักษรปัลลวะในอินเดียใต้. ราชวงศ์ปัลลวะใช้อักษรนี้เขียนทมิฬและสันสกฤต
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6): จารึกมอญวัดโพธิ์ร้าง. จารึกภาษามอญเก่าที่สุดที่รู้จักในไทย นครปฐม
    • พุทธศตวรรษที่ 11–12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6–7): จารึกวัดพระงาม. จารึกสันสกฤตที่มีคำว่าทวารวตี
    • ราว พ.ศ. 1150–1159 (ค.ศ. ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7): จารึกพระเจ้ามเหนทรวรมัน. จารึกปากน้ำมูลและวัดศรีเมืองแอม ในอีสาน
    • พ.ศ. 1180 (ค.ศ. 637): จารึกเขาน้อย. จารึกที่ระบุศักราชได้เก่าที่สุดในไทย
    • พ.ศ. 1182 (ค.ศ. 639): จารึกเขารัง. บันทึกการถวายทาสและทรัพย์สินแก่ศาสนสถาน
    • พ.ศ. 1304 (ค.ศ. 761): จารึกเนินสระบัว. คาถาบาลีจากวรรณกรรมลังกา ที่ปราจีนบุรี
    • พุทธศตวรรษที่ 14–16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–10): อักษรขอมโบราณ. แพร่หลายในภาคกลาง อีสาน และใต้
    • พุทธศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 13): อักษรไทยสุโขทัย. พัฒนาจากอักษรขอมและมอญ
    • 2 ต.ค. พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): พบจารึกวัดพระงาม. การค้นพบใหม่ที่นครปฐม

    รู้หรือไม่

    ยังไม่มีในยูนิโค้ด

    อักษรปัลลวะยังไม่อยู่ในมาตรฐานยูนิโค้ด แม้จะเป็นบรรพบุรุษของอักษรหลายสิบชนิดในเอเชีย

    คาถายอดนิยม

    คาถาเย ธมฺมา เป็นข้อความที่พบบ่อยที่สุดชิ้นหนึ่งในจารึกสมัยทวารวดี ทั้งบนอิฐ พระพิมพ์ และเสาหิน

    จารึกบนใบเสมา

    จารึกยุคแรกหลายหลัก เช่น จารึกเขารังและจารึกปากน้ำมูล สลักบนหินรูปใบเสมา

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Pallava script (Wikipedia)
    2. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเขารัง
    3. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกปากน้ำมูล 1
    4. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกวัดศรีเมืองแอม
    5. Prasat Kao Noi (Wikipedia)
    6. Mohanadeera, Noen Sa Bua Inscription of Dong Si Maha Bo (JSS)
    7. ศิลปวัฒนธรรม: คาถาเย ธัมมา เขียนด้วยอักษรปัลลวะ พบที่สุพรรณบุรี
    8. ศิลปวัฒนธรรม: พบศิลาจารึกโบราณที่นครปฐม
    9. Mon Language in Thailand
    10. ทรูปลูกปัญญา: อักษรปัลลวะและพัฒนาการอักษรในไทย

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม