หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • แหล่งโบราณคดีพงตึก

    แหล่งโบราณคดีพงตึก

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลองในกาญจนบุรี ที่พบตะเกียงสำริดแบบโรมันและร่องรอยศาสนสถานสมัยทวารวดี จนกลายเป็นหลักฐานคลาสสิกเรื่องการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9)

    ที่ตั้งตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง
    การสำรวจขุดค้นครั้งแรกพ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) นำโดยยอร์ช เซเดส์
    สมัยทวารวดีเป็นหลัก ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9
    หลักฐานเด่นตะเกียงสำริดแบบโรมัน พระพุทธรูปสำริด ฐานศาสนสถานอิฐและศิลาแลง
    ที่เก็บโบราณวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดดงสัก
    ที่มาของชื่อพง คือหญ้าสูงรก ตึก คือซากอาคารก่ออิฐหิน ชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
    หลุมฝังศพเซเดส์รายงานอย่างน้อย 13 โครง เวลส์บันทึกอีก 11 หลุม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พงตึกอยู่ในตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีลงไปทางใต้ ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างนครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรีในปัจจุบัน

    ทำเลริมแม่น้ำทำให้พงตึกเชื่อมได้ทั้งกับที่ราบลุ่มภาคกลางทางตะวันออก และกับเส้นทางข้ามเทือกเขาไปทางตะวันตก นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าพงตึกอาจเป็นจุดแวะพักหรือสถานีการค้า บนเส้นทางที่เชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

    ชื่อพงตึกเองก็บอกเรื่องราว คำว่าพงหมายถึงหญ้าสูงรก ส่วนตึกหมายถึงซากสิ่งก่อสร้างก่ออิฐและหิน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งราว พ.ศ. 2376 แปลว่าชาวบ้านรู้จักกองซากอิฐกลางป่าหญ้าแห่งนี้มานานก่อนที่นักโบราณคดีจะมาถึงเกือบร้อยปี

    หลักฐานสำคัญ

    • ตะเกียงสำริดแบบโรมัน: ตะเกียงสำริดที่ฝาเป็นใบหน้าไซลีนัส หลักฐานการค้าที่เชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับลุ่มแม่กลอง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระพุทธรูปสำริดจากพงตึก: พระพุทธรูปสำริดหลายองค์ที่เซเดส์พบ บางองค์เขาเห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ประติมากรรมพระนารายณ์: รูปพระนารายณ์ศิลาสูงราว 80 เซนติเมตร แสดงว่ามีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดดงสัก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    เรื่องราวของพงตึกเริ่มจากชาวบ้านที่ขุดพบโบราณวัตถุในพื้นที่ ตะเกียงสำริดที่ทำให้พงตึกมีชื่อเสียงนั้นไม่ได้มาจากการขุดค้นอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านสองคนต่างพบชิ้นส่วนคนละชิ้น คนหนึ่งได้ตัวตะเกียง อีกคนได้ด้ามจับ โดยไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นเดียวกัน

    ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานกับราชบัณฑิตยสภาในเวลานั้น เห็นว่าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้ากันได้ จึงรวบรวมไว้และส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ปีเดียวกันนั้นแผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาได้สำรวจและขุดค้นพงตึก แล้วเซเดส์ตีพิมพ์ผลงานในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928)

    ต่อมาในทศวรรษ 1930 เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เข้ามาขุดค้นเพิ่มเติม และรายงานโครงสร้างที่เขาตีความว่าเป็นสถูปและวิหาร พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว

    ตะเกียงที่แยกกันอยู่ในมือชาวบ้านสองคน เมื่อประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว กลับเล่าเรื่องการค้าที่ยาวไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงลุ่มแม่กลอง

    งานขุดของเซเดส์ กลุ่มบ้านนายมาและหลุมฝังศพ

    การทำงานภาคสนามของเซเดส์ใน พ.ศ. 2470 ใช้เวลาไม่ถึงสี่เดือน แต่ได้หลักฐานจำนวนมาก จุดที่บันทึกละเอียดที่สุดคือกลุ่มโบราณสถานทางใต้ที่เรียกว่ากลุ่มบ้านนายมา ที่นี่มีฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตร ซึ่งเซเดส์ตีความในตอนนั้นว่าเป็นวิหารหรือศาลขนาดเล็ก

    กลางฐานนั้นมีแท่นรูปเคารพสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีร่องรางกว้างและตื้น เวสลีย์ คลาร์ก ชี้ในภายหลังว่าลักษณะนี้คล้ายแท่นที่ใช้สรงน้ำรูปเคารพในลัทธิไศวะ จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นเทวสถานพราหมณ์ ซึ่งต่างจากที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นอาคารทางพุทธศาสนา

    เซเดส์ยังรายงานโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนเหยียดยาวอย่างน้อย 13 โครง แต่ให้รายละเอียดไว้น้อยมาก บางเรื่องมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เช่น เรื่องโครงกระดูกยักษ์ที่มีคนมาเล่าให้เขาฟัง ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้อมูลหลุมฝังศพที่ไม่ครบถ้วนนี้ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังตีความได้ยาก

    เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปและวัตถุพิธีกรรมไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และจัดพงตึกเป็นตัวแทนของทวารวดีรุ่นแรก แต่การกำหนดอายุนี้อาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์

    ควอริช เวลส์ กับคำถามเรื่องผู้คนก่อนพุทธศาสนา

    ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เอช. จี. ควอริช เวลส์ ใช้เวลาราวสองสัปดาห์ขุดค้นบริเวณตอนกลางของแหล่ง เปิดอาคารที่เขาเรียกว่าสถูปและวิหาร ซึ่งยังเหลือแนวอิฐชั้นล่างให้เห็น เขาบันทึกหลุมฝังศพแบบนอนเหยียดยาว 11 หลุม และตีพิมพ์รายละเอียดใน พ.ศ. 2480 กับอีกครั้งใน พ.ศ. 2507

    เวลส์เสนอว่าหลุมฝังศพเหล่านี้เก่ากว่าสมัยทวารวดี แปลว่าที่พงตึกมีผู้คนอาศัยก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา ข้อเสนอนี้สำคัญเพราะชี้ว่าชุมชนทวารวดีหลายแห่งน่าจะเติบโตขึ้นบนชุมชนเดิม แต่หลักฐานที่ใช้ยังไม่พอจะยืนยันได้แน่ชัด และยังไม่มีการหาค่าอายุโครงกระดูกด้วยวิธีสมัยใหม่

    สมุดบันทึกภาคสนามของเวลส์ที่ไม่เคยตีพิมพ์ถูกค้นพบใหม่ในหอจดหมายเหตุของราชสมาคมเอเชีย (Royal Asiatic Society) ที่ลอนดอน ในบันทึกนั้นเขาเอ่ยถึงเตาเผาสมัยทวารวดีที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งถ้ามีจริงก็หมายความว่าคนพงตึกผลิตข้าวของใช้เองด้วย

    สิ่งที่พบ

    ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือตะเกียงสำริด ฝาปิดตกแต่งเป็นใบหน้าของไซลีนัส ผู้ติดตามและครูของเทพไดโอนีซัสในตำนานกรีกโรมัน ด้ามจับประดับลายใบปาล์มและสิงห์คู่หันหน้าเข้าหากัน ปลายตะเกียงมีช่องสำหรับใส่ไส้

    การขุดค้นของเซเดส์ยังพบพระพุทธรูปหลายขนาดและหลายวัสดุ พระพิมพ์ ข้าวของเครื่องใช้ งานปูนปั้นและดินเผา และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังไว้จำนวนหนึ่ง ในพระพุทธรูปสำริดมีองค์หนึ่งที่เซเดส์เห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย นอกจากนี้ยังพบฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตรที่บ้านนายมา

    ราวทศวรรษ 2490 ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ศิลา ซึ่งเมื่อประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดดงสัก รวมถึงชิ้นส่วนศิวลึงค์และชิ้นส่วนมือของเทวรูป แสดงว่าที่นี่มีผู้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์

    มองพงตึกใหม่ จากของในวัดดงสักและพระวิษณุที่ถูกลืม

    การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ใน พ.ศ. 2551 ไม่ได้ขุดค้นใหม่ แต่ไปถ่ายภาพและบันทึกของที่วัดดงสักเก็บรักษาไว้ ซึ่งไม่เคยถูกศึกษาอย่างละเอียด เช่น พระพิมพ์ 9 ชิ้น แผ่นดินเผารูปหน้ากาลหรือบัณสบดี 2 ชิ้น สูงราว 34.5 เซนติเมตร ชิ้นส่วนเสาหิน และงานปูนปั้นดินเผาประดับอาคาร

    ชิ้นที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปทรงเครื่อง สูงราว 48.3 เซนติเมตร ซึ่งมีลักษณะใกล้กับงานช่างที่นักวิชาการมักโยงกับหริภุญชัยในราวต้นสหัสวรรษที่สองของคริสต์ศักราช ถ้าการกำหนดอายุนี้ถูกต้อง พงตึกก็ยังมีผู้คนใช้ศาสนสถานต่อเนื่องมาหลังยุคทวารวดีตอนต้นอีกหลายร้อยปี

    คลาร์กยังกลับไปดูประติมากรรมพระวิษณุ ซึ่งพบเมื่อต้นทศวรรษ 2490 ระหว่างการตัดถนน จุดที่พบอยู่ใกล้เนินซากอาคารที่เซเดส์เคยทำแผนที่ไว้ และอยู่ใกล้ทางแยกเก่า เขาจึงเสนอว่ารูปนี้อาจเคยประดิษฐานในศาลเล็ก ๆ ริมทางสัญจร

    ใน พ.ศ. 2558 พอล ลาวี และเวสลีย์ คลาร์ก ตีพิมพ์งานศึกษาพระวิษณุองค์นี้ในวารสารสยามสมาคม ประติมากรรมเป็นหินสลัก สูงราว 80 เซนติเมตรไม่รวมฐาน เป็นพระวิษณุสี่กรสวมหมวกทรงกระบอก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดดงสักและยังมีผู้มากราบไหว้ เพราะพบในสภาพแตกหัก พระสงฆ์จึงประกอบชิ้นส่วนบนแผ่นหลังที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ ส่วนขา ผ้านุ่งท่อนล่าง และบางส่วนของคทาจึงเป็นปูนที่ปั้นเติมขึ้นใหม่ ผู้ศึกษากำหนดอายุไว้ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 และเห็นว่ารูปแบบผสมอิทธิพลเขมรก่อนเมืองพระนคร จาม อาระกัน และทวารวดีเข้าด้วยกัน

    ในภาพกว้าง คลาร์กวิเคราะห์วัตถุที่เกี่ยวกับการค้า 66 ชิ้นจากแหล่งทวารวดี 30 แห่ง พบว่าราว 88 เปอร์เซ็นต์เป็นของที่ผลิตในภูมิภาค มีเพียงราว 12 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากต่างแดน เขาจึงเตือนว่าการเน้นของแปลกจากแดนไกลอย่างตะเกียงโรมัน อาจทำให้มองข้ามเครือข่ายการค้าภายในแผ่นดินที่สำคัญไม่แพ้กัน

    ความสำคัญ

    พงตึกเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่นักวิชาการใช้ศึกษาวัฒนธรรมทวารวดีอย่างเป็นระบบ บทความของเซเดส์ในปี พ.ศ. 2471 ชี้ว่าพงตึกสำคัญต่อประวัติศาสตร์โบราณของสยาม และกลายเป็นงานอ้างอิงพื้นฐานของวงการโบราณคดีไทยในเวลาต่อมา

    ตะเกียงแบบโรมันทำให้เห็นว่าลุ่มแม่กลองเคยอยู่ในเครือข่ายการค้าระยะไกล ซึ่งเชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานนี้มักถูกกล่าวถึงคู่กับเหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุสที่พบในเมืองอู่ทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

    อย่างไรก็ดี ของเพียงชิ้นเดียวไม่ได้บอกว่าพ่อค้าโรมันเดินทางมาถึงที่นี่เอง ตะเกียงอาจผ่านมือพ่อค้าอินเดียหรือคนกลางหลายทอดก่อนจะมาถึงลุ่มแม่กลอง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    เซเดส์เห็นว่าตะเกียงเป็นงานแบบกรีกโรมันจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเสนอว่ามีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ตัวเลขนี้ถูกอ้างต่อกันมานาน จนพงตึกถูกมองว่าเป็นหลักฐานการติดต่อกับโลกตะวันตกที่เก่ามาก

    ต่อมาใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชาร์ล ปิการ์ นักวิชาการฝรั่งเศส เสนอไปอีกทางว่าตะเกียงผลิตที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเก่าถึงก่อนคริสตกาล ความเห็นสามฝ่ายนี้ห่างกันหลายร้อยปี แสดงให้เห็นว่าการกำหนดอายุวัตถุชิ้นเดียวจากรูปแบบศิลปะนั้นยากเพียงใด

    ในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) แอนนา แมคดอนเนลล์ และโรเบิร์ต บราวน์ ตีพิมพ์บทความในวารสารสยามสมาคม ปฏิเสธข้อเสนอทั้งของเซเดส์และของปิการ์ และเสนอว่าตะเกียงน่าจะทำขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งช้ากว่าที่เซเดส์คิดหลายร้อยปี บทความยอดนิยมภาษาไทยในปัจจุบันจึงมักระบุอายุตะเกียงราว 1,500 ปี

    พระพุทธรูปสำริดก็มีปัญหาคล้ายกัน เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่นักวิชาการรุ่นหลังกำหนดอายุใหม่ให้อยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ข้อถกเถียงนี้สะท้อนว่าการกำหนดอายุด้วยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด

    ปัจจุบัน

    ตะเกียงสำริดจากพงตึกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนโบราณวัตถุอีกจำนวนหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสักซึ่งอยู่ใกล้แหล่ง

    ในพื้นที่ยังมีฐานโบราณสถานให้เห็นอยู่บ้าง การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) แบ่งซากสิ่งก่อสร้างออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ศิลาแลงล้วน กลุ่มที่ใช้อิฐล้วน และกลุ่มที่ใช้ทั้งสองอย่าง และพบว่าชั้นที่อยู่อาศัยโบราณบางแห่งยังฝังอยู่ใต้ผิวดินลึกราว 1 เมตร

    บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมชี้ว่าแหล่งพงตึกกำลังเสื่อมสภาพและถูกลืม แม้จะเคยเป็นแหล่งที่โด่งดังในประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย

    พิกัดและการนำทาง

    โบราณสถานพงตึก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
    พิกัด 13.894397, 99.785190 (13°53′39.8″N 99°47′06.7″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีพงตึกอยู่ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีฐานโบราณสถานบางส่วนให้ชม โบราณวัตถุจากพื้นที่บางส่วน รวมถึงประติมากรรมพระนารายณ์ เก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก ส่วนตะเกียงสำริดแบบโรมันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ค.ศ. ราว 500–900): ชุมชนทวารวดีริมแม่กลอง. มีศาสนสถานพุทธและพราหมณ์ ทำหน้าที่เป็นจุดแวะบนเส้นทางการค้า
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6): ตะเกียงแบบโรมัน. อายุตามข้อเสนอของแมคดอนเนลล์และบราวน์ เซเดส์เคยเสนอว่าเก่ากว่านี้มาก
    • ราว พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833): ชื่อพงตึกในวรรณกรรม. ชื่อปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
    • พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927): เซเดส์สำรวจขุดค้น. แผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาขุดค้น ตะเกียงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ตีพิมพ์ผลการขุดค้น. บทความของเซเดส์ในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936): ควอริช เวลส์ ขุดค้นเพิ่ม. ขุดสถูปและวิหาร บันทึกหลุมฝังศพ 11 หลุม
    • พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937): ตีพิมพ์รายงานของเวลส์. เสนอว่าหลุมฝังศพเก่ากว่าสมัยทวารวดี
    • ต้นทศวรรษ 2490 (ค.ศ. early 1950s): พบประติมากรรมพระวิษณุ. พบระหว่างตัดถนน ประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร
    • พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955): ปิการ์เสนออายุตะเกียง. เสนอว่าผลิตที่อเล็กซานเดรียก่อนคริสตกาล
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): ทบทวนอายุตะเกียง. บทความในวารสารสยามสมาคมเสนอให้อายุใหม่
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): สำรวจใหม่. เวสลีย์ คลาร์ก จัดกลุ่มซากสิ่งก่อสร้างและบันทึกโบราณวัตถุที่วัดดงสัก

    รู้หรือไม่

    ของชิ้นเดียวที่แยกเป็นสองบ้าน

    ตัวตะเกียงกับด้ามจับถูกพบโดยชาวบ้านคนละคน ก่อนเซเดส์จะประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว

    หน้าเทพแห่งเหล้าองุ่น

    ฝาตะเกียงเป็นใบหน้าไซลีนัส ตัวละครในตำนานกรีกโรมันที่อยู่เคียงข้างเทพไดโอนีซัส

    อายุที่หดลงหลายร้อยปี

    การศึกษาใหม่ทำให้อายุตะเกียงเลื่อนจากคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 มาเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6

    พระวิษณุติดปูน

    พระวิษณุจากพงตึกที่วัดดงสักถูกประกอบคืนบนแผ่นปูนซีเมนต์ เพราะหินแข็งเกินกว่าจะเจาะยึดชิ้นส่วนได้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. พงตึก สถานีการค้า ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลอง – ศิลปวัฒนธรรม
    2. ตะเกียงโรมัน อายุกว่า 1,500 ปี หลักฐานการค้าข้ามโลกตะวันตก-ชุมชนโบราณพงตึก – ศิลปวัฒนธรรม
    3. The Pong Tuk Lamp: A Reconsideration – The Siam Society
    4. New Observations at P'ong Tuk and Ongoing Issues with the Conceptualization of Dvaravati – Wesley S. Clarke
    5. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley – The Siam Society
    6. โบราณสถานพงตึก – Love Thailand
    7. Integrating the Phong Tuek Viṣṇu – Lavy and Clarke, JSS 103 (2015)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ละโว้และอาณาจักรขอมในดินแดนไทย

    ละโว้และอาณาจักรขอมในดินแดนไทย

    ภาพประกอบ: Phimai Historical Park Thailand 02 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    จากเมืองมอญริมแม่น้ำลพบุรี สู่ช่วงที่อำนาจและศิลปะของอาณาจักรพระนครแผ่เข้ามาในภาคกลางและอีสาน ทิ้งปราสาทหิน ถนนโบราณ และถ้อยคำไว้ในภาษาไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 18

    ศูนย์กลางภาคกลางละโว้ หรือลวปุระ (ลพบุรีในปัจจุบัน)
    ขอมแผ่อำนาจถึงละโว้สมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ราว พ.ศ. 1545–1593
    ส่งทูตไปจีนพ.ศ. 1658 และ พ.ศ. 1698 (ค.ศ. 1115 และ 1155)
    ปราสาทหินใหญ่ที่สุดในไทยปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ถนนโบราณพระนคร–พิมาย ยาวราว 225 กิโลเมตร
    ยุครุ่งเรืองสุดท้ายสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ราว พ.ศ. 1724–1761)

    ละโว้: เมืองมอญก่อนยุคขอม

    ก่อนที่ลพบุรีจะมีปรางค์แบบขอม ที่นี่เป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพระพุทธศาสนา จารึกอักษรมอญโบราณที่พบทั้งในภาคกลางและภาคเหนือทำให้นักวิชาการเชื่อว่า ละโว้กับหริภุญชัยมีประชากรกลุ่มเดียวกัน

    ตำนานท้องถิ่นเล่าว่าเมืองนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 1191 (ค.ศ. 648) แต่ตัวเลขนี้มาจากพงศาวดารรุ่นหลังและยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน ส่วนตำนานภาคเหนือก็จดจำละโว้ในฐานะบ้านเกิดของพระนางจามเทวี ผู้ขึ้นไปครองหริภุญชัย

    ละโว้ตั้งอยู่ในจุดที่ดี อยู่บนเส้นทางน้ำที่เชื่อมที่ราบภาคกลางกับที่ราบสูงโคราช จึงเป็นทั้งตลาดและชุมทางที่ใครก็อยากควบคุม เมื่ออาณาจักรขอมที่เมืองพระนครเข้มแข็งขึ้น ละโว้จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

    ศรีจนาศะ: รัฐปริศนาบนที่ราบสูงโคราช

    ก่อนที่ขอมจะครอบคลุมอีสาน มีรัฐหนึ่งที่รู้จักกันจากจารึกเท่านั้น ชื่อว่าศรีจนาศะ หลักฐานแรกคือจารึกบ่ออีกา พบที่เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะที่ถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่ชุมชนสงฆ์

    อายุของจารึกบ่ออีกายังตีความต่างกัน บางท่านกำหนดราว ค.ศ. 790 ขณะที่ยอร์ช เซเดส์เคยเสนอว่าเก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 12–13 หลักฐานชิ้นที่สองคือจารึกศรีจนาศะ ลงศักราช พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) แต่กลับพบไกลถึงพระนครศรีอยุธยา จารึกนี้เขียนด้วยภาษาสันสกฤตและเขมร ไล่รายพระนามกษัตริย์ตั้งแต่พระเจ้าภคทัตต์ลงมา

    ศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ที่ไหนยังเถียงกันไม่จบ นักวิชาการส่วนใหญ่ เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่แถบลุ่มน้ำมูลตอนบน ใกล้เมืองเสมา แต่ ดร.ธิดา สาระยา เสนอว่าอาจอยู่ที่ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และมีผู้เสนอว่าเสมากับศรีเทพอาจเป็นเมืองคู่ที่สัมพันธ์กัน

    หลังจากนั้นศรีจนาศะน่าจะถูกรวมเข้ากับอาณาจักรขอม จารึกเมืองเสมาที่ลงศักราช พ.ศ. 1514 กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งเมืองพระนคร แสดงว่าอำนาจขอมมาถึงลุ่มน้ำมูลแล้วในเวลานั้น

    ขอมไม่ได้ปกครองด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ผูกบ้านเมืองเข้าหากันด้วยถนน ปราสาท โรงพยาบาล และถ้อยคำที่ยังอยู่ในปากคนไทยทุกวัน

    เมื่อขอมเข้าครองละโว้

    ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 เกิดสงครามแย่งราชสมบัติในเมืองพระนครนานหลายปี ผู้ชนะคือพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ซึ่งต่อมาได้ขยายอำนาจมาทางตะวันตกจนถึงลพบุรีและลุ่มเจ้าพระยา ละโว้จึงตกอยู่ใต้การดูแลของเจ้านายเขมรในฐานะเมืองขึ้น

    พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 นับถือพุทธศาสนามหายาน แต่ก็เปิดกว้างต่อพุทธเถรวาทและศาสนาพราหมณ์ ลพบุรีในยุคนี้จึงเป็นเมืองที่หลายความเชื่ออยู่ร่วมกัน ทั้งพระสงฆ์มอญที่สืบมาแต่เดิม และพิธีกรรมแบบราชสำนักขอม

    อย่างไรก็ตาม การปกครองของขอมไม่ได้มั่นคงตลอด ละโว้ส่งคณะทูตไปราชสำนักจีนเองในปี ค.ศ. 1115 และ ค.ศ. 1155 นักประวัติศาสตร์มองว่านี่เป็นสัญญาณว่าบางช่วงละโว้มีอิสระพอจะติดต่อต่างประเทศได้โดยตรง นักวิชาการบางคนจึงเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างละโว้กับเมืองพระนครยืดหยุ่นกว่าการเป็นเมืองขึ้นแบบตายตัว

    ปราสาทหินบนแผ่นดินไทย

    หลักฐานที่ทุกคนเห็นได้ด้วยตาคือปราสาทหิน ปราสาทหินพิมายในจังหวัดนครราชสีมาเป็นศาสนสถานพุทธมหายานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 จารึกเรียกเมืองนี้ว่าวิมายปุระ ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้สู่เมืองพระนคร และนักวิชาการหลายท่านเห็นว่าเป็นต้นแบบทางรูปทรงของปราสาทนครวัด

    ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูที่บูชาพระศิวะ สร้างต่อเติมหลายสมัยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15–18 จารึกที่นี่กล่าวถึงนเรนทราทิตย์ผู้สร้างปราสาทประธาน ไม่ไกลกันคือปราสาทเมืองต่ำ สร้างราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 มีจุดเด่นคือสระน้ำที่ล้อมรอบระหว่างกำแพงชั้นใน

    ในภาคกลาง พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีเป็นปรางค์ศิลาแลงสามองค์ต่อกัน สร้างในศิลปะแบบบายนช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ส่วนปราสาทเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรีเป็นศาสนสถานพุทธมหายานในสมัยเดียวกัน ทางเหนือขึ้นไปที่ศรีเทพก็มีปรางค์แบบขอม เช่น ปรางค์ศรีเทพ อยู่ร่วมกับโบราณสถานทวารวดีที่เก่ากว่า เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2566

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7: โรงพยาบาลและที่พักริมทาง

    ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรขอมมีกษัตริย์ที่สร้างสิ่งก่อสร้างมากที่สุดพระองค์หนึ่ง คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างเมืองพระนครธม พระองค์นับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง และแสดงพระราชศรัทธาด้วยการสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ทั่วอาณาจักร

    จารึกที่ปราสาทตาพรหมและปราสาทพระขรรค์ระบุว่าทรงสร้างอโรคยศาล หรือสถานพยาบาล 102 แห่ง และธรรมศาลา หรือบ้านมีไฟสำหรับคนเดินทาง 121 แห่ง ในภาคอีสานของไทยพบอโรคยศาลราว 30 แห่ง ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่ จารึกประจำอโรคยศาลยังบอกจำนวนเจ้าหน้าที่และรายการสมุนไพรที่ใช้รักษาด้วย

    จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวถึงเมืองในลุ่มเจ้าพระยาและฝั่งตะวันตกหลายเมือง เช่น ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) และศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) ส่วนเมืองศรีชัยสิงหปุรีนักวิชาการเชื่อว่าคือเมืองสิงห์ แต่การที่ชื่อเมืองปรากฏในจารึก ไม่ได้แปลว่าขอมปกครองโดยตรงเสมอไป บางท่านมองว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและวัฒนธรรมมากกว่า

    ถนนหลวงจากเมืองพระนครถึงพิมาย

    ขอมเชื่อมเมืองสำคัญเข้าหากันด้วยถนนยกระดับ เส้นที่ยาวที่สุดเส้นหนึ่งวิ่งจากเมืองพระนครไปทางตะวันตกเฉียงเหนือถึงพิมาย ระยะทางราว 225 กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ข้ามเทือกเขาพนมดงรักที่ช่องตาเมือน แล้วผ่านเขตพนมรุ้งก่อนมุ่งสู่ลุ่มน้ำมูล

    นักวิชาการยืนยันได้ว่าถนนนี้ใช้งานในพุทธศตวรรษที่ 17–18 สิ่งก่อสร้างริมทางส่วนใหญ่เป็นงานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาคารไม้และสะพานจำนวนมากผุพังไปแล้ว สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือธรรมศาลาและอโรคยศาลที่ก่อด้วยหิน

    ถนนเส้นนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าอำนาจขอมทำงานอย่างไร พระราชาไม่ได้ส่งทหารไปทุกเมือง แต่ใช้ถนน ศาสนสถาน และการแต่งตั้งเจ้านายท้องถิ่น ผูกเมืองต่างๆ ให้หันหน้ามาหาศูนย์กลาง ซึ่งตรงกับการที่ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางเมืองพระนคร

    เสียมกุก: ภาพทหารที่นครวัด

    บนระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัด มีภาพสลักขบวนทัพของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 ซึ่งสร้างราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพหนึ่งมีจารึกสั้นๆ ว่า เนะ สยำ กุก แปลได้ว่านี่คือพวกสยาม ภาพแสดงทหารที่แต่งกายต่างจากทหารเขมร เดินแถวตามหัวหน้าที่ยืนบนหลังช้าง

    ในภาพสลักเดียวกันยังมีขบวนจากละโว้แยกออกมาอีกขบวนหนึ่ง จึงชัดเจนว่าคนสยามในภาพไม่ใช่ทหารละโว้ แต่พวกเขามาจากไหนยังเป็นปริศนา นักวิชาการตะวันตกยุคแรกเคยเชื่อว่าเป็นคนจากสุโขทัย จิตร ภูมิศักดิ์เสนอว่ามาจากลุ่มน้ำกก ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่ามาจากลุ่มน้ำโขงหรือแอ่งสกลนคร

    สิ่งที่นักวิชาการเห็นตรงกันคือ ภาพนี้เป็นหลักฐานยุคแรกๆ ที่ใช้คำว่าสยามเรียกกลุ่มคน แต่ควรระวังการตีความว่าคือบรรพบุรุษคนไทยปัจจุบันโดยตรง เพราะคำว่าสยามในยุคนั้นอาจหมายถึงคนหลายกลุ่มในดินแดนทางตะวันตกของเขมร

    มรดกขอมในวัฒนธรรมไทย และการเสื่อมอำนาจ

    อิทธิพลขอมยังอยู่ในภาษาไทยทุกวัน คำราชาศัพท์หลายคำ เช่น เสวย ตรัส โปรด และขนง มาจากภาษาเขมร รวมทั้งคำธรรมดาอย่างถนน ตำบล และกระบือ ราชสำนักไทยรุ่นหลังยังรับพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ความคิดเรื่องกษัตริย์ในฐานะเทวราชา และรูปแบบปรางค์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของวัดไทยสมัยอยุธยา

    หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อำนาจของเมืองพระนครเหนือดินแดนรอบนอกค่อยๆ ลดลง ในพุทธศตวรรษที่ 18 บ้านเมืองของคนไทเริ่มตั้งตัว จารึกวัดศรีชุมเล่าว่าพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองยึดสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพงใน พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238)

    นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ไม่ได้มองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการปลดแอกจากขอมทั้งหมด เพราะผู้ปกครองท้องถิ่นเองก็ใช้ตำแหน่งและธรรมเนียมแบบขอมอยู่แล้ว ละโว้ยังส่งทูตไปจีนอีกใน ค.ศ. 1289 และ 1299 ก่อนจะถูกรวมเข้ากับอยุธยาที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1351) มรดกของละโว้และขอมจึงไหลต่อเข้าไปในรัฐไทยยุคต่อมาโดยตรง

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–16: ละโว้ในวัฒนธรรมทวารวดี. เมืองมอญริมแม่น้ำลพบุรี ใช้อักษรมอญและนับถือพุทธศาสนา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. ราว 790 (ยังถกเถียง)): จารึกบ่ออีกา. พบที่เมืองเสมา กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. พบที่อยุธยา ไล่รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะ
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): จารึกเมืองเสมา. กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แสดงอำนาจขอมในลุ่มน้ำมูล
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราว 1002–1050): พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1. อำนาจขอมแผ่ถึงละโว้และลุ่มเจ้าพระยา
    • พุทธศตวรรษที่ 17: ปราสาทหินพิมาย. ศาสนสถานพุทธมหายานใหญ่ที่สุดในไทย หันหน้าสู่เมืองพระนคร
    • พ.ศ. 1658 และ 1698 (ค.ศ. 1115 และ 1155): ละโว้ส่งทูตไปจีน. สัญญาณว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 17: ภาพสลักเสียมกุก. ภาพขบวนทหารสยามที่ระเบียงคดนครวัด
    • ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. ราว 1181–1218): พระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างอโรคยศาล ธรรมศาลา พระปรางค์สามยอด และปราสาทเมืองสิงห์
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): กำเนิดสุโขทัย. พ่อขุนบางกลางหาวยึดสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพง
    • พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1351): ตั้งกรุงศรีอยุธยา. ต่อมาละโว้ถูกรวมเข้ากับอยุธยา

    รู้หรือไม่

    ปราสาทพิมายเก่ากว่านครวัด

    ปราสาทหินพิมายสร้างก่อนนครวัดหลายสิบปี และนักวิชาการหลายท่านเห็นว่ารูปทรงปราสาทประธานเป็นต้นแบบให้นครวัด

    ทับหลังที่กลับบ้าน

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้งเคยถูกลักลอบนำออกไปอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้กลับคืนสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. 2531

    โรงพยาบาลอายุ 800 ปี

    อโรคยศาลที่พบในอีสานคือสถานพยาบาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จารึกบอกแม้กระทั่งชื่อสมุนไพรและจำนวนหมอที่ประจำอยู่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Lavo Kingdom (Wikipedia)
    2. Canasapura (Wikipedia)
    3. จารึกศรีจนาศะ ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    4. จารึกเมืองเสมา ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    5. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรค สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. 6 เมืองโบราณของไทยในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. เสียมกุก ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร (ศิลปวัฒนธรรม)
    9. Ancient Khmer Highway (Wikipedia)
    10. Prang Sam Yot (SAC Southeast Asian Arts)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • โคกพนมดี

    โคกพนมดี

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เนินเปลือกหอยริมลุ่มน้ำบางปะกงที่เก็บเรื่องราวของชุมชนช่างปั้นหม้อชายฝั่งเมื่อราว 4,000–3,500 ปีก่อน · ราว 4,000–3,500 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง
    ลักษณะแหล่งเนินดินสูงราว 12 เมตร มีชั้นวัฒนธรรมหนาราว 7 เมตร
    ยุคสมัยยุคหินใหม่
    การขุดค้นพ.ศ. 2527–2528 โดย ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์
    หลุมฝังศพ154 หลุม แบ่งเป็น 7 ระยะ
    ของเด่นศพหมายเลข 15 ประดับลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด
    อายุจากคาร์บอน-14ราว 2,000–1,500 ปีก่อนคริสตกาล
    ผู้สนับสนุนทุนมูลนิธิฟอร์ด

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    โคกพนมดีเป็นเนินดินขนาดใหญ่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ตั้งตระหง่านเหนือทุ่งนาราบลุ่มของแม่น้ำบางปะกง ตัวเนินสูงกว่าพื้นนาโดยรอบราว 12 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการทับถมของเปลือกหอยและเศษจากการปั้นหม้อของคนในอดีต

    ทุกวันนี้โคกพนมดีอยู่ห่างจากทะเลหลายสิบกิโลเมตร แต่เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอ่าวไทยจึงอยู่ใกล้มาก ชุมชนตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำที่มีป่าชายเลน ได้ทั้งอาหารทะเล ปลา หอย และดินเหนียวคุณภาพดี

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดเปลือกหอยของเจ้าหญิง: ลูกปัดกว่า 120,000 เม็ดที่ฝังกับหญิงช่างปั้นหม้อ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี (จัดแสดงแบบจำลอง)) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะดินเผาขัดมัน: หม้อลวดลายขีดและขัดมัน ฝีมือช่างปั้นของชุมชนริมปากแม่น้ำ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    นักวิชาการเริ่มสำรวจโคกพนมดีอย่างจริงจังในช่วงต้นทศวรรษ 2520 จากนั้นในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) การขุดค้นครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น เป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ นำโดยศาสตราจารย์ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์

    ในปีเดียวกัน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโคกพนมดีเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา การขุดค้นดำเนินถึงปี พ.ศ. 2528 ทีมงานขุดลงไปในชั้นดินที่หนาราว 7 เมตร และพบหลุมฝังศพ 154 หลุม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อย่างเป็นระเบียบ

    ผลการขุดค้นถูกตีพิมพ์เป็นรายงานชุดหลายเล่มชื่อ The Excavation of Khok Phanom Di ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรายงานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่ละเอียดที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    หญิงช่างปั้นหม้อผู้หนึ่งนอนอยู่ใต้ลูกปัดนับแสนเม็ด เป็นพยานว่าฝีมือเคยสร้างฐานะในสังคมเมื่อสามพันกว่าปีก่อน

    ขุดอย่างไร และอ่านชั้นดินอย่างไร

    ไฮแอมได้ยินเรื่องเนินนี้จากเพื่อนนักวิชาการชาวไทย และเดินทางมาดูด้วยตัวเองในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ก่อนจะวางแผนขุดค้นร่วมกับกรมศิลปากร โดยได้ทุนจากมูลนิธิฟอร์ด ฝ่ายไทยยังมีอาจารย์จากวิทยาลัยครูฉะเชิงเทราเข้าร่วมงานด้วย

    หลุมขุดค้นหลักมีพื้นที่เพียงราว 10 ตารางเมตร แต่ลึกมาก ทีมงานสร้างหลังคาคลุมหลุมไว้และขุดต่อเนื่องราวเจ็ดเดือนจนถึงดินธรรมชาติที่ไม่มีร่องรอยมนุษย์ การเลือกขุดแคบแต่ลึกแบบนี้ทำให้เห็นลำดับเหตุการณ์ในแนวดิ่งครบถ้วน ตั้งแต่ชุมชนแรกตั้งจนถึงช่วงที่เลิกใช้พื้นที่

    ทีมงานแบ่งหลุมศพออกเป็น 7 ระยะ โดยดูจากตำแหน่งในชั้นดิน การฝังศพทับซ้อนกัน และแบบของภาชนะดินเผาที่อยู่ในหลุม ส่วนอายุสมบูรณ์ได้มาจากการหาค่าอายุด้วยคาร์บอน-14 ซึ่งชี้ว่าคนอยู่ที่นี่ราว 500 ปี ระหว่างราว 2,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 4,000 ถึง 3,500 ปีก่อนปัจจุบัน

    ผลงานทั้งหมดตีพิมพ์เป็นรายงานชุดหลายเล่ม แยกเล่มตามหัวข้อ เช่น ซากชีวภาพ วัฒนธรรมทางวัตถุ และตัวคน ทำให้นักวิจัยรุ่นหลังนำข้อมูลไปวิเคราะห์ซ้ำได้จนถึงทุกวันนี้

    เจ็ดระยะของชุมชนริมป่าชายเลน

    ในระยะแรก ชุมชนอยู่ริมปากแม่น้ำกว้างที่ล้อมด้วยป่าชายเลน คนฝังศพในท่านอนหงายพร้อมหม้อและเครื่องมือหินแบบเรียบง่าย พอถึงระยะที่ 2 ศพเริ่มถูกฝังเป็นกลุ่มชัดเจน และพบหม้อตกแต่งด้วยลายขูดขีดอย่างประณีต

    ระยะที่ 3 และ 4 สภาพปากแม่น้ำเสื่อมลง ซากสัตว์ทะเลและสัตว์น้ำกร่อยลดลง ส่วนปลาน้ำจืดเพิ่มขึ้น นักวิชาการคาดว่าทางน้ำอาจย้ายห่างออกไปจากเนิน ช่วงนี้เองที่พบหลักฐานข้าวชัดเจนที่สุด รวมทั้งจอบหิน และจำนวนลูกปัดในหลุมศพก็ลดลงอย่างมาก

    ในระยะที่ 5 น้ำเค็มกลับมาอีกครั้ง หลักฐานการปลูกข้าวหายไป แต่หลุมศพกลับร่ำรวยที่สุด หลุมของเจ้าแม่อยู่ในระยะนี้ ระยะที่ 6 ความต่างระหว่างหลุมรวยกับหลุมจนยิ่งเด่นชัด และในระยะที่ 7 หลุมศพเบาบางลงจนชุมชนเลิกใช้พื้นที่ไปในที่สุด

    ลำดับนี้ทำให้โคกพนมดีเป็นเหมือนบันทึกที่เล่าว่า สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปส่งผลต่ออาหาร การทำงาน และความมั่งคั่งของคนแต่ละรุ่นอย่างไร

    สิ่งที่พบ

    หลุมศพทั้ง 154 หลุมถูกจัดแบ่งเป็น 7 ระยะการฝังศพ คิดเป็นราว 17–20 ชั่วคน การวางศพเป็นกลุ่มตามแนวเดียวกันทำให้นักวิชาการเชื่อว่าคนในกลุ่มเดียวกันเป็นเครือญาติ ที่ฝังรวมกันต่อเนื่องหลายรุ่น

    การค้นพบที่โด่งดังที่สุดคือศพหมายเลข 15 ในระยะที่ 5 เป็นหญิงอายุราว 30–35 ปี ร่างของเธอถูกคลุมด้วยลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด มีลูกปัดรูปตัว I กำไลเปลือกหอย และเครื่องประดับรูปจานมีเขาที่ไหล่ คนทั่วไปจึงเรียกเธอว่า เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

    ข้างตัวเธอมีแท่นดินเผาสำหรับตีขึ้นรูปหม้อ หินขัดผิวหม้อที่ใส่ในภาชนะเปลือกหอย และภาชนะดินเผาที่ทุบให้แตก ห่างออกไปไม่ไกลมีศพเด็กวัยราว 15–18 เดือน (แหล่งข้อมูลระบุอายุต่างกันเล็กน้อย) ประดับลูกปัดเปลือกหอยหลายพันเม็ด ทาด้วยสีแดง และมีแท่นตีหม้อขนาดจิ๋วกับหินขัดวางไว้ด้วย

    หลุมศพอื่นที่น่าสนใจ

    นอกจากเจ้าแม่แล้ว ยังมีหลุมศพที่ชวนคิดอีกหลายหลุม เช่น ศพชายผู้หนึ่งที่สวมเครื่องประดับอกทำจากกระดองเต่า และมีลูกปัดเปลือกหอยกว่า 45,000 เม็ด แสดงว่าความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิง

    ทีมขุดค้นยังพบศพทารกแฝดแรกเกิดที่มีหลุมเสาล้อมรอบ ซึ่งน่าจะเป็นร่องรอยของโครงสร้างเล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อพิธีศพ ศพจำนวนมากถูกโรยหรือทาด้วยสีแดงจากดินแดง ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบทั่วไปในการฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ในหลุมของเจ้าแม่เอง นอกจากลูกปัดกว่า 120,000 เม็ดที่เย็บติดบนเครื่องนุ่งห่มอย่างน้อยสองชิ้นแล้ว ยังมีลูกปัดรูปตัว I ราว 950 เม็ดบริเวณหน้าอก ฟันเขี้ยวสัตว์เจาะรู กำไลเปลือกหอย และภาชนะดินเผาตกแต่งสวยงามหลายใบ ร่างของเธอถูกทาด้วยสีแดงอย่างทั่วถึง

    ชีวิตและสุขภาพของคนโคกพนมดี

    คนโคกพนมดีจับปลา เก็บหอย และล่าสัตว์ในป่าชายเลน เครื่องมือที่พบมีทั้งเบ็ดตกปลา มีดเปลือกหอย ขวานหินขัด และจอบหินแกรนิต ในหลุมศพระยะที่ 3 นักวิจัยพบสิ่งที่เคยอยู่ในลำไส้ของผู้ตาย ซึ่งมีเมล็ดข้าวพันธุ์ปลูกที่ย่อยไม่หมด ยังพบแมลงปีกแข็งชนิดที่มักอยู่ในข้าวที่เก็บไว้นาน และกระดูกสุนัขบ้านด้วย

    ร่างกายของคนที่นี่บอกเล่าความยากลำบาก โครงกระดูกหลายโครงมีร่องรอยของโลหิตจางรุนแรง แนนซี เทย์ลส์ นักมานุษยวิทยากายภาพ เสนอว่าน่าจะเป็นโรคธาลัสซีเมียกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีไข้มาลาเรีย นอกจากนี้ยังพบศพทารกจำนวนมาก โดยเฉพาะทารกที่คลอดครบกำหนด ซึ่งนักวิจัยยังถกกันว่าเกิดจากโรค การฆ่าทารก หรือธรรมเนียมการฝังศพที่ต่างจากชุมชนอื่น

    เมื่อทางน้ำอยู่ห่างออกไปในระยะที่ 4 อัตราการตายของทารกลดลง อาจเพราะยุงพาหะมาลาเรียน้อยลง กระดูกช่วงลำตัวของผู้ชายก็บอบบางลง ซึ่งอาจสะท้อนว่างานพายเรือที่หนักหน่วงลดน้อยลง

    การวิเคราะห์ธาตุสตรอนเชียมในฟันยังพบว่า ผู้หญิงบางคนที่ฝังไว้ในช่วงกลางของสุสานเกิดและโตที่อื่น แล้วจึงย้ายมาอยู่โคกพนมดี นี่อาจเป็นร่องรอยของการแต่งงานข้ามชุมชน และการติดต่อกับคนปลูกข้าวในแผ่นดินด้านใน

    ความสำคัญ

    โคกพนมดีแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งอย่างไร ในช่วงแรกพวกเขาพึ่งพาทรัพยากรจากทะเลและปากแม่น้ำ ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็มีหลักฐานการปลูกข้าวและใช้จอบหิน แล้วกลับไปพึ่งพาทรัพยากรน้ำกร่อยอีกครั้งเมื่อสภาพเอื้ออำนวย

    ลักษณะของกระดูกข้อมือของเจ้าแม่บ่งบอกว่าเธอทำงานซ้ำ ๆ แบบช่างปั้นหม้อ ไฮแอมจึงเสนอว่าสตรีที่เชี่ยวชาญการปั้นหม้อ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนกับภายนอก ได้สะสมความมั่งคั่งและมีฐานะสูงในชุมชน

    ระยะหลัง ๆ ของสุสานยังแสดงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น บางหลุมมีของอุทิศมากกว่าหลุมอื่นอย่างเห็นได้ชัด โคกพนมดีจึงช่วยให้เห็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งชั้นทางสังคมในดินแดนไทย

    ข้อถกเถียง

    นักวิชาการไทยหลายคน รวมถึงงานของอนุสรณ์ อำพันศรี จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ทบทวนการตีความเรื่องเพศและสถานภาพของไฮแอม บางคนมองว่าการเรียกหญิงศพที่ 15 ว่า เจ้าแม่ หรือการพูดถึงสังคมแม่เป็นใหญ่ อาจเกินกว่าหลักฐาน และควรมองผ่านบริบทสังคมเครือญาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าแนวคิดแบบตะวันตก

    เรื่องการปลูกข้าวก็ยังมีคำถาม หลักฐานข้าวที่พบอาจมาจากการปลูกเองในบางช่วง หรือมาจากการแลกเปลี่ยนกับชุมชนในแผ่นดินก็ได้ ส่วนจำนวนโครงกระดูกที่ระบุในแหล่งข้อมูลไทยบางแห่งก็ต่างไปจาก 154 โครงในรายงานหลัก เนื่องจากนับรวมการขุดค้นในจุดอื่นหรือใช้เกณฑ์ต่างกัน

    โคกพนมดีในปัจจุบัน

    บนเนินโคกพนมดีมีอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่จัดแสดงหลุมขุดค้นจำลองและเรื่องราวของชุมชนโบราณ แต่การดูแลรักษายังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและอำนาจการจัดการ

    ในปี พ.ศ. 2569 มีความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานรัฐเพื่อฟื้นฟูแหล่ง โดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลอาคารพิพิธภัณฑ์ เรื่องราวของเจ้าแม่ยังถูกนำไปเล่าใหม่ในรูปแบบละครเวที ทำให้คนรุ่นใหม่ในภาคตะวันออกรู้จักอดีตของบ้านตัวเองมากขึ้น

    พิกัดและการนำทาง

    วัดโคกพนมดี (ที่ตั้งแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์โคกพนมดี) ต.ท่าข้าม อ.พนัสนิคม
    พิกัด 13.584922, 101.140546 (13°35′05.7″N 101°08′26.0″E)

    จุดนี้คือวัดโคกพนมดี ที่ตั้งหลุมขุดค้นและพิพิธภัณฑ์

    การเยี่ยมชมวันนี้

    โคกพนมดีอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ไม่ไกลจากแม่น้ำบางปะกงและรอยต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา บนเนินมีอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเล่าเรื่องการขุดค้นและหลุมศพ ผู้สนใจควรตรวจสอบสถานะการเปิดให้เข้าชมกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000 ปีก่อน (ค.ศ. ราว 2,000 ปีก่อน): เริ่มตั้งชุมชน. ชุมชนริมปากแม่น้ำบางปะกงเมื่อชายฝั่งยังอยู่ใกล้
    • ระยะที่ 1–2: ชุมชนป่าชายเลน. ฝังศพนอนหงาย เริ่มฝังเป็นกลุ่ม หม้อลายขูดขีด
    • ระยะที่ 3–4: ปากแม่น้ำเสื่อมลง. ปลาน้ำจืดเพิ่ม พบหลักฐานข้าวและจอบหิน ลูกปัดลดลง
    • ราว 3,600 ปีก่อน: ระยะที่ 5 ของสุสาน. น้ำเค็มกลับมา การฝังศพหมายเลข 15 พร้อมลูกปัดกว่า 120,000 เม็ด
    • ระยะที่ 6: ความเหลื่อมล้ำสูงสุด. ความต่างระหว่างหลุมรวยกับหลุมจนชัดเจน
    • ราว 3,500 ปีก่อน (ค.ศ. ราว 1,500 ปีก่อน): สิ้นสุดการใช้พื้นที่. ระยะที่ 7 หลุมศพเบาบางลง ชุมชนใช้พื้นที่ราว 500 ปี
    • ก.พ. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): ไฮแอมมาดูแหล่ง. ไฮแอมเดินทางมาดูเนินหลังได้ยินจากนักวิชาการไทย
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): สำรวจแหล่ง. นักวิชาการเข้าสำรวจเนินโคกพนมดี
    • 18 ก.ย. พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • 27 ธ.ค. พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): เริ่มขุดค้นครั้งใหญ่. ทีมไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์ร่วมกับกรมศิลปากร
    • มี.ค. พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985): พบเจ้าแม่. ขุดพบศพหมายเลข 15
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): เสนอเรื่องธาลัสซีเมีย. เทย์ลส์ตีพิมพ์งานเรื่องโลหิตจางในโครงกระดูกโคกพนมดี
    • พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): ผลักดันการฟื้นฟู. หน่วยงานรัฐลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูพิพิธภัณฑ์

    รู้หรือไม่

    เนินนี้สร้างจากขยะ

    เนินโคกพนมดีส่วนใหญ่เกิดจากเปลือกหอยที่คนกินทิ้ง รวมกับเศษดินจากการปั้นหม้อ สะสมกันหลายร้อยปีจนสูงเท่าตึกสามสี่ชั้น

    ศพไร้หัวข้างเจ้าแม่

    ใกล้หลุมเจ้าแม่ยังพบโครงกระดูกชายไม่มีศีรษะ ฝังพร้อมหม้อเล็กเพียงสองใบ ความหมายของหลุมนี้ยังเป็นปริศนา

    ข้าวในท้องคนตาย

    นักวิจัยพบเมล็ดข้าวพันธุ์ปลูกที่ย่อยไม่หมดในหลุมศพระยะที่ 3 เป็นหลักฐานโดยตรงว่าคนที่นี่กินข้าวเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khok Phanom Di – Wikipedia
    2. สตรีลึกลับกับเครื่องประดับนับแสนชิ้น ใครคือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี – ศิลปวัฒนธรรม
    3. The Princess of Khok Phanom Di – The Past
    4. เพศภาวะของชุมชนโคกพนมดี: การตีความจากมุมมองโลกที่สาม – วารสารสหศาสตร์
    5. กมธ.ศาสนาฯ ลงพื้นที่ชลบุรี ชุบชีวิตโบราณคดีโคกพนมดี – แนวหน้า
    6. วารสารวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสยาม: โคกพนมดี
    7. Charles Higham: A prehistoric mystery – World Archaeology
    8. Tayles 1996: Anemia, genetic diseases, and malaria in prehistoric mainland Southeast Asia – PubMed
    9. Infant Death in Late Prehistoric Southeast Asia – Asian Perspectives
    10. The excavation of Khok Phanom Di Vol. 5 The people – Zenon DAI

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • เมืองโบราณศรีมโหสถ

    เมืองโบราณศรีมโหสถ

    ภาพประกอบ: Sa Kaeo, Si Mahosot (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินแห่งลุ่มน้ำบางปะกงที่มีทั้งพระคเณศรุ่นแรก รอยพระพุทธบาทคู่สมัยทวารวดี และอโรคยศาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–13)

    ที่ตั้งตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
    ผังเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน กว้างราว 700 เมตร ยาวราว 1,500–1,550 เมตร คูเมืองกว้าง 14–20 เมตร
    โบราณสถานสำรวจพบราว 541 แห่งในพื้นที่ราว 2,816 ไร่ ขุดค้นแล้วราว 39 แห่ง
    จุดเด่นสระมรกตและรอยพระพุทธบาทคู่ สระแก้ว พระคเณศ อโรคยศาล
    ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พุทธเถรวาทแบบทวารวดี และพุทธมหายานสมัยเขมร
    คุ้มครองเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม มีผลตั้งแต่ 16 ก.ย. 2558
    ภาชนะสำริดพบ 26 ชิ้นที่โบราณสถานหมายเลข 11 เมื่อ 14 มิ.ย. 2509 มีจารึก 5 ชิ้น
    พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดเมื่อ 22 เม.ย. 2528

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณศรีมโหสถอยู่ในตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี บนที่ราบลุ่มน้ำบางปะกง ครอบคลุมพื้นที่บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัด และบ้านหนองสะแก ในอดีตบริเวณนี้น่าจะอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลมากกว่าปัจจุบัน

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน วางแนวตะวันออกเฉียงเหนือถึงตะวันตกเฉียงใต้ กว้างราว 700 เมตร ยาวราว 1,500 ถึง 1,550 เมตร ตามแต่ละแหล่งข้อมูล ล้อมด้วยคันดินและคูเมืองกว้าง 14–20 เมตร

    ศรีมโหสถเป็นแหล่งที่มีโบราณสถานหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก การสำรวจนับได้ราว 541 แห่ง ทั้งบนแนวกำแพง ภายในเมือง และนอกเมือง แต่ขุดค้นแล้วเพียงราว 39 แห่ง

    ชื่อศรีมโหสถเป็นชื่อที่ตั้งใหม่ อำเภอนี้เดิมชื่ออำเภอโคกปีบ และเปลี่ยนชื่อเป็นศรีมโหสถเมื่อ พ.ศ. 2536 ส่วนชื่อโบราณของเมืองยังไม่มีข้อยุติ

    การค้นพบและการขุดค้น

    ชาวบ้านพบโบราณวัตถุในบริเวณนี้มานานแล้ว และหินจากสระโบราณบางส่วนเคยถูกขนไปใช้สร้างวัดในละแวกก่อนที่ทางราชการจะเห็นความสำคัญ ใน พ.ศ. 2509 มีการพบภาชนะสำริดมีจารึกที่โบราณสถานหมายเลข 11

    พระพุทธรูปหินทรายยืนแบบทวารวดีสูงราว 2 เมตร ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อทวารวดี ขุดพบเมื่อ พ.ศ. 2514 และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุใน พ.ศ. 2523 ต่อมาใบหน้าและแขนเสียหายจากไฟไหม้ใน พ.ศ. 2538 กรมศิลปากรจึงซ่อมแซม

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นศึกษาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ราว พ.ศ. 2529 ในปีนั้นเองได้ขุดแต่งและระบุรอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต ทำให้ชื่อศรีมโหสถเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    ในเมืองเดียวกัน คนโบราณสลักรอยพระพุทธบาทลงบนหิน บูชาพระคเณศ และต่อมาก็สร้างโรงพยาบาลตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์เขมร

    นักโบราณคดีรุ่นแรกในป่าโคกปีบ

    ก่อนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว เมืองโบราณแห่งนี้เป็นป่ารกที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเมืองพระรถ ใน พ.ศ. 2509 นักศึกษาโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งสุจิตต์ วงษ์เทศ และขรรค์ชัย บุนปาน ติดตามอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มาสำรวจ จากนั้นหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้พานักศึกษามาขุดค้นที่เนินซึ่งเรียกว่าพานหิน

    การขุดที่พานหินพบชิ้นส่วนเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ รวมทั้งพระหัตถ์ของพระวิษณุที่ถือสังข์ ทำให้นักวิชาการเห็นว่าในเมืองนี้เคยมีเทวสถานฮินดูขนาดใหญ่ ในปีเดียวกันนั้น วันที่ 14 มิถุนายน 2509 กรมศิลปากรขุดพบภาชนะสำริดรวม 26 ชิ้นที่โบราณสถานหมายเลข 11 ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเรื่องชื่อเมือง

    งานขุดแต่งบริเวณสระมรกตเกิดขึ้นในอีกราวยี่สิบปีต่อมา ตามคำเล่าของขรรค์ชัย บุนปาน เงินทำบุญจากงานกฐินส่วนหนึ่งถูกแบ่งมาสนับสนุนการขุดค้นของกรมศิลปากร ในสมัยที่ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ เป็นอธิบดี จนพบรอยพระพุทธบาทคู่ แหล่งข้อมูลระบุปีต่างกันเล็กน้อย บางแห่งว่า พ.ศ. 2528 บางแห่งว่า พ.ศ. 2529

    จากนั้นการสำรวจของกรมศิลปากรก็ขยายออกไปทั่วเมือง จนนับโบราณสถานได้หลายร้อยแห่งอย่างที่รู้กันในวันนี้ แต่ส่วนที่ขุดค้นแล้วยังเป็นเพียงส่วนน้อย เมืองนี้จึงยังมีเรื่องรอให้ค้นพบอีกมาก

    สิ่งที่พบ จากเทวรูปพราหมณ์ถึงรอยพระพุทธบาท

    ศรีมโหสถพบเทวรูปในศาสนาพราหมณ์หลายองค์ เช่น พระวิษณุ พระคเณศ และศิวลึงค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี บรรยายว่าพระคเณศที่พบที่นี่เป็นองค์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดเท่าที่พบหลักฐานในปัจจุบัน สะท้อนว่าการนับถือพระคเณศเข้ามาถึงลุ่มบางปะกงตั้งแต่ยุคแรก

    ทางใต้ของเมืองมีสระแก้ว สระน้ำโบราณที่ขุดลงไปในศิลาแลง ขอบสระสลักภาพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ช้างซึ่งมีมากที่สุด มกร สิงห์ นาค หมูป่า และกินรี นักวิชาการหลายท่านกำหนดอายุราว 1,500 ปี และเชื่อว่าใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำและความอุดมสมบูรณ์

    ที่โบราณสถานสระมรกต มีรอยพระพุทธบาทคู่สลักบนพื้นศิลาแลงธรรมชาติ แต่ละรอยมีนิ้วห้านิ้วและมีธรรมจักรตรงกลาง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 หลายแหล่งยกให้เป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในไทย รอบข้างพบร่องรอยหลุมเสาของอาคารและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

    นอกจากนี้ยังพบเครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ลูกปัดทองและแก้ว และภาชนะแบบกุณฑี หลักฐานเหล่านี้บอกว่าเมืองนี้เชื่อมกับเครือข่ายการค้าทางทะเล

    สระมรกต ที่ศักดิ์สิทธิ์สองยุคซ้อนกัน

    ที่สระมรกต หลักฐานสองยุคอยู่ใกล้กันอย่างน่าสนใจ ยุคแรกคือรอยพระพุทธบาทคู่บนลานศิลาแลง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 ซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี ยุคหลังคืออาคารอโรคยศาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในพุทธศตวรรษที่ 18 ห่างกันหลายร้อยปี

    การที่คนสมัยหลังเลือกสร้างโรงพยาบาลหลวงไว้ข้างรอยพระพุทธบาทเก่า แสดงว่าพื้นที่นี้ยังถูกนับถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องมา แม้ศาสนาจะเปลี่ยนจากพุทธแบบทวารวดีมาเป็นพุทธมหายานแบบเขมร งานศึกษาของรุ่งโรจน์ระบุว่าอโรคยศาลแห่งนี้เป็นอโรคยศาลที่อยู่ทางตะวันตกสุดเท่าที่พบของอาณาจักรพระนคร

    รอบสระมรกตยังพบร่องรอยหลุมเสาอาคารไม้และบ่อน้ำ แสดงว่าเคยมีเรือนหรือศาลาประกอบพิธีกรรมล้อมรอยพระพุทธบาท ซึ่งน่าจะเป็นที่ที่ผู้คนมาสักการะ คล้ายกับที่ผู้คนยังมากราบไหว้ในวันนี้

    จากทวารวดีสู่สมัยเขมร

    ในช่วงแรก ศรีมโหสถเป็นชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีที่นับถือทั้งพุทธและพราหมณ์ปะปนกัน ต่อมาเมื่ออาณาจักรเขมรขยายอิทธิพลมาถึงภาคตะวันออก เมืองก็ได้รับศิลปะและความเชื่อแบบเขมรเข้ามาซ้อนทับ

    หลักฐานสำคัญของสมัยเขมรคืออโรคยศาลที่โบราณสถานสระมรกต สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อาจสร้างทับศาสนสถานทวารวดีเดิม อาคารสร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ มีบรรณาลัยและโคปุระครบตามแบบแผน

    ภาชนะสำริดที่พบใน พ.ศ. 2509 มีจารึกลงมหาศักราช 1109 ตรงกับ พ.ศ. 1730 (ค.ศ. 1187) อยู่ในรัชกาลเดียวกัน ยืนยันว่าเมืองยังมีความสำคัญทางศาสนาในสมัยนั้น หลังพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองค่อย ๆ ร้างไป จนชาวไทยพวนเข้ามาตั้งชุมชนในสมัยรัตนโกสินทร์

    ภาชนะสำริด 26 ชิ้น กับชื่อที่จารึกไว้

    ในบรรดาภาชนะสำริด 26 ชิ้นจากโบราณสถานหมายเลข 11 มีห้าชิ้นที่มีจารึกอักษรเขมร ได้แก่ ขันกลม ขันรูปรี กรอบสำริด เชิงเทียน และสังข์ บทความของรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ในวารสารดำรงวิชาการ รวบรวมคำอ่านไว้อย่างเป็นระบบ

    จารึกบนขันกลมกล่าวว่าศรีวีเรนทราธิบดีวรมันถวายของแด่ศรีวีเรศวรที่สังโวก ลงมหาศักราช 1109 ตรงกับ พ.ศ. 1730 ส่วนกรอบสำริดและเชิงเทียนลงมหาศักราช 1115 ตรงกับ พ.ศ. 1736 กล่าวถึงอโรคยศาล ชิ้นหนึ่งเอ่ยชื่ออวัธยปุระ อีกชิ้นเอ่ยชื่อสังโวก

    ข้อมูลนี้อธิบายได้ว่าทำไมเมืองนี้จึงมีชื่อเสนออยู่สองชื่อ ฝ่ายหนึ่งยึดชื่ออวัธยปุระ ซึ่งแปลจากภาษาสันสกฤตได้ราวว่าเมืองที่ไม่มีใครทำลายได้ อีกฝ่ายยึดชื่อสังโวกที่ปรากฏทั้งบนภาชนะและในจารึกปราสาทบายน แต่เพราะภาชนะเป็นของเคลื่อนย้ายได้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าชื่อใดเป็นชื่อของเมืองนี้จริง

    สิ่งที่ค่อนข้างแน่นอนคือ ในช่วง พ.ศ. 1730–1736 มีคนสำคัญในราชสำนักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่งของมาถวายศาสนสถานแห่งนี้ และมีอโรคยศาลที่ดำเนินงานอยู่จริง

    ข้อถกเถียง เมืองนี้ชื่ออะไร

    รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เสนอใน พ.ศ. 2556 ว่าศรีมโหสถคือเมืองสังโวก ที่จารึกกรอบประตูปราสาทบายนกล่าวว่ามีรอยพระพุทธบาทและพระไภษัชยคุรุ เหตุผลคือที่นี่มีทั้งรอยพระพุทธบาทและอโรคยศาลอยู่ด้วยกัน ซึ่งไม่พบในแหล่งอื่นสมัยเดียวกัน และจารึกบนภาชนะสำริดก็เอ่ยถึงสังโวก

    ผู้เสนอเองยอมรับว่าภาชนะสำริดเคลื่อนย้ายได้ จึงอาจนำมาจากที่อื่น และชื่อบางชื่อในจารึกยังอ่านตีความได้ไม่แน่นอน ขณะที่บางแหล่งเรียกเมืองนี้ว่าอวัธยปุระตามจารึก แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่นักวิชาการยอมรับร่วมกัน

    อายุของเมืองก็ยังมีความเห็นต่าง บางแหล่งย้อนไปถึงช่วงต้นพุทธกาล แต่หลักฐานโบราณคดีที่ชัดเจนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–18

    ศรีมโหสถในวันนี้

    เมืองโบราณยังมีผู้คนอาศัยอยู่ปะปนกับโบราณสถาน ทำให้ต้องอาศัยการวางผังและกฎหมายคุ้มครอง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม มีผลตั้งแต่ 16 กันยายน 2558

    ผู้มาเยือนสามารถชมโบราณสถานสระมรกต สระแก้ว แนวคันดิน หลวงพ่อทวารวดีข้างที่ว่าการอำเภอ และต้นโพธิ์ที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ซึ่งคนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย ความเชื่อนี้ยังพิสูจน์อายุแน่ชัดไม่ได้

    พิกัดและการนำทาง

    สระมรกต เมืองโบราณศรีมโหสถ
    พิกัด 13.863206, 101.426488 (13°51′47.5″N 101°25′35.4″E)

    จุดนี้คือสระมรกต ภายในเมืองโบราณศรีมโหสถ ยังมีโบราณสถานอีกหลายจุดในบริเวณใกล้เคียง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณศรีมโหสถอยู่ในอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี จุดชมหลักคือโบราณสถานสระมรกตพร้อมรอยพระพุทธบาทคู่ สระแก้ว แนวคูเมือง และหลวงพ่อทวารวดี โบราณวัตถุสำคัญ เช่น พระคเณศและเทวรูปพระวิษณุ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ในตัวเมืองปราจีนบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6): เริ่มเป็นชุมชน. ร่องรอยการอยู่อาศัยยุคแรกในลุ่มบางปะกง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–9): รอยพระพุทธบาทคู่. สลักรอยพระพุทธบาทที่สระมรกต
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9): การค้าทางทะเล. เครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียเข้ามาถึงเมือง
    • พ.ศ. 1730 (ค.ศ. 1187): จารึกภาชนะสำริด. สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างอโรคยศาล
    • พ.ศ. 1736 (ค.ศ. 1193): จารึกอโรคยศาล. กรอบสำริดและเชิงเทียนลงมหาศักราช 1115 กล่าวถึงอโรคยศาล
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. หลังคริสต์ศตวรรษที่ 13): เมืองร้าง. ผู้คนย้ายออก ต่อมาชาวไทยพวนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): นักศึกษาศิลปากรขุดค้น. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นำนักศึกษาขุดที่พานหิน พบพระหัตถ์พระวิษณุถือสังข์
    • 14 มิ.ย. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): พบภาชนะสำริด 26 ชิ้น. ที่โบราณสถานหมายเลข 11 มีจารึก 5 ชิ้น
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): พบหลวงพ่อทวารวดี. พระพุทธรูปยืนหินทรายสูงราว 2 เมตร
    • 22 เม.ย. พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985): เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี. แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุจากศรีมโหสถ
    • พ.ศ. 2528–2529 (ค.ศ. 1985–1986): ขุดแต่งสระมรกต. กรมศิลปากรขุดแต่งและพบรอยพระพุทธบาทคู่ (แหล่งข้อมูลระบุปีต่างกัน)
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): เปลี่ยนชื่ออำเภอ. อำเภอโคกปีบเปลี่ยนชื่อเป็นศรีมโหสถ
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม. ประกาศคุ้มครองพื้นที่เมืองโบราณ

    รู้หรือไม่

    รอยเท้าคู่

    รอยพระพุทธบาทส่วนใหญ่ในไทยเป็นรอยเดียว แต่ที่สระมรกตสลักไว้เป็นคู่

    สวนสัตว์บนขอบสระ

    ขอบสระแก้วสลักภาพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หลายชนิด โดยช้างมีจำนวนมากที่สุด

    พิพิธภัณฑ์ใกล้บ้าน

    โบราณวัตถุจากศรีมโหสถส่วนใหญ่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2528

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. คู่มือออกแบบอาคารพื้นที่คุ้มครองศรีมโหสถ – สผ.
    2. ข้อเสนอเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของสังโวก – วารสารดำรงวิชาการ
    3. รูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ขอบสระแก้ว – ศิลปวัฒนธรรม
    4. อำเภอศรีมโหสถ มาจากไหน – ศิลปวัฒนธรรม
    5. Prachinburi province – Wikipedia
    6. โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ – แนวหน้า
    7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี 40 ปี – กรุงเทพธุรกิจ
    8. Twin Buddha Footprints – Love Thailand
    9. Luang Phor Dhavaravati – Thai Holiday Guide
    10. ศรีมโหสถ ข่าวสด
    11. กว่าจะพบ อวัธยปุระ – มติชน (ประชาชื่น)
    12. ข้อเสนอเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของสังโวก (ฉบับเต็ม) – ดำรงวิชาการ
    13. ประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมศรีมโหสถ – สผ.

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณศรีมโหสถ
    โบราณสถานสระแก้ว เมืองโบราณศรีมโหสถ · Andromeda Oscar · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีมโหสถ
    Prachinburi National Museum · Shirazibustan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีมโหสถ
    วัดสระมรกตDSC 0831 · Cat2you · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัฒนธรรมดองซอนและกลองมโหระทึก

    วัฒนธรรมดองซอนและกลองมโหระทึก

    ภาพประกอบ: Dong Son Bronze Drum (9980594733) · Gary Todd from Xinzheng, China · CC0 · Wikimedia Commons

    วัฒนธรรมสำริดแห่งลุ่มแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ เจ้าของกลองมโหระทึกที่เดินทางไปทั่วอุษาคเนย์ รวมทั้งดินแดนไทย และยังใช้ในพระราชพิธีมาจนถึงทุกวันนี้ · ราว 3,000–1,900 ปีก่อน (ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    ศูนย์กลางลุ่มแม่น้ำแดง ทางเหนือของเวียดนาม
    ชื่อมาจากหมู่บ้านดองซอน จังหวัดทัญฮว้า เวียดนาม
    การขุดค้นครั้งแรกพ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924)
    การจัดประเภทกลองฟรันซ์ เฮเกอร์ แบ่งกลองสำริดเป็น 4 แบบ เมื่อ พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902)
    จำนวนกลองแบบดองซอนพบแล้วมากกว่า 200 ใบ ตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงอินโดนีเซียตะวันออก
    ในประเทศไทยพบทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ เช่น มุกดาหาร กาญจนบุรี เพชรบุรี

    วัฒนธรรมสำริดริมแม่น้ำแดง

    ราว 3,000 ปีก่อน ในที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงทางเหนือของเวียดนาม มีชุมชนชาวนาปลูกข้าวที่เชี่ยวชาญการหล่อสำริดอย่างยิ่ง นักโบราณคดีเรียกวัฒนธรรมของพวกเขาว่าดองซอน ตามชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดทัญฮว้า ซึ่งมีการขุดค้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924)

    วัฒนธรรมนี้รุ่งเรืองตั้งแต่ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ช่างดองซอนผลิตทั้งอาวุธ ผาลไถ ขวาน ภาชนะ และเครื่องประดับสำริด แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือกลองสำริดขนาดใหญ่ ซึ่งคนไทยเรียกว่ากลองมโหระทึก

    ยุคของดองซอนจบลงเมื่อราชวงศ์ฮั่นของจีนขยายอำนาจลงใต้ หลังจากแม่ทัพหม่าหยวนปราบการลุกฮือของสองพี่น้องตระกูลจึงในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชาวจีนก็อพยพเข้ามามากขึ้น และวัฒนธรรมวัตถุแบบดองซอนก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากลุ่มแม่น้ำแดง

    กลองมโหระทึก: งานหล่อชั้นสูง

    กลองมโหระทึกหล่อด้วยวิธีหล่อแบบขี้ผึ้งหาย ช่างจะปั้นหุ่นด้วยขี้ผึ้ง หุ้มด้วยดิน แล้วเผาให้ขี้ผึ้งละลายออก ก่อนเทสำริดหลอมลงไปแทนที่ กลองบางใบสูงเกือบหนึ่งเมตรและหนักหลายสิบกิโลกรัม กลองโกลวาในเวียดนามหนักถึง 72 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้แร่ทองแดงจำนวนมหาศาลกว่าจะได้โลหะพอ

    ใน พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) ฟรันซ์ เฮเกอร์ นักวิชาการชาวออสเตรีย ตีพิมพ์การศึกษากลองสำริด 165 ใบ และแบ่งออกเป็นสี่แบบ แบบที่เก่าที่สุดเรียกว่าเฮเกอร์ 1 ซึ่งตรงกับกลองแบบดองซอน ระบบของเฮเกอร์ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้นักโบราณคดีจีนจะแบ่งแบบที่ 1 ย่อยลงไปอีกหลายกลุ่ม

    หน้ากลองมักมีรูปดาวหรือดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยวงลายเรขาคณิต ภาพคนสวมเครื่องประดับศีรษะทำจากขนนก เรือ นกบินเป็นวง กวาง และสัตว์อื่น ๆ กลองที่มีชื่อเสียงที่สุดใบหนึ่งคือกลองหง็อกลู พบใน พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) ซึ่งมีลวดลายครบถ้วนงดงามจนกลายเป็นต้นแบบในการศึกษา

    กบสี่ตัวบนหน้ากลองสำริด คือคำอธิษฐานขอฝนที่ผู้คนตั้งแต่ยูนนานถึงอินโดนีเซียเข้าใจตรงกัน

    กบบนหน้ากลองกับพิธีขอฝน

    กลองมโหระทึกจำนวนมากมีรูปกบหล่อนั่งอยู่บนขอบหน้ากลอง มักมีสี่ตัวตามทิศทั้งสี่ คนโบราณสังเกตว่ากบออกมาร้องทุกครั้งที่ฝนตก กบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝนและความอุดมสมบูรณ์ การตีกลองในพิธีจึงเป็นการวิงวอนให้ฟ้าส่งฝนลงมาหล่อเลี้ยงนาข้าว

    นอกจากพิธีขอฝน กลองยังใช้ในงานเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว พิธีแต่งงาน พิธีศพ และใช้ให้สัญญาณในกองทัพ หลายใบถูกฝังไปพร้อมผู้ตาย การมีกลองไว้ในครอบครองจึงเป็นเครื่องหมายของอำนาจและฐานะ ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้

    นักวิชาการบางท่านจึงชี้ว่ามโหระทึกเป็นเครื่องมือในพิธีกรรมมากกว่าเครื่องดนตรีธรรมดา ความหมายนี้สืบต่อมาถึงชาวกะเหรี่ยงในพม่าและไทย ซึ่งยังใช้กลองกบในพิธีเรียกบรรพบุรุษและขอฝน และสืบมาถึงราชสำนักไทย ซึ่งยังมีกลองมโหระทึกไว้สำหรับประโคมในพระราชพิธี

    กลองที่เดินทางไกล

    กลองแบบดองซอนพบแล้วมากกว่า 200 ใบ กระจายตั้งแต่ยูนนานและกวางสีในจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย ไปจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซียทางตะวันออก บางใบไปไกลถึงเกาะนิวกินี การกระจายตัวขนาดนี้บอกว่ากลองเดินทางไปตามเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล

    กลองจึงเป็นมากกว่าสินค้า มันอาจเป็นของกำนัลระหว่างผู้นำ เป็นของแลกเปลี่ยนกับของป่าและแร่ธาตุ และเป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายชนชั้นนำที่เชื่อมกันข้ามภูมิภาค ช่วงเวลาที่กลองแพร่กระจายมากที่สุดยังตรงกับช่วงที่การค้าลูกปัดและสินค้าจากอินเดียเริ่มเข้ามาในอุษาคเนย์ด้วย

    ส่วนต้นกำเนิดของกลองยังมีความเห็นต่างกัน นักวิชาการเวียดนามมักเห็นว่ากลองถือกำเนิดในลุ่มแม่น้ำแดง ขณะที่ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอว่ากลองรุ่นแรกเกิดในยูนนานแถบทะเลสาบเตียนใกล้คุนหมิง แล้วจึงแพร่ลงมาสู่ดองซอนและที่อื่น ๆ

    มโหระทึกบนแผ่นดินไทย

    ในประเทศไทยพบกลองแบบเฮเกอร์ 1 ในหลายภูมิภาค แหล่งที่รู้จักกันดีคือถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งคณะสำรวจไทย-เดนมาร์กพบกลองหลายใบวางอยู่ใกล้โลงไม้รูปเรือ ทางภาคอีสานพบกลองริมแม่น้ำโขงในจังหวัดมุกดาหาร รวมทั้งกลองจากดอนตาล และยังมีรายงานจากสกลนครและกาฬสินธุ์

    ข่าวใหญ่ล่าสุดมาจากจังหวัดเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง บ้านดอนพลับ อำเภอบ้านลาด ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ หลังชาวบ้านพบกลองใบแรกในนาข้าว การขุดค้นราวสามเดือนพบกลองมโหระทึกถึงหกใบ พร้อมโครงกระดูกแปดโครง กำไลทอง แหวนทอง และลูกปัดแก้วจำนวนมาก นักโบราณคดีประเมินอายุไว้ราว 2,000–1,500 ปีก่อน

    การที่กลองถูกฝังร่วมกับคนที่มีเครื่องประดับทองทำให้นักวิชาการเชื่อว่าผู้ตายเป็นผู้นำหรือคนชั้นสูงของชุมชน หลักฐานแบบนี้ช่วยยืนยันว่าดินแดนไทยในช่วงปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกับดองซอน และเครือข่ายการค้าทางทะเลกับอินเดีย

    นำเข้า หรือหล่อเอง

    เป็นเวลานานที่นักวิชาการเชื่อว่ากลองในไทยทั้งหมดถูกนำเข้ามาจากเวียดนามเหนือหรือจีนตอนใต้ แต่หลักฐานจากริมแม่น้ำโขงเริ่มเปลี่ยนความคิดนี้ กรมศิลปากรพบชิ้นส่วนแม่พิมพ์ดินเผาสำหรับหล่อกลองในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งบ่งว่าชุมชนสองฝั่งโขงหล่อกลองขึ้นเองด้วย

    แม้อย่างนั้น ข้อนี้ไม่ได้แปลว่ากลองทุกใบในไทยผลิตในท้องถิ่น กลองบางใบอาจเดินทางมาไกลจริง เช่นกลองที่ถ้ำองบะหรือดอนยายทอง ซึ่งยังต้องรอผลวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะว่ามาจากแหล่งแร่ใด คำตอบที่นักวิชาการจำนวนมากยอมรับในตอนนี้คือ มีทั้งกลองที่นำเข้าและกลองที่หล่อในภูมิภาค

    ความรู้เรื่องมโหระทึกจึงยังเติบโตอยู่ทุกปี ทุกครั้งที่มีกลองใบใหม่โผล่ขึ้นมาจากนาข้าวหรือริมฝั่งโขง เราก็ได้ชิ้นส่วนใหม่สำหรับต่อภาพว่าผู้คนในดินแดนไทยเมื่อสองพันปีก่อนติดต่อกับโลกภายนอกอย่างไร

    ไทม์ไลน์

    • ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล: วัฒนธรรมดองซอนเริ่มก่อตัว. ชุมชนชาวนาลุ่มแม่น้ำแดงเชี่ยวชาญการหล่อสำริด
    • ราว 2,500–2,000 ปีก่อน: กลองแพร่สู่อุษาคเนย์. กลองเฮเกอร์ 1 เดินทางตามเส้นทางการค้าบกและทะเล
    • ราว 2,000–1,500 ปีก่อน: การฝังศพที่ดอนยายทอง. ชนชั้นนำในเพชรบุรีฝังพร้อมกลองมโหระทึกหกใบ
    • คริสต์ศตวรรษที่ 1: ราชวงศ์ฮั่นยึดลุ่มแม่น้ำแดง. วัฒนธรรมวัตถุแบบดองซอนเลือนหายไป
    • พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893): พบกลองหง็อกลู. กลองที่ถือว่าสำคัญที่สุดของดองซอน
    • พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902): เฮเกอร์จัดประเภทกลอง. แบ่งกลองสำริด 165 ใบออกเป็นสี่แบบ
    • พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): ขุดค้นที่ดองซอน. การขุดค้นที่ทำให้วัฒนธรรมนี้ได้ชื่อ
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะไทย-เดนมาร์กที่ถ้ำองบะ. พบกลองมโหระทึกใกล้โลงไม้ในกาญจนบุรี
    • พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): ขุดค้นดอนยายทอง. กรมศิลปากรพบกลองหกใบที่อำเภอบ้านลาด เพชรบุรี

    รู้หรือไม่

    ยังดังอยู่ในวัง

    ราชสำนักไทยยังเก็บรักษากลองมโหระทึกไว้ใช้ประโคมในพระราชพิธีสำคัญ เป็นประเพณีที่สืบทอดจากยุคสำริดมานานกว่าสองพันปี

    กลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    กลองสำริดที่เรียกว่าจันทร์แห่งเปเจง บนเกาะบาหลี ได้ชื่อว่าเป็นกลองสำริดใบใหญ่ที่สุดในโลก และคนท้องถิ่นยังเคารพบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์

    ชื่อนี้มาจากไหน

    คำว่ามโหระทึกเป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกกลองชนิดนี้ ขณะที่คนตะวันตกมักเรียกว่ากลองกบหรือกลองฝน ตามรูปกบที่นั่งอยู่บนหน้ากลอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Đông Sơn culture (Wikipedia)
    2. Đông Sơn drum (Wikipedia)
    3. Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association: Heger I drums
    4. มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. กลองมโหระทึกที่ดอนยายทองมาจากจีนตอนใต้ ศรีศักร วัลลิโภดม (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. กลองสำริด-เครื่องประดับ-กำไลทอง 3 เดือนหลังการขุดค้นดอนยายทอง (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. 3 เดือน ขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง (Thai PBS)
    8. มโหระทึก คือกลองกบขอฝน แหล่งผลิตในไทย จ.มุกดาหาร (มติชน)
    9. Mahōra Thuk (The Metropolitan Museum of Art)
    10. กลองมโหระทึก (กรุงเทพธุรกิจ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านโนนนกทา

    บ้านโนนนกทา

    ภาพประกอบ: Shell beads · Kjmadlangbayan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เนินสุสานยุคก่อนประวัติศาสตร์เชิงเขาภูเวียงในขอนแก่น ที่เคยถูกอ้างว่ามีสำริดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนการหาอายุใหม่จะพลิกเรื่องราวทั้งหมด · ราว 1,400–600 ปีก่อนคริสตกาล (ตามการหาอายุใหม่)

    ที่ตั้งเชิงเขาภูเวียงด้านตะวันออก จังหวัดขอนแก่น ที่ราบสูงโคราช
    การขุดค้นพ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968)
    ผู้ขุดค้นกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย นำโดยวิลเฮล์ม โซลไฮม์ ดอนน์ บายาร์ด และพาร์คเกอร์
    หลักฐานเด่นหลุมฝังศพ ขวานสำริดแบบมีบ้อง แม่พิมพ์และเบ้าหลอม ภาชนะดินเผา
    อายุยุคสำริดราว 900–600 ปีก่อนคริสตกาล ตามการหาอายุ AMS ปี 2557–2558
    ลำดับสมัยสมัยต้น 3 ระยะ (หินใหม่) และสมัยกลาง 8 ระยะ (สำริด) รวม 11 ระยะ
    การหาอายุใหม่AMS จากคอลลาเจนกระดูกมนุษย์ 16 ค่า วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์
    ลักษณะสังคมหมู่บ้านเกษตรกร ของฝังเรียบง่าย ความเหลื่อมล้ำน้อย ตามงานศึกษาปี 2557

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    โนนนกทาเป็นเนินดินบนที่ราบสูงโคราช ชิดแนวผาด้านตะวันออกของเทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อยู่ในลุ่มน้ำพอง ในช่วงที่มีการขุดค้นพื้นที่นี้อยู่ในเขตอำเภอภูเวียง ส่วนข่าวท้องถิ่นในระยะหลังระบุว่าแหล่งอยู่ในเขตอำเภอหนองนาคำ

    คำว่าโนนในภาษาอีสานหมายถึงเนินดินที่สูงกว่าที่ราบรอบข้าง คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้เนินแห่งนี้อยู่อาศัยและเป็นที่ฝังศพต่อเนื่องหลายร้อยปี จนเกิดเป็นชั้นดินที่ซ้อนทับกันให้นักโบราณคดีศึกษาได้

    หลักฐานสำคัญ

    • ขวานสำริดแบบมีบ้อง: ขวานสำริดที่มีบ้องสำหรับสวมด้าม ชิ้นเก่าที่สุดของแหล่งมีอายุราว 980–900 ปีก่อนคริสตกาล (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ข้อมูลและภาพเผยแพร่ในรายงานการขุดค้นของบายาร์ดและโซลไฮม์) ดูภาพถ่ายจริง
    • แม่พิมพ์และเบ้าหลอม: อุปกรณ์หล่อสำริดที่ฝังร่วมกับผู้ตาย แสดงว่ามีการหล่อโลหะในชุมชน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ข้อมูลเผยแพร่ในรายงานการขุดค้นและงานวิจัยของไฮแอมและคณะ) ดูภาพถ่ายจริง
    • หลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์: หลุมฝังศพชุดใหญ่ที่ใช้หาอายุใหม่ด้วยวิธี AMS และศึกษาสุขภาพของคนโบราณ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    ในราว พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) ไทยกำลังจะสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งในภาคอีสานภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง มหาวิทยาลัยฮาวายและกรมศิลปากรจึงร่วมกันทำโครงการโบราณคดีกู้ภัย เพื่อสำรวจแหล่งที่อาจจมน้ำ โดยมีวิลเฮล์ม จี. โซลไฮม์ ที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ และวิทยา อินทโกศัย เป็นผู้แทนกรมศิลปากร

    จากโครงการนี้ โนนนกทาได้รับการขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968) การขุดค้นหลักในปี ค.ศ. 1966 และ 1968 อยู่ในความดูแลของดอนน์ บายาร์ด และพาร์คเกอร์ บายาร์ดแบ่งลำดับชั้นวัฒนธรรมของแหล่งออกเป็น 11 ระยะ

    โครงกระดูกจากโนนนกทาเป็นชุดหลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ชุดหนึ่งของภูมิภาค ไมเคิล พีทรูเซฟสกี ศึกษาโครงกระดูกเหล่านี้และตีพิมพ์ผลงานในปี ค.ศ. 1974 ผ่านมหาวิทยาลัยโอทาโกในนิวซีแลนด์

    เนินดินเล็ก ๆ เชิงเขาภูเวียงเคยทำให้โลกเชื่อว่าสำริดเกิดขึ้นที่อีสานก่อนใคร จนการหาอายุใหม่เขียนเรื่องนั้นขึ้นใหม่ทั้งหมด

    อ่านชั้นดิน สมัยต้นและสมัยกลาง

    การขุดค้นหลักของโนนนกทาเกิดขึ้นสองฤดูกาล คือ ค.ศ. 1966 และ 1968 ในพื้นที่ขุดสองส่วน สิ่งที่พบมากที่สุดคือหลุมฝังศพ ซึ่งนักวิชาการยกให้เป็นชุดหลุมศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลโครงกระดูกแต่ละโครงยังถูกบันทึกไว้ เช่น หลุมหมายเลข 4 จากฤดูกาล 1966 เป็นโครงกระดูกหญิงอายุราว 25–36 ปี

    บายาร์ดแบ่งการฝังศพออกเป็น 11 ระยะ รวมเป็นสองช่วงใหญ่ ช่วงแรกเรียกว่าสมัยต้น (Early Period) มีสามระยะ เป็นชุมชนยุคหินใหม่ที่ยังไม่มีโลหะ ช่วงหลังเรียกว่าสมัยกลาง (Middle Period) มีแปดระยะ เป็นยุคสำริดที่มีขวาน แม่พิมพ์ และเบ้าหลอมฝังร่วมกับผู้ตาย

    จุดเปลี่ยนที่นักโบราณคดีสนใจที่สุดอยู่ที่ระยะที่สามของสมัยต้น เพราะหลุมฝังศพหมายเลข 79 ในระยะนี้มีขวานแบบมีบ้องที่ทำจากโลหะผสมทองแดง ซึ่งเป็นชิ้นโลหะที่เก่าที่สุดเท่าที่กำหนดอายุได้แน่นอนของแหล่ง การหาอายุใหม่ให้ค่าราว 980–900 ปีก่อนคริสตกาล หรือราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล

    สิ่งที่พบ

    หลุมฝังศพที่โนนนกทามีภาชนะดินเผาวางร่วมกับผู้ตาย บางหลุมมีของที่เกี่ยวกับการหล่อโลหะ ได้แก่ ขวานสำริดแบบมีบ้อง กำไล แม่พิมพ์ และเบ้าหลอม การพบเครื่องมือหล่อในหลุมศพชี้ว่าช่างหล่อสำริดอาจเป็นคนสำคัญในชุมชน

    ของอื่นที่พบได้แก่ เครื่องมือหิน เครื่องมือกระดูก เปลือกหอย ลูกปัดเปลือกหอย และกระดูกหมูกับวัว เนื้อภาชนะดินเผาบางใบมีแกลบข้าวผสม แสดงว่าคนที่นี่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และหาอาหารจากธรรมชาติควบคู่กัน

    ชั้นดินช่วงแรกสุดเป็นชุมชนยุคหินใหม่ที่ยังไม่ใช้โลหะ ต่อมาจึงเริ่มมีสำริด ทำให้โนนนกทาเป็นแหล่งที่ใช้ดูการเปลี่ยนผ่านจากยุคหินใหม่สู่ยุคสำริดในอีสานได้

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การหาอายุชุดแรกจากโนนนกทาให้ตัวเลขที่เก่ามาก โซลไฮม์และนักวิชาการบางคนเสนอว่าระยะแรกของแหล่งเก่าถึงสหัสวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล และมีการกล่าวอ้างว่าการทำสำริดที่นี่เริ่มราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล ถ้าเป็นจริง ก็แปลว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดค้นการหล่อสำริดขึ้นเองก่อนจีนและก่อนหลายภูมิภาคของโลก

    ข้อเสนอนี้สั่นสะเทือนวงการโบราณคดีโลก และทำให้เรื่องราวของโนนนกทาผูกพันกับบ้านเชียง ซึ่งค้นพบในช่วงใกล้กันและได้ค่าอายุที่เก่ามากเช่นเดียวกัน ข้อถกเถียงเรื่องลำดับเวลาของทั้งสองแหล่งดำเนินมาราวครึ่งศตวรรษ

    ในปี พ.ศ. 2557–2558 (ค.ศ. 2014–2015) ชาร์ลส์ ไฮแอม โทมัส ไฮแอม และคาเทรินา ดูกา หาอายุใหม่ด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนแบบ AMS จากโครงกระดูก 14 โครง ผลคือชุมชนเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ขวานสำริดแบบมีบ้องชิ้นแรกสุดอยู่ในราว 1,000–900 ปีก่อนคริสตกาล และกิจกรรมยุคสำริดอยู่ในราว 900–600 ปีก่อนคริสตกาล

    ตัวเลขชุดใหม่สอดคล้องกับลำดับเวลาแบบสั้นที่ได้จากบ้านเชียง บ้านโนนวัด และบ้านลุมเขา แต่ยังมีนักวิชาการฝ่ายลำดับเวลาแบบยาวที่ใช้วิธีหาอายุต่างออกไป และเสนอว่ายุคสำริดในอีสานเริ่มเร็วกว่านั้น ข้อถกเถียงนี้จึงยังไม่ยุติโดยสมบูรณ์

    ทำไมตัวเลขอายุชุดแรกจึงคลาดเคลื่อน

    ในยุคแรก นักวิชาการหาอายุโดยใช้ถ่านจากชั้นดินด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนแบบดั้งเดิม ปัญหาคือถ่านอาจมาจากไม้ที่ตายมานานก่อนถูกเผา หรือเป็นถ่านที่เคลื่อนย้ายปะปนข้ามชั้นดิน ตัวอย่างบางชิ้นยังต้องรวมถ่านหลายก้อนเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ปริมาณพอวัด ทำให้ค่าที่ได้อาจเก่าเกินจริงมาก บายาร์ดเองเคยเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสำริดเกิดขึ้นหลัง 2,500 ปีก่อนคริสตกาลไม่นาน

    ทีมของไฮแอมเลือกหาอายุจากคอลลาเจนในกระดูกของผู้ตายโดยตรง ได้ค่าอายุแบบ AMS รวม 16 ค่า จากตัวอย่าง 15 ตัวอย่าง โดยมีหลุมศพหนึ่งที่วัดซ้ำสองครั้ง จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์ร่วมกับลำดับชั้นดิน เพราะกระดูกมาจากคนที่ถูกฝังในหลุมนั้นจริง ค่าอายุจึงผูกกับเหตุการณ์ฝังศพได้แน่นอนกว่าถ่าน

    ผลคือระยะแรกสุดของยุคหินใหม่อยู่ราว 1,500–1,300 ปีก่อนคริสตกาล ระยะที่สองสิ้นสุดราว 1,050–950 ปีก่อนคริสตกาล และยุคสำริดทั้งหมดถูกบีบลงมาอยู่ในช่วงเพียงสามถึงสี่ศตวรรษ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 6 ก่อนคริสตกาล จากเดิมที่เคยคิดว่ายาวนานหลายพันปี

    หมู่บ้านชาวนาที่ไม่มีหัวหน้าร่ำรวย

    ก่อนหน้านี้ นักวิชาการบางคนอ่านหลุมศพโนนนกทาว่าสะท้อนสังคมที่มีการแบ่งชนชั้น มีทั้งคนที่ได้ของฝังมากและคนที่ได้น้อย และมีข้อเสนอว่าผู้หญิงบางคนได้รับการฝังใต้เนินดินเป็นพิเศษ ภาพนี้ทำให้โนนนกทาถูกมองเป็นชุมชนแบบหัวหน้าเผ่าที่มีผู้นำร่ำรวย

    งานของไฮแอมและคณะใน พ.ศ. 2557 ทบทวนข้อมูลเดิมแล้วพบภาพที่ต่างออกไป ของที่ฝังร่วมกับผู้ตายส่วนใหญ่เรียบง่ายตลอดทุกระยะ ได้แก่ ภาชนะดินเผาที่ทำในท้องถิ่น กระดูกสัตว์ และเครื่องมือ ส่วนของมีค่าที่มาจากแดนไกลแทบไม่พบเลย ส่วนข้อเสนอเรื่องการฝังใต้เนินดินก็อาศัยตัวอย่างเพียงหญิง 6 คนและชาย 3 คน ซึ่งน้อยเกินไป และหลุมที่ไม่มีเนินดินบางหลุมกลับมีของฝังเท่ากันหรือมากกว่า

    ข้อสรุปของทีมนี้คือ โนนนกทาเป็นหมู่บ้านเกษตรกรขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากเส้นทางแลกเปลี่ยนหลัก และมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมน้อยมาก ภาพนี้ต่างจากแหล่งร่วมสมัยอย่างบ้านโนนวัดที่พบหลุมศพมั่งคั่งมากกว่า และทำให้เห็นว่าชุมชนยุคสำริดในอีสานมีความหลากหลาย ไม่ได้เดินไปทางเดียวกันทั้งหมด

    ความสำคัญ

    โนนนกทาเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักโบราณคดีทั่วโลกหันมามองอีสานในฐานะพื้นที่สำคัญของยุคสำริด แม้ตัวเลขอายุชุดแรกจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นได้ผลักดันให้มีการขุดค้นและพัฒนาวิธีหาอายุในภูมิภาคนี้อีกมาก

    เรื่องของโนนนกทายังเป็นบทเรียนว่าการหาอายุทางโบราณคดีขึ้นกับตัวอย่างที่เลือกและวิธีที่ใช้ ตัวอย่างที่ปะปนจากชั้นดินต่างกันอาจให้ตัวเลขผิดไปได้หลายพันปี

    ปัจจุบัน

    ผลการขุดค้นได้รับการรวบรวมเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์โดยดอนน์ บายาร์ด และวิลเฮล์ม โซลไฮม์ ส่วนข้อมูลโครงกระดูกจากโนนนกทาสามารถค้นได้ในฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

    ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมยุคสำริดของอีสานสามารถชมโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ของภูมิภาคได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานี

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีบ้านโนนนกทา จ.ขอนแก่น (ตำแหน่งเนินดินโดยประมาณ ไม่มีพิพิธภัณฑ์ในที่ตั้ง)
    พิกัด 16.799200, 102.304700 (16°47′57.1″N 102°18′16.9″E)

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีโนนนกทาอยู่เชิงเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่ชนบทที่ไม่มีพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง ผู้สนใจยุคสำริดของอีสานควรชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นในตัวเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงที่อุดรธานี

    ไทม์ไลน์

    • ราว 1,500–1,300 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งชุมชน. ระยะแรกของสมัยต้น ชุมชนยุคหินใหม่ตามการหาอายุใหม่
    • ราว 1,050–950 ปีก่อน ค.ศ.: สิ้นสุดระยะที่สองของยุคหินใหม่. ก่อนหน้าการปรากฏของโลหะชิ้นแรก
    • ราว 980–900 ปีก่อน ค.ศ.: ขวานโลหะชิ้นแรก. หลุมหมายเลข 79 มีขวานแบบมีบ้องเก่าที่สุดของแหล่ง
    • ราว 900–600 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริด. การฝังศพพร้อมสำริด แม่พิมพ์ และเบ้าหลอม
    • พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964): โครงการโบราณคดีกู้ภัย. มหาวิทยาลัยฮาวายร่วมกับกรมศิลปากรสำรวจพื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำในอีสาน
    • พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968): ขุดค้นโนนนกทา. ขุดค้นหลักโดยบายาร์ดและพาร์คเกอร์
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ฤดูกาลขุดค้นหลักครั้งแรก. เปิดหลุมขุดและพบหลุมฝังศพจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ฤดูกาลขุดค้นครั้งที่สอง. ขุดค้นเพิ่มเติม ได้หลุมฝังศพทั้งยุคหินใหม่และยุคสำริด
    • หลัง พ.ศ. 2511: ข้ออ้างสำริดอายุ 3,500 ปีก่อน ค.ศ.. จุดเริ่มต้นการถกเถียงเรื่องกำเนิดสำริดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): ศึกษาโครงกระดูก. พีทรูเซฟสกีตีพิมพ์ผลการศึกษาโครงกระดูก
    • พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014): ทบทวนอายุและสถานะสังคม. ไฮแอมและคณะตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Indo-Pacific Archaeology
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): ลำดับเวลาใหม่ยุคสำริดอีสาน. บทความใน PLOS ONE ใช้ค่าอายุจากโนนนกทา บ้านเชียง และบ้านโนนวัด

    รู้หรือไม่

    ขุดเพราะเขื่อน

    การขุดค้นโนนนกทาเริ่มจากโครงการกู้ภัยแหล่งโบราณคดีก่อนการสร้างอ่างเก็บน้ำในอีสาน

    ช่างหล่อในหลุมศพ

    แม่พิมพ์และเบ้าหลอมที่ฝังร่วมกับผู้ตายบอกว่าทักษะหล่อโลหะมีความหมายต่อสถานะของคน

    อายุหายไปกว่าสองพันปี

    ค่าอายุสำริดลดจากราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล เหลือราว 900 ปีก่อนคริสตกาลเมื่อหาอายุใหม่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. The Chronology and Status of Non Nok Tha, Northeast Thailand – Journal of Indo-Pacific Archaeology
    2. A New Chronology for the Bronze Age of Northeastern Thailand – PLOS ONE (via ScienceOpen)
    3. Archaeological Excavations at Non Nok Tha, Thailand – Guampedia
    4. Archaeological Salvage Program, Northeastern Thailand – Journal of the Siam Society
    5. Non Nok Tha skeleton record – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    6. แหล่งโบราณคดีโนนนกทา – แนวหน้า
    7. Skeleton record NNT_1966_Sk1 – Physical Anthropology in Thailand (SAC)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านโนนนกทา
    Iron Cylinder · Kjmadlangbayan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • คนไทมาจากไหน

    คนไทมาจากไหน

    ภาพประกอบ: Phra Prang Sam Yod (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    จากทฤษฎีเทือกเขาอัลไตที่เคยอยู่ในแบบเรียน สู่หลักฐานทางภาษาศาสตร์และพันธุกรรมที่ชี้ไปยังจีนตอนใต้ และการผสมผสานกับผู้คนที่อยู่มาก่อนในดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 19 (ช่วงการกระจายตัวของภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้)

    ทฤษฎีเก่าที่ถูกยกเลิกคนไทมาจากเทือกเขาอัลไต และน่านเจ้าเป็นอาณาจักรไทย
    ตัดออกจากหลักสูตรพ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978)
    ถิ่นเดิมตามภาษาศาสตร์จีนตอนใต้ แถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม
    ช่วงเวลาการกระจายลงใต้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ 2014)
    หลักฐานพันธุกรรมSun และคณะ 2013 สนับสนุนต้นกำเนิดจากจีนตอนใต้
    รัฐไทยยุคแรกในดินแดนไทยเงินยาง พะเยา สุโขทัย และล้านนา

    คำถามที่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป

    คนไทยหลายรุ่นเคยท่องจำว่าบรรพบุรุษของเราอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ผ่านจีน แล้วตั้งอาณาจักรน่านเจ้าในยูนนาน ก่อนถูกจีนรุกไล่ลงมาทางใต้จนถึงดินแดนไทย เรื่องนี้ฟังดูเหมือนนิยายผจญภัย และเคยถูกสอนอยู่ในโรงเรียนเป็นเวลาหลายสิบปี

    แต่เมื่อนักวิชาการตรวจสอบหลักฐานจริงจัง กลับพบว่าเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานรองรับเลย ทุกวันนี้คำถามว่าคนไทมาจากไหนจึงถูกตอบด้วยวิธีใหม่ คือดูจากภาษา ยีน และโบราณคดี แทนการเล่าเรื่องการเดินทัพของชนชาติเดียว

    ในบทความนี้ใช้คำว่าไท เพื่อหมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไททั้งหมด เช่น ไทยสยาม ลาว ไทใหญ่ ไทลื้อ และจ้วง ส่วนคำว่าไทย ใช้เมื่อพูดถึงคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน

    ทฤษฎีอัลไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

    จุดเริ่มต้นสำคัญคือหนังสือ The Tai Race: Elder Brother of the Chinese ของวิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ มิชชันนารีชาวอเมริกันที่ทำงานกับชาวไทในสยาม พม่า และจีนมานานกว่าสามสิบปี หนังสือตีพิมพ์ที่สหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) หลังจากผู้เขียนเสียชีวิตแล้ว โดยภรรยาเป็นผู้รวบรวม

    ต่อมาใน พ.ศ. 2471 ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เขียนหนังสือชื่อหลักไทย ซึ่งนำแนวคิดของนักเขียนตะวันตกหลายคนมาเรียบเรียงใหม่ เล่าว่าบรรพบุรุษไทเคยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต แล้วอพยพผ่านจีนลงมา หนังสือได้รับการยกย่องอย่างมากในยุคนั้น และกลายเป็นที่มาของเนื้อหาในแบบเรียนประวัติศาสตร์

    ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมเพราะตรงกับกระแสชาตินิยมในช่วงหลัง พ.ศ. 2475 ที่ต้องการเรื่องเล่าว่าคนไทยเป็นชนชาติเก่าแก่และยิ่งใหญ่ ปัญหาคือในบริเวณเทือกเขาอัลไตไม่เคยพบร่องรอยของผู้พูดภาษาตระกูลไทเลย ผู้คนที่อยู่ที่นั่นในสมัยโบราณคือชนเผ่าเร่ร่อนขี่ม้าที่พูดภาษาอื่นโดยสิ้นเชิง

    กระทรวงศึกษาธิการตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) แต่ความเชื่อนี้ยังติดอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมากจนถึงทุกวันนี้

    คนไทยไม่ได้เดินทางมาจากเทือกเขาอัลไต แต่เกิดขึ้นจากการพบกันของผู้คนที่พูดภาษาไทจากจีนตอนใต้กับชาวมอญ ขอม และลัวะ ที่อยู่ในดินแดนนี้มาก่อน

    น่านเจ้าไม่ใช่อาณาจักรไทย

    อีกส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเดิมคือน่านเจ้า อาณาจักรที่รุ่งเรืองในยูนนานระหว่าง พ.ศ. 1281–1445 (ค.ศ. 738–902) แบบเรียนเก่าเคยสอนว่าน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท และเมื่อจีนโจมตี คนไทจึงอพยพลงใต้

    นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันไม่ยอมรับแนวคิดนี้แล้ว หลักฐานชี้ว่าชนชั้นปกครองของน่านเจ้าพูดภาษาในกลุ่มที่ใกล้เคียงกับชาวอี๋ ส่วนประชากรส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวไป๋ ซึ่งทั้งสองกลุ่มอยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-พม่า ไม่ใช่ตระกูลไท

    นักวิชาการบางท่านอธิบายว่า ความเข้าใจผิดเกิดจากการเอาแผนที่การกระจายของชนชาติในปัจจุบันไปทาบกับอดีต ทั้งที่ในสมัยน่านเจ้า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางใต้ของยูนนานอาจเป็นกลุ่มอื่น นอกจากนี้ งานวิจัยพันธุกรรมใน พ.ศ. 2556 ยังพบว่าสมมติฐานที่ว่าคนไทมาจากทางเหนือได้รับการสนับสนุนน้อยมาก

    ภาษาบอกอะไรเรา

    นักภาษาศาสตร์ศึกษาที่มาของคนไทโดยเปรียบเทียบภาษาในตระกูลไทหลายสิบภาษา แล้วย้อนรอยไปหาภาษาบรรพบุรุษที่เรียกว่าภาษาไทดั้งเดิม หลี่ฟางกุ้ยแบ่งภาษาไทออกเป็นสามสาขา คือไทเหนือ ไทกลาง และไทตะวันตกเฉียงใต้ ภาษาไทยกลาง ลาว คำเมือง และไทใหญ่ อยู่ในสาขาตะวันตกเฉียงใต้

    สาขาที่หลากหลายที่สุดพบอยู่ในจีนตอนใต้ โดยเฉพาะแถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม หลักการทางภาษาศาสตร์บอกว่าบริเวณที่ภาษามีความหลากหลายสูงมักเป็นถิ่นเดิม เจมส์ แชมเบอร์เลน ในบทความปี 2016 ในวารสารสยามสมาคม ก็อ้างถึงถิ่นเดิมของภาษาไทดั้งเดิมบริเวณชายแดนกวางสีกับเวียดนาม และมองการกระจายตัวของตระกูลไท-กะไดในบริบทของประวัติศาสตร์จีนโบราณ

    คำถามต่อมาคือคนไทลงมาเมื่อไร พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาคำยืมภาษาจีนในภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้ดั้งเดิมใน ค.ศ. 2014 และพบคำยืมหลายชั้นตามยุคของภาษาจีน ชั้นล่าสุดเป็นคำจากภาษาจีนสมัยกลางตอนปลาย ซึ่งแสดงว่าบรรพบุรุษของภาษาไทยยังอยู่ติดกับคนจีนจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7

    จากหลักฐานนี้ เขาเสนอว่าภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้เริ่มกระจายลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 ซึ่งช้ากว่าที่หลายคนเคยคิด และหมายความว่าคนไทมาถึงดินแดนไทยหลังจากที่ทวารวดี หริภุญชัย และขอมตั้งมั่นแล้ว

    ยีนบอกอะไรเรา

    นักพันธุศาสตร์ก็ศึกษาคำถามเดียวกัน งานของ Hao Sun และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ใน ค.ศ. 2013 วิเคราะห์ตัวอย่างพันธุกรรมจำนวน 916 ตัวอย่างจาก 19 กลุ่มประชากร แล้วทดสอบสมมติฐานสามแบบ คือคนไทมาจากทางเหนือ มาจากจีนตอนใต้ หรือเป็นคนพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่มาตลอด

    ผลการคำนวณให้น้ำหนักกับสมมติฐานจีนตอนใต้มากที่สุด รองลงมาคือสมมติฐานคนพื้นเมือง ส่วนสมมติฐานว่ามาจากทางเหนือได้คะแนนต่ำมาก ผลนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์

    อย่างไรก็ตาม การที่สมมติฐานคนพื้นเมืองได้คะแนนพอสมควร ก็บอกอะไรบางอย่าง คือคนไทยในปัจจุบันมีบรรพบุรุษปนกันหลายสาย งานวิจัยรุ่นหลังหลายชิ้นจึงมองว่าภาษาไทแพร่ไปพร้อมกับผู้คนส่วนหนึ่ง และผู้คนเดิมในพื้นที่ก็หันมาพูดภาษาไทด้วย

    เมืองในหุบเขา: ระบบเมืองของคนไท

    คนไทยุคแรกไม่ได้อพยพมาเป็นกองทัพใหญ่ แต่ค่อยๆ ขยายถิ่นตามหุบเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำที่เหมาะกับการทำนาข้าว เขาตั้งชุมชนในแอ่งที่มีลำน้ำไหลผ่าน ใช้ระบบเหมืองฝายทดน้ำเข้านา และรวมหมู่บ้านหลายแห่งเข้าเป็นเมือง

    เมืองแต่ละแห่งมีเจ้าเมืองปกครอง เมืองเล็กสวามิภักดิ์ต่อเมืองใหญ่ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ความสัมพันธ์เหล่านี้ผูกกันด้วยการแต่งงาน ความภักดี และพิธีกรรม มากกว่าเส้นเขตแดนที่ชัดเจน ระบบนี้ยืดหยุ่นพอให้คนไทรวมผู้คนกลุ่มอื่นเข้ามาอยู่ในเครือข่ายได้

    เมื่อขยายลงมาถึงลุ่มแม่น้ำในภาคเหนือและภาคกลางของไทย คนไทได้พบกับบ้านเมืองที่มีอยู่แล้ว ทั้งชาวมอญในหริภุญชัยและละโว้ ชาวลัวะบนที่สูง และเครือข่ายเมืองที่ขึ้นกับขอม

    รัฐไทยุคแรกในตำนาน: เงินยางและพะเยา

    ตำนานล้านนาเล่าถึงรัฐไทยุคแรกในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนบน ที่สำคัญคือเมืองเงินยาง ตามตำนาน ลาวจักราชผู้นำจากดอยตุงตั้งราชวงศ์ขึ้นราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) ศูนย์กลางอยู่แถบแม่สายและเชียงแสน ตัวเลขนี้มาจากตำนาน จึงยังไม่อาจยืนยันได้ และหากเทียบกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์ก็ดูเก่าเกินไป

    เมืองพะเยาก็มีตำนานคล้ายกัน เล่าว่าขุนจอมธรรมซึ่งเป็นเชื้อสายเงินยางลงมาครองเมือง ตำนานแต่ละฉบับให้ปีไม่ตรงกัน ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1037 ถึง 1131 ต่อมาพญางำเมืองแห่งพะเยากลายเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจในพุทธศตวรรษที่ 19

    ตำนานเหล่านี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คือรัฐไทยุคแรกเติบโตจากการผูกสัมพันธ์ระหว่างผู้นำท้องถิ่นหลายกลุ่ม รวมทั้งชาวลัวะที่อยู่มาก่อน มากกว่าจะเกิดจากชนชาติเดียวที่เดินทางมาจากแดนไกล

    จากการผสมผสานสู่สุโขทัยและล้านนา

    ในพุทธศตวรรษที่ 18–19 รัฐของคนไทเริ่มแข็งแรงพอจะเป็นศูนย์กลางเอง จารึกวัดศรีชุมเล่าว่าพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองยึดเมืองสุโขทัยได้ใน พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ทางเหนือ พญามังรายขึ้นครองเงินยาง สร้างเมืองเชียงราย พ.ศ. 1805 ยึดหริภุญชัย และสร้างเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839

    ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ได้ทำพันธไมตรีต่อกัน แสดงว่าในตอนนั้นมีรัฐไทหลายแห่งที่มีอำนาจทัดเทียมกัน ไม่ได้มีอาณาจักรไทยเพียงแห่งเดียว

    สิ่งที่รัฐเหล่านี้มีเหมือนกันคือรับมรดกจากผู้คนที่อยู่มาก่อน สุโขทัยรับพระพุทธศาสนาจากมอญและลังกา รับศิลปะและคำศัพท์จากขอม ล้านนารับอักษรและพระธาตุจากหริภุญชัย คนไทยในวันนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานหลายร้อยปี ระหว่างผู้คนที่พูดภาษาไทกับชาวมอญ ขอม ลัวะ และกลุ่มอื่นๆ

    ไทม์ไลน์

    • ก่อนพุทธศตวรรษที่ 13 (ค.ศ. ก่อน 700): ภาษาไทดั้งเดิมในจีนตอนใต้. บรรพบุรุษผู้พูดภาษาไทอยู่แถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม ติดต่อกับคนจีน
    • พ.ศ. 1281–1445 (ค.ศ. 738–902): อาณาจักรน่านเจ้า. อาณาจักรในยูนนาน ชนชั้นปกครองพูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า
    • พุทธศตวรรษที่ 13–15 (ค.ศ. 700–1000): ภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้กระจายลงใต้. ตามข้อเสนอของพิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ (2014)
    • ราว พ.ศ. 1181 (ตำนาน) (ค.ศ. 638): ราชวงศ์ลาวจักราช. ตำนานการตั้งเมืองเงินยางแถบเชียงแสน
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): กำเนิดสุโขทัย. พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองยึดสุโขทัย
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. พญามังรายขึ้นครองเงินยางและสร้างเชียงราย
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287): พันธไมตรีสามกษัตริย์. พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา
    • พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923): หนังสือ The Tai Race. งานของ W.C. Dodd ตีพิมพ์หลังผู้เขียนเสียชีวิต
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): หนังสือหลักไทย. ขุนวิจิตรมาตราเผยแพร่ทฤษฎีอัลไต
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): ตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตร. กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกเนื้อหานี้ในแบบเรียน
    • พ.ศ. 2556–2557 (ค.ศ. 2013–2014): หลักฐานใหม่. งานพันธุศาสตร์ของ Sun และคณะ และงานภาษาศาสตร์ของพิทยาวัฒน์

    รู้หรือไม่

    หลักไทยอยู่ในแบบเรียนราวห้าสิบปี

    นับจากหนังสือหลักไทยออกมาใน พ.ศ. 2471 จนถึงการตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 เป็นเวลาราวห้าสิบปีที่นักเรียนไทยหลายรุ่นเรียนเรื่องนี้

    คำยืมจีนเป็นนาฬิกาบอกเวลา

    ภาษาจีนเปลี่ยนเสียงไปตามยุค นักภาษาศาสตร์จึงดูว่าคำยืมจีนในภาษาไทมีเสียงแบบยุคใด เพื่อประมาณว่าบรรพบุรุษคนไทอยู่ใกล้คนจีนจนถึงเมื่อไร

    ญาติทางภาษาที่ใกล้ที่สุด

    ภาษาของชาวจ้วงในกวางสี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในจีน อยู่ในตระกูลภาษาไทเดียวกับภาษาไทย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ จากหลักไทยถึงการเมืองร่วมสมัย (มติชน)
    2. เทือกเขาอัลไตกับคำถามเรื่องต้นกำเนิดคนไทย (The Standard)
    3. The Tai race, elder brother of the Chinese (HathiTrust)
    4. Ancient China had no Thai people (Khaosod English)
    5. Pittayawat Pittayaporn, Layers of Chinese Loanwords in Proto-Southwestern Tai (MANUSYA 2014)
    6. Chamberlain, Kra-Dai and the Proto-History of South China and Vietnam (JSS 2016)
    7. Sun et al., Autosomal STRs Provide Genetic Evidence for the Hypothesis That Tai People Originate from Southern China (PLOS ONE 2013)
    8. Nanzhao (Wikipedia)
    9. Ngoenyang (Wikipedia)
    10. Phayao Kingdom (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พระปฐมเจดีย์

    พระปฐมเจดีย์

    ภาพประกอบ: Phra Pathom Chedi2 · ScorpianPK · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    มหาเจดีย์แห่งนครปฐมที่สร้างครอบสถูปสมัยทวารวดีไว้ภายใน และเป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในลุ่มเจ้าพระยา · สถูปเดิมราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 องค์ปัจจุบันสร้างสมัยรัชกาลที่ 4–5

    ที่ตั้งวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
    ความสูงราว 120.45 เมตร (ตัวเลขที่อ้างกันทั่วไป)
    เส้นรอบฐานราว 235.50 เมตร
    ชื่อเดิมพระธม หรือพระประธม
    สร้างครอบเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วเสร็จสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870)
    เจดีย์ร่วมสมัยใกล้เคียงพระประโทณเจดีย์ และจุลประโทนเจดีย์
    ขนาดเมืองโบราณราว 3.7 x 2 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ที่พระประโทณเจดีย์
    งานประจำปีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ช่วงเดือนสิบสอง

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    พระปฐมเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมืองนครปฐม ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางตะวันตกราว 50 กิโลเมตร บนที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน พื้นที่นี้ในอดีตอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลมากกว่าปัจจุบัน เพราะอ่าวไทยเคยรุกเข้ามาในแผ่นดินลึกกว่านี้

    บริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างยาวหลายกิโลเมตร นักโบราณคดีถือว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญที่สุดของวัฒนธรรมทวารวดีระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 และมีเจดีย์โบราณกระจายอยู่หลายองค์ทั่วเมือง

    หลักฐานสำคัญ

    • พระปฐมเจดีย์: เจดีย์ทรงระฆังสูงราว 120 เมตร สร้างครอบเจดีย์ทวารวดีองค์เดิม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ธรรมจักรศิลาจากนครปฐม: ธรรมจักรหินมีจารึกพระสูตรภาษาบาลี พบในนครปฐม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์) ดูภาพถ่ายจริง
    • เหรียญเงินศรีทวารวดี: เหรียญจารึกคำว่าศรีทวารวดีศวรปุณยะ พบที่ตำบลเนินหินในปี 2486 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง

    เมืองโบราณนครปฐมจากการขุดค้น

    การขุดค้นทางวิชาการครั้งแรก ๆ ในเมืองนี้ทำโดยปีแยร์ ดูปองต์ แห่งสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ ในปี พ.ศ. 2482–2483 (ค.ศ. 1939–1940) เขาขุดที่จุลประโทนเจดีย์และพระประโทณเจดีย์ แล้วพบว่าฐานเจดีย์ทวารวดีประดับด้วยภาพเล่าเรื่องชาดกและรูปบุคคลจำนวนมาก

    ราว พ.ศ. 2508–2509 กรมศิลปากรร่วมกับนักวิชาการฝรั่งเศส ฌ็อง บวสเซอลีเย สำรวจแนวคูเมืองที่เคยมองเห็นได้ยาก จึงรู้ว่าเมืองโบราณกว้างราว 3.7 กิโลเมตรจากตะวันออกถึงตะวันตก และราว 2 กิโลเมตรจากเหนือถึงใต้ ใหญ่กว่าเมืองทวารวดีร่วมสมัยส่วนใหญ่ และศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่พระประโทณเจดีย์ ไม่ได้อยู่ที่พระปฐมเจดีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ

    ในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2511 มีการขุดจุลประโทนเจดีย์ซ้ำ พบภาพปูนปั้นเรื่องชาดกและรูปพระโพธิสัตว์ ใต้ชั้นปูนปั้นยังมีชิ้นดินเผาที่เก่ากว่า แสดงว่าเจดีย์ถูกซ่อมและตกแต่งใหม่หลายครั้ง บวสเซอลีเยใช้หลักฐานชุดนี้แบ่งศิลปะทวารวดีออกเป็นสามช่วง ช่วงแรกราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 เน้นดินเผา ช่วงต่อมามีอิทธิพลมหายานและงานปูนปั้น และช่วงท้ายราวพุทธศตวรรษที่ 15

    หลักฐานที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือเหรียญเงินจารึกภาษาสันสกฤตที่กล่าวถึงผู้ครองศรีทวารวดี กับจารึกภาษามอญ ซึ่งยืนยันว่าทวารวดีเป็นชื่อจริงของบ้านเมืองในยุคนั้น ไม่ได้เป็นเพียงชื่อในตำนาน

    ภายใต้ผิวกระเบื้องสีทองของเจดีย์ที่สูงที่สุดในไทย ยังมีสถูปทวารวดีองค์เดิมหลับอยู่อย่างเงียบ ๆ

    จากพระธมสู่พระปฐมเจดีย์

    ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านเรียกสถูปใหญ่กลางป่านี้ว่า พระธม หรือพระประธม คำว่า ธม เป็นคำเขมรแปลว่าใหญ่ สถูปเดิมเป็นเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่บนฐานสี่เหลี่ยม เมื่อสุนทรภู่ไปนมัสการในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) ก็ยังเห็นเป็นสถูปเก่ากลางป่าที่รกร้าง

    เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 4 เสด็จมานมัสการขณะทรงผนวชในรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2374 (ค.ศ. 1831) ทรงเชื่อว่าเป็นสถูปที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในสยาม จึงทรงตั้งชื่อใหม่ว่า พระปฐมเจดีย์ แปลว่าเจดีย์องค์แรก แต่ขณะนั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้บูรณะ

    เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหม่ทรงระฆังแบบลังกาครอบองค์เดิมไว้ภายใน งานใช้เวลาราว 17 ปี และแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870) รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างหอระฆังและประดับองค์เจดีย์ด้วยกระเบื้องสีทองที่สั่งจากจีน

    พระธมองค์เดิมมีหน้าตาอย่างไร

    นักวิชาการเชื่อว่าสถูปสมัยทวารวดีที่อยู่ภายในเป็นสถูปอิฐทรงโอคว่ำหรือทรงหม้อน้ำ ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม และมียอดเป็นฉัตรซ้อนชั้น ซึ่งเป็นแบบที่พบในสถูปพุทธยุคแรกของอินเดียและลังกา แต่เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จมาพบ ยอดของพระธมกลับเป็นทรงปรางค์ แสดงว่าองค์สถูปถูกซ่อมแปลงมาแล้วในสมัยหลัง

    เพื่อให้คนรุ่นหลังรู้ว่าองค์เดิมเป็นอย่างไร รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเจดีย์จำลองรูปทรงพระธมองค์เดิมไว้ทางด้านใต้ของลานเจดีย์ คู่กับเจดีย์จำลองพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าเก่าแก่รองลงมา ทุกวันนี้ผู้มาเยือนยังเดินไปดูเจดีย์จำลองทั้งสององค์นี้ได้

    ส่วนยอดสถูปศิลาจารึกคาถาเย ธมฺมา ที่เคยวางอยู่ในระเบียงคดก่อนถูกย้ายไปกรุงเทพฯ นั้น ผู้เสนอข้อสันนิษฐานใหม่ให้เหตุผลว่าขนาดและรูปแบบของมันเหมาะจะเป็นยอดของสถูปขนาดใหญ่ ไม่ใช่สถูปเล็กที่ตั้งอยู่โดด ๆ หากเป็นจริงก็จะช่วยให้เรานึกภาพยอดของพระธมสมัยทวารวดีได้ชัดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันจากการขุดค้น

    สิบเจ็ดปีของการสร้างเจดีย์ครอบ

    การสร้างเจดีย์องค์ใหม่เป็นโครงการใหญ่ของราชสำนัก รัชกาลที่ 4 โปรดให้เจ้านายและขุนนางชั้นสูงรับผิดชอบงานก่อสร้าง ช่างก่ออิฐครอบองค์เดิมขึ้นไปทีละชั้น โดยไม่รื้อสถูปเก่าทิ้ง

    งานไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน อิฐที่ก่อไว้เลื่อนไถลลงมาโดยรอบ เพราะฐานด้านใต้รับน้ำหนักส่วนบนไม่ไหว ช่างต้องแก้ไขโครงสร้างแล้วก่อต่อ งานทั้งหมดกินเวลาราว 17 ปี จนเสร็จในต้นรัชกาลที่ 5

    รอบองค์เจดีย์มีวิหารทิศทั้งสี่ ด้านตะวันออกคือวิหารหลวงที่มีจิตรกรรมเล่าเรื่องการบูรณะ ด้านตะวันตกมีพระพุทธไสยาสน์ ด้านเหนือคือวิหารพระร่วง ล้อมด้วยระเบียงคดสองชั้น และมีหอระฆังเรียงรายอยู่ระหว่างระเบียงคดกับกำแพงชั้นนอก โบสถ์ของวัดถูกสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ตามแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

    สิ่งที่พบและสิ่งที่เห็น

    ในบริเวณวัดและพิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุสมัยทวารวดีจำนวนมาก ที่โดดเด่นคือพระพุทธรูปศิลาขาว ซึ่งชาวบ้านขุดพบที่วัดทุ่งพระเมรุราว พ.ศ. 2404 แล้วนำมาประดิษฐานที่วัดพระปฐมเจดีย์ นักวิชาการกำหนดอายุไว้ในสมัยทวารวดี

    มีข้อสันนิษฐานใหม่ว่ายอดสถูปศิลาสูงราว 4 เมตร ที่จารึกคาถา เย ธมฺมา ด้วยอักษรปัลลวะ และปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อาจเคยเป็นยอดขององค์พระธมเดิม ข้อเสนอนี้ยังรอการพิสูจน์

    ด้านทิศเหนือขององค์เจดีย์ประดิษฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปยืนสูงกว่า 7 เมตร รัชกาลที่ 6 ทรงพบพระพุทธรูปองค์เดิมที่ศรีสัชนาลัยในปี พ.ศ. 2451 เหลือเพียงพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท จึงโปรดให้หล่อขึ้นใหม่และอัญเชิญมาประดิษฐานเมื่อ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 พระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 6 ก็บรรจุไว้ที่นี่

    เจดีย์พี่น้อง: พระประโทณและจุลประโทน

    ห่างจากพระปฐมเจดีย์ไปทางตะวันออกราว 3 กิโลเมตร มีพระประโทณเจดีย์ เจดีย์สมัยทวารวดีอีกองค์หนึ่งที่สร้างด้วยอิฐ ตามตำนานพระยากง พระยาพาน พระยาพานสังหารพระยากงผู้เป็นบิดาโดยไม่รู้ เมื่อรู้ความจริงจึงสร้างพระปฐมเจดีย์และพระประโทณเจดีย์เพื่อไถ่บาป ตำนานนี้มีโครงเรื่องคล้ายนิทานอินเดียหลายเรื่อง จึงควรอ่านเป็นตำนานมากกว่าประวัติศาสตร์

    ส่วนจุลประโทนเจดีย์อยู่ใกล้กลางเมืองโบราณนครปฐม เป็นฐานเจดีย์ที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ปีแยร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont) ขุดค้น พบประติมากรรมปูนปั้นและดินเผาสมัยทวารวดีจำนวนมาก เช่น รูปบุคคลนั่งชันเข่าถือดาบ ซึ่งตีความกันว่าเป็นนักรบ ปัจจุบันชิ้นงานเหล่านี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    พระปฐมเจดีย์เป็นทั้งศาสนสถานที่ยังมีชีวิต และเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อว่านครปฐมคือจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาในดินแดนไทย ตามคติที่เล่าสืบกันมาว่าพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมาเผยแผ่ศาสนาในดินแดนนี้ คตินี้ทำให้ชื่อเมืองนครปฐมถูกตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

    อย่างไรก็ตาม อายุของสถูปองค์เดิมยังเป็นที่ถกเถียง ข้อเสนอแบบดั้งเดิมบางฉบับเสนอว่าสร้างตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 แต่หลักฐานโบราณคดีที่ชัดเจนส่วนใหญ่ชี้ไปที่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 ส่วนนักวิชาการอย่างสุจิตต์ วงษ์เทศ ชี้ว่าพระปฐมเจดีย์ไม่ใช่เจดีย์แรกของดินแดนไทย และเมืองอู่ทองอาจมีพัฒนาการเก่ากว่า

    คำถามว่านครปฐมเป็นศูนย์กลางของทวารวดีหรือไม่ก็ยังไม่ยุติ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยสนับสนุนนครปฐมจากจำนวนและความเก่าแก่ของสถูป ขณะที่นักวิชาการรุ่นหลังบางคนเสนอว่าศูนย์กลางอาจอยู่ที่ลพบุรีหรือศรีเทพ หรือทวารวดีอาจเป็นเครือข่ายหลายเมืองที่ไม่มีเมืองหลวงเดียว

    พระปฐมเจดีย์ในปัจจุบัน

    องค์เจดีย์ผ่านการบูรณะใหญ่หลายครั้ง เช่น หลังพบปัญหาโครงสร้างในปี พ.ศ. 2509 ซึ่งบูรณะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2524 และการแก้ปัญหาความชื้นระหว่าง พ.ศ. 2551–2555 รอบองค์เจดีย์มีวิหารทิศทั้งสี่ ระเบียงคด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

    ทุกปีในช่วงเดือนสิบสองมีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นงานประจำปีใหญ่ของจังหวัด ผู้คนจากทั่วสารทิศยังคงเดินทางมาสักการะเจดีย์ที่ซ่อนสถูปพันกว่าปีไว้ภายใน

    พิกัดและการนำทาง

    องค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร
    พิกัด 13.819728, 100.060057 (13°49′11.0″N 100°03′36.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พระปฐมเจดีย์อยู่ใจกลางเมืองนครปฐม เดินทางจากกรุงเทพฯ ได้ทั้งรถยนต์และรถไฟสายใต้ ในวัดมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จัดแสดงโบราณวัตถุทวารวดี ผู้สนใจควรแวะชมพระประโทณเจดีย์ทางตะวันออก และจุลประโทนเจดีย์ใกล้กลางเมืองโบราณ ซึ่งเห็นฐานอิฐสมัยทวารวดีได้ชัดเจน

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 11–16 (ค.ศ. ราว 6th–11th): เมืองนครปฐมโบราณรุ่งเรือง. สร้างสถูปพระธม พระประโทณ และจุลประโทน
    • ราว พ.ศ. 2374 (ค.ศ. 1831): เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จนมัสการ. ขณะทรงผนวช ทรงตั้งชื่อพระปฐมเจดีย์
    • พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842): สุนทรภู่ไปนมัสการ. บันทึกภาพสถูปเก่ากลางป่าในนิราศ
    • รัชกาลที่ 4: เริ่มสร้างเจดีย์ครอบ. สร้างเจดีย์ทรงระฆังครอบองค์เดิม
    • ก.ค. พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): อิฐทรุดเพราะฝน. ฝนตกหนักหลายวันจนส่วนที่ก่อไว้เลื่อนไถลลง
    • พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861): พบพระศิลาขาว. นำมาจากวัดทุ่งพระเมรุ
    • ราว พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870): เจดีย์แล้วเสร็จ. สมัยรัชกาลที่ 5 ประดับกระเบื้องสีทอง
    • 2 พ.ย. พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): อัญเชิญพระร่วงโรจนฤทธิ์. ประดิษฐานที่วิหารทิศเหนือ
    • พ.ศ. 2482–2483 (ค.ศ. 1939–1940): ดูปองต์ขุดค้น. ขุดที่จุลประโทนและพระประโทณเจดีย์
    • พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): พบขอบเขตเมืองโบราณ. กรมศิลปากรกับบวสเซอลีเยสำรวจคูเมือง
    • ก.ค.–ส.ค. พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ขุดจุลประโทนซ้ำ. พบปูนปั้นชาดกและพระโพธิสัตว์
    • พ.ศ. 2509–2524 (ค.ศ. 1966–1981): บูรณะโครงสร้าง. แก้ปัญหาความมั่นคงขององค์เจดีย์
    • พ.ศ. 2551–2555 (ค.ศ. 2008–2012): บูรณะแก้ความชื้น. ซ่อมแซมผิวองค์เจดีย์

    รู้หรือไม่

    ชื่อเมืองมาทีหลังเจดีย์

    เมืองนี้เคยชื่อนครไชยศรี และได้ชื่อนครปฐมอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 6 ตามชื่อเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งไว้

    ปฐม ไม่ได้แปลว่าแรกจริง

    รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งชื่อตามความเชื่อว่าเป็นเจดีย์เก่าแก่ที่สุด แต่หลักฐานปัจจุบันชี้ว่ามีสถูปในดินแดนไทยที่เก่ากว่า

    มีพระธมจำลองให้ดู

    ทางด้านใต้ของลานเจดีย์มีเจดีย์จำลองรูปทรงพระธมก่อนการบูรณะ ที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างไว้ คนรุ่นหลังจึงยังเห็นได้ว่าองค์เดิมมียอดเป็นปรางค์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Phra Pathommachedi – Wikipedia
    2. Phra Prathon Chedi – Wikipedia
    3. จังหวัดนครปฐมมาจากไหน พระปฐมเจดีย์มีที่มาอย่างไร – ศิลปวัฒนธรรม
    4. พระปฐมเจดีย์ ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรกในดินแดนไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    5. สุนทรภู่ไปนมัสการสถูปพระประธม – ศิลปวัฒนธรรม
    6. ข้อสันนิษฐานใหม่ ยอดพระปฐมเจดีย์องค์เดิม – ศิลปวัฒนธรรม
    7. พระร่วงโรจนฤทธิ์ – ศิลปวัฒนธรรม
    8. พระศิลาขาว อายุกว่า 1,000 ปี ที่นครปฐม – ศิลปวัฒนธรรม
    9. Nakhon Pathom Province – Wikipedia
    10. Dvaravati – Wikipedia
    11. พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช องค์จำลอง ที่วัดพระปฐมเจดีย์ – ศิลปวัฒนธรรม
    12. Boisselier: Récentes recherches à Nakhon Pathom – JSS 58.2
    13. Phra Prathon – Ayutthaya Historical Research

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระปฐมเจดีย์
    Shane – Phra Pathommachedi 1 · Shane WP Wongperk · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Phra Pathommachedi 2 · Disthan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Bangkok, Phra Pathommachedi 1998 13 · LBM1948 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Shane – Phra Pathommachedi 2 · Shane WP Wongperk · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Chedi Phra Pathon-001 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระปฐมเจดีย์
    Phra Pathom Chedi National Mseum 11 · Disthan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ภาพประกอบ: Bangkok National Museum · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    พิพิธภัณฑ์ในเขตวังหน้าเดิมที่รวบรวมหลักฐานสำคัญของยุคแรกเริ่มในดินแดนไทย ตั้งแต่ธรรมจักรทวารวดี พระโพธิสัตว์ไชยา จนถึงศิลาจารึกหลักที่ 1 · ก่อตั้ง พ.ศ. 2417 ย้ายมาวังหน้า พ.ศ. 2430 (จัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์)

    ที่ตั้งถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
    จุดเริ่มต้นหอมิวเซียมที่หอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง เปิด 19 ก.ย. 2417
    ย้ายมาวังหน้าพ.ศ. 2430
    ชื่อปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและใช้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2477
    อาคารโบราณคดีอาคารมหาสุรสิงหนาท จัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี และศิลปะเอเชีย
    วัตถุมรดกโลกศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ยูเนสโกขึ้นทะเบียนความทรงจำแห่งโลก พ.ศ. 2546
    พระพุทธรูปสำคัญพระพุทธสิหิงค์ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (สร้าง พ.ศ. 2330)
    ราชรถพระมหาพิชัยราชรถ สร้าง พ.ศ. 2338 ในรัชกาลที่ 1

    จากหอคองคอเดียสู่วังหน้า

    เรื่องของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มจากของสะสมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงรวบรวมโบราณวัตถุและสิ่งของแปลกตาไว้ที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้นำออกจัดแสดงแก่สาธารณชนที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดเมื่อ 19 กันยายน 2417 วันนี้รัฐบาลจึงกำหนดให้เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทยเมื่อ พ.ศ. 2538

    ใน พ.ศ. 2430 พิพิธภัณฑ์ย้ายมาอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาในรัชกาลที่ 1 และว่างลงหลังยกเลิกตำแหน่งวังหน้า

    ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พื้นที่วังหน้าทั้งหมดถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร และเมื่อ พ.ศ. 2477 พิพิธภัณฑ์เข้าอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ใช้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงปัจจุบัน

    อาคารและการจัดแสดง

    พิพิธภัณฑ์มีอาคารหลายยุคอยู่รวมกัน ส่วนที่เป็นของวังหน้าเดิม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งสร้าง พ.ศ. 2330 เพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน และหมู่พระวิมาน ซึ่งเป็นที่ประทับเดิม

    สำหรับผู้สนใจยุคโบราณ อาคารสำคัญคืออาคารมหาสุรสิงหนาท ตั้งชื่อตามกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์แรก ใช้จัดแสดงโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี และศิลปะเอเชีย ส่วนอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะสมัยหลัง เช่น สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

    พิพิธภัณฑ์ปรับปรุงห้องจัดแสดงเป็นระยะ อาคารมหาสุรสิงหนาทเคยปิดปรับปรุงหลัง พ.ศ. 2562 การจัดวางวัตถุในแต่ละห้องจึงอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา

    เดินผ่านห้องไม่กี่ห้องในวังหน้า ก็เหมือนได้เดินทางจากนครปฐม ไชยา สระแก้ว ไปจนถึงสุโขทัย

    พระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

    พระที่นั่งพุทไธสวรรย์สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2330 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ผนังภายในเขียนภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งของกรุงเทพฯ ผู้มาชมพิพิธภัณฑ์จึงได้เห็นทั้งพระพุทธรูปและงานช่างเขียนในอาคารเดียวกัน

    ตามตำนาน พระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นที่ลังกาตั้งแต่ราว พ.ศ. 700 แล้วเดินทางผ่านหลายเมือง ทั้งสุโขทัย พิษณุโลก อยุธยา กำแพงเพชร และเชียงราย ก่อนไปประดิษฐานที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2338 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทอัญเชิญจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ และประดิษฐานไว้ที่วังหน้า

    ในไทยมีพระพุทธรูปอย่างน้อยสามองค์ที่ได้รับการนับถือว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์ คือองค์ที่กรุงเทพฯ องค์ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ และองค์ที่หอพระพุทธสิหิงค์ นครศรีธรรมราช นักประวัติศาสตร์ศิลป์ใช้รูปแบบศิลปะกำหนดอายุ เช่น องค์ที่นครศรีธรรมราชจัดอยู่ในศิลปะอยุธยา ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 16 ซึ่งใหม่กว่าที่ตำนานเล่ามาก ตำนานกับหลักฐานศิลปะจึงต้องอ่านแยกกัน

    ทุกช่วงสงกรานต์ พระพุทธสิหิงค์องค์นี้จะถูกอัญเชิญออกจากพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนสรงน้ำ เช่นในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครร่วมกับกรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ลานคนเมืองระหว่างวันที่ 12–14 เมษายน ประเพณีนี้ทำให้พิพิธภัณฑ์ผูกพันกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ มากกว่าเป็นเพียงที่เก็บของเก่า

    ราชรถและตำหนักแดง ร่องรอยชีวิตในวังหน้า

    โรงราชรถของพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาราชรถขนาดใหญ่ ชิ้นสำคัญคือพระมหาพิชัยราชรถ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้สร้างใน พ.ศ. 2338 ใช้อัญเชิญพระบรมศพหรือพระศพเจ้านายชั้นสูงในงานพระเมรุมาศ ราชรถเหล่านี้ยังถูกนำออกไปใช้งานจริงเมื่อมีพระราชพิธี จึงเป็นวัตถุที่ยังมีชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของรัฐ

    อีกอาคารหนึ่งที่ผู้ชมมักชอบคือตำหนักแดง เรือนไม้สักทาสีแดงที่เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางในรัชกาลที่ 1 ภายในจัดแสดงเครื่องใช้สมัยต้นรัตนโกสินทร์ และของใช้ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

    พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งเดิมเป็นท้องพระโรงของวังหน้า ปัจจุบันเป็นห้องประวัติศาสตร์ไทย อาคารเหล่านี้ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นทั้งที่จัดแสดงวัตถุและเป็นโบราณสถานในตัวเอง ผู้ชมเดินอยู่ในวังที่เคยมีผู้คนอาศัยจริงเมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน

    หลักฐานยุคทวารวดี

    ห้องทวารวดีมีธรรมจักรศิลาที่สำคัญชิ้นหนึ่ง สูงราว 106 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางราว 88 เซนติเมตร พบที่วัดเสน่ห์ จังหวัดนครปฐม ซี่ล้อเจาะทะลุจนดูโปร่งบาง ขอบล้อสลักลายเปลวไฟ และมีจารึกภาษาบาลีอักษรปัลลวะ ยกข้อความจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–16

    ธรรมจักรแบบตั้งบนเสาเป็นของที่พบเฉพาะในวัฒนธรรมทวารวดีของไทย มักพบคู่กับรูปกวางหมอบ ซึ่งชี้ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา หลักฐานนี้แสดงว่าคนทวารวดีเข้าใจความหมายของธรรมจักรอย่างลึกซึ้ง

    ห้องเดียวกันมีงานปูนปั้นจากเมืองคูบัว ราชบุรี เช่นภาพนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 และพระพุทธรูปศิลาทวารวดีขนาดใหญ่ สูงรวมฐานราว 330 เซนติเมตร ที่พบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2469 แล้วล่องแพลงมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2471

    ศรีวิชัย ลพบุรี และจารึกสำคัญ

    ชิ้นที่หลายคนเรียกว่างามที่สุดของพิพิธภัณฑ์คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สูงราว 63 เซนติเมตร เหลือเพียงพระวรกายท่อนบน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพบที่วัดพระบรมธาตุไชยา ราว พ.ศ. 2448 แหล่งข้อมูลต่าง ๆ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 นักวิชาการบางท่านโยงกับจารึกวัดเสมาเมือง พ.ศ. 1318 แต่บางท่านเห็นว่ารูปแบบศิลปะน่าจะใหม่กว่านั้น

    ในห้องเดียวกันยังมีพระวิษณุสี่กรจากอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ประติมากรรมรุ่นแรกที่ยืนยันการติดต่อกับอินเดียทางฝั่งอันดามัน ส่วนห้องลพบุรีจัดแสดงประติมากรรมเขมรในไทย รวมถึงประติมากรรมสำริดพระศิวะที่เรียกกันว่าโกลเด้นบอย และสตรีพนมมือ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนส่งคืนไทยเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567

    พิพิธภัณฑ์ยังเก็บรักษาศิลาจารึกสด๊กก๊อกธมจากจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นหลักฐานหลักเรื่องลัทธิเทวราชของเขมร และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หรือจารึกหลักที่ 1 ที่รัชกาลที่ 4 ทรงพบที่สุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 2376 ขณะยังทรงผนวช และย้ายมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมื่อ พ.ศ. 2511

    โกลเด้นบอย การเดินทางกลับบ้านของประติมากรรมสำริด

    ประติมากรรมสำริดที่ได้ชื่อเล่นว่าโกลเด้นบอย เป็นรูปบุคคลยืนสำริดกะไหล่ทอง สูงราว 130 เซนติเมตร อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตามรายงานของข่าวสดภาษาอังกฤษ ผู้พบคือชาวบ้านบ้านโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ขุดหามันป่าเมื่อ พ.ศ. 2517 และต่อมาขายไปให้ชาวต่างชาติ

    ประติมากรรมถูกลักลอบนำออกนอกประเทศในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ผ่านเครือข่ายของดักลาส แลตช์ฟอร์ด นักค้าโบราณวัตถุ ก่อนจะไปอยู่ในมือนักสะสมและถูกมอบให้พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนใน พ.ศ. 2531 เมื่อมีหลักฐานว่าออกจากไทยโดยผิดกฎหมาย พิพิธภัณฑ์จึงถอนออกจากคอลเลกชันและส่งคืนพร้อมรูปสตรีพนมมือ ทั้งสองชิ้นถึงไทยเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567 และเปิดให้ชมในห้องลพบุรีตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2567

    รูปนี้เป็นใครยังมีความเห็นต่างกัน พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนเคยเรียกว่ารูปพระศิวะยืน โดยใส่เครื่องหมายคำถามไว้ ภัณฑารักษ์บางท่านเสนอว่าอาจเป็นรูปกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพ เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ทำหน้าที่ทั้งเป็นรูปเคารพและเป็นรูปบรรพบุรุษ การกลับมาของชิ้นนี้ยังจุดประเด็นให้ไทยติดตามโบราณวัตถุที่ถูกนำออกไปชิ้นอื่น ๆ อีกด้วย

    ข้อถกเถียงรอบวัตถุชิ้นสำคัญ

    ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นวัตถุที่ถูกถกเถียงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ใน พ.ศ. 2530 ไมเคิล วิกเคอรี ตั้งคำถามเรื่องอักษร คำศัพท์ และเนื้อหา ปีต่อมา พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าจารึกอาจทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

    นักวิชาการอีกฝ่ายโต้แย้งด้วยหลักฐานทางภาษาและการวิเคราะห์ผิวหินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเมื่อ พ.ศ. 2533 ซึ่งสนับสนุนว่าจารึกมีอายุเก่าจริง ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นความทรงจำแห่งโลกเมื่อ 2 กันยายน 2546 แต่ข้อถกเถียงทางวิชาการก็ยังไม่ยุติทั้งหมด

    วัตถุอีกหลายชิ้นก็ยังถูกถกเถียงเรื่องอายุและที่มา เช่น พระโพธิสัตว์ไชยา ว่าหล่อในคาบสมุทรภาคใต้หรือได้อิทธิพลโดยตรงจากชวา การชมพิพิธภัณฑ์จึงเป็นโอกาสให้เห็นทั้งตัวหลักฐานและคำถามที่นักวิชาการยังค้นหาคำตอบ

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    พิกัด 13.757617, 100.492517 (13°45′27.4″N 100°29′33.1″E)

    เปิดวันพุธถึงอาทิตย์ ควรตรวจวันเวลาเปิดจากเว็บไซต์กรมศิลปากรก่อนไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อยู่บนถนนหน้าพระธาตุ ใกล้สนามหลวง ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับโรงละครแห่งชาติ ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้สนใจยุคโบราณควรเริ่มที่อาคารมหาสุรสิงหนาท แล้วต่อด้วยพระที่นั่งพุทไธสวรรย์และหมู่พระวิมาน การจัดวางวัตถุอาจเปลี่ยนตามการปรับปรุงห้องจัดแสดง

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2330 (ค.ศ. 1787): สร้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์. ในพระราชวังบวรสถานมงคล
    • พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795): อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์และสร้างราชรถ. พระพุทธสิหิงค์มาจากเชียงใหม่ และสร้างพระมหาพิชัยราชรถ
    • พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833): พบศิลาจารึกหลักที่ 1. รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช พบที่สุโขทัย
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2417 (ค.ศ. 1874): เปิดหอมิวเซียม. ที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง
    • พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887): ย้ายมาวังหน้า. พิพิธภัณฑ์ย้ายมาพระราชวังบวรสถานมงคล
    • ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พบพระโพธิสัตว์ไชยา. กรมพระยาดำรงฯ พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา
    • พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926): พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร. ปรับเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับพระนครในรัชกาลที่ 7
    • พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934): พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ย้ายจารึกหลักที่ 1. จารึกมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): พบโกลเด้นบอย. ชาวบ้านละหานทราย บุรีรัมย์ ขุดพบขณะหามันป่า
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): โกลเด้นบอยเข้าพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน. มอบโดยนักสะสมหลังถูกนำออกนอกประเทศ
    • พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995): วันพิพิธภัณฑ์ไทย. ครม. กำหนดให้ 19 กันยายนเป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย
    • 2 ก.ย. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): ความทรงจำแห่งโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกพ่อขุนรามคำแหง
    • 20 พ.ค. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): รับคืนโบราณวัตถุ. โกลเด้นบอยและสตรีพนมมือกลับคืนไทย

    รู้หรือไม่

    วันพิพิธภัณฑ์ไทย

    วันที่ 19 กันยายนของทุกปีมาจากวันเปิดหอมิวเซียมที่หอคองคอเดียเมื่อ พ.ศ. 2417

    ชื่ออาคารจากวังหน้า

    อาคารมหาสุรสิงหนาทตั้งชื่อตามกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผู้สร้างวังหน้าในรัชกาลที่ 1

    พระพุทธรูปล่องแพ

    พระพุทธรูปทวารวดีองค์ใหญ่จากสุโขทัยล่องแพมากรุงเทพฯ ระหว่างทางมีคนมากราบไหว้จนแพแทบจม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Bangkok National Museum – Wikipedia
    2. Dharmachakra, Bangkok National Museum – SEA Arts, SAC
    3. Avalokiteshvara of Chaiya – Wikipedia
    4. Avalokitesvara Bodhisattva – SEA Arts, SAC
    5. Ram Khamhaeng Inscription – Wikipedia
    6. ๑๙ กันยายน วันพิพิธภัณฑ์ไทย – กรมประชาสัมพันธ์
    7. พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    8. อาคารมหาสุรสิงหนาท – ศิลปวัฒนธรรม
    9. พระพุทธรูปทวารวดีจากสุโขทัย – ศิลปวัฒนธรรม
    10. Two ancient artifacts displayed in National Museum – PRD
    11. H.R.H. Princess Sirivannavari Visits Bangkok National Museum – PRD
    12. Phra Phuttha Sihing – Wikipedia
    13. Standing Shiva (?) – Wikipedia
    14. Discoverer of Golden Boy regrets damage – Khaosod English
    15. อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ สงกรานต์ 2568 – The Standard

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    Bangkok National Museum – 2017-04-22 (067) · Iudexvivorum · CC0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    Artefacts from Borobudur, Bangkok National Museum – Stupa · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    National Museum Bangkok · Masgatotkaca · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    006 Phra Buddha Sihing (34443957053) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    007 Phra Buddha Sihing, Profile (34443953013) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • ฟูนัน

    ฟูนัน

    ภาพประกอบ: Oc Eo Culture Gold Coin 2 · Gary Todd · CC0 · Wikimedia Commons

    รัฐการค้าทางทะเลยุคแรกในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ที่จีนบันทึกไว้ว่ายิ่งใหญ่ มีเมืองท่าออกแอวเชื่อมโลกโรมัน อินเดีย และจีน และแผ่อิทธิพลมาถึงอ่าวไทยและคาบสมุทร · ราวพุทธศตวรรษที่ 7–12 (คริสต์ศตวรรษที่ 2–7)

    ที่ตั้งลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ทางใต้ของเวียดนามและกัมพูชาในปัจจุบัน
    เมืองท่าสำคัญออกแอว จังหวัดอานซาง เวียดนาม พื้นที่ราว 450 เฮกตาร์
    ผู้บันทึกคนสำคัญคังไถ่ และจูอิง ทูตของรัฐอู๋ ที่ไปถึงฟูนันกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3
    กษัตริย์ที่โด่งดังฟ่านซือหมัน ผู้ยกทัพเรือตีรัฐชายทะเลกว่าสิบแห่ง
    กษัตริย์องค์สุดท้ายรุทรวรมัน ครองราชย์ราว พ.ศ. 1057–1088 (ค.ศ. 514–545)
    ผู้สืบทอดเจนละ รัฐของชาวเขมรที่ผนวกฟูนันในคริสต์ศตวรรษที่ 6–7

    ชื่อที่มาจากเอกสารจีน

    ฟูนันเป็นชื่อที่เรารู้จากเอกสารจีนเท่านั้น ไม่เคยพบในจารึกภาษาเขมรโบราณเลย ความรู้หลักมาจากรายงานของคังไถ่และจูอิง ทูตของรัฐอู๋ในยุคสามก๊ก ซึ่งเดินทางไปถึงฟูนันในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 ต้นฉบับของทั้งสองสูญหายไปแล้ว แต่ข้อความบางตอนถูกคัดลอกไว้ในพงศาวดารจีนรุ่นหลัง

    ความหมายของชื่อยังถกเถียงกัน ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่าฟูนันมาจากคำเขมร พนม ที่แปลว่าภูเขา แต่โกลด ฌาคส์ นักจารึกศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เห็นว่าการตีความนี้มาจากการแปลผิด และเสนอให้เลิกใช้ชื่อฟูนันไปเลย บางท่านยังชี้ว่าคำว่าหนานในภาษาจีนแปลว่าทิศใต้ ฟูนันจึงอาจเป็นชื่อที่คนจีนตั้งขึ้นเอง และคนท้องถิ่นอาจไม่เคยใช้เลย

    เอกสารจีนเรียกฟูนันเหมือนเป็นอาณาจักรเดียว แต่นักวิชาการสมัยใหม่หลายคนเห็นว่าฟูนันอาจเป็นกลุ่มนครรัฐหลายแห่ง ที่บางช่วงรวมตัวกัน บางช่วงก็ขัดแย้งกันเอง ภาพของฟูนันในฐานะจักรวรรดิใหญ่อาจมาจากสายตาของทูตจีนมากกว่าความเป็นจริงในท้องถิ่น

    ตำนานโกณฑัญญะกับนางใบมะพร้าว

    ตามตำนานในเอกสารจีน ชายต่างแดนชื่อหุนเถียนได้รับคำบอกจากเทพในความฝันให้ล่องเรือมายังฟูนัน ที่นั่นมีราชินีชื่อหลิวเย่ แปลว่าใบหลิว ซึ่งนักวิชาการบางท่านเทียบกับชื่อสันสกฤตว่าโสมา หุนเถียนยิงธนูทะลุเรือของนาง นางยอมจำนน และทั้งสองแต่งงานกัน หุนเถียนจึงได้ปกครองบ้านเมือง

    นักวิชาการหลายคนเทียบหุนเถียนกับพราหมณ์โกณฑัญญะที่ปรากฏในจารึกสันสกฤตรุ่นหลัง แต่บางคนแย้งว่าชื่อจีนมีเพียงสองพยางค์ ขณะที่โกณฑัญญะมีสามพยางค์ จึงไม่น่าจะเป็นการถอดเสียงชื่อเดียวกัน นอกจากนี้ เรื่องเล่าแบบพราหมณ์แต่งงานกับเจ้าหญิงนาคยังพบในรัฐอื่น ๆ ที่รับวัฒนธรรมอินเดียด้วย

    ตำนานนี้เคยถูกตีความว่าชาวอินเดียนำอารยธรรมมามอบให้คนพื้นเมือง แต่นักประวัติศาสตร์อย่าง โอ. ดับเบิลยู. โวลเตอร์ส เสนอว่าผู้ที่นำวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาจริง ๆ อาจเป็นพ่อค้าชาวอุษาคเนย์เองที่ไปมาค้าขายกับอินเดีย ความเห็นสองแบบนี้ยังถกเถียงกันอยู่

    ฟูนันอาจเป็นอาณาจักรที่คนจีนมองเห็นชัดกว่าคนในท้องถิ่นเสียอีก เพราะชื่อของมันไม่เคยปรากฏในจารึกของแผ่นดินตัวเองเลย

    ออกแอว: เมืองท่าที่เชื่อมสามโลก

    หลักฐานทางโบราณคดีที่ชัดที่สุดของฟูนันคือเมืองท่าออกแอว ในจังหวัดอานซาง ทางใต้ของเวียดนาม นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสพบเมืองนี้จากภาพถ่ายทางอากาศ และหลุยส์ มาเลอเรต์ เริ่มขุดค้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942)

    เมืองครอบคลุมพื้นที่ราว 450 เฮกตาร์ มีคลองใหญ่ผ่ากลางเมืองตามแนวยาว และคลองขวางอีกสี่สาย บ้านเรือนน่าจะเป็นเรือนเสาสูงเรียงริมคลอง คลองสายหนึ่งยาวราว 68 กิโลเมตร เชื่อมไปถึงเมืองอังกอร์บอเรในกัมพูชา ซึ่งนักวิชาการหลายท่านเห็นว่าอาจเป็นเมืองหลวงของฟูนันในช่วงหนึ่ง

    ของที่ขุดได้ที่ออกแอวสะท้อนการค้าข้ามทวีป มีทั้งเหรียญทองโรมันสมัยจักรพรรดิแอนโทนินัส ไพอัส จี้ทองที่เลียนแบบเหรียญโรมันราว ค.ศ. 152 ตราประทับและเครื่องประดับแบบอินเดีย และเหรียญเงินรูปหงส์ที่ดูเหมือนผลิตในท้องถิ่น ที่น่าสนใจคือของจากอินเดียและเมดิเตอร์เรเนียนมีมากกว่าของจากจีนเสียอีก

    ฟ่านซือหมันกับการแผ่อำนาจสู่คาบสมุทร

    กษัตริย์ฟูนันที่เอกสารจีนยกย่องมากที่สุดคือฟ่านซือหมัน ซึ่งครองราชย์ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3 พระองค์สั่งต่อเรือขนาดใหญ่ แล้วยกทัพเรือไปตีรัฐชายทะเลได้กว่าสิบแห่ง ขยายอาณาเขตออกไปหลายพันลี้ นักวิชาการเชื่อว่ารัฐเหล่านี้บางแห่งอยู่บนคาบสมุทรมลายูตอนบน ซึ่งเป็นช่องทางขนสินค้าข้ามจากทะเลอันดามันมาสู่อ่าวไทย

    เอกสารจีนเล่าต่อว่าฟ่านซือหมันเตรียมจะตีรัฐจินหลิน แปลว่าเพื่อนบ้านทอง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของฟูนันราว 2,000 ลี้ แต่พระองค์ประชวรและสิ้นพระชนม์เสียก่อน ตำแหน่งของจินหลินยังเถียงกันไม่จบ นักวิชาการไทยบางท่านเสนอว่าอยู่แถบอู่ทอง บางท่านว่านครปฐม ส่วนนักวิชาการตะวันตกบางคนเสนอว่าอยู่ชายฝั่งพม่าตอนล่าง หรือรอบอ่าวไทยตอนบน

    เรื่องนี้ทำให้ฟูนันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ดินแดนไทยโดยตรง หากรัฐที่ฟ่านซือหมันพิชิตอยู่บนคาบสมุทรภาคใต้ของไทยจริง ฟูนันก็คือมหาอำนาจทางทะเลรายแรก ๆ ที่เข้ามาควบคุมเส้นทางการค้าผ่านดินแดนแถบนี้

    การเสื่อมและการมาของเจนละ

    ในคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ฟูนันยังส่งทูตไปจีนอย่างต่อเนื่อง กษัตริย์ในช่วงนี้ใช้พระนามแบบสันสกฤต เช่น ชัยวรมันโกณฑัญญะ และรุทรวรมัน ซึ่งเอกสารถือว่าเป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ครองราชย์ราว พ.ศ. 1057–1088 (ค.ศ. 514–545)

    ความมั่งคั่งของฟูนันพึ่งพาการค้าทางทะเลเกือบทั้งหมด เมื่อเรือสินค้าเปลี่ยนไปใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาและเกาะสุมาตรา ซึ่งต่อมาศรีวิชัยเข้าครอบครอง เมืองท่าของฟูนันก็ค่อย ๆ หมดความสำคัญ ศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคเคลื่อนขึ้นไปทางเหนือ สู่ดินแดนที่เน้นการทำนาในแผ่นดิน

    พงศาวดารราชวงศ์สุยที่เขียนเสร็จใน ค.ศ. 636 บันทึกว่ากษัตริย์เจนละผนวกฟูนันไว้ ส่วนพงศาวดารราชวงศ์ถังฉบับใหม่ระบุว่าการผนวกสมบูรณ์ในช่วงรัชศกเจินกวน ค.ศ. 627–649 เจนละคือรัฐของชาวเขมรที่ต่อมาพัฒนาไปเป็นอาณาจักรพระนคร มรดกของฟูนันจึงไหลต่อไปสู่วัฒนธรรมเขมร

    ฟูนันกับดินแดนไทย

    สำหรับคนไทย ฟูนันเป็นเหมือนเพื่อนบ้านรุ่นพี่ที่ช่วยอธิบายว่าการค้าทางทะเลเปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็นรัฐได้อย่างไร ในช่วงเดียวกับที่ออกแอวรุ่งเรือง ชุมชนชายฝั่งในไทย เช่น เขาสามแก้วในชุมพร และควนลูกปัดในกระบี่ ก็กำลังผลิตและค้าลูกปัดอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

    หลักฐานจากเมืองอู่ทองก็ชวนให้คิดถึงเครือข่ายนี้ ที่นั่นพบเหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกโตรินุส ซึ่งแสดงว่าสินค้าและเงินตราจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนเดินทางมาถึงอ่าวไทยเช่นเดียวกับที่ออกแอว นักวิชาการบางท่านจึงมองว่ารัฐยุคแรกในภาคกลางของไทยเติบโตขึ้นในเงาและในการแข่งขันกับฟูนัน

    อย่างไรก็ดี ควรระวังการสรุปว่าฟูนันปกครองดินแดนไทย เพราะหลักฐานโดยตรงมีน้อยมาก เท่าที่รู้แน่คือฟูนันเป็นคู่ค้า คู่แข่ง และต้นแบบทางการเมืองให้รัฐรอบอ่าวไทย ก่อนที่ทวารวดีจะก้าวขึ้นมามีบทบาทแทนในเวลาต่อมา

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2): ออกแอวเติบโต. เมืองท่ารับสินค้าจากโรมันและอินเดีย
    • ราว พ.ศ. 695 (ค.ศ. ราว 152): จี้ทองเลียนแบบเหรียญโรมัน. หลักฐานการติดต่อกับโลกโรมันที่ออกแอว
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3): ฟ่านซือหมันขยายอำนาจ. ทัพเรือตีรัฐชายทะเลกว่าสิบแห่ง
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. กลางคริสต์ศตวรรษที่ 3): คังไถ่และจูอิงเยือนฟูนัน. รายงานของทูตจีนที่เป็นแหล่งข้อมูลหลัก
    • ราว พ.ศ. 1057–1088 (ค.ศ. ราว 514–545): รัชกาลรุทรวรมัน. กษัตริย์องค์สุดท้ายของฟูนัน
    • พ.ศ. 1179 (ค.ศ. 636): พงศาวดารราชวงศ์สุย. บันทึกว่าเจนละผนวกฟูนัน
    • พ.ศ. 1170–1192 (ค.ศ. 627–649): การผนวกเสร็จสิ้น. ตามพงศาวดารราชวงศ์ถังฉบับใหม่
    • พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942): มาเลอเรต์ขุดค้นออกแอว. เริ่มการศึกษาฟูนันทางโบราณคดี

    รู้หรือไม่

    ค้นพบจากท้องฟ้า

    ออกแอวถูกพบจากภาพถ่ายทางอากาศ แนวคลองโบราณที่มองไม่เห็นจากพื้นดินกลับปรากฏชัดเมื่อมองจากเครื่องบิน

    จินหลินอยู่ไหน

    รัฐเพื่อนบ้านทองที่ฟ่านซือหมันอยากพิชิต ถูกเสนอว่าอยู่ทั้งอู่ทอง นครปฐม ชายฝั่งพม่า และรอบอ่าวไทย จนถึงวันนี้ยังไม่มีข้อยุติ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Funan (Wikipedia)
    2. Óc Eo (Wikipedia)
    3. Angkor Borei (Wikipedia)
    4. Chin Lin (Wikipedia)
    5. U Thong National Museum (Wikipedia)
    6. ฟูนัน เจนละ (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม