หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • เพิงผาหลังโรงเรียน

    เพิงผาหลังโรงเรียน

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 1 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เพิงผาหินปูนในจังหวัดกระบี่ที่เก็บร่องรอยนักล่าสัตว์และเก็บของป่าย้อนหลังไปราว 40,000 ปี นับเป็นหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย · ราว 43,000–27,000 ปีก่อน และราว 9,000–3,000 ปีก่อน

    ที่ตั้งหุบเขาแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
    ประเภทแหล่งเพิงผาหินปูน (rockshelter)
    ผู้ขุดค้นหลักดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas D. Anderson)
    ช่วงขุดค้นพ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985)
    อายุชั้นล่างสุดที่มีร่องรอยมนุษย์ราว 39,000–43,000 ปีก่อน
    วัฒนธรรมชั้นบนโฮบินเหียน และการฝังศพสมัยหินใหม่
    จำนวนชั้นดิน10 ชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ
    แหล่งร่วมสมัยใกล้เคียงถ้ำหมอเขียว และเพิงผาเขาโต๊ะช่อง จังหวัดกระบี่

    ชื่อแปลก ๆ กับที่ตั้งในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นเพิงผาหินปูนขนาดไม่ใหญ่นักในหุบเขาของแม่น้ำกระบี่ ทางฝั่งทะเลอันดามันของภาคใต้ ชื่อของแหล่งมาจากเรื่องง่าย ๆ คือเพิงผานี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    จังหวัดกระบี่มีภูเขาหินปูนตั้งโดดเรียงรายอยู่มาก ภูเขาเหล่านี้มีถ้ำและเพิงผาเป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ดี มนุษย์ยุคโบราณจึงใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างออกล่าสัตว์ เพิงผาหลังโรงเรียนตั้งอยู่บนที่สูง การขึ้นไปถึงต้องเดินตามทางชันหรือไต่ไปตามสันเขาแคบ ๆ

    หลักฐานสำคัญ

    • สะเก็ดหินและเครื่องมือหิน: เครื่องมือในชั้นดินลึกสุด อายุราว 39,000 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและกรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง
    • ร่องรอยเตาไฟ: เถ้าและถ่านจากกองไฟของคนในเพิงผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ เพิงผาหลังโรงเรียน กระบี่) ดูภาพถ่ายจริง

    การขุดค้นของดักลาส แอนเดอร์สัน

    ช่วง พ.ศ. 2526–2528 ศาสตราจารย์ดักลาส แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา เข้ามาสำรวจและขุดค้นเพิงผาแห่งนี้ เขาพบว่าดินในเพิงผาทับถมกันเป็นชั้นอย่างชัดเจน และมีถ่านจากกองไฟที่นำไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 ได้

    ผลการศึกษาตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อ พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) โดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการขุดค้นครั้งแรกในไทยที่พบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนตอนปลายซึ่งมีค่าอายุชัดเจน วางอยู่ใต้ชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนสมัยโฮโลซีนตอนต้นอย่างเป็นระเบียบ

    ต่อมาใน พ.ศ. 2550 แอนเดอร์สันร่วมกับคาเรน มูดาร์ ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์กระดูกสัตว์จากชั้นล่างของแหล่ง ทำให้เรารู้ว่าคนยุคนั้นกินอะไรและใช้ชีวิตอย่างไร

    เพิงผาเล็ก ๆ หลังโรงเรียนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เก็บรอยกองไฟของมนุษย์ไว้นานกว่าสี่หมื่นปี

    ชั้นดินเล่าเรื่องสี่หมื่นปี

    นักโบราณคดีแบ่งชั้นดินที่นี่ออกเป็นสิบชั้น ชั้นล่างสุดไม่มีโบราณวัตถุ ถัดขึ้นมาเป็นชั้นที่มีถ่าน เครื่องมือหิน และกระดูกสัตว์อยู่รอบกองไฟ ถ่านจากชั้นเหล่านี้มีอายุราว 39,000 ปีก่อน และบางตัวอย่างเก่าถึงกว่า 43,000 ปี ส่วนชั้นไพลสโตซีนที่อายุน้อยที่สุดมีอายุราว 27,000 ปีก่อน

    เหนือขึ้นไปมีชั้นที่เต็มไปด้วยเศษหินปูนแตก นักวิชาการตีความว่าเพดานเพิงผาเคยพังถล่มลงมา หลังจากนั้นมีช่วงที่ไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน ก่อนที่มนุษย์จะกลับมาใช้เพิงผาอีกครั้งเมื่อราว 9,000 ปีก่อน ในช่วงนี้พบกองไฟจำนวนมากพร้อมเถ้าและเศษอาหาร

    ชั้นบนสุดเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเป็นที่ฝังศพ พบหลุมศพหลายหลุม บางร่างฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว บางร่างงอเข่า และบางหลุมเป็นการฝังครั้งที่สอง ภาชนะดินเผาที่พบในหลุมศพมีอายุราว 5,000–3,000 ปีก่อน

    เครื่องมือหินและอาหารของนักล่ายุคน้ำแข็ง

    เครื่องมือหินในชั้นไพลสโตซีนมีไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่เป็นสะเก็ดหินที่กะเทาะจากหินหลายชนิด เช่น หินเชิร์ต หินปูนที่แทรกด้วยซิลิกา และหินจากแหล่งน้ำพุร้อน ขอบของสะเก็ดถูกแต่งให้คมสำหรับตัดและขูด นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแกนหินขนาดเล็กที่แต่งขอบด้านเดียวให้เป็นฟันเลื่อย

    เครื่องมือเหล่านี้เบาและพกพาง่าย เหมาะกับคนที่ย้ายที่อยู่บ่อย ต่างจากชั้นโฮบินเหียนด้านบน ซึ่งวัฒนธรรมนี้โดยทั่วไปมีเครื่องมือเด่นคือหินกรวดแม่น้ำที่กะเทาะหน้าเดียว นักวิชาการยังสังเกตว่าที่เพิงผาหลังโรงเรียนพบเศษจากการกะเทาะน้อยมาก แสดงว่าคนอาจทำเครื่องมือที่อื่นแล้วนำติดตัวมา

    กระดูกสัตว์ในชั้นล่างมีทั้งวัวป่าและกวาง และในชั้นอายุราว 27,000 ปีก่อนยังพบกระดูกช้าง แต่เต่าและตะพาบคือสัตว์ที่พบมากที่สุด ส่วนลิงที่อาศัยบนต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากในป่าแถบนี้ กลับพบน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกนก ปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลเล็กน้อย และเปลือกหอยทาก

    มูดาร์และแอนเดอร์สันเปรียบเทียบกับถ้ำนีอาห์ในเกาะบอร์เนียวและถ้ำหมอเขียวในกระบี่ ซึ่งมีคนอยู่ต่อเนื่องนานกว่า แล้วสรุปว่าเพิงผาหลังโรงเรียนถูกใช้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว เหมือนจุดแวะพักบนเส้นทางเดินทางตามฤดูกาล

    สิ่งที่พบและชีวิตของคนโบราณ

    ในชั้นไพลสโตซีนพบกระดูกเต่าและตะพาบจำนวนมาก รวมทั้งกระดูกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกระดูกปลาเล็กน้อย สิ่งที่น่าแปลกคือแทบไม่พบกระดูกหมูป่า ซึ่งต่างจากแหล่งร่วมสมัยอื่นในภูมิภาค

    มูดาร์และแอนเดอร์สันสรุปว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งหลักแหล่งถาวร พวกเขาเป็นนักหาอาหารที่เคลื่อนย้ายไปมาตามฤดูกาลระหว่างพื้นที่ในแผ่นดินกับชายฝั่ง และแวะมาพักที่เพิงผานี้เป็นครั้งคราว ส่วนในชั้นโฮโลซีนเริ่มพบเปลือกหอยทะเล แสดงว่าคนรุ่นหลังนำอาหารจากชายฝั่งเข้ามากินด้วย

    ของในหลุมศพชั้นบนมีภาชนะดินเผาทรงพาน มีเชิงสูง ตกแต่งด้วยลายขีดไขว้ คล้ายภาชนะที่พบที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบขวานหินขัดฝีมือประณีตวางคู่กับศพหนึ่งร่าง

    จากที่พักกลายเป็นสุสาน

    ในชั้นโฮโลซีนตอนต้น คนที่กลับมาใช้เพิงผาเริ่มเก็บหอยมากิน หอยทะเลในชั้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงราวหลัง 7,500 ปีก่อน แล้วจึงลดลง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นหลังยุคน้ำแข็ง

    รายงานการขุดค้นฉบับปี พ.ศ. 2533 บรรยายหลุมศพสี่กลุ่มอย่างละเอียด หลุมที่ 1 ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว พร้อมภาชนะทรงพานมีเชิง หลุมที่ 2 และ 3 เป็นการฝังครั้งที่สอง มีกระดูกของคนสองถึงสามคนกระจายอยู่กับเศษภาชนะลายเชือกทาบก้นกลม ส่วนหลุมที่ 4 ฝังแบบงอเข่า พร้อมภาชนะทรงพานและขวานหรือผึ่งหินขัด

    ภาชนะทรงพานในหลุมที่ 1 และ 4 มีผิวเรียบ เผาไฟไม่สม่ำเสมอ และมีรูปทรงคล้ายภาชนะจากบ้านเก่าในกาญจนบุรี ต่อมาในบทความปี พ.ศ. 2548 แอนเดอร์สันระบุว่าชั้นบนสุดของแหล่งมีหลุมศพมากกว่า 20 หลุม บางหลุมบุด้วยท่อนไม้คล้ายโลงศพ บางหลุมเป็นเพียงหลุมดินธรรมดา ตัวเลขที่ต่างกันนี้น่าจะมาจากการนับรวมหลุมศพทั้งหมดที่ขุดพบ ไม่เฉพาะกลุ่มที่บรรยายละเอียด

    แอนเดอร์สันชี้ว่าการใช้เพิงผาเป็นสุสานแยกจากการใช้ชีวิตประจำวัน คือคนในช่วงนี้ไม่ได้พักอาศัยในที่เดียวกับที่ฝังศพ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญ

    ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย

    เพิงผาหลังโรงเรียนเป็นหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์สมัยใหม่เดินทางเข้ามาถึงคาบสมุทรมลายูตอนบนตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบันมาก ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างออกไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้

    แหล่งนี้ยังช่วยให้นักวิชาการเห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคไพลสโตซีนมาสู่โฮโลซีน คือจากโลกยุคน้ำแข็งไปสู่โลกที่อุ่นขึ้น และจากสังคมนักล่าสัตว์ไปสู่ชุมชนที่ใช้ภาชนะดินเผาและฝังศพอย่างมีพิธีกรรม เพิงผาเล็ก ๆ แห่งเดียวจึงเก็บเรื่องราวไว้หลายหมื่นปี

    เพื่อนบ้านในหุบเขากระบี่

    เพิงผาหลังโรงเรียนไม่ได้เป็นแหล่งเดียวในกระบี่ที่เก็บเรื่องยุคน้ำแข็งไว้ แอนเดอร์สันจัดให้ที่นี่กับถ้ำหมอเขียวเป็นสองแหล่งหลักของภาคใต้ไทยที่มีหลักฐานการใช้ถ้ำในปลายยุคไพลสโตซีน โดยชั้นล่างสุดของถ้ำหมอเขียวน่าจะเก่ากว่า 25,800 ปีก่อน

    ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ทีมของเบน มาร์วิก ขุดค้นเพิงผาเขาโต๊ะช่องใกล้เมืองกระบี่ พบว่าคนที่นั่นเก็บหอยน้ำจืดมากที่สุดเมื่อราว 13,000 ปีก่อน และกินเต่ากับตะพาบมากตลอดช่วงเวลา คล้ายกับเพิงผาหลังโรงเรียน ขณะที่ถ้ำหมอเขียวและถ้ำซาไกพบกระดูกเต่าน้อยมาก

    การเปรียบเทียบหลายแหล่งแบบนี้ทำให้เห็นว่านักล่าสัตว์และเก็บของป่าในภาคใต้ไม่ได้มีวิถีเดียวกันหมด แต่ละกลุ่มเลือกอาหารและวิธีใช้พื้นที่ต่างกันตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

    ข้อถกเถียงและสิ่งที่ยังต้องศึกษา

    ค่าอายุที่เก่าที่สุดราว 43,000–45,000 ปีมาจากชั้นที่มีหินเพดานถล่ม นักวิชาการบางส่วนจึงระมัดระวังว่าถ่านในชั้นนั้นอาจปะปนมาจากที่อื่น ตัวเลขที่ใช้กันอย่างมั่นใจกว่าคือราว 39,000 ปีก่อน

    สื่อบางแห่งเคยเขียนว่าพบกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่นี่ ข้อความนี้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ งานตีพิมพ์ของผู้ขุดค้นกล่าวถึงเครื่องมือหิน กองไฟ และกระดูกสัตว์ในชั้นไพลสโตซีน โดยไม่ได้ระบุว่าพบนีแอนเดอร์ทัล นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชั้นสมัยไพลสโตซีนกับโฮโลซีนก็ยังเป็นคำถามที่นักวิจัยรุ่นหลังพยายามหาคำตอบจากแหล่งใกล้เคียง เช่น ถ้ำหมอเขียว และเขาโต๊ะช่อง

    พิกัดและการนำทาง

    เพิงผาหลังโรงเรียน บ้านทับพริก อ.เมืองกระบี่
    พิกัด 8.180369, 98.880618 (8°10′49.3″N 98°52′50.2″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เพิงผาหลังโรงเรียนอยู่ในจังหวัดกระบี่ ตัวแหล่งเป็นเพิงผาบนภูเขาหินปูนที่ต้องเดินขึ้นทางชัน ไม่มีการจัดแสดงถาวรในพื้นที่ ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต หรือหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง และศึกษาเรื่องราวโบราณคดีกระบี่เพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: ค่าอายุเก่าที่สุด. ถ่านจากชั้นล่างให้ค่าอายุกว่า 43,000 ปี แต่ยังมีข้อสงสัยเรื่องการปะปน
    • ราว 39,000 ปีก่อน: นักล่าสัตว์แวะพัก. กองไฟ เครื่องมือหิน และกระดูกเต่าในชั้นไพลสโตซีน
    • ราว 27,000 ปีก่อน: ร่องรอยชั้นไพลสโตซีนสุดท้าย. พบกระดูกช้าง หลังจากนั้นเพดานเพิงผาถล่มและไม่พบร่องรอยคนอยู่นาน
    • ราว 25,800 ปีก่อนหรือเก่ากว่า: ถ้ำหมอเขียวมีคนใช้. แหล่งเพื่อนบ้านในกระบี่ที่มีหลักฐานยุคน้ำแข็ง
    • ราว 13,000 ปีก่อน: คนที่เขาโต๊ะช่องเก็บหอยมากที่สุด. หลักฐานวิถีหาอาหารที่หลากหลายในกระบี่
    • ราว 9,000 ปีก่อน: คนกลับมาอีกครั้ง. วัฒนธรรมโฮบินเหียน กองไฟจำนวนมากและเปลือกหอยทะเล
    • หลังราว 7,500 ปีก่อน: หอยทะเลลดลง. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง
    • ราว 5,000–3,000 ปีก่อน: กลายเป็นที่ฝังศพ. หลุมศพพร้อมภาชนะดินเผาทรงพานและขวานหินขัด
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้น. ดักลาส แอนเดอร์สัน สำรวจและขุดค้นแหล่ง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): ตีพิมพ์รายงาน. หนังสือรายงานการขุดค้นออกโดยพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): ทบทวนการใช้ถ้ำในภาคใต้. แอนเดอร์สันเปรียบเทียบหลังโรงเรียนกับถ้ำหมอเขียว
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): วิเคราะห์กระดูกสัตว์. มูดาร์และแอนเดอร์สันเสนอว่าผู้ใช้เพิงผาเป็นนักหาอาหารที่ย้ายที่ตามฤดูกาล
    • มิ.ย.–ก.ค. พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ขุดค้นเขาโต๊ะช่อง. ทีมมาร์วิกขุดแหล่งใกล้เคียงเพื่อเปรียบเทียบ

    รู้หรือไม่

    ชื่อมาจากโรงเรียนจริง ๆ

    คำว่าหลังโรงเรียนในชื่อแหล่งหมายถึงตำแหน่งของเพิงผาที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนหมู่บ้าน นักโบราณคดีทั่วโลกจึงรู้จักแหล่งนี้ด้วยคำไทยว่า Lang Rongrien

    เมนูหลักคือเต่า

    กระดูกในชั้นไพลสโตซีนเป็นเต่าและตะพาบจำนวนมาก แต่แทบไม่มีหมูป่า ต่างจากแหล่งร่วมสมัยหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทะเลเคยอยู่ไกลกว่านี้

    เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน ชายฝั่งอันดามันจึงอยู่ห่างจากเพิงผามากกว่าทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter (Wikipedia)
    2. Lang Rongrien Rockshelter, Penn Museum Publications
    3. Mudar & Anderson 2007, Asian Perspectives 46(2)
    4. Anderson, Asian Perspectives 44(1)
    5. Bangkok Post: Krabi travel feature
    6. Conrad et al. 2013, Thai Natural History Museum Journal
    7. Hoabinhian – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เพิงผาหลังโรงเรียน
    Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ยอร์ช เซเดส์

    ยอร์ช เซเดส์

    ภาพประกอบ: George Coedès · Chrispasuk, for the Siam Society · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    นักจารึกและนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เคยดูแลหอพระสมุดวชิรญาณในกรุงเทพฯ และเป็นผู้ประกาศการมีอยู่ของศรีวิชัยต่อโลกวิชาการ · พ.ศ. 2429–2512 (ค.ศ. 1886–1969)

    เกิด10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) กรุงปารีส
    เสียชีวิต2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) เมืองเนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส
    งานในสยามผู้อำนวยการหอพระสมุดวชิรญาณ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918)
    ผลงานเด่นLe Royaume de Çrīvijaya (พ.ศ. 2461) และ The Indianized States of Southeast Asia
    สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946)
    เกียรติยศจากสยามตราช้างเผือกชั้นที่ 3 พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)
    ครอบครัวบิดาเป็นนายธนาคาร ปู่เป็นจิตรกร สมรสกับเนียง เยา ชาวกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473
    บทบาทในราชบัณฑิตยสภาเลขาธิการ พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929)

    ภูมิหลัง: นักภาษาโบราณจากปารีส

    ยอร์ช เซเดส์ เกิดที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ตั้งแต่วัยหนุ่มเขาสนใจภาษาสันสกฤตและโบราณคดีของเอเชีย และได้เรียนที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นสูงในปารีส

    บทความวิชาการชิ้นแรก ๆ ของเขาตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ขณะอายุราว 20 ปี เป็นการศึกษาจารึกปราสาทตาพรหมในกัมพูชา ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เขาได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ หรือ EFEO ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของฝรั่งเศสในอินโดจีน

    หลักฐานสำคัญ

    • เหรียญศรีทวารวดี: เหรียญที่เซเดส์อ่านจารึกและตีพิมพ์ ยืนยันชื่อทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ผลงาน The Indianized States: หนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นักวิชาการใช้มาหลายทศวรรษ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ห้องสมุดทั่วโลก) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัว การศึกษา และเส้นทางสู่ตะวันออก

    ตระกูลเซเดส์ตั้งรกรากแถบสตราสบูร์กมาตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 1740 ปู่ของเขาคือหลุยส์-เออแฌน เซเดส์ เป็นจิตรกร ส่วนบิดาชื่ออิปโปลิต เซเดส์ ทำงานด้านการธนาคาร มารดาชื่อมารี กาแรต ครอบครัวนี้จึงเป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะ ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับเอเชียมาก่อน

    เซเดส์เรียนที่ลีเซการ์โนในปารีส และเรียนภาษาเยอรมันจนได้ประกาศนียบัตรใน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) เคยสอนภาษาเยอรมันที่ลีเซกงดอร์เซ และไปอยู่เยอรมนีหนึ่งปีระหว่าง ค.ศ. 1908–1909 ขณะเดียวกันเขาเรียนสันสกฤต โบราณคดี และประติมานวิทยากับอาลเฟรด ฟูเช ที่สถาบันอุดมศึกษาภาคปฏิบัติ และจบใน พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ด้วยงานเรื่องภาพสลักที่นครวัด

    หลังได้เป็นนักวิจัยของ EFEO และเดินทางไปกัมพูชาในปลาย พ.ศ. 2454 เขาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์อินโดจีนของ EFEO ตั้งแต่ พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ต่อมาใน พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เขาสมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ชีวิตส่วนตัวและงานของเขาจึงผูกพันกับภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง

    อาณาจักรศรีวิชัยที่หายไปจากความทรงจำหลายร้อยปี กลับมามีชื่ออีกครั้งจากบทความวิชาการเพียงชิ้นเดียวใน พ.ศ. 2461

    ผลงานในสยาม: หอพระสมุดวชิรญาณ

    ปลาย พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) เซเดส์เข้ารับราชการในสยาม แทนออสการ์ ฟรังก์เฟอร์เตอร์ ที่หอพระสมุดวชิรญาณ และได้เป็นผู้อำนวยการหอสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) หอสมุดแห่งนี้คือต้นกำเนิดของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน

    ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ ราว 11 ปี เขาทำงานใกล้ชิดกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทั้งด้านหอสมุด จารึก และโบราณวัตถุ เขาเป็นบรรณาธิการวารสารสยามสมาคมในทศวรรษ 1920 และได้รับพระราชทานตราช้างเผือกชั้นที่ 3 ใน พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)

    งานสำคัญอีกชิ้นคือการอ่านและแปลจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นภาษาฝรั่งเศส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ซึ่งเป็นฉบับที่นักวิชาการใช้อ้างอิงอยู่นานหลายสิบปี นอกจากนี้เขายังเขียนเรื่องต้นราชวงศ์สุโขทัย การขุดค้นที่พงตึก และแปลเอกสารตำนานของล้านนาด้วย ระบบถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันที่เขาวางไว้ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญใช้กันอยู่

    ประชุมจารึกสยามและราชบัณฑิตยสภา

    ผลงานที่ส่งผลต่อวงวิชาการไทยมากที่สุดของเซเดส์คือการรวบรวมจารึกในสยามอย่างเป็นระบบ ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เขาตีพิมพ์ Recueil des inscriptions du Siam ภาคแรก ว่าด้วยจารึกสุโขทัย นับเป็นการรวบรวมจารึกไทยฉบับสมบูรณ์ครั้งแรก และภาคต่อมาใน พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ว่าด้วยจารึกทวารวดี ศรีวิชัย และละโว้ งานชุดนี้เป็นรากฐานของหนังสือประชุมศิลาจารึกฉบับภาษาไทยที่นักศึกษารุ่นหลังใช้อ้างอิง

    เขาทำหน้าที่ดูแลหอพระสมุดวชิรญาณช่วง พ.ศ. 2461–2469 (ค.ศ. 1918–1926) และเมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เขาได้เป็นเลขาธิการราชบัณฑิตยสภาระหว่าง พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929) ทำงานภายใต้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา

    ความร่วมมือนี้ทำให้งานของทั้งสองฝ่ายเสริมกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีความรู้เรื่องตำนาน พงศาวดาร และพื้นที่จริงในสยาม ส่วนเซเดส์มีความเชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณและภาษาสันสกฤต จดหมายที่ทั้งสองติดต่อกันยังเป็นแหล่งข้อมูลที่นักวิชาการรุ่นหลังนำมาศึกษา

    ศรีวิชัย พ.ศ. 2461: อาณาจักรที่ถูกลืม

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เซเดส์ตีพิมพ์บทความ Le Royaume de Çrīvijaya ในวารสารของ EFEO เขาเชื่อมชื่อที่ปรากฏในจารึกภาษามลายูโบราณบนเกาะสุมาตรา เข้ากับชื่อแคว้นที่ปรากฏในเอกสารจีน และเสนอว่าเคยมีอาณาจักรทางทะเลชื่อศรีวิชัยที่มีอำนาจกว้างขวาง

    ก่อนหน้านั้น ศรีวิชัยแทบถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์ บทความนี้จึงถือเป็นการค้นพบศรีวิชัยอีกครั้ง และทำให้จารึกที่พบในภาคใต้ของไทย เช่น จารึกวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช ถูกนำมาอ่านในบริบทใหม่

    ข้อเสนอของเขากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องที่ตั้งศูนย์กลางของศรีวิชัย ความเห็นส่วนใหญ่ชี้ไปที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ส่วนนักวิชาการบางท่านเสนอไชยาในภาคใต้ของไทย แม้ข้อเสนอหลังจะไม่ได้รับการยอมรับกว้างขวางนัก

    ทวารวดีและเหรียญที่มีชื่อเมือง

    เซเดส์มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาทวารวดีด้วย เขาวางลำดับอายุของโบราณวัตถุจากการขุดค้นที่พงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ใน พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) แม้ต่อมานักวิชาการรุ่นหลังจะกำหนดอายุของวัตถุหลายชิ้นใหม่

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพบเหรียญเงินขนาดเล็กใต้ซากเจดีย์ที่เนินหิน จังหวัดนครปฐม บนเหรียญมีจารึกอักษรพราหมีที่กล่าวถึงบุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี ต่อมาพบเหรียญแบบนี้อีกหลายแห่ง เช่น อู่ทอง และสิงห์บุรี เหรียญเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าชื่อทวารวดีเป็นชื่อที่คนในดินแดนนี้ใช้จริง

    เซเดส์ตีพิมพ์งานเรื่องการค้นพบทางเหรียญกษาปณ์ในสยามที่เกี่ยวกับทวารวดีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ทั้งเขาและปีเตอร์ สกิลลิง นักวิชาการรุ่นหลัง ต่างเห็นว่าเหรียญเหล่านี้น่าจะเป็นวัตถุที่ฝังในพิธีกรรมมากกว่าเงินที่ใช้ซื้อขาย แต่สกิลลิงเสนอวิธีแบ่งคำอ่านบนเหรียญต่างจากที่เคยอ่านกันมา

    EFEO และรัฐที่รับอารยธรรมอินเดีย

    พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เซเดส์ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึง พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ช่วงนี้เขาทำงานใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง คือชุด Inscriptions du Cambodge จำนวน 8 เล่ม ซึ่งรวบรวม อ่าน และแปลจารึกเขมรกว่าหนึ่งพันหลัก

    ใน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขาตีพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์โบราณของรัฐที่รับอารยธรรมฮินดูในตะวันออกไกล และปรับปรุงพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง ฉบับแปลภาษาอังกฤษชื่อ The Indianized States of Southeast Asia ออกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) หนังสือเล่มนี้เป็นตำราพื้นฐานของวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาหลายสิบปี

    หลังออกจาก EFEO เขากลับไปอยู่ปารีส สอนหนังสือ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์แห่งฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) อายุ 83 ปี

    เลขศูนย์ นครวัด และงานช่วงหลัง

    ระหว่างทำงานกับจารึกเขมร เซเดส์ได้อ่านจารึกหลักหนึ่งจากสมโบร์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า K-127 จารึกนี้มีศักราช 605 ซึ่งเขียนตัวเลขศูนย์เป็นจุด และตรงกับ พ.ศ. 1226 (ค.ศ. 683) เมื่อเขาเผยแพร่ใน พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) จารึกนี้จึงกลายเป็นหลักฐานการใช้เลขศูนย์ในระบบตัวเลขแบบปัจจุบันที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่รู้จัก

    เขายังเขียนงานเพื่อคนทั่วไปด้วย เช่น Pour mieux comprendre Angkor ใน พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ซึ่งอธิบายความหมายของปราสาทนครวัดและนครธม และ Les Peuples de la péninsule indochinoise ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Making of South East Asia ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    หลังกลับฝรั่งเศส ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เขาได้เป็นภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์แดนเนอรีในปารีส และสอนที่โรงเรียนภาษาตะวันออก รวมถึงสอนภาษาไทย เขาได้รับรางวัลโตร์เลจากสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์ใน พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) และเป็นนายกสมาคมเอเชียติกแห่งฝรั่งเศสช่วง พ.ศ. 2508–2512 (ค.ศ. 1965–1969) จนถึงปีที่เสียชีวิต

    มรดกและข้อวิจารณ์

    งานของเซเดส์วางโครงประวัติศาสตร์ยุคโบราณของไทยและเพื่อนบ้านไว้มาก ทั้งชื่ออาณาจักร ลำดับกษัตริย์ และคำอ่านจารึกจำนวนมหาศาล นักศึกษาประวัติศาสตร์ไทยแทบทุกรุ่นจึงต้องผ่านงานของเขา

    แต่แนวคิดเรื่องรัฐที่รับอารยธรรมอินเดียก็ถูกทบทวนมากขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังไม่ยอมรับภาพที่วัฒนธรรมอินเดียไหลเข้ามาทั้งก้อนอีกต่อไป และเน้นว่าคนท้องถิ่นเลือกรับและปรับวัฒนธรรมเหล่านั้นให้เป็นของตนเอง นอกจากนี้ ทัตสึโอะ โฮชิโนะ ยังวิจารณ์ว่าเซเดส์ให้ความสำคัญกับอินโดจีนตอนเหนือน้อยเกินไป

    ถึงอย่างนั้น ข้อวิจารณ์เหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เซเดส์รวบรวมไว้ งานของเขาจึงยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ แม้คำตอบหลายข้อจะเปลี่ยนไปแล้ว

    ข้อเสนอของเซเดส์ถูกทดสอบอย่างไร

    ข้อเสนอเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราเคยถูกท้าทายหลายครั้ง แต่ในบทความใน วารสารสยามสมาคม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ปีแยร์-อีฟ มองแกง นักโบราณคดีผู้ขุดค้นที่ปาเล็มบัง สรุปว่างานโบราณคดีในสุมาตรารุ่นหลังยืนยันความเชื่อของเซเดส์ว่าศูนย์กลางทางการเมืองของศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราตะวันออกเฉียงใต้ แม้ยังมีหลายด้านของรัฐนี้ที่เซเดส์ไม่ได้ศึกษา

    อีกเรื่องที่ถูกทบทวนคือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเซเดส์อ่านและยอมรับว่าเป็นจารึกสมัยสุโขทัย ในทศวรรษ 2530 นักวิชาการบางท่าน เช่น พิริยะ ไกรฤกษ์ และไมเคิล วิคเคอรี ตั้งคำถามถึงอายุและที่มาของจารึก ขณะที่นักวิชาการอีกจำนวนมากยังยืนยันความเป็นของแท้ การถกเถียงนี้แสดงว่าคำอ่านของเซเดส์ยังเป็นจุดตั้งต้นที่ทุกฝ่ายต้องกลับไปใช้

    วารสารสยามสมาคมฉบับเดียวกันยังมีบทความชีวประวัติเซเดส์โดยฌอง บัฟฟี ซึ่งใช้จดหมายที่ไม่เคยตีพิมพ์และเอกสารภาษาไทย แสดงให้เห็นว่ากว่าห้าสิบปีหลังการเสียชีวิต นักวิชาการยังสนใจทั้งงานและชีวิตของเขา ทั้งในฐานะผู้วางรากฐานและในฐานะบุคคลในยุคอาณานิคมที่ควรศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ

    ไทม์ไลน์

    • 10 ส.ค. 2429 (ค.ศ. 1886): เกิดที่กรุงปารีส
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): บทความเรื่องจารึกตาพรหม. งานวิชาการชิ้นแรก ๆ ขณะอายุราว 20 ปี
    • 24 ต.ค. 2454 (ค.ศ. 1911): เข้าร่วม EFEO. ได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ
    • ปลาย พ.ศ. 2460–2461 (ค.ศ. 1917–1918): หอพระสมุดวชิรญาณ. เข้ารับราชการในสยามและเป็นผู้อำนวยการหอสมุด
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): Le Royaume de Çrīvijaya. ประกาศการมีอยู่ของอาณาจักรศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): แปลจารึกพ่อขุนรามคำแหง. ฉบับภาษาฝรั่งเศสที่ใช้อ้างอิงกันนาน
    • พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929): เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา. ทำงานร่วมกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ลำดับอายุโบราณวัตถุพงตึก. งานสำคัญต่อการศึกษายุคทวารวดีตอนต้น
    • พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946): ผู้อำนวยการ EFEO. ทำงานชุดจารึกเขมร 8 เล่ม
    • พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931): เผยแพร่จารึก K-127. หลักฐานการใช้เลขศูนย์ที่เก่าแก่มาก ศักราชตรงกับ ค.ศ. 683
    • พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ประวัติศาสตร์รัฐที่รับอารยธรรมฮินดู. ฉบับแปลภาษาอังกฤษออกใน พ.ศ. 2511
    • 14 ก.พ. 2501 (ค.ศ. 1958): สมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์. ได้รับเลือกเข้าสถาบันวิชาการสำคัญของฝรั่งเศส
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): งานเรื่องเหรียญทวารวดี. ศึกษาเหรียญเงินที่มีชื่อศรีทวารวดี
    • 2 ต.ค. 2512 (ค.ศ. 1969): เสียชีวิต. ที่เนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส

    รู้หรือไม่

    ภาษาไทยของเซเดส์

    หลังกลับฝรั่งเศส เซเดส์ยังสอนภาษาไทยในปารีส และระบบถอดอักษรไทยที่เขาวางไว้ยังใช้กันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ

    ศูนย์ที่เก่าแก่

    งานอ่านจารึกเขมรของเซเดส์ทำให้โลกรู้ว่าจารึกเขมรหลักหนึ่งมีการใช้เลขศูนย์ ซึ่งเป็นหลักฐานการใช้ศูนย์ที่เก่าแก่มากของระบบตัวเลขสมัยใหม่

    งานเรื่องชัยวรมันที่ 7

    เซเดส์เป็นผู้เสนอว่าประติมากรรมรูปบุคคลจากปราสาทพิมายคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเขียนหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์องค์นี้ใน พ.ศ. 2478

    ภรรยาชาวกัมพูชา

    เซเดส์สมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473 ปีถัดจากที่เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. George Cœdès (Wikipedia)
    2. George Cœdès (Wikipédia ภาษาฝรั่งเศส)
    3. Srivijaya (Wikipedia)
    4. Dvaravati (Wikipedia)
    5. Nakhon Pathom (Wikipedia)
    6. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
    7. Greater India (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    10. Who Was Who in Indology: CŒDÈS, George
    11. Baffie: George Cœdès (1886–1969) A Life in Service of Southeast Asian Studies (JSS 113.2, 2025)
    12. Manguin: George Cœdès and Śrīvijaya, From Epigraphy to Archeology (JSS 113.2, 2025)
    13. EFEO: Inscriptions du Cambodge (สิ่งพิมพ์ EFEO)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ยอร์ช เซเดส์
    จารึกพ่อขุนรามคำแหง Ram Khamhaeng Inscription 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ยอร์ช เซเดส์
    Prasasti Kedukan Bukit 3 · Gunawan Kartapranata · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เงินยางและพะเยา

    เงินยางและพะเยา

    ภาพประกอบ: Chiang Saen City Wall · Shuuranattha "Caphtaain" Ashvajayajita · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สองบ้านเมืองของคนไทในแอ่งเชียงราย-พะเยา ที่ตำนานเล่าว่าสืบเชื้อสายเดียวกัน เป็นบ้านเกิดของพญามังรายและพญางำเมือง และเป็นรากฐานก่อนการกำเนิดอาณาจักรล้านนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 17–19 (ตามตำนานย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 12)

    เงินยางหิรัญนครเงินยาง ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน แถบแม่สายถึงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
    ผู้สร้างตามตำนานลาวจักราช หรือปู่เจ้าลาวจก ผู้นำจากดอยตุง
    พะเยาภูกามยาว ริมกว๊านพะเยา ตามตำนานสร้างโดยขุนจอมธรรม
    กษัตริย์เด่นพญามังราย แห่งเงินยาง และพญางำเมือง แห่งพะเยา
    สามกษัตริย์พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ทำไมตรีกันราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287)
    แหล่งข้อมูลหลักตำนานสิงหนวัติ พงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานเมืองพะเยา

    แอ่งที่ราบระหว่างดอยกับแม่น้ำโขง

    ทางเหนือสุดของประเทศไทย มีที่ราบลุ่มหลายแอ่งที่ถูกล้อมด้วยทิวเขา แอ่งเชียงรายอยู่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ส่วนแอ่งพะเยาอยู่รอบหนองน้ำใหญ่ที่ปัจจุบันเรียกว่ากว๊านพะเยา พื้นที่เหล่านี้เหมาะกับการทำนาลุ่ม และเชื่อมต่อกับดินแดนสิบสองปันนาและลาวทางเหนือได้ง่าย

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 แอ่งเหล่านี้กลายเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองคนไทยวน ซึ่งปกครองด้วยระบบเมืองและหัวเมืองเครือญาติ เมืองสำคัญสองแห่งคือหิรัญนครเงินยาง ในลุ่มแม่น้ำโขง และพะเยา ริมกว๊าน

    เรื่องราวของทั้งสองเมืองแทบทั้งหมดมาจากตำนานและพงศาวดารที่เขียนขึ้นภายหลัง เช่น ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานเมืองพะเยา เอกสารเหล่านี้บางครั้งเล่าไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องลำดับกษัตริย์และปีศักราช จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    ตำนานลาวจักราชกับหิรัญนครเงินยาง

    ตามตำนาน ลาวจักราช หรือปู่เจ้าลาวจก เป็นผู้นำชาวลัวะจากดอยตุง ลงมาสร้างเมืองที่เวียงพางคำแล้วเรียกว่าหิรัญนคร ตำนานกำหนดปีไว้ราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่าตำนานให้ลาวจักราชครองเมืองนานกว่าร้อยปี จึงอาจเป็นชื่อตำแหน่งที่สืบต่อกันหลายรุ่น มากกว่าจะเป็นคนคนเดียว

    ตำนานเชื่อมเมืองนี้กับภูมิประเทศรอบตัว ดอยสามลูกคือดอยตุง ดอยย่าเถ้า และดอยจ้อง ถูกเล่าว่าเป็นปู่เจ้าลาวจก ภรรยา และบุตร ซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปเรียกเทือกเขานี้ว่าดอยนางนอน ศูนย์กลางของเงินยางตามตำนานจึงอยู่แถบเชิงดอยในอำเภอแม่สาย ก่อนจะเชื่อมโยงไปทางเชียงแสน

    ตำนานยังเล่าว่าราชวงศ์ลาวปกครองเครือข่ายเมืองหลายสิบแห่งในลักษณะมณฑล และบางช่วงแตกออกเป็นหลายส่วนตามโอรสที่แยกไปครองเมือง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในตำนานที่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัย เช่น จารึก มายืนยัน

    ก่อนจะมีเชียงใหม่ มีเงินยางริมโขงและพะเยาริมกว๊าน สองเมืองที่ตำนานผูกไว้ด้วยสายเลือดเดียวกัน

    พะเยา: บ้านเมืองริมกว๊าน

    ตำนานเมืองพะเยาเล่าว่า ลาวเงินเรืองแห่งเงินยางส่งขุนจอมธรรม โอรสองค์หนึ่ง ลงมาฟื้นฟูเมืองร้างริมหนองน้ำ แล้วสร้างเมืองใหม่ขึ้น ปีที่สร้างเมืองในเอกสารแต่ละฉบับต่างกันมาก ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1037 ไปจนถึง ค.ศ. 1131 เราจึงรู้เพียงว่าพะเยาน่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17

    ชื่อเมืองมีผู้อธิบายว่ามาจากภูกามยาว ซึ่งเป็นชื่อทิวเขาที่เมืองตั้งอยู่ปลายสุด ตำนานเล่าต่อว่า ขุนเจื๋อง โอรสของขุนจอมธรรม เป็นวีรบุรุษที่ยกทัพไปช่วยเงินยางรบกับศัตรู และได้ครองทั้งสองเมือง เรื่องของขุนเจื๋องเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในล้านนาและลาว

    ความผูกพันทางเครือญาติระหว่างพะเยากับเงินยางในตำนาน อาจสะท้อนความจริงว่าชนชั้นนำของสองแอ่งแต่งงานและเป็นพันธมิตรกันมานาน ก่อนที่ความสัมพันธ์นี้จะเปลี่ยนไปเมื่อเงินยางเติบโตเป็นล้านนา

    พญามังรายจากเงินยางสู่เชียงใหม่

    พญามังรายเป็นกษัตริย์องค์สำคัญที่สุดของเงินยาง ตามพงศาวดาร พระองค์ประสูติราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) เป็นโอรสของลาวเมง กับพระนางเทพคำขยาย ธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ่งในสิบสองปันนา พระองค์ขึ้นครองเงินยางราว พ.ศ. 1802–1804 (ค.ศ. 1259–1261)

    พญามังรายไม่ได้อยู่ที่เดิม ใน พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์สร้างเมืองเชียงรายริมแม่น้ำกก แล้วขยายอำนาจลงใต้ ราว พ.ศ. 1834 (ค.ศ. 1291) พระองค์ยึดหริภุญชัยของชาวมอญได้ และใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) ก็สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีใหม่ เงินยางที่เป็นต้นทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา

    แม้ศูนย์กลางจะย้ายไป แต่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนยังสำคัญ ใน พ.ศ. 1872 (ค.ศ. 1329) พญาแสนภู หลานของพญามังราย สร้างเมืองเชียงแสนขึ้นริมแม่น้ำโขง ชื่อเงินยางกับเชียงแสนจึงมักถูกใช้แทนกันในเอกสารรุ่นหลัง

    สามกษัตริย์ริมแม่น้ำอิง

    ในยุคเดียวกับพญามังราย พะเยาก็มีกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงคือพญางำเมือง ซึ่งขึ้นครองราชย์ราว พ.ศ. 1801 (ค.ศ. 1258) ตำนานถือว่ายุคของพระองค์เป็นยุคทองของพะเยา ตามตำนาน พญางำเมือง พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย เคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักที่ละโว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    เหตุการณ์ที่ทุกคนจดจำคือการทำไมตรีของสามกษัตริย์ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) ตำนานเล่าว่ามีเรื่องบาดหมางระหว่างพญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหง พญามังรายจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย จนทั้งสามดื่มน้ำสาบานเป็นพันธมิตรกันที่ริมแม่น้ำอิง และต่อมาพญามังรายยังเชิญอีกสองกษัตริย์มาช่วยพิจารณาที่ตั้งเมืองเชียงใหม่

    นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่มองเรื่องนี้ว่าเป็นภาพของการเมืองแบบเครือข่าย ที่รัฐคนไทหลายแห่งในพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งร่วมมือและแข่งขันกัน แทนที่จะเป็นอาณาจักรเดียวที่รวมศูนย์ พะเยาในเวลานั้นจึงเป็นรัฐอิสระที่มีน้ำหนักพอจะนั่งร่วมโต๊ะกับสุโขทัยและล้านนา

    พะเยาถูกรวมเข้ากับล้านนา และมรดกที่เหลืออยู่

    เวลาที่พะเยาสูญเสียความเป็นอิสระยังมีความเห็นต่างกัน ตามตำนานฉบับหนึ่ง พญาคำฟูแห่งเชียงแสนร่วมกับเมืองน่านยกทัพมาตีพะเยาใน พ.ศ. 1881 (ค.ศ. 1338) และผนวกเข้ากับล้านนา แต่บางแหล่งเน้นว่าพะเยาถูกรวมเข้าอย่างมั่นคงในสมัยพระเจ้าติโลกราชช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งทรงส่งเจ้านายไปครองเมือง

    หลังรวมเข้ากับล้านนา พะเยากลับรุ่งเรืองทางศิลปะอย่างโดดเด่น ช่างพะเยามีฝีมือแกะสลักพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 จนกลายเป็นสกุลช่างเฉพาะของเมืองนี้

    มรดกที่ใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ ริมกว๊านพะเยา พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้สูง 16 เมตร หน้าตักกว้าง 14 เมตร ตามประวัติเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2034 (ค.ศ. 1491) และเสร็จใน พ.ศ. 2067 (ค.ศ. 1524) ส่วนที่เชียงรายและเชียงแสน ผู้มาเยือนยังเห็นแนวกำแพงเมือง วัดร้าง และเจดีย์โบราณที่ช่วยให้นึกภาพบ้านเมืองเงินยางได้

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1181 (ตามตำนาน) (ค.ศ. 638): ลาวจักราชสร้างหิรัญนคร. ตำนานการเริ่มต้นราชวงศ์ลาวแห่งเงินยาง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 17 (ตามตำนาน): ขุนจอมธรรมสร้างพะเยา. ปีในตำนานแต่ละฉบับต่างกันมาก
    • ราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. ราว 1238): พญามังรายประสูติ. โอรสของลาวเมงกับพระนางเทพคำขยาย
    • ราว พ.ศ. 1801 (ค.ศ. ราว 1258): พญางำเมืองครองพะเยา. ยุคทองของพะเยาตามตำนาน
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. พญามังรายย้ายศูนย์กลางมาที่ลุ่มน้ำกก
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. ราว 1287): สามกษัตริย์ทำไมตรี. พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
    • ราว พ.ศ. 1834 (ค.ศ. ราว 1291): ยึดหริภุญชัย. พญามังรายขยายอำนาจลงใต้
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา
    • พ.ศ. 1872 (ค.ศ. 1329): สร้างเมืองเชียงแสน. พญาแสนภูสร้างเมืองริมแม่น้ำโขง
    • พ.ศ. 1881 (ตามตำนานฉบับหนึ่ง) (ค.ศ. 1338): พะเยาถูกผนวก. พญาคำฟูยกทัพมาตีพะเยา
    • พ.ศ. 2034–2067 (ค.ศ. 1491–1524): สร้างพระเจ้าตนหลวง. พระพุทธรูปใหญ่ที่วัดศรีโคมคำ ริมกว๊านพะเยา

    รู้หรือไม่

    ดอยนางนอน

    เทือกเขาที่คนทั่วไปเรียกว่าดอยนางนอนในเชียงราย ตามตำนานเงินยางคือดอยของปู่เจ้าลาวจกและครอบครัว

    ชื่อเดียวกันสองเมือง

    ในเอกสารรุ่นหลัง ชื่อเงินยางกับเชียงแสนถูกใช้แทนกันบ่อยครั้ง แม้เชียงแสนจะสร้างขึ้นหลังสมัยพญามังรายหลายสิบปี

    สกุลช่างหินทราย

    พระพุทธรูปหินทรายแบบพะเยาจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ที่วัดศรีโคมคำ ทำให้วัดนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะพะเยาที่สำคัญ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Ngoenyang (Wikipedia)
    2. Phayao Kingdom (Wikipedia)
    3. Mangrai (Wikipedia)
    4. Chiang Saen (Wikipedia)
    5. Wat Si Khom Kham (Wikipedia)
    6. Phra Chao Ton Luang (SAC Southeast Asian Arts)
    7. เมืองพะเยา รัฐอิสระ พันธมิตรพระร่วง (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. หิรัญนครเงินยาง ดอยนางนอน (ศิลปวัฒนธรรม)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ผาแต้ม

    ผาแต้ม

    ภาพประกอบ: Pha Taem Cave Paintings 20251226 · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    หน้าผาริมโขงที่คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ทิ้งภาพปลา ช้าง คน และรอยมือไว้หลายร้อยภาพ ให้เห็นชีวิตริมแม่น้ำเมื่อหลายพันปีก่อน · ราว 3,000–4,000 ปีก่อน (บางความเห็นว่าเก่ากว่านั้น)

    ที่ตั้งอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ริมแม่น้ำโขง
    แถลงข่าวการค้นพบ16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981)
    ผู้สำรวจคณาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
    จำนวนภาพกว่า 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
    ช่วงยาวที่สุดราว 180 เมตร ที่กลุ่มผาแต้ม
    อุทยานแห่งชาติประกาศ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
    ภาพเด่นปลาแบบเห็นโครงภายใน ยาวถึงราว 1 เมตร ที่กลุ่มผาขาม

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ผาแต้มเป็นหน้าผาหินทรายสูงชันริมฝั่งแม่น้ำโขง ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อีกฝั่งของแม่น้ำคือประเทศลาว หน้าผาอยู่สูงจากระดับน้ำโขงราว 50 เมตร ด้านบนเป็นลานหินและป่าเต็งรัง

    คำว่า "แต้ม" ในภาษาถิ่นอีสานหมายถึงการเขียน การวาด หรือการทำเครื่องหมายด้วยสี ชื่อผาแต้มจึงแปลได้ตรง ๆ ว่าหน้าผาที่มีภาพวาด ชาวบ้านในละแวกนี้รู้จักภาพบนผามาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก่อนที่นักวิชาการจะเข้ามาศึกษา

    หลักฐานสำคัญ

    • ภาพเขียนสีรูปปลาบึก: ปลาขนาดใหญ่ระบายสีแดง สะท้อนชีวิตคนริมโขงเมื่อหลายพันปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม กลุ่มภาพที่ 1 และ 2) ดูภาพถ่ายจริง
    • รอยฝ่ามือ: รอยมือที่พ่นสีรอบมือและทาบมือบนผา พบหลายจุดตลอดแนวผา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    แม้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ จะรู้จักภาพบนหน้าผามานาน แต่การสำรวจอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเมื่อคณาจารย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร.พรชัย สุจิตต์ เข้าไปบันทึกภาพ

    วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจแถลงต่อสาธารณะว่าพบกลุ่มภาพเขียนสีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทยขณะนั้น ปีต่อมา พ.ศ. 2525 กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

    หลังจากนั้นพื้นที่โดยรอบได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ครอบคลุมพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร

    บนหน้าผาริมโขง รอยมือของเด็กเมื่อหลายพันปีก่อนยังวางอยู่ข้างรอยมือของผู้ใหญ่

    สิ่งที่พบบนหน้าผา

    ภาพเขียนสีที่ผาแต้มมีมากกว่า 300 ภาพ กระจายอยู่ 4 กลุ่มตามแนวหน้าผา ได้แก่ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน กลุ่มผาแต้มยาวที่สุด ราว 180 เมตร

    ภาพมีหลายประเภท ทั้งรูปคนราวสิบรูป รอยฝ่ามือทั้งของผู้ใหญ่และเด็กรวมกว่าสองร้อยรอย สัตว์อย่างช้าง ปลา เต่า สุนัข และวัว เครื่องมืออย่างไซดักปลาและคันธนู รวมถึงเส้นคลื่นและลายเรขาคณิตที่อาจหมายถึงน้ำหรือแปลงนา

    ที่กลุ่มผาขามมีภาพปลาขนาดใหญ่ยาวถึงราว 1 เมตร บางตัววาดเห็นโครงกระดูกและอวัยวะภายใน คล้ายภาพเอกซเรย์ หลายคนเชื่อว่าเป็นปลาบึกแห่งแม่น้ำโขง ใกล้กันมีภาพช้างตัวเล็กยาวเพียงราว 13 เซนติเมตร

    สีที่ใช้มีทั้งแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว เทคนิคมีหลายแบบ เช่น ระบายสีทึบทั้งตัว วาดเฉพาะเส้นขอบ ทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ และจุ่มมือลงสีแล้วประทับลงบนหิน

    อ่านภาพทีละกลุ่ม

    กลุ่มผาขามอยู่ต้นทาง มีภาพปลาขนาดใหญ่ 4 ตัว ยาวตั้งแต่ราว 35 เซนติเมตรถึง 1 เมตร เขียนด้วยสีแดงแบบเห็นโครงภายใน ข้าง ๆ มีภาพช้างตัวเล็กยาวราว 13 เซนติเมตร ความต่างของขนาดนี้ทำให้ภาพปลาดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

    กลุ่มผาแต้มเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ภาพเรียงต่อเนื่องตลอดแนวหน้าผายาวราว 180 เมตร มีทั้งคน ช้าง ปลา เต่า นก และวัว พร้อมรอยฝ่ามือมากกว่า 200 รอย นี่คือส่วนที่ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ได้เห็นจากทางเดินเลียบผา

    กลุ่มผาหมอนน้อยมีภาพคนสูงราว 1.6 เมตร ถือสิ่งที่ดูคล้ายอาวุธ อยู่ในฉากที่ตีความว่าเป็นการล่าสัตว์สี่เท้า และมีรอยมืออีกราว 35 รอย ส่วนกลุ่มผาหมอนมีภาพคนราว 10 คน และสัตว์สี่เท้าราว 11 ตัว วาดแบบระบายทึบทั้งตัวจนเห็นเป็นเงา

    เมื่อมองภาพรวม หน้าผาแห่งนี้จึงมีทั้งฉากชีวิตประจำวัน ภาพสัตว์ที่ผู้คนพึ่งพา และรอยมือจำนวนมากที่เหมือนเป็นลายเซ็นของคนที่มาร่วมทำภาพ

    ช่างโบราณวาดอย่างไร

    ภาพเขียนบนหน้าผาหินทรายที่สูงราว 30–40 เมตรในบางช่วง สีที่พบมีแดง น้ำตาลเข้ม ดำ และขาว สีแดงพบมากที่สุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่ารอยมือมีทั้งสีแดง ดำ และขาว

    เทคนิคที่ใช้มีหลายแบบ แบบแรกคือระบายสีทึบทั้งตัวจนเป็นภาพเงา แบบที่สองคือวาดเฉพาะเส้นรอบนอก แบบที่สามคือวาดเป็นเส้นก้านไม้ขีดแบบง่าย ๆ และสำหรับรอยมือ มีทั้งการทาบมือแล้วพ่นสีรอบ ๆ ให้เกิดรอยมือว่าง และการจุ่มมือลงในสีแล้วประทับลงบนหิน

    ภาพปลาแบบเห็นโครงภายในเป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งของโลก การที่ช่างเลือกแสดงกระดูกและอวัยวะของปลาชี้ว่าคนที่วาดรู้จักปลาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด อาจเพราะจับและชำแหละมันเป็นประจำ

    ภาพเหล่านี้หมายความว่าอะไร

    นักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าผู้วาดเป็นสังคมเกษตรกรรมริมโขงที่ทั้งจับปลา เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ เส้นบิดเกลียว เส้นคลื่น และเส้นซิกแซกบางชุดอาจหมายถึงน้ำ หรืออาจเป็นภาพไซดักปลา ส่วนลายตารางบางภาพอาจเป็นแปลงนา

    รอยมือจำนวนมากของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจในชุมชน และอาจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ที่คนทั้งกลุ่มมีร่วมกัน หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียมของพเยาว์ เข็มนาค ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532 เป็นงานศึกษาภาพกลุ่มนี้อย่างละเอียดชิ้นสำคัญ

    ชาวบ้านในละแวกนี้เองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับหน้าผา เล่ากันว่าบริเวณนี้เป็นเขตต้องห้าม ผู้ล่วงล้ำอาจเจ็บไข้ได้ป่วยถึงชีวิต ความเชื่อนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพรอดพ้นจากการถูกรบกวนมาจนถึงสมัยที่นักวิชาการเข้ามาสำรวจ

    ความสำคัญ

    ภาพบนผาแต้มเปรียบเหมือนบันทึกชีวิตของคนริมโขงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพปลาและไซบอกว่าการจับปลาเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิต ภาพวัวและลายที่อาจเป็นแปลงนาชี้ว่าคนกลุ่มนี้อาจเริ่มเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกแล้ว

    รอยมือจำนวนมากทั้งของผู้ใหญ่และเด็กทำให้นักวิชาการคิดว่าการทำภาพอาจเป็นกิจกรรมร่วมของชุมชน และอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หน้าผาริมแม่น้ำใหญ่อาจถูกมองเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ยุคนั้น

    ผาแต้มยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาพเขียนสีบนเพิงหินในภาคอีสานที่พบหลายแห่ง เช่น ที่ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ช่วยให้เห็นว่าการทำศิลปะบนหินเป็นประเพณีที่แพร่หลายในที่ราบสูงโคราช

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    อายุของภาพเขียนสีผาแต้มยังไม่มีข้อยุติ เพราะยังไม่มีการหาอายุสีโดยตรงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ช่วงแรกที่แถลงการค้นพบ มีการประเมินว่าภาพอาจเก่าถึง 5,000–6,000 ปี

    แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ในปัจจุบันระบุอายุราว 3,000–4,000 ปี โดยเทียบรูปแบบภาพและวิถีชีวิตที่ปรากฏ เช่น การเลี้ยงวัวและการทำนา กับแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นแล้วในภาคอีสาน ตัวเลขทั้งสองชุดจึงควรถือเป็นการประมาณ

    ค่าประเมินยังแตกต่างกันอีกหลายชุด ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงกว้างราว 1,500–3,500 ปี ส่วนข่าวของกรมศิลปากรบางชิ้นระบุว่าอายุกว่า 2,500 ปี ความต่างนี้สะท้อนว่าทุกตัวเลขยังมาจากการเทียบเคียง และจะชัดเจนขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหาอายุสีหรือคราบแร่ที่ปิดทับภาพโดยตรง

    การอนุรักษ์และภัยจากธรรมชาติ

    ภาพเขียนสีบนหน้าผากลางแจ้งต้องเผชิญทั้งแดด ฝน ความชื้น และการผุกร่อนของหิน ใน พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นชั้นหินผุและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน ต่อมาวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559 เกิดหินถล่มเป็นแนวกว้างราว 50 เมตร สูงราว 40 เมตร และลึกราว 6 เมตร

    จุดที่หินถล่มอยู่ห่างจากกลุ่มภาพเขียนสีราว 6 กิโลเมตร สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ร่วมกับนักธรณีวิทยาเข้าตรวจสอบ และยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นยังไม่กระทบภาพเขียนสี แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าหน้าผาหินทรายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของไทย และมีผู้มาเยือนกว่า 180,000 คนใน พ.ศ. 2562 จำนวนคนที่มากขึ้นทำให้การกั้นแนวทางเดินและการห้ามสัมผัสหน้าผายิ่งมีความสำคัญ

    ปัจจุบัน

    อุทยานแห่งชาติผาแต้มทำทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพเขียนสีได้ใกล้ ๆ พร้อมป้ายอธิบาย มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านบนหน้าผา

    นอกจากภาพเขียนสี อุทยานยังมีเสาเฉลียงซึ่งเป็นหินรูปเห็ดจากการกัดกร่อน น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแรกของประเทศไทย ภาพเขียนสีเปราะบางต่อการสัมผัสและสภาพอากาศ ผู้มาเยือนจึงควรชมจากแนวทางเดินเท่านั้น

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ที่ทำการ/ลานจอดรถทางลงชมภาพเขียนสี) อ.โขงเจียม
    พิกัด 15.398746, 105.507526 (15°23′55.5″N 105°30′27.1″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ภาพเขียนสีผาแต้มอยู่ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีทางเดินเลียบหน้าผาให้ชมภาพทั้งสี่กลุ่ม และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนผา ในอุทยานยังมีเสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์ และผาชนะได ชมภาพจากแนวทางเดินและไม่สัมผัสหน้าผา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: สร้างภาพเขียนสี. ค่าประเมินที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ใช้ คนริมโขงวาดภาพปลา สัตว์ คน และรอยมือบนหน้าผา
    • ราว 3,500–1,500 ปีก่อน: ค่าประเมินอีกชุด. ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ช่วงอายุนี้
    • หลายชั่วอายุคน: ชาวบ้านรู้จักผาแต้ม. ชาวบ้านทุ่ม ตำบลห้วยไผ่ รู้จักภาพบนผาและถือเป็นเขตต้องห้าม
    • 16 พ.ค. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): แถลงการค้นพบ. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรเผยแพร่การสำรวจสู่สาธารณะ และประเมินอายุไว้ 5,000–6,000 ปี
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งภาพเขียนสี
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): หนังสือศิลปะถ้ำผาแต้มโขงเจียม. กรมศิลปากรพิมพ์งานศึกษาของพเยาว์ เข็มนาค
    • 31 ธ.ค. พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991): อุทยานแห่งชาติผาแต้ม. ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 พื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): พบรอยร้าวในชั้นหิน. เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นการผุกร่อนและรอยร้าวใหม่ในพื้นที่อุทยาน
    • 24 ม.ค. พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): หินถล่ม. หินถล่มห่างจากภาพราว 6 กิโลเมตร กรมศิลปากรยืนยันว่าภาพไม่ได้รับผลกระทบ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ผู้มาเยือนกว่า 180,000 คน. อุทยานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุบลราชธานี

    รู้หรือไม่

    ปลาเอกซเรย์

    ภาพปลาที่ผาขามวาดให้เห็นกระดูกและอวัยวะภายใน เป็นวิธีวาดที่พบในศิลปะบนหินหลายแห่งทั่วโลก

    แต้ม แปลว่าวาด

    ชื่อผาแต้มมาจากภาษาอีสาน แปลว่าผาที่ถูกแต้มสีหรือวาดภาพไว้

    พระอาทิตย์ขึ้นแรก

    ผาชนะไดในอุทยานเดียวกันเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่อื่นในไทย

    ผาแต้มในลาว

    ที่แขวงหลวงพระบางของลาวก็มีหน้าผาชื่อผาแต้มริมแม่น้ำอู ซึ่งมีภาพสีแดงกว่า 300 ภาพเช่นกัน นักวิจัยมองว่าแม่น้ำเคยเป็นเส้นทางเชื่อมผู้คนและประเพณีการทำภาพบนหิน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. 45 ปี แถลงพบภาพเขียนสีผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    2. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม
    3. Pha Taem National Park – Wikipedia
    4. Ubon Ratchathani province – Wikipedia
    5. ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม – ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    6. กรมศิลป์ตรวจภาพเขียนสีผาแต้มหลังหินถล่ม – มติชน
    7. The Cliff Paintings of Pha Taem, Luang Prabang, Lao PDR – Rock Art Research

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ผาแต้ม
    Pha Taem-022 · Ddalbiez · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha taem figures1 · Henry_Flower (talk) (Uploads) · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem National Park Thailand · Alabama Martin Künzel, Berlin, 2012 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Pha Taem Cave Paintings 20251226 (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Prehistoric Paintings at Pha Taem National Park · Kawinkankeow · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ผาแต้ม
    Sao Chaliang ,Pha Taem National Park · Traveling1081009 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ควนลูกปัด คลองท่อม

    ควนลูกปัด คลองท่อม

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เนินดินในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่เคยเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เชื่อมโลกโรมัน อินเดีย และจีนเข้าด้วยกัน · ราว พ.ศ. 443–1043 (คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5)

    ที่ตั้งอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ห่างชายฝั่งอันดามันราว 20 กิโลเมตร
    ความหมายของชื่อควน แปลว่าเนินดิน ควนลูกปัดจึงหมายถึงเนินที่เต็มไปด้วยลูกปัด
    บทบาทเมืองท่า ชุมชนช่าง และแหล่งผลิตลูกปัดแก้วและหิน
    ยุครุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5
    หลักฐานเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนแกะสลัก ตราประทับอักษรพราหมี หัวแหวนแบบโรมัน เหรียญโรมัน
    ที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    ขนาดพื้นที่พบโบราณวัตถุกระจายราว 150 เฮกตาร์ บนเนินธรรมชาติสูงราว 10 เมตรจากระดับทะเล
    การแบ่งยุคสองระยะ คือคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.–2 และคริสต์ศตวรรษที่ 3–5

    เนินลูกปัดกลางสวนยาง

    ควนลูกปัดเป็นเนินดินเตี้ย ๆ ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอันดามันเข้ามาในแผ่นดินราว 20 กิโลเมตร คำว่า ควน ในภาษาถิ่นใต้หมายถึงเนินหรือโคก ชาวบ้านตั้งชื่อนี้เพราะขุดดินลงไปเมื่อใดก็มักเจอลูกปัดหลากสีปนอยู่เต็มไปหมด

    ที่ตั้งของคลองท่อมมีความหมายมาก ลำน้ำในพื้นที่ไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ขณะที่เส้นทางบกตัดข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งอ่าวไทยได้ พ่อค้าในอดีตจึงใช้ที่นี่เป็นจุดพักและขนถ่ายสินค้า แทนที่จะแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูซึ่งยาวไกลและเสี่ยงกว่า

    หลักฐานสำคัญ

    • ลูกปัดแก้วและหินสี: ลูกปัดนับหมื่นเม็ด บางเม็ดผลิตในท้องถิ่น บางเม็ดนำเข้าจากอินเดีย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง
    • หัวแหวนแกะสลักแบบโรมัน: หินแกะสลักรูปเทพและไก่ชนแบบโรมัน หลักฐานการค้ากับโลกตะวันตก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม) ดูภาพถ่ายจริง

    ภูมิประเทศและขอบเขตของแหล่ง

    ตัวเนินควนลูกปัดเป็นเนินธรรมชาติที่สูงจากระดับทะเลราว 10 เมตร ไม่ได้เป็นเนินที่คนสร้างขึ้น ความสูงเพียงเท่านี้ก็พอให้พ้นน้ำหลากในฤดูฝน ผู้คนในอดีตจึงเลือกตั้งบ้านเรือนและโรงงานบนพื้นที่นี้

    พื้นที่ที่พบโบราณวัตถุกระจายกว้างราว 150 เฮกตาร์ หรือประมาณ 940 ไร่ มีคลองท่อมไหลผ่านกลางแหล่ง ลำคลองนี้คือถนนสายหลักของชุมชน เรือขนาดเล็กใช้ขนสินค้าจากชายฝั่งขึ้นมาถึงตัวเนิน และขนลูกปัดกับของมีค่าลงไปยังปากน้ำ

    แหล่งนี้อยู่ใต้คอคอดกระลงไปราว 240 กิโลเมตร จึงเป็นอีกจุดหนึ่งบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่ไม่ต้องผ่านคอคอดกระโดยตรง นักโบราณคดีมองว่าคาบสมุทรภาคใต้มีเส้นทางข้ามฝั่งได้หลายเส้น และแต่ละเส้นก็มีเมืองท่าของตนเอง ควนลูกปัดคือเมืองท่าฝั่งอันดามันของเส้นทางในเขตกระบี่

    ใต้สวนยางเงียบ ๆ ของคลองท่อม เคยมีช่างทำลูกปัดที่ส่งงานฝีมือข้ามทะเลไปไกลถึงฝั่งอินเดียและไกลกว่านั้น

    จากของที่ชาวบ้านขุดพบสู่การศึกษาทางวิชาการ

    ลูกปัดที่ควนลูกปัดเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่มานาน และถูกลักลอบขุดหาไปขายต่อเนื่องกว่าครึ่งศตวรรษ ของจำนวนมากจึงกระจัดกระจายไปอยู่ในมือนักสะสม โดยไม่มีบันทึกว่าพบที่ชั้นดินใด

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจพื้นที่ใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ต่อมามีการขุดค้นอย่างเป็นระบบใน พ.ศ. 2523 และ 2526 การขุดค้นปี 2526 โดยมยุรี วีระประเสริฐ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นที่มาของการแบ่งยุคของแหล่งที่ยังใช้อ้างถึงกันจนทุกวันนี้

    ใน พ.ศ. 2551 สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต นำโดยบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ กลับมาขุดค้นอีกครั้ง ผลยืนยันว่าที่นี่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ชุมชนช่าง และเมืองท่าที่เชื่อมกับเครือข่ายการค้าทางทะเล

    สิ่งที่พบ: ลูกปัด ตราประทับ และของจากแดนไกล

    หลักฐานที่พบมากที่สุดคือลูกปัดแก้วและลูกปัดหินนับพันเม็ด นอกจากลูกปัดสำเร็จรูปแล้วยังพบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย ร่องรอยเหล่านี้บอกว่าช่างทำลูกปัดกันที่นี่เอง ไม่ได้รับมาขายต่ออย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีเศษจากงานโลหะดีบุกและงานเจียหินมีค่าด้วย

    ของที่สะดุดตาคือหินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน เช่น รูปไก่ชน เทพีฟอร์ทูนา และซาเทอร์หนุ่ม รวมถึงเศษภาชนะแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน จี้ทองคำและสำริดที่ทำเลียนแบบเหรียญโรมัน และแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อจี้ นักวิชาการยังรายงานการพบเหรียญโรมันของจักรพรรดิวิกโตรินุสซึ่งผลิตราว พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270)

    หลักฐานจากอินเดียก็มีมาก ทั้งตราประทับส่วนตัวที่จารึกอักษรพราหมี และจารึกบนหินด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีซึ่งอาจเป็นของช่างทองชาวอินเดียในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 แสดงว่ามีชาวอินเดียเข้ามาอยู่หรือทำงานในชุมชนนี้

    ตราประทับ จารึก และเหรียญ: ร่องรอยของผู้คนที่มีชื่อ

    ของชิ้นเล็กที่บอกเรื่องราวได้มากที่สุดคือตราประทับ ตราหินคาร์เนเลียนชิ้นหนึ่งจารึกอักษรพราหมีอ่านได้ว่า พรหมทินนะ ซึ่งเป็นชื่อบุคคลแบบอินเดีย กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1 อีกชิ้นหนึ่งจารึกคำว่า มาปะ คู่กับรูปสังข์ ตราเหล่านี้ใช้กดลงบนดินหรือขี้ผึ้งเพื่อปิดผนึกห่อสินค้า จึงบอกว่ามีพ่อค้าที่ทำธุรกิจอย่างเป็นระบบอยู่ที่นี่

    ยังมีตราประทับและแหวนตราอีกหลายชิ้นที่จารึกด้วยอักษรแบบปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ซึ่งนักวิชาการกำหนดอายุไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–7 อักษรเหล่านี้คล้ายกับที่พบในออกแก้วทางใต้ของเวียดนามและในมาเลเซีย ของกลุ่มนี้ชี้ว่าการติดต่อกับโลกภายนอกยังไม่หยุดลงหลังคริสต์ศตวรรษที่ 5 อย่างน้อยก็ในระดับของที่ถูกพกพาเข้ามา

    ส่วนหินลับทองที่จารึกด้วยอักษรทมิฬ-พราหมีนั้นอ่านได้ว่า หินทดสอบของเปรุมปตัน ซึ่งคือช่างทองผู้หนึ่ง หินชนิดนี้ใช้ขูดทองเพื่อดูสีและความบริสุทธิ์ จึงเป็นเครื่องมือทำงานจริงของช่าง และน่าจะเป็นหลักฐานว่ามีช่างทองชาวทมิฬมาทำงานในชุมชนนี้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4

    เหรียญที่พบก็น่าสนใจไม่น้อย มีเหรียญทองที่มีรูปศีรษะด้านข้างพร้อมอักษรพราหมีอ่านได้ว่า ศรีวิษุวโคทะ และเหรียญรูปสังข์อีกราว 32 เหรียญ ผลการวิเคราะห์พบว่าทำจากโลหะผสมทองกับเงิน น้ำหนักของเหรียญสอดคล้องกับหน่วยน้ำหนักรัตติของอินเดีย คือเหรียญหนักราว 8 รัตติ และราว 4 รัตติ บอกว่าผู้ใช้เหรียญรู้จักระบบน้ำหนักมาตรฐานเดียวกับโลกอินเดีย

    ของจากโลกโรมันทีละชิ้น

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปไก่ชนเป็นลวดลายที่นิยมมากในโลกโรมัน กำหนดอายุได้ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม หัวแหวนรูปเทพีฟอร์ทูนาถือเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์และหางเสือเรือก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้กัน ส่วนรูปซาเทอร์หนุ่มชูพวงองุ่นมีอายุช้ากว่าเล็กน้อย ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3

    นอกจากหินแล้วยังมีหัวแหวนแก้วใสรูปคนเลี้ยงสัตว์กับสุนัข ต้นไม้ และนกอินทรี ฉากชนบทแบบนี้สะท้อนความนิยมบทกวีทุ่งหญ้าของชาวโรมัน และมีเศษชามแก้วสีแดงสดแบบหล่อพิมพ์ ซึ่งผลวิเคราะห์เนื้อแก้วชี้ว่ามาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1

    จี้ทองคำชิ้นหนึ่งเลียนแบบเหรียญของจักรพรรดิอันโทนินุส ปิอุส ที่ผลิตราว พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159) ได้ใกล้เคียงมาก ขณะที่จี้สำริดอีกชิ้นเลียนแบบเหรียญสมัยจักรพรรดิไทเบริอุส (ค.ศ. 14–37) แบบหยาบ ๆ ที่สำคัญคือพบแม่พิมพ์หินครึ่งซีกขนาดราว 4.5 x 3.5 เซนติเมตรที่ใช้หล่อด้านหลังของจี้แบบนี้ แปลว่าช่างคลองท่อมทำจี้เลียนเหรียญโรมันขึ้นเองในพื้นที่

    ทางฝั่งตะวันออกก็มีหลักฐานเช่นกัน คือเศษกระจกสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220) ของจากสองซีกโลกที่มาพบกันบนเนินเดียวกันนี้คือหลักฐานชัดเจนว่าควนลูกปัดอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมตะวันตกกับตะวันออกจริง

    โรงงานลูกปัดและงานช่างแห่งคลองท่อม

    การผลิตลูกปัดแก้วเริ่มจากการหลอมแก้วแล้วดึงเป็นแท่งกลวง จากนั้นตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วเผาซ้ำให้ขอบมน ลูกปัดที่ทำด้วยวิธีนี้นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดแก้วอินโด-แปซิฟิก ที่ควนลูกปัดพบทั้งแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และลูกปัดที่ติดกันเป็นพวงเพราะเผาร้อนเกินไป ซึ่งเป็นของเสียที่ไม่มีใครซื้อขาย จึงต้องเกิดจากโรงงานในที่นั้นเอง

    การวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของลูกปัดแก้วจากแหล่งในภาคใต้พบว่า ที่ควนลูกปัดมีแก้วชนิดโซดาที่มีอะลูมินาสูงมากที่สุด แก้วชนิดนี้สัมพันธ์กับแหล่งผลิตในอินเดียใต้ เช่น อริกาเมดุ นอกจากนี้ยังพบแก้วโพแทชซึ่งเป็นสูตรที่ใช้กันตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพที่ได้คือช่างที่นี่รับทั้งความรู้และวัตถุดิบมาจากอินเดีย แล้วผลิตต่อในท้องถิ่น

    งานช่างที่นี่ไม่ได้มีแค่แก้ว ยังมีเศษจากการเจียหินกึ่งมีค่าอย่างคาร์เนเลียน และเศษจากงานโลหะดีบุก ภาคใต้ของไทยมีแร่ดีบุกมาก จึงเป็นไปได้ว่าดีบุกเป็นสินค้าส่งออกอีกชนิดหนึ่งของชุมชน รวมกับทองที่ช่างทองอย่างเปรุมปตันนำมาแปรรูป

    ความสำคัญ: เมืองท่าบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร

    เมื่อราว 2,000 ปีก่อน การค้าทางทะเลระหว่างจักรวรรดิโรมัน อินเดีย และจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว คาบสมุทรภาคใต้ของไทยอยู่ตรงกลางเส้นทางนี้พอดี ชุมชนอย่างควนลูกปัดจึงเติบโตขึ้นเป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้

    ควนลูกปัดเป็นหนึ่งในหลายแหล่งที่ช่วยให้เห็นภาพยุคก่อนรัฐแบบอินเดีย ร่วมกับแหล่งเขาสามแก้วในชุมพร และภูเขาทองในระนอง ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับเพียงสินค้าจากภายนอก แต่ผลิตของมีค่าเองและส่งออกไปด้วย ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมต่อมาจึงเกิดรัฐการค้าในคาบสมุทร เช่น ลังกาสุกะ และศรีวิชัย

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

    การกำหนดอายุของควนลูกปัดยังมีหลายแบบ นักวิชาการที่ศึกษาของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งเป็นสองระยะ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 และระยะหลังราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–5 ขณะที่บางงานอ้างว่าแหล่งนี้ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11

    ปัญหาสำคัญคือของจำนวนมากมาจากการลักลอบขุด จึงไม่รู้ตำแหน่งชั้นดินที่แน่นอน การเทียบอายุต้องอาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก นอกจากนี้ลูกปัดและของสะสมจากแหล่งนี้ยังมีของปลอมปนอยู่ในตลาด ผู้สนใจจึงควรดูของจริงจากพิพิธภัณฑ์ที่มีที่มาชัดเจน

    ควนลูกปัดในวันนี้

    เมื่อชาวบ้านเริ่มขุดลูกปัดไปขายมากขึ้น เจ้าอาวาสวัดคลองท่อมในเวลานั้นเห็นว่าหากปล่อยไว้ หลักฐานจะหายไปหมด จึงรวบรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัด จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทรงเปิดอย่างเป็นทางการ

    พิพิธภัณฑ์จัดแสดงลูกปัดหลายแบบ เครื่องมือหินและสำริด เศษภาชนะดินเผา และวัตถุที่มีอิทธิพลจากต่างแดน ลูกปัดลายนกและลูกปัดที่เชื่อกันว่าเป็นรูปสุริยเทพเป็นของที่ผู้ชมให้ความสนใจมาก ปัจจุบันลวดลายลูกปัดโบราณยังถูกนำมาพัฒนาเป็นสินค้าวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม อ.คลองท่อม
    พิกัด 7.928916, 99.148088 (7°55′44.1″N 99°08′53.1″E)

    จุดนี้คือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม เนินควนลูกปัดอยู่ด้านหลังวัด

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งควนลูกปัดอยู่ในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน จึงไม่ค่อยมีสิ่งให้ชมบนพื้นดิน จุดที่ควรไปคือพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งอยู่ริมเส้นทางกระบี่–ตรัง ห่างจากตัวเมืองกระบี่ราว 40 กิโลเมตร จัดแสดงลูกปัดและโบราณวัตถุจากควนลูกปัด

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –2): ระยะแรกของเมืองท่า. การค้ากับอินเดียและของจากโลกโรมันเข้ามาถึง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 4–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อน –1): ตราพรหมทินนะ. อายุโดยประมาณของตราหินคาร์เนเลียนจารึกอักษรพราหมี
    • พ.ศ. 557–580 (ค.ศ. 14–37): รัชกาลไทเบริอุส. ช่วงเวลาของเหรียญต้นแบบที่ช่างคลองท่อมทำแม่พิมพ์จี้เลียนแบบ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก. สมัยของเศษกระจกสำริดจีนที่พบในแหล่ง
    • พ.ศ. 701–702 (ค.ศ. 158–159): เหรียญอันโทนินุส ปิอุส. ปีที่ผลิตเหรียญต้นแบบของจี้ทองคำเลียนเหรียญโรมัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–10 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–5): ระยะที่สอง. การผลิตลูกปัดและงานช่างดำเนินต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 812–813 (ค.ศ. 269–270): เหรียญวิกโตรินุส. ปีที่ผลิตเหรียญโรมันซึ่งรายงานว่าพบที่แหล่งนี้
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3–4): หินลับทองของเปรุมปตัน. จารึกทมิฬ-พราหมีบนเครื่องมือของช่างทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 5–7): ตราอักษรปัลลวะ. ตราประทับจารึกภาษาสันสกฤตแสดงการติดต่อที่ยังต่อเนื่อง
    • พ.ศ. 2510–2522 (ค.ศ. 1967–1979): กรมศิลปากรสำรวจ. สำรวจใน พ.ศ. 2510, 2512, 2516 และ 2522 ท่ามกลางการลักลอบขุด
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): ขุดค้นอย่างเป็นระบบครั้งแรก. เริ่มเก็บหลักฐานพร้อมชั้นดิน
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): ขุดค้นโดยมยุรี วีระประเสริฐ. เสนอการแบ่งยุคสองระยะ
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ขุดค้นครั้งใหม่. สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ยืนยันบทบาทชุมชนช่างและเมืองท่า

    รู้หรือไม่

    ไก่ชนจากโรม

    หินคาร์เนเลียนแกะลายไก่ชนที่พบในคลองท่อมเป็นงานแบบโรมัน แสดงว่ารสนิยมของคนฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนเดินทางมาถึงกระบี่ได้

    ไม่ได้แค่ซื้อ แต่ผลิตเอง

    การพบก้อนแก้วดิบและลูกปัดที่หลอมติดกันเสีย บอกว่าที่นี่มีโรงงานทำลูกปัดของตนเอง

    พิพิธภัณฑ์ที่เริ่มจากวัด

    โบราณวัตถุชุดสำคัญรอดมาได้เพราะเจ้าอาวาสวัดคลองท่อมช่วยเก็บรวบรวมไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขายออกไป

    จี้เหรียญโรมันที่ทำในกระบี่

    แม่พิมพ์หินที่พบในคลองท่อมใช้หล่อจี้เลียนแบบเหรียญโรมัน แสดงว่าคนท้องถิ่นนำแบบของต่างแดนมาผลิตเองเพื่อขาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts between the Upper Thai-Malay Peninsula and the Mediterranean World
    2. Journal of the Siam Society: Khuan Lukpad research article
    3. มติชน: ควนลูกปัด คลองท่อม
    4. แนวหน้า: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาลูกปัดแก้วในภาคใต้
    6. Wat Khlong Thom Museum (Thai Holiday Guide)
    7. GotoKnow: พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
    8. SPAFA Journal: seal inscriptions from southern Thailand
    9. Artessere: Wat Khlong Thom Museum
    10. Wikipedia: Khlong Thom district

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ชาร์ลส์ ไฮแอม

    ชาร์ลส์ ไฮแอม

    ภาพประกอบ: Charles Higham 411 · Alan Dove · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีจากนิวซีแลนด์ผู้ขุดค้นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์สำคัญในไทยมากว่าห้าทศวรรษ และเป็นแกนกลางของข้อถกเถียงเรื่องอายุยุคสำริดบ้านเชียง · เกิด พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939)

    เกิดพ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ในอังกฤษ
    สังกัดมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ
    เริ่มงานในไทยพ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ที่ร้อยเอ็ดและขอนแก่น
    แหล่งขุดค้นเด่นโคกพนมดี บ้านโนนวัด เนินอุโลก บ้านนาดี
    ข้อเสนอสำคัญยุคสำริดในไทยเริ่มราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ. (ราว 3,000 ปีก่อน)
    เกียรติยศสมาชิกต่างประเทศของบริติชอะคาเดมี (พ.ศ. 2543) และเครื่องราชฯ นิวซีแลนด์ (พ.ศ. 2559)
    การศึกษาสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปริญญาเอก พ.ศ. 2509
    ผู้ร่วมงานสำคัญรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีไทย ร่วมขุดค้นและเขียนหนังสือหลายเล่ม

    ภูมิหลัง: จากเคมบริดจ์สู่นิวซีแลนด์

    ชาร์ลส์ ไฮแอม เกิดในอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เรียนมัธยมที่โรงเรียนเรนส์พาร์กทางใต้ของลอนดอน แล้วเริ่มเรียนที่สถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ช่วง พ.ศ. 2500–2502 (ค.ศ. 1957–1959) ก่อนย้ายไปวิทยาลัยเซนต์แคทารีน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ใน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) และได้ปริญญาเอกใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    ปีเดียวกันนั้นเขาย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโอทาโก ในเมืองดะนีดิน ประเทศนิวซีแลนด์ และอีกสองปีต่อมาได้เป็นศาสตราจารย์คนแรกของภาควิชามานุษยวิทยาที่นั่น นิวซีแลนด์จึงกลายเป็นบ้านถาวรของเขา แม้งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตจะอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    หลักฐานสำคัญ

    • หลุมขุดค้นบ้านโนนวัด: แหล่งที่พบหลุมศพกว่า 640 หลุม ภายใต้การนำของไฮแอม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอโนนสูง นครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • ลูกปัดจากโคกพนมดี: หลักฐานจากหลุมศพเจ้าหญิงที่ไฮแอมขุดค้นร่วมกับรัชนี ทศรัตน์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ กรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง

    นักโบราณคดีที่เริ่มจากกระดูกสัตว์

    วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของไฮแอมไม่ได้เกี่ยวกับเอเชียเลย เขาศึกษาเศรษฐกิจของคนก่อนประวัติศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์และเดนมาร์ก โดยอาศัยกระดูกสัตว์จากแหล่งโบราณคดี ความถนัดเรื่องการอ่านเศรษฐกิจและการยังชีพจากหลักฐานธรรมชาติแบบนี้ ติดตัวเขามาเมื่อหันมาศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) เขาสมรสกับพอลลี แอสคิว และเมื่อย้ายไปนิวซีแลนด์ก็ได้เป็นศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยโอทาโกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) ปัจจุบันเขามีสถานะศาสตราจารย์กิตติคุณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ส่วนโทมัส ไฮแอม บุตรชาย เติบโตขึ้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการหาอายุที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

    แนวทางของไฮแอมคือการขุดค้นแหล่งเดียวให้ละเอียดทั้งชั้นดิน หลุมศพ กระดูกสัตว์ เมล็ดพืช และค่าอายุ แล้วต่อภาพจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาว วิธีนี้ทำให้งานของเขาในไทยเรียงต่อกันได้เหมือนบทของหนังสือเล่มเดียว ตั้งแต่ชุมชนริมทะเลยุคหินใหม่ไปจนถึงเมืองยุคเหล็กก่อนสมัยพระนคร

    จากหลุมฝังศพหลายร้อยหลุมในอีสานและริมทะเลชลบุรี ไฮแอมพยายามตอบคำถามใหญ่ว่าหมู่บ้านก่อนประวัติศาสตร์เติบโตมาเป็นอารยธรรมได้อย่างไร

    เริ่มต้นที่อีสานและบ้านเชียง

    หลังได้รับคำชวนจากวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ไฮแอมเริ่มงานในไทยใน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ด้วยการขุดค้นในจังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น

    ระหว่าง พ.ศ. 2515–2518 (ค.ศ. 1972–1975) เขาร่วมงานกับเชสเตอร์ กอร์แมน ทั้งที่บ้านเชียงและถ้ำในหุบเขาที่อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน ต่อมาเขาขุดค้นที่บ้านนาดี จังหวัดอุดรธานี ใน พ.ศ. 2524–2525 (ค.ศ. 1981–1982) งานช่วงนี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับยุคโลหะของอีสาน ซึ่งกลายเป็นหัวข้อหลักของชีวิตการทำงาน

    โคกพนมดี: สุสานริมทะเลโบราณ

    พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985) ไฮแอมทำงานร่วมกับนักโบราณคดีไทย ขุดค้นแหล่งโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง พบชั้นดินที่มนุษย์อยู่อาศัยหนาราว 7 เมตร และหลุมฝังศพ 154 หลุม ซึ่งแบ่งได้เป็นเจ็ดช่วง ผลหาค่าอายุชี้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ราวห้าร้อยปี ในช่วงราว 4,000–3,500 ปีก่อน แม้บางแหล่งจะให้ช่วงเวลาเก่ากว่านั้นเล็กน้อย

    หลุมที่โด่งดังที่สุดคือหลุมศพหญิงผู้มั่งคั่งที่มักเรียกกันว่าเจ้าหญิงแห่งโคกพนมดี เธอถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด ภาชนะดินเผาชั้นดี และเครื่องมือทำภาชนะดินเผา นักวิชาการจึงสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นช่างปั้นฝีมือสูงที่ได้รับการยกย่องในชุมชน

    หลักฐานจากโคกพนมดียังเล่าเรื่องการปรับตัวของคนกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนนี้อาศัยทรัพยากรทางทะเลเป็นหลัก มีช่วงหนึ่งที่หันมาปลูกข้าว แล้วกลับไปพึ่งทะเลอีกเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน

    หนองนอ บ้านหลุมข้าว และเพื่อนร่วมงานชาวไทย

    หลังโคกพนมดี ไฮแอมยังทำงานต่อในพื้นที่ชายฝั่งชลบุรี โดยขุดค้นแหล่งหนองนอระหว่าง พ.ศ. 2532–2535 (ค.ศ. 1989–1992) เพื่อดูว่าชุมชนรอบอ่าวโบราณแห่งนี้เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป จากนั้นจึงย้ายความสนใจขึ้นไปที่ที่ราบสูงโคราช และขุดค้นบ้านหลุมข้าวใน พ.ศ. 2538–2539 (ค.ศ. 1995–1996)

    ผู้ร่วมงานคนสำคัญตลอดหลายทศวรรษคือรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีไทยที่จบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและมหาวิทยาลัยโอทาโก รายงานผลการขุดค้นโคกพนมดีฤดูกาล พ.ศ. 2527–2528 ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) มีชื่อเธอร่วมอยู่ด้วย ในนามสกุลเดิมว่าบรรณานุรักษ์

    ทั้งสองยังเขียนหนังสือภาพรวมประวัติศาสตร์ยุคแรกของไทยร่วมกัน เช่น Early Thailand: From Prehistory to Sukhothai ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊กส์ในกรุงเทพฯ ความร่วมมือแบบนี้ทำให้งานของไฮแอมไม่ได้เป็นเพียงโครงการของชาวต่างชาติ แต่เป็นงานที่นักวิชาการไทยมีส่วนกำหนดทิศทางด้วย

    บ้านโนนวัดและเนินอุโลก: เส้นทางสู่นครวัด

    ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 ไฮแอมหันมาสนใจลุ่มแม่น้ำมูลบนที่ราบสูงโคราช ภายใต้โครงการที่มุ่งตอบคำถามว่าสังคมก่อนประวัติศาสตร์ในภูมิภาคนี้พัฒนาไปสู่อารยธรรมเมืองพระนครได้อย่างไร เขาขุดค้นบ้านหลุมข้าว (พ.ศ. 2538–2539) และเนินอุโลก (พ.ศ. 2542–2543) ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

    งานที่ใหญ่ที่สุดคือบ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง ใกล้พิมาย ซึ่งเขาเริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) พบหลุมฝังศพราว 640 หลุม ครอบคลุมตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด จนถึงยุคเหล็ก หลุมศพยุคสำริดตอนต้นบางหลุมมีของอุทิศอย่างมั่งคั่ง ทั้งเครื่องมือสำริดและเครื่องประดับเปลือกหอย

    หลักฐานจากบ้านโนนวัดและเนินอุโลกช่วยให้เห็นภาพสังคมที่ค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้นในอีสาน การค้าทองแดงข้ามภูมิภาค และการผลิตเกลือในยุคเหล็ก ซึ่งเป็นพื้นหลังสำคัญของบ้านเมืองในยุคประวัติศาสตร์ เช่น พิมาย

    ลำดับชั้นที่บ้านโนนวัดและเมืองยุคเหล็กที่โนนบ้านจาก

    บ้านโนนวัดมีหลุมศพราว 640 หลุม แบ่งได้เป็น 11 ช่วงสมัย ช่วงยุคหินใหม่มีอายุราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ. ผู้คนปลูกข้าวและล่าสัตว์ ยังไม่มีโลหะ และพบกระดูกไก่บ้านที่จัดว่าเก่าที่สุดเท่าที่รู้จักในภูมิภาค

    ยุคสำริดที่บ้านโนนวัดแบ่งได้ห้าช่วง เริ่มราว 1,050 ปีก่อน ค.ศ. และสิ้นสุดราว 420 ปีก่อน ค.ศ. สามช่วงแรก (ราว 1,050–800 ปีก่อน ค.ศ.) มีหลุมศพที่มั่งคั่ง พร้อมของใช้ทำจากโลหะผสมทองแดงและเครื่องประดับเปลือกหอยจำนวนมาก แต่ในช่วงที่สี่ซึ่งมีหลุมศพถึง 162 หลุม ของอุทิศกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพนี้ทำให้นักโบราณคดีถกกันว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นเคยมีชนชั้นนำที่มั่งคั่งแล้วเสื่อมลงหรือไม่

    ในยุคเหล็กพบเครื่องประดับจากต่างถิ่น เช่น หินคาร์เนเลียน หินอาเกต และแก้ว แสดงว่าชุมชนในลุ่มน้ำมูลเชื่อมกับเครือข่ายการค้าที่ไกลออกไปถึงอินเดีย ต่อมาการขุดค้นที่บ้านโนนวัดดำเนินต่อโดยไนเจล ชาง โดยได้ทุนบางส่วนจากองค์กรเอิร์ธวอตช์

    ช่วง พ.ศ. 2554–2560 (ค.ศ. 2011–2017) ไฮแอมและคณะขุดค้นโนนบ้านจากในลุ่มน้ำมูลตอนบน ที่นี่เป็นชุมชนยุคเหล็กตอนปลายที่มีคูน้ำคันดินสองชั้นล้อมรอบ พบบ้านเรือน เตาเผาภาชนะดินเผา และการฝังศพไว้ภายในบ้าน ทีมงานสรุปว่าเป็นเมืองที่อยู่บนธรณีประตูของการเกิดรัฐ ซึ่งเป็นคำถามที่ไฮแอมตามหามาทั้งชีวิต

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุบ้านเชียง

    เมื่อบ้านเชียงเป็นข่าวใหญ่ในทศวรรษ 2510 ผลหาค่าอายุแบบเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์รุ่นแรกเคยชี้ว่าสำริดที่นี่อาจเก่าถึงราว 3,500 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งจะทำให้เป็นยุคสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่วิธีนี้ในเวลานั้นยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้จึงถูกทิ้งไป

    ต่อมา จอยซ์ ไวท์ จากพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้คาร์บอน 14 กับตัวอย่างจากการขุดค้นปี พ.ศ. 2517–2518 และเสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อน ค.ศ.

    ไฮแอมเสนอภาพที่ต่างออกไป ใน พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เขาร่วมกับโทมัส ไฮแอม บุตรชายซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการหาอายุที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หาอายุจากกระดูกมนุษย์และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติแบบเบย์ ได้ผลว่าบ้านเชียงเริ่มมีคนอยู่ราว 1,500 ปีก่อน ค.ศ. และเข้าสู่ยุคสำริดราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งสอดคล้องกับผลจากบ้านโนนวัด

    ฝ่ายไวท์ก็ตั้งคำถามกลับต่อความน่าเชื่อถือของค่าอายุจากบ้านโนนวัด โดยชี้ว่าสภาพดินและวิธีเก็บตัวอย่างอาจทำให้ค่าอายุคลาดเคลื่อนได้ จนถึงวันนี้ อายุเริ่มต้นของยุคสำริดในไทยจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่ยุติ และผู้อ่านควรรู้ว่ามีทั้งลำดับเวลาแบบยาวและแบบสั้น

    สำริดมาจากไหน: สองแนวคิดที่ยังแข่งกัน

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุผูกพันกับคำถามว่าความรู้ด้านโลหะเข้ามาในไทยอย่างไร ไฮแอมและผู้สนับสนุนลำดับเวลาแบบสั้นเสนอว่า เทคโนโลยีสำริดน่าจะแพร่ลงมาจากจีนตอนใต้ หลังจากที่การหล่อสำริดเจริญในลุ่มแม่น้ำเหลืองและแยงซีแล้ว จึงเริ่มในไทยราวศตวรรษที่ 11 ก่อน ค.ศ.

    ฝ่ายจอยซ์ ไวท์ ซึ่งสนับสนุนลำดับเวลาแบบยาว เสนอความเป็นไปได้ว่าความรู้ด้านโลหะอาจเดินทางมาตามเส้นทางทางบกจากเอเชียกลาง และเข้าถึงภูมิภาคนี้ได้เร็วกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้เถียงกันเพียงเรื่องตัวเลข แต่เถียงถึงเส้นทางที่ความรู้และผู้คนเคลื่อนย้ายด้วย

    สำหรับผู้อ่านทั่วไป สิ่งที่ควรรู้คือทั้งสองฝ่ายใช้หลักฐานจริงจากการขุดค้นในอีสาน และต่างก็ตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น การที่ยังหาข้อยุติไม่ได้แสดงว่าการหาอายุในดินเขตร้อนยากเพียงใด ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทั้งหมด

    มรดกและเกียรติยศ

    ไฮแอมเขียนหนังสือเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 20 เล่ม เช่น The Bronze Age of Southeast Asia (พ.ศ. 2539) The Civilization of Angkor (พ.ศ. 2544) Early Mainland Southeast Asia (พ.ศ. 2557) และบันทึกชีวิตการทำงาน Digging Deep (พ.ศ. 2564) งานเหล่านี้เป็นตำราที่นักศึกษาโบราณคดีทั่วโลกใช้

    เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกต่างประเทศของบริติชอะคาเดมีใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ได้รับเหรียญเกรแฮม คลาร์ก ด้านโบราณคดีใน พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Officer of the New Zealand Order of Merit ใน พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016)

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ผลงานคือการทำงานร่วมกับนักโบราณคดีไทยหลายรุ่น รายงานการขุดค้นหลายเล่มของเขาเขียนร่วมกับนักวิชาการไทย ทำให้แหล่งอย่างโคกพนมดีและบ้านโนนวัดกลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939): เกิดในอังกฤษ
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): เริ่มสอนที่มหาวิทยาลัยโอทาโก. ได้ปริญญาเอกในปีเดียวกัน
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): เริ่มขุดค้นในไทย. ที่จังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น
    • พ.ศ. 2515–2518 (ค.ศ. 1972–1975): ร่วมงานที่บ้านเชียง. ทำงานร่วมกับเชสเตอร์ กอร์แมน
    • พ.ศ. 2524–2525 (ค.ศ. 1981–1982): ขุดค้นบ้านนาดี. จังหวัดอุดรธานี
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ขุดค้นโคกพนมดี. พบหลุมศพ 154 หลุม รวมถึงหลุมศพเจ้าหญิง
    • พ.ศ. 2532–2535 (ค.ศ. 1989–1992): ขุดค้นหนองนอ. แหล่งชายฝั่งในจังหวัดชลบุรี
    • พ.ศ. 2542–2543 (ค.ศ. 1999–2000): ขุดค้นเนินอุโลก. อำเภอโนนสูง นครราชสีมา
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. พบหลุมศพราว 640 หลุม
    • พ.ศ. 2554–2560 (ค.ศ. 2011–2017): ขุดค้นโนนบ้านจาก. เมืองยุคเหล็กตอนปลายที่มีคูน้ำสองชั้น ในลุ่มน้ำมูลตอนบน
    • พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012): เหรียญเกรแฮม คลาร์ก. รางวัลด้านโบราณคดีจากบริติชอะคาเดมี
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): หาอายุบ้านเชียงใหม่. เสนอว่ายุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ.
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): เครื่องราชฯ นิวซีแลนด์. Officer of the New Zealand Order of Merit
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): Digging Deep. หนังสือเล่าเส้นทางงานโบราณคดีของเขา

    รู้หรือไม่

    ลูกปัดกว่าแสนเม็ด

    หลุมศพเจ้าหญิงแห่งโคกพนมดีมีลูกปัดเปลือกหอยราว 120,000 เม็ด ซึ่งน่าจะเคยเย็บติดเป็นเครื่องแต่งกาย

    พ่อลูกนักโบราณคดี

    การหาอายุบ้านเชียงครั้งใหม่ใน พ.ศ. 2558 เป็นงานร่วมของไฮแอมกับโทมัส บุตรชาย ผู้เชี่ยวชาญการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ที่ออกซฟอร์ด

    640 หลุมที่บ้านโนนวัด

    บ้านโนนวัดเป็นหนึ่งในแหล่งขุดค้นที่มีหลุมศพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีหลักฐานต่อเนื่องตั้งแต่ยุคหินใหม่ถึงยุคเหล็ก

    ไก่บ้านที่เก่าที่สุด

    บ้านโนนวัดพบกระดูกไก่บ้านในชั้นยุคหินใหม่ราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งจัดเป็นหลักฐานไก่บ้านที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งในภูมิภาค

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Charles Higham (archaeologist) (Wikipedia)
    2. Professor Charles Higham FBA (British Academy)
    3. Khok Phanom Di (Wikipedia)
    4. Ban Non Wat (Wikipedia)
    5. Non Sung district (Wikipedia)
    6. Ban Chiang (Wikipedia)
    7. Prehistoric Thailand (Wikipedia)
    8. Higham et al.: The excavation of Non Ban Jak (JIPA, 2014)
    9. Higham, Bannanurag et al.: Khok Phanom Di, the results of the 1984-5 season (BIPPA, 1987)
    10. River Books: Rachanie Thosarat

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Charles Higham ONZM investiture · New Zealand Government, Office of the Governor-General · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Excavation at Ban Non wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Dog burial from Ban Non Wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด

    เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด

    ภาพประกอบ: Mao Kun map – Songkla, Langkasuka, Kelantan, Trengganu · Mao Yuanyi and an unknown cartographer · Public domain · Wikimedia Commons

    เครือข่ายการเดินเรือที่อาศัยลมมรสุมเชื่อมอินเดีย จีน และดินแดนไทย ทิ้งร่องรอยไว้เป็นลูกปัดหินและแก้วนับไม่ถ้วน ไปจนถึงเรือสินค้าอาหรับอายุพันกว่าปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 2–15 (ราว 4 ศตวรรษก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10)

    พลังขับเคลื่อนลมมรสุมที่พัดสลับทิศตามฤดูกาล
    เส้นทางยุคแรกขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย
    สินค้าเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต ลูกปัดแก้ว ภาชนะดินเผา โลหะ ของป่า
    แหล่งสำคัญบ้านดอนตาเพชร เขาสามแก้ว ภูเขาทอง ควนลูกปัด อู่ทอง
    ลูกปัดอินโด-แปซิฟิกลูกปัดแก้วแบบดึงหลอด อาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์
    เรือพนมสุรินทร์เรือเย็บแบบอาหรับ พบ พ.ศ. 2556 ที่สมุทรสาคร อายุราว 1,200 ปี

    ลมที่พัดสลับทิศ

    ทะเลรอบดินแดนไทยมีลมมรสุมที่เปลี่ยนทิศตามฤดูกาล ช่วงหนึ่งของปีลมพัดมาจากทางตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ อีกช่วงหนึ่งลมพัดกลับมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ นักเดินเรือที่รู้จังหวะของลมจึงแล่นเรือไปและกลับได้ในรอบหนึ่งปี

    ชาวเรือในหมู่เกาะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ความรู้นี้เดินทางไกลกลางมหาสมุทร ต่อมาพ่อค้าจากอินเดีย จีน และตะวันออกกลางก็ใช้เส้นทางเดียวกัน ทะเลจึงทำหน้าที่เหมือนถนนที่เชื่อมผู้คนต่างแดนเข้าหากัน

    เพราะต้องรอลมเปลี่ยนทิศ พ่อค้าจึงต้องพักอยู่ในเมืองท่านานหลายเดือน ช่วงเวลานี้เองที่การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นมากกว่าแค่สินค้า ทั้งความเชื่อ ภาษา ตัวอักษร และเทคนิคงานช่างก็ถูกถ่ายทอดไปด้วย

    ทางลัดข้ามคาบสมุทร

    ในยุคแรก เรือจากอินเดียมักไม่แล่นอ้อมแหลมมลายูลงไปทางใต้ แต่จอดที่ฝั่งทะเลอันดามัน แล้วขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนไปลงเรือที่ฝั่งอ่าวไทย บางช่วงของเส้นทางบกยาวราว 35 ไมล์ หรือราว 56 กิโลเมตร

    หลักฐานของเส้นทางนี้คือคู่ชุมชนบนสองฝั่งคาบสมุทร ฝั่งอันดามันมีภูเขาทองในจังหวัดระนองและควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ ฝั่งอ่าวไทยมีเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองท่ามีกำแพงดิน รุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 1 ก่อนคริสตกาล

    หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4 เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้สะดวกขึ้น ความจำเป็นในการขนสินค้าข้ามคาบสมุทรก็ลดลง ศูนย์กลางการค้าจึงค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ที่เมืองท่าบนเส้นทางทะเลสายใหม่

    ลูกปัดเม็ดเล็กที่ชาวบ้านเก็บได้บนเนินดิน คือร่องรอยของลมมรสุมที่เคยพาเรือจากครึ่งโลกมาถึงชายฝั่งไทย

    ลูกปัดหิน: สินค้าที่บอกเล่าเรื่องราว

    ในบรรดาสินค้าทั้งหมด ลูกปัดเป็นหลักฐานที่นักโบราณคดีพบมากที่สุด เพราะทนทานและมีรูปแบบเฉพาะที่บอกแหล่งที่มาได้ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีแดงส้มและอาเกตลายแถบเป็นของมีค่าที่ผู้คนใช้แสดงฐานะ และมักฝังไปกับผู้ตาย

    ที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนยุคเหล็กอายุราว 2,400 ปี พบลูกปัดหินกึ่งมีค่ามากกว่า 600 เม็ด และจี้คาร์เนเลียนรูปสิงโต ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย นักวิชาการเคยเชื่อว่าวัตถุดิบหรือตัวลูกปัดมาจากแคว้นคุชราตในอินเดีย

    งานศึกษาของแบเรอนิซ แบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ใช้วิธีศึกษาร่องรอยการเจาะ การขัด และรูปทรงของลูกปัด ทำให้แยกได้ว่าลูกปัดชิ้นใดนำเข้าจากอินเดีย และชิ้นใดช่างท้องถิ่นทำขึ้นเลียนแบบหรือปรับรูปแบบเอง การพบลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จในหลายแหล่งยิ่งยืนยันว่ามีโรงงานผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้

    ลูกปัดแก้วที่เดินทางไปทั่วโลก

    นอกจากลูกปัดหิน ยังมีลูกปัดแก้วขนาดเล็กที่นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดอินโด-แปซิฟิก ช่างทำโดยดึงแก้วหลอมออกเป็นหลอดยาว แล้วตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ นำไปเผาให้ขอบมน ได้ลูกปัดสีเขียว เหลือง ดำ และแดงทึบ ขนาดราว 6 มิลลิเมตร

    เทคนิคนี้เริ่มขึ้นในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราว 500–200 ปีก่อนคริสตกาล ลูกปัดชนิดนี้ถูกค้าขายไปไกลถึงแอฟริกาและยุโรป มีนักวิชาการเสนอว่ามันอาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์

    ควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ได้ชื่อมาจากลูกปัดจำนวนมหาศาลที่ชาวบ้านพบบนเนินดิน ที่นี่พบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และเศษลูกปัด ซึ่งเป็นหลักฐานของโรงงานผลิตลูกปัดแก้วในท้องถิ่น ชุมชนในดินแดนไทยจึงเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต

    สินค้าและผู้คนจากแดนไกล

    นอกจากลูกปัด แหล่งโบราณคดีริมทะเลยังพบของจากหลายทิศ ที่ภูเขาทองพบเศษภาชนะดินเผาที่มีอักษรทมิฬ-พราหมี ซึ่งบอกว่ามีพ่อค้าที่ใช้ภาษาทมิฬมาถึงที่นี่ ที่เขาสามแก้วพบภาชนะจากอินเดียและเครื่องสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น

    ของจากโลกโรมันก็เดินทางมาถึงด้วย ที่ควนลูกปัดพบหัวแหวนหินแกะสลักลวดลายแบบโรมัน ส่วนที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบเหรียญของจักรพรรดิวิกตอรินุส ผู้ปกครองดินแดนกอลของโรมันในช่วง ค.ศ. 269–271 ของเหล่านี้น่าจะผ่านมือพ่อค้าหลายทอดตามเส้นทางทะเลกว่าจะมาถึง

    สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสินค้าคือความคิด การค้าทางทะเลเป็นช่องทางที่พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ อักษรปัลลวะ และรูปแบบศิลปะจากอินเดียเข้ามาสู่ดินแดนไทย ซึ่งต่อมาหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและศรีวิชัย

    เรือพนมสุรินทร์: หลักฐานจากนากุ้ง

    ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 เจ้าของนากุ้งที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ขุดบ่อแล้วพบไม้เรือโบราณจมอยู่ในโคลน เรือลำนี้ได้ชื่อว่าเรือพนมสุรินทร์ ตามชื่อของนางพนมและนายสุรินทร์ ศรีดีงาม เจ้าของที่ดิน

    เรือต่อด้วยวิธีเย็บแผ่นไม้เข้าด้วยกันด้วยเชือก ไม่ใช้ตะปู ตามแบบเรือของชาวอาหรับและเปอร์เซีย การวิเคราะห์เชือกพบว่าทำจากเส้นใยปาล์มหลายชนิด รวมถึงหวาย จุดที่พบเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอ่าวไทยปัจจุบันราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถมจนแผ่นดินงอกออกไปตลอดพันปีที่ผ่านมา

    ในเรือพบไหทรงตอร์ปิโดแบบที่พบทั่วไปในอ่าวเปอร์เซีย เครื่องถ้วยจีน และภาชนะดินเผาของภาคกลางไทย ไหใบหนึ่งมีจารึกอักษรปาห์ลาวีซึ่งใช้เขียนภาษาเปอร์เซียกลาง นักวิชาการกำหนดอายุเรือไว้ราว 1,200 ปี อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี

    เรือพนมสุรินทร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งเรือจมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเมืองท่าในลุ่มเจ้าพระยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมตะวันออกกลางกับจีน กรมศิลปากรวางแผนขุดค้นและอนุรักษ์อย่างเป็นระบบซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี

    ไทม์ไลน์

    • ราว 500–200 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มผลิตลูกปัดแก้วแบบดึงหลอด. ในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ค.ศ. ราว 4 ศตวรรษก่อน): บ้านดอนตาเพชร. ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ดและจี้สิงโตคาร์เนเลียน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–5 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 4–1 ก่อน): เขาสามแก้วรุ่งเรือง. เมืองท่าฝั่งอ่าวไทยที่มีโรงงานลูกปัดและโลหะ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–10 (ค.ศ. ศตวรรษที่ 1 ก่อน –คริสต์ศตวรรษที่ 5): ควนลูกปัด. เมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดฝั่งอันดามัน
    • พ.ศ. 812–814 (ค.ศ. 269–271): เหรียญวิกตอรินุส. เหรียญโรมันที่ต่อมาพบที่อู่ทอง
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 9 (ค.ศ. หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4): เส้นทางย้ายสู่ช่องแคบมะละกา. การขนสินค้าข้ามคาบสมุทรลดความสำคัญลง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9): เรือพนมสุรินทร์. เรือเย็บแบบอาหรับจมในลุ่มเจ้าพระยา
    • พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975): ขุดค้นบ้านดอนตาเพชร. กรมศิลปากรเริ่มขุดค้น
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นเขาสามแก้ว. คณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส
    • ก.ย. พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013): พบเรือพนมสุรินทร์. พบในนากุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร

    รู้หรือไม่

    สิงโตที่ไม่มีในไทย

    จี้คาร์เนเลียนรูปสิงโตจากบ้านดอนตาเพชร เป็นรูปสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย จึงบอกถึงความเชื่อและสัญลักษณ์ที่มากับการค้ากับอินเดีย

    เรือที่ไม่ใช้ตะปู

    เรือพนมสุรินทร์ต่อด้วยการเย็บแผ่นไม้ด้วยเชือกใยปาล์ม ตามแบบเรือในมหาสมุทรอินเดีย

    ทะเลถอยไปแปดกิโลเมตร

    จุดที่พบเรือพนมสุรินทร์เคยอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่วันนี้อยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Asia Society: Maritime trade routes
    2. Indo-Pacific beads (Wikipedia)
    3. Bellina, Beads, social change and interaction between India and South-East Asia (Antiquity 2003)
    4. Bunchar: Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection
    5. Guy, The Phanom Surin Shipwreck and a Pahlavi Inscription (JSS 2017)
    6. Archaeological and Anthropological Sciences: ropes of the Phanom-Surin shipwreck
    7. มติชน: 7 ปีในนากุ้ง 1,200 ปีในประวัติศาสตร์ เรือโบราณพนมสุรินทร์
    8. ศิลปวัฒนธรรม: เรือโบราณพนม-สุรินทร์ เก่าแก่ที่สุดในไทยและอุษาคเนย์
    9. Borell, Bellina, Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    10. Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด

    บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด

    ภาพประกอบ: Bannonwat all10 · Hellokorat · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สองหมู่บ้านในอำเภอโนนสูงที่หลุมศพยุคสำริดอันมั่งคั่งเปิดให้เห็นสังคมเกษตรกรรมลุ่มแม่น้ำมูลก่อนยุคพิมายหลายพันปี · ราวศตวรรษที่ 17 ก่อน ค.ศ. ถึงราว ค.ศ. 300

    ที่ตั้งอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน
    บ้านโนนวัดตำบลพลสงคราม ขุดค้นหลักช่วง พ.ศ. 2545–2550 (ค.ศ. 2002–2007)
    ผู้นำการขุดค้นบ้านโนนวัดชาร์ลส์ ไฮแอม ร่วมกับอำพัน กิจงาม ต่อมาไนเจล ชาง
    หลุมศพที่บ้านโนนวัดราว 640 หลุม ใน 11 ช่วงเวลา
    ยุคสำริดที่บ้านโนนวัดราว 1,050–420 ปีก่อน ค.ศ. (ตามลำดับเวลาของไฮแอม)
    บ้านปราสาทหลุมขุดค้นเปิดให้ชมหลุมศพยุคสำริดในตำแหน่งที่พบ
    โครงกระดูกที่บ้านปราสาท59 โครง จากหลุมขุดค้นที่เปิดให้ชม 3 หลุม
    ค่าอายุที่บ้านโนนวัดคาร์บอนกัมมันตรังสี 76 ค่า วิเคราะห์แบบเบย์

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    อำเภอโนนสูงอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน ระหว่างตัวเมืองนครราชสีมากับพิมาย พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มสลับเนินดินเตี้ย ๆ เหมาะแก่การทำนาข้าว ชุมชนโบราณหลายแห่งตั้งอยู่บนเนินที่สูงพ้นน้ำหลาก

    บ้านโนนวัดอยู่ในตำบลพลสงคราม ใกล้ทางผ่านที่เชื่อมที่ราบสูงโคราชกับที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ตำแหน่งนี้ทำให้ชุมชนติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างทองแดงกับภาคกลางได้ ส่วนบ้านปราสาทอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบนเช่นกัน ห่างจากแหล่งบ้านลุมเขาราวสิบกิโลเมตร

    ในหมู่บ้านทั้งสองแห่ง ชาวบ้านยุคปัจจุบันยังอาศัยอยู่บนเนินดินที่คนโบราณสร้างทับถมไว้ ใต้บ้านเรือนและลานวัดจึงมีชั้นดินเก่าซ้อนอยู่หลายพันปี

    หลักฐานสำคัญ

    • หลุมฝังศพยุคสำริด: โครงกระดูกพร้อมภาชนะและเครื่องประดับ จัดแสดงในหลุมเดิมกลางหมู่บ้าน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะดินเผาฝังร่วมศพ: หม้อและชามที่วางคู่กับผู้ตาย บอกความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    บ้านปราสาทเป็นแหล่งที่มีการขุดค้นและเก็บหลุมขุดค้นไว้กลางหมู่บ้าน ทำให้คนทั่วไปเห็นหลุมศพยุคสำริดในตำแหน่งที่พบจริง แหล่งนี้จึงเป็นห้องเรียนกลางแจ้งของโบราณคดีอีสาน

    บ้านโนนวัดเป็นโครงการขุดค้นขนาดใหญ่ เริ่มใน พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) นำโดยชาร์ลส์ ไฮแอม จากมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ร่วมกับอำพัน กิจงาม แห่งกรมศิลปากร ช่วงแรกขุดต่อเนื่องหลายฤดูกาลจนถึงราว พ.ศ. 2550 จากนั้นไนเจล ชาง รับหน้าที่นำการขุดค้นต่อ

    ผลการขุดค้นบ้านโนนวัดตีพิมพ์เป็นรายงานหลายเล่มในชุด The Origins of the Civilization of Angkor ร่วมกับกรมศิลปากร ทำให้แหล่งนี้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงหลักของยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ใต้ลานบ้านในโนนสูง มีหลุมศพที่บอกว่าเมื่อสามพันปีก่อน บางคนในหมู่บ้านร่ำรวยกว่าคนอื่นมาก

    บ้านปราสาท: สามหลุมกลางหมู่บ้าน

    บ้านปราสาทตั้งอยู่ริมลำธารปราสาท หลักฐานการอยู่อาศัยย้อนไปได้ราว 3,000 ปี และนักโบราณคดีแยกการตั้งถิ่นฐานได้หลายระยะ ตั้งแต่ชุมชนเกษตรกรรมที่ทำภาชนะดินเผาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องถึงสมัยทวารวดีและสมัยเขมร ชาวบ้านเองพบเศษภาชนะได้ทั่วไปทั้งในสวน หลังบ้าน และใต้ถุนเรือน

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นบ้านปราสาทราว พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) หลังมีโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบขุดจากพื้นที่ออกวางขาย ต่อมามีการจัดภูมิทัศน์หลุมขุดค้น 3 หลุมให้ประชาชนเข้าชม ทั้งสามหลุมพบโครงกระดูกรวม 59 โครง หลุมศพส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราว 2,500 ถึง 1,500 ปีก่อน บางโครงยังสวมเครื่องประดับสำริดที่กระดูกแขน และวางภาชนะดินเผาไว้รอบร่าง หลุมที่ 1 เป็นหลุมใหญ่ที่สุด ขุดลึกลงไปหลายเมตรกว่าจะถึงชั้นหลุมศพที่เก่าที่สุด และมีอาคารหลังคาคลุม ส่วนพิพิธภัณฑ์บ้านปราสาทซึ่งจัดตั้งใน พ.ศ. 2539 จัดแสดงประวัติแหล่งและหลุมขุดค้นจำลอง

    หลุมที่ 2 มีโครงกระดูกให้เห็นไม่มาก แต่เป็นจุดที่พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดี ซึ่งบอกว่าผู้คนสมัยทวารวดีก็เคยอยู่ที่นี่ ส่วนหลุมที่ 3 แสดงโครงกระดูกผู้หญิงและเด็กหลายโครงที่ไม่มีกะโหลก ร่วมกับภาชนะที่แตกกระจาย เรื่องเล่าในพื้นที่โยงหลุมนี้กับการตายอย่างรุนแรง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่สรุปสาเหตุได้แน่ชัด

    นอกจากหลุมศพ ยังพบภาชนะดินเผาแบบเคลือบน้ำดินสีแดงและลายเชือกทาบ กำไลเปลือกหอย แม่พิมพ์สำหรับหล่อขวานสำริด เบ้าหลอม และลูกปัดแก้ว ซึ่งแสดงว่าชุมชนบ้านปราสาทหล่อโลหะเองและเชื่อมกับเครือข่ายการค้าลูกปัดเช่นเดียวกับบ้านโนนวัด สื่อไทยมักเรียกบ้านปราสาทว่าพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งทางโบราณคดีแห่งที่สองของไทยต่อจากบ้านเชียง

    สิ่งที่พบ

    บ้านโนนวัดพบหลุมฝังศพราว 640 หลุม แบ่งได้ 11 ช่วงเวลา เริ่มจากชุมชนยุคหินใหม่ราวศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล ต่อด้วยยุคสำริดราว 1,050–420 ปีก่อนคริสตกาล และยุคเหล็กหลังจากนั้น ที่นี่ยังพบกระดูกไก่บ้านที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก อายุราว 1,650–1,250 ปีก่อนคริสตกาล

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ทีมขุดค้นพบหลุมศพยุคสำริดขนาดใหญ่ผิดปกติ หลุมหนึ่งกว้างราว 5 x 3.5 เมตร มีภาชนะดินเผาฝีมือดีอย่างน้อย 20 ใบ ขวานสำริดมีบ้อง และลูกปัดเปลือกหอยจำนวนมาก บางหลุมมีกำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ ต่างหูเปลือกหอย และกำไลหินอ่อน นักวิจัยเรียกหลุมกลุ่มนี้ว่าหลุมศพชั้นสูง

    ในหลุมอื่นยังพบเด็กทารกที่ฝังพร้อมขวานสำริด และทารกคนหนึ่งสวมกำไลข้อเท้าที่มีกระดิ่งสำริดราว 30 ลูก ในชั้นยุคสำริดตอนหลัง ของอุทิศลดลง แต่พบแม่พิมพ์ เบ้าหลอม และหลุมศพของช่างหล่อโลหะมากขึ้น

    ในยุคเหล็ก ชุมชนบ้านโนนวัดมีคันดินและคูน้ำล้อมรอบสองชั้น โดยผันน้ำจากลำน้ำใกล้เคียง ส่วนที่บ้านปราสาท หลุมขุดค้นที่เปิดให้ชมแสดงหลุมศพยุคสำริดของชายและหญิงที่มีของอุทิศมั่งคั่ง ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่พบที่บ้านโนนวัด

    ลำดับชั้นยุคที่บ้านโนนวัด

    ลำดับเวลาของบ้านโนนวัดสร้างจากค่าอายุคาร์บอนกัมมันตรังสี 76 ค่า ที่วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบเบย์ ชั้นแรกสุดเป็นยุคหินใหม่ตอนต้นราวศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล หลุมศพรุ่นแรกฝังในท่างอตัว ซึ่งนักวิจัยคิดว่าอาจเป็นของกลุ่มนักล่าสัตว์หาของป่า ส่วนยุคหินใหม่ตอนปลายราวศตวรรษที่ 13 ถึง 11 ก่อนคริสตกาล ฝังศพพร้อมภาชนะลายเรียบง่ายและของอุทิศไม่มาก

    ยุคสำริดแบ่งได้ 5 ระยะ ระยะที่ 1 ราว 1,050–1,000 ปีก่อนคริสตกาล มีหลุมศพเพียง 7 หลุม พบกำไลเปลือกหอย สร้อย และขวานทองแดง ระยะที่ 2 ราว 1,000–850 ปีก่อนคริสตกาล มีของอุทิศหลากหลายที่สุด ระยะที่ 3 ราว 850–800 ปีก่อนคริสตกาล เป็นช่วงสุดท้ายที่หลุมศพมั่งคั่ง และศพหันศีรษะไปทางตะวันออกเฉียงเหนือหรือตะวันตกเฉียงใต้

    จากนั้นทุกอย่างเปลี่ยนไป ระยะที่ 4 ราว 800–700 ปีก่อนคริสตกาล มีหลุมศพถึง 162 หลุม แต่ของอุทิศลดลงอย่างฮวบฮาบ และระยะที่ 5 ราว 700–420 ปีก่อนคริสตกาล ก็ยังเรียบง่าย ภาพนี้ชี้ว่าคนมากขึ้นแต่การแสดงความมั่งคั่งในพิธีศพกลับลดลง

    ยุคเหล็กเริ่มราว 420 ปีก่อนคริสตกาล มีเครื่องประดับจากแดนไกล เช่น หินคาร์เนเลียน หินอาเกต และแก้ว ระยะที่ 2 ของยุคเหล็กมีภาชนะสีดำขัดมันแบบที่เรียกว่าพิมายดำ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน และยังพบลานทำโลหะราวสิบจุดที่มีเบ้าหลอมและเศษโลหะ

    เข้าไปดูหลุมศพชั้นสูงใกล้ ๆ

    หลุมศพชั้นสูงหลุมแรกกว้างราว 5 x 3.5 เมตร มีโครงกระดูก 2 โครง ร่างผู้ชายที่อยู่ตรงกลางถูกวางในโลงไม้ มีลูกปัดเปลือกหอยนับพันเม็ด กำไลเปลือกหอยที่แตกหัก กำไลหินอ่อน และขวานสำริดมีบ้องวางอยู่ระหว่างข้อเท้า ที่น่าสนใจคือร่างนี้ถูกขุดขึ้นมาบางส่วนในภายหลัง และมีรอยฟันขวานที่หัวเข่าและลำคอ

    หลุมที่สองเป็นของผู้หญิง 2 คน คนหนึ่งถูกขุดขึ้นบางส่วนเช่นกันและมีขวานสำริดมีบ้อง อีกคนสวมต่างหูเปลือกหอยข้างละ 12 ชิ้น สร้อยหลายสาย และกำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ที่แขนท่อนล่าง ในยุคสำริดระยะที่ 3 บางคนสวมกำไลเปลือกหอยถึงราว 40 วงต่อแขน ร่วมกับกำไลหินอ่อนที่นำเข้ามาจากที่อื่น

    หลุมอื่นก็บอกเรื่องอาชีพและความผูกพัน ชายคนหนึ่งถูกฝังพร้อมขวานสำริด 3 เล่ม ซึ่งเล่มหนึ่งเป็นขวานจิ๋ว อีกคนมีเครื่องมือช่างไม้สำริดทั้งเหล็กหมาด สิ่ว และขวาน 2 เล่ม ยังมีการฝังสุนัขพร้อมชามสองใบ ราวกับใส่อาหารและน้ำไว้ให้ ส่วนทารกบางคนถูกฝังในภาชนะที่เขียนลายเส้นโค้งอย่างประณีต

    ชาร์ลส์ ไฮแอม ตีความว่าหลุมศพเหล่านี้แสดงการเกิดชนชั้นนำในยุคสำริดตอนต้น ซึ่งใช้พิธีศพแสดงฐานะ ก่อนที่การโอ้อวดแบบนี้จะลดลงในระยะหลัง สำหรับเขา บ้านโนนวัดคือหลักฐานของพัฒนาการทางสังคมที่ต่อเนื่องจนนำไปสู่การเกิดรัฐในภูมิภาคนี้

    ความสำคัญ

    หลักฐานจากบ้านโนนวัดชี้ว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นในลุ่มแม่น้ำมูลมีความเหลื่อมล้ำชัดเจน บางครอบครัวหรือบางกลุ่มสะสมของมีค่าจากแดนไกลได้มาก เช่น เปลือกหอยทะเลที่ต้องขนมาจากชายฝั่ง น้ำหนักของเครื่องประดับเปลือกหอยและหินอ่อนในหลุมศพช่วงนี้ไม่มีแหล่งใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เทียบได้

    ความมั่งคั่งในหลุมศพสูงสุดช่วงราว 1,000–800 ปีก่อนคริสตกาล แล้วลดลง ก่อนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุคเหล็กตอนต้นราว 200 ปีก่อนคริสตกาล ลำดับนี้ช่วยให้นักโบราณคดีเห็นว่าความซับซ้อนของสังคมขึ้นลงตามยุคสมัย

    ชุมชนคูน้ำยุคเหล็กในลุ่มแม่น้ำมูลเป็นพื้นฐานของบ้านเมืองในยุคประวัติศาสตร์ เช่น พิมาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล การศึกษาบ้านโนนวัดจึงช่วยตอบคำถามว่ารากของอารยธรรมแบบเขมรในอีสานมาจากไหน

    ข้อถกเถียง

    ค่าอายุจากบ้านโนนวัดเป็นหัวใจของข้อถกเถียงเรื่องยุคสำริดในไทย ไฮแอมหาอายุจากกระดูกมนุษย์และสัตว์ แล้วสรุปว่ายุคสำริดเริ่มราวศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และความรู้เรื่องสำริดน่าจะมาจากจีนตอนใต้

    ฝ่ายจอยซ์ ไวท์ ซึ่งศึกษาบ้านเชียง เสนอว่ายุคสำริดเริ่มเร็วกว่านั้นหลายร้อยปี และตั้งคำถามว่าค่าอายุจากกระดูกที่บ้านโนนวัดอาจคลาดเคลื่อนจากสภาพดินหรือวิธีเก็บตัวอย่าง ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน

    ปัจจุบัน

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทเปิดให้ประชาชนชมหลุมขุดค้นที่มีโครงกระดูกและภาชนะดินเผาจัดแสดงในตำแหน่งเดิม หลุมเหล่านี้ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของชาวบ้านในปัจจุบัน

    บ้านโนนวัดเป็นแหล่งวิจัยเป็นหลัก ผู้สนใจสามารถชมบ้านปราสาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และปราสาทหินพิมายต่อกันได้ในเส้นทางเดียว

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง
    พิกัด 15.245566, 102.371021 (15°14′44.0″N 102°22′15.7″E)

    จุดนี้คือแหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท บ้านโนนวัดอยู่ในอำเภอโนนสูงเช่นกัน

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทอยู่ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เปิดให้ชมหลุมขุดค้นที่จัดแสดงโครงกระดูกและภาชนะดินเผาในตำแหน่งเดิม บ้านโนนวัดเป็นแหล่งวิจัยเป็นหลัก ชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และอุทยานประวัติศาสตร์พิมายซึ่งอยู่ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ศตวรรษที่ 17 ก่อน ค.ศ.: ชุมชนยุคหินใหม่ที่บ้านโนนวัด. เริ่มตั้งถิ่นฐาน หลุมศพรุ่นแรกฝังในท่างอตัว
    • ราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ.: ไก่บ้านรุ่นแรก. กระดูกไก่บ้านเก่าที่สุดเท่าที่รู้จักพบที่บ้านโนนวัด
    • ศตวรรษที่ 13–11 ก่อน ค.ศ.: ยุคหินใหม่ตอนปลาย. ฝังศพพร้อมภาชนะลายเรียบง่ายและของอุทิศไม่มาก
    • ราว 1,050–1,000 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริดระยะที่ 1. หลุมศพ 7 หลุมพร้อมกำไลเปลือกหอยและขวานทองแดง
    • ราว 1,000–800 ปีก่อน ค.ศ.: หลุมศพชั้นสูง. ยุคสำริดระยะที่ 2–3 ช่วงที่หลุมศพมีของอุทิศมั่งคั่งที่สุด
    • ราว 800–700 ปีก่อน ค.ศ.: ยุคสำริดระยะที่ 4. หลุมศพ 162 หลุม แต่ของอุทิศลดลงมาก
    • ราว 420 ปีก่อน ค.ศ.: เข้าสู่ยุคเหล็ก. มีเครื่องประดับคาร์เนเลียน อาเกต และแก้ว ต่อมาชุมชนสร้างคันดินและคูน้ำล้อมรอบ
    • ราว 2,500–1,500 ปีก่อน: หลุมศพบ้านปราสาท. ช่วงเวลาของหลุมศพส่วนใหญ่ในหลุมขุดค้นที่เปิดให้ชม
    • สมัยทวารวดี: ชุมชนทวารวดีที่บ้านปราสาท. พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดีในหลุมที่ 2
    • พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983): เริ่มขุดค้นบ้านปราสาท. กรมศิลปากรเข้าขุดค้นหลังพบของที่ถูกลักลอบขุดออกวางขาย
    • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996): พิพิธภัณฑ์บ้านปราสาท. จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งโบราณคดี
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. ไฮแอมร่วมกับกรมศิลปากรเริ่มโครงการ
    • 20 ก.พ. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): พบหลุมศพชั้นสูง. หลุมศพยุคสำริดขนาดใหญ่พร้อมของอุทิศมากมาย
    • พ.ศ. 2552–2555 (ค.ศ. 2009–2012): ตีพิมพ์รายงาน. รายงานการขุดค้นหลายเล่มในชุด The Origins of the Civilization of Angkor

    รู้หรือไม่

    ไก่บ้านที่เก่าที่สุด

    กระดูกไก่บ้านจากบ้านโนนวัดเป็นหลักฐานไก่เลี้ยงที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก

    กระดิ่ง 30 ลูก

    ทารกคนหนึ่งที่บ้านโนนวัดถูกฝังพร้อมกำไลข้อเท้าที่มีกระดิ่งสำริดราว 30 ลูก

    หลุมกลางหมู่บ้าน

    ที่บ้านปราสาท หลุมขุดค้นถูกเก็บไว้ให้ชมกลางหมู่บ้าน คนทั่วไปจึงเห็นหลุมศพโบราณได้ในตำแหน่งที่พบจริง

    สุนัขที่มีชามข้าว

    ที่บ้านโนนวัดมีการฝังสุนัขพร้อมชามสองใบ ราวกับเตรียมอาหารและน้ำไว้ให้ในโลกหลังความตาย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Non Wat – Wikipedia
    2. Thailand's Bronze Age superburials – Current World Archaeology
    3. Non Sung district – Wikipedia
    4. Charles Higham (archaeologist) – Wikipedia
    5. Higham, Ban Non Wat and the upper Mun valley – Siam Society
    6. Social organisation and the rise of civilisation in the Mun River valley – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    7. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    8. Bare bones of history – Bangkok Post
    9. Ban Prasat – Travelfish
    10. Ban Prasat Archaeological Site – Thai Holiday Guide

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านปราสาทและบ้านโนนวัด
    Excavation at Ban Non wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ภูเขาทอง ระนอง

    ภูเขาทอง ระนอง

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    เมืองท่าโบราณริมทะเลอันดามันในจังหวัดระนอง ที่พบเศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬ ของจากโลกโรมัน และกระจกจีนสมัยฮั่น อายุราว 2,000 ปี · ราวพุทธศตวรรษที่ 3–9 (ปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3–4)

    ที่ตั้งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ชายฝั่งทะเลอันดามัน
    แหล่งใกล้เคียงบางกล้วยนอก และซากเรือโบราณปากคลองกล้วย
    บทบาทสถานีการค้าชายฝั่งและแหล่งผลิตลูกปัด
    เริ่มศึกษาราว พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)
    หลักฐานเด่นเศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬ-พราหมี หัวแหวนแบบโรมัน แก้วโมเสก กระจกสำริดจีนสมัยฮั่น
    เส้นทางข้ามคาบสมุทรภูเขาทอง–ทุ่งตะโก (ชุมพร) ไปสู่ฝั่งอ่าวไทย
    การกำหนดอายุเทียบจากรูปแบบโบราณวัตถุ ยังไม่มีค่าคาร์บอนกัมมันตรังสีของแหล่ง
    ที่เก็บของสำคัญสำนักศิลปากรที่ 15 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    ที่ตั้งริมฝั่งอันดามัน

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทองอยู่ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ทางฝั่งตะวันตกของคอคอดกระ พื้นที่นี้หันหน้าออกสู่ทะเลอันดามัน มีลำคลองและป่าชายเลนที่เรือขนาดเล็กเข้าออกได้ ทำเลแบบนี้เหมาะกับการเป็นจุดจอดเรือของพ่อค้าที่ข้ามมหาสมุทรอินเดียมา

    ไม่ไกลจากภูเขาทองมีแหล่งบางกล้วยนอก ซึ่งพบโบราณวัตถุคล้ายกัน นักวิชาการจึงมองว่าทั้งสองแห่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท่าเรือกลุ่มเดียวกัน ส่วนที่ปากคลองกล้วย บ้านบางกล้วย ตำบลกำพวน ยังพบซากเรือไม้โบราณจมอยู่ในโคลนอีกด้วย

    หลักฐานสำคัญ

    • เศษภาชนะจารึกอักษรทมิฬพราหมี: เศษภาชนะที่จารึกคำในภาษาทมิฬ ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ลูกปัดและเครื่องประดับทองคำ: ลูกปัดทองคำเทคนิคเม็ดทองจิ๋ว ฝีมือช่างชั้นสูง (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบและการขุดค้น

    เดิมชาวบ้านพบลูกปัดและเศษภาชนะในพื้นที่มานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขายไม่น้อย งานทางวิชาการเริ่มจริงจังราว พ.ศ. 2548 เมื่อคณะนักโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส นำโดยเบเรนิซ เบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ร่วมกับนักโบราณคดีไทย เข้ามาสำรวจ

    หลังจากนั้นมีการสำรวจและเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วง พ.ศ. 2549–2550 และ 2552 กรมศิลปากรขุดค้นขนาดเล็กใน พ.ศ. 2554 บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ จากสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต เป็นผู้ศึกษาแหล่งนี้อย่างต่อเนื่อง และเสนอว่าภูเขาทองคือเมืองท่าที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนที่เรียกกันว่าสุวรรณภูมิ

    สำหรับบางกล้วยนอก ยังไม่เคยมีการขุดค้นแบบควบคุมชั้นดิน ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการสำรวจผิวดินและของที่ชาวบ้านพบ

    เศษหม้อใบเดียวที่มีตัวอักษรทมิฬเพียงสามตัว บอกเราว่าเมื่อสองพันปีก่อน มีคนจากอินเดียใต้มาเดินอยู่บนชายฝั่งระนอง

    สิ่งที่พบ: จารึกทมิฬ ของโรมัน และกระจกจีน

    ของที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเศษภาชนะดินเผาที่มีตัวอักษรสามตัว ไอราวตัม มหาเทวัน ผู้เชี่ยวชาญจารึกทมิฬ ยืนยันว่าเป็นภาษาทมิฬเขียนด้วยอักษรทมิฬ-พราหมี อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 เขาเสนอว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำที่แปลว่านักบวช

    ที่ภูเขาทองยังพบหินคาร์เนเลียนแกะเป็นรูปสัตว์กำลังวิ่ง เศษภาชนะแก้วโมเสกที่ส่วนผสมทางเคมีตรงกับแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และภาชนะดินเผาอินเดียแบบลายกลิ้ง (rouletted ware) จำนวนมาก

    หลักฐานจากฝั่งตะวันออกก็มี ได้แก่ เศษภาชนะจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น และชิ้นส่วนกระจกสำริดจีนสมัยฮั่นตะวันออก ซึ่งอยู่ในช่วง พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220) นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการผลิตลูกปัดแก้วและหิน ตราประทับอักษรพราหมี และสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา

    ของจากโลกเมดิเตอร์เรเนียนทีละชิ้น

    ชิ้นที่ได้รับการพิสูจน์ชัดที่สุดคือเศษชามแก้วโมเสกสีเขียวใสที่มีเส้นเกลียวสีเหลืองทึบฝังอยู่ในเนื้อ เศษนี้น่าจะมาจากส่วนโค้งด้านข้างของชาม ผลวิเคราะห์ส่วนผสมยืนยันว่าเป็นแก้วจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ปัจจุบันอยู่ที่สำนักศิลปากรที่ 15 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    หัวแหวนหินคาร์เนเลียนรูปสัตว์กำลังวิ่งจากภูเขาทองมีขนาดเล็กมากและแกะแบบเรียบง่าย จึงกำหนดอายุให้แน่นอนไม่ได้ ส่วนที่บางกล้วยนอกพบหัวแหวนหินซาร์โดนิกซ์รูปม้ากำลังเดินยกขาหน้า งานแกะละเอียดจนนักวิชาการเห็นว่าน่าจะทำในโลกโรมัน อายุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ. ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 แม้บางลักษณะจะชวนให้คิดว่าอาจมาจากโรงงานทางตะวันออกของจักรวรรดิก็ได้

    บางกล้วยนอกยังมีเศษภาพสลักนูนบนหินซาร์โดนิกซ์ หรือที่เรียกว่าคามีโอ เหลือเพียงครึ่งล่างของชายสองคน ซึ่งตีความว่าเป็นซาเทอร์และอาจเป็นเทพบัคคัส ของชิ้นนี้และหัวแหวนรูปม้าอยู่ในความครอบครองของมูลนิธิเอกชน Suthiratana Foundation ซึ่งหมายความว่าของเหล่านี้มาจากการเก็บจากชาวบ้าน ไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น

    จารึกทมิฬและตราทองคำ: ร่องรอยของผู้คน

    เศษภาชนะจารึกจากภูเขาทองมีตัวอักษรเหลืออยู่เพียงสามตัว อ่านได้ว่า ตุ ระ โอ ไอราวตัม มหาเทวัน เสนอว่าน่าจะเป็นส่วนต้นของคำทมิฬ ตุระโวน ซึ่งแปลว่านักบวชหรือผู้สละโลก การค้นพบนี้มาจากงานของคณะไทย-ฝรั่งเศสที่มีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส และประอร ศิลาพันธุ์ (Praon Silapanth) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และมีการเผยแพร่ข่าวใน พ.ศ. 2549

    ถ้าการอ่านนี้ถูกต้อง ก็แปลว่าบนชายฝั่งระนองเมื่อราว 1,900 ปีก่อน มีนักบวชหรือผู้คนที่พูดภาษาทมิฬอยู่ด้วย และเขียนชื่อหรือคำบอกความเป็นเจ้าของลงบนภาชนะ เหมือนกับที่พบบนภาชนะในแหล่งท่าเรือของอินเดียใต้และศรีลังกา อย่างไรก็ดีตัวอักษรสามตัวเป็นข้อมูลที่น้อยมาก การตีความว่าเป็นคำใดจึงยังเป็นเพียงข้อเสนอ

    ที่บางกล้วยนอกยังพบตราหรือเหรียญห้อยคอทองคำที่มีจารึกอักษรพราหมีคู่กับสัญลักษณ์ที่เก่ากว่า และที่ภูเขาทองพบตราประทับอักษรพราหมีกับสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ของเหล่านี้บอกว่าชุมชนชายฝั่งนี้มีผู้รู้หนังสือ มีพ่อค้าที่ใช้ตราปิดผนึกสินค้า และน่าจะรู้จักพุทธศาสนาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของการติดต่อกับอินเดีย

    เครื่องปั้นดินเผาอินเดีย ลูกปัด และการกำหนดอายุ

    ภาชนะดินเผาที่บอกการติดต่อกับอินเดียได้ดีคือภาชนะลายกลิ้ง ซึ่งมีลายจุดหรือขีดเป็นวงรอบที่ทำด้วยลูกกลิ้ง และภาชนะแบบมีปุ่มที่ก้นด้านใน ภาชนะทั้งสองแบบพบมากตามเมืองท่าในอินเดีย ภาชนะเหล่านี้พบทั้งที่ภูเขาทองและในบริเวณใกล้ซากเรือที่ปากคลองกล้วย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าเรือลำนั้นอาจเกี่ยวข้องกับอินเดีย

    ภูเขาทองยังเป็นแหล่งผลิตลูกปัดด้วย พบทั้งลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และลูกปัดทองคำ ลูกปัดแก้วหน้าคนและลูกปัดแก้วโมเสกเป็นกลุ่มที่โดดเด่น ส่วนเครื่องประดับหินแข็งมีรูปแบบคล้ายกับที่พบที่เขาสามแก้วในชุมพร ซึ่งบอกว่าช่างทั้งสองฝั่งคาบสมุทรน่าจะอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

    ข้อควรรู้คือภูเขาทองยังไม่มีค่าอายุจากการหาคาร์บอนกัมมันตรังสี อายุของแหล่งในช่วงปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3–4 จึงได้จากการเทียบรูปแบบโบราณวัตถุกับแหล่งที่รู้อายุแล้ว เช่น เขาสามแก้ว และแหล่งในอินเดีย ค่าอายุ 2,120 และ 2,140 ปีที่ได้จากไม้เรือปากคลองกล้วยบอกอายุของไม้เรือเท่านั้น และใช้แทนอายุของเมืองท่าโดยตรงไม่ได้

    เรือโบราณที่ปากคลองกล้วย

    ปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ชาวประมงพบไม้เรือโผล่จากโคลนที่ปากคลองกล้วย กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เริ่มขุดค้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562 ตัวเรือยาวราว 19 เมตร กว้างราว 4.5 เมตร แผ่นไม้ต่อกันด้วยเดือยและรูเดือย

    ผลการหาอายุตัวอย่างไม้ด้วยวิธี AMS ได้ค่าราว 2,120 และ 2,140 ปี ทำให้มีการเสนอว่าเป็นเรือโบราณร่วมสมัยกับเมืองท่าภูเขาทอง แต่ค่าอายุของไม้บอกอายุของต้นไม้ที่นำมาใช้ ไม่ได้บอกปีที่เรือจมโดยตรง เรื่องนี้จึงยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม

    ความสำคัญและข้อถกเถียง

    ภูเขาทองช่วยยืนยันว่าเมื่อราว 2,000 ปีก่อน ชายฝั่งอันดามันของไทยเป็นจุดที่พ่อค้าชาวอินเดียใต้ ชาวพื้นเมือง และสินค้าจากจีนกับโลกโรมันมาบรรจบกัน แหล่งนี้น่าจะเป็นปลายทางฝั่งตะวันตกของเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งเชื่อมไปยังเขาสามแก้วและชายฝั่งอ่าวไทยผ่านเส้นทางภูเขาทอง–ทุ่งตะโก ในจังหวัดชุมพร

    อย่างไรก็ดี การขุดค้นที่ภูเขาทองยังมีขนาดเล็ก และบางกล้วยนอกยังไม่เคยขุดค้นอย่างเป็นระบบ นักวิชาการจึงยังสรุปไม่ได้ชัดว่าแหล่งนี้มีบทบาทใหญ่เพียงใด การเรียกภูเขาทองว่าเมืองท่าแรกของสุวรรณภูมิเป็นข้อเสนอที่ผูกกับการตีความคำว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งนักวิชาการยังเห็นต่างกันอยู่ว่าหมายถึงดินแดนใด

    ภูเขาทองในวันนี้

    พื้นที่แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นที่ดินของชาวบ้านและสวน ไม่มีอุทยานประวัติศาสตร์หรือโบราณสถานให้ชม ร่องรอยที่เห็นได้คือเนินดินและหลุมที่เกิดจากการขุดหาลูกปัด

    โบราณวัตถุบางส่วนจากภูเขาทองและบางกล้วยนอกอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ส่วนซากเรือที่ปากคลองกล้วยยังคงอยู่ในขั้นตอนศึกษาและอนุรักษ์ การปกป้องแหล่งจากการลักลอบขุดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดของที่นี่

    พิกัดและการนำทาง

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง ม.4 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ
    พิกัด 9.379661, 98.415018 (9°22′46.8″N 98°24′54.1″E)

    เป็นแหล่งเปิดโล่ง ไม่มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีภูเขาทองและบางกล้วยนอกอยู่ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง พื้นที่เป็นที่ดินเอกชนและไม่มีการจัดแสดงในที่ตั้ง ผู้สนใจควรติดต่อสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ก่อนเข้าพื้นที่ และไม่ควรเก็บหรือซื้อลูกปัดจากแหล่ง เพราะโบราณวัตถุเป็นสมบัติของชาติ

    ไทม์ไลน์

    • ปลาย 1,000 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มเป็นชุมชนการค้า. พ่อค้าจากอินเดียเริ่มเข้ามาติดต่อชายฝั่งอันดามัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1): แก้วโมเสกจากเมดิเตอร์เรเนียน. อายุของเศษชามแก้วสีเขียวลายเกลียวเหลือง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 5–6 (ค.ศ. ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อน –ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1): หัวแหวนรูปม้าและคามีโอ. ของแบบโรมันจากบางกล้วยนอก
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2): จารึกทมิฬ-พราหมี. อายุโดยประมาณของเศษภาชนะที่มีอักษรทมิฬ
    • พ.ศ. 568–763 (ค.ศ. 25–220): สมัยฮั่นตะวันออก. ช่วงเวลาของกระจกสำริดจีนที่พบที่ภูเขาทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–4): ช่วงท้ายของแหล่ง. ร่องรอยการอยู่อาศัยและการค้าลดลง
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): เริ่มศึกษาทางวิชาการ. คณะไทย-ฝรั่งเศสเข้าสำรวจ
    • พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006): เผยแพร่จารึกทมิฬ. ไอราวตัม มหาเทวัน ยืนยันว่าเป็นอักษรทมิฬ-พราหมี
    • พ.ศ. 2549–2552 (ค.ศ. 2006–2009): สำรวจและเก็บตัวอย่าง. คณะไทย-ฝรั่งเศสศึกษาภูเขาทองและบางกล้วยนอก
    • พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): กรมศิลปากรขุดค้น. การขุดค้นขนาดเล็กที่ภูเขาทอง
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): พบเรือโบราณ. ชาวประมงพบซากเรือที่ปากคลองกล้วยปลายเดือนสิงหาคม
    • 16 มกราคม พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): ขุดค้นเรือ. กองโบราณคดีใต้น้ำเริ่มขุดค้นซากเรือ
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): บทความเมืองท่าแรกของสุวรรณภูมิ. บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ตีพิมพ์ข้อเสนอว่าภูเขาทองเป็นเมืองท่าที่เก่าที่สุดของสุวรรณภูมิ

    รู้หรือไม่

    จารึกสามตัวอักษร

    เศษภาชนะจารึกที่ภูเขาทองมีตัวอักษรเพียงสามตัว แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่ามีผู้ใช้ภาษาทมิฬอยู่ในคาบสมุทรไทยราวคริสต์ศตวรรษที่ 2

    สองฝั่งโลกมาพบกัน

    ที่แหล่งเดียวกันพบทั้งแก้วโมเสกจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนและกระจกสำริดจากจีนสมัยฮั่น

    ชื่อเหมือนแต่คนละที่

    ภูเขาทองระนองเป็นคนละแห่งกับภูเขาทองที่วัดสระเกศในกรุงเทพฯ และเจดีย์ภูเขาทองที่อยุธยา

    เรือที่เย็บด้วยเดือยไม้

    เรือปากคลองกล้วยใช้วิธีเจาะช่องในแผ่นไม้แล้วสอดเดือยไม้ยึดเข้าด้วยกัน แผ่นไม้หนาราว 10–15 เซนติเมตร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. ศิลปวัฒนธรรม: กองโบราณคดีใต้น้ำขุดซากเรือโบราณที่ปากคลองกล้วย ระนอง
    2. Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand
    3. Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula
    4. Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
    5. ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
    6. KoreaScience: article on early port cities of the Thai-Malay Peninsula
    7. Bead Research: Southeast Asia bibliography
    8. วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam
    9. วารสาร JLC: ตราประทับและลูกปัดจากเขาสามแก้ว

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    ภาพประกอบ: Phimeanakas, Angkor Thom, Camboya, 2013-08-16, DD 12 · Diego Delso · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้ชนะสงครามแย่งราชสมบัติ แล้วขยายอำนาจของเมืองพระนครมาถึงลพบุรีและลุ่มเจ้าพระยา · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1549–1593 (ค.ศ. 1006–1050)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1549–1593 (ค.ศ. 1006–1050) บรมราชาภิเษก พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010)
    ราชธานีเมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ในกัมพูชา
    ศาสนาพุทธมหายาน แต่เปิดกว้างต่อเถรวาทและศาสนาพราหมณ์
    ผลงานเด่นปราสาทพระวิหาร พิมานอากาศ บารายตะวันตก
    บทบาทต่อดินแดนไทยยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี) ตามจารึก K.1198 และจัดการปกครองลพบุรีตามจารึกศาลพระกาฬ
    พระนามหลังสวรรคตนิพพานบท ผู้เสด็จไปสู่นิพพาน
    คำสาบานภักดีจารึก K.292 ที่โคปุระพระราชวังหลวง ราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011)
    คู่แข่งชิงบัลลังก์พระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชยวีรวรมัน

    ภูมิหลัง: เจ้าชายที่มาจากไหน

    ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรเขมรที่เมืองพระนครตกอยู่ในความวุ่นวาย หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 มีผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์หลายคน หนึ่งในนั้นคือเจ้านายองค์หนึ่งที่ต่อมาใช้พระนามว่าสุริยวรมัน

    ที่มาของพระองค์ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน ทฤษฎีหนึ่งเสนอว่าพระองค์เป็นเจ้าชายจากตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ซึ่งในเวลานั้นเกี่ยวข้องกับเครือข่ายศรีวิชัย อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับมากกว่าเห็นว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เขมรเดิม โดยจารึกบางหลักโยงพระองค์กับสายของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1

    ไม่ว่าจะมาจากไหน สิ่งที่หลักฐานยืนยันได้คือพระองค์ต้องใช้กำลังทหารเพื่อขึ้นครองราชย์ และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรวบรวมอำนาจได้สำเร็จ

    สงครามแย่งราชสมบัติและคำสาบานของขุนนาง

    ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) พระองค์มีชัยเหนือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 จากนั้นต้องทำสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมันอีกหลายปี กว่าจะได้รับการบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010) แต่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่นับรัชกาลของพระองค์ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006)

    เพื่อให้ขุนนางยอมรับอำนาจ พระองค์ให้ข้าราชการราว 4,000 คนมากระทำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ ถ้อยคำสาบานนี้ถูกจารึกไว้ที่บริเวณพระราชวังในเมืองพระนคร และเป็นหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์มักยกมาอธิบายว่าพระองค์สร้างความมั่นคงด้วยระบบความภักดีส่วนตัว

    พระองค์ยังได้รับการจดจำว่าเป็นผู้ให้ความสำคัญกับกฎหมายและการจัดระเบียบข้าราชการ ในรัชกาลนี้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปดูแลเมืองต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้อาณาจักรกว้างขวางกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    จารึกสองหลักที่ห่างกันราว 20 ปี เล่าเรื่องลพบุรีจากเมืองที่ถูกทัพเขมรทำลาย จนกลายเป็นเมืองที่พระหลายนิกายต้องอุทิศบุญถวายกษัตริย์องค์ใหม่

    อ่านคำสาบานภักดี: จารึก K.292 ที่ประตูพระราชวัง

    หลักฐานที่ทำให้เรารู้จักวิธีปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้ดีที่สุดคือจารึกที่นักวิชาการเรียกว่า K.292 จารึกนี้สลักไว้ที่โคปุระ (ซุ้มประตู) ด้านตะวันออกของพระราชวังหลวงในเมืองพระนคร ลงปีมหาศักราช 933 ตรงกับราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011) หรือราวหนึ่งปีหลังพิธีบรมราชาภิเษก

    ข้อความในจารึกเป็นคำปฏิญาณของข้าราชการกลุ่มที่เรียกว่า ตำรวจ (tamrvāc) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจตราและรับคำสั่งของกษัตริย์ ผู้ปฏิญาณสัญญาว่าจะไม่รับใช้กษัตริย์องค์อื่น จะไม่ร่วมมือกับศัตรู พร้อมออกรบโดยไม่กลัวตาย และจะดูแลศาสนสถานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ใดผิดคำสาบานจะถูกลงโทษจากราชสำนัก และจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม

    ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้รวบรวมข้อความนี้จากจารึกหลายชิ้นที่มีถ้อยคำคล้ายกัน ซึ่งพบทั้งที่พระราชวังและที่ปราสาทเกลียงใต้ จารึกชุดนี้มีรายชื่อข้าราชการผู้ร่วมปฏิญาณเรียงต่อกันยาวเหยียด และแหล่งข้อมูลทั่วไปมักสรุปว่ามีผู้ปฏิญาณราว 4,000 คน

    คำว่า ตำรวจ ที่ใช้ในภาษาไทยปัจจุบันก็สืบมาจากคำเขมรโบราณคำนี้ จารึกหลักนี้จึงเป็นทั้งหลักฐานการเมืองของเมืองพระนครและเป็นร่องรอยของคำที่เดินทางข้ามมาสู่ภาษาไทย

    ผลงานก่อสร้าง: จากพระวิหารถึงบารายตะวันตก

    งานก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดของพระองค์คือปราสาทพระวิหาร บนหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งปัจจุบันเป็นแนวพรมแดนไทยกับกัมพูชา ปราสาทนี้สร้างต่อเนื่องหลายรัชกาล แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ในเมืองพระนคร พระองค์สร้างหรือสร้างต่อปราสาทพิมานอากาศและปราสาทตาแก้ว และเริ่มขุดบารายตะวันตก อ่างเก็บน้ำขนาดราว 8 x 2.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเขมร

    พระองค์ยังติดต่อกับมหาอำนาจโพ้นทะเล ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งเครื่องบรรณาการรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าความสัมพันธ์นี้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอำนาจกับตามพรลิงค์และศรีวิชัยบนคาบสมุทรมลายู

    พระราชวังหลวง พิมานอากาศ และศาสนสถานนอกเมืองพระนคร

    เมื่อมีอำนาจมั่นคงแล้ว พระองค์ได้ล้อมพระราชวังหลวงในเมืองพระนครด้วยกำแพงศิลาแลงสูงราว 5 เมตร กินพื้นที่ยาวราว 585 เมตร กว้างราว 246 เมตร มีโคปุระเป็นทางเข้า อาคารที่ประทับส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ จึงผุพังไปหมด สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือกำแพง ซุ้มประตู สระน้ำ และปราสาทพิมานอากาศที่ตั้งอยู่กลางพระราชวัง

    ปราสาทพิมานอากาศเป็นศาสนสถานรูปทรงพีระมิดสามชั้นในศิลปะแบบเกลียง เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และมาแล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตามตำนานที่โจวต้ากวนทูตจีนบันทึกไว้ราว พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297) ยอดปราสาทเคยหุ้มทอง และกษัตริย์ต้องขึ้นไปพบนางนาคผู้เป็นเจ้าแผ่นดินทุกคืน หากไม่ไปจะเกิดเภทภัยแก่บ้านเมือง

    นอกเมืองพระนคร ยังมีปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย ห่างไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เป็นกลุ่มศาสนสถานที่มีพื้นที่รวมราว 22.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่ที่สุดในยุคเมืองพระนคร นักวิชาการฝรั่งเศสบางท่านเสนอว่าพระองค์เป็นผู้เริ่มสร้าง แต่หลักฐานยังมีน้อย จึงควรถือเป็นข้อสันนิษฐาน นอกจากนี้พระองค์ยังขยายหรือบูรณะศาสนสถานอื่น เช่น วัดเอกพนม พนมจีสอร์ และบันทายสรี

    สำหรับปราสาทพระวิหาร พระองค์มีบทบาทสำคัญในการขยายศาสนสถานบนหน้าผา ซึ่งต่อมาพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างต่อจนเป็นรูปแบบที่เห็นในวันนี้ แนวแกนของปราสาทยาวราว 800 เมตร มีโคปุระ 5 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปสู่ปราสาทประธานบนยอดผาที่สูงจากที่ราบราว 525 เมตร

    การทูตกับโจฬะและแรงสะเทือนถึงคาบสมุทร

    ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งของกำนัลรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ เอกสารบางสายตีความว่าพระองค์ขอความช่วยเหลือทางทหารเพื่อรับมือกับตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ส่วนตามพรลิงค์ก็หันไปพึ่งศรีวิชัย

    ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) กองทัพเรือโจฬะบุกโจมตีเมืองท่าของศรีวิชัยหลายแห่งและจับกษัตริย์ศรีวิชัยไปได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลังลงมาก นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อมโยงการบุกครั้งนี้กับพันธมิตรระหว่างเขมรและโจฬะ แต่ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นผู้ร้องขอให้เกิดการโจมตีครั้งนั้น

    เรื่องนี้ช่วยให้เข้าใจภาพใหญ่ว่าในพุทธศตวรรษที่ 16 ดินแดนไทยตั้งแต่ลพบุรีลงไปถึงนครศรีธรรมราชอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจสามฝ่าย คือเขมร ศรีวิชัย และโจฬะ ผลของการแข่งขันนี้มีส่วนกำหนดว่าเมืองใดจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง

    บทบาทต่อดินแดนไทย: ละโว้ในมือเมืองพระนคร

    สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สำคัญเพราะเป็นกษัตริย์เขมรองค์แรกที่หลักฐานชี้ชัดว่าขยายอำนาจมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้านั้นลพบุรีหรือละโว้เป็นเมืองสำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพุทธศาสนา

    จารึก K.1198 ซึ่งกำหนดอายุตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) เล่าว่าพระองค์ยกทัพเข้ามาในลวปุระ จนเมืองเสียหายหนัก จารึกบรรยายว่าเมืองกลายเป็นป่าที่สัตว์ร้ายอาศัย นักวิชาการไทยเห็นว่าจารึกนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่เคยเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าเขมรเข้ายึดลพบุรีด้วยกำลัง

    ราว 20 ปีต่อมา จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรี ลงปีตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) แสดงว่าลพบุรีอยู่ใต้การปกครองของพระองค์แล้ว จารึกมีคำสั่งให้นักบวชฝ่ายมหายาน ฝ่ายเถรวาท และพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระองค์ และกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเมือง

    จารึกนี้บอกเราสองเรื่อง เรื่องแรกคือเขมรจัดระบบปกครองลพบุรีอย่างเป็นทางการ เรื่องที่สองคือลพบุรีในเวลานั้นมีพระสงฆ์หลายนิกายอยู่ร่วมกัน ศาสนาเถรวาทของชาวมอญเดิมจึงไม่ได้หายไป แม้ผู้ปกครองใหม่จะนับถือมหายาน

    นักประวัติศาสตร์มองพระองค์อย่างไร

    ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อาจเป็นโอรสของกษัตริย์ตามพรลิงค์ที่ตำนานภาคเหนือเรียกว่าสุชิตราช ผู้เคยยกทัพมายึดละโว้ ความคิดนี้ทำให้ภาพของพระองค์เป็นเหมือนผู้รุกรานจากทางใต้

    ต่อมาไมเคิล วิกเกอรี เขียนบทความใน พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) แย้งว่าพระองค์น่าจะมีฐานอำนาจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาเอง เพราะพบจารึกที่อ้างพระนามของพระองค์ในเขตกำปงธมก่อนการบรมราชาภิเษก นักวิชาการรุ่นหลังบางส่วนชี้ไปที่เขตสมโบร์และกระแจะริมแม่น้ำโขง แนวคิดนี้มองว่าสงครามชิงบัลลังก์เป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มเจ้านายและนักบวชภายในอาณาจักร

    สิ่งที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ พระองค์เป็นนักจัดระเบียบที่ผูกข้าราชการไว้กับตัวกษัตริย์โดยตรง และสนใจงานชลประทานกับการสร้างอาราม สารานุกรมบริแทนนิกาสรุปว่าพระองค์เป็นทั้งนักรบและนักสร้างผู้ขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง และบางส่วนของดินแดนที่ได้มาอยู่ในการควบคุมของเขมรอีกหลายร้อยปี

    มรดกและข้อถกเถียง

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050) และได้รับพระนามหลังสวรรคตว่านิพพานบท ซึ่งสะท้อนความศรัทธาในพุทธศาสนา ต่อมาโอรสของพระองค์คือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 ได้ครองราชย์สืบมา

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าการปกครองของเขมรเหนือละโว้มั่นคงแค่ไหน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนเองใน ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนตีความว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ส่วนตำนานภาคเหนือก็เล่าว่าหริภุญชัยเคยรบกับละโว้หลายครั้ง

    อีกเรื่องหนึ่งคือปราสาทหินในอีสาน ข้อมูลภาษาไทยบางแหล่งระบุว่าการก่อสร้างที่พิมายเริ่มตั้งแต่สมัยพระองค์ แต่นักวิชาการจำนวนมากยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน อย่างไรก็ดี รัชกาลของพระองค์คือจุดเริ่มที่ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมเขมรแผ่เข้ามาในภาคกลางของไทยอย่างจริงจัง จนเกิดสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): ชนะพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1. เริ่มสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมัน
    • พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): จารึก K.1198. บันทึกการยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี)
    • ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006): เริ่มนับปีครองราชย์. ตามที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุ
    • พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010): บรมราชาภิเษก. หลังชนะคู่แข่งชิงบัลลังก์
    • พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011): คำสาบานภักดีของข้าราชการ. จารึกไว้ที่โคปุระพระราชวังหลวง (K.292)
    • ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012): ส่งบรรณาการถึงราชวงศ์โจฬะ. ถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1
    • พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022): จารึกศาลพระกาฬ ลพบุรี. ลพบุรีอยู่ในระบบปกครองของเขมร
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): โจฬะโจมตีศรีวิชัย. ศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลัง
    • พุทธศตวรรษที่ 16: สร้างปราสาทพระวิหาร. และเริ่มขุดบารายตะวันตก
    • ราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050): สวรรคต. ได้รับพระนามนิพพานบท
    • หลัง พ.ศ. 1593: บารายตะวันตกแล้วเสร็จ. ในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 7 กรกฎาคม

    รู้หรือไม่

    คำสาบานสี่พันคน

    ขุนนางราว 4,000 คนต้องกล่าวคำสาบานภักดีต่อพระองค์ในพระราชวังที่เมืองพระนคร และถ้อยคำสาบานถูกจารึกเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    พุทธหลายนิกายในเมืองเดียว

    จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรีกล่าวถึงทั้งภิกษุมหายาน ภิกษุเถรวาท และพราหมณ์ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเถรวาทยังอยู่ในลุ่มเจ้าพระยาตลอดยุคเขมร

    บารายยักษ์

    บารายตะวันตกที่พระองค์เริ่มขุดยาวราว 8 กิโลเมตร กว้างราว 2 กิโลเมตร และยังมีน้ำขังอยู่จนถึงทุกวันนี้

    นรก 32 ขุม

    คำสาบานในจารึก K.292 ขู่ว่าผู้ผิดสัญญาจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์ใช้ทั้งอำนาจทางโลกและความเชื่อทางศาสนามาผูกใจข้าราชการ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Suryavarman I (Wikipedia)
    2. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (วิกิพีเดีย)
    3. เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก (ศิลปวัฒนธรรม)
    4. Preah Vihear Temple (Wikipedia)
    5. Lavo Kingdom (Wikipedia)
    6. Phimai Historical Park (Wikipedia)
    7. Royal Palace, Angkor Thom
    8. Inscription K.292 (DHARMA)
    9. Vickery, The Reign of Suryavarman I and Royal Factionalism at Angkor (JSEAS 1985)
    10. Suryavarman I (Britannica)
    11. West Baray (Wikipedia)
    12. Preah Khan Kompong Svay (Wikipedia)
    13. Tambralinga (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Phimeanakas (Angkor Thom) (6832283805) · dalbera from Paris, France · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Cambodia 08 – 111 – Angkor Thom – Phimeanakas (3228921900) · McKay Savage from London, UK · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Royal Palace, Angkor Thom, Cambodia – panoramio (7) · Николай Максимович · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    West Baray Vladimir Ira · Ira1976 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons