หมวดหมู่: ยุครัฐโบราณ

  • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยา

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไชยา

    ภาพประกอบ: Bodhisattava Avalokiteshvara, Chaiya Art พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ศิลปะไชยา 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ประติมากรรมสำริดครึ่งองค์จากไชยา ที่แม้จะชำรุดแต่ได้รับการยกย่องว่างามที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปะศรีวิชัย และเป็นหลักฐานของพุทธศาสนามหายานบนคาบสมุทรภาคใต้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    วัสดุสำริด หล่อด้วยวิธีขี้ผึ้งหาย
    ขนาดเหลือเพียงท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร
    ที่พบอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่ระบุว่าวัดพระบรมธาตุไชยา บางแหล่งว่าวัดเวียง
    นำเข้ากรุงเทพฯราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    ศิลปะศิลปะศรีวิชัย มีอิทธิพลศิลปะปาละของอินเดียและไศเลนทร์ของชวาภาคกลาง
    ที่เก็บรักษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

    พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา

    ในพุทธศาสนามหายาน พระโพธิสัตว์คือผู้ที่บำเพ็ญบารมีจนพร้อมจะตรัสรู้ แต่เลือกอยู่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ก่อน ในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหมด พระอวโลกิเตศวรเป็นองค์ที่ได้รับความนับถือกว้างขวางที่สุด เพราะเป็นตัวแทนของความกรุณา

    ชื่ออวโลกิเตศวรมักแปลว่าพระผู้ทอดพระเนตรลงมา หมายถึงการมองดูความทุกข์ของสัตว์โลกด้วยความเมตตา ผู้ศรัทธาเชื่อว่าพระองค์ช่วยคนให้รอดจากภัยต่าง ๆ ได้ รวมถึงภัยจากเรือแตก ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากสำหรับเมืองท่าค้าขายทางทะเล

    อีกนามหนึ่งของพระองค์คือปัทมปาณี แปลว่าผู้ถือดอกบัว เมื่อคติความเชื่อนี้เดินทางไปถึงจีน พระอวโลกิเตศวรค่อย ๆ กลายเป็นกวนอิม ซึ่งคนไทยรู้จักในรูปของเจ้าแม่กวนอิมในปัจจุบัน

    จากไชยาสู่กรุงเทพฯ

    ไชยาในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองโบราณบนชายฝั่งอ่าวไทย มีวัดพระบรมธาตุไชยาเป็นศูนย์กลาง และพบหลักฐานพุทธศาสนามหายานหนาแน่นกว่าที่ใดบนคาบสมุทรไทย ทั้งพระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ และซากศาสนสถานอิฐ

    ราว พ.ศ. 2448 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งดูแลกิจการหัวเมืองในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการที่ไชยาและนำประติมากรรมสำริดชิ้นนี้เข้ามายังกรุงเทพฯ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าพบที่วัดพระบรมธาตุไชยา แต่บางแหล่งกล่าวว่าอาจมาจากวัดเวียงซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน

    ประติมากรรมถูกเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวังก่อน ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงย้ายไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งยังเป็นที่ประดิษฐานจนถึงทุกวันนี้

    พระโพธิสัตว์ที่เหลือเพียงครึ่งองค์ ยังคงก้มพระพักตร์มองลงมาอย่างอ่อนโยนเหมือนเมื่อพันกว่าปีก่อน

    รูปลักษณ์ที่งดงาม

    สิ่งที่เหลืออยู่คือพระวรกายท่อนบน สูงราว 63 เซนติเมตร ส่วนตั้งแต่บั้นพระองค์ลงไปหักหายไป มงกุฎก็ชำรุดไปบางส่วน แต่แม้จะไม่สมบูรณ์ ประติมากรรมชิ้นนี้ก็ได้รับคำชมว่างามที่สุดชิ้นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    พระพักตร์กลมอิ่ม พระเนตรเหลือบลงต่ำ ลำตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย เหมือนกำลังมองลงมายังผู้ที่มากราบไหว้ ซึ่งเข้ากับความหมายของพระนาม พระศอและพระกรประดับด้วยสร้อยและกำไลอย่างประณีต บนพระอังสาซ้ายมีหนังสัตว์ที่มีหัวกวางพาดอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร

    จุดที่ทำให้ระบุได้ว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรคือรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับนั่งสมาธิอยู่ที่มวยผมหรือมงกุฎ ในคติมหายาน พระอมิตาภะเป็นพระพุทธเจ้าที่พระอวโลกิเตศวรนับถือเป็นต้นสาย ฐานข้อมูลศิลปะของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังระบุว่าเดิมประติมากรรมชิ้นนี้น่าจะมีแปดกร

    หล่อที่ไหน: ข้อถกเถียงของนักวิชาการ

    ลักษณะทางศิลปะของพระโพธิสัตว์ไชยาคล้ายกับประติมากรรมในชวาภาคกลางสมัยราชวงศ์ไศเลนทร์ โดยเฉพาะรูปเคารพจากจันทิบานอนในอินโดนีเซีย และยังมีเค้าของศิลปะปาละในอินเดียตะวันออก คำถามที่ตามมาคือชิ้นงานนี้หล่อในท้องถิ่นหรือนำเข้ามาจากที่อื่น

    ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เห็นว่าเป็นศิลปะศรีวิชัยที่ได้รับอิทธิพลชวาภาคกลาง ไม่น่าจะนำเข้ามาจากอินเดีย และอาจหล่อขึ้นที่ไชยาหรือที่ชวาก็ได้ เพราะทั้งสองแห่งอยู่ในเครือข่ายศรีวิชัยในเวลานั้น ส่วนการศึกษาในระยะหลังบางชิ้นเอนไปทางว่าน่าจะผลิตในภาคใต้ของไทยเอง

    เรื่องอายุก็ยังไม่ลงตัวนัก บางแหล่งกำหนดไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 บางแหล่งว่าคริสต์ศตวรรษที่ 8 ซึ่งตรงกับราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 ทั้งหมดนี้อาศัยการเทียบรูปแบบศิลปะ เพราะตัวประติมากรรมไม่มีจารึกบอกปีสร้าง

    เชื่อมโยงกับจารึกศรีวิชัย

    จารึกหลักที่ 23 หรือจารึกลิกอร์ ลงปี พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยที่โปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลัง เพื่อประดิษฐานพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี และพระโพธิสัตว์วัชรปาณี นักวิชาการบางคนจึงเสนอว่าพระโพธิสัตว์ไชยาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในจารึกนี้

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ ทะเบียนเดิมระบุว่าจารึกพบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช แม้บางคนจะเชื่อว่าย้ายมาจากไชยา และยังไม่มีใครชี้ได้ว่าปราสาทสามหลังในจารึกคืออาคารใด การผูกประติมากรรมเข้ากับจารึกโดยตรงจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง

    สิ่งที่พูดได้มั่นใจกว่าคือ ทั้งจารึกและประติมากรรมยืนยันตรงกันว่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 คาบสมุทรภาคใต้ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลกพุทธมหายานที่เชื่อมโยงกับสุมาตราและชวา

    มรดกในปัจจุบัน

    ใน พ.ศ. 2486 ท่านพุทธทาสภิกขุได้เห็นพระโพธิสัตว์องค์นี้ และประทับใจจนต่อมาให้พระภิกษุช่างฝีมือจำลองรูปไว้ที่สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา ท่านพุทธทาสตีความว่ารูปนี้แสดงคุณธรรมสามประการ คือปัญญา เมตตา และขันติ

    ทุกวันนี้มีรูปจำลองของพระโพธิสัตว์ไชยาตั้งอยู่หลายแห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประติมากรรมสำริดที่หักเหลือครึ่งองค์จึงกลายเป็นตัวแทนของความภูมิใจในอดีตอันรุ่งเรืองของไชยา

    ผู้ที่อยากเห็นองค์จริงสามารถชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ส่วนที่ไชยาเองมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ข้างวัดพระบรมธาตุไชยา ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยและช่วยให้เห็นบริบทของเมืองที่พระโพธิสัตว์องค์นี้จากมา

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7–8): หล่อประติมากรรม. ช่างในเครือข่ายศรีวิชัยหล่อรูปพระโพธิสัตว์สำริด
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกลิกอร์. กล่าวถึงการสร้างปราสาทถวายพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี
    • ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): เข้ากรุงเทพฯ. กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำมาจากไชยา
    • รัชกาลที่ 7 (ค.ศ. พ.ศ. 2468–2477): ย้ายเข้าพิพิธภัณฑ์. ย้ายจากพระบรมมหาราชวังไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พุทธทาสภิกขุพบเห็น. เป็นแรงบันดาลใจให้สร้างรูปจำลองที่สวนโมกขพลาราม
    • ปัจจุบัน: รูปจำลองในสุราษฎร์ธานี. รูปจำลองตั้งอยู่หลายแห่งในจังหวัด

    รู้หรือไม่

    พระพุทธเจ้าบนมวยผม

    รูปพระอมิตาภะองค์เล็กบนมวยผมเป็นเหมือนบัตรประจำตัวของพระอวโลกิเตศวร ทำให้แยกออกจากพระโพธิสัตว์องค์อื่นได้

    ญาติห่าง ๆ ของเจ้าแม่กวนอิม

    พระอวโลกิเตศวรที่ไชยาเป็นรูปบุรุษ แต่เมื่อคติเดียวกันเดินทางไปจีน ค่อย ๆ กลายเป็นกวนอิมในรูปสตรี

    หนังกวางบนบ่า

    หนังสัตว์ที่มีหัวกวางพาดบนพระอังสาซ้าย เป็นเครื่องหมายของนักพรต และพบในรูปพระอวโลกิเตศวรหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    2. ศิลปวัฒนธรรม: พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปัทมปาณี ประติมากรรมที่แม้ชำรุด แต่งามที่สุดในสยาม
    3. SAC Southeast Asian Arts: Avalokitesvara Bodhisattva
    4. Thai Buddhist sculpture (Wikipedia)
    5. Thailex: Avalokitesvara
    6. ศิลปวัฒนธรรม: อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมการุณย์ ต้นแบบเจ้าแม่กวนอิม
    7. Ligor inscription (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ลังกาสุกะ ศรีวิชัย และตามพรลิงค์

    ลังกาสุกะ ศรีวิชัย และตามพรลิงค์

    ภาพประกอบ: Avalokiteshvara Srivijaya Art Chaiya · Gunawan Kartapranata · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของรัฐชายฝั่งบนคาบสมุทรภาคใต้ที่ร่ำรวยจากการค้าทางทะเล รับพุทธศาสนามหายาน และในที่สุดกลายเป็นประตูนำพุทธศาสนาแบบลังกาเข้าสู่สุโขทัย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–13)

    ลังกาสุกะรัฐบนคาบสมุทรแถบปัตตานี ส่งทูตไปจีนครั้งแรก พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515)
    ศรีวิชัยเครือข่ายรัฐทางทะเล ศูนย์กลางตามความเห็นกระแสหลักอยู่ที่ปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา
    จารึกสำคัญจารึกวัดเสมาเมือง พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)
    ตามพรลิงค์รัฐที่นครศรีธรรมราช ส่งทูตไปจีนสมัยซ่ง พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001)
    กษัตริย์เด่นพระเจ้าจันทรภาณุ ยกทัพไปลังกา พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247)
    ศาสนาพุทธมหายาน ฮินดู แล้วเปลี่ยนเป็นเถรวาทแบบลังกา

    ลังกาสุกะในบันทึกราชวงศ์เหลียง

    รัฐแรก ๆ บนคาบสมุทรภาคใต้ที่มีชื่อปรากฏชัดในเอกสารคือลังกาสุกะ จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีนเรียกรัฐนี้ว่า หลังหยาซิ่ว และบรรยายว่าชาวเมืองนุ่งผ้าพันตัว ส่วนกษัตริย์และขุนนางสวมผ้าสีแดงคลุมไหล่ คาดเข็มขัดทอง และใส่ต่างหูทอง

    เมื่อ พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) พระเจ้าภคทัตต์แห่งลังกาสุกะส่งทูตไปถวายพระราชสาส์นแด่จักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ และส่งทูตตามไปอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568) บันทึกจีนยังเล่าว่าบิดาของพระองค์เคยถูกขับออกจากเมืองจนต้องหนีไปอินเดีย แต่งงานกับพระธิดาของกษัตริย์ที่นั่น แล้วกลับมาครองเมืองในภายหลัง

    เรื่องเล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชนชั้นนำบนคาบสมุทรกับอินเดีย ส่วนตำนานพื้นเมืองฝั่งมลายูอย่างฮิกายัตเมอรงมหาวังสาก็เล่าถึงลังกาสุกะในแบบของตน ซึ่งควรอ่านในฐานะตำนาน

    เมืองโบราณยะรัง

    นักวิชาการจำนวนมากเชื่อว่าศูนย์กลางของลังกาสุกะอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากตัวเมืองปัตตานีลงไปทางใต้ราว 15 กิโลเมตร แต่ความเชื่อมโยงนี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

    เมืองโบราณยะรังประกอบด้วยกลุ่มเมืองสามกลุ่มที่ซ้อนทับกัน คือ บ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว มีพัฒนาการสำคัญตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยที่ร่วมสมัยกับอยุธยา กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานที่นี่ในช่วง พ.ศ. 2531–2537

    สิ่งที่พบมีทั้งฐานสถูปอิฐ พระพิมพ์ดินเผา ลูกปัดแก้ว ศิวลึงค์ และจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต แสดงว่าชุมชนนี้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าทางทะเล

    รัฐชายฝั่งภาคใต้ส่งต่อทั้งสินค้าและศรัทธา จากเรือสินค้าที่ไชยาไปจนถึงพระสังฆราชที่สุโขทัย

    ศรีวิชัย: อาณาจักรทางทะเลที่ถูกค้นพบใหม่

    ชื่อศรีวิชัยแทบถูกลืมไปจากความทรงจำ จนกระทั่ง พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ นำจารึกภาษามลายูโบราณ จารึกภาษาสันสกฤตจากภาคใต้ของไทย เอกสารทมิฬ และบันทึกจีนมาปะติดปะต่อ แล้วเสนอว่าศรีวิชัยเป็นชื่อรัฐที่รุ่งเรืองตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงพุทธศตวรรษที่ 18

    หลักฐานเก่าที่สุดที่ระบุชื่อศรีวิชัยคือจารึกเกดูกันบูกิต พ.ศ. 1225 (ค.ศ. 682) ที่ปาเล็มบัง ก่อนหน้านั้นภิกษุอี้จิงชาวจีนได้แวะพักที่นี่ใน พ.ศ. 1214 (ค.ศ. 671) และบันทึกว่ามีพระภิกษุศึกษาพระธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก

    ความมั่งคั่งของศรีวิชัยมาจากการควบคุมช่องแคบมะละกาและช่องแคบซุนดา ซึ่งเป็นทางผ่านของเรือระหว่างอินเดียกับจีน ศรีวิชัยรุ่งเรืองยาวนานจนกระทั่ง พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) เมื่อพระเจ้าราเชนทรโจฬะแห่งอินเดียใต้ยกทัพเรือมาโจมตีเมืองท่าสำคัญ อำนาจของศรีวิชัยจึงเริ่มเสื่อมลง

    ศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบังหรือไชยา

    เซเดส์เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ปาเล็มบังทางตอนใต้ของเกาะสุมาตรา แต่นักวิชาการบางท่าน เช่น อาร์. ซี. มาชุมดาร์ และควอริช เวลส์ เสนอว่าศูนย์กลางน่าจะอยู่บนคาบสมุทรมลายู

    ในประเทศไทย หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี และธรรมทาส พานิช เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอ้างความงามและความหนาแน่นของโบราณวัตถุศิลปะศรีวิชัยที่ไชยา รวมถึงความคล้ายกันของชื่อสถานที่ ข้อเสนอนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ภาคใต้

    อย่างไรก็ตาม การขุดค้นของคณะอินโดนีเซียและฝรั่งเศสที่ปาเล็มบังระหว่าง พ.ศ. 2532–2539 พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นและจารึกภาษามลายูโบราณจำนวนมาก นักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงยอมรับว่าปาเล็มบังคือศูนย์กลางในระยะแรก

    แนวคิดล่าสุดมองว่าศรีวิชัยเป็นเครือข่ายพันธมิตรของเมืองท่าที่มีอิสระพอสมควร มากกว่าจะเป็นจักรวรรดิที่ปกครองจากศูนย์กลางเดียว มุมมองนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดไชยาและนครศรีธรรมราชจึงมีศิลปะแบบศรีวิชัยที่งดงาม แม้ว่าราชธานีจะอยู่ที่อื่น

    จารึกวัดเสมาเมือง และศิลปะมหายานที่ไชยา

    หลักฐานสำคัญที่สุดของศรีวิชัยในแผ่นดินไทยคือจารึกวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่าจารึกลิกอร์ ด้านแรกเขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) สรรเสริญพระเจ้ากรุงศรีวิชัยที่โปรดให้พระเถระชื่อชยันตะสร้างปราสาทอิฐสามหลังถวายพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์สององค์

    อีกด้านหนึ่งของจารึกกล่าวถึงกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งชวา ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีอำนาจดั่งพระวิษณุ นักวิชาการยังถกเถียงกันว่าทั้งสองด้านเขียนในเวลาเดียวกันหรือไม่ และกษัตริย์ในด้านที่สองคือใคร ปัจจุบันจารึกนี้เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ศิลปะที่สะท้อนพุทธศาสนามหายานชัดเจนที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ซึ่งพบเมื่อ พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ที่วัดพระบรมธาตุไชยา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะเหลือเพียงพระวรกายท่อนบนสูง 63 เซนติเมตร แต่ถือเป็นประติมากรรมที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    พระบรมธาตุไชยา: เจดีย์ที่ยังถกเถียงเรื่องอายุ

    พระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ทรงปราสาทก่ออิฐ มีฐานสี่เหลี่ยมยกเก็จ และมีสถูปจำลองประดับบนหลังคาแต่ละชั้น รูปแบบนี้คล้ายกับจันทิในชวาภาคกลาง เช่น จันทิปะวนและจันทิเมนดุต นักวิชาการส่วนใหญ่จึงกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–10)

    งานวิจัยในระยะหลังเสนอมุมมองต่างออกไป โดยเห็นว่าองค์เจดีย์อาจสร้างครั้งแรกราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 ในรูปแบบศิลปะจาม แล้วจึงได้รับการปรับปรุงในสมัยศรีวิชัยราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ข้อเสนอนี้ยังต้องรอการพิสูจน์เพิ่มเติม

    เจดีย์องค์นี้เดิมน่าจะเป็นศาสนสถานมหายาน ภายหลังจึงกลายเป็นเจดีย์ในพุทธศาสนาเถรวาท กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ. 2479 และบูรณะครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2521–2523

    ตามพรลิงค์และพระเจ้าจันทรภาณุ

    เมื่อศรีวิชัยอ่อนแอลงหลังสงครามกับโจฬะ รัฐบนคาบสมุทรหลายแห่งก็มีบทบาทเด่นขึ้น หนึ่งในนั้นคือตามพรลิงค์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณนครศรีธรรมราช ชื่อนี้แปลว่าลึงค์สีทองแดง จีนเรียกรัฐนี้ด้วยชื่อหลายแบบ เช่น ตันหลิวเหมย และตันหม่าหลิง ตามพรลิงค์ส่งทูตไปราชสำนักซ่งใน พ.ศ. 1544, 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1001, 1016 และ 1070)

    ตามพรลิงค์รุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุ แห่งราชวงศ์ปทุมวงศ์ จารึกภาษาสันสกฤตที่วัดหัวเวียง ไชยา ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) ยกย่องพระองค์ว่าเป็นศรีธรรมราช

    คัมภีร์จูฬวงศ์ของลังกาบันทึกว่า ใน พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) พระเจ้าจันทรภาณุยกทัพข้ามทะเลไปยังลังกา ทหารของพระองค์ใช้ลูกดอกอาบยาพิษ แต่ถูกเจ้าชายวีรพาหุตีแตกกลับไป นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าเป้าหมายคือพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาพระองค์ไปตั้งมั่นทางเหนือของเกาะแถบจาฟนา

    พระเจ้าจันทรภาณุยกทัพไปลังกาอีกครั้งในช่วงราว พ.ศ. 1801–1805 แต่กองทัพปาณฑยะจากอินเดียใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรของลังกาได้ปราบพระองค์ลง นักวิชาการยังเห็นไม่ตรงกันเรื่องปีที่แน่นอนของสงครามครั้งหลัง และเรื่องที่ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบหรือไม่ การยกทัพข้ามมหาสมุทรของรัฐในอุษาคเนย์ไปไกลถึงลังกาเช่นนี้เป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์

    จากนครศรีธรรมราชสู่สุโขทัย

    แม้สงครามจะล้มเหลว แต่การติดต่อกับลังกาทำให้พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์หลั่งไหลเข้ามาที่นครศรีธรรมราช พระภิกษุและผู้คนจากลังกาเดินทางเข้ามา และพุทธศาสนาแบบใหม่นี้ค่อย ๆ แทนที่มหายานและศาสนาฮินดูในภาคใต้

    ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) บันทึกว่าที่สุโขทัยมีพระมหาเถรสังฆราชผู้รอบรู้พระไตรปิฎก ซึ่งเดินทางมาจากเมืองนครศรีธรรมราช นี่คือหลักฐานว่านครศรีธรรมราชได้กลายเป็นประตูที่ส่งต่อพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ไปยังรัฐไทยที่กำลังเกิดใหม่ทางเหนือ

    นักประวัติศาสตร์บางท่านถกเถียงว่าศิลาจารึกหลักนี้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร สายสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัยก็สะท้อนว่า รัฐชายฝั่งภาคใต้ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้า แต่ยังเป็นทางผ่านของความคิดและศาสนาที่หล่อหลอมสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตลังกาสุกะไปจีน. พระเจ้าภคทัตต์ส่งทูตไปราชสำนักเหลียง
    • พ.ศ. 1214 (ค.ศ. 671): อี้จิงแวะศรีวิชัย. ภิกษุจีนบันทึกว่ามีพระภิกษุศึกษาพระธรรมจำนวนมาก
    • พ.ศ. 1225 (ค.ศ. 682): จารึกเกดูกันบูกิต. หลักฐานเก่าที่สุดที่ระบุชื่อศรีวิชัย ที่ปาเล็มบัง
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกวัดเสมาเมือง. กษัตริย์ศรีวิชัยโปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลังที่นครศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001): ทูตตามพรลิงค์ไปจีน. ตามพรลิงค์ส่งทูตไปราชสำนักซ่ง
    • พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): โจฬะโจมตีศรีวิชัย. พระเจ้าราเชนทรโจฬะยกทัพเรือโจมตีเมืองท่าศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกพระเจ้าจันทรภาณุ. จารึกที่วัดหัวเวียง ไชยา ยกย่องพระองค์ว่าศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. พระเจ้าจันทรภาณุบุกลังกาแต่ถูกตีแตก
    • ราว พ.ศ. 1801–1805 (ค.ศ. ราว 1258–1262): ยกทัพครั้งหลัง. กองทัพปาณฑยะปราบกองทัพตามพรลิงค์
    • ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. ราว 1292): จารึกพ่อขุนรามคำแหง. กล่าวถึงพระสังฆราชจากนครศรีธรรมราชที่สุโขทัย
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พบพระโพธิสัตว์ไชยา. พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา แล้วนำมากรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์เสนอเรื่องศรีวิชัย. บทความที่ทำให้โลกรู้จักศรีวิชัยในฐานะรัฐ

    รู้หรือไม่

    เมืองลอยน้ำ

    นักวิชาการเชื่อว่าบ้านเรือนในราชธานีศรีวิชัยที่ปาเล็มบังจำนวนมากเป็นแพหรือเรือนไม้ริมน้ำ ซึ่งผุพังไปตามเวลา นี่คือเหตุผลหนึ่งที่หลักฐานโบราณคดีของศรีวิชัยหาได้ยาก และเปิดช่องให้ถกเถียงเรื่องที่ตั้งมาอย่างยาวนาน

    ท่านพุทธทาสกับไชยา

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากไชยาเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านพุทธทาสภิกขุ ชาวไชยา สนใจศึกษาโบราณคดีของภาคใต้ ทั้งท่านและธรรมทาส พานิช ผู้เป็นน้องชาย มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้เรื่องศรีวิชัยในไทย

    ทูตสวมผ้าแดง

    บันทึกราชวงศ์เหลียงเล่าว่ากษัตริย์ลังกาสุกะและขุนนางสวมผ้าสีแดงคลุมบ่า คาดเข็มขัดทองและใส่ต่างหูทอง เป็นภาพบรรยายเครื่องแต่งกายของชนชั้นนำบนคาบสมุทรที่เก่าแก่ที่สุดภาพหนึ่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Bhagadatta (Langkasuka) (Wikipedia)
    3. ศิลปวัฒนธรรม: งานโบราณคดีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    4. Manguin, George Cœdès and Śrīvijaya (JSS 2025)
    5. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกวัดเสมาเมือง
    6. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    7. SAC Southeast Asian Arts: Phra Borommathat Chaiya
    8. การวิเคราะห์ใหม่: สถาปัตยกรรมพระบรมธาตุไชยา
    9. Tambralinga (Wikipedia)
    10. ศิลปวัฒนธรรม: อาณาจักรศรีวิชัย (นครศรีธรรมราช) สลายตัวเมื่อใด

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านดอนตาเพชร

    บ้านดอนตาเพชร

    ภาพประกอบ: Ohranhänger Ban Don Ta Phet · AReinecke · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    สุสานยุคเหล็กในกาญจนบุรีที่ให้หลักฐานเก่าแก่ชิ้นสำคัญของการติดต่อระหว่างดินแดนไทยกับอินเดีย · ราว 2,400–2,300 ปีก่อน

    ที่ตั้งตำบลดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
    ยุคสมัยยุคเหล็กตอนปลาย
    อายุโดยประมาณราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 (ราว 4 ศตวรรษก่อนคริสตกาล)
    การขุดค้นพ.ศ. 2518–2519, 2523–2524, 2527–2528 และ 2543
    ของเด่นจี้รูปสิงโตหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินกึ่งมีค่า ภาชนะสำริดดีบุกสูง เครื่องมือเหล็ก
    พิพิธภัณฑ์อาคารคลุมหลุมขุดค้นในชุมชนดอนตาเพชร
    ผู้ขุดค้นหลักชิน อยู่ดี (กรมศิลปากร) และเอียน โกลเวอร์ (มหาวิทยาลัยลอนดอน)
    ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ด ในจำนวนนี้เป็นลูกปัดสลักลายอย่างน้อย 40 เม็ด

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    บ้านดอนตาเพชรอยู่ในอำเภอพนมทวน ทางตะวันออกของจังหวัดกาญจนบุรี ใกล้รอยต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่เป็นที่ดอนกลางที่ราบลุ่มภาคกลางฝั่งตะวันตก ไม่ห่างจากเส้นทางน้ำที่ไหลลงสู่ลุ่มแม่น้ำท่าจีนและแม่กลอง

    ทำเลนี้อยู่ระหว่างเทือกเขาตะวันตกซึ่งอุดมด้วยแร่โลหะ กับที่ราบที่ปลูกข้าวได้ดี ชุมชนโบราณที่นี่จึงอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงทั้งทรัพยากรภูเขาและเส้นทางแลกเปลี่ยนสินค้าที่มุ่งสู่ทะเล

    หลักฐานสำคัญ

    • จี้หินคาร์เนเลียนรูปสิงห์และลูกปัด: ลูกปัดและจี้แบบอินเดีย หลักฐานการค้ากับอินเดียเมื่อราว 2,300 ปีก่อน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ภาชนะสำริดดีบุกสูง: ขันสำริดผนังบาง ลายสลักละเอียด ทำจากสำริดผสมดีบุกมาก (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ชาวบ้านพบโบราณวัตถุจำนวนมากโผล่ขึ้นมาในพื้นที่ชุมชน ข่าวนี้ไปถึงกรมศิลปากร อาจารย์ชิน อยู่ดี นักโบราณคดีผู้บุกเบิกงานก่อนประวัติศาสตร์ของไทย จึงเข้ามาขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2518–2519

    ต่อมามีการขุดค้นอีกหลายฤดูกาล ได้แก่ พ.ศ. 2523–2524 และ 2527–2528 ซึ่งกรมศิลปากรร่วมกับทีมของ เอียน โกลเวอร์ (Ian C. Glover) จากสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน และครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2543 งานต่อเนื่องหลายทศวรรษนี้ทำให้ดอนตาเพชรเป็นแหล่งยุคเหล็กที่ถูกศึกษาละเอียดที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

    ลูกปัดสีส้มเม็ดเล็กในหลุมศพที่พนมทวน บอกเราว่าเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ดินแดนนี้ค้าขายกับคนอีกฟากมหาสมุทรแล้ว

    ห้าฤดูกาลขุดค้นและงานวิจัยที่ตามมา

    ฤดูกาลแรกใน พ.ศ. 2518–2519 อาจารย์ชิน อยู่ดี ขุดค้นเพื่อกู้ข้อมูลหลังชาวบ้านพบโบราณวัตถุ ผลที่ได้น่าตื่นเต้นพอจะดึงความสนใจจากนักวิชาการต่างประเทศ จนเกิดความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งมีเอียน โกลเวอร์ เป็นผู้นำฝ่ายอังกฤษ ในฤดูกาล พ.ศ. 2523–2524

    ระหว่างฤดูกาลขุดค้น ทีมเดียวกันยังออกสำรวจภาคตะวันตกตอนกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ถึง 6 มกราคม พ.ศ. 2526 เยี่ยมชมแหล่งโบราณคดี 35 แห่งระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี เพื่อดูว่าดอนตาเพชรอยู่ในบริบทแบบใด จากนั้นจึงกลับมาขุดค้นอีกใน พ.ศ. 2527–2528 และกรมศิลปากรขุดค้นพร้อมจัดทำรายงานอีกครั้งใน พ.ศ. 2543

    งานที่ดอนตาเพชรกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักวิชาการหลายรุ่น ตลอดหลายสิบปีมีวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกอย่างน้อย 3 เล่ม ปริญญาโท 5 เล่ม และงานตีพิมพ์อีกราว 32 ชิ้นที่ใช้ข้อมูลจากแหล่งนี้ ทั้งเรื่องโลหะ ลูกปัด แก้ว และสิ่งทอ

    สิ่งที่พบ

    ดอนตาเพชรเป็นสุสานที่คนนำของมีค่ามาวางรวมกับศพจำนวนมาก ทั้งเครื่องมือและอาวุธเหล็กกว่าพันชิ้น ภาชนะดินเผา กำไลสำริด และกระดูกสัตว์ ปริมาณเครื่องเหล็กที่สูงขนาดนี้แสดงว่าเหล็กกลายเป็นวัสดุหลักของเครื่องมือในยุคนั้นแล้ว

    ของที่สะดุดตาที่สุดคือลูกปัดหินกึ่งมีค่ากว่า 600 เม็ด ทั้งคาร์เนเลียน อาเกต และหินผลึก มีรูปทรงหลากหลาย ในจำนวนนี้มีลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกตแบบสลักลายอย่างน้อย 40 เม็ด ซึ่งนับเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พบในแหล่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ยังพบภาชนะสำริดผนังบางมากซึ่งหล่อจากโลหะผสมดีบุกสูง ต้องใช้ฝีมือช่างระดับสูงในการตีและหล่อ และพบจี้หินคาร์เนเลียนแกะเป็นรูปสิงโต ซึ่งกลายเป็นโบราณวัตถุชิ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของแหล่งนี้

    ภาชนะสำริดดีบุกสูงและภาพสลักบนโลหะ

    ภาชนะสำริดจากดอนตาเพชรมีส่วนผสมของดีบุกสูงกว่าสำริดทั่วไป ทำให้ผิวโลหะมีประกายสีทอง แต่ก็เปราะและต้องใช้เทคนิคพิเศษ คือหล่อแล้วตีขึ้นรูปขณะร้อน ก่อนชุบแข็งด้วยการจุ่มน้ำ ภาชนะจึงมีผนังบางมากและส่งเสียงกังวานเมื่อเคาะ

    ภาชนะบางใบมีลายเส้นสลักละเอียดบนผิว เป็นภาพผู้คน ขบวนสัตว์ และอาคาร ภาชนะสำริดแบบมีลายภาพเช่นนี้พบในแหล่งไทยเพียงไม่กี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งพบชามที่มีลายภาพใน พ.ศ. 2553 ความคล้ายกันนี้ช่วยเชื่อมโยงดอนตาเพชรเข้ากับเครือข่ายการค้าทางทะเลฝั่งอ่าวไทย

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าภาชนะเหล่านี้ทำที่ไหน ศรีนิวาสัน นักโบราณโลหะวิทยาชาวอินเดีย เสนอว่าเทคนิคสำริดดีบุกสูงน่าจะมาจากเอเชียใต้ ขณะที่บางท่านมองว่าช่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจรับเทคนิคมาแล้วผลิตเองในท้องถิ่น

    ความสำคัญ

    นักโบราณคดีที่ร่วมขุดค้นประเมินอายุสุสานไว้ราว 2,300–2,400 ปีก่อน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 ในเวลาที่ตีพิมพ์ ผลนี้ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนและมีการกำหนดอายุเก่าที่สุดของการติดต่อระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดีย

    ลูกปัดหินแบบสลักลายมีรูปแบบและเทคนิคการผลิตใกล้เคียงกับลูกปัดที่พบในอินเดียและปากีสถาน ส่วนจี้สิงโตก็ชวนให้นึกถึงสัญลักษณ์ในศิลปะอินเดีย ดอนตาเพชรจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการอธิบายว่า ก่อนจะมีเมืองแบบทวารวดี คนในดินแดนไทยได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายการค้าข้ามทะเลแล้ว

    ในการถกเถียงเรื่องสุวรรณภูมิ ดอนตาเพชรมักถูกยกเป็นตัวอย่างคู่กับเขาสามแก้วในภาคใต้ ว่าดินแดนนี้มีชุมชนที่มั่งคั่งและเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

    ดอนตาเพชรในลำดับประวัติศาสตร์ภาคตะวันตก

    จากการสำรวจ โกลเวอร์แบ่งพัฒนาการของภาคตะวันตกตอนกลางเป็นเจ็ดช่วง เริ่มจากกลุ่มล่าหาของป่าแบบโฮบิเนียน ผ่านยุคหินใหม่ที่มีสุสานแบบบ้านเก่า ยุคเหล็กที่มีสุสานอย่างดอนตาเพชร ช่วงรอยต่อสู่ยุคประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นในสหัสวรรษแรกหลังคริสตกาล และช่วงหลังจากนั้น ดอนตาเพชรจึงเป็นหมุดสำคัญที่อยู่ตรงช่วงก่อนเกิดเมืองแบบทวารวดี

    ในแหล่งยุคเหล็กของไทยหลายแห่ง ผู้ตายมักถูกฝังพร้อมภาชนะดินเผา อาวุธและเครื่องประดับเหล็กและสำริด ภาชนะสำริด และเครื่องประดับจากแก้วกับหินกึ่งมีค่า ดอนตาเพชรเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของรูปแบบนี้ และเพราะของจากต่างแดนปะปนอยู่มาก จึงช่วยให้เห็นว่าการค้าภายในภูมิภาคกับการค้าข้ามอ่าวเบงกอลเชื่อมต่อกันอย่างไร

    สนิมบนเครื่องโลหะยังเก็บเส้นใยผ้าไว้ จูดิธ แคเมรอน นักวิชาการด้านสิ่งทอโบราณ ใช้ร่องรอยเหล่านี้ศึกษาว่าคนยุคเหล็กทอผ้าจากเส้นใยอะไรและด้วยเทคนิคใด ข้อมูลประเภทนี้หายากมาก เพราะผ้าเน่าเปื่อยเร็วในอากาศร้อนชื้น

    ข้อถกเถียง

    จี้สิงโตคาร์เนเลียนเคยถูกโกลเวอร์ตีความอย่างระมัดระวังว่าอาจเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าในฐานะ ศากยสิงห์ หรือสิงห์แห่งศากยวงศ์ ซึ่งหมายความว่าความคิดทางพุทธศาสนาอาจเดินทางมาถึงก่อนที่จะมีพระพุทธรูป แต่ผู้เสนอเองระบุว่านี่เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่าสิงโตอาจเป็นเพียงเครื่องรางหรือของแสดงฐานะ โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับศาสนา

    อีกคำถามหนึ่งคือ ลูกปัดและภาชนะสำริดเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมด หรือมีช่างที่ทำในท้องถิ่นด้วย การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง ทั้งโลหะ แก้ว และหิน เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งเขาสามแก้ว ทำให้นักวิชาการปรับการตีความเดิมหลายจุด ทั้งเรื่องช่วงเวลาและลักษณะการแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ยังไม่แน่ชัดว่าดอนตาเพชรเป็นสุสานของกลุ่มคนชั้นสูงเฉพาะกลุ่ม หรือสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนทั่วไปในภูมิภาค คำถามนี้ยังรอหลักฐานจากแหล่งร่วมสมัยอื่น ๆ

    ดอนตาเพชรในปัจจุบัน

    ในชุมชนดอนตาเพชรมีพิพิธภัณฑ์ที่สร้างคร่อมหลุมขุดค้นไว้ตรงกลางอาคาร ผู้ชมเดินดูหลุมได้รอบทั้งสี่ด้าน เห็นโครงกระดูกและของอุทิศในตำแหน่งที่ค้นพบจริง แทนที่จะเห็นเฉพาะวัตถุในตู้กระจก

    โบราณวัตถุสำคัญหลายชิ้นจากดอนตาเพชรเก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ งานศึกษาเรื่องสำริดดีบุกสูง ลูกปัด และสิ่งทอที่ติดอยู่กับโลหะจากแหล่งนี้ ยังเป็นหัวข้อวิจัยของนักวิชาการไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑ์บ้านดอนตาเพชร (อาคารคลุมหลุมขุดค้น) อ.พนมทวน
    พิกัด 14.189701, 99.726044 (14°11′22.9″N 99°43′33.8″E)

    พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีอยู่ในชุมชนบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่สร้างคลุมหลุมขุดค้นให้ชมการฝังศพในตำแหน่งจริง ส่วนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญบางชิ้นจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดินทางจากตัวเมืองกาญจนบุรีหรือจากสุพรรณบุรีได้ทางรถยนต์ และต่อไปยังแหล่งอู่ทองซึ่งอยู่ไม่ไกล

    ไทม์ไลน์

    • ราว 2,400–2,300 ปีก่อน: สุสานยุคเหล็ก. ชุมชนฝังศพพร้อมเครื่องเหล็ก สำริด และลูกปัดจากต่างแดน
    • พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975): พบโบราณวัตถุ. ชาวบ้านพบโบราณวัตถุจำนวนมากในชุมชน
    • พ.ศ. 2518–2519 (ค.ศ. 1975–1976): ขุดค้นครั้งแรก. อาจารย์ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร นำการขุดค้น
    • พ.ศ. 2523–2524 (ค.ศ. 1980–1981): ฤดูกาลที่สอง. ความร่วมมือกับทีมของเอียน โกลเวอร์
    • 1 ธ.ค. พ.ศ. 2525–6 ม.ค. พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1982–1983): สำรวจภาคตะวันตก. ทีมไทย-อังกฤษสำรวจแหล่งโบราณคดี 35 แห่งระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ฤดูกาลที่สาม. ขุดค้นต่อเนื่อง พบเครื่องเหล็กกว่าพันชิ้นรวมทุกฤดูกาล
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): ขุดค้นครั้งล่าสุด. เพิ่มข้อมูลเพื่อศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์
    • พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010): หนังสือเกียรติยศโกลเวอร์. รวมบทความ 50 ปีโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีงานวิจัยเรื่องสำริดและสิ่งทอจากดอนตาเพชร
    • พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011): ประเมินใหม่คู่กับเขาสามแก้ว. โกลเวอร์และเบลลินาเผยแพร่บทความทบทวนหลักฐานการติดต่อกับอินเดีย
    • ทศวรรษ 2550–2560: ทบทวนการตีความ. งานวิเคราะห์โลหะ แก้ว และหิน ทำให้ปรับความเข้าใจเรื่องช่วงเวลาและการค้า

    รู้หรือไม่

    ลูกปัดสลักลายทำอย่างไร

    ลูกปัดคาร์เนเลียนสลักลายทำโดยวาดลวดลายด้วยสารด่างลงบนผิวหิน แล้วเผาให้เกิดเส้นสีขาวติดแน่นถาวร เป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีในอนุทวีปอินเดีย

    ศพนี้มีผ้า

    สนิมของเครื่องโลหะบางชิ้นจากดอนตาเพชรเก็บรักษาร่องรอยเส้นใยผ้าเอาไว้ นักวิจัยจึงศึกษาสิ่งทอโบราณจากแหล่งนี้ได้

    สำริดที่เคาะแล้วกังวาน

    ภาชนะสำริดดีบุกสูงมีผนังบางและแข็ง เมื่อเคาะจะมีเสียงกังวาน และผิวมีประกายคล้ายทอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo: The Earliest Indian Contacts Re-assessed – Cambridge
    2. Ian C. Glover & Bérénice Bellina – ฐานข้อมูลสุวรรณภูมิ ม.สงขลานครินทร์
    3. Ajarn Chin You-di: a brief tribute – SPAFA Journal
    4. Ban Don Ta Phet excavation report – Asian Perspectives (ScholarSpace)
    5. Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection – Bunchar
    6. Ban Don Ta Phet Museum – LoveThailand
    7. Archaeological survey in west-central Thailand (Glover) – ScholarSpace
    8. Review: 50 Years of Archaeology in Southeast Asia, Essays in Honour of Ian Glover – JSS
    9. Glover & Jahan on decorated bronze bowl from Khao Sam Kaeo – Suvarnabhumi DB
    10. Ajarn Chin You-di: a brief tribute (full text) – SPAFA

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    บ้านดอนตาเพชร
    Museum Ban Don Ta Phet · AReinecke · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • กลุ่มปราสาทตาเมือน

    กลุ่มปราสาทตาเมือน

    ภาพประกอบ: Prasat Ta Muen Thom-3-HDC · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทสามหลังบนช่องเขาพนมดงรัก ที่รวมเทวาลัยพระศิวะ ที่พักคนเดินทาง และโรงพยาบาลโบราณไว้บนถนนจากเมืองพระนครสู่พิมาย · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 11–13)

    ที่ตั้งบ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ริมแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    ปราสาทในกลุ่มปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือน (ธรรมศาลา) และปราสาทตาเมือนโต๊จ (อโรคยศาล)
    ตาเมือนธมเทวาลัยพระศิวะ ศิลปะบาปวน หันหน้าทิศใต้ มีศิวลึงค์ธรรมชาติ
    ตาเมือนและตาเมือนโต๊จสร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือพุทธมหายาน
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ พ.ศ. 2478
    บูรณะกรมศิลปากร ช่วง พ.ศ. 2533–2539
    ขนาดลานตาเมือนธมระเบียงคดราว 46 x 38 เมตร ซุ้มประตูใหญ่ด้านใต้
    ระยะห่างตาเมือนถึงตาเมือนโต๊จราว 340 เมตร ตาเมือนโต๊จถึงตาเมือนธมราว 800 เมตร

    ที่ตั้งบนช่องเขา

    กลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตรงจุดที่เป็นช่องทางขึ้นลงระหว่างที่ราบสูงโคราชทางเหนือกับที่ราบเขมรต่ำทางใต้

    ช่องเขาแบบนี้มีความสำคัญมากในอดีต เพราะเทือกเขาพนมดงรักเป็นกำแพงธรรมชาติยาวเหยียด ผู้คน กองทัพ และพ่อค้าที่เดินทางระหว่างเมืองพระนครกับลุ่มแม่น้ำมูลต้องข้ามผ่านช่องไม่กี่แห่ง ผู้สร้างจึงเลือกที่นี่วางศาสนสถานและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนเดินทาง

    ปราสาททั้งสามหลังตั้งเรียงกันในระยะไม่ไกล แต่สร้างต่างสมัยและต่างหน้าที่ หลังใหญ่สุดเป็นเทวาลัยฮินดู อีกสองหลังเป็นอาคารทางพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นภายหลังราวหนึ่งศตวรรษ

    เดินจากเหนือลงใต้ ตามทางของคนเดินทางโบราณ

    ถ้าเดินตามทางที่คนโบราณใช้ คือจากฝั่งที่ราบสูงทางเหนือลงไปหาช่องเขา จะพบปราสาทตาเมือนก่อน ถัดลงไปราว 340 เมตรเป็นปราสาทตาเมือนโต๊จ และจากตาเมือนโต๊จไปทางใต้อีกราว 800 เมตรจึงถึงปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ริมสันเขา ลำดับนี้ทำให้เห็นภาพการเดินทางชัดเจน ผู้เดินทางพักที่ธรรมศาลา แวะรักษาตัวที่อโรคยศาล แล้วจึงไปสักการะเทวาลัยก่อนลงเขา

    ลานของปราสาทตาเมือนธมล้อมด้วยระเบียงคดผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดราว 46 x 38 เมตร ซุ้มประตูด้านใต้มีขนาดใหญ่ที่สุด และต่อด้วยบันไดศิลาแลงชันลงไปยังที่ต่ำด้านใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ฝั่งกัมพูชา ด้านหน้าปรางค์ประธานเป็นมณฑปที่แบ่งเป็นสามห้อง ต่อด้วยมุขหรือห้องเชื่อม (อันตราละ) ก่อนเข้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์

    ในห้องศักดิ์สิทธิ์มีร่องน้ำที่เรียกว่าโสมสูตร ทำหน้าที่ระบายน้ำที่ใช้สรงศิวลึงค์ออกไปนอกอาคาร ผู้ศรัทธาจะรับน้ำนี้ไว้เป็นน้ำมนต์ บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่ามีประติมากรรมหินรูปพระคเณศตั้งหันหน้าเข้าหาศิวลึงค์ด้วย

    ปรางค์บริวารสององค์ที่ขนาบปรางค์ประธานมีประตูจริงเพียงด้านเดียว อีกสามด้านเป็นประตูหลอก ทับหลังหินทรายสลักรูปเทพและลายพวงมาลัย บรรณาลัยสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง และนอกระเบียงคดทางตะวันตกเฉียงเหนือมีสระน้ำกรุศิลาแลง

    บนช่องเขาเดียวกัน คนโบราณวางทั้งเทวาลัย ที่พักคนเดินทาง และโรงพยาบาล ราวกับจุดพักรถริมทางหลวงของอาณาจักรพระนคร

    ปราสาทตาเมือนธม เทวาลัยที่สร้างครอบหินศักดิ์สิทธิ์

    ปราสาทตาเมือนธมเป็นหลังที่ใหญ่ที่สุด สร้างด้วยหินทรายสีชมพูอมเทาและศิลาแลง ประกอบด้วยปรางค์ประธาน ปรางค์บริวารสององค์ บรรณาลัย ระเบียงคดและซุ้มประตูสี่ทิศ ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดไว้ในศิลปะแบบบาปวน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ขณะที่บางแหล่งระบุว่าสร้างในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2

    ลักษณะพิเศษคือปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางตะวันออก นักวิชาการเชื่อว่าเพราะภูมิประเทศและเพราะทางขึ้นจากที่ราบเขมรต่ำอยู่ด้านใต้ ด้านหน้ามีบันไดและสระน้ำกรุศิลาแลง

    กลางห้องครรภคฤหะของปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ที่เป็นหินธรรมชาติโผล่ขึ้นจากพื้นหินเดิมของเนินเขา ผู้สร้างจึงตั้งปราสาทครอบหินนั้นไว้ คล้ายคติที่พบที่ปราสาทวัดภูในลาว นอกจากนี้ยังพบจารึกภาษาสันสกฤตอักษรหลังปัลลวะบนพื้นหินในลานปราสาท อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 แม้จะลบเลือนมาก แต่บอกได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่บูชาพระศิวะมาก่อนตัวปราสาทหลายร้อยปี

    ปราสาทตาเมือน บ้านมีไฟริมทางหลวง

    ปราสาทตาเมือนเป็นอาคารศิลาแลงหลังเดียวขนาดเล็ก หันหน้าไปทางตะวันออก ด้านหน้าเป็นห้องยาว ผนังด้านหนึ่งมีหน้าต่างจริง ด้านอื่นเป็นหน้าต่างหลอก ทับหลังที่ประตูสลักรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ แสดงว่าเป็นอาคารในพุทธศาสนามหายาน

    นักโบราณคดีระบุว่าอาคารรูปแบบนี้คือธรรมศาลา หรือที่จารึกเรียกว่าบ้านมีไฟ เป็นที่พักของคนเดินทางที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างไว้ตามถนน จารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชากล่าวถึงที่พักเช่นนี้ 121 แห่ง และบนเส้นทางเมืองพระนครถึงพิมายมีที่พักแบบเดียวกันราว 17 แห่ง กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา

    การพบธรรมศาลาตรงนี้ยืนยันว่าถนนโบราณสายเมืองพระนครถึงพิมายตัดผ่านช่องเขาตาเมือน และพื้นที่ชายแดนในวันนี้เคยเป็นจุดพักสำคัญบนทางหลวงของอาณาจักร

    ปราสาทตาเมือนโต๊จ โรงพยาบาลของพระราชา

    ปราสาทตาเมือนโต๊จเป็นอโรคยศาล หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยศิลาแลงและหินทราย ผังประกอบด้วยปรางค์ประธานที่มีประตูจริงด้านเดียว บรรณาลัย กำแพงแก้วพร้อมซุ้มประตู และสระน้ำนอกกำแพง ตามแบบแผนของอโรคยศาลทั่วไป

    บริเวณนี้พบศิลาจารึกอักษรเขมรภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค และระบุการอุปถัมภ์โรงพยาบาลของพระราชา จารึกแบบเดียวกันพบในไทยราวสี่แห่ง ปัจจุบันจารึกจากตาเมือนโต๊จเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ

    จารึกเหล่านี้สะท้อนความคิดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าความทุกข์ของราษฎรคือความทุกข์ของผู้ปกครอง ทั่วอาณาจักรมีอโรคยศาลราว 102 แห่ง อาคารที่ทำด้วยหินคือส่วนศาสนสถาน ส่วนเรือนพักผู้ป่วยน่าจะเป็นไม้ที่ผุพังไปหมดแล้ว

    จารึกสองหลักบนช่องเขา

    จารึกที่เก่าที่สุดของที่นี่สลักไว้บนแผ่นหินทรายของลานหินโดยตรง ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเรียกว่าจารึกปราสาทตาเมือนธม 1 มีเพียง 2 บรรทัด ใช้อักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุจากรูปอักษรไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 12 เนื้อความเกี่ยวกับลัทธิไศวนิกาย ชักชวนให้ผู้คนรับใช้พระศิวะด้วยความภักดี

    เพราะจารึกนี้เก่ากว่าตัวปราสาทหลายร้อยปี นักวิชาการจึงเห็นว่าก้อนหินธรรมชาติบนเนินนี้ถูกนับถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก่อน แล้วคนรุ่นหลังจึงสร้างปราสาทครอบไว้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังระบุว่าพบจารึกอักษรขอมโบราณและสันสกฤตอีกชิ้นที่ตาเมือนธม สรรเสริญพระศิวะและบันทึกรายชื่อข้าพระผู้ดูแลเทวสถาน ซึ่งช่วยยืนยันอายุปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ของอาคาร

    อีกหลักหนึ่งพบในบริเวณซุ้มประตูของปราสาทตาเมือนโต๊จ เป็นจารึกอักษรเขมร ภาษาสันสกฤต แบบเดียวกับจารึกประจำอโรคยศาลที่พบในหลายแห่ง ขึ้นต้นด้วยการนอบน้อมพระไภษัชยคุรุ แล้วกล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทานสิ่งของ เครื่องใช้ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาล ปัจจุบันจารึกนี้เก็บรักษาที่หอสมุดแห่งชาติ (หอพระสมุดวชิรญาณ) กรุงเทพฯ

    เมื่อนำจารึกทั้งสองยุคมาวางคู่กัน จะเห็นว่าช่องเขาตาเมือนเปลี่ยนความหมายไปตามเวลา จากจุดบูชาพระศิวะในยุคแรก กลายเป็นเทวาลัยหลวงในพุทธศตวรรษที่ 16 และกลายเป็นสถานีบริการของรัฐพุทธมหายานในพุทธศตวรรษที่ 18

    การสำรวจ ขุดแต่ง และบูรณะ

    กลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นที่รู้จักของนักโบราณคดีไทยมานาน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ. 2478 และในช่วง พ.ศ. 2503–2504 มีการสำรวจแหล่งโบราณสถานเขมรในภาคอีสาน ซึ่งนายมานิต วัลลิโภดม เป็นผู้สำรวจคนสำคัญ ช่วงนั้นพื้นที่ยังเป็นป่าทึบและเข้าถึงยาก

    การทำงานอย่างจริงจังเริ่มในต้นทศวรรษ 2530 กรมศิลปากรสำรวจและเสริมความมั่นคงของโบราณสถานในช่วง พ.ศ. 2534–2535 จากนั้นเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2536 และใน พ.ศ. 2537 ได้บูรณะปรางค์ประธานกับบรรณาลัยของปราสาทตาเมือนโต๊จ

    งานบูรณะต้องสะดุดหลายครั้งเพราะความไม่สงบตามแนวชายแดน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าการทำงานหยุดลงราว พ.ศ. 2544 เมื่อเกิดปัญหาเขตแดน ชิ้นส่วนที่เคยถูกงัดไปในยุคสงครามกัมพูชาจึงไม่ได้กลับคืนทั้งหมด และบางส่วนของปราสาทยังพังทับอยู่จนทุกวันนี้

    โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่ง เช่น ชิ้นส่วนทับหลัง ประติมากรรม และส่วนประดับสถาปัตยกรรม ส่วนหนึ่งนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ที่ตาเมือนและตาเมือนโต๊จยังพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งยืนยันว่าอาคารทั้งสองเป็นของพุทธศาสนามหายาน

    ปราสาทบนเส้นเขตแดน

    เพราะตั้งอยู่บนสันเขาที่เป็นแนวชายแดน กลุ่มปราสาทตาเมือนจึงอยู่ในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันมานาน ในทศวรรษ 2520–2530 ปราสาทถูกลักลอบขุดและขโมยชิ้นส่วนไปขาย และช่วงความตึงเครียดชายแดน พ.ศ. 2551–2556 การเข้าชมก็ถูกจำกัด

    ใน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) พื้นที่รอบปราสาทตาเมือนธมเป็นจุดหนึ่งที่เกิดการปะทะระหว่างทหารสองประเทศ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนมีการหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคม และเกิดการสู้รบอีกครั้งในเดือนธันวาคมก่อนหยุดยิงรอบใหม่ ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันสิทธิ์เหนือปราสาทของตน

    ในเดือนมกราคม 2569 กรมศิลปากรเข้าสำรวจพบว่าตัวปราสาทหลักยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่มีร่องรอยกระสุนและส่วนประกอบบริเวณทางเข้าชำรุด กระทรวงวัฒนธรรมของไทยประกาศแผนบูรณะ ขณะที่กัมพูชายื่นหนังสือคัดค้าน

    ในส่วนของการเข้าชม เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เกิดเหตุโต้เถียงที่ลานปราสาทเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติ หลังการปะทะเดือนกรกฎาคม ฝ่ายไทยปิดปราสาทตาเมือนธมไม่มีกำหนด และเมื่อเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้าตรวจในเดือนมกราคม 2569 พื้นที่ยังปิดเพื่อเก็บกู้และรักษาความปลอดภัย ข้อมูลของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ยังแตกต่างกัน ผู้อ่านจึงควรติดตามจากแหล่งข่าวหลายทาง

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทตาเมือน (ธรรมศาลา) อ.พนมดงรัก
    พิกัด 14.355805, 103.258525 (14°21′20.9″N 103°15′30.7″E)

    ปราสาทกลุ่มตาเมือนอยู่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีการปะทะในปี 2568 ควรตรวจสอบสถานการณ์และประกาศการเปิดให้เข้าชมจากหน่วยงานในพื้นที่ก่อนเดินทาง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    กลุ่มปราสาทตาเมือนอยู่ในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ อยู่ในพื้นที่ทหารดูแลบริเวณชายแดน หลังเหตุปะทะปี 2568 พื้นที่ถูกปิดเพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบประกาศของทางราชการก่อนเดินทาง โบราณวัตถุบางส่วนจากพื้นที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): จารึกบนลานหิน. จารึกสันสกฤตเกี่ยวกับการบูชาพระศิวะ
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): ปราสาทตาเมือนธม. สร้างเทวาลัยครอบศิวลึงค์ธรรมชาติ
    • ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. ราว 1181–1218): รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างธรรมศาลาและอโรคยศาลตามถนนสู่พิมาย
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ตาเมือนธมและตาเมือนโต๊จอยู่ในความคุ้มครองของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2503–2504 (ค.ศ. 1960–1961): สำรวจโบราณสถาน. มีการสำรวจกลุ่มปราสาทในเขตชายแดนสุรินทร์
    • ทศวรรษ 2520–2530 (ค.ศ. 1980s–1990s): การลักลอบขุด. ชิ้นส่วนปราสาทถูกขโมยในช่วงสงครามกัมพูชา
    • พ.ศ. 2533–2539 (ค.ศ. 1990–1996): บูรณะ. กรมศิลปากรบูรณะปราสาทประธาน
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): บูรณะตาเมือนโต๊จ. บูรณะปรางค์ประธานและบรรณาลัยของอโรคยศาล
    • ราว พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001): งานบูรณะหยุดชะงัก. ปัญหาเขตแดนทำให้งานต้องหยุด
    • พ.ศ. 2551–2556 (ค.ศ. 2008–2013): ความตึงเครียดชายแดน. การเข้าชมถูกจำกัด
    • 13 ก.พ. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): เหตุร้องเพลงชาติ. ทหารไทยห้ามนักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติในลานปราสาท
    • ก.ค. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): การปะทะชายแดน. พื้นที่รอบปราสาทเป็นจุดปะทะ หยุดยิง 28 ก.ค.
    • ธ.ค. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): การสู้รบรอบใหม่. การปะทะตามแนวชายแดนกลับมาอีกครั้ง ก่อนหยุดยิงช่วงปลายเดือน
    • ม.ค. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): สำรวจความเสียหาย. กรมศิลปากรตรวจสภาพหลังการหยุดยิง

    รู้หรือไม่

    ศิวลึงค์ที่ไม่มีใครแกะ

    ศิวลึงค์ในปรางค์ประธานตาเมือนธมเป็นหินธรรมชาติ ผู้สร้างเลือกตำแหน่งปราสาทให้ครอบหินนั้นพอดี

    ชื่อเรียกพื้นบ้าน

    คำว่าธม แปลว่าใหญ่ และโต๊จ แปลว่าเล็ก ในภาษาเขมร คำต่อท้ายชื่อจึงช่วยแยกปราสาทหลังใหญ่กับหลังเล็กออกจากกัน

    โรงพยาบาลนับร้อย

    จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงตั้งอโรคยศาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Prasat Ta Muen Thom – Wikipedia
    2. Prasat Ta Muen Thom – SEA Arts, SAC
    3. Prasat Ta Muen – SEA Arts, SAC
    4. Prasat Ta Muan Tot – SEA Arts, SAC
    5. จารึกปราสาทตาเมือนธม 1 – ฐานข้อมูลจารึก SAC
    6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. อโรคยศาล – ศิลปวัฒนธรรม
    8. 2025 Cambodian–Thai border crisis – Wikipedia
    9. First look at Ta Muen Thom temple after ceasefire – Khaosod English
    10. วธ. ยันเดินหน้าบูรณะปราสาทตาควาย-ตาเมือน – มติชน
    11. ความเชื่อ พัฒนาการ และอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) – TCI
    12. Archaeological sites of Prasat Ta Moan group – Tripniceday (ข้อมูล ททท.)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-2-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Toch-1-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-006 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Thom-021 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Toch-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • พิสิฐ เจริญวงศ์

    พิสิฐ เจริญวงศ์

    ภาพประกอบ: Wat Pho Si Nai Archaeological Site Excavations · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีไทยผู้ร่วมนำการขุดค้นบ้านเชียง บุกเบิกงานจัดการมรดกวัฒนธรรม และเป็นผู้อำนวยการศูนย์โบราณคดีและวิจิตรศิลป์ของซีมีโอ · เกิด พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941)

    เกิดพ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) เติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา
    การศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2507 ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอนและมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    งานสำคัญผู้อำนวยการร่วมการขุดค้นบ้านเชียง พ.ศ. 2517–2518
    ตำแหน่งระดับภูมิภาคผู้อำนวยการ SEAMEO SPAFA พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010)
    เกียรติยศปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2543
    ความเชี่ยวชาญก่อนประวัติศาสตร์ไทย โลหกรรมโบราณ ศิลปะถ้ำ และการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
    งานเขียนเด่นArchaeologia Mundi: Thailand (พ.ศ. 2521) The Legacy of Ban Chiang (พ.ศ. 2530) และงานเรื่องศิลปะถ้ำในประเทศไทย (พ.ศ. 2541)
    บทบาทการทวงคืนร่วมเจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ชิคาโก พ.ศ. 2531

    ภูมิหลัง: นักโบราณคดีรุ่นบุกเบิก

    พิสิฐ เจริญวงศ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) และเติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทางภาคตะวันออกของไทย เขาเรียนโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ในยุคที่ประเทศไทยยังมีนักโบราณคดีอาชีพอยู่ไม่มาก

    ระหว่าง พ.ศ. 2511–2514 (ค.ศ. 1968–1971) เขาไปศึกษาโบราณคดีระดับสูงที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่นั่นเขาได้เรียนกับเอียน โกลเวอร์ นักโบราณคดีอังกฤษผู้ต่อมาทำงานในไทยอีกหลายทศวรรษ ภายหลังเขายังได้ทุนจากมูลนิธิ Asian Cultural Council ใน พ.ศ. 2519 และ 2520 เพื่อศึกษาปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

    ใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) พิสิฐเริ่มเป็นอาจารย์ประจำที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนและวิจัยเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของไทยและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ราวเจ็ดปี ก่อนย้ายไปทำงานที่กรมศิลปากรหลัง พ.ศ. 2516

    งานภาคสนามช่วงแรก: กาญจนบุรีและภาคตะวันตก

    ในช่วงต้นอาชีพ พิสิฐทำงานสำรวจแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันตก ใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาเขียนบทความร่วมกับวีระพันธุ์ มาไลยพันธุ์ เรื่องโบราณวัตถุที่พบเพิ่มเติมในกาญจนบุรี ลงในวารสารโบราณคดี

    เขายังเป็นผู้อำนวยการร่วมของโครงการโบราณคดีภาคตะวันตกตอนกลางของไทย ร่วมกับเอียน โกลเวอร์ โกลเวอร์เล่าว่าพิสิฐเป็นผู้ชักชวนให้เขากลับมาขุดค้นที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งยุคเหล็กที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการศึกษาการค้าระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในหลุมขุดค้นบ้านเชียง พิสิฐยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของความร่วมมือ และพิสูจน์ว่าโบราณคดีไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้ช่วยของนักวิชาการต่างชาติ

    บ้านเชียง: ความร่วมมือที่เปลี่ยนภาพก่อนประวัติศาสตร์ไทย

    ก่อนการขุดค้นครั้งใหญ่ พิสิฐเขียนหนังสือชื่อบ้านเชียงซึ่งพิมพ์ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) เมื่อกรมศิลปากรร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เขาได้เป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทยในโครงการบ้านเชียง คู่กับเชสเตอร์ กอร์แมน ผู้แทนฝ่ายอเมริกัน

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน โครงการนี้ออกแบบให้ทั้งสองประเทศแบ่งกันรับผิดชอบทั้งงบประมาณและบุคลากร และให้ทุนนักศึกษาไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

    พิสิฐและกอร์แมนเขียนรายงานร่วมกันหลายชิ้น เช่น บทความใน Expedition ปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) ซึ่งเสนอว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ตัวเลขนี้ได้จากวิธีหาอายุที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง และต่อมาถูกปรับลดลงอย่างมากด้วยการหาอายุแบบคาร์บอน 14 จอยซ์ ไวท์เสนอราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนชาร์ลส์ ไฮแอมเสนอราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ

    หลังกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 พิสิฐยังร่วมงานกับฝ่ายเพนซิลเวเนียต่อ เขาเขียนบทความทบทวนความหมายของโครงการต่อนักโบราณคดีและสาธารณชนไทยใน พ.ศ. 2525 และร่วมเขียนหนังสือ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ประกอบนิทรรศการที่จัดแสดงในสหรัฐอเมริกา

    บ้านเชียงกับการทวงคืนรอบใหม่

    ความสำคัญของบ้านเชียงไม่ได้จบที่การขุดค้น หลังการค้นพบใน พ.ศ. 2509 มีการลักลอบขุดและส่งออกโบราณวัตถุจำนวนมาก ใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยือนบ้านเชียงและทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมดูแลมรดก หลังจากนั้นจึงมีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในการห้ามซื้อขายและส่งออกโบราณวัตถุบ้านเชียง

    หลายสิบปีต่อมา ทางการสหรัฐฯ เริ่มสืบสวนการค้าโบราณวัตถุบ้านเชียงผิดกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) และบุกค้นสถานที่ 13 แห่งพร้อมกันเมื่อ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) จากนั้นพิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ บางแห่งทยอยส่งคืนโบราณวัตถุหลายร้อยชิ้น จอยซ์ ไวท์ ผู้สืบทอดโครงการบ้านเชียงต่อจากกอร์แมน เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ทางการสหรัฐฯ

    ใน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ พิสิฐในฐานะอดีตผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทย เสนอให้รัฐบาลขอบคุณจอยซ์ ไวท์ อย่างเป็นทางการ เพราะความรู้ทางวิชาการจากโครงการทำให้สหรัฐฯ ติดตามโบราณวัตถุได้ โดยไทยไม่ต้องยื่นคำขอเอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เริ่มในหลุมขุดค้นเมื่อ พ.ศ. 2517 ยังให้ผลต่อเนื่องมาอีกกว่าสี่สิบปี

    เมื่อพูดถึงเพื่อนร่วมงาน พิสิฐบรรยายกอร์แมนว่าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง มีเสน่ห์ พลัง และอารมณ์ขันมาก และยกย่องว่ากอร์แมนเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง

    โบราณคดีใต้น้ำและการจัดการมรดก

    ที่กรมศิลปากร พิสิฐมีบทบาทในงานหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งเป็นสาขาใหม่ในไทยเวลานั้น เขาเป็นบรรณาธิการร่วมของหนังสือโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยสองเล่ม ใน พ.ศ. 2531 และ 2533 ซึ่งรวบรวมข้อมูลเครื่องถ้วยจากเรือจมในอ่าวไทย

    เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในไทย คือแนวคิดว่าแหล่งโบราณคดีต้องได้รับการวางแผนดูแลในระยะยาว นอกเหนือจากการขุดค้น งานเขียนของเขายังครอบคลุมเรื่องศิลปะถ้ำ โลหกรรมโบราณ และความแท้ของมรดกวัฒนธรรม

    ใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) มหาวิทยาลัยศิลปากรมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ให้แก่เขา

    ทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    บทบาทที่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือพิสิฐมีส่วนในการเจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทับหลังชิ้นนี้หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ราว พ.ศ. 2503–2504 แล้วไปปรากฏที่สถาบันศิลปะชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ในฐานะของสะสมที่นักสะสมรายหนึ่งให้ยืมจัดแสดง

    ตามบันทึกของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของซีมีโอสปาฟา ท่านพบทับหลังนี้ใน พ.ศ. 2515 และรายงานต่อทางการไทยในต้น พ.ศ. 2516 แต่ฝ่ายชิคาโกไม่ยอมคืน เรื่องจึงยืดเยื้อมากว่าสิบปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) พิสิฐเดินทางไปชิคาโกพร้อมหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เพื่อเสนอทางออกให้ไทยหมุนเวียนให้ยืมทับหลังสามชิ้นที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับไปจัดแสดงต่อเนื่องสิบปี

    ฝ่ายสถาบันศิลปะชิคาโกตอบกลับว่าต้องการให้ยืมแบบนั้นไปตลอด การเจรจาครั้งนั้นจึงล้มเหลว ในที่สุดทับหลังกลับคืนสู่ไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 หลังมูลนิธิแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เข้ามาช่วยซื้อโบราณวัตถุที่มีมูลค่าเท่ากันไปแลกเปลี่ยน สารานุกรมของสปริงเกอร์ระบุว่าพิสิฐเขียนรายงานเกี่ยวกับกรณีทับหลังพนมรุ้งไว้ในปีเดียวกัน

    งานเขียน: จากบ้านเชียงถึงศิลปะถ้ำ

    งานเขียนของพิสิฐเรียงตามเวลาแล้วเหมือนแผนที่ของความสนใจที่ขยายออกเรื่อย ๆ ใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) เขาร่วมเขียนหนังสือ Archaeologia Mundi: Thailand ในชุดหนังสือโบราณคดีโลกที่ตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้ผู้อ่านนานาชาติได้เห็นภาพรวมของโบราณคดีไทยในเล่มเดียว

    เรื่องบ้านเชียงเป็นแกนที่เขากลับมาเขียนซ้ำหลายครั้ง ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เขาเขียนบทความใน Expedition ที่รวบรวมความประทับใจจากการขุดค้นสองฤดูแรก ใน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เขาเขียนบทความมองย้อนว่าโครงการมีความหมายอย่างไรต่อนักโบราณคดีและคนไทยทั่วไป ใน พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) เขาร่วมเขียนงานเรื่องการทำโลหะและการค้าในอีสาน และใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) มีงานชื่อ The Legacy of Ban Chiang

    ในช่วงหลัง เขาหันมาเขียนเรื่องที่กว้างขึ้น ได้แก่ หนังสือเรื่องศิลปะถ้ำในประเทศไทยใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) งานเรื่องลักษณะเฉพาะของดินแดนไทยใน พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) และบทความเรื่องการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม รวมทั้งบทหนึ่งในหนังสือว่าด้วยชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ใน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) สารานุกรมโบราณคดีโลกของสำนักพิมพ์สปริงเกอร์จึงบันทึกเขาไว้ในฐานะผู้บุกเบิกด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและผู้ศึกษาศิลปะถ้ำ

    ซีมีโอสปาฟา: งานระดับภูมิภาค

    ระหว่าง พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010) พิสิฐดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ ขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAMEO SPAFA ซึ่งมีสำนักงานในกรุงเทพฯ

    ศูนย์นี้ทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านโบราณคดีและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาค จัดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ และตีพิมพ์วารสาร SPAFA การได้เป็นผู้นำองค์กรระดับภูมิภาคเช่นนี้สะท้อนว่าพิสิฐได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บทบาทหลังเกษียณและมรดก

    แม้พ้นตำแหน่งแล้ว พิสิฐยังเป็นเสียงสำคัญในวงการมรดกวัฒนธรรม ในการสัมมนาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เขาเสนอว่าไทยมีแหล่งที่มีศักยภาพเป็นมรดกโลกอีกมากนอกเหนือจากปราสาทแบบเขมร และควรมีหน่วยงานด้านมรดกวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เพราะไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้

    ใน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) เขาร่วมประชุมกับคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ ในเรื่องการติดตามโบราณวัตถุบ้านเชียงที่ถูกลักลอบนำไปสหรัฐอเมริกา และเสนอให้รัฐบาลไทยขอบคุณจอยซ์ ไวท์ ที่ช่วยให้ข้อมูลทางวิชาการแก่ทางการสหรัฐฯ

    เส้นทางชีวิตของพิสิฐสะท้อนพัฒนาการของโบราณคดีไทยทั้งยุค จากยุคที่ต้องพึ่งนักวิชาการต่างชาติ สู่ยุคที่นักโบราณคดีไทยเป็นผู้นำโครงการร่วม และขยับไปสู่บทบาทระดับภูมิภาค ชื่อของเขาจึงอยู่คู่กับบ้านเชียงเช่นเดียวกับชื่อของกอร์แมน

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941): เกิด. เติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): จบปริญญาตรีโบราณคดี. มหาวิทยาลัยศิลปากร
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เป็นอาจารย์คณะโบราณคดี ศิลปากร. สอนอยู่ราวเจ็ดปี
    • พ.ศ. 2511–2514 (ค.ศ. 1968–1971): ศึกษาที่มหาวิทยาลัยลอนดอน. เรียนกับเอียน โกลเวอร์
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): หนังสือบ้านเชียง. และย้ายไปทำงานที่กรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ผู้อำนวยการร่วมการขุดค้นบ้านเชียง. คู่กับเชสเตอร์ กอร์แมน
    • พ.ศ. 2519–2520 (ค.ศ. 1976–1977): ทุนไปศึกษาที่เพนซิลเวเนีย. จากมูลนิธิ Asian Cultural Council
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): Archaeologia Mundi: Thailand. ร่วมเขียนหนังสือแนะนำโบราณคดีไทยแก่ผู้อ่านนานาชาติ
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age. หนังสือประกอบนิทรรศการ
    • ก.ค.–10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์. ทับหลังกลับถึงไทยเมื่อ 10 พฤศจิกายน
    • พ.ศ. 2531 และ 2533 (ค.ศ. 1988, 1990): หนังสือโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทย. บรรณาธิการร่วม
    • พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010): ผู้อำนวยการ SEAMEO SPAFA
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์. มหาวิทยาลัยศิลปากร
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): ประชุมคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ. เรื่องโบราณวัตถุบ้านเชียงในสหรัฐฯ

    รู้หรือไม่

    ผู้ชวนโกลเวอร์กลับมา

    เอียน โกลเวอร์เล่าว่าพิสิฐเป็นคนชักชวนให้เขากลับมาขุดค้นบ้านดอนตาเพชร แหล่งที่พบจี้สิงโตคาร์เนเลียนอันโด่งดัง

    ความร่วมมือแบบแบ่งภาระ

    โครงการบ้านเชียงออกแบบให้ฝ่ายไทยและฝ่ายอเมริกันแบ่งกันรับผิดชอบทั้งเงินทุนและบุคลากร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใหม่มากในยุคนั้น

    ชื่อที่สะกดหลายแบบ

    เอกสารภาษาไทยบางแห่งสะกดชื่อเขาต่างกันไป ส่วนในภาษาอังกฤษใช้ Pisit Charoenwongsa

    ข้อเสนอให้ยืมสามทับหลัง

    ในการเจรจาที่ชิคาโกเมื่อ พ.ศ. 2531 ฝ่ายไทยเคยเสนอให้หมุนเวียนให้ยืมทับหลังสามชิ้นไปจัดแสดงสิบปี เพื่อแลกกับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Charoenwongsa, Pisit (Encyclopedia of Global Archaeology, Springer)
    2. About SEAMEO SPAFA: Past Centre Directors
    3. Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
    4. Pisit Charoenwongsa (Penn Museum)
    5. The Curators Write (Expedition Magazine)
    6. Asian Cultural Council Grantee Database
    7. Tribute to Ajarn Chin You-di, by Ian Glover (SPAFA Journal)
    8. More finds from Kanchanaburi (Royal Asiatic Society Archives)
    9. ย้อนรอยคดีบ้านเชียง (มติชน)
    10. สัมมนาข้อมูลวิชาการมรดกวัฒนธรรมสู่มรดกโลก (ผู้จัดการออนไลน์)
    11. Stolen Art Objects Returned to Thailand, by M.C. Subhadradis Diskul (SPAFA Digest)
    12. Ban Chiang Project Background (Institute for Southeast Asian Archaeology)
    13. The Lintel and the Pilaster (The Siam Society)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พิสิฐ เจริญวงศ์
    Obj Naraibantomsin · Thanyakij at Thai Wikipedia · Public domain · Wikimedia Commons
  • ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    ภาพประกอบ: Obj Naraibantomsin · Thanyakij at Thai Wikipedia · Public domain · Wikimedia Commons

    แผ่นหินทรายสลักภาพพระวิษณุบรรทมเหนือมหาสมุทร ที่หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ชิคาโก แล้วกลับคืนมาด้วยแรงผลักดันของคนทั้งประเทศ · สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 กลับคืนสู่ไทย พ.ศ. 2531

    ที่ตั้งเหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
    อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 (คริสต์ศตวรรษที่ 12)
    วัสดุหินทราย
    ภาพสลักพระวิษณุบรรทมบนพญานาค มีดอกบัวผุดจากพระนาภี พระพรหมประทับบนดอกบัว พระลักษมีอยู่ปลายพระบาท
    ช่วงที่หายไปราว พ.ศ. 2503 ถึง พ.ศ. 2531 อยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโกตั้งแต่ พ.ศ. 2510
    กลับถึงไทย10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ติดตั้งที่เดิม 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    ทับหลังคืออะไร

    ในปราสาทหินแบบเขมร ทับหลังคือแผ่นหินยาวที่วางพาดอยู่เหนือกรอบประตู ทำหน้าที่ทั้งรับน้ำหนักและประดับตกแต่ง ช่างนิยมสลักภาพเทพเจ้า ฉากจากมหากาพย์ หรือลวดลายพันธุ์พฤกษาลงบนหน้าหิน ทับหลังจึงเป็นเหมือนป้ายบอกผู้มาเยือนว่าศาสนสถานแห่งนั้นถวายแด่ใคร และผู้สร้างนับถืออะไร

    ทับหลังมีอยู่หลายร้อยชิ้นในปราสาทเขมรทั่วอีสาน แต่ชิ้นที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้ง ชื่อของมันไม่ได้มาจากความงามเพียงอย่างเดียว หากมาจากเรื่องราวการหายไปและการเดินทางกลับบ้านที่กลายเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ

    ทับหลังชิ้นนี้อยู่เหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ซึ่งเป็นด้านหน้าของปราสาทที่หันรับแสงอาทิตย์ยามเช้า ตัวปรางค์สร้างด้วยหินทรายสีชมพูในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด

    ภาพบนแผ่นหิน: ก่อนโลกจะเกิด

    ภาพที่สลักไว้เป็นตอนหนึ่งของคติศาสนาฮินดู เมื่อจักรวาลรอบหนึ่งสิ้นสุดลง โลกจมอยู่ใต้มหาสมุทร พระวิษณุหรือพระนารายณ์จะบรรทมหลับอยู่บนขนดของพญาอนันตนาคราชที่ลอยเหนือน้ำ คำว่าบรรทมสินธุ์จึงหมายถึงการนอนบนสายน้ำ

    ระหว่างที่บรรทม ดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีหรือสะดือของพระองค์ บนดอกบัวมีพระพรหมประทับอยู่ พระพรหมคือเทพผู้จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนพระลักษมี ชายาของพระวิษณุ นั่งอยู่ทางปลายพระบาท ภาพทั้งหมดจึงเล่าถึงช่วงเวลาเงียบสงบก่อนการกำเนิดของโลก

    ช่างเขมรนิยมสลักฉากนี้บนทับหลังของปราสาทหลายแห่ง เพราะมันบรรจุความหมายเรื่องวัฏจักรของการทำลายและการสร้างใหม่ไว้ในภาพเดียว สถาบันศิลปะชิคาโกเคยตั้งชื่อชิ้นงานนี้ว่า การกำเนิดพระพรหม พร้อมพระวิษณุบรรทมบนมกร ซึ่งบอกให้รู้ว่าสัตว์ที่รองรับพระวิษณุบนทับหลังชิ้นนี้ถูกตีความได้หลายแบบ

    ที่น่าสนใจคือปราสาทพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็ยังให้พื้นที่สำคัญแก่ภาพของพระวิษณุ ซึ่งสะท้อนว่าศาสนาฮินดูในดินแดนเขมรโบราณเปิดรับเทพหลายองค์อยู่ร่วมกันในศาสนสถานเดียว

    หินแผ่นเดียวที่เล่าเรื่องการเกิดใหม่ของโลก ได้เกิดใหม่อีกครั้งเมื่อกลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมของมัน

    หายไปจากพนมรุ้ง

    ก่อนกรมศิลปากรจะเริ่มบูรณะในปี พ.ศ. 2514 ปราสาทพนมรุ้งอยู่ในสภาพพังทลาย หินจำนวนมากร่วงหล่นกองอยู่บนพื้น และไม่มีใครเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็หายไปจากตำแหน่งเดิม

    หลักฐานจากสถาบันศิลปะชิคาโกระบุว่า พ่อค้าศิลปวัตถุชาวอเมริกันชื่อเจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังชิ้นนี้มาจากกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) แล้วขายต่อให้มูลนิธิของนักสะสมตระกูลอัลสดอร์ฟในเดือนถัดมา จากนั้นทับหลังก็เข้าสู่คอลเลกชันของสถาบันศิลปะชิคาโกในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)

    ทับหลังจัดแสดงอยู่ในสหรัฐอเมริกานานกว่ายี่สิบปี เส้นทางของมันผ่านมือพ่อค้าในกรุงเทพฯ พ่อค้าอเมริกัน และนักสะสม ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นเส้นทางแบบที่โบราณวัตถุจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเดินทางออกไปในยุคนั้น

    เสียงเรียกร้องให้กลับบ้าน

    เมื่อการบูรณะพนมรุ้งด้วยวิธีรื้อแล้วประกอบคืนใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 ช่องว่างเหนือประตูด้านตะวันออกกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น การทวงคืนทับหลังจึงกลายเป็นกระแสใหญ่ สื่อมวลชนติดตามข่าวทุกวัน และมีนักวิชาการ ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมากร่วมเรียกร้อง

    ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้มีบทบาทนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการ ในปีเดียวกันวงคาราบาวออกอัลบั้มชื่อทับหลัง ทำให้เรื่องโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งเข้าไปอยู่ในเพลงที่คนทั่วไปฟังกัน

    ในช่วงแรก สถาบันศิลปะชิคาโกไม่ยอมคืนโดยไม่มีเงื่อนไข สุดท้ายจึงตกลงกันได้ด้วยการเจรจานอกศาล ทางพิพิธภัณฑ์ยอมส่งทับหลังกลับไทย โดยได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิเอลิซาเบท เอฟ. เชนีย์ ซึ่งเป็นมูลนิธิในชิคาโก มาทดแทน

    พิสูจน์ว่าเป็นของแท้

    ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ท่ามกลางความสนใจของคนทั้งประเทศ แต่ก่อนจะนำขึ้นติดตั้ง นักวิทยาศาสตร์ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนว่าหินที่ได้คืนมาเป็นชิ้นเดียวกับที่หายไปจริงหรือไม่

    ทีมตรวจพิสูจน์ใช้หลายวิธีร่วมกัน วิธีแรกคือส่องดูผิวหินด้วยกล้องขยายเพื่อหารอยบิ่น รอยสึก และการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เกิดตามกาลเวลา วิธีที่สองคือตัดหินตัวอย่างไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบศิลาวรรณนา แล้วเทียบกับหินทรายจากตัวปราสาท ผลออกมาว่าเป็นหินทรายชนิดอาร์โคสเหมือนกัน

    หลักฐานชิ้นที่สามมาจากสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างไลเคน ซึ่งเกาะซ้อนกันเป็นหลายชั้นบนผิวหิน แสดงว่าหินชิ้นนี้ตั้งอยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี ของทำเลียนแบบไม่มีทางมีร่องรอยเช่นนี้ เมื่อหลักฐานครบ ทับหลังจึงได้กลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

    มรดกของการทวงคืน

    กรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลายเป็นต้นแบบของการทวงคืนโบราณวัตถุในสังคมไทย มันทำให้คนจำนวนมากเริ่มคิดว่าโบราณวัตถุควรอยู่ในบริบทเดิมของมัน และการซื้อขายของที่ถูกลักลอบออกนอกประเทศเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ

    เรื่องราวยังมีภาคต่อ เสาประดับกรอบประตูที่สลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ซึ่งออกจากไทยไปพร้อม ๆ กับทับหลังในปี พ.ศ. 2509 และอยู่ที่ชิคาโกโดยถูกระบุผิดว่ามาจากกัมพูชา ได้รับการตรวจสอบจนยืนยันว่ามาจากพนมรุ้ง และถูกส่งคืนไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ชิ้นส่วนสองชิ้นของประตูเดียวกันจึงได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

    นักวิชาการบางคนเตือนว่าการเล่าเรื่องทับหลังด้วยภาษาชาตินิยมอย่างเดียวอาจทำให้ลืมไปว่าปราสาทเหล่านี้เป็นมรดกร่วมของผู้คนในลุ่มแม่น้ำมูลและกัมพูชา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมกันมายาวนาน การมองทับหลังจึงควรมองทั้งในฐานะสมบัติของชาติและหลักฐานของโลกเขมรโบราณที่ข้ามพรมแดนปัจจุบัน

    ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ยังพบในที่อื่นของไทยด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือภาพสลักบนหินใต้ลำธารในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ยาวราว 120 เซนติเมตร ซึ่งพรานชาวบ้านพบโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2522 แสดงว่าคตินี้แพร่หลายไปไกลกว่าศาสนสถานใหญ่

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 12): สร้างปรางค์ประธาน. ปรางค์ประธานพนมรุ้งและทับหลังด้านตะวันออกถูกสร้างขึ้น
    • ราว พ.ศ. 2503 (ค.ศ. ราว 1960): ทับหลังหาย. ทับหลังถูกลักลอบนำออกจากปราสาทที่ยังพังทลาย
    • ม.ค. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ถึงมือพ่อค้า. เจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังและเสาประดับจากกรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เข้าพิพิธภัณฑ์. สถาบันศิลปะชิคาโกได้ทับหลังเข้าคอลเลกชัน
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): เริ่มบูรณะพนมรุ้ง. กรมศิลปากรเริ่มรื้อและประกอบปราสาทคืน
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): กระแสทวงคืน. สื่อและประชาชนเรียกร้อง คาราบาวออกอัลบั้มทับหลัง
    • 10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): กลับถึงไทย. ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทย
    • 7 ธ.ค. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): กลับที่เดิม. ติดตั้งเหนือประตูด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน
    • มิ.ย. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): เสาประดับตามกลับมา. สถาบันศิลปะชิคาโกคืนเสาประดับภาพพระกฤษณะ

    รู้หรือไม่

    ไลเคนเป็นพยาน

    ไลเคนที่ขึ้นซ้อนกันหลายชั้นบนผิวทับหลังเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง เพราะมันต้องใช้เวลานับร้อยปีกลางแจ้งจึงจะสะสมได้ขนาดนั้น

    ชื่อนารายณ์เกี่ยวกับน้ำ

    คำว่านารายณ์ในภาษาสันสกฤตเกี่ยวข้องกับน้ำ จึงเข้ากับภาพเทพที่บรรทมอยู่เหนือมหาสมุทรก่อนโลกถือกำเนิด

    เป็นชื่ออัลบั้มเพลง

    ในปี พ.ศ. 2531 วงคาราบาวใช้คำว่าทับหลังเป็นชื่ออัลบั้ม ในช่วงเดียวกับที่สังคมไทยเรียกร้องให้ทับหลังกลับบ้าน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Phanom Rung Historical Park (Wikipedia)
    2. Art Institute of Chicago: A Sacred Pilaster Returns Home
    3. The Siam Society: The Lintel and the Pilaster
    4. Thai PBS: 10 พฤศจิกายน 2531 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนสู่ประเทศไทย
    5. ศิลปวัฒนธรรม: ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุ
    6. ศิลปวัฒนธรรม: พระนารายณ์มาจากไหน ทำไมต้องบรรทมสินธุ์
    7. ศิลปวัฒนธรรม: การเมืองในประวัติศาสตร์เครือญาติไทย-กัมพูชา กรณีทับหลัง
    8. Cultural Property Disputes: Thai Reclining Vishnu
    9. Carabao discography (Wikipedia)
    10. Khaosod English: Ancient underwater Narai carving

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • หริภุญชัย: นครมอญแห่งลุ่มน้ำปิง

    หริภุญชัย: นครมอญแห่งลุ่มน้ำปิง

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai Lamphun (12659762613) · Iain Cameron · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของบ้านเมืองชาวมอญที่ลำพูน ตั้งแต่ตำนานพระนางจามเทวีจนถึงวันที่พญามังรายเข้ายึดเมือง และมรดกที่ส่งต่อให้ล้านนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – พ.ศ. 1835 (โดยประมาณ)

    ที่ตั้งลุ่มน้ำปิงและน้ำกวง เมืองลำพูนในปัจจุบัน
    ผู้คนหลักชาวมอญ ใช้อักษรและภาษามอญโบราณ
    ตำนานสำคัญจามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์
    อายุตามหลักฐานโบราณคดีเริ่มราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ราว ค.ศ. 750)
    ศาสนสถานเด่นพระธาตุหริภุญชัย และวัดจามเทวี (กู่กุด)
    สิ้นสุดถูกพญามังรายยึด ราว พ.ศ. 1824–1836 (ตำนานระบุต่างกัน)

    เมืองที่ฤๅษีสร้าง: ตำนานการกำเนิด

    เรื่องราวของหริภุญชัยที่คนไทยรู้จักส่วนใหญ่มาจากตำนานภาษาบาลีที่พระภิกษุล้านนาเรียบเรียงขึ้นภายหลัง เล่มสำคัญคือจามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์ ทั้งสองเล่มเขียนขึ้นหลายร้อยปีหลังเหตุการณ์ จึงผสมทั้งความทรงจำทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าทางศาสนาเข้าด้วยกัน

    ตามตำนาน ฤๅษีวาสุเทพซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่บนดอยสุเทพ ร่วมกับฤๅษีอีกหลายตน ได้เลือกพื้นที่ระหว่างแม่น้ำปิงกับแม่น้ำกวงเป็นที่ตั้งเมืองใหม่ ตำนานเล่าว่าผังเมืองมีรูปคล้ายหอยสังข์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วกลับยังไม่มีผู้ปกครองที่เหมาะสม

    ฤๅษีจึงส่งทูตลงไปทางใต้ ไปขอพระธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรีในปัจจุบัน) มาครองเมือง พระธิดาองค์นั้นคือพระนางจามเทวี ตำนานระบุว่าพระนางเสด็จขึ้นมาตามลำน้ำปิงพร้อมผู้คนจำนวนมาก ทั้งพระสงฆ์ นักปราชญ์ และช่างฝีมือ นำพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจากภาคกลางขึ้นมาด้วย

    ตำนานยังเล่าว่าพระนางให้กำเนิดโอรสฝาแฝด องค์พี่ครองหริภุญชัยต่อจากพระนาง ส่วนองค์น้องไปครองเมืองเขลางค์นคร คือลำปางในปัจจุบัน เรื่องนี้อธิบายว่าเหตุใดสองเมืองนี้จึงมีความผูกพันกันมาตลอด

    หริภุญชัยเกิดขึ้นเมื่อใดกันแน่

    ตำนานแต่ละฉบับให้ศักราชการสร้างเมืองไม่ตรงกัน แต่ส่วนใหญ่ชี้ไปที่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 หรือราว พ.ศ. 1200 นักวิชาการปัจจุบันเห็นว่าตัวเลขนี้เก่าเกินไป เพราะยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าถึงขนาดนั้น

    เมื่อเทียบกับโบราณวัตถุและรูปแบบศิลปะ นักวิชาการจำนวนมากจึงกำหนดการเริ่มต้นของหริภุญชัยไว้ราว ค.ศ. 750 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 งานวิจัยด้านโบราณคดีของลำพูนแบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสามช่วง คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9, 10–11 และ 12–14

    งานศึกษาเดียวกันเตือนว่าตำนานเพียงอย่างเดียวให้ข้อมูลไม่แม่นยำพอ ต้องใช้คู่กับจารึกและหลักฐานจากการขุดค้นเสมอ ดังนั้นเวลาอ่านเรื่องพระนางจามเทวี จึงควรมองว่าเป็นตำนานที่สะท้อนความสัมพันธ์จริงระหว่างลำพูนกับละโว้ มากกว่าบันทึกเหตุการณ์ทีละปี

    หริภุญชัยล่มสลายในฐานะอาณาจักร แต่ตัวอักษร ศาสนา และพระธาตุของชาวมอญยังมีชีวิตอยู่ในล้านนามาจนถึงวันนี้

    วัฒนธรรมมอญและจารึกที่ยังเหลืออยู่

    หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าชาวหริภุญชัยเป็นใคร คือศิลาจารึกอักษรมอญและภาษามอญโบราณที่พบในลำพูนหลายหลัก จารึกเหล่านี้แสดงว่าคนที่นี่พูดภาษาเดียวกับผู้คนในเมืองยุคทวารวดีทางภาคกลาง ทำให้นักวิชาการเชื่อว่าละโว้กับหริภุญชัยน่าจะมีประชากรกลุ่มเดียวกัน

    ตัวอย่างสำคัญคือจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 1 ซึ่งพบที่วัดดอนแก้ว ในเขตอำเภอเมืองลำพูน เขียนด้วยอักษรมอญ ใช้ภาษาบาลีและมอญโบราณ จารึกบนหินทรายรูปใบเสมาสองด้าน ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    จารึกกลุ่มนี้บันทึกการทำบุญ การสร้างและซ่อมศาสนสถาน รวมทั้งกล่าวถึงแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งที่ทำให้เจดีย์เสียหาย ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ขณะที่งานบางชิ้นอ่านศักราชได้ราว ค.ศ. 1218–1219 ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ 18 การกำหนดอายุจึงยังต่างกันอยู่

    นอกจากจารึกแล้ว ชาวหริภุญชัยยังทิ้งงานศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น พระพุทธรูปดินเผาและเครื่องปั้นดินเผาเขียนสีแดง นักวิชาการพบว่าศิลปะของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทวารวดี ศิลปะพุกาม และขอม ก่อนจะผสมกันจนกลายเป็นแบบของตัวเอง

    พระเจ้าอาทิตยราชและพระธาตุหริภุญชัย

    ในบรรดากษัตริย์หลายสิบพระองค์ที่ตำนานระบุไว้ พระเจ้าอาทิตยราชเป็นองค์ที่ถูกจดจำมากที่สุด เพราะตำนานยกย่องว่าทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จนกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของลำพูนมาถึงทุกวันนี้

    ปีที่สร้างพระธาตุเป็นเรื่องที่ยังสรุปไม่ได้ บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1440 ชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวถึงราว ค.ศ. 1063 ส่วนนักวิชาการบางท่านเห็นว่าน่าจะอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 แหล่งข้อมูลด้านศิลปะจึงมักพูดกว้างๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 17

    รูปทรงเดิมของพระธาตุเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท ต่อมาในสมัยพญามังรายมีการปรับให้เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชราว พ.ศ. 1990 ก็ได้ขยายองค์ให้ใหญ่ขึ้นอีก รูปทรงที่เราเห็นวันนี้จึงเป็นผลงานของหลายยุคซ้อนกัน

    วัดจามเทวีหรือกู่กุด

    ทางทิศตะวันตกของเมืองลำพูนมีวัดจามเทวี ชาวบ้านเรียกว่าวัดกู่กุด ภายในมีเจดีย์สำคัญสององค์ องค์ใหญ่เรียกว่าเจดีย์สุวรรณจังโกฏหรือเจดีย์มหาพล เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นห้าชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มพระพุทธรูปยืน รวมทั้งหมด 60 องค์

    อีกองค์หนึ่งคือรัตนเจดีย์ มีผังแปดเหลี่ยม ก่ออิฐ มีพระพุทธรูปยืนในซุ้มแปดองค์ ทั้งสององค์ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมหริภุญชัย และมักถูกนำไปเปรียบกับศาสนสถานแบบทวารวดี

    ช่วงเวลาที่สร้างยังมีความเห็นสองทาง ฝ่ายหนึ่งเชื่อตามตำนานว่าโอรสของพระนางจามเทวีสร้างขึ้นหลังพระนางสิ้นพระชนม์ อีกฝ่ายเห็นว่าน่าจะสร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าในเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

    สงครามกับละโว้และการอพยพหนีโรคระบาด

    แม้ตำนานจะเล่าว่าหริภุญชัยเกิดจากเชื้อสายละโว้ แต่ต่อมาสองเมืองนี้กลับรบกันหลายครั้ง ตามตำนาน การรบเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 และเกิดซ้ำอีกในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช บางฉบับเล่าว่าฝ่ายหริภุญชัยชนะและส่งเชื้อพระวงศ์ไปครองละโว้ด้วย

    เรื่องเล่าท้องถิ่นยังเชื่อมเจดีย์บางองค์ในลำพูนเข้ากับสงครามนี้ เช่นเรื่องที่ว่าเชลยจากละโว้ถูกให้สร้างเจดีย์ใหญ่ เรื่องเหล่านี้ควรอ่านอย่างตำนาน เพราะเราไม่มีจารึกร่วมสมัยที่ยืนยันรายละเอียดการรบ

    ตำนานจามเทวีวงศ์ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกตอนหนึ่ง เล่าว่าครั้งหนึ่งเกิดโรคระบาดคล้ายอหิวาตกโรคในหริภุญชัย ผู้คนจึงพากันหนีลงไปอยู่เมืองสุธรรมวดี คือเมืองสะเทิมในพม่าตอนล่าง แล้วย้ายต่อไปยังหงสาวดี เรื่องนี้สะท้อนว่าชาวมอญทางเหนือกับชาวมอญริมทะเลอันดามันยังรู้สึกว่าเป็นเครือญาติกัน

    พญามังรายกับอ้ายฟ้า: จุดจบของหริภุญชัย

    ในพุทธศตวรรษที่ 19 พญามังรายแห่งเมืองเงินยางได้ขยายอำนาจลงมาทางใต้ และหมายตาหริภุญชัยซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่ง ตำนานเล่าว่าพระองค์ไม่ได้บุกตรงเข้าไป แต่ส่งคนชื่ออ้ายฟ้าไปรับราชการกับพญายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของหริภุญชัย

    อ้ายฟ้าค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจ แล้วใช้อำนาจที่ได้มาสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวเมือง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง ตำนานบางฉบับว่าแผนนี้ใช้เวลานานหลายปี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทัพของพญามังรายก็เข้ายึดเมืองได้ พญายีบาต้องหนีไปอยู่ลำปาง

    ปีที่เสียเมืองเป็นข้อถกเถียงที่รู้จักกันดี แหล่งข้อมูลต่างๆ ให้ไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1281 (พ.ศ. 1824), ค.ศ. 1291 (พ.ศ. 1834), ค.ศ. 1292 (พ.ศ. 1835) จนถึง พ.ศ. 1836 ตามชินกาลมาลีปกรณ์ ความต่างนี้มาจากตำนานแต่ละฉบับนับศักราชไม่ตรงกัน นักประวัติศาสตร์จึงมักบอกเป็นช่วงเวลาแทนที่จะยืนยันปีเดียว

    หลังจากนั้นไม่นาน พญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) และหริภุญชัยก็กลายเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาของอาณาจักรล้านนาแทนที่จะเป็นศูนย์กลางการเมือง

    มรดกมอญในล้านนา

    แม้หริภุญชัยจะสิ้นสุดลงในฐานะอาณาจักร แต่สิ่งที่ชาวมอญสร้างไว้ไม่ได้หายไป ล้านนารับพระพุทธศาสนา ประเพณีการบูชาพระธาตุ และงานช่างหลายอย่างจากลำพูน พญามังรายเองก็ให้ความสำคัญกับพระธาตุหริภุญชัยจนบูรณะครั้งใหญ่

    มรดกที่สำคัญมากคือตัวอักษร อักษรธรรมล้านนาซึ่งใช้จารคัมภีร์ใบลานในภาคเหนือมีรูปร่างคล้ายอักษรมอญของหริภุญชัยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างเห็นได้ชัด หลักฐานอักษรธรรมที่เก่าที่สุดเท่าที่พบมีอายุ ค.ศ. 1376 แสดงว่าชาวไทจากทางเหนือได้เรียนการเขียนจากชาวมอญแล้วนำมาปรับใช้

    ร่องรอยเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก็ยังอยู่ เช่น เครื่องปั้นดินเผาเขียนสีแดงแบบหริภุญชัยที่มีอิทธิพลต่อหม้อน้ำ หรือคนโท ของเชียงใหม่ในสมัยหลัง เรื่องของหริภุญชัยจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าบ้านเมืองของคนไทเติบโตขึ้นบนพื้นฐานของวัฒนธรรมที่มีมาก่อน

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1200: การสร้างเมืองตามตำนาน. ฤๅษีวาสุเทพสร้างเมือง และเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้มาครอง (ศักราชตามตำนานต่างกัน)
    • ราว พ.ศ. 1293 (ค.ศ. ราว 750): จุดเริ่มต้นตามหลักฐาน. นักวิชาการปัจจุบันกำหนดการเริ่มต้นของหริภุญชัยไว้ราวช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 10): สงครามกับละโว้ (ตำนาน). ตำนานเล่าถึงการรบระหว่างหริภุญชัยกับละโว้หลายครั้ง
    • พุทธศตวรรษที่ 17: พระเจ้าอาทิตยราช. ตำนานยกย่องว่าทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย ปีที่สร้างยังเป็นที่ถกเถียง
    • พุทธศตวรรษที่ 17–18: จารึกมอญวัดดอนแก้ว. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิบันทึกการทำบุญและการซ่อมศาสนสถาน
    • พ.ศ. 1824–1836 (ค.ศ. 1281–1293): พญามังรายยึดหริภุญชัย. ใช้อ้ายฟ้าเป็นไส้ศึก พญายีบาหนีไปลำปาง ปีที่แน่นอนยังไม่ยุติ
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ลำพูนกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของล้านนา
    • ราว พ.ศ. 1990: ขยายพระธาตุหริภุญชัย. พระเจ้าติโลกราชบูรณะและขยายองค์พระธาตุให้ใหญ่ขึ้น

    รู้หรือไม่

    ตำนานใช้ภาษาบาลี

    ทั้งจามเทวีวงศ์และชินกาลมาลีปกรณ์เป็นงานของพระภิกษุล้านนาที่เขียนเป็นภาษาบาลี ตำนานพระนางจามเทวีที่เรารู้จักจึงเป็นเรื่องที่ผ่านมุมมองของคนล้านนาในยุคหลังมาแล้ว

    เมืองหน้าตาเหมือนหอยสังข์

    ตำนานเล่าว่าผังเมืองหริภุญชัยมีรูปคล้ายหอยสังข์ คูเมืองลำพูนที่ยังเห็นร่องรอยในปัจจุบันจึงมักถูกเล่าคู่กับตำนานนี้

    อักษรของพระสงฆ์ล้านนามาจากมอญ

    อักษรธรรมที่ใช้จารใบลานในภาคเหนือมีรูปร่างใกล้เคียงอักษรมอญของหริภุญชัยมาก ถือเป็นมรดกที่ยังใช้กันในวัดจนทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Haripuñjaya (Wikipedia)
    2. Haripunjaya: An Archaeological and Literary Account (วารสารดำรงวิชาการ)
    3. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 1 (วัดดอนแก้ว) ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    4. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (หอสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ)
    5. Wat Chamadevi (Wikipedia)
    6. Mangrai (Wikipedia)
    7. ชินกาลมาลีปกรณ์ ตอนเมืองหริภุญชัย (GotoKnow)
    8. Tai Tham script (Wikipedia)
    9. หริภุญชัย (ทรูปลูกปัญญา)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ถ้ำองบะ

    ถ้ำองบะ

    ภาพประกอบ: Dong Son bronze drum in Wat Kungtapao Local Museum 2 · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ถ้ำหินปูนกลางป่าศรีสวัสดิ์ที่เก็บโลงไม้รูปเรือและกลองมโหระทึกแบบดองซอนไว้นับพันปี · ราว 2,200 ปีก่อน (ยุคโลหะ)

    ที่ตั้งห่างจากอำเภอศรีสวัสดิ์ไปทางตะวันตกราว 10 กม. จังหวัดกาญจนบุรี ลุ่มน้ำแควใหญ่ตอนบน
    ลักษณะถ้ำหินปูน ยาวราว 150 เมตร ปากถ้ำสูงราว 5 เมตร
    ยุคสมัยยุคโลหะ (สำริดและเหล็ก)
    ค่าอายุคาร์บอน2,180±100 ปีมาแล้ว จากไม้โลงศพ
    ของเด่นโลงไม้รูปเรือราว 90 โลง กลองมโหระทึก เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด
    ผู้ขุดค้นคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก
    รายงานหลักรายงานคณะไทย-เดนมาร์ก บรรณาธิการโดยแปร์ โซเรนเซน พ.ศ. 2531
    ชนิดไม้โลงศพไม้ในสกุลพะยูง (Dalbergia)

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    ถ้ำองบะอยู่ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ราว 10 กิโลเมตรทางตะวันตกของตัวอำเภอ ในหุบเขาหินปูนทางตอนบนของแม่น้ำแควใหญ่ ไม่ไกลจากย่านเหมืองแร่ตะกั่วบ่อใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำคัญของภาคตะวันตก

    ปากถ้ำสูงประมาณ 5 เมตร ภายในเป็นโถงกว้างและสูงราว 10–15 เมตร ทอดลึกไปกว่าร้อยเมตร โถงที่แห้งและมืดเช่นนี้ช่วยถนอมไม้และกระดูกไว้ได้นานกว่าในที่โล่ง ชาวบ้านโบราณจึงเลือกใช้ถ้ำเป็นสถานที่วางศพผู้ตาย

    หลักฐานสำคัญ

    • กลองมโหระทึกแบบดองซอน: กลองสำริดจากวัฒนธรรมเวียดนามเหนือ พบคู่กับโลงศพของผู้มีฐานะ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • โลงไม้รูปเรือ: โลงศพทำจากซุงรูปเรือ อายุราว 2,200 ปี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์) ดูภาพถ่ายจริง

    การค้นพบ

    ราว พ.ศ. 2501–2502 มีผู้พบกลองมโหระทึกสำริดในถ้ำองบะ ข่าวนี้ทำให้นักโบราณคดีสนใจ แต่ก่อนที่จะมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ ถ้ำก็ถูกลักลอบขุดหาของมีค่าไปไม่น้อย

    คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งมีแปร์ โซเรนเซนเป็นผู้นำ เข้ามาสำรวจในช่วง พ.ศ. 2503–2505 และกลับมาขุดค้นอีกครั้งราว พ.ศ. 2508–2509 พวกเขาพบว่าโลงศพทุกโลงถูกทำลายเสียหายจากการลักลอบขุดแล้ว เหลือเพียงกระดูกกระจัดกระจาย แต่ข้อมูลที่เก็บได้ยังเพียงพอจะบอกเรื่องราวสำคัญ

    ในความมืดของถ้ำองบะ โลงรูปเรือนับสิบลำจอดนิ่งอยู่ราวกับรอพาเจ้าของข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของชีวิต

    รายงานของโซเรนเซนและสิ่งที่บันทึกไว้

    ผลการสำรวจถ้ำองบะใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะตีพิมพ์ครบ แปร์ โซเรนเซน เป็นบรรณาธิการรายงานชุดการขุดค้นในประเทศไทยของคณะไทย-เดนมาร์ก และเล่มที่ว่าด้วยของที่พบบนผิวดินและการขุดค้นขนาดเล็ก ซึ่งรวมข้อมูลถ้ำองบะไว้ ออกโดยสำนักพิมพ์เคอร์ซันในลอนดอนเมื่อ พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ปีต่อมาพรชัย สุจิตต์ เขียนบทวิจารณ์ลงวารสารสยามสมาคม ชื่นชมคุณค่าทางวิชาการ แต่ก็ชี้ว่าคำเรียกกลุ่มวัฒนธรรมบางคำยังต้องทำให้ชัดขึ้น

    รายงานให้รหัสวัตถุจากถ้ำขึ้นต้นด้วย OB เช่น กลองมโหระทึกที่แตกหักสี่ใบซึ่งเก็บได้จากผิวดิน มีรหัส OB.86 ถึง OB.89 โซเรนเซนจัดกลองกลุ่มนี้เป็นกลองแบบเฮเกอร์ 1 สายพันธุ์ท้องถิ่นของยูนนาน ซึ่งแพร่ลงมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงราว 400 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200

    ของแปลกอีกอย่างคือเศษภาชนะดินเผาสองชิ้นที่เขียนสีแดงและดำเป็นแถบกว้างเฉียงมาบรรจบกัน ลวดลายแบบนี้ไม่เคยพบในที่อื่นของไทย ถ่านที่พบร่วมกันให้อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล จึงเป็นอีกหลักฐานว่าถ้ำถูกใช้มาตั้งแต่ก่อนช่วงอายุของโลงไม้

    ตัวเลขจำนวนกลองที่ต่างกันในเอกสารมีที่มาจากเรื่องนี้ รายงานปี พ.ศ. 2531 บรรยายกลองสี่ใบที่เป็นของพบบนผิวดิน ขณะที่งานศึกษาเรื่องกลองเฮเกอร์ 1 ในไทยอ้างงานของโซเรนเซนปี พ.ศ. 2522 ว่าพบกลองรวมหกใบใกล้โลงศพ

    สิ่งที่พบ

    ของที่โดดเด่นที่สุดคือโลงไม้ราว 90 โลง ทำจากลำต้นไม้ผ่าครึ่งแล้วขุดเป็นรางคล้ายเรือขุด ปิดด้วยแผ่นไม้อีกแผ่น ปลายทั้งสองข้างแกะเป็นหัวสัตว์แบบเรียบง่าย บางโลงมีส่วนยื่นคล้ายเขาซึ่งอาจใช้เป็นที่จับเวลายก การวิเคราะห์เนื้อไม้ชี้ว่าเป็นไม้ในสกุลพะยูงและชิงชัน

    ใกล้โลงศพพบกลองมโหระทึกสำริดแบบเฮเกอร์ 1 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกลองวัฒนธรรมดองซอนในเวียดนามตอนเหนือและยูนนาน จำนวนกลองที่ระบุในเอกสารต่างกันไป บางฉบับนับกลองที่สภาพไม่สมบูรณ์ได้ 4 ใบ บางฉบับระบุ 6 ใบ นอกจากนี้ยังพบกำไล เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด และภาชนะดินเผา

    ในชั้นที่เก่ากว่าพบร่องรอยการฝังศพยุคหินใหม่ด้วย รวมถึงห่วงหินและหัวหอกแบนทำจากหินชนวน แสดงว่าถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ฝังศพหลายยุคต่อเนื่องกัน

    กลองมโหระทึกกับจุดยุทธศาสตร์บนสายน้ำ

    งานศึกษาเรื่องกลองแบบเฮเกอร์ 1 ในไทยระบุแหล่งที่พบกลองไว้สี่จุด คือดอนตาลบนเกาะกลางแม่น้ำโขงใกล้มุกดาหาร บ้านชีทวนตรงที่แม่น้ำมูลกับชีบรรจบกัน บ้านนาโพธิ์ใต้ตรงที่ลำน้ำสายหนึ่งไหลลงแม่น้ำโขง และถ้ำองบะในลุ่มแควใหญ่ตอนบน ซึ่งพบกลองมากที่สุดคือหกใบ

    ผู้ศึกษาสังเกตว่าทุกจุดอยู่ในตำแหน่งที่การเดินทางทางน้ำต้องสะดุด เช่น แก่ง น้ำตก หรือปากแม่น้ำ คนที่ควบคุมจุดเหล่านี้จึงควบคุมการขนส่งสินค้าได้ด้วย ข้อสังเกตนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมกลองราคาแพงจึงมาอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกล

    ที่ถ้ำองบะ กลองวางอยู่ใกล้โลงศพของผู้ที่น่าจะมีฐานะสูง นักวิชาการจึงแทบไม่สงสัยว่ากลองทำหน้าที่เป็นของอุทิศให้ผู้ตาย เมื่อรวมกับทำเลใกล้แหล่งแร่ตะกั่ว ภาพที่ได้คือชุมชนบนพื้นที่สูงที่มั่งคั่งจากทรัพยากรและเส้นทางการค้า

    ความสำคัญ

    ไม้จากโลงศพให้ค่าอายุคาร์บอนราว 2,180±100 ปีมาแล้ว ซึ่งตรงกับช่วงที่กลองมโหระทึกแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้ำองบะจึงเป็นหลักฐานว่าชุมชนในป่าเขาตะวันตกของไทยได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนสินค้าระยะไกลแล้ว

    กลองมโหระทึกเป็นของมีค่าและหายาก การที่กลองถูกวางไว้ใกล้โลงศพทำให้นักวิชาการเชื่อว่าผู้ที่ถูกฝังในถ้ำนี้เป็นคนที่มีฐานะสูงในสังคม ที่ตั้งใกล้แหล่งแร่ตะกั่วก็ชวนให้คิดว่าความมั่งคั่งของชุมชนอาจมาจากการควบคุมทรัพยากรแร่

    โลงไม้รูปเรือแบบเดียวกันยังพบในถ้ำอีกหลายแห่งในกาญจนบุรีและแม่ฮ่องสอน ถ้ำองบะจึงเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับเข้าใจประเพณีการฝังศพในถ้ำของคนบนพื้นที่สูงทางตะวันตก

    เทียบกับโลงไม้ในแม่ฮ่องสอน

    ประเพณีวางศพในโลงไม้ในถ้ำไม่ได้มีแค่ที่กาญจนบุรี ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็พบโลงไม้จำนวนมากในถ้ำและเพิงผา เช่น ถ้ำบ่อไคร้และเพิงผาบ้านไร่ ซึ่งโครงการวิจัยของรัศมี ชูทรงเดช ศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

    โลงไม้ที่แม่ฮ่องสอนทำจากไม้สัก ค่าอายุคาร์บอนจากถ้ำหลายแห่งในปางมะผ้าอยู่ระหว่างราว 2,080 ถึง 1,240 ปีมาแล้ว ส่วนโลงไม้ที่ถ้ำองบะทำจากไม้ในสกุลพะยูงและให้อายุราว 2,180 ปีมาแล้ว จึงเก่ากว่าหรือใกล้เคียงกับรุ่นแรกของแม่ฮ่องสอน

    งานศึกษาใน พ.ศ. 2550 ใช้วงปีไม้จัดลำดับหัวโลงไม้สักที่แม่ฮ่องสอน แบ่งรูปแบบหัวโลงได้ 12 แบบ ตั้งแต่แบบเรียบไม่มีหน้าไปจนถึงแบบแกะคล้ายหัวสัตว์ ผลที่น่าสนใจคือหลายแบบถูกใช้ในเวลาเดียวกัน ผู้วิจัยจึงเสนอว่ารูปแบบหัวโลงอาจบอกฐานะหรือกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้ตาย มากกว่าบอกว่าโลงเก่าหรือใหม่ ข้อเสนอนี้ช่วยให้มองโลงไม้ที่ถ้ำองบะในมุมใหม่ด้วย

    ข้อถกเถียง

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่ากลองมโหระทึกในถ้ำองบะผลิตที่ไหน กลุ่มหนึ่งเห็นว่าเป็นของนำเข้าจากแหล่งผลิตทางเหนือ เช่น เวียดนามตอนเหนือหรือยูนนาน อีกกลุ่มชี้ว่าดินแดนไทยเองก็มีช่างหล่อกลองในยุคเดียวกัน ประเด็นนี้ต้องใช้การวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะจึงจะตอบได้ชัดขึ้น

    ความหมายของโลงรูปเรือก็ยังเปิดกว้าง บางคนเสนอว่าเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเรือที่พาวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย ขณะที่บางคนเห็นว่าอาจเป็นรูปแบบที่สะดวกต่อการทำจากท่อนซุงเท่านั้น และเนื่องจากถ้ำถูกลักลอบขุดก่อนการศึกษา ข้อมูลเรื่องว่าของชิ้นใดอยู่คู่กับศพใดจึงสูญหายไปมาก

    ถ้ำองบะในปัจจุบัน

    ถ้ำองบะยังคงอยู่ในพื้นที่ป่าเขาของอำเภอศรีสวัสดิ์ สภาพการเข้าถึงไม่สะดวกนัก เหมาะกับผู้ที่เดินทางพร้อมผู้นำทางท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่

    สำหรับผู้ที่อยากเห็นตัวอย่างโลงไม้รูปเรือและกลองมโหระทึกจากภาคตะวันตก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า มีนิทรรศการเรื่องการฝังศพในโลงไม้ในเขตภูเขาตะวันตก ส่วนโบราณวัตถุบางส่วนจากการขุดค้นของคณะไทย-เดนมาร์กเคยถูกนำไปศึกษาที่ประเทศเดนมาร์ก

    พิกัดและการนำทาง

    ถ้ำองบะ อ.ศรีสวัสดิ์ (พิกัดโดยประมาณ)
    พิกัด 14.683330, 98.950000 (14°40′60.0″N 98°57′00.0″E)

    พิกัดคลาดเคลื่อนได้ราว 1 กิโลเมตร ถ้ำอยู่ในป่าลึกห่างตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ราว 10 กิโลเมตร ทางเข้าเป็นเส้นทางเหมืองเก่า ควรนำทางไปตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ แล้วติดต่อผู้นำทางท้องถิ่น

    การเยี่ยมชมวันนี้

    ถ้ำองบะอยู่ในเขตป่าเขาของอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำแควใหญ่ การเข้าถึงต้องเดินทางด้วยรถและเดินป่า ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้นำทางก่อนเข้าไป ผู้ที่ต้องการดูตัวอย่างโลงไม้และเรื่องราวการฝังศพในถ้ำภาคตะวันตก ไปชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ยุคหินใหม่: การฝังศพยุคแรก. พบร่องรอยการฝังศพพร้อมห่วงหินและหัวหอกหินชนวน
    • ราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ.: ภาชนะเขียนสีแดงดำ. เศษภาชนะเขียนสีแบบที่ไม่พบที่อื่นในไทย กำหนดอายุจากถ่าน
    • ราว 400 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 200: ยุคกลองเฮเกอร์ 1. ช่วงที่กลองแบบยูนนานแพร่ลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามการจัดแบบของโซเรนเซน
    • ราว 2,200 ปีก่อน: ยุคโลงไม้และกลองมโหระทึก. ไม้โลงศพให้ค่าอายุคาร์บอน 2,180±100 ปีมาแล้ว
    • ราว 2,080–1,240 ปีก่อน: โลงไม้ที่ปางมะผ้า. ประเพณีโลงไม้ในถ้ำทางเหนือของภาคตะวันตกดำเนินต่อมาอีกหลายร้อยปี
    • ราว พ.ศ. 2501–2502 (ค.ศ. 1958–1959): พบกลองมโหระทึก. กลองสำริดแบบดองซอนถูกพบในถ้ำ
    • ก่อนการขุดค้น: การลักลอบขุด. โลงศพเสียหายและของมีค่าสูญหายไปจำนวนมาก
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะไทย-เดนมาร์กสำรวจ. บันทึกโลงไม้และกลองในถ้ำ
    • ราว พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): ขุดค้นอีกครั้ง. เก็บข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโลงไม้กว่า 90 โลง
    • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979): บทความเรื่องกลอง. โซเรนเซนเผยแพร่เรื่องกลองหกใบจากถ้ำองบะ
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): ตีพิมพ์รายงาน. รายงานของคณะไทย-เดนมาร์กที่รวมข้อมูลถ้ำองบะออกที่ลอนดอน
    • พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989): บทวิจารณ์ใน JSS. พรชัย สุจิตต์ วิจารณ์รายงานในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): ศึกษาโลงไม้ด้วยวงปีไม้. งานวิจัยแบ่งหัวโลงไม้สักที่แม่ฮ่องสอนได้ 12 แบบ

    รู้หรือไม่

    มโหระทึกไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี

    กลองมโหระทึกถูกใช้ในพิธีกรรม เช่น ขอฝน และเป็นเครื่องแสดงฐานะ บนหน้ากลองมักมีรูปกบนั่งอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์และฝน

    ไม้ทนพันปี

    โลงศพในถ้ำองบะทำจากไม้เนื้อแข็งในสกุลเดียวกับพะยูง ซึ่งทนต่อการผุพัง ประกอบกับถ้ำที่แห้ง จึงรอดมาได้กว่าสองพันปี

    กลองอยู่ตรงจุดที่เรือต้องหยุด

    แหล่งที่พบกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ 1 ในไทยล้วนอยู่ใกล้แก่ง น้ำตก หรือปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นจุดคุมเส้นทางขนส่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Journal of the Siam Society vol. 77 Reviews (Ban Kao and Ongbah reports)
    2. Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association: Heger I drums
    3. ScienceAsia 33 (2007): log coffins in western Thailand
    4. Tham Ong Bah – KA0161 – Grottomap
    5. มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี – ศิลปวัฒนธรรม
    6. Teak log coffin head styles in northern Thailand (ScienceAsia 2007)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ถ้ำองบะ
    Bronze drum in Wat Kungtapao Local Museum 1 · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณคูบัว

    เมืองโบราณคูบัว

    ภาพประกอบ: Ku Bua 1 · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินสมัยทวารวดีในราชบุรี ที่ทิ้งงานปูนปั้นรูปผู้คนไว้มากมาย ทั้งนักดนตรีหญิงและชาวต่างแดนสวมหมวกทรงสูง · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)

    ที่ตั้งตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างตัวเมืองราว 12 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้
    ผังเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้าราว 800 x 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ
    โบราณสถานสำรวจพบ 44 แห่งในทศวรรษ 2500 และเพิ่มอีก 15 แห่งในปี 2538–2539
    การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504
    โบราณสถานใหญ่สุดวัดโขลงสุวรรณคีรี
    ศาสนาพุทธเถรวาทและมหายาน มีหลักฐานพราหมณ์ปะปน
    ชิ้นเด่นภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรีห้าคน จากโบราณสถานหมายเลข 10
    สภาพปัจจุบันจาก 59 แห่ง เหลือให้เห็นราว 25 แห่ง (รายงาน พ.ศ. 2566)

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างจากตัวเมืองราชบุรีราว 12 กิโลเมตร บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง ชื่อคูบัวน่าจะมาจากคูเมืองที่เคยมีบัวขึ้นอยู่

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 800 เมตร ยาวราว 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ จัดเป็นเมืองทวารวดีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของที่ราบภาคกลาง

    ตำแหน่งของคูบัวอยู่ระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยกับเทือกเขาด้านตะวันตกที่มีแร่ดีบุกและตะกั่ว นักวิชาการจึงมองว่าเมืองนี้เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าทางบกกับทางทะเล บางท่านเรียกว่าเมืองท่า แต่ชายฝั่งโบราณอยู่ตรงไหนแน่ยังต้องศึกษากันต่อ

    การค้นพบและการขุดค้น

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจและขุดแต่งคูบัวในปี พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504 การสำรวจรุ่นแรกนับโบราณสถานได้ 44 แห่ง ทั้งในและนอกกำแพงเมือง ส่วนใหญ่เป็นฐานเจดีย์และอาคารก่ออิฐ

    ใน พ.ศ. 2504 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เคยนำคณะประชาชนเกือบ 700 คนไปเที่ยวชมคูบัว นับเป็นการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดีสำหรับคนทั่วไปรุ่นแรก ๆ ของไทย

    การสำรวจเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2538–2539 พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง รวมราว 59 แห่ง ฐานอาคารมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า วงกลม และแปดเหลี่ยม สะท้อนความหลากหลายของความเชื่อและความรู้ทางสถาปัตยกรรม

    ช่างปูนปั้นแห่งคูบัวทิ้งภาพนักดนตรีและพ่อค้าต่างแดนไว้บนผนังเจดีย์ ราวกับถ่ายรูปผู้คนในเมืองเมื่อพันสามร้อยปีก่อน

    ใครขุด ขุดตรงไหน และได้อะไร

    การขุดค้นรุ่นแรกในทศวรรษ 2500 กรมศิลปากรมอบหมายให้สมศักดิ์ รัตนกุล เป็นผู้นำคณะ ทีมงานสำรวจพบเนินโบราณสถาน 44 แห่ง และลงมือขุดแต่งไป 23 แห่ง ส่วนที่เหลือได้แต่ทำแผนผังและบันทึกตำแหน่งไว้ งานรุ่นนี้เน้นเปิดฐานอาคารและเก็บงานประดับปูนปั้นดินเผาที่หลุดร่วงอยู่รอบฐาน จึงได้ประติมากรรมจำนวนมากเข้าสู่พิพิธภัณฑ์

    ราว 30 ปีต่อมา สำนักงานศิลปากรที่ 1 ราชบุรี สำรวจซ้ำในปี พ.ศ. 2538–2539 พบเนินใหม่อีก 15 แห่ง แล้วขุดแต่งเพิ่มอีก 4 แห่ง เมื่อรวมผลทั้งหมดพบว่าฐานอาคารที่คูบัวมีถึงแปดรูปแบบ ทั้งจัตุรัส ผืนผ้า กลม และแปดเหลี่ยม

    นักวิชาการรุ่นหลังเสียดายว่าการขุดรุ่นแรกบันทึกชั้นดินไม่ละเอียดตามมาตรฐานปัจจุบัน เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เขียนไว้ในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2523 ว่าคูบัวเป็นที่รู้จักของสาธารณชนมานานเกินไปจนยากจะได้ประโยชน์จากการขุดค้นแบบควบคุมอย่างเต็มที่ คำถามเรื่องลำดับอายุของแต่ละอาคารจึงยังตอบได้ไม่หมด

    เดินชมโบราณสถานทีละหมายเลข

    นักโบราณคดีตั้งหมายเลขให้เนินแต่ละแห่ง หลายหมายเลขมีเรื่องเล่าของตัวเอง ใจกลางเมืองคือวัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งมีฐานอาคารยกสูงขนาดใหญ่ น่าจะเป็นฐานวิหารหรือเจดีย์ประธานของเมือง และเป็นจุดที่ยังเห็นรูปทรงชัดที่สุดในวันนี้

    โบราณสถานหมายเลข 10 คือที่มาของภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรี ส่วนหมายเลข 40 ให้ภาพบุคคลต่างชาติสวมหมวกทรงสูง โบราณสถานหมายเลข 31 อยู่ด้านตะวันออก นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็นวัดป่าที่ตั้งห่างจากความพลุกพล่าน ขณะที่บริเวณหมายเลข 24–25 พบกระดูกสัตว์จำนวนมาก ซึ่งช่วยให้นึกถึงอาหารการกินของคนในเมือง

    สภาพของบางหมายเลขก็เล่าเรื่องปัจจุบันด้วย โบราณสถานหมายเลข 28 ถูกขุดดินรอบด้านจนเหลือเป็นเกาะกลางบ่อ และบริเวณหมายเลข 23–24 มีร่องรอยการบุกรุกและถมดินใหม่ ภาพเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเมืองโบราณกำลังหายไปทีละหลัง

    เมื่อดูหลักฐานทางศาสนาจากอาคารเหล่านี้ งานศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าคูบัวนับถือพุทธมหายานเป็นหลัก แต่ก็พบธรรมจักรและสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับเถรวาทด้วย ช่วงเวลาใช้งานของโบราณสถานส่วนใหญ่อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16

    ปูนปั้นและดินเผา ภาพผู้คนแห่งทวารวดี

    สิ่งที่ทำให้คูบัวโดดเด่นคืองานประดับศาสนสถานด้วยปูนปั้นและดินเผาจำนวนมาก นอกจากลวดลายพรรณพฤกษาและรูปพระพุทธรูป ช่างยังปั้นรูปบุคคลหลากหลาย ราวกับบันทึกภาพผู้คนในเมืองไว้บนผนังเจดีย์

    ชิ้นที่มีชื่อเสียงคือภาพปูนปั้นกลุ่มนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 สูงราวหกสิบเซนติเมตรเศษ เป็นภาพสตรีห้าคนเล่นดนตรีร่วมกัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 นักดนตรีแต่ละคนถือเครื่องดนตรีต่างชนิด เช่น พิณหลอดที่ได้อิทธิพลอินเดีย ฉิ่ง และเครื่องสายคล้ายพิณแบบจีน ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    อีกกลุ่มหนึ่งคือรูปบุคคลที่หน้าตาและการแต่งกายต่างจากคนท้องถิ่น ทั้งโครงหน้า หมวกทรงสูง และรองเท้าหุ้มข้อ งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่าพบที่โบราณสถานหมายเลข 40 นักวิชาการตีความว่าเป็นพ่อค้าชาวเอเชียตะวันตก บ้างว่าเป็นชาวเปอร์เซีย บ้างว่าเป็นชาวซอกเดียจากเอเชียกลาง

    นอกจากนี้ยังพบภาพผู้หญิงนั่งคุกเข่าแต่งกายหรูหรา และภาพที่ตีความว่าเป็นยามกำลังเตะนักโทษ งานเหล่านี้ช่วยให้เห็นเครื่องแต่งกาย ทรงผม และกิจกรรมของผู้คนสมัยทวารวดีได้ชัดกว่าหลักฐานประเภทอื่น

    คูบัวกับโลกกว้าง

    นอกจากรูปพ่อค้าต่างชาติ คูบัวยังมีหลักฐานที่โยงไปทางทะเลใต้ ควอริช เวลส์ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์สำริดขนาดเล็กที่พบที่นี่ว่าเป็นตัวอย่างของอิทธิพลศิลปะแบบศรีวิชัยที่เข้ามาในเขตทวารวดีเป็นครั้งคราว เขายังเปรียบเทียบชิ้นส่วนปูนปั้นรูปมกรจากคูบัวกับชิ้นที่พบที่อินทร์บุรีเก่า และเห็นว่าของคูบัวน่าจะเก่ากว่า

    ปูนปั้นจากคูบัวบางส่วนเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกามีศีรษะปูนปั้นที่ระบุแหล่งที่มาว่าคูบัว เช่น ศีรษะครุฑ ศีรษะสิงห์ทวารบาล และศีรษะยักษ์ กำหนดอายุช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 11

    แม้หลักฐานจะบอกว่าคูบัวติดต่อกับโลกภายนอกกว้างขวาง นักวิชาการก็เตือนว่าการพบศิลปะทวารวดีจำนวนมากในเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ได้แปลว่าเมืองนั้นเป็นเมืองหลวง เพราะวัตถุเคลื่อนย้ายได้ คูบัวจึงควรถูกมองเป็นเมืองสำคัญในเครือข่ายเมืองลุ่มแม่กลองและท่าจีน ร่วมกับนครปฐมและอู่ทอง มากกว่าจะชี้ขาดว่าเป็นศูนย์กลางของทวารวดี

    ความสำคัญ

    คูบัวเป็นหลักฐานสำคัญว่าลุ่มแม่กลองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี คู่กับนครปฐมและอู่ทอง หลักฐานศาสนามีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และพราหมณ์ แสดงว่าเมืองนี้เปิดรับความเชื่อหลายสาย

    รูปพ่อค้าต่างชาติในปูนปั้นสอดคล้องกับหลักฐานจากนครปฐม เช่น อิฐสลักรูปชาวเอเชียตะวันตกสวมหมวกทรงสูงจากเจดีย์จุลประโทน ทั้งหมดนี้บอกว่าเมืองทวารวดีอยู่ในเครือข่ายการค้าที่ไปไกลถึงอินเดีย เปอร์เซีย และเอเชียกลาง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังถกเถียงว่าคูบัวเป็นศูนย์กลางการปกครองระดับใด เมืองทวารวดีหลายเมืองอาจรวมกันอย่างหลวม ๆ มากกว่าเป็นอาณาจักรเดียวที่มีศูนย์กลางชัดเจน

    คูบัวในวันนี้

    โบราณสถานที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี ภายในวัดยังมีจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เล่าเรื่องชาวไทยวน ซึ่งอพยพจากเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่คูบัวในสมัยรัตนโกสินทร์ และมีชื่อเสียงด้านผ้าจก

    แหล่งโบราณคดีคูบัวกำลังถูกคุกคาม รายงานเมื่อ พ.ศ. 2566 ระบุว่าโบราณสถานราว 34 แห่งจาก 59 แห่งถูกทำลายหรือเสียหายหนัก จากการขุดดินขายและการบุกรุกทำเกษตร เหลือที่ยังพอเห็นได้ราว 25 แห่ง คันดินและคูเมืองบางช่วงก็ถูกรื้อไปแล้ว

    กรมศิลปากรประกาศเขตโบราณสถานหลายครั้ง คือ พ.ศ. 2505, 2537 และ 2541 แต่นักวิชาการเห็นว่าการรักษาเมืองโบราณทั้งเมืองต้องอาศัยความร่วมมือของจังหวัด ท้องถิ่น และเจ้าของที่ดินด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    เมืองโบราณคูบัว อ.เมืองราชบุรี
    พิกัด 13.486592, 99.835745 (13°29′11.7″N 99°50′08.7″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จุดหลักคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี และจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวภายในวัด โบราณวัตถุชิ้นเด่นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ควรชมพิพิธภัณฑ์ก่อนลงพื้นที่จริง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7): ก่อตัวเป็นเมือง. ชุมชนทวารวดีเติบโตในลุ่มแม่กลอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8): งานปูนปั้น. ภาพนักดนตรีหญิงและรูปชาวต่างชาติ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11): ความรุ่งเรืองลดลง. เมืองเริ่มซบเซา
    • สมัยรัตนโกสินทร์: ชาวไทยวนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน. ผู้คนจากเชียงแสนตั้งชุมชนคูบัว
    • พ.ศ. 2500, 2503, 2504 (ค.ศ. 1957, 1960, 1961): ขุดค้น. กรมศิลปากรขุดแต่งโบราณสถาน 44 แห่ง
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): โบราณคดีสัญจร. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นำประชาชนเกือบ 700 คนชมคูบัว
    • พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962): ประกาศเขตโบราณสถาน. ประกาศครั้งแรก ต่อมาปรับปรุงใน พ.ศ. 2537 และ 2541
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): บทความควอริช เวลส์. วิเคราะห์ปูนปั้นและสำริดจากคูบัวในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): ปรับปรุงเขตโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศเขตเพิ่มเติม
    • พ.ศ. 2538–2539 (ค.ศ. 1995–1996): สำรวจเพิ่ม. พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): ประกาศเขตอีกครั้ง. ปรับปรุงขอบเขตพื้นที่คุ้มครอง
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): รายงานความเสียหาย. โบราณสถานราว 34 แห่งถูกทำลายหรือเสียหาย

    รู้หรือไม่

    วงดนตรีหญิง

    ภาพนักดนตรีหญิงจากคูบัวเป็นหลักฐานเก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่แสดงเครื่องดนตรีในดินแดนไทย

    หมวกทรงสูง

    รูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงพบทั้งที่คูบัวและนครปฐม บอกว่าพ่อค้าต่างแดนเป็นภาพที่คนทวารวดีคุ้นตา

    สองยุคในตำบลเดียว

    คูบัววันนี้มีทั้งซากเมืองทวารวดีและชุมชนไทยวนที่ย้ายมาเมื่อราวสองร้อยปีก่อน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khu Bua – Wikipedia
    2. Ancient city of Dvaravati (คูบัว) – The Standard
    3. Many sites in Kua Bua in danger – SEAArch
    4. Dvaravati, sources of Buddhism in Thailand – Amis du musée Cernuschi
    5. Brick Depicting a West Asian Merchant – The Met
    6. Khu Bua – Thailex
    7. โบราณคดีสัญจร คูบัว 2504 – มติชนสุดสัปดาห์
    8. จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว – ผู้จัดการออนไลน์
    9. นารีสนทนา: เมืองเก่าคูบัว – Thai PBS
    10. Recent Dvaravati Discoveries and Khmer Comparisons – Quaritch Wales, JSS 68.1
    11. Khu Bua stucco heads – National Museum of Asian Art, Smithsonian
    12. การพัฒนาของที่ระลึกดินเผาจากศิลปะทวารวดี – Design Echo (TCI)
    13. ศิลปะทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณคูบัว
    Ku Bua 2 · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณคูบัว
    Stucco musician of Khu Bua archaeological site · Stephowz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • วัฒนธรรมโฮบิเนียน

    วัฒนธรรมโฮบิเนียน

    ภาพประกอบ: Hiem cave, Hoabinhian · Mirosław MASOJĆ, Hai Dang LE, Tomasz GRALAK, Grzegorz MICHAL · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ประเพณีการทำเครื่องมือจากหินกรวดแม่น้ำของนักล่าสัตว์และเก็บของป่า ที่แพร่หลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปลายยุคน้ำแข็งจนถึงก่อนการมาถึงของชาวนายุคแรก · ราว 40,000–3,000 ปีก่อน (ช่วงหลักราว 12,000–4,000 ปีก่อน)

    ชื่อมาจากจังหวัดหว่าบิ่ญ (Hòa Bình) ทางเหนือของเวียดนาม
    ผู้ขุดค้นแหล่งต้นแบบมาดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927)
    เครื่องมือเด่นสุมาตราลิธ คือหินกรวดที่กะเทาะหน้าเดียว
    แหล่งสำคัญในไทยถ้ำผีแมน ถ้ำลอด เพิงผาบ้านไร่ (แม่ฮ่องสอน) เพิงผาหลังโรงเรียน (กระบี่)
    วิถีชีวิตล่าสัตว์ หาปลาและหอย เก็บถั่วและผลไม้ป่า อาศัยในถ้ำและเพิงผาหินปูน
    ทายาททางพันธุกรรมมีความใกล้ชิดกับกลุ่มเซมังในคาบสมุทรมลายูและชาวพื้นเมืองหมู่เกาะอันดามัน

    ชื่อที่มาจากหุบเขาในเวียดนาม

    ในทศวรรษ 2460 มาดแลน โกลานี (Madeleine Colani) นักโบราณคดีหญิงชาวฝรั่งเศส เข้าไปขุดค้นถ้ำและเพิงผาหลายแห่งในจังหวัดหว่าบิ่ญ ทางเหนือของเวียดนาม เมื่อ พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) เธอขุดแหล่งในพื้นที่นี้ได้ถึงเก้าแห่ง และพบเครื่องมือหินที่มีหน้าตาคล้ายกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ห้าปีต่อมา ใน พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ที่ประชุมนักก่อนประวัติศาสตร์แห่งตะวันออกไกลครั้งที่หนึ่ง ได้ใช้งานของโกลานีเป็นฐานในการกำหนดชื่อวัฒนธรรมโฮบิเนียน ในเอกสารภาษาไทยบางเล่มเขียนว่าโฮบินเหียนหรือโฮบินห์ ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน

    ตอนแรกโกลานีจัดเครื่องมือออกเป็นหลายสิบประเภทอย่างละเอียด แต่นักโบราณคดีรุ่นต่อมาพบว่าการแยกย่อยขนาดนั้นใช้ประโยชน์ได้ยาก ทุกวันนี้นักวิชาการจึงมักตัดสินว่าแหล่งใดเป็นโฮบิเนียนจากการพบเครื่องมือชนิดหนึ่งเป็นหลัก คือสุมาตราลิธ

    สุมาตราลิธ: หินกรวดที่กลายเป็นเครื่องมือ

    หัวใจของวัฒนธรรมนี้คือหินกรวดมนที่ถูกน้ำในลำธารขัดจนเรียบ ช่างจะเลือกก้อนที่ขนาดพอดีมือ แล้วกะเทาะสะเก็ดออกเพียงด้านเดียวจนรอบขอบ เกิดเป็นคมสำหรับสับและขูด ส่วนอีกด้านยังเป็นผิวหินเดิม ใช้เป็นที่จับ เครื่องมือแบบนี้ได้ชื่อว่าสุมาตราลิธ เพราะมีการพบลักษณะเดียวกันบนเกาะสุมาตรา

    เชสเตอร์ กอร์แมน นักโบราณคดีชาวอเมริกันที่ทำงานในภาคเหนือของไทย สรุปไว้เมื่อ พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) ว่าโฮบิเนียนคือประเพณีการทำเครื่องมือกะเทาะหน้าเดียวบนหินกรวดแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ นอกจากสุมาตราลิธ ยังพบขวานสั้น เครื่องมือรูปจาน เครื่องขูด และสะเก็ดหินจำนวนมาก

    ร่องรอยการสึกบนเครื่องมือบอกว่ามันถูกใช้ทุบกระดูก และแปรรูปไม้เนื้อแข็ง นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าเครื่องมือหินเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือ ส่วนที่หายไปอาจเป็นของที่ทำจากไม้ไผ่และไม้ ซึ่งผุพังไปหมดแล้ว

    หินกรวดธรรมดาจากลำธาร เมื่อถูกกะเทาะเพียงด้านเดียว ก็กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้คนทั่วอุษาคเนย์ใช้กันนานหลายหมื่นปี

    ชีวิตในถ้ำและเพิงผาหินปูน

    ผู้คนกลุ่มโฮบิเนียนเลือกพักอาศัยในถ้ำและเพิงผาบนภูเขาหินปูน ซึ่งมักอยู่ไม่ไกลจากลำธาร อาหารของพวกเขาหลากหลาย ทั้งหอยน้ำจืด หอยทะเล ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กถึงกลาง ถั่ว และผลไม้ป่า พวกเขาเคลื่อนย้ายไปตามฤดูกาลมากกว่าจะตั้งถิ่นฐานถาวร

    ที่ถ้ำผาชัน (Steep Cliff Cave) ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน กอร์แมนขุดค้นเมื่อ พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) และพบกองกระดูกวัวป่า ควาย กวาง และหมูป่าที่ถูกทุบและเผาไฟ นักวิชาการตีความว่านักล่าอาจไล่ต้อนสัตว์ให้ตกหน้าผาแล้วชำแหละที่นั่น

    บางกลุ่มยังฝังศพคนตายอย่างตั้งใจ ที่เพิงผาถ้ำลอด ทีมของรัศมี ชูทรงเดช จากมหาวิทยาลัยศิลปากร พบโครงกระดูกหญิงที่ฝังในท่างอตัว อายุราว 13,600 ปีก่อน ส่วนที่ดอยผาก้านทางภาคเหนือ มีการพบหลุมฝังศพอายุราว 13,000 ปีก่อน พร้อมหินเจาะรูที่ไม่ค่อยพบในแหล่งโฮบิเนียนทั่วไป

    แหล่งโฮบิเนียนในประเทศไทย

    ประเทศไทยมีแหล่งโฮบิเนียนกระจายตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ กลุ่มที่ศึกษากันมากที่สุดอยู่ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ ถ้ำผีแมน เพิงผาถ้ำลอด และเพิงผาบ้านไร่ ทางภาคตะวันตกมีแหล่งในจังหวัดกาญจนบุรี และทางใต้มีเพิงผาหลังโรงเรียนในจังหวัดกระบี่

    ถ้ำผีแมนที่กอร์แมนขุดในกลางทศวรรษ 2500 มีชั้นวัฒนธรรมในช่วงราว 12,000–7,000 ปีก่อน ชั้นล่างพบสุมาตราลิธและสะเก็ดหิน ส่วนชั้นบนสุดเริ่มมีขวานหินขัด มีดหินชนวน และเศษภาชนะดินเผา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน

    เพิงผาถ้ำลอดเป็นอีกแหล่งที่ให้ข้อมูลมาก ทีมขุดค้นในปี พ.ศ. 2545 และ 2549 พบเครื่องมือหินอย่างน้อย 1,722 ชิ้น บ่งบอกว่าเคยเป็นที่ผลิตเครื่องมือ และพบฟันสัตว์อีกกว่าสองพันชิ้น ส่วนเพิงผาบ้านไร่ที่อยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร มีคนกลุ่มนี้อาศัยในช่วงราว 12,500–10,250 ปีก่อน

    เป็นวัฒนธรรม หรือเป็นแค่วิธีทำเครื่องมือ

    คำถามใหญ่ที่นักวิชาการถกเถียงมานานคือ โฮบิเนียนเป็นกลุ่มคนหรือวัฒนธรรมเดียวกันจริงหรือไม่ ใน พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) เอียน โกลเวอร์ และคาร์ล ฮัตเทอเรอร์ ชี้ว่าไม่มีความต่างที่ชัดเจนในเทคโนโลยีหรือวิธีหาอาหาร ระหว่างนักล่าสัตว์ยุคไพลสโตซีนกับยุคโฮโลซีน การขีดเส้นแบ่งเป็นวัฒนธรรมโฮบิเนียนจึงอาจไม่มีความหมายนัก

    ที่ประชุมวิชาการที่กรุงฮานอยใน พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) จึงเสนอให้มองโฮบิเนียนเป็นอุตสาหกรรมเครื่องมือหิน มากกว่าจะเป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่ง ปัจจุบันนักวิชาการจำนวนมากใช้คำว่าเทคโนคอมเพล็กซ์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มเทคโนโลยีที่คล้ายกันที่หลายชุมชนใช้ร่วมกัน

    อายุของโฮบิเนียนก็ยังไม่ลงตัว ตำราเก่ามักกำหนดราว 12,000–4,000 ปีก่อน แต่การค้นพบที่แหล่งเสี่ยวต้ง มณฑลยูนนานของจีนใน พ.ศ. 2559 ดันอายุเก่าสุดขึ้นไปถึงราว 43,000 ปีก่อน ขณะที่บางพื้นที่ใช้เทคนิคนี้ต่อมาจนถึงราว 3,000 ปีก่อน ช่วงเวลาที่แต่ละตำราให้ไว้จึงต่างกันมาก

    ร่องรอยในดีเอ็นเอของคนปัจจุบัน

    เมื่อ พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ทีมของฮิวจ์ แม็กคอลล์ ถอดรหัสพันธุกรรมจากโครงกระดูกโฮบิเนียนสองคน คนหนึ่งจากแหล่งผาแฝนในลาว อายุราว 7,900 ปีก่อน อีกคนจากถ้ำกัวชาในมาเลเซีย อายุราว 4,300 ปีก่อน ผลชี้ว่าคนกลุ่มนี้มีพันธุกรรมใกล้ชิดกับชาวพื้นเมืองหมู่เกาะอันดามัน และกลุ่มเซมังในคาบสมุทรมลายู

    งานเดียวกันยังพบว่าคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันเกิดจากการผสมของประชากรโบราณอย่างน้อยสี่กลุ่ม ชาวนาที่อพยพลงมาจากทางเหนือไม่ได้มาแทนที่นักล่าสัตว์ทั้งหมด แต่ค่อย ๆ อยู่ร่วมและแต่งงานกันหลายระลอก

    ในประเทศไทยเอง งานวิจัยดีเอ็นเอจากโครงกระดูกวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า ที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2566 ก็พบสายเลือดโฮบิเนียนผสมอยู่กับบรรพบุรุษของชาวนาจากลุ่มแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง นักล่าสัตว์ที่ถือหินกรวดเมื่อหลายพันปีก่อนจึงเป็นบรรพบุรุษส่วนหนึ่งของผู้คนในภูมิภาคนี้ตราบจนวันนี้

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: หลักฐานเก่าสุดที่เสี่ยวต้ง. แหล่งในมณฑลยูนนานที่พบเครื่องมือแบบโฮบิเนียนเก่าที่สุดเท่าที่รู้
    • ราว 13,600 ปีก่อน: การฝังศพที่ถ้ำลอด. โครงกระดูกหญิงในท่างอตัว ที่ปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
    • ราว 12,500–10,250 ปีก่อน: ผู้คนที่เพิงผาบ้านไร่. ชุมชนโฮบิเนียนในปางมะผ้า
    • ราว 12,000–7,000 ปีก่อน: ถ้ำผีแมน. ลำดับชั้นจากสุมาตราลิธสู่ขวานหินขัดและภาชนะดินเผา
    • ราว 4,000 ปีก่อน: ชาวนายุคแรกเข้ามา. นักล่าสัตว์โฮบิเนียนเริ่มอยู่ร่วมและผสมกับชาวนา
    • พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927): โกลานีขุดค้นที่หว่าบิ่ญ. เก้าแหล่งในเวียดนามเหนือ กลายเป็นต้นแบบของชื่อ
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): นิยามวัฒนธรรมโฮบิเนียน. ที่ประชุมนักก่อนประวัติศาสตร์แห่งตะวันออกไกลครั้งแรก
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): กอร์แมนขุดถ้ำผาชัน. พบร่องรอยการล่าสัตว์ขนาดใหญ่
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): ที่ประชุมฮานอย. เสนอให้มองโฮบิเนียนเป็นอุตสาหกรรมเครื่องมือ
    • พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018): ถอดรหัสดีเอ็นเอโฮบิเนียน. พบความใกล้ชิดกับชาวอันดามันและกลุ่มเซมัง

    รู้หรือไม่

    เครื่องมือชื่อเกาะ

    สุมาตราลิธได้ชื่อจากเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย แม้เครื่องมือแบบนี้จะพบกระจายตั้งแต่จีนตอนใต้ เวียดนาม ไทย จนถึงมาเลเซีย

    เวียดนามนำโด่ง

    มีการระบุแหล่งโฮบิเนียนในเวียดนามแล้วมากกว่า 120 แห่ง จำนวนที่มากนี้สะท้อนว่ามีการสำรวจที่นั่นอย่างเข้มข้น ไม่ได้แปลว่าคนโฮบิเนียนอยู่ที่นั่นมากกว่าที่อื่นเสมอไป

    ชาวนายุคแรกหรือเปล่า

    กอร์แมนเคยคิดว่าเมล็ดพืชในถ้ำผีแมนอาจเป็นหลักฐานการปลูกพืชยุคแรก แต่นักวิชาการรุ่นหลังอย่างชาร์ลส์ ไฮแอม เห็นว่ายังไม่มีเหตุผลพอจะเชื่อมโยงกับการเกษตร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Hoabinhian (Wikipedia)
    2. Spirit Cave (Thailand) (Wikipedia)
    3. Tham Lod rockshelter (Wikipedia)
    4. Steep Cliff Cave (Wikipedia)
    5. McColl et al. 2018, The prehistoric peopling of Southeast Asia (Science)
    6. Perforated stones from Doi Pha Kan burials (Comptes Rendus Palevol)
    7. Genomic portrait of the Iron Age Log Coffin culture (Nature Communications)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม