ผู้เขียน: admin

  • ยอร์ช เซเดส์

    ยอร์ช เซเดส์

    ภาพประกอบ: George Coedès · Chrispasuk, for the Siam Society · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    นักจารึกและนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เคยดูแลหอพระสมุดวชิรญาณในกรุงเทพฯ และเป็นผู้ประกาศการมีอยู่ของศรีวิชัยต่อโลกวิชาการ · พ.ศ. 2429–2512 (ค.ศ. 1886–1969)

    เกิด10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) กรุงปารีส
    เสียชีวิต2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) เมืองเนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส
    งานในสยามผู้อำนวยการหอพระสมุดวชิรญาณ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918)
    ผลงานเด่นLe Royaume de Çrīvijaya (พ.ศ. 2461) และ The Indianized States of Southeast Asia
    สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO)ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946)
    เกียรติยศจากสยามตราช้างเผือกชั้นที่ 3 พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)
    ครอบครัวบิดาเป็นนายธนาคาร ปู่เป็นจิตรกร สมรสกับเนียง เยา ชาวกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473
    บทบาทในราชบัณฑิตยสภาเลขาธิการ พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929)

    ภูมิหลัง: นักภาษาโบราณจากปารีส

    ยอร์ช เซเดส์ เกิดที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ตั้งแต่วัยหนุ่มเขาสนใจภาษาสันสกฤตและโบราณคดีของเอเชีย และได้เรียนที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นสูงในปารีส

    บทความวิชาการชิ้นแรก ๆ ของเขาตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ขณะอายุราว 20 ปี เป็นการศึกษาจารึกปราสาทตาพรหมในกัมพูชา ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เขาได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ หรือ EFEO ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของฝรั่งเศสในอินโดจีน

    หลักฐานสำคัญ

    • เหรียญศรีทวารวดี: เหรียญที่เซเดส์อ่านจารึกและตีพิมพ์ ยืนยันชื่อทวารวดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • ผลงาน The Indianized States: หนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นักวิชาการใช้มาหลายทศวรรษ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ห้องสมุดทั่วโลก) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัว การศึกษา และเส้นทางสู่ตะวันออก

    ตระกูลเซเดส์ตั้งรกรากแถบสตราสบูร์กมาตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 1740 ปู่ของเขาคือหลุยส์-เออแฌน เซเดส์ เป็นจิตรกร ส่วนบิดาชื่ออิปโปลิต เซเดส์ ทำงานด้านการธนาคาร มารดาชื่อมารี กาแรต ครอบครัวนี้จึงเป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะ ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับเอเชียมาก่อน

    เซเดส์เรียนที่ลีเซการ์โนในปารีส และเรียนภาษาเยอรมันจนได้ประกาศนียบัตรใน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) เคยสอนภาษาเยอรมันที่ลีเซกงดอร์เซ และไปอยู่เยอรมนีหนึ่งปีระหว่าง ค.ศ. 1908–1909 ขณะเดียวกันเขาเรียนสันสกฤต โบราณคดี และประติมานวิทยากับอาลเฟรด ฟูเช ที่สถาบันอุดมศึกษาภาคปฏิบัติ และจบใน พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ด้วยงานเรื่องภาพสลักที่นครวัด

    หลังได้เป็นนักวิจัยของ EFEO และเดินทางไปกัมพูชาในปลาย พ.ศ. 2454 เขาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์อินโดจีนของ EFEO ตั้งแต่ พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ต่อมาใน พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เขาสมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ชีวิตส่วนตัวและงานของเขาจึงผูกพันกับภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง

    อาณาจักรศรีวิชัยที่หายไปจากความทรงจำหลายร้อยปี กลับมามีชื่ออีกครั้งจากบทความวิชาการเพียงชิ้นเดียวใน พ.ศ. 2461

    ผลงานในสยาม: หอพระสมุดวชิรญาณ

    ปลาย พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) เซเดส์เข้ารับราชการในสยาม แทนออสการ์ ฟรังก์เฟอร์เตอร์ ที่หอพระสมุดวชิรญาณ และได้เป็นผู้อำนวยการหอสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) หอสมุดแห่งนี้คือต้นกำเนิดของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน

    ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ ราว 11 ปี เขาทำงานใกล้ชิดกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทั้งด้านหอสมุด จารึก และโบราณวัตถุ เขาเป็นบรรณาธิการวารสารสยามสมาคมในทศวรรษ 1920 และได้รับพระราชทานตราช้างเผือกชั้นที่ 3 ใน พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919)

    งานสำคัญอีกชิ้นคือการอ่านและแปลจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นภาษาฝรั่งเศส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) ซึ่งเป็นฉบับที่นักวิชาการใช้อ้างอิงอยู่นานหลายสิบปี นอกจากนี้เขายังเขียนเรื่องต้นราชวงศ์สุโขทัย การขุดค้นที่พงตึก และแปลเอกสารตำนานของล้านนาด้วย ระบบถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันที่เขาวางไว้ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญใช้กันอยู่

    ประชุมจารึกสยามและราชบัณฑิตยสภา

    ผลงานที่ส่งผลต่อวงวิชาการไทยมากที่สุดของเซเดส์คือการรวบรวมจารึกในสยามอย่างเป็นระบบ ใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เขาตีพิมพ์ Recueil des inscriptions du Siam ภาคแรก ว่าด้วยจารึกสุโขทัย นับเป็นการรวบรวมจารึกไทยฉบับสมบูรณ์ครั้งแรก และภาคต่อมาใน พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ว่าด้วยจารึกทวารวดี ศรีวิชัย และละโว้ งานชุดนี้เป็นรากฐานของหนังสือประชุมศิลาจารึกฉบับภาษาไทยที่นักศึกษารุ่นหลังใช้อ้างอิง

    เขาทำหน้าที่ดูแลหอพระสมุดวชิรญาณช่วง พ.ศ. 2461–2469 (ค.ศ. 1918–1926) และเมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เขาได้เป็นเลขาธิการราชบัณฑิตยสภาระหว่าง พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929) ทำงานภายใต้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภา

    ความร่วมมือนี้ทำให้งานของทั้งสองฝ่ายเสริมกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีความรู้เรื่องตำนาน พงศาวดาร และพื้นที่จริงในสยาม ส่วนเซเดส์มีความเชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณและภาษาสันสกฤต จดหมายที่ทั้งสองติดต่อกันยังเป็นแหล่งข้อมูลที่นักวิชาการรุ่นหลังนำมาศึกษา

    ศรีวิชัย พ.ศ. 2461: อาณาจักรที่ถูกลืม

    ใน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เซเดส์ตีพิมพ์บทความ Le Royaume de Çrīvijaya ในวารสารของ EFEO เขาเชื่อมชื่อที่ปรากฏในจารึกภาษามลายูโบราณบนเกาะสุมาตรา เข้ากับชื่อแคว้นที่ปรากฏในเอกสารจีน และเสนอว่าเคยมีอาณาจักรทางทะเลชื่อศรีวิชัยที่มีอำนาจกว้างขวาง

    ก่อนหน้านั้น ศรีวิชัยแทบถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์ บทความนี้จึงถือเป็นการค้นพบศรีวิชัยอีกครั้ง และทำให้จารึกที่พบในภาคใต้ของไทย เช่น จารึกวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช ถูกนำมาอ่านในบริบทใหม่

    ข้อเสนอของเขากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องที่ตั้งศูนย์กลางของศรีวิชัย ความเห็นส่วนใหญ่ชี้ไปที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ส่วนนักวิชาการบางท่านเสนอไชยาในภาคใต้ของไทย แม้ข้อเสนอหลังจะไม่ได้รับการยอมรับกว้างขวางนัก

    ทวารวดีและเหรียญที่มีชื่อเมือง

    เซเดส์มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาทวารวดีด้วย เขาวางลำดับอายุของโบราณวัตถุจากการขุดค้นที่พงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ใน พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) แม้ต่อมานักวิชาการรุ่นหลังจะกำหนดอายุของวัตถุหลายชิ้นใหม่

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพบเหรียญเงินขนาดเล็กใต้ซากเจดีย์ที่เนินหิน จังหวัดนครปฐม บนเหรียญมีจารึกอักษรพราหมีที่กล่าวถึงบุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี ต่อมาพบเหรียญแบบนี้อีกหลายแห่ง เช่น อู่ทอง และสิงห์บุรี เหรียญเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าชื่อทวารวดีเป็นชื่อที่คนในดินแดนนี้ใช้จริง

    เซเดส์ตีพิมพ์งานเรื่องการค้นพบทางเหรียญกษาปณ์ในสยามที่เกี่ยวกับทวารวดีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ทั้งเขาและปีเตอร์ สกิลลิง นักวิชาการรุ่นหลัง ต่างเห็นว่าเหรียญเหล่านี้น่าจะเป็นวัตถุที่ฝังในพิธีกรรมมากกว่าเงินที่ใช้ซื้อขาย แต่สกิลลิงเสนอวิธีแบ่งคำอ่านบนเหรียญต่างจากที่เคยอ่านกันมา

    EFEO และรัฐที่รับอารยธรรมอินเดีย

    พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เซเดส์ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึง พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ช่วงนี้เขาทำงานใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง คือชุด Inscriptions du Cambodge จำนวน 8 เล่ม ซึ่งรวบรวม อ่าน และแปลจารึกเขมรกว่าหนึ่งพันหลัก

    ใน พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เขาตีพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์โบราณของรัฐที่รับอารยธรรมฮินดูในตะวันออกไกล และปรับปรุงพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง ฉบับแปลภาษาอังกฤษชื่อ The Indianized States of Southeast Asia ออกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) หนังสือเล่มนี้เป็นตำราพื้นฐานของวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาหลายสิบปี

    หลังออกจาก EFEO เขากลับไปอยู่ปารีส สอนหนังสือ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์แห่งฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) อายุ 83 ปี

    เลขศูนย์ นครวัด และงานช่วงหลัง

    ระหว่างทำงานกับจารึกเขมร เซเดส์ได้อ่านจารึกหลักหนึ่งจากสมโบร์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า K-127 จารึกนี้มีศักราช 605 ซึ่งเขียนตัวเลขศูนย์เป็นจุด และตรงกับ พ.ศ. 1226 (ค.ศ. 683) เมื่อเขาเผยแพร่ใน พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) จารึกนี้จึงกลายเป็นหลักฐานการใช้เลขศูนย์ในระบบตัวเลขแบบปัจจุบันที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่รู้จัก

    เขายังเขียนงานเพื่อคนทั่วไปด้วย เช่น Pour mieux comprendre Angkor ใน พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ซึ่งอธิบายความหมายของปราสาทนครวัดและนครธม และ Les Peuples de la péninsule indochinoise ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Making of South East Asia ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    หลังกลับฝรั่งเศส ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เขาได้เป็นภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์แดนเนอรีในปารีส และสอนที่โรงเรียนภาษาตะวันออก รวมถึงสอนภาษาไทย เขาได้รับรางวัลโตร์เลจากสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์ใน พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) และเป็นนายกสมาคมเอเชียติกแห่งฝรั่งเศสช่วง พ.ศ. 2508–2512 (ค.ศ. 1965–1969) จนถึงปีที่เสียชีวิต

    มรดกและข้อวิจารณ์

    งานของเซเดส์วางโครงประวัติศาสตร์ยุคโบราณของไทยและเพื่อนบ้านไว้มาก ทั้งชื่ออาณาจักร ลำดับกษัตริย์ และคำอ่านจารึกจำนวนมหาศาล นักศึกษาประวัติศาสตร์ไทยแทบทุกรุ่นจึงต้องผ่านงานของเขา

    แต่แนวคิดเรื่องรัฐที่รับอารยธรรมอินเดียก็ถูกทบทวนมากขึ้น นักวิชาการรุ่นหลังไม่ยอมรับภาพที่วัฒนธรรมอินเดียไหลเข้ามาทั้งก้อนอีกต่อไป และเน้นว่าคนท้องถิ่นเลือกรับและปรับวัฒนธรรมเหล่านั้นให้เป็นของตนเอง นอกจากนี้ ทัตสึโอะ โฮชิโนะ ยังวิจารณ์ว่าเซเดส์ให้ความสำคัญกับอินโดจีนตอนเหนือน้อยเกินไป

    ถึงอย่างนั้น ข้อวิจารณ์เหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เซเดส์รวบรวมไว้ งานของเขาจึงยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ แม้คำตอบหลายข้อจะเปลี่ยนไปแล้ว

    ข้อเสนอของเซเดส์ถูกทดสอบอย่างไร

    ข้อเสนอเรื่องศูนย์กลางศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราเคยถูกท้าทายหลายครั้ง แต่ในบทความใน วารสารสยามสมาคม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ปีแยร์-อีฟ มองแกง นักโบราณคดีผู้ขุดค้นที่ปาเล็มบัง สรุปว่างานโบราณคดีในสุมาตรารุ่นหลังยืนยันความเชื่อของเซเดส์ว่าศูนย์กลางทางการเมืองของศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตราตะวันออกเฉียงใต้ แม้ยังมีหลายด้านของรัฐนี้ที่เซเดส์ไม่ได้ศึกษา

    อีกเรื่องที่ถูกทบทวนคือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเซเดส์อ่านและยอมรับว่าเป็นจารึกสมัยสุโขทัย ในทศวรรษ 2530 นักวิชาการบางท่าน เช่น พิริยะ ไกรฤกษ์ และไมเคิล วิคเคอรี ตั้งคำถามถึงอายุและที่มาของจารึก ขณะที่นักวิชาการอีกจำนวนมากยังยืนยันความเป็นของแท้ การถกเถียงนี้แสดงว่าคำอ่านของเซเดส์ยังเป็นจุดตั้งต้นที่ทุกฝ่ายต้องกลับไปใช้

    วารสารสยามสมาคมฉบับเดียวกันยังมีบทความชีวประวัติเซเดส์โดยฌอง บัฟฟี ซึ่งใช้จดหมายที่ไม่เคยตีพิมพ์และเอกสารภาษาไทย แสดงให้เห็นว่ากว่าห้าสิบปีหลังการเสียชีวิต นักวิชาการยังสนใจทั้งงานและชีวิตของเขา ทั้งในฐานะผู้วางรากฐานและในฐานะบุคคลในยุคอาณานิคมที่ควรศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ

    ไทม์ไลน์

    • 10 ส.ค. 2429 (ค.ศ. 1886): เกิดที่กรุงปารีส
    • พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906): บทความเรื่องจารึกตาพรหม. งานวิชาการชิ้นแรก ๆ ขณะอายุราว 20 ปี
    • 24 ต.ค. 2454 (ค.ศ. 1911): เข้าร่วม EFEO. ได้รับแต่งตั้งเป็นนักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ
    • ปลาย พ.ศ. 2460–2461 (ค.ศ. 1917–1918): หอพระสมุดวชิรญาณ. เข้ารับราชการในสยามและเป็นผู้อำนวยการหอสมุด
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): Le Royaume de Çrīvijaya. ประกาศการมีอยู่ของอาณาจักรศรีวิชัย
    • พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): แปลจารึกพ่อขุนรามคำแหง. ฉบับภาษาฝรั่งเศสที่ใช้อ้างอิงกันนาน
    • พ.ศ. 2470–2472 (ค.ศ. 1927–1929): เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา. ทำงานร่วมกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): ลำดับอายุโบราณวัตถุพงตึก. งานสำคัญต่อการศึกษายุคทวารวดีตอนต้น
    • พ.ศ. 2472–2489 (ค.ศ. 1929–1946): ผู้อำนวยการ EFEO. ทำงานชุดจารึกเขมร 8 เล่ม
    • พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931): เผยแพร่จารึก K-127. หลักฐานการใช้เลขศูนย์ที่เก่าแก่มาก ศักราชตรงกับ ค.ศ. 683
    • พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944): ประวัติศาสตร์รัฐที่รับอารยธรรมฮินดู. ฉบับแปลภาษาอังกฤษออกใน พ.ศ. 2511
    • 14 ก.พ. 2501 (ค.ศ. 1958): สมาชิกสถาบันจารึกและอักษรศาสตร์. ได้รับเลือกเข้าสถาบันวิชาการสำคัญของฝรั่งเศส
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): งานเรื่องเหรียญทวารวดี. ศึกษาเหรียญเงินที่มีชื่อศรีทวารวดี
    • 2 ต.ค. 2512 (ค.ศ. 1969): เสียชีวิต. ที่เนยี-ซูร์-แซน ฝรั่งเศส

    รู้หรือไม่

    ภาษาไทยของเซเดส์

    หลังกลับฝรั่งเศส เซเดส์ยังสอนภาษาไทยในปารีส และระบบถอดอักษรไทยที่เขาวางไว้ยังใช้กันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ

    ศูนย์ที่เก่าแก่

    งานอ่านจารึกเขมรของเซเดส์ทำให้โลกรู้ว่าจารึกเขมรหลักหนึ่งมีการใช้เลขศูนย์ ซึ่งเป็นหลักฐานการใช้ศูนย์ที่เก่าแก่มากของระบบตัวเลขสมัยใหม่

    งานเรื่องชัยวรมันที่ 7

    เซเดส์เป็นผู้เสนอว่าประติมากรรมรูปบุคคลจากปราสาทพิมายคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเขียนหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์องค์นี้ใน พ.ศ. 2478

    ภรรยาชาวกัมพูชา

    เซเดส์สมรสกับเนียง เยา สตรีจากตระกูลสูงของกัมพูชา ใน พ.ศ. 2473 ปีถัดจากที่เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ EFEO ที่ฮานอย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. George Cœdès (Wikipedia)
    2. George Cœdès (Wikipédia ภาษาฝรั่งเศส)
    3. Srivijaya (Wikipedia)
    4. Dvaravati (Wikipedia)
    5. Nakhon Pathom (Wikipedia)
    6. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
    7. Greater India (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    10. Who Was Who in Indology: CŒDÈS, George
    11. Baffie: George Cœdès (1886–1969) A Life in Service of Southeast Asian Studies (JSS 113.2, 2025)
    12. Manguin: George Cœdès and Śrīvijaya, From Epigraphy to Archeology (JSS 113.2, 2025)
    13. EFEO: Inscriptions du Cambodge (สิ่งพิมพ์ EFEO)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ยอร์ช เซเดส์
    จารึกพ่อขุนรามคำแหง Ram Khamhaeng Inscription 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ยอร์ช เซเดส์
    Prasasti Kedukan Bukit 3 · Gunawan Kartapranata · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    ภาพประกอบ: Damrong-Rajanubhap-1893 · Walter Christmas-Dircknick-Holmfeld · Public domain · Wikimedia Commons

    เจ้านายนักปกครองผู้วางรากระบบมหาดไทยสมัยใหม่ และได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย · พ.ศ. 2405–2486 (ค.ศ. 1862–1943)

    ประสูติ21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) กรุงเทพฯ
    สิ้นพระชนม์1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943)
    พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
    ตำแหน่งสำคัญเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2435–2458 (ค.ศ. 1892–1915)
    ผลงานทางประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า (พ.ศ. 2460) และงานพงศาวดาร ตำนาน และโบราณคดีอีกมาก
    การยกย่องระดับโลกยูเนสโกประกาศยกย่องเนื่องในวาระครบ 100 ปีชาตกาล พ.ศ. 2505
    พระนามเดิมพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ต้นราชสกุลดิศกุล
    ตำแหน่งหลังมหาดไทยสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ (2458) เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร (2466) อภิรัฐมนตรี (2468)

    ภูมิหลัง: เจ้านายรุ่นใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์เติบโตในช่วงที่สยามต้องปรับตัวรับแรงกดดันจากชาติตะวันตก และได้เรียนทั้งภาษาไทย บาลี และอังกฤษ

    พระองค์เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของรัชกาลที่ 5 และเป็นกำลังสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ตั้งแต่งานทหารมหาดเล็ก งานโรงเรียน ไปจนถึงงานการศึกษาของประเทศ ก่อนจะได้รับมอบหมายงานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการดูแลหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร

    หลักฐานสำคัญ

    • ผลงานพระนิพนธ์: หนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายร้อยเรื่อง เช่น ไทยรบพม่า และนิทานโบราณคดี (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ หอสมุดแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • พระโพธิสัตว์ไชยา: โบราณวัตถุที่ทรงนำเข้ากรุงเทพฯ ในสมัยของพระองค์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดูภาพถ่ายจริง
    • วังวรดิศ: วังที่ประทับของพระองค์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหอสมุดดำรงราชานุภาพ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ วังวรดิศ กรุงเทพฯ) ดูภาพถ่ายจริง

    วัยเยาว์และงานแรกในราชการ

    พระนามเดิมคือพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และเป็นต้นราชสกุลดิศกุล เมื่อพระชนมายุ 13 พรรษา ใน พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการศึกษาของเจ้านายในสมัยนั้น ก่อนจะทรงเข้ารับการศึกษาด้านการทหาร

    ใน พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ขณะพระชนมายุเพียง 18 พรรษา ทรงได้รับมอบหมายให้บังคับบัญชาทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาทรงรับผิดชอบงานโรงเรียนที่พระตำหนักสวนกุหลาบ และงานการศึกษาของแผ่นดิน ใน พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ทรงได้รับเลือกให้ดูแลงานการศึกษาในคณะเสนาบดีชุดทดลองของรัชกาลที่ 5

    ประสบการณ์ช่วงนี้หล่อหลอมวิธีทำงานของพระองค์ คือการลงมือจัดระบบจากศูนย์ การคัดคนที่มีความสามารถมาทำงาน และการเรียนรู้แบบอย่างจากต่างประเทศ แล้วปรับให้เข้ากับสภาพของสยาม วิธีคิดแบบนี้ปรากฏชัดอีกครั้งเมื่อพระองค์ย้ายไปดูแลกระทรวงมหาดไทย

    การเดินทางตรวจราชการของเสนาบดีมหาดไทยกลายเป็นการเดินสำรวจอดีต ที่เปิดประตูสู่วิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

    ผลงาน: กระทรวงมหาดไทยและระบบเทศาภิบาล

    พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) พระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และอยู่ในตำแหน่งนี้ถึง พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) การตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือในปีที่เข้ารับตำแหน่งทำให้พระองค์เห็นว่าหัวเมืองแทบไม่ได้ขึ้นกับส่วนกลางจริง ๆ

    พระองค์จึงวางระบบเทศาภิบาล โดยรวมหัวเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลที่ส่วนกลางแต่งตั้งไปดูแล ระบบนี้ช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น ขยายบริการของรัฐ และทำให้หัวเมืองปลอดภัยขึ้น เป็นพื้นฐานของการปกครองส่วนภูมิภาคที่ไทยใช้มาจนถึงปัจจุบัน

    การเดินทางตรวจราชการตามหัวเมืองอย่างสม่ำเสมอยังพาพระองค์ไปพบเมืองโบราณ วัดร้าง และจารึกจำนวนมาก งานปกครองกับงานประวัติศาสตร์ของพระองค์จึงเดินคู่กันมาตั้งแต่ต้น

    งานมหาดไทยที่มากกว่าการปกครอง

    ใน พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) หัวเมืองฝ่ายใต้และฝ่ายตะวันตกถูกโอนมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้กระทรวงดูแลหัวเมืองทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ต่อมาใน พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งวางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล โดยมีผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นผู้ดูแล และใน พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ระบบมณฑลเทศาภิบาลก็ถูกจัดเป็นระเบียบทั่วราชอาณาจักร

    งานของกระทรวงในยุคนั้นกว้างกว่าการปกครองมาก พระองค์ทรงมีบทบาทในการตั้งกรมป่าไม้ งานสาธารณสุข และงานสุขาภิบาล ใน พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) มีการตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอมที่สมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย และเป็นต้นแบบของการปกครองท้องถิ่นในเวลาต่อมา

    นักประวัติศาสตร์มองระบบเทศาภิบาลได้หลายแง่ ด้านหนึ่งคือการสร้างรัฐสมัยใหม่ที่ช่วยให้สยามรักษาเอกราชในยุคล่าอาณานิคม อีกด้านหนึ่งคือการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้อำนาจของเจ้าเมืองและเจ้านายท้องถิ่นในล้านนา อีสาน และหัวเมืองมลายูลดลงอย่างมาก จนเกิดแรงต้านในบางพื้นที่

    พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

    พระองค์ทรงนิพนธ์และชำระงานด้านประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก ที่รู้จักกันกว้างขวางคือไทยรบพม่า ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) งานนี้เล่าประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อรักษาเอกราช และกลายเป็นกรอบการเล่าประวัติศาสตร์ไทยที่มีอิทธิพลมากที่สุดกรอบหนึ่ง

    พระองค์ยังสนใจโบราณคดีอย่างจริงจัง ทรงเสนอว่านครปฐมน่าจะเป็นศูนย์กลางของทวารวดี โดยดูจากจำนวนและความเก่าแก่ของเจดีย์ โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ แม้ข้อเสนอนี้จะถูกนักวิชาการรุ่นหลังตั้งคำถาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทวารวดีอย่างเป็นระบบ

    ในทางสถาบัน พระองค์มีบทบาทสำคัญต่อหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นหอสมุดแห่งชาติ และต่อพิพิธภัณฑ์ที่กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) เพื่อดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานด้านวรรณคดีกับโบราณคดี พระองค์ทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก และทรงงานใกล้ชิดกับนักวิชาการต่างชาติ เช่น ยอร์ช เซเดส์

    ทรงงานใต้สามรัชกาลและพระนิพนธ์สำคัญ

    เมื่อทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยใน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ด้วยเหตุผลด้านพระพลานามัย พระองค์ไม่ได้ทรงพักนาน วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2458 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรใน พ.ศ. 2466 และในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นอภิรัฐมนตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ก่อนจะทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469

    ระหว่างดูแลหอพระสมุด พระองค์ทรงรวบรวมและชำระพงศาวดาร ตำนาน และเอกสารเก่าจำนวนมาก แล้วจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นชุดประชุมพงศาวดาร หนังสือจำนวนมากพิมพ์แจกในงานศพ ทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กระจายออกไปสู่คนทั่วไป ธรรมเนียมพิมพ์หนังสือแจกในงานศพนี้ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

    พระนิพนธ์ที่ยังคนอ่านกันอยู่ ได้แก่ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ซึ่งเป็นงานบุกเบิกด้านประวัติศิลปะไทย นิทานโบราณคดีที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรวจราชการอย่างมีชีวิตชีวา ความทรงจำซึ่งเป็นอัตชีวประวัติ และเล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ที่นักวิชาการปัจจุบันศึกษาในฐานะบันทึกเชิงชาติพันธุ์วรรณนา งานเหล่านี้ช่วยปูทางให้การศึกษาเรื่องทวารวดีและสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา

    บทบาทต่อการค้นพบเมืองโบราณ: ศรีเทพและไชยา

    ระหว่างการตรวจราชการหัวเมือง พระองค์ทรงพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ในเขตเพชรบูรณ์ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) บางแหล่งระบุว่าเป็น พ.ศ. 2448 เมืองนี้ต่อมาได้รับการขุดค้นและพัฒนาเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

    ทางภาคใต้ ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) พระองค์ทรงนำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากวัดพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่งดงามที่สุดของศิลปะแบบศรีวิชัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    เหตุการณ์ทั้งสองแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ปกครองระดับสูงสนใจของเก่าและบันทึกสิ่งที่พบ ช่วยให้โบราณสถานและโบราณวัตถุหลายชิ้นได้รับการรักษาไว้ ก่อนที่วิชาโบราณคดีสมัยใหม่จะเข้ามาในไทยอย่างเต็มที่

    ลี้ภัยที่ปีนังและบั้นปลายชีวิต

    หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) พระองค์ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของระบอบเดิม ต้องเสด็จไปประทับที่ปีนัง ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ในช่วงนี้พระองค์ยังคงทรงงานนิพนธ์และติดต่อทางหนังสือกับผู้คนในสยาม

    พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) พระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และสิ้นพระชนม์ในอีกราวหนึ่งปีต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมเป็นวันดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่ พ.ศ. 2544

    ชีวิตเรียบง่ายที่ปีนังและสาส์นสมเด็จ

    ที่ปีนัง พระองค์ประทับที่บ้านที่เรียกกันว่าบ้านซินนามอน พร้อมพระธิดาที่ตามเสด็จไปดูแล รายได้ของพระองค์ลดลงมาก เพราะเบี้ยบำนาญถูกตัดลดหลายครั้ง พระธิดาต้องช่วยกันประหยัดรายจ่ายในบ้าน มีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีผู้เสนอผลประโยชน์ทางการเงินเพื่อแลกกับเงื่อนไขบางอย่าง พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยมีใจความว่าศักดิ์ศรีของพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน

    ช่วงที่ปีนังเป็นช่วงที่พระองค์ทรงงานเขียนอย่างต่อเนื่อง จดหมายโต้ตอบระหว่างพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครอบคลุมเรื่องศิลปะ วรรณคดี อักษรโบราณ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ ต่อมาได้รับการรวมพิมพ์เป็นชุดสาส์นสมเด็จ ซึ่งยาวหลายสิบเล่ม และเป็นคลังความรู้สำคัญของวงวิชาการไทย

    พระองค์ประทับที่ปีนังรวมเกือบสิบปี ก่อนเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ขณะนั้นพระพลานามัยทรุดลง ทั้งการเคลื่อนไหวและการได้ยิน หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดา ได้บันทึกช่วงวาระสุดท้ายไว้ในหนังสือของท่าน ซึ่งเล่าว่าพระองค์ยังทรงสนทนาและตรัสหยอกล้อกับครอบครัวได้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชันษา 81 ปี

    มรดกและข้อถกเถียง

    ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) วาระครบ 100 ปีชาตกาล ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

    นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังยอมรับว่างานของพระองค์เป็นรากฐานของวิชาประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็วิจารณ์ด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าแนวทางของพระองค์ผสานพงศาวดารแบบราชสำนักเข้ากับวิธีเขียนประวัติศาสตร์แบบตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขณะที่นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่างานเหล่านี้เน้นชาตินิยม และให้พื้นที่น้อยแก่ผู้คนนอกราชสำนักหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น

    การอ่านงานของพระองค์ในวันนี้จึงต้องอ่านอย่างเข้าใจยุคสมัย เป็นงานของผู้บุกเบิกที่วางคำถามและข้อมูลไว้มากมาย ซึ่งคนรุ่นหลังยังคงใช้ ตรวจสอบ และถกเถียงต่อ

    ไทม์ไลน์

    • 21 มิ.ย. 2405 (ค.ศ. 1862): ประสูติ. พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม
    • พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892): เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย. เริ่มวางระบบเทศาภิบาลและมณฑล
    • พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897): พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่. วางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล มีผู้ใหญ่บ้านและกำนัน
    • ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบเมืองศรีเทพ. ระหว่างตรวจราชการในเขตเพชรบูรณ์ (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2448)
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากไชยา. นำมาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): พ้นจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย. หลังดำรงตำแหน่งราว 23 ปี และในปีเดียวกันทรงเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ
    • พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917): ไทยรบพม่า. งานประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูง
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): อภิรัฐมนตรี. ทรงเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาในรัชกาลที่ 7
    • พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926): นายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก. ดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานโบราณคดี
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): ประทับที่ปีนัง. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
    • ต.ค. 2485 (ค.ศ. 1942): เสด็จกลับกรุงเทพฯ. หลังประทับที่ปีนังเกือบสิบปี
    • 1 ธ.ค. 2486 (ค.ศ. 1943): สิ้นพระชนม์
    • พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962): ยูเนสโกยกย่อง. คนไทยคนแรกที่ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก
    • 19 ก.ย. 2566 (ค.ศ. 2023): ศรีเทพเป็นมรดกโลก. เมืองที่พระองค์ทรงพบเมื่อราว 120 ปีก่อน

    รู้หรือไม่

    วันดำรงราชานุภาพ

    ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 วันที่ 1 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ ได้รับการกำหนดให้เป็นวันดำรงราชานุภาพ

    ทวารวดีที่นครปฐม

    พระองค์ทรงเสนอว่านครปฐมเป็นศูนย์กลางทวารวดี เพราะมีเจดีย์เก่าแก่มากที่สุด โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ ปัจจุบันนักวิชาการยังถกเถียงว่าศูนย์กลางอยู่ที่ใด หรืออาจมีหลายศูนย์กลาง

    ศรีเทพจากโต๊ะทำงานถึงมรดกโลก

    เมืองโบราณที่พระองค์ทรงพบระหว่างตรวจราชการเมื่อราว พ.ศ. 2447 ได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2566 ห่างกันราว 120 ปี

    หนังสืองานศพ

    หนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมากที่หอพระสมุดจัดพิมพ์ในยุคของพระองค์ถูกแจกในงานศพ ทำให้เอกสารเก่ากระจายสู่คนทั่วไป และกลายเป็นธรรมเนียมที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Damrong Rajanubhab (Wikipedia)
    2. Thai Rop Phama / Our Wars with the Burmese (Wikipedia)
    3. Si Thep Historical Park (Wikipedia)
    4. Si Thep district (Wikipedia)
    5. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    6. The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments (UNESCO)
    7. Royal Society of Thailand (Wikipedia)
    8. National Library of Thailand (Wikipedia)
    9. Dvaravati (Wikipedia)
    10. กรมดำรง เสนาบดีมหาดไทย เจ้านายทรงงานเก่ง (ศิลปวัฒนธรรม)
    11. กรมดำรงซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ชีวิตที่ปีนัง (ศิลปวัฒนธรรม)
    12. ลมหายใจสุดท้าย กรมดำรง (ศิลปวัฒนธรรม)
    13. ทรูปลูกปัญญา: สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    14. เล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ ชาติพันธุ์วรรณนาในพระนิพนธ์ (วารสารดำรงวิชาการ)
    15. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับสุวรรณภูมิศึกษา (วารสารดำรงวิชาการ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab (1942) · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rachanuphap – Sign – 001 · Aristitleism · CC0 · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Library (1) · Fine Arts Department · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab Seal · Prince Narisara Nuvadtivongs. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong Rajanubhab (2) · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Prince Damrong – btv1b53230500k · Agence Rol. Agence photographique (commanditaire) · Public domain · Wikimedia Commons
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    Damrong & Narit · Unknown authorUnknown author · Public domain · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช

    ภาพประกอบ: Nakhon Si Thammarat Chedi Phra Baromathat · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์แห่งตามพรลิงค์ในคาบสมุทรภาคใต้ ผู้ยกทัพเรือข้ามมหาสมุทรไปถึงลังกา และเป็นที่จดจำในฐานะต้นเค้าของนามศรีธรรมราช · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1773–1805 (ค.ศ. 1230–1262)
    อาณาจักรตามพรลิงค์ (บริเวณนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง)
    ราชวงศ์ปัทมวงศ์ (วงศ์ดอกบัว) ตามจารึก
    หลักฐานสำคัญจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา (ปี พ.ศ. 1773)
    การทัพลังกาครั้งแรกราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ครั้งที่สองราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262)
    ในเอกสารลังกาเรียกว่าผู้นำชาวชวกะ (Javaka)
    คู่สงครามในลังกาพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 (ครองราชย์ราว พ.ศ. 1779–1812) และต่อมาราชวงศ์ปาณฑยะแห่งอินเดียใต้
    หลักฐานร่วมยุคจารึกพระพุทธรูปครหิ พบที่วัดเวียง ไชยา (กำหนดอายุต่างกัน ระหว่าง พ.ศ. 1726 ถึงราว พ.ศ. 1834)

    ภูมิหลัง: ตามพรลิงค์บนเส้นทางทะเล

    ตามพรลิงค์เป็นบ้านเมืองบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย มีศูนย์กลางอยู่แถบนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน เมืองนี้อยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีน อินเดีย และหมู่เกาะ จึงร่ำรวยจากการค้าและรับวัฒนธรรมหลากหลาย

    เอกสารจีนของเจ้าหรู่กัว ที่เขียนราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225) กล่าวถึงแคว้นชื่อตันหม่าหลิงว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าตันหม่าหลิงคือตามพรลิงค์ แต่ก็มีผู้ที่ยังไม่ยอมรับการเทียบนี้ทั้งหมด หากเทียบถูกต้อง ก็แปลว่าเพียงไม่กี่ปีต่อมา ตามพรลิงค์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอำนาจที่เข้มแข็งในตัวเอง ภายใต้กษัตริย์ชื่อจันทรภาณุ

    หลักฐานสำคัญ

    • จารึกวัดหัวเวียง ไชยา: จารึกภาษาสันสกฤต พ.ศ. 1773 ระบุพระนามพระเจ้าจันทรภาณุ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ดูภาพถ่ายจริง
    • กองทัพเรือสู่ลังกา: การยกทัพเรือข้ามทะเลไปลังกาในพุทธศตวรรษที่ 18 ตามพงศาวดารลังกา (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ บันทึกในคัมภีร์จูฬวงศ์) ดูภาพถ่ายจริง

    ไชยาในยุคเดียวกัน: ปริศนาพระพุทธรูปแห่งครหิ

    หลักฐานอีกชิ้นจากไชยาช่วยให้เห็นว่าคาบสมุทรภาคใต้ในยุคนั้นซับซ้อนเพียงใด ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) มีการพบพระพุทธรูปนาคปรกสำริดที่วัดเวียง อำเภอไชยา ที่ฐานมีจารึกห้าบรรทัด ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    จารึกนี้ใช้ภาษาเขมรโบราณ แต่เขียนด้วยอักษรแบบสุมาตราโบราณ เนื้อความกล่าวว่าพระพุทธรูปสร้างตามพระราชโองการของกษัตริย์พระนามยาวว่าศรีมัตไตรโลกยราชเมาลิภูษณวรมเทวะ โดยมีมหาเสนาบดีตลาไน ผู้ปกครองแผ่นดินครหิ เป็นผู้ดำเนินการ ครหิคือชื่อเก่าของไชยา

    ปีของจารึกเป็นเรื่องถกเถียง ยอร์ช เซเดส์อ่านศักราชเป็นมหาศักราช 1105 ตรงกับ พ.ศ. 1726 (ค.ศ. 1183) เพราะตรงกับปีเถาะที่จารึกระบุ แต่ในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) เจ. จี. เดอ คัสปาริส เสนอในวารสารสยามสมาคมว่าควรเลื่อนไปเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291 เพราะรูปแบบพระพุทธรูปใกล้เคียงกับศิลปะสุโขทัย และพระนามกษัตริย์ตรงกับกษัตริย์มลายูในจารึก ค.ศ. 1286

    ถ้าเชื่อการอ่านแบบแรก ไชยาเคยอยู่ใต้อำนาจภายนอกก่อนที่ตามพรลิงค์ของพระเจ้าจันทรภาณุจะผงาดขึ้นมาราวห้าสิบปีต่อมา แต่ถ้าเชื่อแบบหลัง อำนาจจากสุมาตราอาจเข้ามาถึงไชยาหลังยุคของพระองค์ เมื่อตามพรลิงค์อ่อนกำลังจากสงครามในลังกาแล้ว ไม่ว่าแบบใด ภาพที่ได้คือคาบสมุทรภาคใต้เป็นพื้นที่ที่อำนาจรอบด้านแข่งกันแผ่อิทธิพลอยู่ตลอด

    จากท่าเรือบนคาบสมุทรภาคใต้ พระเจ้าจันทรภาณุพากองทัพข้ามมหาสมุทรไปไกลถึงลังกา ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้

    จารึกไชยา พ.ศ. 1773

    หลักฐานร่วมสมัยชิ้นสำคัญที่สุดคือจารึกภาษาสันสกฤตที่พบที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จารึกนี้ระบุปีตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) และกล่าวถึงพระเจ้าจันทรภาณุว่าเป็นเจ้าแห่งตามพรลิงค์ จากวงศ์ปัทมวงศ์ หรือวงศ์ดอกบัว

    ในจารึกพระองค์ทรงใช้พระนามว่าศรีธรรมราช นามนี้สำคัญมาก เพราะในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชก็มีกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหลายพระองค์ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงเชื่อว่าความทรงจำเรื่องกษัตริย์ศรีธรรมราชในตำนานท้องถิ่น อาจมีรากมาจากกษัตริย์ในจารึกองค์นี้

    อย่างไรก็ตาม จารึกไม่ได้บอกเรื่องราวชีวิตของพระองค์มากนัก รายละเอียดการทำสงครามที่เรารู้จึงมาจากเอกสารของลังกาและอินเดียใต้เป็นหลัก ซึ่งเขียนจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม

    การยกทัพไปลังกา

    ตามพงศาวดารลังกา เช่น ปูชาวลิยะ และจุลวงศ์ ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) ซึ่งตรงกับปีที่ 11 ในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 แห่งลังกา พระเจ้าจันทรภาณุนำกองทัพชาวชวกะขึ้นบกที่ลังกา พร้อมอาวุธที่เอกสารลังกาบรรยายว่ามีพิษ และเรียกร้องพระเขี้ยวแก้ว บาตรของพระพุทธเจ้า และอำนาจปกครองเกาะ

    การทัพครั้งแรกถูกกองทัพลังกาซึ่งนำโดยเจ้าชายวีรพาหุ พระนัดดาของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ตีกลับ แต่พระเจ้าจันทรภาณุไม่ได้ถอยกลับบ้านทั้งหมด พระองค์ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเกาะในบริเวณคาบสมุทรจาฟนา และเตรียมกำลังเพื่อบุกอีกครั้ง

    ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256) กองทัพของราชวงศ์ปาณฑยะจากอินเดียใต้ยกเข้ามา บังคับให้พระเจ้าจันทรภาณุยอมเป็นประเทศราช ต่อมาราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พระองค์ยกทัพบุกลงใต้อีกครั้งพร้อมกำลังชาวสิงหลและทมิฬ แต่พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ร่วมมือกับฝ่ายปาณฑยะ จนฝ่ายของพระองค์พ่ายแพ้

    นักประวัติศาสตร์บางท่านชี้ว่า การที่บ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งกองทัพข้ามทะเลไปไกลถึงลังกาเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมากในประวัติศาสตร์ภูมิภาค

    ทำไมต้องเป็นลังกา

    คู่กรณีของพระเจ้าจันทรภาณุคือพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ซึ่งครองลังการาว พ.ศ. 1779–1812 (ค.ศ. 1236–1269) กษัตริย์องค์นี้ให้ความสำคัญกับพระเขี้ยวแก้วอย่างมาก ภารกิจแรกหลังขึ้นครองราชย์คือการสร้างวิหารพระเขี้ยวแก้ว เพราะในโลกพุทธของลังกา ผู้ครอบครองพระธาตุองค์นี้คือผู้มีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครอง พงศาวดารปูชาวลิยะที่เล่าเรื่องการรุกรานก็แต่งขึ้นในรัชกาลนี้ จึงสะท้อนมุมมองของราชสำนักลังกาโดยตรง

    เมื่อพระเจ้าจันทรภาณุเรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตร นักประวัติศาสตร์จึงมองว่าพระองค์ไม่ได้ต้องการเพียงดินแดน แต่ต้องการสัญลักษณ์ทางศาสนาที่จะยกสถานะของตามพรลิงค์ให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา สอดคล้องกับพระนามศรีธรรมราชที่ทรงใช้ในจารึก หลังพ่ายในครั้งแรก มีรายงานว่าพระองค์ใช้พระนามนี้ในดินแดนทางเหนือของลังกา และบูรณะวัดพุทธในเขตนั้นด้วย

    อีกปัจจัยหนึ่งคือการค้า ช่องแคบระหว่างลังกากับอินเดียใต้เป็นจุดสำคัญบนเส้นทางทะเลจากจีนสู่อ่าวเบงกอล การมีฐานที่มั่นบนเกาะจะช่วยให้คุมเส้นทางนี้ได้ แต่ก็ทำให้ต้องปะทะกับราชวงศ์ปาณฑยะที่กำลังขยายอำนาจในอินเดียใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

    จุดจบ: สิ้นพระชนม์ในสนามรบหรือหนีไป

    เรื่องจุดจบของพระองค์ยังมีความเห็นต่างกัน งานอ้างอิงหลายแห่งระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในการรบกับกองทัพปาณฑยะ ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264)

    แต่ เอ็ม. โรหณธีระ นักประวัติศาสตร์ชาวศรีลังกา ชี้ว่าทั้งปูชาวลิยะและจุลวงศ์ไม่ได้บอกชัดว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เอกสารทั้งสองบอกเพียงว่าพระองค์หนีไปโดยไม่มีกำลังคุ้มกัน ส่วนข้อความเชิงเปรียบเทียบในเอกสารอื่นก็ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันการตาย ข้อนี้จึงยังเป็นคำถามเปิด

    เอกสารลังกายังระบุว่ามีโอรสของพระองค์ครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาอีกระยะหนึ่ง แต่ข้อมูลส่วนนี้มีรายละเอียดไม่ตรงกันในแต่ละแหล่ง

    หลักฐานจากอินเดียใต้และเรื่องของพระโอรส

    นอกจากเอกสารลังกาแล้ว ยังมีจารึกฝ่ายปาณฑยะที่กล่าวถึงการปราบกษัตริย์ชาวชวกะ จารึกยกย่องเจ้าชายชฏาวรมันวีรปาณฑยะ ว่าชนะศึกในลังกาและนำธงชัยไปปักที่เทวาลัยโกเณศวรัม ที่ตริงโกมาลีทางตะวันออกของเกาะ ข้อความเช่นนี้เป็นการโอ้อวดชัยชนะของฝ่ายที่ชนะ จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับเอกสารลังกา

    เอกสารฝ่ายทมิฬยังกล่าวถึงโอรสของพระองค์ ซึ่งถูกเรียกว่าบุตรของชาวชวกะ ว่าได้ปกครองดินแดนทางเหนือของลังกาต่อมาภายใต้อำนาจของปาณฑยะ จนถึงราว พ.ศ. 1820 เศษ (ปลายทศวรรษ 1270) ที่ทัพปาณฑยะรัชกาลต่อมายกมาปราบอีกครั้ง

    นักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอว่าการตั้งมั่นของพระเจ้าจันทรภาณุบนคาบสมุทรจาฟนาเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรจาฟนา แต่อีกฝ่ายเห็นว่าอาณาจักรนั้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงในสมัยราชวงศ์อารยจักรพรรดิที่มาภายหลัง ข้อถกเถียงนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของกษัตริย์จากภาคใต้ของไทย ยังมีบทบาทในการถกเถียงประวัติศาสตร์ของศรีลังกาจนถึงทุกวันนี้

    บทบาทต่อดินแดนไทยและมรดก

    หลังยุคของพระองค์ ตามพรลิงค์อ่อนกำลังลง และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุโขทัย จารึกสุโขทัยกล่าวถึงนครศรีธรรมราชในฐานะดินแดนทางใต้ที่ส่งพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบลังกาขึ้นไปทางเหนือ

    ความสัมพันธ์กับลังกาในยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ แม้จะเริ่มด้วยสงคราม ก็ช่วยให้เห็นว่าบ้านเมืองภาคใต้ของไทยรู้จักและสนใจลังกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในฐานะคู่ค้า ศูนย์กลางศาสนา หรือคู่แข่ง

    ทุกวันนี้ชื่อของพระองค์อาจไม่คุ้นหูคนไทยทั่วไปเท่ากษัตริย์ในตำนานนครศรีธรรมราช แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ พระองค์คือกษัตริย์คาบสมุทรภาคใต้ไม่กี่องค์ที่มีทั้งจารึกในบ้านเกิดและเอกสารต่างแดนกล่าวถึงตรงกัน

    จากศรีธรรมราชในจารึกสู่ตำนานนครศรีธรรมราช

    ตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเล่าถึงกษัตริย์ชื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้สร้างพระบรมธาตุ และราชวงศ์ที่ใช้พระนามนี้สืบกันหลายองค์ ตามตำนาน พระบรมธาตุเจดีย์ประดิษฐานพระทันตธาตุที่นำมาจากลังกา บางแหล่งเสนอว่าพระเจ้าจันทรภาณุทรงบูรณะพระบรมธาตุในปีที่ขึ้นครองราชย์ แต่ข้อนี้ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) จารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงเมืองศรีธรรมราชในฐานะต้นทางของพระมหาเถระที่ขึ้นไปสุโขทัย แสดงว่าเพียงไม่กี่สิบปีหลังยุคของพระเจ้าจันทรภาณุ เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาที่มีชื่อเสียงไกลถึงลุ่มน้ำยม ความใฝ่ฝันที่จะผูกบ้านเมืองเข้ากับลังกาจึงสำเร็จในอีกรูปแบบหนึ่ง คือผ่านพระสงฆ์ แทนที่จะผ่านกองทัพ

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1726 (หรือหลังกว่านั้น) (ค.ศ. 1183): จารึกพระพุทธรูปครหิ. ตามการอ่านของเซเดส์ แต่เดอ คัสปาริสเสนอว่าควรเป็นราว ค.ศ. 1279 หรือ 1291
    • ราว พ.ศ. 1768 (ค.ศ. 1225): เอกสารจีนกล่าวถึงตันหม่าหลิง. เจ้าหรู่กัวระบุว่าเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกไชยา. จารึกสันสกฤตที่วัดหัวเวียงกล่าวถึงจันทรภาณุ เจ้าแห่งตามพรลิงค์ แห่งปัทมวงศ์
    • พ.ศ. 1779 (ค.ศ. 1236): พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ครองลังกา. กษัตริย์ลังกาผู้เป็นคู่สงครามของพระเจ้าจันทรภาณุ
    • ราว พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. ถูกเจ้าชายวีรพาหุตีกลับ แต่ตั้งมั่นทางเหนือของเกาะ
    • ราว พ.ศ. 1797–1799 (ค.ศ. 1254–1256): ปาณฑยะบุก. พระเจ้าจันทรภาณุต้องยอมเป็นประเทศราชของปาณฑยะ
    • ราว พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): ยกทัพครั้งที่สอง. ลังการ่วมมือกับปาณฑยะ ฝ่ายพระองค์พ่ายแพ้
    • ราว พ.ศ. 1805–1807 (ค.ศ. 1262–1264): จุดจบ. บางแหล่งว่าสิ้นพระชนม์ในการรบ บางแหล่งว่าหนีไป
    • ราว พ.ศ. 1820 เศษ (ค.ศ. ปลายทศวรรษ 1270): ปาณฑยะปราบดินแดนทางเหนือของลังกา. โอรสของพระองค์ที่ครองอยู่ภายใต้ปาณฑยะถูกปราบอีกครั้ง
    • ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): จารึกพ่อขุนรามคำแหง. กล่าวถึงพระเถระจากเมืองศรีธรรมราชที่ขึ้นไปสุโขทัย
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 19: นครศรีธรรมราชกับสุโขทัย. บ้านเมืองภาคใต้เชื่อมโยงกับสุโขทัยผ่านพุทธศาสนาแบบลังกา
    • พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904): พบพระพุทธรูปครหิ. พบที่วัดเวียง ไชยา ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    รู้หรือไม่

    ชาวชวกะ

    เอกสารลังกาเรียกพระองค์ว่าผู้นำชาวชวกะ และบางตอนก็พรรณนาว่าเป็นโจรสลัด ภาพนี้เป็นมุมมองของฝ่ายลังกาซึ่งเป็นคู่สงคราม จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    สิ่งที่พระองค์ต้องการ

    ตามเอกสารลังกา พระองค์เรียกร้องพระเขี้ยวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงความชอบธรรมของกษัตริย์ในโลกพุทธ

    นามศรีธรรมราช

    พระนามศรีธรรมราชในจารึก พ.ศ. 1773 เป็นหลักฐานร่วมสมัยชิ้นแรก ๆ ที่เชื่อมนามนี้กับกษัตริย์ทางใต้

    จารึกเขมรแต่อักษรสุมาตรา

    จารึกพระพุทธรูปครหิที่ไชยาเขียนภาษาเขมรโบราณด้วยอักษรแบบสุมาตรา และนักวิชาการยังเถียงกันว่าทำขึ้นใน พ.ศ. 1726 หรือหลังจากนั้นราวร้อยปี

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Chandrabhanu (Wikipedia)
    2. Tambralinga (Wikipedia)
    3. Parakramabahu II (Wikipedia)
    4. Sri Dharmasokaraja III (Wikipedia)
    5. M. Rohanadeera, Chandrabhanu episode (Vidyodaya Journal, University of Sri Jayewardenepura)
    6. ตามพรลิงค์ ชื่อเดิมอาณาจักรนครศรีธรรมราช (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. Grahi inscription (Wikipedia)
    8. de Casparis: The Date of the Grahi Buddha (JSS 55.1, 1967)
    9. มติชน: จากสุราษฎร์ถึงนครฯ รอยประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา
    10. THAILEX: Chaiya

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Mucalinda Sheltering Buddha. Bangkok National Museum, b092 (cropped inscription) · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Wat Phra Mahathat Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat · Preecha.MJ · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Wat phra mahathat woramahawihan nakhon si thammarat · KOSIN SUKHUM · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าจันทรภาณุ ศรีธรรมราช
    Detail Chedi Wat Mahathat Nakhon Si Thammarat · Media lib · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    ภาพประกอบ: Jayavarman VII · LigerCommon · Public domain · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้นับถือพุทธมหายาน ผู้สร้างปราสาทบายน โรงพยาบาล และที่พักคนเดินทาง ซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ทั่วภาคอีสานและภาคกลางของไทย · ครองราชย์ พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)

    ครองราชย์พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)
    ราชธานียโสธรปุระ (นครธม) ในกัมพูชาปัจจุบัน
    ศาสนาพุทธศาสนามหายาน
    ผลงานเด่นปราสาทบายน ตาพรหม พระขรรค์ และนครธม
    สิ่งก่อสร้างสาธารณะอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
    ร่องรอยในไทยพิมาย เมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และพระพุทธรูปตามจารึกปราสาทพระขรรค์
    พระมเหสีพระนางชัยราชเทวี และต่อมาพระนางอินทรเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี
    พระนามหลังสวรรคตมหาบรมเสาคตะ

    ภูมิหลัง: เจ้าชายในยามบ้านเมืองระส่ำ

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ในช่วงที่พระองค์ยังหนุ่ม ราชสำนักเขมรเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ส่วนชายแดนตะวันออกก็มีความขัดแย้งกับอาณาจักรจามปาในเวียดนามตอนกลาง

    ตามที่เล่าสืบกันมา ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามล่องเรือขึ้นมาตามแม่น้ำโขงและทะเลสาบเขมร แล้วบุกยึดเมืองหลวงยโสธรปุระ กษัตริย์เขมรในเวลานั้นถูกปลงพระชนม์ เจ้าชายชัยวรมันจึงรวบรวมกำลังต่อสู้ขับไล่ฝ่ายจามออกไป ภาพการรบทางเรือที่สลักไว้บนผนังปราสาทบายนเชื่อกันว่าสะท้อนสงครามครั้งนี้

    อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ ไมเคิล วิคเครี่ ตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารจีนที่ใช้กำหนดปีและรายละเอียดของการบุกครั้งนี้ ภาพเหตุการณ์ช่วงนี้จึงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด สิ่งที่แน่นอนกว่าคือพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181)

    หลักฐานสำคัญ

    • ประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7: รูปนั่งสมาธิ ใบหน้าสงบ พบหลายองค์ในกัมพูชาและที่พิมาย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชา) ดูภาพถ่ายจริง
    • จารึกปราสาทตาพรหม: จารึกที่ระบุจำนวนโรงพยาบาล 102 แห่งในรัชกาล (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ ปราสาทตาพรหม กัมพูชา) ดูภาพถ่ายจริง
    • อโรคยศาลาในอีสาน: ศาสนสถานประจำโรงพยาบาลโบราณ เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์) ดูภาพถ่ายจริง

    ครอบครัวและพระมเหสีสองพี่น้อง

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125) พระราชบิดาคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160) ส่วนพระราชมารดาคือพระนางศรีชัยราชจูฑามณี เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 พระชนมายุก็ล่วงเข้าวัยห้าสิบกว่าแล้ว นับว่าเป็นกษัตริย์ที่เริ่มรัชกาลช้ากว่าปกติมาก

    บุคคลสำคัญในชีวิตของพระองค์คือพระมเหสีสองพี่น้อง พระนางชัยราชเทวีเป็นพระมเหสีองค์แรก ส่วนพระนางอินทรเทวีผู้เป็นพระเชษฐภคินีเป็นผู้แนะนำให้พระน้องนางหันมาศึกษาพุทธศาสนา จนพ้นจากความทุกข์ใจในช่วงที่พระสวามีไม่อยู่ เรื่องราวเหล่านี้รู้ได้จากจารึกที่ปราสาทพิมานอากาศ ซึ่งเชื่อกันว่าพระนางอินทรเทวีทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต

    จารึกเล่าว่าพระนางชัยราชเทวีทรงรับเด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้งมาอุปการะ และให้ศึกษาธรรมตามพิธี ทั้งยังใช้ชาดกมาแสดงเป็นละครเพื่อสอนผู้คน พระนางยังสละทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยคนยากไร้ เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงอภิเษกกับพระนางอินทรเทวี ซึ่งรับหน้าที่ดูแลสำนักศึกษาทางพุทธศาสนาสำหรับสตรีต่อ

    พระโอรสที่มีพระนามปรากฏในหลักฐาน เช่น สูรยกุมาร วีรกุมาร และศรีนทรกุมาร ส่วนผู้ที่สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์คือพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2

    กษัตริย์ผู้สร้างปราสาทหน้าเทวดาไว้กลางเมือง ก็สร้างสถานพยาบาลเล็ก ๆ ไว้ริมทางให้ราษฎรด้วย

    ผลงาน: บายนและเมืองใหม่

    เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ได้สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่เรารู้จักกันในชื่อนครธม มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ และมีปราสาทบายนอยู่กลางเมือง บายนโดดเด่นด้วยยอดปราสาทที่สลักเป็นใบหน้าขนาดใหญ่หันไปทุกทิศ และภาพสลักที่เล่าทั้งสงครามและชีวิตประจำวันของผู้คน

    พระองค์ยังสร้างปราสาทใหญ่อีกหลายแห่ง ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186) อุทิศแด่พระราชมารดา ส่วนปราสาทพระขรรค์อุทิศแด่พระราชบิดา ปราสาททั้งสองมีจารึกที่บันทึกรายละเอียดการบริหาร จำนวนคน และทรัพย์สินที่ถวายไว้อย่างละเอียด ซึ่งกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน

    ต่างจากกษัตริย์เขมรส่วนใหญ่ก่อนหน้าที่นับถือศาสนาฮินดู พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง ศิลปะสมัยนี้จึงเต็มไปด้วยรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกรวมกันว่าศิลปะแบบบายน

    ตัวเลขในจารึก: ปราสาทหนึ่งหลังต้องใช้คนเท่าไร

    จารึกของพระองค์โดดเด่นเพราะจดตัวเลขไว้ละเอียดราวบัญชีของรัฐ จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่ามีผู้คนราว 80,000 คนเกี่ยวข้องกับการดูแลปราสาท ในจำนวนนี้มีพราหมณ์ชั้นสูง 18 คน และนางรำ 615 คน

    ปราสาทพระขรรค์ซึ่งถวายในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) ใหญ่กว่านั้นอีก ชื่อเดิมคือนครชัยศรี แปลว่าเมืองแห่งชัยชนะ เพราะเชื่อกันว่าสร้างบนที่ที่พระองค์ทรงชนะกองทัพจามใน พ.ศ. 1724 ปราสาทมีกำแพงชั้นนอกยาวราว 800 คูณ 700 เมตร รูปประธานคือพระโพธิสัตว์โลเกศวรในรูปของพระราชบิดา จารึกระบุว่ามีเทพในศาลราว 430 องค์ มีผู้รับใช้รวมราว 97,840 คน มีนางรำและครูอย่างละ 1,000 คน

    ที่ปราสาทบายน แต่เดิมมีปราสาทยอดหน้าราว 49 ยอด ปัจจุบันเหลือ 37 ยอด ใบหน้าทั้งหมดมีราว 200 หน้า ซึ่งนับให้แน่นอนไม่ได้เพราะบางหน้าชำรุด นักวิชาการตีความใบหน้าเหล่านี้ต่างกัน บ้างว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บ้างว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง และหลายคนเห็นว่าอาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือกษัตริย์ในฐานะพระโพธิสัตว์

    ใกล้ชายแดนไทยในจังหวัดบันทายมีชัยของกัมพูชา ยังมีปราสาทบันทายฉมาร์ซึ่งเจริญในรัชกาลเดียวกัน มีภาพสลักพระโลเกศวรและเทพในพุทธศาสนาแบบตันตระ แสดงว่าโครงการก่อสร้างของพระองค์แผ่มาถึงพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากอีสานของไทย

    โรงพยาบาลและที่พักคนเดินทาง

    สิ่งที่ทำให้พระองค์แตกต่างจากกษัตริย์องค์อื่นคือสิ่งก่อสร้างเพื่อประชาชน จารึกระบุว่าพระองค์สร้างอโรคยศาลหรือสถานพยาบาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร แต่ละแห่งมีศาสนสถานขนาดเล็กประจำ มีเจ้าหน้าที่ และมีการกำหนดยาสมุนไพรที่ต้องจัดส่งให้

    จารึกประจำอโรคยศาล เช่น จารึกที่พบที่ทรายฟองในลาว และที่ปราสาทตาเมือนโต๊ดในไทย มีเนื้อความคล้ายกัน ใจความสำคัญคือความเจ็บป่วยทางกายของราษฎรทำให้พระองค์ทุกข์ใจยิ่งกว่าความเจ็บป่วยของพระองค์เอง ข้อความนี้มักถูกยกมาเป็นภาพแทนอุดมคติของกษัตริย์ผู้ใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน

    นอกจากนี้ยังมีธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อบ้านมีไฟ จำนวน 121 แห่ง ตั้งเรียงรายตามถนนสายสำคัญที่ออกจากเมืองพระนคร จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่าบนเส้นทางจากเมืองพระนครไปยังพิมายมีที่พักแบบนี้ 17 แห่ง

    รอยพระบาทในดินแดนไทย

    ในภาคอีสานพบอโรคยศาลแบบปราสาทหลังเล็กที่ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่อยู่ราว 30 แห่ง ส่วนธรรมศาลาบนเส้นทางไปพิมายนั้นระบุตำแหน่งได้ในไทยแล้วประมาณ 8 แห่ง กลุ่มปราสาทตาเมือนที่จังหวัดสุรินทร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะมีทั้งธรรมศาลา (ปราสาทตาเมือน) และอโรคยศาล (ปราสาทตาเมือนโต๊ด) อยู่ใกล้กัน

    ที่ปราสาทหินพิมายพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิ ซึ่งยอร์ช เซเดส์ เสนอใน พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และถือเป็นรูปของพระองค์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่พบในประเทศไทย

    จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่าชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง เซเดส์เสนอว่าหกเมืองในรายชื่ออยู่ในไทย ได้แก่ ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชัยราชปุรี (ราชบุรี) ศรีชัยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ กาญจนบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) และศัมพูกปัฏฏนะ (ราชบุรี) ปราสาทเมืองสิงห์และพระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีก็แสดงลักษณะศิลปะแบบบายนชัดเจน

    ข้อถกเถียง

    การที่ชื่อเมืองในไทยปรากฏในจารึกไม่ได้บอกชัดว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ใต้การปกครองโดยตรงของเมืองพระนครมากเพียงใด นักวิชาการยังตีความกันต่างไป บ้างเห็นว่าเป็นหัวเมืองในอำนาจ บ้างเห็นว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและการเมืองที่หลวมกว่านั้น

    การระบุตำแหน่งเมืองก็ยังไม่ยุติ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เสนอว่าโบราณวัตถุที่แหล่งเนินทางพระ สุพรรณบุรี มีรูปแบบต่างจากศิลปะที่เมืองพระนครหลายจุด จึงน่าจะเป็นพุทธมหายานยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และไม่ควรถือเป็นหลักฐานของสุวรรณปุระตามความเข้าใจเดิม

    อีกประเด็นหนึ่งคือภาพของกษัตริย์ผู้เมตตา แม้จารึกจะยกย่องความใส่ใจต่อราษฎร แต่สิ่งก่อสร้างจำนวนมหาศาลก็ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก จารึกตาพรหมเองระบุจำนวนผู้คนที่ต้องรับใช้ปราสาทไว้เป็นหลักหมื่น การมองพระองค์จึงควรเห็นทั้งสองด้าน

    ตำนานกับหลักฐาน

    เรื่องเล่ายอดนิยมเรื่องหนึ่งคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงประชวรเป็นโรคเรื้อน จึงสร้างโรงพยาบาลจำนวนมาก เรื่องนี้ไม่มีจารึกรองรับ ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนในนครธมมาจากรูปปั้นที่มีคราบและตะไคร่จนดูคล้ายผิวของผู้ป่วย และรูปนั้นที่แท้คือพระธรรมราชาหรือพระยม ตามตำนานพื้นบ้านกัมพูชา กษัตริย์ขี้เรื้อนหมายถึงพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 อย่างไรก็ดี บทละครเรื่องสุดท้ายของยูกิโอะ มิชิมะ ได้นำภาพกษัตริย์ขี้เรื้อนผู้สร้างบายนไปเล่า ทำให้ความเชื่อนี้แพร่หลายออกไป

    อีกเรื่องหนึ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าคือชะตากรรมของรูปเคารพหลังรัชกาล ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ราว พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295) ราชสำนักหันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู บายนถูกดัดแปลง ซุ้มเล็กหลายซุ้มถูกรื้อ และมีการเพิ่มภาพสลักเรื่องในศาสนาฮินดู พระพุทธรูปนาคปรกสูงราว 3.6 เมตรซึ่งเคยประดิษฐานในบายนถูกทุบทำลายแล้วทิ้งลงบ่อ จนนักโบราณคดีฝรั่งเศสค้นพบใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) และนำมาประกอบใหม่

    เรื่องใบหน้าที่บายนและรูปประติมากรรมจากพิมายก็เป็นการตีความเช่นกัน แม้จะได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ไม่มีจารึกบนตัวรูปที่บอกว่าเป็นพระองค์ การระบุอาศัยการเปรียบเทียบพระพักตร์ระหว่างรูปหลายชิ้นที่พบในกัมพูชาและไทย ภายหลังสวรรคต พระองค์ได้รับพระนามว่ามหาบรมเสาคตะ ซึ่งเป็นพระนามที่ผูกกับพระสุคตหรือพระพุทธเจ้า สะท้อนความเป็นกษัตริย์พุทธของพระองค์

    มรดก

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218) หลังจากนั้นกษัตริย์องค์ต่อมาบางพระองค์หันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู และรูปเคารพทางพุทธศาสนาในปราสาทหลายแห่งถูกทำลายหรือดัดแปลง แต่สิ่งก่อสร้างของพระองค์ยังคงเป็นส่วนใหญ่ของสิ่งที่นักท่องเที่ยวเห็นที่เมืองพระนครในวันนี้

    สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระองค์คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจปราสาทแบบบายนในอีสาน ศิลปะลพบุรี และพุทธศาสนามหายานที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนนี้ ก่อนที่เถรวาทจะกลายเป็นศาสนาหลักในเวลาต่อมา

    พระนามในโลกปัจจุบัน

    ในกัมพูชา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถูกยกย่องเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขมร พระนามของพระองค์ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรงพยาบาลเด็กในเมืองเสียมราฐ ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) โดยมูลนิธิกันทะบุปผาของนายแพทย์เบียท ริชเนอร์ ชาวสวิส เป็นการเชื่อมอุดมคติเรื่องอโรคยศาลเข้ากับงานสาธารณสุขสมัยใหม่

    ปราสาทบายนเองยังเป็นพื้นที่ทำงานของนักอนุรักษ์นานาชาติ หลังสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศบูรณะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทีมของรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)

    ในประเทศไทย ร่องรอยของพระองค์มีให้เห็นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด กู่หรือปรางค์กู่ตามหมู่บ้านในอีสานหลายแห่งคืออโรคยศาลในรัชกาลนี้ และกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะไว้หลายจุด ส่วนประติมากรรมจากพิมายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายเป็นจุดที่คนไทยได้ใกล้ชิดกับพระพักตร์ของพระองค์มากที่สุด

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125): ประสูติ. โอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 และพระนางศรีชัยราชจูฑามณี
    • ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160): รัชกาลพระราชบิดา. พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ครองเมืองพระนคร
    • ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177): จามบุกยโสธรปุระ. ตามที่เล่ากันมา ฝ่ายจามยึดเมืองหลวงได้ (ปีและรายละเอียดยังมีผู้โต้แย้ง)
    • พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181): ขึ้นครองราชย์. หลังขับไล่ฝ่ายจามออกจากเมืองพระนคร
    • พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186): สร้างปราสาทตาพรหม. อุทิศแด่พระราชมารดา
    • พ.ศ. 1733–1734 (ค.ศ. 1190–1191): ยึดครองจามปา. จามปาตกเป็นเมืองขึ้นของเขมรราว 30 ปี
    • พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191): ถวายปราสาทพระขรรค์. อุทิศแด่พระราชบิดาในรูปพระโลเกศวร
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 18: สร้างนครธมและบายน. พร้อมอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
    • พุทธศตวรรษที่ 18: ศิลปะบายนในไทย. ปราสาทเมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และอโรคยศาลในอีสาน
    • ราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218): สวรรคต. พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ครองราชย์ต่อ
    • พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295): ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8. ราชสำนักกลับไปนับถือฮินดู บายนถูกดัดแปลง พระพุทธรูปถูกทำลาย
    • พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933): พบพระพุทธรูปนาคปรกในบ่อ. พระพุทธรูปประธานบายนที่ถูกทุบทำลาย ได้รับการประกอบขึ้นใหม่
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): เซเดส์ระบุรูปที่พิมาย. เสนอว่าประติมากรรมจากปราสาทพิมายคือรูปของพระองค์
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): โรงพยาบาลชัยวรมันที่ 7. โรงพยาบาลเด็กที่เสียมราฐตั้งชื่อตามพระองค์

    รู้หรือไม่

    บ้านมีไฟ

    ชื่อบ้านมีไฟมาจากคำเรียกที่พักริมทางในจารึก ซึ่งนักวิชาการฝรั่งเศสแปลว่าบ้านแห่งไฟ คนไทยจึงใช้ชื่อนี้เรียกธรรมศาลาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาจนทุกวันนี้

    รูปที่พิมายเคยถูกทายผิด

    ประติมากรรมรูปบุคคลนั่งที่พบในปราสาทพิมายเคยถูกเรียกว่าพระเจ้าพรหมทัต ก่อนที่เซเดส์จะเสนอว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    23 เมือง 23 พระพุทธรูป

    จารึกปราสาทพระขรรค์บอกว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง หกเมืองในนั้นน่าจะอยู่ในไทย

    ไม่มีหลักฐานว่าทรงเป็นโรคเรื้อน

    ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนมาจากรูปปั้นที่มีคราบตะไคร่ ส่วนรูปนั้นคือพระยม ไม่มีจารึกใดบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประชวรด้วยโรคนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Jayavarman VII (Wikipedia)
    2. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรคทางกาย-จิต (ศิลปวัฒนธรรม)
    3. ตามรอยราชมรรคาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
    4. 6 เมืองโบราณของไทย ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. เนินทางพระ ไม่ใช่สุวรรณปุระ (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. Sculpture of King Jayavarman VII, Phimai (SAC Southeast Asian Arts)
    8. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
    9. Mueang Sing Historical Park (Wikipedia)
    10. Bayon (Wikipedia)
    11. Jayarajadevi (Wikipedia)
    12. Preah Khan (Wikipedia)
    13. Banteay Chhmar (Wikipedia)
    14. Terrace of the Leper King (Wikipedia)
    15. Beat Richner (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    JayavarmanVII · Suzan Black · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    JayavarmanVII-Vientiane · Chaoborus at French Wikipedia · CC BY-SA 2.5 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Angkor Thom Bayon relief of the Battle of Tonlé Sap · Pierre André Leclercq · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    2016 Phnom Penh, Pałac Królewski, Posąg Dżajawarmana VII (02) · Marcin Konsek · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Bayon – Bayon1268 · lumoplank · CC0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Angkor Thom, Bayón 34 · LBM1948 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
    Scène de combat naval (bas-relief du Bayon) (2335321064) · dalbera from Paris, France · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • พระนางจามเทวี

    พระนางจามเทวี

    ภาพประกอบ: Camadevi (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    ปฐมกษัตรีย์แห่งหริภุญชัยตามตำนาน ผู้ที่เรื่องราวผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ ศาสนา และความศรัทธาของคนลำพูนจนถึงวันนี้ · ตามตำนาน ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (นักวิชาการหลายคนเห็นว่าควรเป็นช่วงหลังกว่านั้น)

    สถานะปฐมกษัตรีย์แห่งหริภุญชัย ตามตำนาน
    มาจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) ตามตำนาน
    เอกสารหลักจามเทวีวงศ์ (ราว พ.ศ. 1953) และชินกาลมาลีปกรณ์ (พ.ศ. 2060–2070)
    โอรสตามตำนานมหันตยศ และอนันตยศ
    อนุสาวรีย์สวนสาธารณะหนองดอก จังหวัดลำพูน เปิดเมื่อ 2 ตุลาคม 2525
    สถานที่เกี่ยวข้องวัดจามเทวี และวัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
    ปีครองราชย์ตามตำนานต่างกันตามฉบับ เช่น พ.ศ. 1205–1212 หรือ พ.ศ. 1202–1231
    มุมมองโบราณคดีหลายท่านเห็นว่าหริภุญชัยน่าจะเริ่มเป็นเมืองราว พ.ศ. 1300 (ค.ศ. 750) หรือหลังกว่านั้น

    พระนางจามเทวีคือใคร

    ถ้าถามคนลำพูนว่าใครคือผู้สร้างเมือง คำตอบแทบทุกครั้งคือพระนางจามเทวี ตามตำนาน พระนางเป็นเจ้าหญิงจากเมืองละโว้ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัยในลุ่มน้ำปิงเป็นองค์แรก และวางรากฐานพุทธศาสนาให้ดินแดนภาคเหนือตอนบน

    เรื่องของพระนางจึงเป็นทั้งเรื่องเล่าของการก่อตั้งเมือง และเรื่องของผู้หญิงที่เป็นผู้นำในยุคที่เอกสารส่วนใหญ่มักกล่าวถึงแต่กษัตริย์ชาย อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระนางเกือบทั้งหมดมาจากตำนานที่เขียนขึ้นหลังยุคของพระนางหลายร้อยปี การอ่านเรื่องของพระนางจึงต้องแยกให้ออกว่าส่วนไหนเป็นตำนาน และส่วนไหนพอมีหลักฐานรองรับ

    หลักฐานสำคัญ

    • อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี: รูปปั้นที่ชาวลำพูนสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงปฐมกษัตริย์ตามตำนาน (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ สวนสาธารณะหนองดอก จังหวัดลำพูน) ดูภาพถ่ายจริง
    • คัมภีร์จามเทวีวงศ์: ตำนานภาษาบาลีที่เล่าประวัติพระนางและเมืองหริภุญชัย (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ หอสมุดและคลังคัมภีร์ใบลาน) ดูภาพถ่ายจริง

    เรื่องเล่าตามตำนาน

    ตามตำนาน ฤๅษีชื่อสุเทวะ (คนไทยมักเรียกว่าวาสุเทพฤๅษี) กับฤๅษีอีกหลายตนได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นริมแม่น้ำปิงและแม่น้ำกวง เมื่อเมืองสร้างเสร็จแล้วยังไม่มีผู้ปกครอง ฤๅษีจึงส่งทูตไปขอพระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้มาครองเมือง พระราชธิดาองค์นั้นคือพระนางจามเทวี

    ตำนานเล่าว่าพระนางเดินทางขึ้นมาตามลำน้ำปิงพร้อมคณะใหญ่ ซึ่งมีทั้งพระภิกษุ นักปราชญ์ ช่างฝีมือ และผู้คนหลายอาชีพ เมื่อมาถึงก็ขึ้นครองราชย์ และไม่นานหลังจากนั้นได้ประสูติโอรสแฝดสองพระองค์ คือมหันตยศและอนันตยศ ต่อมาโอรสองค์หนึ่งได้ครองหริภุญชัย ส่วนอีกองค์ไปสร้างเมืองเขลางค์นครซึ่งอยู่ในเขตลำปางปัจจุบัน

    ตำนานยังเล่าถึงขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลัวะที่ปรารถนาจะได้พระนางเป็นชายา แต่ถูกปฏิเสธจนเกิดการต่อสู้ ในฉบับที่แพร่หลาย ฝ่ายหริภุญชัยเป็นฝ่ายชนะ ส่วนในเรื่องเล่าของชาวลัวะบางกลุ่ม ขุนหลวงวิลังคะกลับเป็นวีรบุรุษที่พ่ายแพ้เพราะถูกใช้อุบาย นักวิชาการด้านคติชนชี้ว่าเรื่องเดียวกันนี้จึงมีสองด้าน คือด้านของผู้ชนะและด้านของผู้แพ้

    พระนางจามเทวีอาจเป็นทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเมือง แต่ในใจคนลำพูน พระนางยังคงเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมืองเสมอ

    พระประวัติตามตำนานโดยละเอียด

    เรื่องกำเนิดของพระนางมีหลายสำนวน ในเอกสารบาลีอย่างชินกาลมาลีปกรณ์ พระนางเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ละโว้ ส่วนในเรื่องเล่าพื้นบ้านทางภาคเหนือ ตามตำนาน พระนางเป็นลูกสาวของครอบครัวชาวบ้านในเขตอำเภอป่าซาง เมื่อยังเป็นทารกได้ถูกนกใหญ่โฉบพาบินข้ามดอยสุเทพไปวางไว้ใกล้อาศรมของฤๅษีสุเทวะ ฤๅษีรับเลี้ยงไว้ และมีผู้ทำนายว่าเด็กคนนี้จะได้ครองบ้านเมืองใหญ่ สองสำนวนนี้สะท้อนว่าคนต่างกลุ่มต่างอยากให้พระนางเป็นคนของตน

    ตามตำนาน เมื่อพระนางเจริญวัยได้อภิเษกกับเจ้าชายรามราช และขณะที่ฤๅษีส่งทูตมาทูลเชิญ พระนางกำลังทรงพระครรภ์ การเสด็จขึ้นเหนือครั้งนั้นใช้เรือทวนลำน้ำปิงนานราวเจ็ดเดือน คณะที่ตามเสด็จตามตำนานประกอบด้วยพระภิกษุ 500 รูป นักปราชญ์ 500 คน และช่างหลายแขนง ทั้งช่างปั้น ช่างเขียน ช่างทอง และช่างอัญมณี

    เมื่อถึงหริภุญชัย พระนางได้รับการอภิเษกขึ้นครองเมือง และเพียงเจ็ดวันหลังพิธีก็ประสูติโอรสแฝด คือมหันตยศและอนันตยศ ตามตำนาน เมื่อพระชนมายุราว 60 พรรษา พระนางทรงสละราชสมบัติให้โอรส แล้วหันไปทำนุบำรุงพุทธศาสนา และเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุราว 89 ถึง 92 พรรษา ตัวเลขแตกต่างกันไปตามฉบับ

    ปีครองราชย์ก็ต่างกันตามเอกสาร บางฉบับให้ช่วง พ.ศ. 1205–1212 (ค.ศ. 662–669) บางฉบับยาวถึง พ.ศ. 1222 และบางฉบับให้ช่วง พ.ศ. 1202–1231 รายพระนามกษัตริย์ในชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าผู้ครองเมืององค์ต่อมาคือมหันตยศ แล้วสืบสายต่อไปอีกหลายสิบรัชกาลจนถึงพญายีบา องค์สุดท้ายก่อนพญามังรายยึดเมือง

    สงครามกับชาวลัวะและการผูกมิตร

    เรื่องขุนหลวงวิลังคะในจามเทวีวงศ์ไม่ได้จบลงที่การรบอย่างเดียว ตามตำนาน หลังฝ่ายลัวะพ่ายแพ้ พระนางทรงจัดให้โอรสทั้งสองอภิเษกกับธิดาของหัวหน้าฝ่ายที่แพ้ การแต่งงานนี้ทำให้ชาวลัวะซึ่งอยู่มาก่อนกับผู้มาใหม่จากละโว้กลายเป็นเครือญาติกัน

    นักวิชาการมองว่าตอนนี้อาจเป็นภาพจำของการผสมผสานระหว่างกลุ่มคนในลุ่มน้ำปิง คือคนพื้นเมืองอย่างชาวลัวะซึ่งพูดภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก กับชุมชนที่รับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมแบบทวารวดี เรื่องเล่าแบบนี้พบได้ในการก่อตั้งเมืองหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่การแต่งงานถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการรวมคนสองกลุ่มเข้าด้วยกัน

    ตำนานตอนต่อมาเล่าถึงการขยายบ้านเมือง เมื่อโอรสองค์น้องคืออนันตยศเติบใหญ่ ได้ไปสร้างเขลางค์นครในเขตลำปาง พระนางเสด็จไปช่วยวางรากฐานเมืองใหม่ด้วย ทำให้หริภุญชัยกับเขลางค์กลายเป็นเมืองพี่เมืองน้องในความทรงจำของคนภาคเหนือ

    เอกสารที่เล่าเรื่องพระนาง

    เอกสารสำคัญที่สุดคือจามเทวีวงศ์ เป็นงานภาษาบาลีที่พระโพธิรังสี ภิกษุชาวล้านนา แต่งขึ้นราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410) เนื้อหาเล่าการก่อตั้งหริภุญชัย การขยายเมือง และสายกษัตริย์ต่อมาจนถึงพระเจ้าอาทิตยราช ผู้พบพระบรมสารีริกธาตุ งานนี้มีเป้าหมายทางศาสนาชัดเจน คือยกย่องเมืองหริภุญชัยให้เป็นดินแดนที่พุทธศาสนารุ่งเรืองตามพุทธทำนาย

    เอกสารอีกชิ้นคือชินกาลมาลีปกรณ์ ผลงานภาษาบาลีของพระรัตนปัญญาเถระแห่งเชียงใหม่ ที่แต่งขึ้นในช่วง พ.ศ. 2060–2070 งานนี้เป็นประวัติพุทธศาสนาที่มีตอนว่าด้วยหริภุญชัยและพระนางจามเทวีรวมอยู่ด้วย จามเทวีวงศ์บางบทถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยยอร์ช เซเดส์ ใน พ.ศ. 2468 และฉบับแปลภาษาอังกฤษเต็มเล่มพร้อมคำอธิบายออกมาใน พ.ศ. 2541

    ปัญหาคือเอกสารทั้งสองเขียนขึ้นหลังยุคของพระนางหลายร้อยปี และให้ปีที่ไม่ตรงกัน บางฉบับระบุปีครองราชย์ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ขณะที่การคำนวณของนักวิชาการบางท่านได้ช่วงเวลาที่ต่างออกไปหลายปี ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถือเป็นปีตามตำนาน ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้

    ตำนานกับประวัติศาสตร์: นักวิชาการเห็นต่างกันอย่างไร

    จนถึงวันนี้ยังไม่พบจารึกร่วมสมัยที่เอ่ยพระนามจามเทวี จารึกภาษามอญที่พบในลำพูนส่วนใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 และกล่าวถึงกษัตริย์รุ่นหลัง เช่น พระเจ้าสววาธิสิทธิ คำถามว่าพระนางมีตัวตนจริงหรือไม่จึงยังเป็นข้อถกเถียง

    นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเห็นว่าแกนของเรื่องน่าจะสะท้อนความจริงบางอย่าง คือการที่ผู้คนและวัฒนธรรมแบบทวารวดีจากลุ่มเจ้าพระยาขึ้นมาตั้งรกรากในลุ่มน้ำปิง ภาพคณะเดินทางที่มีพระสงฆ์และช่างฝีมือจึงอาจเป็นความทรงจำถึงการนำศาสนาและวิทยาการเข้ามาสู่ชุมชนท้องถิ่น ส่วนอีกกลุ่มชี้ว่าหลักฐานโบราณคดีไม่สนับสนุนปีในตำนาน บางท่านเสนอว่าหริภุญชัยน่าจะเริ่มเป็นเมืองราวพุทธศตวรรษที่ 14 ขณะที่บางท่านเห็นว่าการอพยพครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นช้ากว่านั้นอีก ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    งานวิจัยของนักวิชาการไทยรุ่นใหม่ยังมองว่าจามเทวีวงศ์เป็นวรรณกรรมที่มีมิติทางการเมืองและศาสนา และเรื่องของพระนางถูกนำไปใช้ยืนยันความเก่าแก่ของชุมชนและโบราณสถานหลายแห่ง แม้ในที่ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน พระนางจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอดีตอันยาวนาน มากกว่าบุคคลที่ตรวจสอบได้ทุกแง่มุม

    วัดและโบราณสถานที่ผูกพันกับพระนาง

    ตามตำนาน พระนางทรงสร้างวัดประจำทิศไว้รอบเมืองหริภุญชัย เพื่อเป็นเหมือนกำแพงทางธรรมคุ้มครองเมือง วัดที่มักถูกกล่าวถึงได้แก่วัดมหาวันทางทิศตะวันตก วัดพระคง วัดดอนแก้ว และวัดประตูลี้ งานศึกษาโบราณสถานที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ยังรวบรวมวัดอื่นที่เชื่อกันว่าสร้างในยุคของพระนาง เช่น วัดกู่ละมักและวัดจามเทวี

    วัดมหาวันเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะแหล่งของพระรอด พระเครื่องเนื้อดินเผาที่คนไทยนับถือมาก ตามตำนาน ฤๅษีนารทะเป็นผู้สร้างพระรอดและเจดีย์ของวัด และมีผู้เสนอว่าชื่อรอดอาจเพี้ยนมาจากชื่อนารทะ ขณะที่ความหมายของคำว่ารอดในภาษาไทยทำให้คนเชื่อว่าผู้บูชาจะแคล้วคลาดจากอันตราย

    อย่างไรก็ดี หลักฐานร่วมสมัยที่ระบุผู้สร้างได้ชัดมักมาจากยุคหลัง ตัวอย่างคือจารึกภาษามอญจากวัดในลำพูนที่กล่าวถึงพระเจ้าสววาธิสิทธิทรงสร้างเจดีย์และบำเพ็ญกุศล จารึกของพระองค์มีปีราว พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219) ดังนั้น ความเชื่อว่าวัดใดสร้างโดยพระนางจามเทวีจึงควรเข้าใจว่าเป็นความเชื่อตามตำนาน ซึ่งอาจซ้อนทับกับการสร้างหรือบูรณะในรัชกาลหลัง

    บทบาทต่อดินแดนไทย

    ไม่ว่าพระนางจะมีตัวตนจริงแบบที่ตำนานเล่าหรือไม่ เรื่องของพระนางช่วยอธิบายภาพใหญ่ที่หลักฐานโบราณคดียืนยัน คือหริภุญชัยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมมอญในภาคเหนือ ก่อนที่พญามังรายจะยึดเมืองได้ใน พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) และสร้างเชียงใหม่ในเวลาต่อมา

    มรดกทางศาสนาและศิลปะของหริภุญชัยได้ส่งต่อไปสู่ล้านนา ทั้งรูปแบบเจดีย์ พุทธศิลป์ และประเพณีทางศาสนา เรื่องของพระนางจึงเชื่อมโยงยุคทวารวดี หริภุญชัย และล้านนาเข้าด้วยกันในความทรงจำของผู้คน

    ภาพลักษณ์สตรีผู้นำ: นักประวัติศาสตร์ตีความอย่างไร

    นักวิชาการตะวันตกยุคแรกอย่างยอร์ช เซเดส์ อ่านจามเทวีวงศ์ในฐานะเอกสารประวัติศาสตร์ และวิจารณ์ว่าข้อมูลหลายส่วนไม่ถูกต้อง ต่อมาโดนัลด์ สวีเรอร์และสมหมาย เปรมจิตต์ ผู้แปลจามเทวีวงศ์เป็นภาษาอังกฤษฉบับเต็มใน พ.ศ. 2541 เสนอให้อ่านงานนี้เป็นวรรณกรรมศาสนาและวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการอธิบายที่มา จักรวาลวิทยา และหลักธรรม มากกว่าความแม่นยำของเหตุการณ์

    เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี ซึ่งเขียนบทความเรื่องตัวตนและอุดมคติของพระนางใน พ.ศ. 2564 ชวนให้มองบริบทของผู้แต่ง พระโพธิรังสีเขียนในล้านนาต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ภาพกษัตรีย์ผู้ทรงธรรมจึงอาจทำหน้าที่ทางการเมืองและศาสนาในยุคนั้น รวมถึงเป็นแบบอย่างที่เอื้อต่อบทบาทของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก

    ทั้งสองมุมมองไม่ได้ลดคุณค่าของพระนาง แต่ช่วยให้เห็นว่าภาพของพระนางที่เรารู้จักถูกปั้นแต่งผ่านหลายยุค ตั้งแต่พระสงฆ์ล้านนา นักวิชาการอาณานิคม จนถึงคนลำพูนรุ่นปัจจุบันที่ยกย่องพระนางเป็นปฐมกษัตรีย์และแบบอย่างของผู้หญิงที่กล้าหาญ

    ความศรัทธาในลำพูนวันนี้

    ในลำพูนปัจจุบัน พระนางจามเทวีเป็นทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและที่พึ่งทางใจ อนุสาวรีย์พระนางตั้งอยู่ในสวนสาธารณะหนองดอก ห่างจากศาลากลางจังหวัดราวหนึ่งกิโลเมตร และเปิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2525 ผู้คนมักนำดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสักการะมากราบไหว้ขอพร

    อีกแห่งที่ผูกพันกับพระนางคือวัดจามเทวี ซึ่งมีเจดีย์สี่เหลี่ยมซ้อนชั้นที่เรียกว่าสุวรรณจังโกฏิหรือกู่กุด ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น เจดีย์นี้บรรจุอัฐิของพระนาง แม้นักวิชาการจะยังกำหนดอายุของเจดีย์ได้ไม่แน่ชัด แต่สถานที่นี้ก็เป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่มาสักการะ

    ความศรัทธานี้ทำให้พระนางมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมากกว่าตัวละครในตำราใด ๆ เรื่องของพระนางจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ตำนาน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อสามารถอยู่ร่วมกันได้ ตราบใดที่เรารู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งใด

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13: ตามตำนาน: ฤๅษีสร้างเมืองหริภุญชัย. ฤๅษีสุเทวะและคณะสร้างเมืองริมแม่น้ำปิง แล้วไปขอเจ้าหญิงจากละโว้มาครอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13: ตามตำนาน: พระนางเสด็จจากละโว้. พระนางขึ้นมาทางลำน้ำปิงพร้อมพระสงฆ์และช่างฝีมือ แล้วขึ้นครองราชย์
    • ตามตำนาน: ประสูติโอรสแฝด. มหันตยศและอนันตยศ ต่อมาองค์หนึ่งไปสร้างเขลางค์นคร (ลำปาง)
    • พ.ศ. 1205–1212 (ค.ศ. 662–669): ตามตำนาน: ช่วงครองราชย์. ปีตามรายพระนามในชินกาลมาลีปกรณ์ ฉบับอื่นให้ปีต่างออกไป
    • ราว พ.ศ. 1274 (ค.ศ. 731): ตามตำนาน: เสด็จสวรรคต. บางฉบับว่าพระชนมายุราว 89–92 พรรษา อัฐิบรรจุที่เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ
    • ราว พ.ศ. 1300 (ค.ศ. ราว 750): ข้อเสนอทางวิชาการ. นักวิชาการบางส่วนเสนอว่าหริภุญชัยเริ่มเป็นเมืองราวช่วงนี้ ช้ากว่าปีในตำนาน
    • พุทธศตวรรษที่ 18: จารึกมอญในลำพูน. จารึกร่วมสมัยกล่าวถึงกษัตริย์รุ่นหลัง แต่ยังไม่พบพระนามจามเทวี
    • พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219): จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ. จารึกมอญกล่าวถึงการสร้างเจดีย์และทำบุญในลำพูน
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): หริภุญชัยตกเป็นของพญามังราย. เมืองถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนา
    • ราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410): พระโพธิรังสีแต่งจามเทวีวงศ์. เอกสารบาลีที่เก่าที่สุดที่เล่าเรื่องพระนางอย่างละเอียด
    • พ.ศ. 2060–2070 (ค.ศ. 1517–1527): พระรัตนปัญญาแต่งชินกาลมาลีปกรณ์. ประวัติพุทธศาสนาที่มีตอนว่าด้วยหริภุญชัย
    • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925): เซเดส์แปลจามเทวีวงศ์บางบทเป็นภาษาฝรั่งเศส. ทำให้เรื่องหริภุญชัยเป็นที่รู้จักในวงวิชาการสากล
    • 2 ต.ค. 2525 (ค.ศ. 1982): เปิดอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี. ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะหนองดอก ลำพูน
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): แปลจามเทวีวงศ์เป็นภาษาอังกฤษฉบับเต็ม. โดยโดนัลด์ สวีเรอร์และสมหมาย เปรมจิตต์

    รู้หรือไม่

    ตำนานเดียวกันมีสองฝั่ง

    เรื่องการต่อสู้ระหว่างพระนางกับขุนหลวงวิลังคะ ฝั่งเมืองเล่าว่าพระนางชนะด้วยบุญบารมี แต่ในเรื่องเล่าของชาวลัวะบางกลุ่ม ขุนหลวงวิลังคะคือวีรบุรุษที่พ่ายเพราะถูกใช้อุบาย

    ชื่อฤๅษีเรียกต่างกัน

    เอกสารบาลีเรียกฤๅษีผู้สร้างเมืองว่าสุเทวะ แต่คนไทยทั่วไปรู้จักในชื่อวาสุเทพฤๅษี ซึ่งเป็นตัวละครเดียวกันในเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดต่อกันมา

    เขียนหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี

    จามเทวีวงศ์แต่งขึ้นราว พ.ศ. 1953 ห่างจากยุคของพระนางตามตำนานหลายร้อยปี จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    แฝดเกิดหลังขึ้นครองเมืองเจ็ดวัน

    ตามตำนาน พระนางทรงพระครรภ์ระหว่างการเดินทางเจ็ดเดือน และประสูติโอรสแฝดเพียงเจ็ดวันหลังพิธีอภิเษกที่หริภุญชัย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Cāmadevivaṃsa (Wikipedia)
    2. Jinakālamālī (Wikipedia)
    3. Hariphunchai (Wikipedia)
    4. Camadevi (Wikipedia)
    5. จามเทวีวงศ์: ความผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเชิงพุทธศาสนา (วรรณวิทัศน์)
    6. จามเทวี: ตัวตนและอุดมคติ (ข่วงผญา)
    7. ตำนานใบพลู ไม้เด็ดพระนางจามเทวี (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. พระนางจามเทวี: มีตัวตนหรือแค่ตำนาน (ศิลปวัฒนธรรม)
    9. Phra Nang Chamadevi Monument (Tourism Lampang-Lamphun)
    10. Wat Chamadevi (Wikipedia)
    11. สภาพและแนวทางการอนุรักษ์โบราณสถานที่ปรากฏในคัมภีร์จามเทวีวงศ์ (บัณฑิตวิจัย)
    12. พระรอด ลำพูน พระเครื่องอายุกว่าพันปี (ศิลปวัฒนธรรม)
    13. ฐานข้อมูลหอจดหมายเหตุ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล: วัดจามเทวี

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระนางจามเทวี
    Wat Chammathewi (Wat Chamadevi) before restoration (undated image, before 1974) · แสงจันทร์ ไตรเกษม · Public domain · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    Chedi Ku Kut, Wat Chamadevi เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี (2026) – IMG 02 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    Wat Mahawan Lumphun – panoramio · Boonchai C · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    201704051119a HNM, Lamphun, Wat Mahawan Inscription, Mon A+L, 12. Cent., Wat Mahawan, Muang District, Lamphun · Hartmann Linge · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระนางจามเทวี
    จ.ลำพูน วัดจามเทวี 3 · Mr.Surachai Harntai · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ภาพประกอบ: Bangkok National Museum · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    พิพิธภัณฑ์ในเขตวังหน้าเดิมที่รวบรวมหลักฐานสำคัญของยุคแรกเริ่มในดินแดนไทย ตั้งแต่ธรรมจักรทวารวดี พระโพธิสัตว์ไชยา จนถึงศิลาจารึกหลักที่ 1 · ก่อตั้ง พ.ศ. 2417 ย้ายมาวังหน้า พ.ศ. 2430 (จัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์)

    ที่ตั้งถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
    จุดเริ่มต้นหอมิวเซียมที่หอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง เปิด 19 ก.ย. 2417
    ย้ายมาวังหน้าพ.ศ. 2430
    ชื่อปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและใช้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2477
    อาคารโบราณคดีอาคารมหาสุรสิงหนาท จัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี และศิลปะเอเชีย
    วัตถุมรดกโลกศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ยูเนสโกขึ้นทะเบียนความทรงจำแห่งโลก พ.ศ. 2546
    พระพุทธรูปสำคัญพระพุทธสิหิงค์ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (สร้าง พ.ศ. 2330)
    ราชรถพระมหาพิชัยราชรถ สร้าง พ.ศ. 2338 ในรัชกาลที่ 1

    จากหอคองคอเดียสู่วังหน้า

    เรื่องของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มจากของสะสมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงรวบรวมโบราณวัตถุและสิ่งของแปลกตาไว้ที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้นำออกจัดแสดงแก่สาธารณชนที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดเมื่อ 19 กันยายน 2417 วันนี้รัฐบาลจึงกำหนดให้เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทยเมื่อ พ.ศ. 2538

    ใน พ.ศ. 2430 พิพิธภัณฑ์ย้ายมาอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาในรัชกาลที่ 1 และว่างลงหลังยกเลิกตำแหน่งวังหน้า

    ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พื้นที่วังหน้าทั้งหมดถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร และเมื่อ พ.ศ. 2477 พิพิธภัณฑ์เข้าอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ใช้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงปัจจุบัน

    อาคารและการจัดแสดง

    พิพิธภัณฑ์มีอาคารหลายยุคอยู่รวมกัน ส่วนที่เป็นของวังหน้าเดิม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งสร้าง พ.ศ. 2330 เพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน และหมู่พระวิมาน ซึ่งเป็นที่ประทับเดิม

    สำหรับผู้สนใจยุคโบราณ อาคารสำคัญคืออาคารมหาสุรสิงหนาท ตั้งชื่อตามกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์แรก ใช้จัดแสดงโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี และศิลปะเอเชีย ส่วนอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะสมัยหลัง เช่น สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

    พิพิธภัณฑ์ปรับปรุงห้องจัดแสดงเป็นระยะ อาคารมหาสุรสิงหนาทเคยปิดปรับปรุงหลัง พ.ศ. 2562 การจัดวางวัตถุในแต่ละห้องจึงอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา

    เดินผ่านห้องไม่กี่ห้องในวังหน้า ก็เหมือนได้เดินทางจากนครปฐม ไชยา สระแก้ว ไปจนถึงสุโขทัย

    พระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

    พระที่นั่งพุทไธสวรรย์สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2330 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ผนังภายในเขียนภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งของกรุงเทพฯ ผู้มาชมพิพิธภัณฑ์จึงได้เห็นทั้งพระพุทธรูปและงานช่างเขียนในอาคารเดียวกัน

    ตามตำนาน พระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นที่ลังกาตั้งแต่ราว พ.ศ. 700 แล้วเดินทางผ่านหลายเมือง ทั้งสุโขทัย พิษณุโลก อยุธยา กำแพงเพชร และเชียงราย ก่อนไปประดิษฐานที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2338 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทอัญเชิญจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ และประดิษฐานไว้ที่วังหน้า

    ในไทยมีพระพุทธรูปอย่างน้อยสามองค์ที่ได้รับการนับถือว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์ คือองค์ที่กรุงเทพฯ องค์ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ และองค์ที่หอพระพุทธสิหิงค์ นครศรีธรรมราช นักประวัติศาสตร์ศิลป์ใช้รูปแบบศิลปะกำหนดอายุ เช่น องค์ที่นครศรีธรรมราชจัดอยู่ในศิลปะอยุธยา ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 16 ซึ่งใหม่กว่าที่ตำนานเล่ามาก ตำนานกับหลักฐานศิลปะจึงต้องอ่านแยกกัน

    ทุกช่วงสงกรานต์ พระพุทธสิหิงค์องค์นี้จะถูกอัญเชิญออกจากพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนสรงน้ำ เช่นในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครร่วมกับกรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ลานคนเมืองระหว่างวันที่ 12–14 เมษายน ประเพณีนี้ทำให้พิพิธภัณฑ์ผูกพันกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ มากกว่าเป็นเพียงที่เก็บของเก่า

    ราชรถและตำหนักแดง ร่องรอยชีวิตในวังหน้า

    โรงราชรถของพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาราชรถขนาดใหญ่ ชิ้นสำคัญคือพระมหาพิชัยราชรถ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้สร้างใน พ.ศ. 2338 ใช้อัญเชิญพระบรมศพหรือพระศพเจ้านายชั้นสูงในงานพระเมรุมาศ ราชรถเหล่านี้ยังถูกนำออกไปใช้งานจริงเมื่อมีพระราชพิธี จึงเป็นวัตถุที่ยังมีชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของรัฐ

    อีกอาคารหนึ่งที่ผู้ชมมักชอบคือตำหนักแดง เรือนไม้สักทาสีแดงที่เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางในรัชกาลที่ 1 ภายในจัดแสดงเครื่องใช้สมัยต้นรัตนโกสินทร์ และของใช้ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

    พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งเดิมเป็นท้องพระโรงของวังหน้า ปัจจุบันเป็นห้องประวัติศาสตร์ไทย อาคารเหล่านี้ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นทั้งที่จัดแสดงวัตถุและเป็นโบราณสถานในตัวเอง ผู้ชมเดินอยู่ในวังที่เคยมีผู้คนอาศัยจริงเมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน

    หลักฐานยุคทวารวดี

    ห้องทวารวดีมีธรรมจักรศิลาที่สำคัญชิ้นหนึ่ง สูงราว 106 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางราว 88 เซนติเมตร พบที่วัดเสน่ห์ จังหวัดนครปฐม ซี่ล้อเจาะทะลุจนดูโปร่งบาง ขอบล้อสลักลายเปลวไฟ และมีจารึกภาษาบาลีอักษรปัลลวะ ยกข้อความจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–16

    ธรรมจักรแบบตั้งบนเสาเป็นของที่พบเฉพาะในวัฒนธรรมทวารวดีของไทย มักพบคู่กับรูปกวางหมอบ ซึ่งชี้ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา หลักฐานนี้แสดงว่าคนทวารวดีเข้าใจความหมายของธรรมจักรอย่างลึกซึ้ง

    ห้องเดียวกันมีงานปูนปั้นจากเมืองคูบัว ราชบุรี เช่นภาพนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 และพระพุทธรูปศิลาทวารวดีขนาดใหญ่ สูงรวมฐานราว 330 เซนติเมตร ที่พบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2469 แล้วล่องแพลงมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2471

    ศรีวิชัย ลพบุรี และจารึกสำคัญ

    ชิ้นที่หลายคนเรียกว่างามที่สุดของพิพิธภัณฑ์คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สูงราว 63 เซนติเมตร เหลือเพียงพระวรกายท่อนบน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพบที่วัดพระบรมธาตุไชยา ราว พ.ศ. 2448 แหล่งข้อมูลต่าง ๆ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 นักวิชาการบางท่านโยงกับจารึกวัดเสมาเมือง พ.ศ. 1318 แต่บางท่านเห็นว่ารูปแบบศิลปะน่าจะใหม่กว่านั้น

    ในห้องเดียวกันยังมีพระวิษณุสี่กรจากอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ประติมากรรมรุ่นแรกที่ยืนยันการติดต่อกับอินเดียทางฝั่งอันดามัน ส่วนห้องลพบุรีจัดแสดงประติมากรรมเขมรในไทย รวมถึงประติมากรรมสำริดพระศิวะที่เรียกกันว่าโกลเด้นบอย และสตรีพนมมือ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนส่งคืนไทยเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567

    พิพิธภัณฑ์ยังเก็บรักษาศิลาจารึกสด๊กก๊อกธมจากจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นหลักฐานหลักเรื่องลัทธิเทวราชของเขมร และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หรือจารึกหลักที่ 1 ที่รัชกาลที่ 4 ทรงพบที่สุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 2376 ขณะยังทรงผนวช และย้ายมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมื่อ พ.ศ. 2511

    โกลเด้นบอย การเดินทางกลับบ้านของประติมากรรมสำริด

    ประติมากรรมสำริดที่ได้ชื่อเล่นว่าโกลเด้นบอย เป็นรูปบุคคลยืนสำริดกะไหล่ทอง สูงราว 130 เซนติเมตร อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตามรายงานของข่าวสดภาษาอังกฤษ ผู้พบคือชาวบ้านบ้านโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ขุดหามันป่าเมื่อ พ.ศ. 2517 และต่อมาขายไปให้ชาวต่างชาติ

    ประติมากรรมถูกลักลอบนำออกนอกประเทศในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ผ่านเครือข่ายของดักลาส แลตช์ฟอร์ด นักค้าโบราณวัตถุ ก่อนจะไปอยู่ในมือนักสะสมและถูกมอบให้พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนใน พ.ศ. 2531 เมื่อมีหลักฐานว่าออกจากไทยโดยผิดกฎหมาย พิพิธภัณฑ์จึงถอนออกจากคอลเลกชันและส่งคืนพร้อมรูปสตรีพนมมือ ทั้งสองชิ้นถึงไทยเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567 และเปิดให้ชมในห้องลพบุรีตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2567

    รูปนี้เป็นใครยังมีความเห็นต่างกัน พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนเคยเรียกว่ารูปพระศิวะยืน โดยใส่เครื่องหมายคำถามไว้ ภัณฑารักษ์บางท่านเสนอว่าอาจเป็นรูปกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพ เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ทำหน้าที่ทั้งเป็นรูปเคารพและเป็นรูปบรรพบุรุษ การกลับมาของชิ้นนี้ยังจุดประเด็นให้ไทยติดตามโบราณวัตถุที่ถูกนำออกไปชิ้นอื่น ๆ อีกด้วย

    ข้อถกเถียงรอบวัตถุชิ้นสำคัญ

    ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นวัตถุที่ถูกถกเถียงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ใน พ.ศ. 2530 ไมเคิล วิกเคอรี ตั้งคำถามเรื่องอักษร คำศัพท์ และเนื้อหา ปีต่อมา พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าจารึกอาจทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

    นักวิชาการอีกฝ่ายโต้แย้งด้วยหลักฐานทางภาษาและการวิเคราะห์ผิวหินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเมื่อ พ.ศ. 2533 ซึ่งสนับสนุนว่าจารึกมีอายุเก่าจริง ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นความทรงจำแห่งโลกเมื่อ 2 กันยายน 2546 แต่ข้อถกเถียงทางวิชาการก็ยังไม่ยุติทั้งหมด

    วัตถุอีกหลายชิ้นก็ยังถูกถกเถียงเรื่องอายุและที่มา เช่น พระโพธิสัตว์ไชยา ว่าหล่อในคาบสมุทรภาคใต้หรือได้อิทธิพลโดยตรงจากชวา การชมพิพิธภัณฑ์จึงเป็นโอกาสให้เห็นทั้งตัวหลักฐานและคำถามที่นักวิชาการยังค้นหาคำตอบ

    พิกัดและการนำทาง

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    พิกัด 13.757617, 100.492517 (13°45′27.4″N 100°29′33.1″E)

    เปิดวันพุธถึงอาทิตย์ ควรตรวจวันเวลาเปิดจากเว็บไซต์กรมศิลปากรก่อนไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อยู่บนถนนหน้าพระธาตุ ใกล้สนามหลวง ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับโรงละครแห่งชาติ ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้สนใจยุคโบราณควรเริ่มที่อาคารมหาสุรสิงหนาท แล้วต่อด้วยพระที่นั่งพุทไธสวรรย์และหมู่พระวิมาน การจัดวางวัตถุอาจเปลี่ยนตามการปรับปรุงห้องจัดแสดง

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2330 (ค.ศ. 1787): สร้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์. ในพระราชวังบวรสถานมงคล
    • พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795): อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์และสร้างราชรถ. พระพุทธสิหิงค์มาจากเชียงใหม่ และสร้างพระมหาพิชัยราชรถ
    • พ.ศ. 2376 (ค.ศ. 1833): พบศิลาจารึกหลักที่ 1. รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช พบที่สุโขทัย
    • 19 ก.ย. พ.ศ. 2417 (ค.ศ. 1874): เปิดหอมิวเซียม. ที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง
    • พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887): ย้ายมาวังหน้า. พิพิธภัณฑ์ย้ายมาพระราชวังบวรสถานมงคล
    • ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พบพระโพธิสัตว์ไชยา. กรมพระยาดำรงฯ พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา
    • พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926): พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร. ปรับเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับพระนครในรัชกาลที่ 7
    • พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934): พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968): ย้ายจารึกหลักที่ 1. จารึกมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): พบโกลเด้นบอย. ชาวบ้านละหานทราย บุรีรัมย์ ขุดพบขณะหามันป่า
    • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): โกลเด้นบอยเข้าพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน. มอบโดยนักสะสมหลังถูกนำออกนอกประเทศ
    • พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995): วันพิพิธภัณฑ์ไทย. ครม. กำหนดให้ 19 กันยายนเป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย
    • 2 ก.ย. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): ความทรงจำแห่งโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกพ่อขุนรามคำแหง
    • 20 พ.ค. พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): รับคืนโบราณวัตถุ. โกลเด้นบอยและสตรีพนมมือกลับคืนไทย

    รู้หรือไม่

    วันพิพิธภัณฑ์ไทย

    วันที่ 19 กันยายนของทุกปีมาจากวันเปิดหอมิวเซียมที่หอคองคอเดียเมื่อ พ.ศ. 2417

    ชื่ออาคารจากวังหน้า

    อาคารมหาสุรสิงหนาทตั้งชื่อตามกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผู้สร้างวังหน้าในรัชกาลที่ 1

    พระพุทธรูปล่องแพ

    พระพุทธรูปทวารวดีองค์ใหญ่จากสุโขทัยล่องแพมากรุงเทพฯ ระหว่างทางมีคนมากราบไหว้จนแพแทบจม

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Bangkok National Museum – Wikipedia
    2. Dharmachakra, Bangkok National Museum – SEA Arts, SAC
    3. Avalokiteshvara of Chaiya – Wikipedia
    4. Avalokitesvara Bodhisattva – SEA Arts, SAC
    5. Ram Khamhaeng Inscription – Wikipedia
    6. ๑๙ กันยายน วันพิพิธภัณฑ์ไทย – กรมประชาสัมพันธ์
    7. พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไทย – ศิลปวัฒนธรรม
    8. อาคารมหาสุรสิงหนาท – ศิลปวัฒนธรรม
    9. พระพุทธรูปทวารวดีจากสุโขทัย – ศิลปวัฒนธรรม
    10. Two ancient artifacts displayed in National Museum – PRD
    11. H.R.H. Princess Sirivannavari Visits Bangkok National Museum – PRD
    12. Phra Phuttha Sihing – Wikipedia
    13. Standing Shiva (?) – Wikipedia
    14. Discoverer of Golden Boy regrets damage – Khaosod English
    15. อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ สงกรานต์ 2568 – The Standard

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    Bangkok National Museum – 2017-04-22 (067) · Iudexvivorum · CC0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    Artefacts from Borobudur, Bangkok National Museum – Stupa · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    National Museum Bangkok · Masgatotkaca · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    006 Phra Buddha Sihing (34443957053) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    007 Phra Buddha Sihing, Profile (34443953013) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณศรีมโหสถ

    เมืองโบราณศรีมโหสถ

    ภาพประกอบ: Sa Kaeo, Si Mahosot (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินแห่งลุ่มน้ำบางปะกงที่มีทั้งพระคเณศรุ่นแรก รอยพระพุทธบาทคู่สมัยทวารวดี และอโรคยศาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–13)

    ที่ตั้งตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
    ผังเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน กว้างราว 700 เมตร ยาวราว 1,500–1,550 เมตร คูเมืองกว้าง 14–20 เมตร
    โบราณสถานสำรวจพบราว 541 แห่งในพื้นที่ราว 2,816 ไร่ ขุดค้นแล้วราว 39 แห่ง
    จุดเด่นสระมรกตและรอยพระพุทธบาทคู่ สระแก้ว พระคเณศ อโรคยศาล
    ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พุทธเถรวาทแบบทวารวดี และพุทธมหายานสมัยเขมร
    คุ้มครองเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม มีผลตั้งแต่ 16 ก.ย. 2558
    ภาชนะสำริดพบ 26 ชิ้นที่โบราณสถานหมายเลข 11 เมื่อ 14 มิ.ย. 2509 มีจารึก 5 ชิ้น
    พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดเมื่อ 22 เม.ย. 2528

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณศรีมโหสถอยู่ในตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี บนที่ราบลุ่มน้ำบางปะกง ครอบคลุมพื้นที่บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัด และบ้านหนองสะแก ในอดีตบริเวณนี้น่าจะอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลมากกว่าปัจจุบัน

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน วางแนวตะวันออกเฉียงเหนือถึงตะวันตกเฉียงใต้ กว้างราว 700 เมตร ยาวราว 1,500 ถึง 1,550 เมตร ตามแต่ละแหล่งข้อมูล ล้อมด้วยคันดินและคูเมืองกว้าง 14–20 เมตร

    ศรีมโหสถเป็นแหล่งที่มีโบราณสถานหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก การสำรวจนับได้ราว 541 แห่ง ทั้งบนแนวกำแพง ภายในเมือง และนอกเมือง แต่ขุดค้นแล้วเพียงราว 39 แห่ง

    ชื่อศรีมโหสถเป็นชื่อที่ตั้งใหม่ อำเภอนี้เดิมชื่ออำเภอโคกปีบ และเปลี่ยนชื่อเป็นศรีมโหสถเมื่อ พ.ศ. 2536 ส่วนชื่อโบราณของเมืองยังไม่มีข้อยุติ

    การค้นพบและการขุดค้น

    ชาวบ้านพบโบราณวัตถุในบริเวณนี้มานานแล้ว และหินจากสระโบราณบางส่วนเคยถูกขนไปใช้สร้างวัดในละแวกก่อนที่ทางราชการจะเห็นความสำคัญ ใน พ.ศ. 2509 มีการพบภาชนะสำริดมีจารึกที่โบราณสถานหมายเลข 11

    พระพุทธรูปหินทรายยืนแบบทวารวดีสูงราว 2 เมตร ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อทวารวดี ขุดพบเมื่อ พ.ศ. 2514 และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุใน พ.ศ. 2523 ต่อมาใบหน้าและแขนเสียหายจากไฟไหม้ใน พ.ศ. 2538 กรมศิลปากรจึงซ่อมแซม

    กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นศึกษาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ราว พ.ศ. 2529 ในปีนั้นเองได้ขุดแต่งและระบุรอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต ทำให้ชื่อศรีมโหสถเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    ในเมืองเดียวกัน คนโบราณสลักรอยพระพุทธบาทลงบนหิน บูชาพระคเณศ และต่อมาก็สร้างโรงพยาบาลตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์เขมร

    นักโบราณคดีรุ่นแรกในป่าโคกปีบ

    ก่อนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว เมืองโบราณแห่งนี้เป็นป่ารกที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเมืองพระรถ ใน พ.ศ. 2509 นักศึกษาโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งสุจิตต์ วงษ์เทศ และขรรค์ชัย บุนปาน ติดตามอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มาสำรวจ จากนั้นหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้พานักศึกษามาขุดค้นที่เนินซึ่งเรียกว่าพานหิน

    การขุดที่พานหินพบชิ้นส่วนเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ รวมทั้งพระหัตถ์ของพระวิษณุที่ถือสังข์ ทำให้นักวิชาการเห็นว่าในเมืองนี้เคยมีเทวสถานฮินดูขนาดใหญ่ ในปีเดียวกันนั้น วันที่ 14 มิถุนายน 2509 กรมศิลปากรขุดพบภาชนะสำริดรวม 26 ชิ้นที่โบราณสถานหมายเลข 11 ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเรื่องชื่อเมือง

    งานขุดแต่งบริเวณสระมรกตเกิดขึ้นในอีกราวยี่สิบปีต่อมา ตามคำเล่าของขรรค์ชัย บุนปาน เงินทำบุญจากงานกฐินส่วนหนึ่งถูกแบ่งมาสนับสนุนการขุดค้นของกรมศิลปากร ในสมัยที่ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ เป็นอธิบดี จนพบรอยพระพุทธบาทคู่ แหล่งข้อมูลระบุปีต่างกันเล็กน้อย บางแห่งว่า พ.ศ. 2528 บางแห่งว่า พ.ศ. 2529

    จากนั้นการสำรวจของกรมศิลปากรก็ขยายออกไปทั่วเมือง จนนับโบราณสถานได้หลายร้อยแห่งอย่างที่รู้กันในวันนี้ แต่ส่วนที่ขุดค้นแล้วยังเป็นเพียงส่วนน้อย เมืองนี้จึงยังมีเรื่องรอให้ค้นพบอีกมาก

    สิ่งที่พบ จากเทวรูปพราหมณ์ถึงรอยพระพุทธบาท

    ศรีมโหสถพบเทวรูปในศาสนาพราหมณ์หลายองค์ เช่น พระวิษณุ พระคเณศ และศิวลึงค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี บรรยายว่าพระคเณศที่พบที่นี่เป็นองค์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดเท่าที่พบหลักฐานในปัจจุบัน สะท้อนว่าการนับถือพระคเณศเข้ามาถึงลุ่มบางปะกงตั้งแต่ยุคแรก

    ทางใต้ของเมืองมีสระแก้ว สระน้ำโบราณที่ขุดลงไปในศิลาแลง ขอบสระสลักภาพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ช้างซึ่งมีมากที่สุด มกร สิงห์ นาค หมูป่า และกินรี นักวิชาการหลายท่านกำหนดอายุราว 1,500 ปี และเชื่อว่าใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำและความอุดมสมบูรณ์

    ที่โบราณสถานสระมรกต มีรอยพระพุทธบาทคู่สลักบนพื้นศิลาแลงธรรมชาติ แต่ละรอยมีนิ้วห้านิ้วและมีธรรมจักรตรงกลาง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 หลายแหล่งยกให้เป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในไทย รอบข้างพบร่องรอยหลุมเสาของอาคารและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

    นอกจากนี้ยังพบเครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ลูกปัดทองและแก้ว และภาชนะแบบกุณฑี หลักฐานเหล่านี้บอกว่าเมืองนี้เชื่อมกับเครือข่ายการค้าทางทะเล

    สระมรกต ที่ศักดิ์สิทธิ์สองยุคซ้อนกัน

    ที่สระมรกต หลักฐานสองยุคอยู่ใกล้กันอย่างน่าสนใจ ยุคแรกคือรอยพระพุทธบาทคู่บนลานศิลาแลง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 ซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี ยุคหลังคืออาคารอโรคยศาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในพุทธศตวรรษที่ 18 ห่างกันหลายร้อยปี

    การที่คนสมัยหลังเลือกสร้างโรงพยาบาลหลวงไว้ข้างรอยพระพุทธบาทเก่า แสดงว่าพื้นที่นี้ยังถูกนับถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องมา แม้ศาสนาจะเปลี่ยนจากพุทธแบบทวารวดีมาเป็นพุทธมหายานแบบเขมร งานศึกษาของรุ่งโรจน์ระบุว่าอโรคยศาลแห่งนี้เป็นอโรคยศาลที่อยู่ทางตะวันตกสุดเท่าที่พบของอาณาจักรพระนคร

    รอบสระมรกตยังพบร่องรอยหลุมเสาอาคารไม้และบ่อน้ำ แสดงว่าเคยมีเรือนหรือศาลาประกอบพิธีกรรมล้อมรอยพระพุทธบาท ซึ่งน่าจะเป็นที่ที่ผู้คนมาสักการะ คล้ายกับที่ผู้คนยังมากราบไหว้ในวันนี้

    จากทวารวดีสู่สมัยเขมร

    ในช่วงแรก ศรีมโหสถเป็นชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีที่นับถือทั้งพุทธและพราหมณ์ปะปนกัน ต่อมาเมื่ออาณาจักรเขมรขยายอิทธิพลมาถึงภาคตะวันออก เมืองก็ได้รับศิลปะและความเชื่อแบบเขมรเข้ามาซ้อนทับ

    หลักฐานสำคัญของสมัยเขมรคืออโรคยศาลที่โบราณสถานสระมรกต สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อาจสร้างทับศาสนสถานทวารวดีเดิม อาคารสร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ มีบรรณาลัยและโคปุระครบตามแบบแผน

    ภาชนะสำริดที่พบใน พ.ศ. 2509 มีจารึกลงมหาศักราช 1109 ตรงกับ พ.ศ. 1730 (ค.ศ. 1187) อยู่ในรัชกาลเดียวกัน ยืนยันว่าเมืองยังมีความสำคัญทางศาสนาในสมัยนั้น หลังพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองค่อย ๆ ร้างไป จนชาวไทยพวนเข้ามาตั้งชุมชนในสมัยรัตนโกสินทร์

    ภาชนะสำริด 26 ชิ้น กับชื่อที่จารึกไว้

    ในบรรดาภาชนะสำริด 26 ชิ้นจากโบราณสถานหมายเลข 11 มีห้าชิ้นที่มีจารึกอักษรเขมร ได้แก่ ขันกลม ขันรูปรี กรอบสำริด เชิงเทียน และสังข์ บทความของรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ในวารสารดำรงวิชาการ รวบรวมคำอ่านไว้อย่างเป็นระบบ

    จารึกบนขันกลมกล่าวว่าศรีวีเรนทราธิบดีวรมันถวายของแด่ศรีวีเรศวรที่สังโวก ลงมหาศักราช 1109 ตรงกับ พ.ศ. 1730 ส่วนกรอบสำริดและเชิงเทียนลงมหาศักราช 1115 ตรงกับ พ.ศ. 1736 กล่าวถึงอโรคยศาล ชิ้นหนึ่งเอ่ยชื่ออวัธยปุระ อีกชิ้นเอ่ยชื่อสังโวก

    ข้อมูลนี้อธิบายได้ว่าทำไมเมืองนี้จึงมีชื่อเสนออยู่สองชื่อ ฝ่ายหนึ่งยึดชื่ออวัธยปุระ ซึ่งแปลจากภาษาสันสกฤตได้ราวว่าเมืองที่ไม่มีใครทำลายได้ อีกฝ่ายยึดชื่อสังโวกที่ปรากฏทั้งบนภาชนะและในจารึกปราสาทบายน แต่เพราะภาชนะเป็นของเคลื่อนย้ายได้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าชื่อใดเป็นชื่อของเมืองนี้จริง

    สิ่งที่ค่อนข้างแน่นอนคือ ในช่วง พ.ศ. 1730–1736 มีคนสำคัญในราชสำนักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่งของมาถวายศาสนสถานแห่งนี้ และมีอโรคยศาลที่ดำเนินงานอยู่จริง

    ข้อถกเถียง เมืองนี้ชื่ออะไร

    รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เสนอใน พ.ศ. 2556 ว่าศรีมโหสถคือเมืองสังโวก ที่จารึกกรอบประตูปราสาทบายนกล่าวว่ามีรอยพระพุทธบาทและพระไภษัชยคุรุ เหตุผลคือที่นี่มีทั้งรอยพระพุทธบาทและอโรคยศาลอยู่ด้วยกัน ซึ่งไม่พบในแหล่งอื่นสมัยเดียวกัน และจารึกบนภาชนะสำริดก็เอ่ยถึงสังโวก

    ผู้เสนอเองยอมรับว่าภาชนะสำริดเคลื่อนย้ายได้ จึงอาจนำมาจากที่อื่น และชื่อบางชื่อในจารึกยังอ่านตีความได้ไม่แน่นอน ขณะที่บางแหล่งเรียกเมืองนี้ว่าอวัธยปุระตามจารึก แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่นักวิชาการยอมรับร่วมกัน

    อายุของเมืองก็ยังมีความเห็นต่าง บางแหล่งย้อนไปถึงช่วงต้นพุทธกาล แต่หลักฐานโบราณคดีที่ชัดเจนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–18

    ศรีมโหสถในวันนี้

    เมืองโบราณยังมีผู้คนอาศัยอยู่ปะปนกับโบราณสถาน ทำให้ต้องอาศัยการวางผังและกฎหมายคุ้มครอง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม มีผลตั้งแต่ 16 กันยายน 2558

    ผู้มาเยือนสามารถชมโบราณสถานสระมรกต สระแก้ว แนวคันดิน หลวงพ่อทวารวดีข้างที่ว่าการอำเภอ และต้นโพธิ์ที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ซึ่งคนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย ความเชื่อนี้ยังพิสูจน์อายุแน่ชัดไม่ได้

    พิกัดและการนำทาง

    สระมรกต เมืองโบราณศรีมโหสถ
    พิกัด 13.863206, 101.426488 (13°51′47.5″N 101°25′35.4″E)

    จุดนี้คือสระมรกต ภายในเมืองโบราณศรีมโหสถ ยังมีโบราณสถานอีกหลายจุดในบริเวณใกล้เคียง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    เมืองโบราณศรีมโหสถอยู่ในอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี จุดชมหลักคือโบราณสถานสระมรกตพร้อมรอยพระพุทธบาทคู่ สระแก้ว แนวคูเมือง และหลวงพ่อทวารวดี โบราณวัตถุสำคัญ เช่น พระคเณศและเทวรูปพระวิษณุ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ในตัวเมืองปราจีนบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6): เริ่มเป็นชุมชน. ร่องรอยการอยู่อาศัยยุคแรกในลุ่มบางปะกง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–14 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–9): รอยพระพุทธบาทคู่. สลักรอยพระพุทธบาทที่สระมรกต
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9): การค้าทางทะเล. เครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียเข้ามาถึงเมือง
    • พ.ศ. 1730 (ค.ศ. 1187): จารึกภาชนะสำริด. สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างอโรคยศาล
    • พ.ศ. 1736 (ค.ศ. 1193): จารึกอโรคยศาล. กรอบสำริดและเชิงเทียนลงมหาศักราช 1115 กล่าวถึงอโรคยศาล
    • หลังพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. หลังคริสต์ศตวรรษที่ 13): เมืองร้าง. ผู้คนย้ายออก ต่อมาชาวไทยพวนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): นักศึกษาศิลปากรขุดค้น. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นำนักศึกษาขุดที่พานหิน พบพระหัตถ์พระวิษณุถือสังข์
    • 14 มิ.ย. พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): พบภาชนะสำริด 26 ชิ้น. ที่โบราณสถานหมายเลข 11 มีจารึก 5 ชิ้น
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): พบหลวงพ่อทวารวดี. พระพุทธรูปยืนหินทรายสูงราว 2 เมตร
    • 22 เม.ย. พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985): เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี. แหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุจากศรีมโหสถ
    • พ.ศ. 2528–2529 (ค.ศ. 1985–1986): ขุดแต่งสระมรกต. กรมศิลปากรขุดแต่งและพบรอยพระพุทธบาทคู่ (แหล่งข้อมูลระบุปีต่างกัน)
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): เปลี่ยนชื่ออำเภอ. อำเภอโคกปีบเปลี่ยนชื่อเป็นศรีมโหสถ
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม. ประกาศคุ้มครองพื้นที่เมืองโบราณ

    รู้หรือไม่

    รอยเท้าคู่

    รอยพระพุทธบาทส่วนใหญ่ในไทยเป็นรอยเดียว แต่ที่สระมรกตสลักไว้เป็นคู่

    สวนสัตว์บนขอบสระ

    ขอบสระแก้วสลักภาพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หลายชนิด โดยช้างมีจำนวนมากที่สุด

    พิพิธภัณฑ์ใกล้บ้าน

    โบราณวัตถุจากศรีมโหสถส่วนใหญ่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2528

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. คู่มือออกแบบอาคารพื้นที่คุ้มครองศรีมโหสถ – สผ.
    2. ข้อเสนอเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของสังโวก – วารสารดำรงวิชาการ
    3. รูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ขอบสระแก้ว – ศิลปวัฒนธรรม
    4. อำเภอศรีมโหสถ มาจากไหน – ศิลปวัฒนธรรม
    5. Prachinburi province – Wikipedia
    6. โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ – แนวหน้า
    7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี 40 ปี – กรุงเทพธุรกิจ
    8. Twin Buddha Footprints – Love Thailand
    9. Luang Phor Dhavaravati – Thai Holiday Guide
    10. ศรีมโหสถ ข่าวสด
    11. กว่าจะพบ อวัธยปุระ – มติชน (ประชาชื่น)
    12. ข้อเสนอเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของสังโวก (ฉบับเต็ม) – ดำรงวิชาการ
    13. ประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมศรีมโหสถ – สผ.

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณศรีมโหสถ
    โบราณสถานสระแก้ว เมืองโบราณศรีมโหสถ · Andromeda Oscar · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีมโหสถ
    Prachinburi National Museum · Shirazibustan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณศรีมโหสถ
    วัดสระมรกตDSC 0831 · Cat2you · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เมืองโบราณคูบัว

    เมืองโบราณคูบัว

    ภาพประกอบ: Ku Bua 1 · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เมืองคูน้ำคันดินสมัยทวารวดีในราชบุรี ที่ทิ้งงานปูนปั้นรูปผู้คนไว้มากมาย ทั้งนักดนตรีหญิงและชาวต่างแดนสวมหมวกทรงสูง · ราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–11)

    ที่ตั้งตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างตัวเมืองราว 12 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้
    ผังเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้าราว 800 x 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ
    โบราณสถานสำรวจพบ 44 แห่งในทศวรรษ 2500 และเพิ่มอีก 15 แห่งในปี 2538–2539
    การขุดค้นกรมศิลปากร พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504
    โบราณสถานใหญ่สุดวัดโขลงสุวรรณคีรี
    ศาสนาพุทธเถรวาทและมหายาน มีหลักฐานพราหมณ์ปะปน
    ชิ้นเด่นภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรีห้าคน จากโบราณสถานหมายเลข 10
    สภาพปัจจุบันจาก 59 แห่ง เหลือให้เห็นราว 25 แห่ง (รายงาน พ.ศ. 2566)

    ที่ตั้งและภูมิประเทศ

    เมืองโบราณคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ห่างจากตัวเมืองราชบุรีราว 12 กิโลเมตร บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง ชื่อคูบัวน่าจะมาจากคูเมืองที่เคยมีบัวขึ้นอยู่

    ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 800 เมตร ยาวราว 2,000 เมตร ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำ จัดเป็นเมืองทวารวดีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของที่ราบภาคกลาง

    ตำแหน่งของคูบัวอยู่ระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยกับเทือกเขาด้านตะวันตกที่มีแร่ดีบุกและตะกั่ว นักวิชาการจึงมองว่าเมืองนี้เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าทางบกกับทางทะเล บางท่านเรียกว่าเมืองท่า แต่ชายฝั่งโบราณอยู่ตรงไหนแน่ยังต้องศึกษากันต่อ

    การค้นพบและการขุดค้น

    กรมศิลปากรเข้าสำรวจและขุดแต่งคูบัวในปี พ.ศ. 2500, 2503 และ 2504 การสำรวจรุ่นแรกนับโบราณสถานได้ 44 แห่ง ทั้งในและนอกกำแพงเมือง ส่วนใหญ่เป็นฐานเจดีย์และอาคารก่ออิฐ

    ใน พ.ศ. 2504 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เคยนำคณะประชาชนเกือบ 700 คนไปเที่ยวชมคูบัว นับเป็นการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดีสำหรับคนทั่วไปรุ่นแรก ๆ ของไทย

    การสำรวจเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2538–2539 พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง รวมราว 59 แห่ง ฐานอาคารมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า วงกลม และแปดเหลี่ยม สะท้อนความหลากหลายของความเชื่อและความรู้ทางสถาปัตยกรรม

    ช่างปูนปั้นแห่งคูบัวทิ้งภาพนักดนตรีและพ่อค้าต่างแดนไว้บนผนังเจดีย์ ราวกับถ่ายรูปผู้คนในเมืองเมื่อพันสามร้อยปีก่อน

    ใครขุด ขุดตรงไหน และได้อะไร

    การขุดค้นรุ่นแรกในทศวรรษ 2500 กรมศิลปากรมอบหมายให้สมศักดิ์ รัตนกุล เป็นผู้นำคณะ ทีมงานสำรวจพบเนินโบราณสถาน 44 แห่ง และลงมือขุดแต่งไป 23 แห่ง ส่วนที่เหลือได้แต่ทำแผนผังและบันทึกตำแหน่งไว้ งานรุ่นนี้เน้นเปิดฐานอาคารและเก็บงานประดับปูนปั้นดินเผาที่หลุดร่วงอยู่รอบฐาน จึงได้ประติมากรรมจำนวนมากเข้าสู่พิพิธภัณฑ์

    ราว 30 ปีต่อมา สำนักงานศิลปากรที่ 1 ราชบุรี สำรวจซ้ำในปี พ.ศ. 2538–2539 พบเนินใหม่อีก 15 แห่ง แล้วขุดแต่งเพิ่มอีก 4 แห่ง เมื่อรวมผลทั้งหมดพบว่าฐานอาคารที่คูบัวมีถึงแปดรูปแบบ ทั้งจัตุรัส ผืนผ้า กลม และแปดเหลี่ยม

    นักวิชาการรุ่นหลังเสียดายว่าการขุดรุ่นแรกบันทึกชั้นดินไม่ละเอียดตามมาตรฐานปัจจุบัน เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เขียนไว้ในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2523 ว่าคูบัวเป็นที่รู้จักของสาธารณชนมานานเกินไปจนยากจะได้ประโยชน์จากการขุดค้นแบบควบคุมอย่างเต็มที่ คำถามเรื่องลำดับอายุของแต่ละอาคารจึงยังตอบได้ไม่หมด

    เดินชมโบราณสถานทีละหมายเลข

    นักโบราณคดีตั้งหมายเลขให้เนินแต่ละแห่ง หลายหมายเลขมีเรื่องเล่าของตัวเอง ใจกลางเมืองคือวัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งมีฐานอาคารยกสูงขนาดใหญ่ น่าจะเป็นฐานวิหารหรือเจดีย์ประธานของเมือง และเป็นจุดที่ยังเห็นรูปทรงชัดที่สุดในวันนี้

    โบราณสถานหมายเลข 10 คือที่มาของภาพปูนปั้นนักดนตรีสตรี ส่วนหมายเลข 40 ให้ภาพบุคคลต่างชาติสวมหมวกทรงสูง โบราณสถานหมายเลข 31 อยู่ด้านตะวันออก นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็นวัดป่าที่ตั้งห่างจากความพลุกพล่าน ขณะที่บริเวณหมายเลข 24–25 พบกระดูกสัตว์จำนวนมาก ซึ่งช่วยให้นึกถึงอาหารการกินของคนในเมือง

    สภาพของบางหมายเลขก็เล่าเรื่องปัจจุบันด้วย โบราณสถานหมายเลข 28 ถูกขุดดินรอบด้านจนเหลือเป็นเกาะกลางบ่อ และบริเวณหมายเลข 23–24 มีร่องรอยการบุกรุกและถมดินใหม่ ภาพเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเมืองโบราณกำลังหายไปทีละหลัง

    เมื่อดูหลักฐานทางศาสนาจากอาคารเหล่านี้ งานศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าคูบัวนับถือพุทธมหายานเป็นหลัก แต่ก็พบธรรมจักรและสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับเถรวาทด้วย ช่วงเวลาใช้งานของโบราณสถานส่วนใหญ่อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16

    ปูนปั้นและดินเผา ภาพผู้คนแห่งทวารวดี

    สิ่งที่ทำให้คูบัวโดดเด่นคืองานประดับศาสนสถานด้วยปูนปั้นและดินเผาจำนวนมาก นอกจากลวดลายพรรณพฤกษาและรูปพระพุทธรูป ช่างยังปั้นรูปบุคคลหลากหลาย ราวกับบันทึกภาพผู้คนในเมืองไว้บนผนังเจดีย์

    ชิ้นที่มีชื่อเสียงคือภาพปูนปั้นกลุ่มนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 สูงราวหกสิบเซนติเมตรเศษ เป็นภาพสตรีห้าคนเล่นดนตรีร่วมกัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 นักดนตรีแต่ละคนถือเครื่องดนตรีต่างชนิด เช่น พิณหลอดที่ได้อิทธิพลอินเดีย ฉิ่ง และเครื่องสายคล้ายพิณแบบจีน ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    อีกกลุ่มหนึ่งคือรูปบุคคลที่หน้าตาและการแต่งกายต่างจากคนท้องถิ่น ทั้งโครงหน้า หมวกทรงสูง และรองเท้าหุ้มข้อ งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่าพบที่โบราณสถานหมายเลข 40 นักวิชาการตีความว่าเป็นพ่อค้าชาวเอเชียตะวันตก บ้างว่าเป็นชาวเปอร์เซีย บ้างว่าเป็นชาวซอกเดียจากเอเชียกลาง

    นอกจากนี้ยังพบภาพผู้หญิงนั่งคุกเข่าแต่งกายหรูหรา และภาพที่ตีความว่าเป็นยามกำลังเตะนักโทษ งานเหล่านี้ช่วยให้เห็นเครื่องแต่งกาย ทรงผม และกิจกรรมของผู้คนสมัยทวารวดีได้ชัดกว่าหลักฐานประเภทอื่น

    คูบัวกับโลกกว้าง

    นอกจากรูปพ่อค้าต่างชาติ คูบัวยังมีหลักฐานที่โยงไปทางทะเลใต้ ควอริช เวลส์ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์สำริดขนาดเล็กที่พบที่นี่ว่าเป็นตัวอย่างของอิทธิพลศิลปะแบบศรีวิชัยที่เข้ามาในเขตทวารวดีเป็นครั้งคราว เขายังเปรียบเทียบชิ้นส่วนปูนปั้นรูปมกรจากคูบัวกับชิ้นที่พบที่อินทร์บุรีเก่า และเห็นว่าของคูบัวน่าจะเก่ากว่า

    ปูนปั้นจากคูบัวบางส่วนเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกามีศีรษะปูนปั้นที่ระบุแหล่งที่มาว่าคูบัว เช่น ศีรษะครุฑ ศีรษะสิงห์ทวารบาล และศีรษะยักษ์ กำหนดอายุช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 11

    แม้หลักฐานจะบอกว่าคูบัวติดต่อกับโลกภายนอกกว้างขวาง นักวิชาการก็เตือนว่าการพบศิลปะทวารวดีจำนวนมากในเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ได้แปลว่าเมืองนั้นเป็นเมืองหลวง เพราะวัตถุเคลื่อนย้ายได้ คูบัวจึงควรถูกมองเป็นเมืองสำคัญในเครือข่ายเมืองลุ่มแม่กลองและท่าจีน ร่วมกับนครปฐมและอู่ทอง มากกว่าจะชี้ขาดว่าเป็นศูนย์กลางของทวารวดี

    ความสำคัญ

    คูบัวเป็นหลักฐานสำคัญว่าลุ่มแม่กลองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี คู่กับนครปฐมและอู่ทอง หลักฐานศาสนามีทั้งพุทธเถรวาท พุทธมหายาน และพราหมณ์ แสดงว่าเมืองนี้เปิดรับความเชื่อหลายสาย

    รูปพ่อค้าต่างชาติในปูนปั้นสอดคล้องกับหลักฐานจากนครปฐม เช่น อิฐสลักรูปชาวเอเชียตะวันตกสวมหมวกทรงสูงจากเจดีย์จุลประโทน ทั้งหมดนี้บอกว่าเมืองทวารวดีอยู่ในเครือข่ายการค้าที่ไปไกลถึงอินเดีย เปอร์เซีย และเอเชียกลาง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังถกเถียงว่าคูบัวเป็นศูนย์กลางการปกครองระดับใด เมืองทวารวดีหลายเมืองอาจรวมกันอย่างหลวม ๆ มากกว่าเป็นอาณาจักรเดียวที่มีศูนย์กลางชัดเจน

    คูบัวในวันนี้

    โบราณสถานที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี ภายในวัดยังมีจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เล่าเรื่องชาวไทยวน ซึ่งอพยพจากเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่คูบัวในสมัยรัตนโกสินทร์ และมีชื่อเสียงด้านผ้าจก

    แหล่งโบราณคดีคูบัวกำลังถูกคุกคาม รายงานเมื่อ พ.ศ. 2566 ระบุว่าโบราณสถานราว 34 แห่งจาก 59 แห่งถูกทำลายหรือเสียหายหนัก จากการขุดดินขายและการบุกรุกทำเกษตร เหลือที่ยังพอเห็นได้ราว 25 แห่ง คันดินและคูเมืองบางช่วงก็ถูกรื้อไปแล้ว

    กรมศิลปากรประกาศเขตโบราณสถานหลายครั้ง คือ พ.ศ. 2505, 2537 และ 2541 แต่นักวิชาการเห็นว่าการรักษาเมืองโบราณทั้งเมืองต้องอาศัยความร่วมมือของจังหวัด ท้องถิ่น และเจ้าของที่ดินด้วย

    พิกัดและการนำทาง

    เมืองโบราณคูบัว อ.เมืองราชบุรี
    พิกัด 13.486592, 99.835745 (13°29′11.7″N 99°50′08.7″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    แหล่งโบราณคดีคูบัวอยู่ในตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จุดหลักคือฐานเจดีย์ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี และจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวภายในวัด โบราณวัตถุชิ้นเด่นจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ควรชมพิพิธภัณฑ์ก่อนลงพื้นที่จริง

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–7): ก่อตัวเป็นเมือง. ชุมชนทวารวดีเติบโตในลุ่มแม่กลอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8): งานปูนปั้น. ภาพนักดนตรีหญิงและรูปชาวต่างชาติ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11): ความรุ่งเรืองลดลง. เมืองเริ่มซบเซา
    • สมัยรัตนโกสินทร์: ชาวไทยวนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน. ผู้คนจากเชียงแสนตั้งชุมชนคูบัว
    • พ.ศ. 2500, 2503, 2504 (ค.ศ. 1957, 1960, 1961): ขุดค้น. กรมศิลปากรขุดแต่งโบราณสถาน 44 แห่ง
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): โบราณคดีสัญจร. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นำประชาชนเกือบ 700 คนชมคูบัว
    • พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962): ประกาศเขตโบราณสถาน. ประกาศครั้งแรก ต่อมาปรับปรุงใน พ.ศ. 2537 และ 2541
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): บทความควอริช เวลส์. วิเคราะห์ปูนปั้นและสำริดจากคูบัวในวารสารสยามสมาคม
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): ปรับปรุงเขตโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศเขตเพิ่มเติม
    • พ.ศ. 2538–2539 (ค.ศ. 1995–1996): สำรวจเพิ่ม. พบโบราณสถานอีก 15 แห่ง
    • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998): ประกาศเขตอีกครั้ง. ปรับปรุงขอบเขตพื้นที่คุ้มครอง
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): รายงานความเสียหาย. โบราณสถานราว 34 แห่งถูกทำลายหรือเสียหาย

    รู้หรือไม่

    วงดนตรีหญิง

    ภาพนักดนตรีหญิงจากคูบัวเป็นหลักฐานเก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่แสดงเครื่องดนตรีในดินแดนไทย

    หมวกทรงสูง

    รูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงพบทั้งที่คูบัวและนครปฐม บอกว่าพ่อค้าต่างแดนเป็นภาพที่คนทวารวดีคุ้นตา

    สองยุคในตำบลเดียว

    คูบัววันนี้มีทั้งซากเมืองทวารวดีและชุมชนไทยวนที่ย้ายมาเมื่อราวสองร้อยปีก่อน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Khu Bua – Wikipedia
    2. Ancient city of Dvaravati (คูบัว) – The Standard
    3. Many sites in Kua Bua in danger – SEAArch
    4. Dvaravati, sources of Buddhism in Thailand – Amis du musée Cernuschi
    5. Brick Depicting a West Asian Merchant – The Met
    6. Khu Bua – Thailex
    7. โบราณคดีสัญจร คูบัว 2504 – มติชนสุดสัปดาห์
    8. จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว – ผู้จัดการออนไลน์
    9. นารีสนทนา: เมืองเก่าคูบัว – Thai PBS
    10. Recent Dvaravati Discoveries and Khmer Comparisons – Quaritch Wales, JSS 68.1
    11. Khu Bua stucco heads – National Museum of Asian Art, Smithsonian
    12. การพัฒนาของที่ระลึกดินเผาจากศิลปะทวารวดี – Design Echo (TCI)
    13. ศิลปะทวารวดี – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เมืองโบราณคูบัว
    Ku Bua 2 · Ahoerstemeier · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เมืองโบราณคูบัว
    Stucco musician of Khu Bua archaeological site · Stephowz · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • กลุ่มปราสาทตาเมือน

    กลุ่มปราสาทตาเมือน

    ภาพประกอบ: Prasat Ta Muen Thom-3-HDC · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    ปราสาทสามหลังบนช่องเขาพนมดงรัก ที่รวมเทวาลัยพระศิวะ ที่พักคนเดินทาง และโรงพยาบาลโบราณไว้บนถนนจากเมืองพระนครสู่พิมาย · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–18 (คริสต์ศตวรรษที่ 11–13)

    ที่ตั้งบ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ริมแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    ปราสาทในกลุ่มปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือน (ธรรมศาลา) และปราสาทตาเมือนโต๊จ (อโรคยศาล)
    ตาเมือนธมเทวาลัยพระศิวะ ศิลปะบาปวน หันหน้าทิศใต้ มีศิวลึงค์ธรรมชาติ
    ตาเมือนและตาเมือนโต๊จสร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือพุทธมหายาน
    ขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ พ.ศ. 2478
    บูรณะกรมศิลปากร ช่วง พ.ศ. 2533–2539
    ขนาดลานตาเมือนธมระเบียงคดราว 46 x 38 เมตร ซุ้มประตูใหญ่ด้านใต้
    ระยะห่างตาเมือนถึงตาเมือนโต๊จราว 340 เมตร ตาเมือนโต๊จถึงตาเมือนธมราว 800 เมตร

    ที่ตั้งบนช่องเขา

    กลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตรงจุดที่เป็นช่องทางขึ้นลงระหว่างที่ราบสูงโคราชทางเหนือกับที่ราบเขมรต่ำทางใต้

    ช่องเขาแบบนี้มีความสำคัญมากในอดีต เพราะเทือกเขาพนมดงรักเป็นกำแพงธรรมชาติยาวเหยียด ผู้คน กองทัพ และพ่อค้าที่เดินทางระหว่างเมืองพระนครกับลุ่มแม่น้ำมูลต้องข้ามผ่านช่องไม่กี่แห่ง ผู้สร้างจึงเลือกที่นี่วางศาสนสถานและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนเดินทาง

    ปราสาททั้งสามหลังตั้งเรียงกันในระยะไม่ไกล แต่สร้างต่างสมัยและต่างหน้าที่ หลังใหญ่สุดเป็นเทวาลัยฮินดู อีกสองหลังเป็นอาคารทางพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นภายหลังราวหนึ่งศตวรรษ

    เดินจากเหนือลงใต้ ตามทางของคนเดินทางโบราณ

    ถ้าเดินตามทางที่คนโบราณใช้ คือจากฝั่งที่ราบสูงทางเหนือลงไปหาช่องเขา จะพบปราสาทตาเมือนก่อน ถัดลงไปราว 340 เมตรเป็นปราสาทตาเมือนโต๊จ และจากตาเมือนโต๊จไปทางใต้อีกราว 800 เมตรจึงถึงปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ริมสันเขา ลำดับนี้ทำให้เห็นภาพการเดินทางชัดเจน ผู้เดินทางพักที่ธรรมศาลา แวะรักษาตัวที่อโรคยศาล แล้วจึงไปสักการะเทวาลัยก่อนลงเขา

    ลานของปราสาทตาเมือนธมล้อมด้วยระเบียงคดผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดราว 46 x 38 เมตร ซุ้มประตูด้านใต้มีขนาดใหญ่ที่สุด และต่อด้วยบันไดศิลาแลงชันลงไปยังที่ต่ำด้านใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ฝั่งกัมพูชา ด้านหน้าปรางค์ประธานเป็นมณฑปที่แบ่งเป็นสามห้อง ต่อด้วยมุขหรือห้องเชื่อม (อันตราละ) ก่อนเข้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์

    ในห้องศักดิ์สิทธิ์มีร่องน้ำที่เรียกว่าโสมสูตร ทำหน้าที่ระบายน้ำที่ใช้สรงศิวลึงค์ออกไปนอกอาคาร ผู้ศรัทธาจะรับน้ำนี้ไว้เป็นน้ำมนต์ บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่ามีประติมากรรมหินรูปพระคเณศตั้งหันหน้าเข้าหาศิวลึงค์ด้วย

    ปรางค์บริวารสององค์ที่ขนาบปรางค์ประธานมีประตูจริงเพียงด้านเดียว อีกสามด้านเป็นประตูหลอก ทับหลังหินทรายสลักรูปเทพและลายพวงมาลัย บรรณาลัยสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง และนอกระเบียงคดทางตะวันตกเฉียงเหนือมีสระน้ำกรุศิลาแลง

    บนช่องเขาเดียวกัน คนโบราณวางทั้งเทวาลัย ที่พักคนเดินทาง และโรงพยาบาล ราวกับจุดพักรถริมทางหลวงของอาณาจักรพระนคร

    ปราสาทตาเมือนธม เทวาลัยที่สร้างครอบหินศักดิ์สิทธิ์

    ปราสาทตาเมือนธมเป็นหลังที่ใหญ่ที่สุด สร้างด้วยหินทรายสีชมพูอมเทาและศิลาแลง ประกอบด้วยปรางค์ประธาน ปรางค์บริวารสององค์ บรรณาลัย ระเบียงคดและซุ้มประตูสี่ทิศ ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดไว้ในศิลปะแบบบาปวน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ขณะที่บางแหล่งระบุว่าสร้างในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2

    ลักษณะพิเศษคือปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้ ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางตะวันออก นักวิชาการเชื่อว่าเพราะภูมิประเทศและเพราะทางขึ้นจากที่ราบเขมรต่ำอยู่ด้านใต้ ด้านหน้ามีบันไดและสระน้ำกรุศิลาแลง

    กลางห้องครรภคฤหะของปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ที่เป็นหินธรรมชาติโผล่ขึ้นจากพื้นหินเดิมของเนินเขา ผู้สร้างจึงตั้งปราสาทครอบหินนั้นไว้ คล้ายคติที่พบที่ปราสาทวัดภูในลาว นอกจากนี้ยังพบจารึกภาษาสันสกฤตอักษรหลังปัลลวะบนพื้นหินในลานปราสาท อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 แม้จะลบเลือนมาก แต่บอกได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่บูชาพระศิวะมาก่อนตัวปราสาทหลายร้อยปี

    ปราสาทตาเมือน บ้านมีไฟริมทางหลวง

    ปราสาทตาเมือนเป็นอาคารศิลาแลงหลังเดียวขนาดเล็ก หันหน้าไปทางตะวันออก ด้านหน้าเป็นห้องยาว ผนังด้านหนึ่งมีหน้าต่างจริง ด้านอื่นเป็นหน้าต่างหลอก ทับหลังที่ประตูสลักรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ แสดงว่าเป็นอาคารในพุทธศาสนามหายาน

    นักโบราณคดีระบุว่าอาคารรูปแบบนี้คือธรรมศาลา หรือที่จารึกเรียกว่าบ้านมีไฟ เป็นที่พักของคนเดินทางที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างไว้ตามถนน จารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชากล่าวถึงที่พักเช่นนี้ 121 แห่ง และบนเส้นทางเมืองพระนครถึงพิมายมีที่พักแบบเดียวกันราว 17 แห่ง กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา

    การพบธรรมศาลาตรงนี้ยืนยันว่าถนนโบราณสายเมืองพระนครถึงพิมายตัดผ่านช่องเขาตาเมือน และพื้นที่ชายแดนในวันนี้เคยเป็นจุดพักสำคัญบนทางหลวงของอาณาจักร

    ปราสาทตาเมือนโต๊จ โรงพยาบาลของพระราชา

    ปราสาทตาเมือนโต๊จเป็นอโรคยศาล หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล สร้างในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยศิลาแลงและหินทราย ผังประกอบด้วยปรางค์ประธานที่มีประตูจริงด้านเดียว บรรณาลัย กำแพงแก้วพร้อมซุ้มประตู และสระน้ำนอกกำแพง ตามแบบแผนของอโรคยศาลทั่วไป

    บริเวณนี้พบศิลาจารึกอักษรเขมรภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค และระบุการอุปถัมภ์โรงพยาบาลของพระราชา จารึกแบบเดียวกันพบในไทยราวสี่แห่ง ปัจจุบันจารึกจากตาเมือนโต๊จเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ

    จารึกเหล่านี้สะท้อนความคิดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าความทุกข์ของราษฎรคือความทุกข์ของผู้ปกครอง ทั่วอาณาจักรมีอโรคยศาลราว 102 แห่ง อาคารที่ทำด้วยหินคือส่วนศาสนสถาน ส่วนเรือนพักผู้ป่วยน่าจะเป็นไม้ที่ผุพังไปหมดแล้ว

    จารึกสองหลักบนช่องเขา

    จารึกที่เก่าที่สุดของที่นี่สลักไว้บนแผ่นหินทรายของลานหินโดยตรง ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเรียกว่าจารึกปราสาทตาเมือนธม 1 มีเพียง 2 บรรทัด ใช้อักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุจากรูปอักษรไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 12 เนื้อความเกี่ยวกับลัทธิไศวนิกาย ชักชวนให้ผู้คนรับใช้พระศิวะด้วยความภักดี

    เพราะจารึกนี้เก่ากว่าตัวปราสาทหลายร้อยปี นักวิชาการจึงเห็นว่าก้อนหินธรรมชาติบนเนินนี้ถูกนับถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก่อน แล้วคนรุ่นหลังจึงสร้างปราสาทครอบไว้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังระบุว่าพบจารึกอักษรขอมโบราณและสันสกฤตอีกชิ้นที่ตาเมือนธม สรรเสริญพระศิวะและบันทึกรายชื่อข้าพระผู้ดูแลเทวสถาน ซึ่งช่วยยืนยันอายุปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ของอาคาร

    อีกหลักหนึ่งพบในบริเวณซุ้มประตูของปราสาทตาเมือนโต๊จ เป็นจารึกอักษรเขมร ภาษาสันสกฤต แบบเดียวกับจารึกประจำอโรคยศาลที่พบในหลายแห่ง ขึ้นต้นด้วยการนอบน้อมพระไภษัชยคุรุ แล้วกล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทานสิ่งของ เครื่องใช้ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาล ปัจจุบันจารึกนี้เก็บรักษาที่หอสมุดแห่งชาติ (หอพระสมุดวชิรญาณ) กรุงเทพฯ

    เมื่อนำจารึกทั้งสองยุคมาวางคู่กัน จะเห็นว่าช่องเขาตาเมือนเปลี่ยนความหมายไปตามเวลา จากจุดบูชาพระศิวะในยุคแรก กลายเป็นเทวาลัยหลวงในพุทธศตวรรษที่ 16 และกลายเป็นสถานีบริการของรัฐพุทธมหายานในพุทธศตวรรษที่ 18

    การสำรวจ ขุดแต่ง และบูรณะ

    กลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นที่รู้จักของนักโบราณคดีไทยมานาน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ. 2478 และในช่วง พ.ศ. 2503–2504 มีการสำรวจแหล่งโบราณสถานเขมรในภาคอีสาน ซึ่งนายมานิต วัลลิโภดม เป็นผู้สำรวจคนสำคัญ ช่วงนั้นพื้นที่ยังเป็นป่าทึบและเข้าถึงยาก

    การทำงานอย่างจริงจังเริ่มในต้นทศวรรษ 2530 กรมศิลปากรสำรวจและเสริมความมั่นคงของโบราณสถานในช่วง พ.ศ. 2534–2535 จากนั้นเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2536 และใน พ.ศ. 2537 ได้บูรณะปรางค์ประธานกับบรรณาลัยของปราสาทตาเมือนโต๊จ

    งานบูรณะต้องสะดุดหลายครั้งเพราะความไม่สงบตามแนวชายแดน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าการทำงานหยุดลงราว พ.ศ. 2544 เมื่อเกิดปัญหาเขตแดน ชิ้นส่วนที่เคยถูกงัดไปในยุคสงครามกัมพูชาจึงไม่ได้กลับคืนทั้งหมด และบางส่วนของปราสาทยังพังทับอยู่จนทุกวันนี้

    โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่ง เช่น ชิ้นส่วนทับหลัง ประติมากรรม และส่วนประดับสถาปัตยกรรม ส่วนหนึ่งนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ที่ตาเมือนและตาเมือนโต๊จยังพบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งยืนยันว่าอาคารทั้งสองเป็นของพุทธศาสนามหายาน

    ปราสาทบนเส้นเขตแดน

    เพราะตั้งอยู่บนสันเขาที่เป็นแนวชายแดน กลุ่มปราสาทตาเมือนจึงอยู่ในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันมานาน ในทศวรรษ 2520–2530 ปราสาทถูกลักลอบขุดและขโมยชิ้นส่วนไปขาย และช่วงความตึงเครียดชายแดน พ.ศ. 2551–2556 การเข้าชมก็ถูกจำกัด

    ใน พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) พื้นที่รอบปราสาทตาเมือนธมเป็นจุดหนึ่งที่เกิดการปะทะระหว่างทหารสองประเทศ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนมีการหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคม และเกิดการสู้รบอีกครั้งในเดือนธันวาคมก่อนหยุดยิงรอบใหม่ ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันสิทธิ์เหนือปราสาทของตน

    ในเดือนมกราคม 2569 กรมศิลปากรเข้าสำรวจพบว่าตัวปราสาทหลักยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่มีร่องรอยกระสุนและส่วนประกอบบริเวณทางเข้าชำรุด กระทรวงวัฒนธรรมของไทยประกาศแผนบูรณะ ขณะที่กัมพูชายื่นหนังสือคัดค้าน

    ในส่วนของการเข้าชม เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เกิดเหตุโต้เถียงที่ลานปราสาทเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติ หลังการปะทะเดือนกรกฎาคม ฝ่ายไทยปิดปราสาทตาเมือนธมไม่มีกำหนด และเมื่อเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้าตรวจในเดือนมกราคม 2569 พื้นที่ยังปิดเพื่อเก็บกู้และรักษาความปลอดภัย ข้อมูลของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ยังแตกต่างกัน ผู้อ่านจึงควรติดตามจากแหล่งข่าวหลายทาง

    พิกัดและการนำทาง

    ปราสาทตาเมือน (ธรรมศาลา) อ.พนมดงรัก
    พิกัด 14.355805, 103.258525 (14°21′20.9″N 103°15′30.7″E)

    ปราสาทกลุ่มตาเมือนอยู่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีการปะทะในปี 2568 ควรตรวจสอบสถานการณ์และประกาศการเปิดให้เข้าชมจากหน่วยงานในพื้นที่ก่อนเดินทาง

    การเยี่ยมชมวันนี้

    กลุ่มปราสาทตาเมือนอยู่ในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ อยู่ในพื้นที่ทหารดูแลบริเวณชายแดน หลังเหตุปะทะปี 2568 พื้นที่ถูกปิดเพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบประกาศของทางราชการก่อนเดินทาง โบราณวัตถุบางส่วนจากพื้นที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7): จารึกบนลานหิน. จารึกสันสกฤตเกี่ยวกับการบูชาพระศิวะ
    • ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): ปราสาทตาเมือนธม. สร้างเทวาลัยครอบศิวลึงค์ธรรมชาติ
    • ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. ราว 1181–1218): รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างธรรมศาลาและอโรคยศาลตามถนนสู่พิมาย
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. ตาเมือนธมและตาเมือนโต๊จอยู่ในความคุ้มครองของกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2503–2504 (ค.ศ. 1960–1961): สำรวจโบราณสถาน. มีการสำรวจกลุ่มปราสาทในเขตชายแดนสุรินทร์
    • ทศวรรษ 2520–2530 (ค.ศ. 1980s–1990s): การลักลอบขุด. ชิ้นส่วนปราสาทถูกขโมยในช่วงสงครามกัมพูชา
    • พ.ศ. 2533–2539 (ค.ศ. 1990–1996): บูรณะ. กรมศิลปากรบูรณะปราสาทประธาน
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): บูรณะตาเมือนโต๊จ. บูรณะปรางค์ประธานและบรรณาลัยของอโรคยศาล
    • ราว พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001): งานบูรณะหยุดชะงัก. ปัญหาเขตแดนทำให้งานต้องหยุด
    • พ.ศ. 2551–2556 (ค.ศ. 2008–2013): ความตึงเครียดชายแดน. การเข้าชมถูกจำกัด
    • 13 ก.พ. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): เหตุร้องเพลงชาติ. ทหารไทยห้ามนักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติในลานปราสาท
    • ก.ค. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): การปะทะชายแดน. พื้นที่รอบปราสาทเป็นจุดปะทะ หยุดยิง 28 ก.ค.
    • ธ.ค. พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025): การสู้รบรอบใหม่. การปะทะตามแนวชายแดนกลับมาอีกครั้ง ก่อนหยุดยิงช่วงปลายเดือน
    • ม.ค. พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): สำรวจความเสียหาย. กรมศิลปากรตรวจสภาพหลังการหยุดยิง

    รู้หรือไม่

    ศิวลึงค์ที่ไม่มีใครแกะ

    ศิวลึงค์ในปรางค์ประธานตาเมือนธมเป็นหินธรรมชาติ ผู้สร้างเลือกตำแหน่งปราสาทให้ครอบหินนั้นพอดี

    ชื่อเรียกพื้นบ้าน

    คำว่าธม แปลว่าใหญ่ และโต๊จ แปลว่าเล็ก ในภาษาเขมร คำต่อท้ายชื่อจึงช่วยแยกปราสาทหลังใหญ่กับหลังเล็กออกจากกัน

    โรงพยาบาลนับร้อย

    จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงตั้งอโรคยศาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Prasat Ta Muen Thom – Wikipedia
    2. Prasat Ta Muen Thom – SEA Arts, SAC
    3. Prasat Ta Muen – SEA Arts, SAC
    4. Prasat Ta Muan Tot – SEA Arts, SAC
    5. จารึกปราสาทตาเมือนธม 1 – ฐานข้อมูลจารึก SAC
    6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน – ศิลปวัฒนธรรม
    7. อโรคยศาล – ศิลปวัฒนธรรม
    8. 2025 Cambodian–Thai border crisis – Wikipedia
    9. First look at Ta Muen Thom temple after ceasefire – Khaosod English
    10. วธ. ยันเดินหน้าบูรณะปราสาทตาควาย-ตาเมือน – มติชน
    11. ความเชื่อ พัฒนาการ และอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) – TCI
    12. Archaeological sites of Prasat Ta Moan group – Tripniceday (ข้อมูล ททท.)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-2-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Toch-1-HDR · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-006 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Thom-021 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen Toch-005 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    กลุ่มปราสาทตาเมือน
    Prasat Ta Muen-004 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • ปราสาทสด๊กก๊อกธม

    ปราสาทสด๊กก๊อกธม

    ภาพประกอบ: Prasat Sdok Kok Thom-007 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เทวาลัยพระศิวะของเขมรโบราณที่ชายแดนสระแก้ว ต้นทางของจารึกหลักที่เล่าเรื่องลัทธิเทวราชละเอียดที่สุดเท่าที่เคยพบ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (คริสต์ศตวรรษที่ 11)

    ที่ตั้งบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว
    ชื่อในจารึกภัทรนิเกตน์ ชาวบ้านเคยเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว
    ผู้อุปถัมภ์พระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
    ศาสนาฮินดู ไศวนิกาย บูชาศิวลึงค์
    จารึกหลักสำคัญมหาศักราช 974 ตรงกับราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052) ภาษาสันสกฤตและเขมร ราว 340 บรรทัด
    สถานะประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2562 เปิดอย่างเป็นทางการ 15 พ.ค. 2565
    ผังปราสาทลานชั้นในราว 42 x 36 เมตร กำแพงชั้นนอกศิลาแลงราว 126 x 120 เมตร
    พื้นที่อุทยานราว 641 ไร่

    ที่ตั้งและชื่อ

    ปราสาทสด๊กก๊อกธมตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอำเภออรัญประเทศขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 34 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจากแนวชายแดนไทยกับกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นที่ราบต่ำที่เชื่อมระหว่างลุ่มน้ำบางปะกงกับที่ราบทะเลสาบเขมร

    คำว่าสด๊กก๊อกธมเป็นภาษาเขมร พอแปลได้ว่าบริเวณที่มีต้นกกขึ้นหนาแน่นเป็นกอใหญ่ ชาวบ้านไทยในละแวกนั้นเคยเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว ส่วนชื่อที่ปรากฏในจารึกคือภัทรนิเกตน์ ซึ่งมีความหมายทำนองที่พำนักอันเป็นมงคล

    ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย มีปรางค์ประธานองค์เดียวตั้งบนฐานสูง ล้อมด้วยระเบียงคดและกำแพงแก้วขนาดราว 126 x 120 เมตร มีซุ้มประตู บรรณาลัย ทางดำเนินที่ประดับเสานางเรียง และบารายหรือสระน้ำใหญ่ทางทิศตะวันออกขนาดราว 200 x 370 เมตร

    เดินชมผังปราสาททีละส่วน

    ผังของสด๊กก๊อกธมจัดวางตามแนวตะวันออกไปตะวันตก ผู้มาบูชาในอดีตจะเริ่มจากบารายทางทิศตะวันออก แล้วเดินตามทางดำเนินที่ปูด้วยศิลาแลงยาวราว 200 เมตร สองข้างทางตั้งเสาหินที่เรียกว่าเสานางเรียง ก่อนจะถึงซุ้มประตูใหญ่กลางกำแพงด้านตะวันออก กำแพงชั้นนอกนี้ก่อด้วยศิลาแลง สูงราว 2.5 เมตร

    เมื่อผ่านกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะพบคูน้ำล้อมรอบลานชั้นใน ซึ่งนักวิชาการอธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์ของมหาสมุทรที่ล้อมเขาพระสุเมรุตามคติฮินดู ลานชั้นในมีขนาดราว 42 x 36 เมตร ล้อมด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน และมีซุ้มประตูทางทิศตะวันออกเป็นทางเข้าหลัก

    ภายในลานมีบรรณาลัยสองหลังอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน ตัวอาคารเป็นหินทรายตั้งบนฐานศิลาแลง มีหน้าต่างด้านข้างขนาดใหญ่ ส่วนปรางค์ประธานมีประตูจริงเพียงด้านเดียวทางทิศตะวันออกพร้อมบันได อีกสามด้านเป็นประตูหลอก

    ลวดลายสลักที่เหลืออยู่มีทั้งลายพันธุ์พฤกษา รูปนาค และภาพบุคคลที่ดูเหมือนพระวิษณุบรรทม แต่ทับหลังด้านตะวันออกของปรางค์ประธานสูญหายไปแล้ว ปัจจุบันพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ทั้งหมดมีราว 641 ไร่

    ศิลาเพียงหลักเดียวจากปราสาทริมชายแดนสระแก้ว กลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประวัติศาสตร์ช่วงต้นของอาณาจักรพระนคร

    ใครสร้างและสร้างเพื่ออะไร

    จากจารึกที่พบในปราสาท นักวิชาการเชื่อว่าศาสนสถานแห่งนี้สร้างหรือขยายขึ้นในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 แห่งเมืองพระนคร ผู้ครองราชย์ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 11 ทรงอุทิศให้แก่ตระกูลพราหมณ์ปุโรหิตที่รับใช้ราชสำนักมายาวนาน โดยมีพราหมณ์ชื่อสทาศิวะเป็นบุคคลสำคัญในเรื่องนี้

    ภายในปรางค์ประธานเคยประดิษฐานศิวลึงค์ จึงถือเป็นเทวาลัยของพระศิวะ สำนักข่าวและนักวิชาการไทยหลายคนนับว่าเป็นเทวาลัยศิวะขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของไทย และเก่ากว่าปราสาทพิมายกับพนมรุ้งอยู่ราวหนึ่งศตวรรษ

    ที่ตั้งริมเส้นทางระหว่างที่ราบภาคตะวันออกของไทยกับเมืองพระนคร ทำให้ปราสาทนี้เป็นทั้งศูนย์กลางพิธีกรรมของชุมชนพราหมณ์ และหมุดหมายแสดงอำนาจของราชสำนักเขมรในดินแดนชายขอบ

    จารึกสด๊กก๊อกธมกับลัทธิเทวราช

    สิ่งที่ทำให้ปราสาทเล็ก ๆ ริมชายแดนแห่งนี้มีชื่อในวงวิชาการโลกคือศิลาจารึกหินทรายสูงราว 1.51 เมตร จารทั้งสี่ด้าน รวมราว 340 บรรทัด ใช้ภาษาสันสกฤตสลับกับภาษาเขมรโบราณ ลงมหาศักราช 974 ตรงกับราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052) บางแหล่งคำนวณวันที่ตรงกับต้น ค.ศ. 1053 นักวิชาการรู้จักในรหัส K. 235 เอเตียน แอมอนิเยร์ รายงานการพบต่อนักวิชาการตะวันตกตั้งแต่ พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884)

    จารึกนี้เล่าประวัติตระกูลพราหมณ์ที่รับใช้กษัตริย์เขมรราว 250 ปี ย้อนไปถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งทำพิธีบนเขามเหนทรบรรพต หรือพนมกุเลนในปัจจุบัน ราว พ.ศ. 1345 (ค.ศ. 802) ในพิธีนั้นพราหมณ์หิรัณยทามะได้ประกอบพิธีเพื่อให้กัมพุชเทศไม่ต้องขึ้นกับชวาอีกต่อไป และสถาปนาพระองค์เป็นจักรพรรดิ โดยมอบหมายให้ศิวไกวัลย์ผู้เป็นต้นตระกูลดูแลการบูชาเทวราชสืบมา

    จารึกยังไล่รายชื่อกษัตริย์หลายพระองค์ การย้ายราชธานี และการสร้างศาสนสถานในที่ต่าง ๆ ตลอดจนรายการที่ดินและข้าทาสที่ถวายแก่ภัทรนิเกตน์ จึงกลายเป็นเอกสารหลักชิ้นหนึ่งสำหรับเรียงลำดับประวัติศาสตร์อาณาจักรเขมรตอนต้น

    ปัจจุบันศิลาจารึกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งรับมาตั้งแต่ราวทศวรรษ 2460 จารึกเคยเสียหายจากไฟไหม้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 แต่ข้อความยังรักษาไว้ได้ เพราะมีการทำสำเนาภาพถอดและพิมพ์อ่านไว้ก่อนแล้ว

    ในจารึกเขียนอะไรไว้บ้าง: เก้าชั่วคน สิบสองกษัตริย์

    ศิลาจารึก K. 235 เป็นหินทรายสีเทา จารึกทั้งสี่ด้าน ด้านแรกเป็นบทร้อยกรองภาษาสันสกฤตหลายฉันทลักษณ์ ใช้สรรเสริญเทพเจ้า พระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษของตระกูลพราหมณ์ ส่วนด้านหลัง ๆ เป็นร้อยแก้วภาษาเขมรโบราณ ซึ่งเขียนเรื่องที่เป็นรูปธรรมกว่า เช่น การตั้งชุมชน การสร้างศาสนสถาน และการถวายที่ดิน

    ส่วนที่เป็นภาษาเขมรยังเล่าถึงงานบุกเบิกพื้นที่ เช่น การสร้างปราสาทหินพร้อมยอด การขุดสระ การทำคันดิน และการจัดที่นาและสวน รายการที่ถวายแก่ศาสนสถานก็บันทึกไว้อย่างละเอียด ทั้งแนวเขตที่ดิน วัวควาย ผ้า ภาชนะ และข้ารับใช้ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักประวัติศาสตร์เห็นภาพเศรษฐกิจของศาสนสถานเขมร ว่าเทวาลัยหนึ่งแห่งต้องมีที่ดินและแรงงานจำนวนมากคอยหล่อเลี้ยง

    ภาพรวมของจารึกคือประวัติของตระกูลปุโรหิตเก้าชั่วคน ที่รับใช้กษัตริย์เขมรสิบสองพระองค์ตลอดราว 250 ปี ตั้งแต่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จนถึงพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 จึงเป็นเหมือนลำดับรัชกาลฉบับหนึ่งที่นักวิชาการใช้เทียบกับจารึกหลักอื่น

    บุคคลคนสุดท้ายในสายตระกูลคือสทาศิวะ จารึกเล่าว่าท่านลาจากเพศนักบวช แล้วสมรสกับพระขนิษฐาของพระมเหสี และได้ดูแลงานสร้างศาสนสถานหลายแห่ง นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าสทาศิวะเป็นผู้แต่งจารึกนี้เอง ข้อนี้อธิบายได้ว่าทำไมจารึกจึงให้ความสำคัญกับตระกูลของท่านมากเป็นพิเศษ

    ข้อถกเถียงเรื่องเทวราช

    ยอร์ช เซเดส์ ตีความว่าเทวราชคือลัทธิที่ยกกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพเจ้า ความคิดเรื่องกษัตริย์คือเทพจึงแพร่หลายในตำราไทยและตะวันตกมานาน และบทความภาษาไทยจำนวนมากยังอธิบายตามแนวนี้

    แฮร์มันน์ คุลเคอ เสนอในทศวรรษ 2520 ว่าเทวราชน่าจะหมายถึงรูปเคารพพระศิวะที่เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเป็นตัวแทนศิวลึงค์บนพนมกุเลน โดยกษัตริย์เป็นเพียงผู้ได้รับส่วนหนึ่งของพลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เป็นเทวราชเอง งานศึกษาใหม่บางชิ้นไปไกลกว่านั้น โดยมองว่าพิธีในจารึกคือพิธีคุ้มครองตามคัมภีร์ตันตระสายไศวะ

    นักประวัติศาสตร์ยังเตือนว่าจารึกนี้เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ปี ค.ศ. 802 ราว 250 ปี และเป็นเรื่องที่ตระกูลพราหมณ์เล่าเพื่อยืนยันสิทธิ์ของตนเอง คำว่าชวาในจารึกก็ตีความต่างกัน บ้างว่าเกาะชวา บ้างว่าหมายถึงจาม หรือดินแดนอื่น และบางท่านสงสัยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจมีส่วนที่เป็นตำนานด้วย

    จากสนามรบและค่ายผู้ลี้ภัยสู่อุทยานประวัติศาสตร์

    หลังเวียดนามบุกกัมพูชาเมื่อปลาย พ.ศ. 2521 ผู้คนจำนวนมากหนีภัยมาที่ชายแดน ราว พ.ศ. 2522 พื้นที่รอบปราสาทกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายผู้ลี้ภัยที่รู้จักในชื่อหนองเสม็ด ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของกองกำลังเขมรเสรีที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ช่วงเวลานี้ทำให้ตัวปราสาทและบารายเสียหาย บารายเก็บน้ำได้น้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากการขุดดินในช่วงที่มีค่ายผู้ลี้ภัย

    เมื่อสถานการณ์สงบ กรมศิลปากรเข้าสำรวจใน พ.ศ. 2536 และเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2538 งานแรก ๆ คือถางป่า ขุดลอกดินลงไปถึงระดับพื้นเดิม ทำบัญชีหินที่หล่นกระจาย แล้วประกอบกลับ รวมทั้งขุดลอกคูน้ำ งานบูรณะหลักดำเนินไปจนราว พ.ศ. 2553 ระหว่างการขุดแต่งพบเพียงเศษอิฐและเศษหินจากตัวอาคาร ไม่พบร่องรอยที่อยู่อาศัยของคนโบราณในเขตปราสาท

    อันตรายที่ซ่อนอยู่คือทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดจากยุคสงคราม ระหว่าง พ.ศ. 2545–2547 มีโครงการเก็บกู้ร่วมกันของหน่วยงานไทยและองค์กรจากญี่ปุ่น ซึ่งเก็บวัตถุระเบิดได้ 76 ชิ้น ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 ฝ่ายกัมพูชาเคยอ้างว่าปราสาทอยู่ในเขตของตน แต่ไทยยืนยันอำนาจการดูแล โดยอ้างถึงการบูรณะที่ดำเนินมาต่อเนื่อง

    งานศึกษาในช่วงหลังยังไปไกลกว่าการบูรณะ มีความร่วมมือระหว่างกองทัพบก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาระบบการจัดการน้ำของปราสาทและแหล่งที่มาของหินที่ใช้ก่อสร้าง งานศึกษาด้านรัฐศาสตร์ยังชี้ว่า ในช่วง พ.ศ. 2534–2556 การเร่งบูรณะและการตั้งหมู่บ้านในแนวชายแดนเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันอำนาจรัฐไทยเหนือพื้นที่ ก่อนที่ช่วงหลัง พ.ศ. 2557 จะหันมาเน้นความร่วมมือและการท่องเที่ยวมากขึ้น สด๊กก๊อกธมนับเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งที่ 11 ของไทย

    การบูรณะและปราสาทในวันนี้

    ปราสาทขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ในช่วงสงครามกัมพูชาทศวรรษ 2520 พื้นที่นี้อยู่ในเขตไม่สงบ เมื่อกรมศิลปากรเข้าสำรวจราว พ.ศ. 2536 พบว่าตัวปราสาทพังทลายมาก

    งานบูรณะเริ่มราว พ.ศ. 2538 ด้วยวิธีอนัสติโลซิส คือรื้อหินที่พังออกมาทำเลขกำกับ แล้วประกอบกลับที่เดิม เสริมหินใหม่เฉพาะส่วนที่ขาดหาย งานดำเนินต่อเนื่องราว 15 ปี ต่อมารัฐบาลประกาศให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ใน พ.ศ. 2562 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 พฤษภาคม 2565

    ตามตำนานท้องถิ่นและข้อเสนอของนักเขียนสารคดีบางท่าน บริเวณนี้ยังเกี่ยวกับเหตุการณ์ปลายสมัยธนบุรี เมื่อเจ้าพระยาจักรียกทัพกลับจากเขมรใน พ.ศ. 2325 ก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ยังต้องการหลักฐานยืนยันเพิ่มเติม

    พิกัดและการนำทาง

    อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทสด๊กก๊อกธม อ.โคกสูง
    พิกัด 13.843585, 102.737278 (13°50′36.9″N 102°44′14.2″E)

    ตรวจกับแหล่งข้อมูลตั้งแต่สองแหล่งขึ้นไป

    การเยี่ยมชมวันนี้

    อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธมอยู่ในอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในความดูแลของกรมศิลปากร เดินชมปรางค์ประธาน ระเบียงคด ซุ้มประตู ทางเดินเสานางเรียง และบารายได้ ส่วนศิลาจารึกหลักสำคัญเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ควรตรวจสอบสถานการณ์บริเวณชายแดนก่อนเดินทาง

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1345 (ค.ศ. 802): พิธีบนพนมกุเลน. พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกอบพิธีตามที่จารึกเล่าย้อนหลัง
    • ราว พ.ศ. 1593–1609 (ค.ศ. ราว 1050–1066): รัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2. ช่วงที่สร้างหรือขยายภัทรนิเกตน์
    • ม.ศ. 974 (ราว พ.ศ. 1595) (ค.ศ. 1052–1053): จารึกสด๊กก๊อกธม. จารึกประวัติตระกูลพราหมณ์เก้าชั่วคนและลัทธิเทวราช
    • พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884): รายงานต่อนักวิชาการ. แอมอนิเยร์นำเรื่องจารึกเผยแพร่
    • ราวทศวรรษ 2460 (ค.ศ. 1920s): ย้ายจารึก. จารึกถูกนำไปเก็บที่กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935): ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. กรมศิลปากรประกาศคุ้มครอง
    • 9 พ.ย. พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960): ไฟไหม้. ศิลาจารึกเสียหายแต่ยังมีสำเนาข้อความ
    • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979): ค่ายผู้ลี้ภัย. พื้นที่รอบปราสาทเป็นส่วนหนึ่งของค่ายผู้ลี้ภัยหนองเสม็ด
    • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993): กรมศิลปากรสำรวจ. พบว่าตัวปราสาทพังทลายมาก
    • พ.ศ. 2538–2553 (ค.ศ. 1995–2010): บูรณะ. ใช้วิธีอนัสติโลซิส ประกอบหินเดิมกลับที่
    • พ.ศ. 2545–2547 (ค.ศ. 2002–2004): เก็บกู้วัตถุระเบิด. เก็บวัตถุระเบิดได้ 76 ชิ้น
    • ม.ค. พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003): ข้อพิพาทชายแดน. กัมพูชาอ้างว่าปราสาทอยู่ในเขตของตน ไทยยืนยันการดูแล
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): อุทยานประวัติศาสตร์. ประกาศจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม
    • 15 พ.ค. พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022): เปิดอย่างเป็นทางการ. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิด

    รู้หรือไม่

    จารึกยาวที่สุดชิ้นหนึ่ง

    จารึกสด๊กก๊อกธมมีราว 340 บรรทัด ถือเป็นจารึกเขมรโบราณที่ยาวและให้ข้อมูลประวัติศาสตร์มากที่สุดชิ้นหนึ่ง

    ชื่อมาจากต้นกก

    คำว่าสด๊กก๊อกธมไม่ใช่ชื่อโบราณ แต่เป็นชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกตามสภาพพื้นที่ที่มีต้นกกขึ้นเป็นกอใหญ่

    จิ๊กซอว์หิน

    การบูรณะต้องทำเลขกำกับหินนับพันก้อน แล้วประกอบกลับคล้ายต่อจิ๊กซอว์ขนาดยักษ์

    ผู้แต่งจารึกเล่าเรื่องตระกูลตัวเอง

    นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าสทาศิวะ คนสุดท้ายในสายตระกูลที่จารึกเล่าถึง คือผู้แต่งจารึกเอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Sdok Kok Thom – Wikipedia
    2. Stela of Prasat Sdok Kak Thom (K. 235) – DHARMA
    3. Jayavarman II – Wikipedia
    4. Hermann Kulke – Angkor Database
    5. Revisiting Devarāja – EFEO
    6. ย้อนเส้นทาง 20 ปี บูรณะ สด๊กก๊อกธม – มติชน
    7. สุจิตต์-ขรรค์ชัย ย้อนไทม์ไลน์ สด๊กก๊อกธม – มติชน
    8. ปราสาทสด๊อกก๊อกธม หลักแหล่งลัทธิเทวราช – ศิลปวัฒนธรรม
    9. เที่ยวสด๊กก๊อกธม – ไทยโพสต์
    10. Thai PBS World: Sdok Kok Thom, labours of love and hard work
    11. Southeast Asian Archaeology: Sdok Kok Thom restoration complete
    12. Yaprom & Mattariganond 2022: Thai-Cambodian border management at Prasat Sadok Kok Thom

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Prasat Sdok Kok Thom-030 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Prasat Sdok Kok Thom-014 · Ddalbiez · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Sdokkakthomgopura · en:user:Writer128 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม
    Sdokkakthomlibrary · en:Writer128 · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons