ภาพประกอบ: Dong Son Bronze Drum (9980594733) · Gary Todd from Xinzheng, China · CC0 · Wikimedia Commons
วัฒนธรรมสำริดแห่งลุ่มแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ เจ้าของกลองมโหระทึกที่เดินทางไปทั่วอุษาคเนย์ รวมทั้งดินแดนไทย และยังใช้ในพระราชพิธีมาจนถึงทุกวันนี้ · ราว 3,000–1,900 ปีก่อน (ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)
| ศูนย์กลาง | ลุ่มแม่น้ำแดง ทางเหนือของเวียดนาม |
| ชื่อมาจาก | หมู่บ้านดองซอน จังหวัดทัญฮว้า เวียดนาม |
| การขุดค้นครั้งแรก | พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) |
| การจัดประเภทกลอง | ฟรันซ์ เฮเกอร์ แบ่งกลองสำริดเป็น 4 แบบ เมื่อ พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) |
| จำนวนกลองแบบดองซอน | พบแล้วมากกว่า 200 ใบ ตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงอินโดนีเซียตะวันออก |
| ในประเทศไทย | พบทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ เช่น มุกดาหาร กาญจนบุรี เพชรบุรี |
วัฒนธรรมสำริดริมแม่น้ำแดง
ราว 3,000 ปีก่อน ในที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงทางเหนือของเวียดนาม มีชุมชนชาวนาปลูกข้าวที่เชี่ยวชาญการหล่อสำริดอย่างยิ่ง นักโบราณคดีเรียกวัฒนธรรมของพวกเขาว่าดองซอน ตามชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดทัญฮว้า ซึ่งมีการขุดค้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924)
วัฒนธรรมนี้รุ่งเรืองตั้งแต่ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ช่างดองซอนผลิตทั้งอาวุธ ผาลไถ ขวาน ภาชนะ และเครื่องประดับสำริด แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือกลองสำริดขนาดใหญ่ ซึ่งคนไทยเรียกว่ากลองมโหระทึก
ยุคของดองซอนจบลงเมื่อราชวงศ์ฮั่นของจีนขยายอำนาจลงใต้ หลังจากแม่ทัพหม่าหยวนปราบการลุกฮือของสองพี่น้องตระกูลจึงในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชาวจีนก็อพยพเข้ามามากขึ้น และวัฒนธรรมวัตถุแบบดองซอนก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากลุ่มแม่น้ำแดง
กลองมโหระทึก: งานหล่อชั้นสูง
กลองมโหระทึกหล่อด้วยวิธีหล่อแบบขี้ผึ้งหาย ช่างจะปั้นหุ่นด้วยขี้ผึ้ง หุ้มด้วยดิน แล้วเผาให้ขี้ผึ้งละลายออก ก่อนเทสำริดหลอมลงไปแทนที่ กลองบางใบสูงเกือบหนึ่งเมตรและหนักหลายสิบกิโลกรัม กลองโกลวาในเวียดนามหนักถึง 72 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้แร่ทองแดงจำนวนมหาศาลกว่าจะได้โลหะพอ
ใน พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) ฟรันซ์ เฮเกอร์ นักวิชาการชาวออสเตรีย ตีพิมพ์การศึกษากลองสำริด 165 ใบ และแบ่งออกเป็นสี่แบบ แบบที่เก่าที่สุดเรียกว่าเฮเกอร์ 1 ซึ่งตรงกับกลองแบบดองซอน ระบบของเฮเกอร์ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้นักโบราณคดีจีนจะแบ่งแบบที่ 1 ย่อยลงไปอีกหลายกลุ่ม
หน้ากลองมักมีรูปดาวหรือดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยวงลายเรขาคณิต ภาพคนสวมเครื่องประดับศีรษะทำจากขนนก เรือ นกบินเป็นวง กวาง และสัตว์อื่น ๆ กลองที่มีชื่อเสียงที่สุดใบหนึ่งคือกลองหง็อกลู พบใน พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) ซึ่งมีลวดลายครบถ้วนงดงามจนกลายเป็นต้นแบบในการศึกษา
กบสี่ตัวบนหน้ากลองสำริด คือคำอธิษฐานขอฝนที่ผู้คนตั้งแต่ยูนนานถึงอินโดนีเซียเข้าใจตรงกัน
กบบนหน้ากลองกับพิธีขอฝน
กลองมโหระทึกจำนวนมากมีรูปกบหล่อนั่งอยู่บนขอบหน้ากลอง มักมีสี่ตัวตามทิศทั้งสี่ คนโบราณสังเกตว่ากบออกมาร้องทุกครั้งที่ฝนตก กบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝนและความอุดมสมบูรณ์ การตีกลองในพิธีจึงเป็นการวิงวอนให้ฟ้าส่งฝนลงมาหล่อเลี้ยงนาข้าว
นอกจากพิธีขอฝน กลองยังใช้ในงานเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว พิธีแต่งงาน พิธีศพ และใช้ให้สัญญาณในกองทัพ หลายใบถูกฝังไปพร้อมผู้ตาย การมีกลองไว้ในครอบครองจึงเป็นเครื่องหมายของอำนาจและฐานะ ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้
นักวิชาการบางท่านจึงชี้ว่ามโหระทึกเป็นเครื่องมือในพิธีกรรมมากกว่าเครื่องดนตรีธรรมดา ความหมายนี้สืบต่อมาถึงชาวกะเหรี่ยงในพม่าและไทย ซึ่งยังใช้กลองกบในพิธีเรียกบรรพบุรุษและขอฝน และสืบมาถึงราชสำนักไทย ซึ่งยังมีกลองมโหระทึกไว้สำหรับประโคมในพระราชพิธี
กลองที่เดินทางไกล
กลองแบบดองซอนพบแล้วมากกว่า 200 ใบ กระจายตั้งแต่ยูนนานและกวางสีในจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย ไปจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซียทางตะวันออก บางใบไปไกลถึงเกาะนิวกินี การกระจายตัวขนาดนี้บอกว่ากลองเดินทางไปตามเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล
กลองจึงเป็นมากกว่าสินค้า มันอาจเป็นของกำนัลระหว่างผู้นำ เป็นของแลกเปลี่ยนกับของป่าและแร่ธาตุ และเป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายชนชั้นนำที่เชื่อมกันข้ามภูมิภาค ช่วงเวลาที่กลองแพร่กระจายมากที่สุดยังตรงกับช่วงที่การค้าลูกปัดและสินค้าจากอินเดียเริ่มเข้ามาในอุษาคเนย์ด้วย
ส่วนต้นกำเนิดของกลองยังมีความเห็นต่างกัน นักวิชาการเวียดนามมักเห็นว่ากลองถือกำเนิดในลุ่มแม่น้ำแดง ขณะที่ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอว่ากลองรุ่นแรกเกิดในยูนนานแถบทะเลสาบเตียนใกล้คุนหมิง แล้วจึงแพร่ลงมาสู่ดองซอนและที่อื่น ๆ
มโหระทึกบนแผ่นดินไทย
ในประเทศไทยพบกลองแบบเฮเกอร์ 1 ในหลายภูมิภาค แหล่งที่รู้จักกันดีคือถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งคณะสำรวจไทย-เดนมาร์กพบกลองหลายใบวางอยู่ใกล้โลงไม้รูปเรือ ทางภาคอีสานพบกลองริมแม่น้ำโขงในจังหวัดมุกดาหาร รวมทั้งกลองจากดอนตาล และยังมีรายงานจากสกลนครและกาฬสินธุ์
ข่าวใหญ่ล่าสุดมาจากจังหวัดเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง บ้านดอนพลับ อำเภอบ้านลาด ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ หลังชาวบ้านพบกลองใบแรกในนาข้าว การขุดค้นราวสามเดือนพบกลองมโหระทึกถึงหกใบ พร้อมโครงกระดูกแปดโครง กำไลทอง แหวนทอง และลูกปัดแก้วจำนวนมาก นักโบราณคดีประเมินอายุไว้ราว 2,000–1,500 ปีก่อน
การที่กลองถูกฝังร่วมกับคนที่มีเครื่องประดับทองทำให้นักวิชาการเชื่อว่าผู้ตายเป็นผู้นำหรือคนชั้นสูงของชุมชน หลักฐานแบบนี้ช่วยยืนยันว่าดินแดนไทยในช่วงปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกับดองซอน และเครือข่ายการค้าทางทะเลกับอินเดีย
นำเข้า หรือหล่อเอง
เป็นเวลานานที่นักวิชาการเชื่อว่ากลองในไทยทั้งหมดถูกนำเข้ามาจากเวียดนามเหนือหรือจีนตอนใต้ แต่หลักฐานจากริมแม่น้ำโขงเริ่มเปลี่ยนความคิดนี้ กรมศิลปากรพบชิ้นส่วนแม่พิมพ์ดินเผาสำหรับหล่อกลองในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งบ่งว่าชุมชนสองฝั่งโขงหล่อกลองขึ้นเองด้วย
แม้อย่างนั้น ข้อนี้ไม่ได้แปลว่ากลองทุกใบในไทยผลิตในท้องถิ่น กลองบางใบอาจเดินทางมาไกลจริง เช่นกลองที่ถ้ำองบะหรือดอนยายทอง ซึ่งยังต้องรอผลวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะว่ามาจากแหล่งแร่ใด คำตอบที่นักวิชาการจำนวนมากยอมรับในตอนนี้คือ มีทั้งกลองที่นำเข้าและกลองที่หล่อในภูมิภาค
ความรู้เรื่องมโหระทึกจึงยังเติบโตอยู่ทุกปี ทุกครั้งที่มีกลองใบใหม่โผล่ขึ้นมาจากนาข้าวหรือริมฝั่งโขง เราก็ได้ชิ้นส่วนใหม่สำหรับต่อภาพว่าผู้คนในดินแดนไทยเมื่อสองพันปีก่อนติดต่อกับโลกภายนอกอย่างไร
ไทม์ไลน์
- ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล: วัฒนธรรมดองซอนเริ่มก่อตัว. ชุมชนชาวนาลุ่มแม่น้ำแดงเชี่ยวชาญการหล่อสำริด
- ราว 2,500–2,000 ปีก่อน: กลองแพร่สู่อุษาคเนย์. กลองเฮเกอร์ 1 เดินทางตามเส้นทางการค้าบกและทะเล
- ราว 2,000–1,500 ปีก่อน: การฝังศพที่ดอนยายทอง. ชนชั้นนำในเพชรบุรีฝังพร้อมกลองมโหระทึกหกใบ
- คริสต์ศตวรรษที่ 1: ราชวงศ์ฮั่นยึดลุ่มแม่น้ำแดง. วัฒนธรรมวัตถุแบบดองซอนเลือนหายไป
- พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893): พบกลองหง็อกลู. กลองที่ถือว่าสำคัญที่สุดของดองซอน
- พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902): เฮเกอร์จัดประเภทกลอง. แบ่งกลองสำริด 165 ใบออกเป็นสี่แบบ
- พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): ขุดค้นที่ดองซอน. การขุดค้นที่ทำให้วัฒนธรรมนี้ได้ชื่อ
- พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะไทย-เดนมาร์กที่ถ้ำองบะ. พบกลองมโหระทึกใกล้โลงไม้ในกาญจนบุรี
- พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): ขุดค้นดอนยายทอง. กรมศิลปากรพบกลองหกใบที่อำเภอบ้านลาด เพชรบุรี
รู้หรือไม่
ยังดังอยู่ในวัง
ราชสำนักไทยยังเก็บรักษากลองมโหระทึกไว้ใช้ประโคมในพระราชพิธีสำคัญ เป็นประเพณีที่สืบทอดจากยุคสำริดมานานกว่าสองพันปี
กลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กลองสำริดที่เรียกว่าจันทร์แห่งเปเจง บนเกาะบาหลี ได้ชื่อว่าเป็นกลองสำริดใบใหญ่ที่สุดในโลก และคนท้องถิ่นยังเคารพบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์
ชื่อนี้มาจากไหน
คำว่ามโหระทึกเป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกกลองชนิดนี้ ขณะที่คนตะวันตกมักเรียกว่ากลองกบหรือกลองฝน ตามรูปกบที่นั่งอยู่บนหน้ากลอง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- บ้านเชียงและยุคโลหะ (ตอน)
- สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร (ตอน)
- ถ้ำองบะ (สถานที่)
- บ้านดอนตาเพชร (สถานที่)
- เขาสามแก้ว ชุมพร (สถานที่)
- เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด (สารานุกรม)
- ศรีศักร วัลลิโภดม (บุคคล)
แหล่งข้อมูล
- Đông Sơn culture (Wikipedia)
- Đông Sơn drum (Wikipedia)
- Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association: Heger I drums
- มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี (ศิลปวัฒนธรรม)
- กลองมโหระทึกที่ดอนยายทองมาจากจีนตอนใต้ ศรีศักร วัลลิโภดม (ศิลปวัฒนธรรม)
- กลองสำริด-เครื่องประดับ-กำไลทอง 3 เดือนหลังการขุดค้นดอนยายทอง (ศิลปวัฒนธรรม)
- 3 เดือน ขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง (Thai PBS)
- มโหระทึก คือกลองกบขอฝน แหล่งผลิตในไทย จ.มุกดาหาร (มติชน)
- Mahōra Thuk (The Metropolitan Museum of Art)
- กลองมโหระทึก (กรุงเทพธุรกิจ)
กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม




































