ผู้เขียน: admin

  • วัฒนธรรมดองซอนและกลองมโหระทึก

    วัฒนธรรมดองซอนและกลองมโหระทึก

    ภาพประกอบ: Dong Son Bronze Drum (9980594733) · Gary Todd from Xinzheng, China · CC0 · Wikimedia Commons

    วัฒนธรรมสำริดแห่งลุ่มแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ เจ้าของกลองมโหระทึกที่เดินทางไปทั่วอุษาคเนย์ รวมทั้งดินแดนไทย และยังใช้ในพระราชพิธีมาจนถึงทุกวันนี้ · ราว 3,000–1,900 ปีก่อน (ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    ศูนย์กลางลุ่มแม่น้ำแดง ทางเหนือของเวียดนาม
    ชื่อมาจากหมู่บ้านดองซอน จังหวัดทัญฮว้า เวียดนาม
    การขุดค้นครั้งแรกพ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924)
    การจัดประเภทกลองฟรันซ์ เฮเกอร์ แบ่งกลองสำริดเป็น 4 แบบ เมื่อ พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902)
    จำนวนกลองแบบดองซอนพบแล้วมากกว่า 200 ใบ ตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงอินโดนีเซียตะวันออก
    ในประเทศไทยพบทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ เช่น มุกดาหาร กาญจนบุรี เพชรบุรี

    วัฒนธรรมสำริดริมแม่น้ำแดง

    ราว 3,000 ปีก่อน ในที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงทางเหนือของเวียดนาม มีชุมชนชาวนาปลูกข้าวที่เชี่ยวชาญการหล่อสำริดอย่างยิ่ง นักโบราณคดีเรียกวัฒนธรรมของพวกเขาว่าดองซอน ตามชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดทัญฮว้า ซึ่งมีการขุดค้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924)

    วัฒนธรรมนี้รุ่งเรืองตั้งแต่ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ช่างดองซอนผลิตทั้งอาวุธ ผาลไถ ขวาน ภาชนะ และเครื่องประดับสำริด แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือกลองสำริดขนาดใหญ่ ซึ่งคนไทยเรียกว่ากลองมโหระทึก

    ยุคของดองซอนจบลงเมื่อราชวงศ์ฮั่นของจีนขยายอำนาจลงใต้ หลังจากแม่ทัพหม่าหยวนปราบการลุกฮือของสองพี่น้องตระกูลจึงในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชาวจีนก็อพยพเข้ามามากขึ้น และวัฒนธรรมวัตถุแบบดองซอนก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากลุ่มแม่น้ำแดง

    กลองมโหระทึก: งานหล่อชั้นสูง

    กลองมโหระทึกหล่อด้วยวิธีหล่อแบบขี้ผึ้งหาย ช่างจะปั้นหุ่นด้วยขี้ผึ้ง หุ้มด้วยดิน แล้วเผาให้ขี้ผึ้งละลายออก ก่อนเทสำริดหลอมลงไปแทนที่ กลองบางใบสูงเกือบหนึ่งเมตรและหนักหลายสิบกิโลกรัม กลองโกลวาในเวียดนามหนักถึง 72 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้แร่ทองแดงจำนวนมหาศาลกว่าจะได้โลหะพอ

    ใน พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) ฟรันซ์ เฮเกอร์ นักวิชาการชาวออสเตรีย ตีพิมพ์การศึกษากลองสำริด 165 ใบ และแบ่งออกเป็นสี่แบบ แบบที่เก่าที่สุดเรียกว่าเฮเกอร์ 1 ซึ่งตรงกับกลองแบบดองซอน ระบบของเฮเกอร์ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้นักโบราณคดีจีนจะแบ่งแบบที่ 1 ย่อยลงไปอีกหลายกลุ่ม

    หน้ากลองมักมีรูปดาวหรือดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยวงลายเรขาคณิต ภาพคนสวมเครื่องประดับศีรษะทำจากขนนก เรือ นกบินเป็นวง กวาง และสัตว์อื่น ๆ กลองที่มีชื่อเสียงที่สุดใบหนึ่งคือกลองหง็อกลู พบใน พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) ซึ่งมีลวดลายครบถ้วนงดงามจนกลายเป็นต้นแบบในการศึกษา

    กบสี่ตัวบนหน้ากลองสำริด คือคำอธิษฐานขอฝนที่ผู้คนตั้งแต่ยูนนานถึงอินโดนีเซียเข้าใจตรงกัน

    กบบนหน้ากลองกับพิธีขอฝน

    กลองมโหระทึกจำนวนมากมีรูปกบหล่อนั่งอยู่บนขอบหน้ากลอง มักมีสี่ตัวตามทิศทั้งสี่ คนโบราณสังเกตว่ากบออกมาร้องทุกครั้งที่ฝนตก กบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝนและความอุดมสมบูรณ์ การตีกลองในพิธีจึงเป็นการวิงวอนให้ฟ้าส่งฝนลงมาหล่อเลี้ยงนาข้าว

    นอกจากพิธีขอฝน กลองยังใช้ในงานเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว พิธีแต่งงาน พิธีศพ และใช้ให้สัญญาณในกองทัพ หลายใบถูกฝังไปพร้อมผู้ตาย การมีกลองไว้ในครอบครองจึงเป็นเครื่องหมายของอำนาจและฐานะ ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้

    นักวิชาการบางท่านจึงชี้ว่ามโหระทึกเป็นเครื่องมือในพิธีกรรมมากกว่าเครื่องดนตรีธรรมดา ความหมายนี้สืบต่อมาถึงชาวกะเหรี่ยงในพม่าและไทย ซึ่งยังใช้กลองกบในพิธีเรียกบรรพบุรุษและขอฝน และสืบมาถึงราชสำนักไทย ซึ่งยังมีกลองมโหระทึกไว้สำหรับประโคมในพระราชพิธี

    กลองที่เดินทางไกล

    กลองแบบดองซอนพบแล้วมากกว่า 200 ใบ กระจายตั้งแต่ยูนนานและกวางสีในจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย ไปจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซียทางตะวันออก บางใบไปไกลถึงเกาะนิวกินี การกระจายตัวขนาดนี้บอกว่ากลองเดินทางไปตามเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล

    กลองจึงเป็นมากกว่าสินค้า มันอาจเป็นของกำนัลระหว่างผู้นำ เป็นของแลกเปลี่ยนกับของป่าและแร่ธาตุ และเป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายชนชั้นนำที่เชื่อมกันข้ามภูมิภาค ช่วงเวลาที่กลองแพร่กระจายมากที่สุดยังตรงกับช่วงที่การค้าลูกปัดและสินค้าจากอินเดียเริ่มเข้ามาในอุษาคเนย์ด้วย

    ส่วนต้นกำเนิดของกลองยังมีความเห็นต่างกัน นักวิชาการเวียดนามมักเห็นว่ากลองถือกำเนิดในลุ่มแม่น้ำแดง ขณะที่ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอว่ากลองรุ่นแรกเกิดในยูนนานแถบทะเลสาบเตียนใกล้คุนหมิง แล้วจึงแพร่ลงมาสู่ดองซอนและที่อื่น ๆ

    มโหระทึกบนแผ่นดินไทย

    ในประเทศไทยพบกลองแบบเฮเกอร์ 1 ในหลายภูมิภาค แหล่งที่รู้จักกันดีคือถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งคณะสำรวจไทย-เดนมาร์กพบกลองหลายใบวางอยู่ใกล้โลงไม้รูปเรือ ทางภาคอีสานพบกลองริมแม่น้ำโขงในจังหวัดมุกดาหาร รวมทั้งกลองจากดอนตาล และยังมีรายงานจากสกลนครและกาฬสินธุ์

    ข่าวใหญ่ล่าสุดมาจากจังหวัดเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง บ้านดอนพลับ อำเภอบ้านลาด ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ หลังชาวบ้านพบกลองใบแรกในนาข้าว การขุดค้นราวสามเดือนพบกลองมโหระทึกถึงหกใบ พร้อมโครงกระดูกแปดโครง กำไลทอง แหวนทอง และลูกปัดแก้วจำนวนมาก นักโบราณคดีประเมินอายุไว้ราว 2,000–1,500 ปีก่อน

    การที่กลองถูกฝังร่วมกับคนที่มีเครื่องประดับทองทำให้นักวิชาการเชื่อว่าผู้ตายเป็นผู้นำหรือคนชั้นสูงของชุมชน หลักฐานแบบนี้ช่วยยืนยันว่าดินแดนไทยในช่วงปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกับดองซอน และเครือข่ายการค้าทางทะเลกับอินเดีย

    นำเข้า หรือหล่อเอง

    เป็นเวลานานที่นักวิชาการเชื่อว่ากลองในไทยทั้งหมดถูกนำเข้ามาจากเวียดนามเหนือหรือจีนตอนใต้ แต่หลักฐานจากริมแม่น้ำโขงเริ่มเปลี่ยนความคิดนี้ กรมศิลปากรพบชิ้นส่วนแม่พิมพ์ดินเผาสำหรับหล่อกลองในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งบ่งว่าชุมชนสองฝั่งโขงหล่อกลองขึ้นเองด้วย

    แม้อย่างนั้น ข้อนี้ไม่ได้แปลว่ากลองทุกใบในไทยผลิตในท้องถิ่น กลองบางใบอาจเดินทางมาไกลจริง เช่นกลองที่ถ้ำองบะหรือดอนยายทอง ซึ่งยังต้องรอผลวิเคราะห์ส่วนผสมโลหะว่ามาจากแหล่งแร่ใด คำตอบที่นักวิชาการจำนวนมากยอมรับในตอนนี้คือ มีทั้งกลองที่นำเข้าและกลองที่หล่อในภูมิภาค

    ความรู้เรื่องมโหระทึกจึงยังเติบโตอยู่ทุกปี ทุกครั้งที่มีกลองใบใหม่โผล่ขึ้นมาจากนาข้าวหรือริมฝั่งโขง เราก็ได้ชิ้นส่วนใหม่สำหรับต่อภาพว่าผู้คนในดินแดนไทยเมื่อสองพันปีก่อนติดต่อกับโลกภายนอกอย่างไร

    ไทม์ไลน์

    • ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล: วัฒนธรรมดองซอนเริ่มก่อตัว. ชุมชนชาวนาลุ่มแม่น้ำแดงเชี่ยวชาญการหล่อสำริด
    • ราว 2,500–2,000 ปีก่อน: กลองแพร่สู่อุษาคเนย์. กลองเฮเกอร์ 1 เดินทางตามเส้นทางการค้าบกและทะเล
    • ราว 2,000–1,500 ปีก่อน: การฝังศพที่ดอนยายทอง. ชนชั้นนำในเพชรบุรีฝังพร้อมกลองมโหระทึกหกใบ
    • คริสต์ศตวรรษที่ 1: ราชวงศ์ฮั่นยึดลุ่มแม่น้ำแดง. วัฒนธรรมวัตถุแบบดองซอนเลือนหายไป
    • พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893): พบกลองหง็อกลู. กลองที่ถือว่าสำคัญที่สุดของดองซอน
    • พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902): เฮเกอร์จัดประเภทกลอง. แบ่งกลองสำริด 165 ใบออกเป็นสี่แบบ
    • พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924): ขุดค้นที่ดองซอน. การขุดค้นที่ทำให้วัฒนธรรมนี้ได้ชื่อ
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะไทย-เดนมาร์กที่ถ้ำองบะ. พบกลองมโหระทึกใกล้โลงไม้ในกาญจนบุรี
    • พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026): ขุดค้นดอนยายทอง. กรมศิลปากรพบกลองหกใบที่อำเภอบ้านลาด เพชรบุรี

    รู้หรือไม่

    ยังดังอยู่ในวัง

    ราชสำนักไทยยังเก็บรักษากลองมโหระทึกไว้ใช้ประโคมในพระราชพิธีสำคัญ เป็นประเพณีที่สืบทอดจากยุคสำริดมานานกว่าสองพันปี

    กลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    กลองสำริดที่เรียกว่าจันทร์แห่งเปเจง บนเกาะบาหลี ได้ชื่อว่าเป็นกลองสำริดใบใหญ่ที่สุดในโลก และคนท้องถิ่นยังเคารพบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์

    ชื่อนี้มาจากไหน

    คำว่ามโหระทึกเป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกกลองชนิดนี้ ขณะที่คนตะวันตกมักเรียกว่ากลองกบหรือกลองฝน ตามรูปกบที่นั่งอยู่บนหน้ากลอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Đông Sơn culture (Wikipedia)
    2. Đông Sơn drum (Wikipedia)
    3. Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association: Heger I drums
    4. มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. กลองมโหระทึกที่ดอนยายทองมาจากจีนตอนใต้ ศรีศักร วัลลิโภดม (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. กลองสำริด-เครื่องประดับ-กำไลทอง 3 เดือนหลังการขุดค้นดอนยายทอง (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. 3 เดือน ขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง (Thai PBS)
    8. มโหระทึก คือกลองกบขอฝน แหล่งผลิตในไทย จ.มุกดาหาร (มติชน)
    9. Mahōra Thuk (The Metropolitan Museum of Art)
    10. กลองมโหระทึก (กรุงเทพธุรกิจ)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • วัฒนธรรมโฮบิเนียน

    วัฒนธรรมโฮบิเนียน

    ภาพประกอบ: Hiem cave, Hoabinhian · Mirosław MASOJĆ, Hai Dang LE, Tomasz GRALAK, Grzegorz MICHAL · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ประเพณีการทำเครื่องมือจากหินกรวดแม่น้ำของนักล่าสัตว์และเก็บของป่า ที่แพร่หลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปลายยุคน้ำแข็งจนถึงก่อนการมาถึงของชาวนายุคแรก · ราว 40,000–3,000 ปีก่อน (ช่วงหลักราว 12,000–4,000 ปีก่อน)

    ชื่อมาจากจังหวัดหว่าบิ่ญ (Hòa Bình) ทางเหนือของเวียดนาม
    ผู้ขุดค้นแหล่งต้นแบบมาดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927)
    เครื่องมือเด่นสุมาตราลิธ คือหินกรวดที่กะเทาะหน้าเดียว
    แหล่งสำคัญในไทยถ้ำผีแมน ถ้ำลอด เพิงผาบ้านไร่ (แม่ฮ่องสอน) เพิงผาหลังโรงเรียน (กระบี่)
    วิถีชีวิตล่าสัตว์ หาปลาและหอย เก็บถั่วและผลไม้ป่า อาศัยในถ้ำและเพิงผาหินปูน
    ทายาททางพันธุกรรมมีความใกล้ชิดกับกลุ่มเซมังในคาบสมุทรมลายูและชาวพื้นเมืองหมู่เกาะอันดามัน

    ชื่อที่มาจากหุบเขาในเวียดนาม

    ในทศวรรษ 2460 มาดแลน โกลานี (Madeleine Colani) นักโบราณคดีหญิงชาวฝรั่งเศส เข้าไปขุดค้นถ้ำและเพิงผาหลายแห่งในจังหวัดหว่าบิ่ญ ทางเหนือของเวียดนาม เมื่อ พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) เธอขุดแหล่งในพื้นที่นี้ได้ถึงเก้าแห่ง และพบเครื่องมือหินที่มีหน้าตาคล้ายกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ห้าปีต่อมา ใน พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ที่ประชุมนักก่อนประวัติศาสตร์แห่งตะวันออกไกลครั้งที่หนึ่ง ได้ใช้งานของโกลานีเป็นฐานในการกำหนดชื่อวัฒนธรรมโฮบิเนียน ในเอกสารภาษาไทยบางเล่มเขียนว่าโฮบินเหียนหรือโฮบินห์ ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน

    ตอนแรกโกลานีจัดเครื่องมือออกเป็นหลายสิบประเภทอย่างละเอียด แต่นักโบราณคดีรุ่นต่อมาพบว่าการแยกย่อยขนาดนั้นใช้ประโยชน์ได้ยาก ทุกวันนี้นักวิชาการจึงมักตัดสินว่าแหล่งใดเป็นโฮบิเนียนจากการพบเครื่องมือชนิดหนึ่งเป็นหลัก คือสุมาตราลิธ

    สุมาตราลิธ: หินกรวดที่กลายเป็นเครื่องมือ

    หัวใจของวัฒนธรรมนี้คือหินกรวดมนที่ถูกน้ำในลำธารขัดจนเรียบ ช่างจะเลือกก้อนที่ขนาดพอดีมือ แล้วกะเทาะสะเก็ดออกเพียงด้านเดียวจนรอบขอบ เกิดเป็นคมสำหรับสับและขูด ส่วนอีกด้านยังเป็นผิวหินเดิม ใช้เป็นที่จับ เครื่องมือแบบนี้ได้ชื่อว่าสุมาตราลิธ เพราะมีการพบลักษณะเดียวกันบนเกาะสุมาตรา

    เชสเตอร์ กอร์แมน นักโบราณคดีชาวอเมริกันที่ทำงานในภาคเหนือของไทย สรุปไว้เมื่อ พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) ว่าโฮบิเนียนคือประเพณีการทำเครื่องมือกะเทาะหน้าเดียวบนหินกรวดแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ นอกจากสุมาตราลิธ ยังพบขวานสั้น เครื่องมือรูปจาน เครื่องขูด และสะเก็ดหินจำนวนมาก

    ร่องรอยการสึกบนเครื่องมือบอกว่ามันถูกใช้ทุบกระดูก และแปรรูปไม้เนื้อแข็ง นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าเครื่องมือหินเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือ ส่วนที่หายไปอาจเป็นของที่ทำจากไม้ไผ่และไม้ ซึ่งผุพังไปหมดแล้ว

    หินกรวดธรรมดาจากลำธาร เมื่อถูกกะเทาะเพียงด้านเดียว ก็กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้คนทั่วอุษาคเนย์ใช้กันนานหลายหมื่นปี

    ชีวิตในถ้ำและเพิงผาหินปูน

    ผู้คนกลุ่มโฮบิเนียนเลือกพักอาศัยในถ้ำและเพิงผาบนภูเขาหินปูน ซึ่งมักอยู่ไม่ไกลจากลำธาร อาหารของพวกเขาหลากหลาย ทั้งหอยน้ำจืด หอยทะเล ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กถึงกลาง ถั่ว และผลไม้ป่า พวกเขาเคลื่อนย้ายไปตามฤดูกาลมากกว่าจะตั้งถิ่นฐานถาวร

    ที่ถ้ำผาชัน (Steep Cliff Cave) ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน กอร์แมนขุดค้นเมื่อ พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) และพบกองกระดูกวัวป่า ควาย กวาง และหมูป่าที่ถูกทุบและเผาไฟ นักวิชาการตีความว่านักล่าอาจไล่ต้อนสัตว์ให้ตกหน้าผาแล้วชำแหละที่นั่น

    บางกลุ่มยังฝังศพคนตายอย่างตั้งใจ ที่เพิงผาถ้ำลอด ทีมของรัศมี ชูทรงเดช จากมหาวิทยาลัยศิลปากร พบโครงกระดูกหญิงที่ฝังในท่างอตัว อายุราว 13,600 ปีก่อน ส่วนที่ดอยผาก้านทางภาคเหนือ มีการพบหลุมฝังศพอายุราว 13,000 ปีก่อน พร้อมหินเจาะรูที่ไม่ค่อยพบในแหล่งโฮบิเนียนทั่วไป

    แหล่งโฮบิเนียนในประเทศไทย

    ประเทศไทยมีแหล่งโฮบิเนียนกระจายตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ กลุ่มที่ศึกษากันมากที่สุดอยู่ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ ถ้ำผีแมน เพิงผาถ้ำลอด และเพิงผาบ้านไร่ ทางภาคตะวันตกมีแหล่งในจังหวัดกาญจนบุรี และทางใต้มีเพิงผาหลังโรงเรียนในจังหวัดกระบี่

    ถ้ำผีแมนที่กอร์แมนขุดในกลางทศวรรษ 2500 มีชั้นวัฒนธรรมในช่วงราว 12,000–7,000 ปีก่อน ชั้นล่างพบสุมาตราลิธและสะเก็ดหิน ส่วนชั้นบนสุดเริ่มมีขวานหินขัด มีดหินชนวน และเศษภาชนะดินเผา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน

    เพิงผาถ้ำลอดเป็นอีกแหล่งที่ให้ข้อมูลมาก ทีมขุดค้นในปี พ.ศ. 2545 และ 2549 พบเครื่องมือหินอย่างน้อย 1,722 ชิ้น บ่งบอกว่าเคยเป็นที่ผลิตเครื่องมือ และพบฟันสัตว์อีกกว่าสองพันชิ้น ส่วนเพิงผาบ้านไร่ที่อยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร มีคนกลุ่มนี้อาศัยในช่วงราว 12,500–10,250 ปีก่อน

    เป็นวัฒนธรรม หรือเป็นแค่วิธีทำเครื่องมือ

    คำถามใหญ่ที่นักวิชาการถกเถียงมานานคือ โฮบิเนียนเป็นกลุ่มคนหรือวัฒนธรรมเดียวกันจริงหรือไม่ ใน พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) เอียน โกลเวอร์ และคาร์ล ฮัตเทอเรอร์ ชี้ว่าไม่มีความต่างที่ชัดเจนในเทคโนโลยีหรือวิธีหาอาหาร ระหว่างนักล่าสัตว์ยุคไพลสโตซีนกับยุคโฮโลซีน การขีดเส้นแบ่งเป็นวัฒนธรรมโฮบิเนียนจึงอาจไม่มีความหมายนัก

    ที่ประชุมวิชาการที่กรุงฮานอยใน พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) จึงเสนอให้มองโฮบิเนียนเป็นอุตสาหกรรมเครื่องมือหิน มากกว่าจะเป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่ง ปัจจุบันนักวิชาการจำนวนมากใช้คำว่าเทคโนคอมเพล็กซ์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มเทคโนโลยีที่คล้ายกันที่หลายชุมชนใช้ร่วมกัน

    อายุของโฮบิเนียนก็ยังไม่ลงตัว ตำราเก่ามักกำหนดราว 12,000–4,000 ปีก่อน แต่การค้นพบที่แหล่งเสี่ยวต้ง มณฑลยูนนานของจีนใน พ.ศ. 2559 ดันอายุเก่าสุดขึ้นไปถึงราว 43,000 ปีก่อน ขณะที่บางพื้นที่ใช้เทคนิคนี้ต่อมาจนถึงราว 3,000 ปีก่อน ช่วงเวลาที่แต่ละตำราให้ไว้จึงต่างกันมาก

    ร่องรอยในดีเอ็นเอของคนปัจจุบัน

    เมื่อ พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ทีมของฮิวจ์ แม็กคอลล์ ถอดรหัสพันธุกรรมจากโครงกระดูกโฮบิเนียนสองคน คนหนึ่งจากแหล่งผาแฝนในลาว อายุราว 7,900 ปีก่อน อีกคนจากถ้ำกัวชาในมาเลเซีย อายุราว 4,300 ปีก่อน ผลชี้ว่าคนกลุ่มนี้มีพันธุกรรมใกล้ชิดกับชาวพื้นเมืองหมู่เกาะอันดามัน และกลุ่มเซมังในคาบสมุทรมลายู

    งานเดียวกันยังพบว่าคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันเกิดจากการผสมของประชากรโบราณอย่างน้อยสี่กลุ่ม ชาวนาที่อพยพลงมาจากทางเหนือไม่ได้มาแทนที่นักล่าสัตว์ทั้งหมด แต่ค่อย ๆ อยู่ร่วมและแต่งงานกันหลายระลอก

    ในประเทศไทยเอง งานวิจัยดีเอ็นเอจากโครงกระดูกวัฒนธรรมโลงไม้ในปางมะผ้า ที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2566 ก็พบสายเลือดโฮบิเนียนผสมอยู่กับบรรพบุรุษของชาวนาจากลุ่มแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง นักล่าสัตว์ที่ถือหินกรวดเมื่อหลายพันปีก่อนจึงเป็นบรรพบุรุษส่วนหนึ่งของผู้คนในภูมิภาคนี้ตราบจนวันนี้

    ไทม์ไลน์

    • ราว 43,000 ปีก่อน: หลักฐานเก่าสุดที่เสี่ยวต้ง. แหล่งในมณฑลยูนนานที่พบเครื่องมือแบบโฮบิเนียนเก่าที่สุดเท่าที่รู้
    • ราว 13,600 ปีก่อน: การฝังศพที่ถ้ำลอด. โครงกระดูกหญิงในท่างอตัว ที่ปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
    • ราว 12,500–10,250 ปีก่อน: ผู้คนที่เพิงผาบ้านไร่. ชุมชนโฮบิเนียนในปางมะผ้า
    • ราว 12,000–7,000 ปีก่อน: ถ้ำผีแมน. ลำดับชั้นจากสุมาตราลิธสู่ขวานหินขัดและภาชนะดินเผา
    • ราว 4,000 ปีก่อน: ชาวนายุคแรกเข้ามา. นักล่าสัตว์โฮบิเนียนเริ่มอยู่ร่วมและผสมกับชาวนา
    • พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927): โกลานีขุดค้นที่หว่าบิ่ญ. เก้าแหล่งในเวียดนามเหนือ กลายเป็นต้นแบบของชื่อ
    • พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932): นิยามวัฒนธรรมโฮบิเนียน. ที่ประชุมนักก่อนประวัติศาสตร์แห่งตะวันออกไกลครั้งแรก
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): กอร์แมนขุดถ้ำผาชัน. พบร่องรอยการล่าสัตว์ขนาดใหญ่
    • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994): ที่ประชุมฮานอย. เสนอให้มองโฮบิเนียนเป็นอุตสาหกรรมเครื่องมือ
    • พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018): ถอดรหัสดีเอ็นเอโฮบิเนียน. พบความใกล้ชิดกับชาวอันดามันและกลุ่มเซมัง

    รู้หรือไม่

    เครื่องมือชื่อเกาะ

    สุมาตราลิธได้ชื่อจากเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย แม้เครื่องมือแบบนี้จะพบกระจายตั้งแต่จีนตอนใต้ เวียดนาม ไทย จนถึงมาเลเซีย

    เวียดนามนำโด่ง

    มีการระบุแหล่งโฮบิเนียนในเวียดนามแล้วมากกว่า 120 แห่ง จำนวนที่มากนี้สะท้อนว่ามีการสำรวจที่นั่นอย่างเข้มข้น ไม่ได้แปลว่าคนโฮบิเนียนอยู่ที่นั่นมากกว่าที่อื่นเสมอไป

    ชาวนายุคแรกหรือเปล่า

    กอร์แมนเคยคิดว่าเมล็ดพืชในถ้ำผีแมนอาจเป็นหลักฐานการปลูกพืชยุคแรก แต่นักวิชาการรุ่นหลังอย่างชาร์ลส์ ไฮแอม เห็นว่ายังไม่มีเหตุผลพอจะเชื่อมโยงกับการเกษตร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Hoabinhian (Wikipedia)
    2. Spirit Cave (Thailand) (Wikipedia)
    3. Tham Lod rockshelter (Wikipedia)
    4. Steep Cliff Cave (Wikipedia)
    5. McColl et al. 2018, The prehistoric peopling of Southeast Asia (Science)
    6. Perforated stones from Doi Pha Kan burials (Comptes Rendus Palevol)
    7. Genomic portrait of the Iron Age Log Coffin culture (Nature Communications)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • พิสิฐ เจริญวงศ์

    พิสิฐ เจริญวงศ์

    ภาพประกอบ: Wat Pho Si Nai Archaeological Site Excavations · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีไทยผู้ร่วมนำการขุดค้นบ้านเชียง บุกเบิกงานจัดการมรดกวัฒนธรรม และเป็นผู้อำนวยการศูนย์โบราณคดีและวิจิตรศิลป์ของซีมีโอ · เกิด พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941)

    เกิดพ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) เติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา
    การศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2507 ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอนและมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
    งานสำคัญผู้อำนวยการร่วมการขุดค้นบ้านเชียง พ.ศ. 2517–2518
    ตำแหน่งระดับภูมิภาคผู้อำนวยการ SEAMEO SPAFA พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010)
    เกียรติยศปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2543
    ความเชี่ยวชาญก่อนประวัติศาสตร์ไทย โลหกรรมโบราณ ศิลปะถ้ำ และการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
    งานเขียนเด่นArchaeologia Mundi: Thailand (พ.ศ. 2521) The Legacy of Ban Chiang (พ.ศ. 2530) และงานเรื่องศิลปะถ้ำในประเทศไทย (พ.ศ. 2541)
    บทบาทการทวงคืนร่วมเจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ชิคาโก พ.ศ. 2531

    ภูมิหลัง: นักโบราณคดีรุ่นบุกเบิก

    พิสิฐ เจริญวงศ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) และเติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทางภาคตะวันออกของไทย เขาเรียนโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ในยุคที่ประเทศไทยยังมีนักโบราณคดีอาชีพอยู่ไม่มาก

    ระหว่าง พ.ศ. 2511–2514 (ค.ศ. 1968–1971) เขาไปศึกษาโบราณคดีระดับสูงที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่นั่นเขาได้เรียนกับเอียน โกลเวอร์ นักโบราณคดีอังกฤษผู้ต่อมาทำงานในไทยอีกหลายทศวรรษ ภายหลังเขายังได้ทุนจากมูลนิธิ Asian Cultural Council ใน พ.ศ. 2519 และ 2520 เพื่อศึกษาปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

    ใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) พิสิฐเริ่มเป็นอาจารย์ประจำที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนและวิจัยเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของไทยและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ราวเจ็ดปี ก่อนย้ายไปทำงานที่กรมศิลปากรหลัง พ.ศ. 2516

    งานภาคสนามช่วงแรก: กาญจนบุรีและภาคตะวันตก

    ในช่วงต้นอาชีพ พิสิฐทำงานสำรวจแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันตก ใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาเขียนบทความร่วมกับวีระพันธุ์ มาไลยพันธุ์ เรื่องโบราณวัตถุที่พบเพิ่มเติมในกาญจนบุรี ลงในวารสารโบราณคดี

    เขายังเป็นผู้อำนวยการร่วมของโครงการโบราณคดีภาคตะวันตกตอนกลางของไทย ร่วมกับเอียน โกลเวอร์ โกลเวอร์เล่าว่าพิสิฐเป็นผู้ชักชวนให้เขากลับมาขุดค้นที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งยุคเหล็กที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการศึกษาการค้าระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในหลุมขุดค้นบ้านเชียง พิสิฐยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของความร่วมมือ และพิสูจน์ว่าโบราณคดีไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้ช่วยของนักวิชาการต่างชาติ

    บ้านเชียง: ความร่วมมือที่เปลี่ยนภาพก่อนประวัติศาสตร์ไทย

    ก่อนการขุดค้นครั้งใหญ่ พิสิฐเขียนหนังสือชื่อบ้านเชียงซึ่งพิมพ์ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) เมื่อกรมศิลปากรร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เขาได้เป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทยในโครงการบ้านเชียง คู่กับเชสเตอร์ กอร์แมน ผู้แทนฝ่ายอเมริกัน

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน โครงการนี้ออกแบบให้ทั้งสองประเทศแบ่งกันรับผิดชอบทั้งงบประมาณและบุคลากร และให้ทุนนักศึกษาไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

    พิสิฐและกอร์แมนเขียนรายงานร่วมกันหลายชิ้น เช่น บทความใน Expedition ปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) ซึ่งเสนอว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ตัวเลขนี้ได้จากวิธีหาอายุที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง และต่อมาถูกปรับลดลงอย่างมากด้วยการหาอายุแบบคาร์บอน 14 จอยซ์ ไวท์เสนอราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนชาร์ลส์ ไฮแอมเสนอราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ

    หลังกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 พิสิฐยังร่วมงานกับฝ่ายเพนซิลเวเนียต่อ เขาเขียนบทความทบทวนความหมายของโครงการต่อนักโบราณคดีและสาธารณชนไทยใน พ.ศ. 2525 และร่วมเขียนหนังสือ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ประกอบนิทรรศการที่จัดแสดงในสหรัฐอเมริกา

    บ้านเชียงกับการทวงคืนรอบใหม่

    ความสำคัญของบ้านเชียงไม่ได้จบที่การขุดค้น หลังการค้นพบใน พ.ศ. 2509 มีการลักลอบขุดและส่งออกโบราณวัตถุจำนวนมาก ใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยือนบ้านเชียงและทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมดูแลมรดก หลังจากนั้นจึงมีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในการห้ามซื้อขายและส่งออกโบราณวัตถุบ้านเชียง

    หลายสิบปีต่อมา ทางการสหรัฐฯ เริ่มสืบสวนการค้าโบราณวัตถุบ้านเชียงผิดกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) และบุกค้นสถานที่ 13 แห่งพร้อมกันเมื่อ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) จากนั้นพิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ บางแห่งทยอยส่งคืนโบราณวัตถุหลายร้อยชิ้น จอยซ์ ไวท์ ผู้สืบทอดโครงการบ้านเชียงต่อจากกอร์แมน เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ทางการสหรัฐฯ

    ใน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ พิสิฐในฐานะอดีตผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทย เสนอให้รัฐบาลขอบคุณจอยซ์ ไวท์ อย่างเป็นทางการ เพราะความรู้ทางวิชาการจากโครงการทำให้สหรัฐฯ ติดตามโบราณวัตถุได้ โดยไทยไม่ต้องยื่นคำขอเอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เริ่มในหลุมขุดค้นเมื่อ พ.ศ. 2517 ยังให้ผลต่อเนื่องมาอีกกว่าสี่สิบปี

    เมื่อพูดถึงเพื่อนร่วมงาน พิสิฐบรรยายกอร์แมนว่าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง มีเสน่ห์ พลัง และอารมณ์ขันมาก และยกย่องว่ากอร์แมนเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง

    โบราณคดีใต้น้ำและการจัดการมรดก

    ที่กรมศิลปากร พิสิฐมีบทบาทในงานหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งเป็นสาขาใหม่ในไทยเวลานั้น เขาเป็นบรรณาธิการร่วมของหนังสือโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยสองเล่ม ใน พ.ศ. 2531 และ 2533 ซึ่งรวบรวมข้อมูลเครื่องถ้วยจากเรือจมในอ่าวไทย

    เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในไทย คือแนวคิดว่าแหล่งโบราณคดีต้องได้รับการวางแผนดูแลในระยะยาว นอกเหนือจากการขุดค้น งานเขียนของเขายังครอบคลุมเรื่องศิลปะถ้ำ โลหกรรมโบราณ และความแท้ของมรดกวัฒนธรรม

    ใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) มหาวิทยาลัยศิลปากรมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ให้แก่เขา

    ทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    บทบาทที่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือพิสิฐมีส่วนในการเจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทับหลังชิ้นนี้หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ราว พ.ศ. 2503–2504 แล้วไปปรากฏที่สถาบันศิลปะชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ในฐานะของสะสมที่นักสะสมรายหนึ่งให้ยืมจัดแสดง

    ตามบันทึกของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของซีมีโอสปาฟา ท่านพบทับหลังนี้ใน พ.ศ. 2515 และรายงานต่อทางการไทยในต้น พ.ศ. 2516 แต่ฝ่ายชิคาโกไม่ยอมคืน เรื่องจึงยืดเยื้อมากว่าสิบปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) พิสิฐเดินทางไปชิคาโกพร้อมหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เพื่อเสนอทางออกให้ไทยหมุนเวียนให้ยืมทับหลังสามชิ้นที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับไปจัดแสดงต่อเนื่องสิบปี

    ฝ่ายสถาบันศิลปะชิคาโกตอบกลับว่าต้องการให้ยืมแบบนั้นไปตลอด การเจรจาครั้งนั้นจึงล้มเหลว ในที่สุดทับหลังกลับคืนสู่ไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 หลังมูลนิธิแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เข้ามาช่วยซื้อโบราณวัตถุที่มีมูลค่าเท่ากันไปแลกเปลี่ยน สารานุกรมของสปริงเกอร์ระบุว่าพิสิฐเขียนรายงานเกี่ยวกับกรณีทับหลังพนมรุ้งไว้ในปีเดียวกัน

    งานเขียน: จากบ้านเชียงถึงศิลปะถ้ำ

    งานเขียนของพิสิฐเรียงตามเวลาแล้วเหมือนแผนที่ของความสนใจที่ขยายออกเรื่อย ๆ ใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) เขาร่วมเขียนหนังสือ Archaeologia Mundi: Thailand ในชุดหนังสือโบราณคดีโลกที่ตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้ผู้อ่านนานาชาติได้เห็นภาพรวมของโบราณคดีไทยในเล่มเดียว

    เรื่องบ้านเชียงเป็นแกนที่เขากลับมาเขียนซ้ำหลายครั้ง ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เขาเขียนบทความใน Expedition ที่รวบรวมความประทับใจจากการขุดค้นสองฤดูแรก ใน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เขาเขียนบทความมองย้อนว่าโครงการมีความหมายอย่างไรต่อนักโบราณคดีและคนไทยทั่วไป ใน พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) เขาร่วมเขียนงานเรื่องการทำโลหะและการค้าในอีสาน และใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) มีงานชื่อ The Legacy of Ban Chiang

    ในช่วงหลัง เขาหันมาเขียนเรื่องที่กว้างขึ้น ได้แก่ หนังสือเรื่องศิลปะถ้ำในประเทศไทยใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) งานเรื่องลักษณะเฉพาะของดินแดนไทยใน พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) และบทความเรื่องการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม รวมทั้งบทหนึ่งในหนังสือว่าด้วยชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ใน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) สารานุกรมโบราณคดีโลกของสำนักพิมพ์สปริงเกอร์จึงบันทึกเขาไว้ในฐานะผู้บุกเบิกด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและผู้ศึกษาศิลปะถ้ำ

    ซีมีโอสปาฟา: งานระดับภูมิภาค

    ระหว่าง พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010) พิสิฐดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ ขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAMEO SPAFA ซึ่งมีสำนักงานในกรุงเทพฯ

    ศูนย์นี้ทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านโบราณคดีและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาค จัดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ และตีพิมพ์วารสาร SPAFA การได้เป็นผู้นำองค์กรระดับภูมิภาคเช่นนี้สะท้อนว่าพิสิฐได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บทบาทหลังเกษียณและมรดก

    แม้พ้นตำแหน่งแล้ว พิสิฐยังเป็นเสียงสำคัญในวงการมรดกวัฒนธรรม ในการสัมมนาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เขาเสนอว่าไทยมีแหล่งที่มีศักยภาพเป็นมรดกโลกอีกมากนอกเหนือจากปราสาทแบบเขมร และควรมีหน่วยงานด้านมรดกวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เพราะไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้

    ใน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) เขาร่วมประชุมกับคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ ในเรื่องการติดตามโบราณวัตถุบ้านเชียงที่ถูกลักลอบนำไปสหรัฐอเมริกา และเสนอให้รัฐบาลไทยขอบคุณจอยซ์ ไวท์ ที่ช่วยให้ข้อมูลทางวิชาการแก่ทางการสหรัฐฯ

    เส้นทางชีวิตของพิสิฐสะท้อนพัฒนาการของโบราณคดีไทยทั้งยุค จากยุคที่ต้องพึ่งนักวิชาการต่างชาติ สู่ยุคที่นักโบราณคดีไทยเป็นผู้นำโครงการร่วม และขยับไปสู่บทบาทระดับภูมิภาค ชื่อของเขาจึงอยู่คู่กับบ้านเชียงเช่นเดียวกับชื่อของกอร์แมน

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941): เกิด. เติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา
    • พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964): จบปริญญาตรีโบราณคดี. มหาวิทยาลัยศิลปากร
    • พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967): เป็นอาจารย์คณะโบราณคดี ศิลปากร. สอนอยู่ราวเจ็ดปี
    • พ.ศ. 2511–2514 (ค.ศ. 1968–1971): ศึกษาที่มหาวิทยาลัยลอนดอน. เรียนกับเอียน โกลเวอร์
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): หนังสือบ้านเชียง. และย้ายไปทำงานที่กรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ผู้อำนวยการร่วมการขุดค้นบ้านเชียง. คู่กับเชสเตอร์ กอร์แมน
    • พ.ศ. 2519–2520 (ค.ศ. 1976–1977): ทุนไปศึกษาที่เพนซิลเวเนีย. จากมูลนิธิ Asian Cultural Council
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): Archaeologia Mundi: Thailand. ร่วมเขียนหนังสือแนะนำโบราณคดีไทยแก่ผู้อ่านนานาชาติ
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age. หนังสือประกอบนิทรรศการ
    • ก.ค.–10 พ.ย. พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988): เจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์. ทับหลังกลับถึงไทยเมื่อ 10 พฤศจิกายน
    • พ.ศ. 2531 และ 2533 (ค.ศ. 1988, 1990): หนังสือโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทย. บรรณาธิการร่วม
    • พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010): ผู้อำนวยการ SEAMEO SPAFA
    • พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000): ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์. มหาวิทยาลัยศิลปากร
    • พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017): ประชุมคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ. เรื่องโบราณวัตถุบ้านเชียงในสหรัฐฯ

    รู้หรือไม่

    ผู้ชวนโกลเวอร์กลับมา

    เอียน โกลเวอร์เล่าว่าพิสิฐเป็นคนชักชวนให้เขากลับมาขุดค้นบ้านดอนตาเพชร แหล่งที่พบจี้สิงโตคาร์เนเลียนอันโด่งดัง

    ความร่วมมือแบบแบ่งภาระ

    โครงการบ้านเชียงออกแบบให้ฝ่ายไทยและฝ่ายอเมริกันแบ่งกันรับผิดชอบทั้งเงินทุนและบุคลากร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใหม่มากในยุคนั้น

    ชื่อที่สะกดหลายแบบ

    เอกสารภาษาไทยบางแห่งสะกดชื่อเขาต่างกันไป ส่วนในภาษาอังกฤษใช้ Pisit Charoenwongsa

    ข้อเสนอให้ยืมสามทับหลัง

    ในการเจรจาที่ชิคาโกเมื่อ พ.ศ. 2531 ฝ่ายไทยเคยเสนอให้หมุนเวียนให้ยืมทับหลังสามชิ้นไปจัดแสดงสิบปี เพื่อแลกกับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Charoenwongsa, Pisit (Encyclopedia of Global Archaeology, Springer)
    2. About SEAMEO SPAFA: Past Centre Directors
    3. Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
    4. Pisit Charoenwongsa (Penn Museum)
    5. The Curators Write (Expedition Magazine)
    6. Asian Cultural Council Grantee Database
    7. Tribute to Ajarn Chin You-di, by Ian Glover (SPAFA Journal)
    8. More finds from Kanchanaburi (Royal Asiatic Society Archives)
    9. ย้อนรอยคดีบ้านเชียง (มติชน)
    10. สัมมนาข้อมูลวิชาการมรดกวัฒนธรรมสู่มรดกโลก (ผู้จัดการออนไลน์)
    11. Stolen Art Objects Returned to Thailand, by M.C. Subhadradis Diskul (SPAFA Digest)
    12. Ban Chiang Project Background (Institute for Southeast Asian Archaeology)
    13. The Lintel and the Pilaster (The Siam Society)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พิสิฐ เจริญวงศ์
    Obj Naraibantomsin · Thanyakij at Thai Wikipedia · Public domain · Wikimedia Commons
  • ศรีศักร วัลลิโภดม

    ศรีศักร วัลลิโภดม

    ภาพประกอบ: Srisak valipodom1 · Looknarm · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาไทยผู้พาการศึกษาประวัติศาสตร์ออกจากราชสำนักไปสู่ท้องถิ่น และเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง · เกิด พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)

    เกิด2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)
    การศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย
    สังกัดหลักคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ร่วมก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา
    วารสารบรรณาธิการบริหารวารสารเมืองโบราณ เขียนบทความกว่า 200 ชิ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2517
    รางวัลรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 (พ.ศ. 2550)
    แนวคิดเด่นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิวัฒนธรรม และการมองรัฐโบราณแบบมณฑล
    หนังสือเด่นแอ่งอารยธรรมอีสาน (พ.ศ. 2533) วัฒนธรรมปลาแดก และงานเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน
    บทบาทด้านมรดกหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

    ภูมิหลัง: จากวรรณคดีสู่มานุษยวิทยา

    ศรีศักร วัลลิโภดม เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ต่อมาเขาได้ทุนโคลัมโบไปเรียนต่อปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย การเรียนมานุษยวิทยาทำให้เขามองอดีตผ่านชีวิตของผู้คนธรรมดา ประเพณี และความเชื่อ มากกว่าผ่านพระราชพงศาวดารเพียงอย่างเดียว

    บิดาของเขาคือมานิต วัลลิโภดม ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องเมืองอโยธยาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณสถานจึงเป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่ในครอบครัว

    ชีวิตอาจารย์และการก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยา

    ศรีศักรเริ่มเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ไทยที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ต่อมาใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาไปสอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ราวสองปี แล้วกลับมาร่วมสร้างการเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากร

    การเรียนการสอนมานุษยวิทยาที่ศิลปากรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 2517 และตั้งเป็นภาควิชาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2520 ศรีศักรได้รับการยกย่องร่วมกับปรานี วงษ์เทศ ว่าเป็นผู้ร่วมวางรากฐานหลักสูตร ต่อมาเขาได้เป็นหัวหน้าภาควิชาและได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ

    เขายังเป็นอาจารย์รับเชิญด้านโบราณคดีไทยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลใน พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) และตั้งแต่ พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) ทำวิจัยเรื่องชุมชนโบราณร่วมกับศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งใช้ภาพถ่ายทางอากาศช่วยศึกษาผังเมืองโบราณ

    สำหรับศรีศักร ประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้อยู่แค่ในพงศาวดาร แต่อยู่ในแม่น้ำ คันดิน ศาลผี และความทรงจำของชาวบ้านทั่วทุกภาค

    งานภาคสนาม: อีสานและผาแต้ม

    ศรีศักรให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริง เขาสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งเคยถูกมองว่าแห้งแล้งและห่างไกลความเจริญ งานของเขาแสดงให้เห็นว่าอีสานมีชุมชนเกษตรกรรมและการผลิตเหล็กและเกลือมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

    ใน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ทีมสำรวจของภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีศรีศักรเป็นผู้นำ ได้สำรวจพบภาพเขียนสีบนหน้าผาที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และแถลงการค้นพบต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524

    แนวคิดเรื่องอีสานถูกรวบรวมไว้ในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง นอกจากนี้เขายังเขียนงานเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ทวารวดี ยุคเหล็ก และวัฒนธรรมปลาแดก หนังสือเหล่านี้ช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้เริ่มที่สุโขทัย

    ภูมิวัฒนธรรม: อ่านอดีตจากแผ่นดิน

    แนวคิดที่ผูกกับชื่อของศรีศักรมากที่สุดคือภูมิวัฒนธรรม หมายถึงการมองว่าชุมชนแต่ละแห่งเกิดและเติบโตขึ้นตามสภาพภูมิประเทศ แหล่งน้ำ ทรัพยากร และตำแหน่งบนเส้นทางคมนาคม ก่อนจะถามว่ากษัตริย์องค์ใดปกครอง เขาชวนให้ถามก่อนว่าคนกลุ่มนี้อยู่ตรงนั้นเพราะอะไร

    เพื่อตอบคำถามแบบนี้ เขาใช้เครื่องมือหลายอย่างร่วมกัน ตั้งแต่ภาพถ่ายทางอากาศสำหรับดูผังคูน้ำคันดินของเมืองโบราณ การสำรวจภาคสนาม ไปจนถึงการฟังเรื่องเล่าและความเชื่อของชาวบ้าน คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุหัวข้อที่เขาศึกษา เช่น ความสำคัญของเกลือและเหล็กในอีสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ ใบเสมาในฐานะหลักฐานการนับถือศาสนา และอิทธิพลของการค้าทางไกลต่อการเกิดเมืองและรัฐ

    ผลของวิธีคิดนี้เห็นชัดในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) หนังสือเสนอว่าอีสานไม่ได้เป็นดินแดนยากจนมาแต่เดิม แต่เคยเป็นแหล่งเกษตรกรรมและการผลิตที่รุ่งเรือง ภาพอีสานที่แห้งแล้งจึงเป็นภาพของยุคหลังมากกว่าภาพของอดีตอันยาวนาน

    อีกด้านหนึ่ง เขาสนับสนุนให้ชุมชนดูแลมรดกของตนเอง งานเขียนเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนในลุ่มลพบุรี–ป่าสักเป็นตัวอย่างหนึ่ง และในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขายกตัวอย่างชาวบ้านที่วัดพรหมทินใต้ซึ่งสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเอง และชาวศรีเทพที่รวมตัวคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันใกล้แหล่งโบราณคดี

    วารสารเมืองโบราณ: ห้องเรียนนอกมหาวิทยาลัย

    ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ศรีศักรเป็นบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ วารสารราย 3 เดือนด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ต่อมาเขายังเป็นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งทำงานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมรดกวัฒนธรรม

    ตลอดเกือบห้าทศวรรษ เขาเขียนบทความในวารสารนี้กว่า 200 ชิ้น ครอบคลุมเรื่องเมืองโบราณ เส้นทางการค้า การจัดการน้ำ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในไทย ทั้งลาว มอญ จีน และชาวเขา เมืองโบราณจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่นำงานวิชาการไปสู่ผู้อ่านทั่วไป

    แม้อายุจะเกิน 80 ปี เขายังออกสำรวจโบราณสถานด้วยตนเองและนำทัศนศึกษาให้ผู้สนใจ เพราะเชื่อว่าการเรียนประวัติศาสตร์ต้องเริ่มจากการเห็นภูมิประเทศจริง

    ความคิด: ท้าทายอัลไตและประวัติศาสตร์ชาตินิยม

    ศรีศักรเป็นผู้วิจารณ์ทฤษฎีที่ว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างต่อเนื่อง ทฤษฎีนี้เคยอยู่ในแบบเรียนไทยหลายสิบปี เขาเห็นว่าดินแดนไทยเป็นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายกลุ่มมาแต่โบราณ และความเป็นไทยเกิดจากการผสมผสานของคนเหล่านั้น มากกว่าเกิดจากชนชาติเดียวที่อพยพลงมา

    เขายังวิจารณ์การเล่าประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมที่มองรัฐโบราณเป็นอาณาจักรรวมศูนย์ เขาเสนอให้มองแบบมณฑล คือเครือข่ายเมืองที่เชื่อมกันด้วยเครือญาติและการแต่งงาน ในบทสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ เขาเห็นว่าสุโขทัยเป็นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นราชอาณาจักรอย่างที่แบบเรียนเล่า

    บางข้อเสนอของเขาเป็นที่ถกเถียงมาก เช่นใน พ.ศ. 2530 เขาเสนอว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นด้วย แต่ข้อเสนอนี้ก็กระตุ้นให้คนกลับไปอ่านหลักฐานอย่างวิพากษ์มากขึ้น

    ในเรื่องศาสนาและความเชื่อ เขาเห็นว่าผีเป็นสถาบันความเชื่อหลักของสังคมไทย ตั้งแต่ผีเรือน ผีบ้าน จนถึงผีเมือง และอยู่ร่วมกับพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน ส่วนเรื่องขอม เขาอธิบายว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงคนที่รับวัฒนธรรมและศาสนาแบบเมืองพระนครด้วย

    สุโขทัยและจารึกหลักที่ 1: บทบาทในข้อถกเถียงใหญ่

    ศรีศักรเคยทำงานกับสุโขทัยโดยตรง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมศาสตร์ของโครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตามที่คำประกาศเกียรติคุณรางวัลฟูกูโอกะระบุ ประสบการณ์นี้ทำให้เขามีข้อสังเกตเกี่ยวกับสุโขทัยที่ต่างจากแบบเรียนในยุคนั้น

    ข้อเสนอของเขาคือ จารึกหลักที่ 1 ทั้งหลักน่าจะทำขึ้นหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เพื่อสรรเสริญความรุ่งเรืองของสุโขทัยและสร้างความชอบธรรมให้ราชวงศ์ ในช่วงที่ต้องแข่งขันกับฝ่ายพะเยาซึ่งมีอิทธิพลในลุ่มน้ำน่าน ข้อเสนอนี้ต่างจากความเห็นกระแสหลักที่ยอมรับเพียงว่าตอนท้ายของจารึกอาจเขียนเพิ่มภายหลัง

    ควรแยกให้ชัดว่าข้อเสนอของศรีศักรต่างจากอีกสองกระแสที่ดังกว่าในปลายทศวรรษ 2520 คือ ไมเคิล วิกเกอรี ที่ตั้งคำถามเรื่องความแท้ของจารึกใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) และพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่เสนอใน พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ศรีศักรไม่ได้บอกว่าจารึกเป็นของปลอม แต่เห็นว่าทำขึ้นในสมัยสุโขทัยที่หลังกว่าที่เชื่อกัน

    ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ยังไม่ยุติในหมู่นักวิชาการบางกลุ่ม แต่การตรวจผิวศิลาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนใน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) พบว่ามีอายุใกล้เคียงกับจารึกสุโขทัยหลักอื่น และใน พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

    ขอมคือใคร: บทสนทนากับจิตร ภูมิศักดิ์

    ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) ศรีศักรเขียนบทวิจารณ์หนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของจิตร ภูมิศักดิ์ บทความนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการถกเถียงทางวิชาการอย่างให้เกียรติกัน

    เขาชื่นชมวิธีที่จิตรใช้ภาษาศาสตร์และที่มาของคำในการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ตั้งข้อสงสัยต่อการกำหนดอายุของเมืองในตำนานบางแห่ง ซึ่งเขาเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักฐานโบราณคดีที่พบในเวลานั้น

    ในบทความเดียวกัน ศรีศักรเสนอว่าคำว่าขอมมีสองความหมาย ความหมายแคบคือชาวเขมรสมัยเมืองพระนครที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน ความหมายกว้างคือผู้คนหลายกลุ่มในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงที่รับวัฒนธรรมแบบเดียวกันนี้ การแยกสองความหมายช่วยให้เข้าใจว่าทำไมตำนานไทยจึงเรียกผู้คนหลากหลายกลุ่มว่าขอม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเขมรทั้งหมด

    เกียรติยศและมรดก

    ใน พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ศรีศักรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และใน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18 จากประเทศญี่ปุ่น คำประกาศเกียรติคุณยกย่องว่าเขาผสานมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และคติชน เพื่อมองอดีตจากมุมของท้องถิ่น

    มรดกสำคัญของเขาคือวิธีคิด เขาสอนให้คนรุ่นหลังมองว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องของกษัตริย์และราชธานี แต่ยังมีเรื่องของชุมชน แม่น้ำ เส้นทางการค้า และผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ นักวิชาการรุ่นใหม่หลายคนยังยกให้งานของเขาเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาอดีตของไทย

    ไทม์ไลน์

    • 2 มิ.ย. พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938): เกิด
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): สอนมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ราวสองปี ก่อนกลับศิลปากร
    • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974): เริ่มงานวารสารเมืองโบราณ. เป็นบรรณาธิการต่อเนื่องหลายทศวรรษ
    • พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977): ตั้งภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร. ร่วมวางรากฐานกับปรานี วงษ์เทศ
    • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980): อาจารย์รับเชิญที่คอร์เนล. สอนโบราณคดีไทย
    • 16 พ.ค. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): แถลงการค้นพบภาพเขียนสีผาแต้ม. ทีมสำรวจภาควิชามานุษยวิทยา ศิลปากร
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): วิจารณ์หนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์. เสนอความหมายแคบและกว้างของคำว่าขอม
    • พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986): วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต. ศึกษาชุมชนโบราณ
    • พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987): เสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยลิไทย. ข้อเสนอที่ยังเป็นข้อถกเถียง
    • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990): หนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน. พลิกภาพอีสานจากดินแดนยากจนเป็นแหล่งอารยธรรม
    • พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005): กรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
    • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007): รางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ. สาขาวิชาการ ครั้งที่ 18
    • พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020): วารสารเมืองโบราณรวมงานเนื่องในวัย 82 ปี. ยังออกสำรวจภาคสนามอย่างต่อเนื่อง

    รู้หรือไม่

    ผู้นำทีมพบผาแต้ม

    ภาพเขียนสีผาแต้มที่โขงเจียมเป็นที่รู้จักของสาธารณชนหลังทีมของศรีศักรแถลงการค้นพบเมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2524

    นักเขียนประจำเมืองโบราณ

    ศรีศักรเขียนบทความลงวารสารเมืองโบราณกว่า 200 ชิ้น ตั้งแต่ฉบับแรกใน พ.ศ. 2517

    เรียนวรรณคดีมาก่อน

    ก่อนจะเป็นนักโบราณคดี ศรีศักรเริ่มต้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วจึงเปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยาที่ออสเตรเลีย

    ไม่ได้บอกว่าจารึกปลอม

    ศรีศักรเสนอว่าจารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งต่างจากข้อเสนอของพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่ว่าจารึกทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Srisakra Vallibhotama, Fukuoka Prize 2007 (Award Citation)
    2. ศรีศักร วัลลิโภดม (ฐานข้อมูลนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทย ศมส.)
    3. SriSakara Vallibhotama (Anthropological Archives Database, SAC)
    4. บทความ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ในวารสารเมืองโบราณ
    5. 82 ปี ศรีศักร วัลลิโภดม (วารสารเมืองโบราณ)
    6. 16 พฤษภาคม 2524 แถลงพบภาพเขียนสีที่ผาแต้ม (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. พ่อขุนรามคำแหง ไม่ได้ทำศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ แต่ทำขึ้นสมัยลิไทย (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ (มติชน)
    9. Opening minds with an ancient mandala (Bangkok Post)
    10. ปรานี ซาบซึ้งศรีศักรให้เกียรติ (มติชน)
    11. “ขอม” คือใคร? ศรีศักร วัลลิโภดม วิจารณ์ จิตร ภูมิศักดิ์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    12. Ram Khamhaeng Inscription (Wikipedia)
    13. แอ่งอารยธรรมอีสาน อ้างใน GotoKnow

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ศรีศักร วัลลิโภดม
    จารึกพ่อขุนรามคำแหง Ram Khamhaeng Inscription 01 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • เชสเตอร์ กอร์แมน

    เชสเตอร์ กอร์แมน

    ภาพวาดประกอบโดยรอยสยาม จากหลักฐานที่กล่าวถึงในบทความ (ยังไม่พบภาพถ่ายที่ใช้ซ้ำได้อย่างถูกลิขสิทธิ์)

    นักโบราณคดีชาวอเมริกันผู้ขุดค้นถ้ำผีแมนที่ปางมะผ้า และร่วมนำการขุดค้นบ้านเชียงครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกหันมามองยุคโลหะในไทย · พ.ศ. 2481–2524 (ค.ศ. 1938–1981)

    ชีวิตพ.ศ. 2481–2524 (ค.ศ. 1938–1981) เติบโตในฟาร์มโคนมที่เมืองเอลก์โกรฟ รัฐแคลิฟอร์เนีย
    การศึกษาปริญญาตรีมานุษยวิทยา Sacramento State College (พ.ศ. 2504) ปริญญาโทและเอก มหาวิทยาลัยฮาวาย
    อาจารย์ที่ปรึกษาวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2
    แหล่งขุดค้นเด่นในไทยถ้ำผีแมน (Spirit Cave) ถ้ำต้นไทร (Banyan Valley Cave) ถ้ำผาชัน (Steep Cliff Cave) บ้านเชียง
    ตำแหน่งภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 และรองศาสตราจารย์มานุษยวิทยา
    ผู้ร่วมงานคนสำคัญพิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร ผู้อำนวยการร่วมโครงการบ้านเชียง
    ผลงานตีพิมพ์เด่นบทความเรื่องโฮบินเหียนกับพืชยุคแรก (พ.ศ. 2512–2513) และบทความใน World Archaeology (พ.ศ. 2514)
    ผลการขุดค้นบ้านเชียงหลุมฝังศพ 126 หลุม โบราณวัตถุราว 18 ตัน แบ่งเป็นหกระยะ

    ภูมิหลัง: จากฟาร์มโคนมสู่โบราณคดีเอเชีย

    เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester F. Gorman) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) และเติบโตในฟาร์มโคนมของครอบครัวที่เมืองเอลก์โกรฟ ใกล้ซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขามานุษยวิทยาเกียรตินิยมจาก Sacramento State College ใน พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961)

    จากนั้นเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ภายใต้การดูแลของวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีผู้บุกเบิกการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตของกอร์แมนจึงอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย

    ก้าวแรกในไทย: ลุ่มน้ำโขงและโนนนกทา

    งานแรกของกอร์แมนในไทยคือช่วง พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964) เมื่อเขาดูแลการสำรวจโบราณคดีกู้ภัยในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ร่วมกับโซลไฮม์ งานนี้ทำขึ้นเพื่อบันทึกแหล่งโบราณคดีก่อนพื้นที่จะถูกน้ำท่วมจากโครงการเขื่อน

    ระหว่างการสำรวจครั้งนั้น เขาพบแหล่งโบราณคดีโนนนกทาในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งสำคัญในการศึกษายุคสำริดของอีสาน และเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่ทำให้นักวิชาการเริ่มสนใจว่าการใช้โลหะในไทยอาจเก่าแก่กว่าที่เคยคิด

    กอร์แมนอาจไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยมีเกษตรกรรมหรือสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่คำถามที่เขาตั้งไว้ทำให้คนทั้งโลกหันมาขุดดินในประเทศไทย

    ถ้ำผีแมนและคำถามเรื่องการเพาะปลูก

    สำหรับงานปริญญาเอก กอร์แมนสำรวจเทือกเขาชายแดนไทย–พม่าในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพบถ้ำแห่งหนึ่งที่ความสูงราว 650 เมตรจากระดับน้ำทะเล เขาตั้งชื่อว่า Spirit Cave ส่วนคนไทยเรียกว่าถ้ำผีแมน เขาขุดค้นที่นี่ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) และกลับมาขุดอีกครั้งใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971)

    ชั้นดินในถ้ำบันทึกการใช้งานของกลุ่มคนล่าสัตว์และเก็บของป่าในวัฒนธรรมโฮบินเหียน เป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงระหว่างราว 12,000 ถึง 7,000 ปีก่อน เขาพบเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ และเศษพืชไหม้ไฟหลายชนิด เช่น หมาก พืชตระกูลถั่ว และกระจับ

    กอร์แมนเสนออย่างระมัดระวังว่าพืชเหล่านี้อาจเป็นร่องรอยของการใช้พืชปลูกยุคแรก แต่บางคนในเวลานั้น รวมทั้งโซลไฮม์ ไปไกลกว่านั้นและเสนอว่าอาจเป็นหลักฐานการเพาะปลูกที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก

    การศึกษาในเวลาต่อมาไม่สนับสนุนข้อเสนอนี้ ไม่พบพืชชนิดใดที่ต่างจากพืชป่า ชาร์ลส์ ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์ สรุปว่าไม่มีเหตุผลพอจะเชื่อมถ้ำผีแมนกับการเกษตร แต่ถ้ำนี้ยังมีค่าในฐานะหลักฐานว่าคนโฮบินเหียนหาอาหารจากสภาพแวดล้อมหลายแบบตามฤดูกาล ต่อมากอร์แมนยังขุดค้นถ้ำต้นไทรใน พ.ศ. 2515 และถ้ำผาชันใน พ.ศ. 2516 ในพื้นที่เดียวกัน

    ชั้นดินถ้ำผีแมนกับบทความที่ทำให้โฮบินเหียนเป็นที่รู้จัก

    ดินในถ้ำผีแมนที่กอร์แมนขุดหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เขาแยกได้สี่ชั้น ซึ่งแทนการเข้ามาใช้ถ้ำห้าช่วง ชั้นล่างทั้งสามมีแต่เครื่องมือหินกะเทาะจากก้อนกรวดควอตไซต์และหินบด ส่วนชั้นบนสุดมีของใหม่ปรากฏขึ้น ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ขวานหินขัด และมีดหินชนวน ซึ่งไม่พบในชั้นที่เก่ากว่า

    กระดูกสัตว์ในถ้ำบอกว่าผู้คนล่ากวางป่า หมูป่า และลิงหลายชนิด ทั้งค่าง ลิงแสม และชะนี นอกจากนั้นยังพบเปลือกหอยทะเล ซึ่งแสดงว่ามีการติดต่อแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ห่างไกล ซากพืชที่พบมีถึงราว 22 สกุล ทั้งที่ใช้เป็นอาหารและเป็นสารกระตุ้น เช่น หมาก

    กอร์แมนนำผลงานนี้ไปตีพิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2512–2513 (ค.ศ. 1969–1970) ในบทความที่ชื่อบอกว่าโฮบินเหียนเป็นกลุ่มเครื่องมือหินกรวดที่สัมพันธ์กับพืชยุคแรก บทความนี้ปรากฏทั้งในวารสาร Science และ Proceedings of the Prehistoric Society โดยเสนอว่าคนโฮบินเหียนอาจเริ่มใช้พืชที่มนุษย์ดูแลแล้ว เช่น พืชตระกูลแตงและถั่ว และตามด้วยบทความใน World Archaeology เมื่อ พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ที่อธิบายวิถีหาอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปลายยุคน้ำแข็งถึงต้นสมัยโฮโลซีน บทความสองชิ้นนี้ทำให้ชื่อโฮบินเหียนเข้าไปอยู่ในตำราโบราณคดีทั่วโลก

    ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโซลไฮม์ อาจารย์ของเขา เขียนบทความใน Scientific American เมื่อ พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) เสนอว่าเป็นหลักฐานของการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ข้อเสนอที่ไปไกลกว่าข้อมูลนี้แพร่เข้าไปในตำราเรียนหลายเล่ม ทั้งที่ตัวอย่างพืชที่พบยังมีลักษณะทางกายภาพแบบพืชป่า

    บ้านเชียง: การขุดค้นที่สั่นสะเทือนวงการ

    ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) กอร์แมนเข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ในโครงการบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เขาเป็นผู้อำนวยการร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ แห่งกรมศิลปากร โครงการนี้ออกแบบให้เป็นความร่วมมือสองฝ่าย ที่แบ่งกันรับภาระทั้งงบประมาณและบุคลากร

    การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ฤดูแรกขุดในลานบ้านของชาวบ้าน ฤดูที่สองขุดใต้ถนนในหมู่บ้านลึกถึงราว 4.5 เมตร ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน พร้อมโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก

    โครงการยังให้ทุนนักศึกษาโบราณคดีไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งช่วยสร้างนักโบราณคดีไทยรุ่นใหม่ที่กลับมาทำงานในประเทศ

    สิ่งที่พบจากบ้านเชียง พ.ศ. 2517–2518

    บ้านเชียงเป็นที่รู้จักก่อนกอร์แมนจะมาถึง ใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีเฟน ยัง นักศึกษาชาวอเมริกัน เก็บเศษภาชนะลายก้นหอยสีแดงบนพื้นนวลได้จากแนวขุดถนนในหมู่บ้าน ข่าวการค้นพบทำให้เกิดการลักลอบขุดและซื้อขายโบราณวัตถุอย่างหนัก จนรัฐบาลไทยออกมาตรการคุ้มครองพื้นที่และห้ามขุดหรือซื้อขายโดยเอกชนใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972)

    การขุดค้นที่กอร์แมนและพิสิฐนำในสองฤดูพบหลุมฝังศพมนุษย์ 126 หลุม ซึ่งมีภาชนะดินเผา โลหะ กระดูก และงาช้างวางร่วมกับศพ ได้โบราณวัตถุรวมราว 18 ตัน ทีมงานเป็นสหสาขา มีชาร์ลส์ ไฮแอม ดูแลกระดูกสัตว์ ไมเคิล ปีเตรุสเซฟสกี วิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ และโรเบิร์ต แมดดิน ศึกษาโลหะ

    ทีมแบ่งหลุมศพออกเป็นหกระยะตามแบบภาชนะ ระยะแรก ๆ เป็นภาชนะสีดำขูดลาย ระยะต่อมาเป็นภาชนะลายเชือกทาบ จากนั้นเป็นภาชนะขูดลายผสมเขียนสีที่พบพร้อมสำริดและเหล็ก ระยะที่ห้าคือภาชนะลายเขียนสีแดงบนพื้นนวลที่มีชื่อเสียง และระยะสุดท้ายเป็นภาชนะเคลือบน้ำดินสีแดง

    ของชิ้นเด่นชิ้นหนึ่งคือหัวหอกสามชิ้นที่มีใบเหล็กตีขึ้นรูปยาว สวมอยู่ในบ้องสำริดที่หล่อหุ้มไว้ แสดงว่าช่างโลหะที่บ้านเชียงใช้ทั้งสำริดและเหล็กร่วมกันได้อย่างชำนาญ การหาอายุใช้ทั้งวิธีคาร์บอน 14 และเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ โดยห้องปฏิบัติการ MASCA ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

    กอร์แมนยังเป็นผู้บุกเบิกด้านวิธีการ สถาบันโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISEAA) ซึ่งสานต่อโครงการบ้านเชียงระบุว่า เขาออกแบบระบบบันทึกการขุดค้นด้วยคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบแรก ๆ ในวงการโบราณคดี และพิสิฐ เจริญวงศ์ ยกย่องว่าเขาเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุสำริด

    ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) กอร์แมนและพิสิฐรายงานว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจมีอายุถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในตะวันออกกลางหลายร้อยปี ค่าอายุรุ่นแรกได้จากวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก

    ต่อมาการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ทำให้ตัวเลขนี้ถูกปรับลง จอยซ์ ไวท์ ผู้สานต่อโครงการ เสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่ชาร์ลส์ ไฮแอมและทีมเสนอว่าเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงวันนี้ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ แต่ตัวเลข 3,600 ปีก่อนคริสตกาลไม่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการแล้ว

    มองย้อน: นักวิชาการประเมินงานของกอร์แมนอย่างไร

    เมื่อกอร์แมนเสียชีวิต ฟรอยลิช เรนีย์ แห่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวไว้อาลัยว่าเขาจากไปขณะกำลังพิสูจน์การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางโบราณคดี ถ้อยคำนี้สะท้อนบรรยากาศในเวลานั้นที่หลายคนเชื่อว่าบ้านเชียงอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลก

    นิทรรศการบ้านเชียงที่กอร์แมนริเริ่มเปิดที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียจนถึงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) จากนั้นสถาบันสมิธโซเนียนนำไปจัดแสดงเคลื่อนที่ระหว่าง พ.ศ. 2525–2529 (ค.ศ. 1982–1986) รวม 12 แห่ง สื่ออเมริกันในเวลานั้นอ้างคำของเพื่อนร่วมงานที่เรียกเขาว่าแรงขับเคลื่อนหลักของการวิจัยก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สี่สิบปีต่อมา ภาพนั้นเปลี่ยนไปมาก ข้อเสนอเรื่องการเพาะปลูกที่ถ้ำผีแมนและสำริดอายุ 3,600 ปีก่อนคริสตกาลที่บ้านเชียงไม่ได้รับการยอมรับแล้ว นักวิจารณ์บางคนเห็นว่าความตื่นเต้นของยุคนั้นทำให้ข้อสันนิษฐานถูกเผยแพร่เร็วเกินหลักฐาน แต่ก็ควรแยกให้ออกว่าคำว่าการปลูกพืชขั้นก้าวหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไปไกลที่สุดเรื่องถ้ำผีแมน มาจากบทความของโซลไฮม์

    ในอีกด้าน ข้อมูลภาคสนามที่กอร์แมนเก็บไว้ ทั้งชั้นดิน ซากพืช กระดูกสัตว์ และหลุมศพ ยังเป็นฐานข้อมูลที่นักวิจัยรุ่นหลังนำมาวิเคราะห์ใหม่ได้ ปัจจุบันโครงการบ้านเชียงภายใต้จอยซ์ ไวท์ เสนอว่าโลหกรรมสำริดที่บ้านเชียงพัฒนาขึ้นในท้องถิ่นราว 2,100–900 ปีก่อนคริสตกาล ในสังคมที่ไม่ได้ซับซ้อนมากอย่างที่เคยเชื่อกัน ตัวเลขอายุที่ถูกแก้ไขเหล่านี้ก็มาจากการตรวจสอบตัวอย่างและวิธีการที่ละเอียดขึ้นบนพื้นฐานงานที่เขาเริ่มไว้ ความผิดพลาดของเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่วิทยาศาสตร์แก้ไขตัวเอง

    การจากไปและมรดก

    กอร์แมนป่วยด้วยโรคมะเร็งราวสองปี เขาวางแผนจะกลับมาไทยในต้นปี พ.ศ. 2524 แต่ไม่สามารถเดินทางได้ และเสียชีวิตที่ซาคราเมนโตเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ขณะอายุเพียง 43 ปี โดยยังไม่ได้เขียนรายงานผลการขุดค้นบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์

    หลังการจากไปของเขา จอยซ์ ไวท์รับช่วงงานวิจัยและการตีพิมพ์ในฐานะผู้อำนวยการโครงการบ้านเชียง ส่วนนิทรรศการ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ที่เขาร่วมวางแผนได้เปิดตัวในปลาย พ.ศ. 2525 และเดินทางจัดแสดงในหลายเมือง บ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)

    แม้ข้อเสนอเรื่องอายุที่เขาเคยรายงานจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว แต่กอร์แมนวางรากฐานสำคัญสองอย่าง คือทำให้แหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในไทยเป็นที่รู้จักของโลก และแสดงให้เห็นว่าโบราณคดีที่ดีต้องทำร่วมกันระหว่างนักวิชาการต่างชาติกับนักวิชาการไทย

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938): เกิด. เติบโตในเอลก์โกรฟ แคลิฟอร์เนีย
    • พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961): จบปริญญาตรีมานุษยวิทยา. Sacramento State College
    • พ.ศ. 2506–2507 (ค.ศ. 1963–1964): สำรวจลุ่มน้ำโขงตอนล่าง. พบแหล่งโนนนกทา
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): ขุดค้นถ้ำผีแมน. อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีเฟน ยัง พบภาชนะลายเขียนสีที่บ้านเชียง. จุดเริ่มความสนใจต่อบ้านเชียง
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): บทความโฮบินเหียนกับพืชยุคแรก. ตีพิมพ์ใน Science และ Proceedings of the Prehistoric Society
    • พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971): กลับไปขุดถ้ำผีแมนอีกครั้ง. และตีพิมพ์บทความใน World Archaeology
    • พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972): มาตรการคุ้มครองบ้านเชียง. ห้ามขุดและซื้อขายโบราณวัตถุโดยเอกชน
    • พ.ศ. 2515–2516 (ค.ศ. 1972–1973): ขุดถ้ำต้นไทรและถ้ำผาชัน. แหล่งโฮบินเหียนในปางมะผ้า
    • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973): เข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์เพนน์. ฝ่ายเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นบ้านเชียง. ร่วมกับพิสิฐ เจริญวงศ์ และกรมศิลปากร
    • พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976): รายงานอายุสำริดบ้านเชียง. เสนอว่าเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อน ค.ศ.
    • 7 มิ.ย. พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): เสียชีวิต. ด้วยโรคมะเร็ง อายุ 43 ปี
    • พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982): นิทรรศการบ้านเชียง. Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age

    รู้หรือไม่

    ชั้นดินบางแต่เรื่องยาว

    ชั้นดินในถ้ำผีแมนหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เก็บร่องรอยการใช้ถ้ำของมนุษย์ไว้หลายช่วงในเวลาราวห้าพันปี

    ผู้ค้นพบโนนนกทา

    ก่อนจะมีชื่อเสียงจากถ้ำผีแมนและบ้านเชียง กอร์แมนเป็นผู้พบแหล่งโนนนกทาที่ขอนแก่นระหว่างการสำรวจลุ่มน้ำโขง

    รายงานที่ไม่ได้เขียน

    กอร์แมนเสียชีวิตก่อนจะเขียนรายงานบ้านเชียงฉบับสมบูรณ์ งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงตกเป็นภาระของจอยซ์ ไวท์และทีมในอีกหลายสิบปีต่อมา

    หอกสองโลหะ

    ที่บ้านเชียงพบหัวหอกที่ใบเป็นเหล็กตีขึ้นรูป แต่บ้องเป็นสำริดหล่อหุ้ม แสดงว่าช่างโบราณใช้โลหะสองชนิดร่วมกันในชิ้นเดียว

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Chester Gorman (Wikipedia)
    2. Spirit Cave (Thailand) (Wikipedia)
    3. Ban Chiang (Wikipedia)
    4. The Curators Write (Expedition Magazine, Penn Museum)
    5. Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
    6. Obituaries (Journal of the Siam Society vol. 69)
    7. Obituaries, June 10, 1981 (UPI Archives)
    8. Gorman, Hoabinhian: a pebble-tool complex with early plant associations (Proceedings of the Prehistoric Society)
    9. Ban Chiang (Institute for Southeast Asian Archaeology)
    10. Tracking early man in southeast Asia (Christian Science Monitor, 1982)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    เชสเตอร์ กอร์แมน
    Ban Chiang excavations · Steve from Bangkok, Thailand · CC BY-SA 2.0 · Wikimedia Commons
    เชสเตอร์ กอร์แมน
    Ban Chiang Museum Excavation · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    เชสเตอร์ กอร์แมน
    Wat Pho Si Nai Archaeological Site Excavations · Kiwiodysee · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าอาทิตยราช

    พระเจ้าอาทิตยราช

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai (III) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์แห่งหริภุญชัยผู้ที่ตำนานยกย่องว่าค้นพบพระบรมสารีริกธาตุและสร้างพระธาตุหริภุญชัย ศูนย์กลางศรัทธาของลำพูนมาจนถึงวันนี้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 (ปีที่แน่นอนยังเป็นข้อถกเถียง)

    อาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูน) อาณาจักรของชาวมอญในลุ่มแม่ปิงตอนบน
    ช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 แหล่งข้อมูลให้ปีต่างกันมาก
    ผลงานเด่นตามตำนานพบพระบรมสารีริกธาตุและสร้างพระธาตุหริภุญชัย
    ราชสำนักตามตำนาน พระนางปทุมวดีมเหสีเป็นผู้สร้างสุวรรณเจดีย์
    สงครามตามตำนาน รบกับละโว้หลายครั้งและได้ชัยในที่สุด
    แหล่งเรื่องเล่าจามเทวีวงศ์ ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานพระธาตุหริภุญชัย พงศาวดารโยนก
    พระธาตุประจำปีเกิดปีระกา ตามคติล้านนา
    ประเพณีสำคัญสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย ช่วงวันเพ็ญเดือนหก

    ภูมิหลัง: กษัตริย์ในสายราชวงศ์จามเทวี

    หริภุญชัยเป็นอาณาจักรของชาวมอญในที่ราบลุ่มแม่ปิงตอนบน มีศูนย์กลางที่เมืองลำพูน ตามตำนาน เมืองนี้สร้างโดยฤษีวาสุเทพ แล้วเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้ขึ้นมาครอง ราชวงศ์ของพระนางปกครองต่อกันมาหลายสิบรุ่น

    พระเจ้าอาทิตยราชเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งในสายราชวงศ์นี้ และเป็นองค์ที่ถูกจดจำมากที่สุดรองจากพระนางจามเทวี เอกสารบางแห่งนับพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 33 ของลำพูน

    สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระองค์เกือบทั้งหมดมาจากตำนานและพงศาวดารที่ภิกษุล้านนาแต่งขึ้นหลังจากนั้นหลายร้อยปี เช่น จามเทวีวงศ์ซึ่งพระโพธิรังสีแต่งราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410) และชินกาลมาลีปกรณ์ซึ่งแต่งในพุทธศตวรรษที่ 21 เอกสารเหล่านี้มีเป้าหมายทางศาสนาชัดเจน จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

    สงครามกับละโว้

    จามเทวีวงศ์เล่าว่าในรัชกาลของพระเจ้าอาทิตยราช หริภุญชัยทำสงครามกับละโว้ ซึ่งตามตำนานเป็นเมืองพี่น้องที่อยู่ทางใต้ สงครามเกิดขึ้นหลายครั้ง ก่อนที่ฝ่ายหริภุญชัยจะได้ชัยในที่สุด เรื่องราวนี้อยู่ในบทที่ 13 และ 14 ของจามเทวีวงศ์

    พงศาวดารโยนกให้รายละเอียดอีกแบบ คือพระเจ้าอาทิตยราชกับพระอนุชาเคยเป็นเจ้านายจากสุวรรณภูมิที่หนีขึ้นมาหริภุญชัย ต่อมาพระองค์ยึดละโว้ได้และตั้งพระอนุชาให้ครองละโว้ บางแหล่งระบุปี ค.ศ. 1052 สำหรับเหตุการณ์นี้ แต่ข้อมูลจากพงศาวดารรุ่นหลังเช่นนี้ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน

    นักประวัติศาสตร์มองว่าเรื่องเล่าเหล่านี้อาจสะท้อนความขัดแย้งจริงระหว่างภาคเหนือกับลุ่มเจ้าพระยา ในช่วงที่ละโว้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของเขมรจากเมืองพระนคร แต่รายละเอียดเรื่องใครชนะและเมื่อไรนั้นยังพิสูจน์ไม่ได้

    บทความสารานุกรมบางแห่งสรุปจากพงศาวดารว่าการยึดละโว้ใน ค.ศ. 1052 ทำให้อิทธิพลเขมรในลุ่มเจ้าพระยาสิ้นสุดลง แต่ข้อสรุปนี้ขัดกับหลักฐานฝั่งเขมร เพราะภาพสลักที่นครวัดในพุทธศตวรรษที่ 17 ยังแสดงขบวนทัพจากละโว้อยู่ในกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อย่างน้อยที่สุด ละโว้จึงยังอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนครหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี

    ไม่ว่าตำนานเรื่องกาและพระธาตุที่ลอยขึ้นจากดินจะจริงแค่ไหน มันได้สร้างหัวใจทางศรัทธาให้ลำพูนที่ยังเต้นอยู่มาเกือบพันปี

    ตำนานการพบพระบรมธาตุ

    เรื่องที่ทำให้พระเจ้าอาทิตยราชเป็นที่จดจำคือตำนานการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ตำนานพระธาตุหริภุญชัยบางสำนวนเล่าว่า พระองค์สร้างอาคารสำหรับใช้สรงพระวรกายขึ้นในเขตพระราชวัง แต่มีกาตัวหนึ่งคอยบินมารบกวนอยู่เสมอ

    พระองค์จึงให้จับกามาเลี้ยงไว้กับเด็กทารก จนผ่านไปเจ็ดปี เด็กคนนั้นเติบโตและเข้าใจภาษากาได้ กาจึงเล่าว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ และบรรพบุรุษของมันได้รับหน้าที่เฝ้ารักษาไว้ เมื่อรู้ความจริง พระองค์จึงรื้ออาคารออกและเตรียมสร้างเจดีย์

    ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าต่อว่า เมื่อพระองค์ตั้งจิตอธิษฐาน พระบรมธาตุก็ลอยขึ้นเหนือพื้นสูงราวสามศอก เปล่งแสงไปทั่วเมือง แล้วจมหายลงในดิน ก่อนจะผุดขึ้นอีกครั้งเมื่อพระองค์อธิษฐานซ้ำ จากนั้นพระองค์จึงสร้างเจดีย์สูงราว 12 ศอก มีเสาสี่ต้นและประตูสี่ด้านครอบไว้

    ทั้งหมดนี้เป็นตำนานทางศาสนา ควรอ่านในฐานะความเชื่อที่อธิบายความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุ และไม่ควรถือว่าทุกตอนเกิดขึ้นจริง

    พระธาตุหริภุญชัยและสิ่งก่อสร้างในรัชกาล

    เอกสารวิชาการระบุว่าพระธาตุหริภุญชัยองค์แรกเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ต่อมาในสมัยพญามังรายมีการปรับรูปทรงเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชราว พ.ศ. 1990 ได้ขยายองค์จนสูง 92 ศอก กลายเป็นรูปทรงที่เห็นในปัจจุบัน

    ตามตำนาน พระนางปทุมวดี มเหสีของพระองค์ สร้างสุวรรณเจดีย์ เจดีย์ทรงปราสาทซ้อนชั้นแบบศิลปะหริภุญชัยที่ยังตั้งอยู่ข้างพระธาตุ แต่แหล่งข้อมูลบางแห่งให้ปีสร้างช้ากว่านั้นมากคือราว พ.ศ. 1961 (ค.ศ. 1418) อายุจริงจึงยังสรุปไม่ได้

    ชินกาลมาลีปกรณ์ยังเล่าว่าพระองค์สร้างมหาพลเจดีย์ ซึ่งบางท่านเชื่อมโยงกับเจดีย์ที่วัดจามเทวี แต่การกำหนดว่าเจดีย์องค์ใดสร้างโดยใครในยุคหริภุญชัยยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการตีความต่างกัน

    พระธาตุจากยุคสู่ยุค: รูปทรงที่เปลี่ยนไป

    ตามเอกสารของห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ พระธาตุหริภุญชัยบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสามส่วน คือ พระธาตุกระหม่อม พระธาตุกระดูกอก และพระธาตุกระดูกนิ้วมือ องค์แรกที่ตำนานยกให้พระเจ้าอาทิตยราชสร้างเป็นปราสาทสี่เหลี่ยมทรงพีระมิด มีประตูเข้าได้ทั้งสี่ด้าน

    ต่อมามีการปรับรูปทรงหลายครั้ง จากปราสาทสี่เหลี่ยมมาเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชได้ขยายองค์จนสูง 92 ศอก กว้าง 52 ศอก ปัจจุบันเป็นเจดีย์ทรงระฆังตั้งบนฐานบัวซ้อนชั้น หุ้มด้วยแผ่นโลหะปิดทอง มีรั้วโลหะสองชั้นล้อมรอบ มีฉัตรที่มุมทั้งสี่ และมีหอพระพุทธรูปให้คนสักการะ

    ภายในเขตวัดยังมีสิ่งก่อสร้างจากหลายยุค เช่น หอไตรที่มีบันไดประดับนาค และฆ้องสำริดขนาดใหญ่ที่หล่อขึ้นราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 (ราว พ.ศ. 2473–2482) ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้นำการบูรณะวัดครั้งสำคัญ ทำให้พระธาตุที่เริ่มต้นจากตำนานของพระเจ้าอาทิตยราชได้รับการดูแลจากคนหลายรุ่นต่อเนื่องกันมา

    ปีที่ยังไม่ลงตัว

    การกำหนดปีของพระเจ้าอาทิตยราชเป็นปัญหาใหญ่ การคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ให้ปีขึ้นครองราชย์ราวจุลศักราช 409 หรือราว พ.ศ. 1590 (ค.ศ. 1047) และสร้างพระธาตุหลังครองราชย์ได้ 16 ปี ราว ค.ศ. 1063 ส่วนพงศาวดารโยนกให้ปีสร้างพระธาตุราว พ.ศ. 1586 และแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษบางแห่งระบุ ค.ศ. 1044

    สื่อไทยบางแห่งยังอ้างตัวเลขเก่ากว่านั้นมาก คือ พ.ศ. 1440 ขณะที่นักวิชาการตะวันตกบางคน เช่น วูดเวิร์ด เสนอว่ารัชกาลนี้น่าจะอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ช้ากว่าที่ตำนานระบุ เอกสารวิชาการไทยส่วนใหญ่จึงเลือกระบุกว้าง ๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 16–17

    ความไม่แน่นอนนี้ไม่ได้ลดความสำคัญของพระองค์ สิ่งที่ชัดเจนคือผู้คนในภาคเหนือจดจำพระองค์ในฐานะกษัตริย์ผู้ทำให้ลำพูนกลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนนี้

    หลักฐานร่วมสมัยที่มีอยู่จริง: จารึกมอญแห่งลำพูน

    ถ้าตัดตำนานออกไป หลักฐานชั้นต้นที่บอกเรื่องหริภุญชัยได้ตรงที่สุดคือจารึกภาษามอญโบราณที่พบในลำพูน จารึกกลุ่มนี้มีอายุราว พ.ศ. 1756, 1761 และ 1762 (ค.ศ. 1213, 1218 และ 1219) กล่าวถึงกษัตริย์พระนามสววาธิสิทธิที่บริจาคทรัพย์สร้างและบูรณะศาสนสถาน

    จารึกเหล่านี้ยืนยันว่าในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 หริภุญชัยเป็นอาณาจักรชาวมอญที่นับถือพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง มีกษัตริย์ที่อุปถัมภ์วัดวาอาราม และเป็นช่วงที่ค่อนข้างสงบ ภาพนี้สอดคล้องกับที่ตำนานเล่าว่าหริภุญชัยเป็นเมืองพุทธที่รุ่งเรือง

    แต่ไม่มีจารึกร่วมสมัยหลักใดที่เอ่ยพระนามพระเจ้าอาทิตยราช เรารู้จักพระองค์จากตำนานที่เขียนขึ้นภายหลังเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่นักวิชาการจัดพระองค์ไว้ในฐานะบุคคลในตำนานที่อาจมีเค้าจริง และยังไม่อาจยืนยันลำดับรัชกาลได้แน่ชัด

    ตัวเลขปีที่แตกต่างกันก็สะท้อนปัญหานี้ แหล่งข้อมูลหนึ่งให้ปีสร้างพระธาตุว่า พ.ศ. 1607 ซึ่งใกล้กับการคำนวณจากชินกาลมาลีปกรณ์ ขณะที่สื่อท่องเที่ยวบางแห่งใช้ พ.ศ. 1440 ตามคติเก่า ผู้อ่านจึงควรถือว่าตัวเลขทั้งหมดเป็นการประมาณจากตำนาน

    พระธาตุในชีวิตคนลำพูนวันนี้

    ตามคติล้านนา พระธาตุหริภุญชัยเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีระกา ผู้คนจากทั่วประเทศจึงเดินทางมาไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำให้ชื่อของพระธาตุและเรื่องของพระเจ้าอาทิตยราชเป็นที่รู้จักนอกภาคเหนือด้วย

    ประเพณีใหญ่ประจำปีคือการสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งจัดในช่วงวันเพ็ญเดือนหก มีขบวนอัญเชิญน้ำทิพย์จากดอยขะม้อมาสรงองค์พระธาตุ พร้อมการแสดงฟ้อนรำและการประกวดกลองพื้นเมือง ในบางปียังมีน้ำสรงและผ้าห่มพระธาตุที่พระมหากษัตริย์พระราชทานมาร่วมในพิธีด้วย

    ทุกครั้งที่จัดงาน เรื่องเล่าเรื่องกากับพระธาตุที่ลอยขึ้นจากดินจะถูกเล่าซ้ำ ตำนานของพระเจ้าอาทิตยราชจึงไม่ได้อยู่แค่ในใบลาน แต่มีชีวิตอยู่ในพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกันทุกปี

    มรดก

    หลังจากพญามังรายยึดหริภุญชัยในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 พระธาตุที่ตำนานยกให้พระเจ้าอาทิตยราชสร้างก็ไม่ได้ถูกทิ้ง กษัตริย์ล้านนาหลายรัชกาลบูรณะและขยายพระธาตุต่อมา จนพระธาตุหริภุญชัยกลายเป็นหนึ่งในพระธาตุที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือ

    ทุกปีชาวลำพูนจัดประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย และเอกสารของจังหวัดลำพูนก็ยังยกย่องพระองค์ในฐานะมหาราชผู้ขุดพบพระธาตุและสถาปนาพระธาตุไว้กลางเมือง เรื่องของพระองค์จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าตำนานกับประวัติศาสตร์ผสานกันอย่างไรในความทรงจำของชุมชน

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1440: ปีสร้างพระธาตุตามคติเก่าบางแหล่ง. ตัวเลขที่สื่อบางแห่งยังใช้
    • ราว พ.ศ. 1586 (ค.ศ. 1043): ปีสร้างพระธาตุตามพงศาวดารโยนก. หนึ่งในหลายตัวเลขที่ไม่ตรงกัน
    • ราว พ.ศ. 1590 (ค.ศ. 1047): ขึ้นครองราชย์ตามชินกาลมาลีปกรณ์. ราวจุลศักราช 409
    • ราว พ.ศ. 1595 (ค.ศ. 1052): ยึดละโว้ตามพงศาวดารโยนก. ตั้งพระอนุชาครองละโว้
    • ราว พ.ศ. 1606 (ค.ศ. 1063): สร้างพระธาตุตามชินกาลมาลีปกรณ์. หลังครองราชย์ 16 ปี
    • พ.ศ. 1756–1762 (ค.ศ. 1213–1219): จารึกมอญของพระเจ้าสววาธิสิทธิ. หลักฐานร่วมสมัยว่าหริภุญชัยรุ่งเรือง
    • พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292): พญามังรายผนวกหริภุญชัย. พญายีบาหนีไปลำปาง
    • ราว พ.ศ. 1953 (ค.ศ. 1410): พระโพธิรังสีแต่งจามเทวีวงศ์. บันทึกเรื่องพระองค์ในบทท้าย ๆ
    • ราว พ.ศ. 1990 (ค.ศ. 1447): พระเจ้าติโลกราชขยายพระธาตุ. สูง 92 ศอก เป็นรูปทรงปัจจุบัน
    • พุทธศตวรรษที่ 21: ชินกาลมาลีปกรณ์. เล่าตำนานพระธาตุลอยขึ้นจากดิน
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): หล่อฆ้องใหญ่ของวัด. ฆ้องสำริดขนาดใหญ่ในเขตวัด
    • ราว พ.ศ. 2473–2482 (ค.ศ. 1930s): ครูบาศรีวิชัยบูรณะวัด. การบูรณะครั้งสำคัญในยุคใหม่

    รู้หรือไม่

    กาผู้เฝ้าพระธาตุ

    ตำนานบางสำนวนเล่าว่ากาที่คอยรบกวนพระเจ้าอาทิตยราช แท้จริงคือผู้เฝ้ารักษาที่ประดิษฐานพระธาตุซึ่งสืบหน้าที่มาจากบรรพบุรุษ

    พระธาตุเติบโตตามยุค

    พระธาตุหริภุญชัยเริ่มจากเจดีย์สูงราว 12 ศอกตามตำนาน ก่อนจะขยายจนสูง 92 ศอกในสมัยพระเจ้าติโลกราช

    ตัวเลขห่างกันหลายร้อยปี

    ปีสร้างพระธาตุที่แหล่งต่าง ๆ อ้าง มีตั้งแต่ พ.ศ. 1440 ไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 17 ต่างกันเกือบสองศตวรรษ

    จารึกที่ไม่เอ่ยนาม

    จารึกมอญจากลำพูนที่เก่าที่สุดซึ่งระบุปีได้ เอ่ยพระนามพระเจ้าสววาธิสิทธิ ไม่ใช่พระเจ้าอาทิตยราช เรื่องของพระเจ้าอาทิตยราชจึงรู้ได้จากตำนานเท่านั้น

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons

    แหล่งข้อมูล

    1. Hariphunchai (Wikipedia)
    2. Cāmadevīvaṃsa (Wikipedia)
    3. Wat Phra That Hariphunchai (Wikipedia)
    4. ตำนานการพบพระธาตุในชินกาลมาลีปกรณ์ (GotoKnow)
    5. ตำนานพระธาตุหริภุญชัยกับกา (GotoKnow)
    6. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (ห้องสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ)
    7. เอกสารเผยแพร่จังหวัดลำพูน
    8. สรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย (ผู้จัดการออนไลน์)
    9. พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุประจำปีระกา (ผู้จัดการออนไลน์)
    10. พระธาตุประจำปีเกิด 12 นักษัตร (KTC)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าอาทิตยราช
    Wat Phra That Hariphunchai (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าอาทิตยราช
    015 Old Suwanna Chedi (9206474254) · Photo Dharma from Sadao, Thailand · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าอาทิตยราช
    WAT PHRATHAT HARIPHUNCHAI 07 · Kittipong khunnen · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
  • พญามังราย

    พญามังราย

    ภาพประกอบ: King Mangrai Monument อนุสาวรีย์พ่อขุนมังราย ห้าแยกพ่อขุนฯ (October 2021) – img 03 · Chainwit. · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เจ้าเมืองเงินยางผู้รวมแคว้นในภาคเหนือ ยึดหริภุญชัย และสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา · พ.ศ. 1781–ราว 1854 หรือ 1860 (ค.ศ. 1238–ราว 1311 หรือ 1317)

    ประสูติพ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ที่เมืองเงินยาง
    พระบิดา–พระมารดาลาวเม็ง และนางเทพคำขยาย ธิดาเจ้าเมืองเชียงรุ่งของชาวไทลื้อ
    สร้างเมืองเชียงราย (พ.ศ. 1805) เวียงกุมกาม และเชียงใหม่ (พ.ศ. 1839)
    ยึดหริภุญชัยพ.ศ. 1824 หรือ 1835 (ค.ศ. 1281 หรือ 1292) แหล่งข้อมูลให้ปีต่างกัน
    กฎหมายมังรายศาสตร์ ประมวลกฎหมายเก่าแก่ที่สุดของล้านนา
    ผู้สืบราชสมบัติพญาไชยสงคราม (เจ้าขุนคราม) โอรสองค์ที่สอง
    ชื่อในเอกสารจีนปาไป่สีฟู่ (แคว้นภรรยาแปดร้อยคน) ปรากฏครั้งแรกราว พ.ศ. 1835
    โอรสขุนเครื่อง ขุนคราม (พญาไชยสงคราม) และขุนเครือ

    ภูมิหลัง: เจ้าชายแห่งเงินยาง

    พญามังรายประสูติเมื่อ พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ที่เมืองเงินยาง แคว้นของชาวไทยวนในลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง แถวเชียงแสนในปัจจุบัน พระบิดาคือลาวเม็ง ผู้ครองเงินยาง พระมารดาคือนางเทพคำขยาย ธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ่งในสิบสองปันนา พระองค์จึงมีเครือญาติทั้งฝ่ายไทยวนและไทลื้อ

    ตามพงศาวดาร พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ของราชวงศ์ลาวจักราชที่ครองเงินยาง และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาราว พ.ศ. 1804–1805 (ค.ศ. 1261–1262) ในเวลานั้นภาคเหนือแบ่งเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยจำนวนมาก แต่ละเมืองมีเจ้าเมืองของตนเอง

    ชื่อของพระองค์ที่ถูกต้องตามเอกสารโบราณคือพญามังราย ชื่อพ่อขุนเม็งรายที่คนไทยหลายรุ่นคุ้นเคยมาจากพงศาวดารโยนกซึ่งเรียบเรียงในสมัยรัชกาลที่ 5 นักวิชาการบางคนเห็นว่าการเปลี่ยนชื่ออาจเกี่ยวกับความกังวลทางการเมืองในยุคนั้น และตามธรรมเนียมล้านนา กษัตริย์จะถูกเรียกว่าพญา

    จากเชียงรายสู่หริภุญชัย

    พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262) พญามังรายสร้างเมืองเชียงรายริมแม่น้ำกกขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ จากนั้นขยายอำนาจไปยังเมืองรอบข้าง เช่น ฝางและเชียงของ ด้วยทั้งการรบ การผูกมิตร และการแต่งงานเชื่อมเครือญาติ

    เป้าหมายใหญ่คือหริภุญชัย อาณาจักรของชาวมอญที่ลำพูน ซึ่งมั่งคั่งและเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของภาคเหนือมาหลายร้อยปี ตามตำนาน พญามังรายไม่ได้บุกตรงเข้าไป แต่ส่งคนชื่ออ้ายฟ้าไปรับราชการกับพญายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของหริภุญชัย

    อ้ายฟ้าค่อย ๆ ได้รับความไว้วางใจ แล้วใช้อำนาจนั้นทำให้ชาวเมืองไม่พอใจผู้ปกครอง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทัพของพญามังรายก็เข้ายึดเมืองได้ และพญายีบาต้องหนีไปลำปาง เรื่องอ้ายฟ้าเป็นเรื่องเล่าจากตำนาน รายละเอียดจึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง

    ปีที่ยึดหริภุญชัยยังไม่ตรงกัน แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุ พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1281) บางแห่งระบุ พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) ความต่างนี้อาจมาจากการนับระหว่างการเข้ายึดเมืองกับการผนวกอย่างเป็นทางการ

    จากเจ้าเมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำกก พญามังรายสร้างเมืองใหม่ถึงสามแห่ง จนเชียงใหม่ที่พระองค์เลือกที่ตั้งยังเป็นหัวใจของภาคเหนือมากว่าเจ็ดร้อยปี

    รับมือมหาอำนาจมองโกล

    รัชกาลของพญามังรายตรงกับช่วงที่ราชวงศ์หยวนของมองโกลแผ่อำนาจลงมาทางใต้ หลังยึดยูนนานได้ กองทัพมองโกลขับอำนาจของพุกามออกจากลุ่มอิรวดีตอนบนในทศวรรษ 1280 ทำให้รัฐไทเล็กใหญ่ทางตอนเหนือของไทยต้องเผชิญเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย

    เอกสารจีนเรียกดินแดนของพญามังรายว่า ปาไป่สีฟู่ ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่าแคว้นภรรยาแปดร้อยคน ชื่อนี้ปรากฏครั้งแรกในบันทึกราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) แหล่งข้อมูลสารานุกรมระบุว่าใน พ.ศ. 1844 (ค.ศ. 1301) มองโกลส่งกองทัพใหญ่ราว 20,000 คนมาตีล้านนาแต่ไม่สำเร็จ ภายหลังราชสำนักหยวนจึงหันมารับเครื่องบรรณาการแทนการทำสงคราม

    นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่อย่างคริสเตียน แดเนียลส์ ซึ่งเขียนในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) เตือนว่าไม่ควรมองว่าหยวนเป็นผู้สร้างรัฐไทขึ้นมา เขาเห็นว่าอิทธิพลของหยวนส่วนใหญ่มาในรูปของการแต่งตั้งเจ้าเมืองพื้นเมืองและตั้งสำนักงานปกครอง ขณะที่ชาวไทเองเป็นผู้ริเริ่มสร้างบ้านเมืองของตน มุมมองนี้ช่วยให้เข้าใจว่าความสำเร็จของพญามังรายมาจากการเลือกจังหวะทางการเมืองของพระองค์เองด้วย

    สามกษัตริย์และการสร้างเชียงใหม่

    ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) พญามังรายทำพันธไมตรีกับพญางำเมืองแห่งพะเยาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย สามผู้นำรัฐไทนี้ตกลงจะไม่รุกรานกัน แสดงว่าในเวลานั้นมีรัฐไทหลายแห่งที่มีอำนาจทัดเทียมกัน

    หลังได้หริภุญชัย พญามังรายสร้างเวียงกุมกามริมแม่น้ำปิงราว พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294) แต่ที่ตั้งนี้ถูกน้ำท่วมบ่อย พระองค์จึงหาที่ตั้งเมืองใหม่ เวียงกุมกามถูกทิ้งร้างในที่สุดและจมอยู่ใต้ดินตะกอน จนกรมศิลปากรค้นพบซากเมืองอีกครั้งใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984)

    เมืองใหม่คือเชียงใหม่ หรือนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ สร้างใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) บนพื้นที่ที่ชาวลัวะเคยเรียกว่าเวียงนพบุรี จารึกที่วัดเชียงมั่นซึ่งทำขึ้นในสมัยหลังระบุวันสร้างเมืองว่า 12 เมษายน ค.ศ. 1296 ตามประเพณีเล่าว่าพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาช่วยเลือกที่ตั้งเมือง

    วัดเชียงมั่นซึ่งสร้างในปีต่อมา ถือเป็นวัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนจุดที่พญามังรายเคยประทับขณะควบคุมการสร้างเมือง

    เวียงกุมกาม: เมืองแรกในแอ่งเชียงใหม่ที่ฟื้นจากใต้ดิน

    เวียงกุมกามตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงสายเดิม ในเขตอำเภอสารภีทางใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ พญามังรายสร้างเมืองนี้หลังได้หริภุญชัย ตามตำนาน พระองค์สร้างเจดีย์ที่เรียกว่ากู่คำขึ้นในเมือง ปัจจุบันคือเจดีย์ที่วัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้าชั้นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะมอญหริภุญชัยอย่างชัดเจน

    ปัญหาใหญ่ของเวียงกุมกามคือน้ำท่วม เพราะตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มริมน้ำ เมืองถูกน้ำท่วมซ้ำหลายครั้งจนถูกทิ้งร้างไปในที่สุด หลังพม่ายึดเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) ก็ยังเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำอีก ตะกอนทรายทับถมจนซากวัดและกำแพงหายไปใต้ดิน กว่าสองร้อยปีต่อมาจึงมีผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอีกครั้งเป็นหมู่บ้านช้างค้ำ

    ใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) หน่วยศิลปากรที่ 4 ของกรมศิลปากรพบซากโบราณสถานใกล้วัดช้างค้ำ และเริ่มขุดค้นอย่างเป็นระบบ จนพบวัดร้างแล้วราวสิบแห่ง เช่น วัดช้างค้ำ วัดอีค่าง และวัดปู่เปี้ย ที่วัดหนานช้างพบว่าซากโบราณสถานถูกตะกอนทับหนาราว 1.8 เมตร หลักฐานนี้ยืนยันเรื่องเล่าในตำนานว่าเมืองแรกของพญามังรายถูกน้ำท่วมจริง

    วันนี้เวียงกุมกามเป็นแหล่งโบราณคดีที่เปิดให้เข้าชม ซากวัดหลายแห่งได้รับการขุดแต่งและบูรณะ ส่วนวัดเจดีย์เหลี่ยมยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่จนถึงทุกวันนี้

    สามกษัตริย์สร้างเมือง: ประวัติศาสตร์หรือความเชื่อ

    ภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยคือพญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ร่วมกันวางผังเมืองเชียงใหม่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองก็สร้างขึ้นจากเรื่องเล่านี้ แต่ในช่วงหลังมีนักวิชาการตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่

    สมฤทธิ์ ลือชัย เขียนในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 เสนอว่าพญามังรายเป็นผู้สร้างเชียงใหม่เพียงผู้เดียว เขาชี้ว่าตำนานรุ่นเก่าของเชียงแสนและเชียงรายกล่าวถึงพญามังรายเท่านั้น ขณะที่เอกสารที่กล่าวถึงสามกษัตริย์ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี ส่วนจารึกวัดเชียงมั่นก็จารขึ้นหลังการสร้างเมืองราว 285 ปี

    เขายังชี้ว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้พูดถึงการไปช่วยสร้างเชียงใหม่เลย และตำนานพื้นเมืองยังเล่าถึงการรบระหว่างเชียงใหม่กับสุโขทัยมากกว่าความร่วมมือ ฝ่ายที่ยังยอมรับเรื่องพันธไมตรีก็มีเหตุผล เพราะเอกสารล้านนาหลายฉบับเล่าตรงกันว่าสามผู้นำเคยเป็นมิตรกัน ผู้อ่านจึงควรเข้าใจว่าเรื่องสามกษัตริย์ร่วมสร้างเมืองเป็นความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แม้ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างผู้นำทั้งสามจะมีเค้ามูลอยู่บ้าง

    มังรายศาสตร์: กฎหมายของแผ่นดินล้านนา

    นอกจากการรบและสร้างเมือง พญามังรายยังได้รับการยกย่องว่าวางรากฐานกฎหมายของล้านนา ประมวลกฎหมายที่เรียกว่ามังรายศาสตร์ถือเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่สุดของล้านนา พัฒนาจากจารีตท้องถิ่น ขนบประเพณี และหลักพุทธศาสนา

    เนื้อหาครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งการเกณฑ์ไพร่พลและการศึก การปกครองและความสงบเรียบร้อยในสังคม ไปจนถึงเรื่องครอบครัว ที่ดิน และการทำมาหากิน นักวิชาการมองว่ากฎหมายนี้ช่วยให้คนต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งไทยวน มอญ และลัวะ อยู่ร่วมกันในอาณาจักรเดียวได้

    อย่างไรก็ตาม ต้นฉบับมังรายศาสตร์ที่เหลืออยู่เป็นใบลานที่คัดลอกต่อกันมาหลายรุ่น เนื้อหาบางส่วนจึงอาจถูกเพิ่มเติมในสมัยหลัง เราจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าทุกมาตราออกในรัชกาลของพญามังรายจริง

    ครอบครัวและการสืบราชสมบัติ

    ตามพงศาวดาร พญามังรายมีโอรสสามองค์ คือขุนเครื่อง ขุนคราม และขุนเครือ เรื่องราวในครอบครัวนี้สะท้อนว่าการรวมอำนาจของพระองค์ไม่ได้ราบรื่นแม้แต่ในราชสำนักเอง

    ตามที่เล่าไว้ ขุนเครื่องโอรสองค์โตพยายามชิงราชสมบัติจากพระบิดา แต่ไม่สำเร็จ และถูกสังหารด้วยลูกศรอาบยาพิษตามคำสั่งของพญามังราย เรื่องนี้มาจากเอกสารที่เขียนขึ้นภายหลัง รายละเอียดจึงอาจถูกเสริมแต่ง แต่แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นหลังจดจำพระองค์ในฐานะผู้ปกครองที่เด็ดขาด

    ขุนคราม โอรสองค์ที่สอง ได้รับเลือกให้สืบราชสมบัติ และต่อมาขึ้นครองราชย์ในพระนามพญาไชยสงคราม ส่วนขุนเครือเป็นโอรสองค์เล็ก เรื่องของขุนเครื่องแสดงว่าการสืบทอดอำนาจเป็นปัญหาที่ราชวงศ์มังรายต้องเผชิญมาตั้งแต่รุ่นแรก

    ตำนานการสวรรคตและข้อถกเถียง

    ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พญามังรายสวรรคตอย่างไม่คาดฝัน คือถูกฟ้าผ่าขณะเสด็จไปในตลาดกลางเมืองเชียงใหม่ระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง เรื่องนี้เล่าสืบกันมาในฐานะตำนาน และกลายเป็นที่มาของศาลที่ชาวเชียงใหม่สักการะดวงวิญญาณของพระองค์ในฐานะผีเมือง

    ปีที่สวรรคตก็ยังไม่ตรงกัน บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1854 (ค.ศ. 1311) บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1860 (ค.ศ. 1317) หลังพระองค์สวรรคต พญาไชยสงครามโอรสองค์ที่สองขึ้นครองราชย์ต่อ

    อีกเรื่องหนึ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงคือที่บรรจุพระอัฐิ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่าว่าพญาไชยสงครามสร้างที่บรรจุพระอัฐิไว้ในเชียงใหม่ ส่วนกู่พญามังรายที่วัดงำเมือง เชียงราย นักวิชาการอิสระบางคนชี้ว่าไม่พบเอกสารชั้นต้นที่ระบุว่ามีการนำพระอัฐิไปที่นั่น

    มรดก

    ราชวงศ์มังรายปกครองล้านนาต่อมาอีกราว 260 ปี จนเชียงใหม่ตกอยู่ใต้อำนาจพม่าใน พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) ตลอดช่วงนั้นล้านนาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค โดยรับมรดกจากหริภุญชัยมาใช้ต่อ เช่น การบูชาพระธาตุหริภุญชัย

    วันนี้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองเชียงใหม่ระลึกถึงพันธไมตรีของพญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ส่วนชื่อของพญามังรายยังปรากฏในชื่อสถานที่และสถาบันมากมายทั่วภาคเหนือ ทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): ประสูติที่เงินยาง. โอรสของลาวเม็งและนางเทพคำขยาย
    • ราว พ.ศ. 1804–1805 (ค.ศ. 1261–1262): ขึ้นครองเงินยาง. กษัตริย์องค์ที่ 25 ตามพงศาวดาร
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. ศูนย์กลางใหม่ริมแม่น้ำกก
    • ราว พ.ศ. 1819 (ค.ศ. 1276): ผูกไมตรีกับพญางำเมืองแห่งพะเยา. ตามแหล่งข้อมูลสารานุกรม
    • พ.ศ. 1824 หรือ 1835 (ค.ศ. 1281 หรือ 1292): ยึดหริภุญชัย. ตามตำนานใช้อุบายของอ้ายฟ้า
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287): พันธไมตรีสามกษัตริย์. กับพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง
    • ราว พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294): สร้างเวียงกุมกาม. ต่อมาประสบปัญหาน้ำท่วม
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
    • พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297): สร้างวัดเชียงมั่น. วัดแห่งแรกของเชียงใหม่
    • พ.ศ. 1844 (ค.ศ. 1301): ต้านทัพมองโกล. กองทัพหยวนราว 20,000 คนตีล้านนาไม่สำเร็จ
    • พ.ศ. 1854 หรือ 1860 (ค.ศ. 1311 หรือ 1317): สวรรคต. ตามตำนานถูกฟ้าผ่ากลางเมือง
    • พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558): พม่ายึดเชียงใหม่. สิ้นสุดราชวงศ์มังรายในฐานะรัฐอิสระ
    • ราว พ.ศ. 2124 (ค.ศ. 1581): จารึกวัดเชียงมั่น. บันทึกวันสร้างเมือง หลังเหตุการณ์ราว 285 ปี
    • พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984): ค้นพบเวียงกุมกามอีกครั้ง. โดยกรมศิลปากร

    รู้หรือไม่

    ชื่อที่ถูกต้องคือมังราย

    เอกสารล้านนาโบราณเรียกพระองค์ว่าพญามังราย ชื่อพ่อขุนเม็งรายเพิ่งปรากฏในพงศาวดารโยนกสมัยรัชกาลที่ 5

    เมืองที่หลับใต้ดิน

    เวียงกุมกามเมืองแรกที่พญามังรายสร้างในแอ่งเชียงใหม่ ถูกตะกอนน้ำท่วมกลบจนหายไปหลายร้อยปี ก่อนกรมศิลปากรจะพบอีกครั้งใน พ.ศ. 2527

    วันเกิดของเชียงใหม่

    จารึกที่วัดเชียงมั่นระบุวันสร้างเมืองเชียงใหม่ว่าตรงกับ 12 เมษายน ค.ศ. 1296 ใกล้กับช่วงสงกรานต์

    แคว้นภรรยาแปดร้อยคน

    เอกสารจีนสมัยหยวนเรียกล้านนาว่าปาไป่สีฟู่ แปลตามตัวอักษรว่าแคว้นภรรยาแปดร้อยคน ชื่อนี้ปรากฏตั้งแต่ราว พ.ศ. 1835

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Mangrai (Wikipedia)
    2. พญามังราย (วิกิพีเดีย)
    3. Ngoenyang (Wikipedia)
    4. Lan Na (Wikipedia)
    5. Wat Chiang Man (Wikipedia)
    6. Wiang Kum Kam (Wikipedia)
    7. พญามังราย ไม่ใช่พ่อขุนเม็งราย (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. นักวิชาการอิสระเผย ไม่มีหลักฐานจากเอกสารชั้นต้นระบุถึงการสร้างกู่พญามังรายที่เชียงราย (มติชน)
    9. พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งการปกครองแผ่นดินล้านนาโดยธรรม (วารสารมนุษยศาสตร์ฯ)
    10. มังรายศาสตร์ (วารสารนิติศาสตร์ มรภ.เชียงราย)
    11. Kingdom of Lan Na (EBSCO Research Starters)
    12. Daniels, The Mongol-Yuan in Yunnan and Proto-Tai/Tai Polities (JSS 2018)
    13. เมืองเชียงใหม่เป็นของพญามังราย สร้างโดยพญามังราย (ศิลปวัฒนธรรม)
    14. พญามังราย-พญางำเมือง-พญาร่วง ร่วมกันสร้างเชียงใหม่?!? (ศิลปวัฒนธรรม)
    15. Wat Chedi Liam (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พญามังราย
    King Mangrai Statue, Pho Khun Intersection, Chiang Rai (2026) – img 12 · Chainwit. · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    King Mangrai shrine · Јован Вуковић · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Three Kings Monument Chiang Mai · Pixabay user iTenz · CC0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Chiang Mai – Wat Chiang Man – 0001 · Stefan Fussan · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พญามังราย
    Wat Chiang Man (II) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ภาพประกอบ: Suryavarman II Angkor Wat 0869 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้สร้างนครวัด ผู้มีภาพขบวนเสียมกุกอยู่ในปราสาทของพระองค์ และมีเครือญาติปกครองดินแดนพนมรุ้ง · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656–1693 (ค.ศ. 1113–1150)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656–1693 (ค.ศ. 1113–1150)
    ราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีรากเหง้าในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย
    ศาสนาไวษณพนิกาย บูชาพระวิษณุเป็นหลัก
    ผลงานเด่นนครวัด บันทายสำเหร่ ธมมานนท์ เจ้าสายเทวดา และส่วนสำคัญของปราสาทพระวิหาร
    เชื่อมกับดินแดนไทยภาพสลักเสียมกุกและขบวนละโว้ที่นครวัด และนเรนทราทิตย์ผู้สร้างปรางค์ประธานพนมรุ้ง
    พระนามหลังสวรรคตบรมวิษณุโลก
    ชื่อเดิมของนครวัดวฺระวิษฺณุโลก หรือปรมวิษณุโลก
    ราชครูทิวากรบัณฑิต พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีราชาภิเษก

    ภูมิหลัง: เจ้าชายหนุ่มผู้ชิงบัลลังก์

    ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรเขมรแตกแยก มีผู้ปกครองหลายกลุ่มแย่งอำนาจกัน ราชวงศ์ที่ขึ้นมาครองเมืองพระนครในเวลานั้นคือราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีรากเหง้าอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย ในดินแดนที่เป็นอีสานของไทยทุกวันนี้

    เจ้าชายสุริยวรมันเป็นเชื้อสายของราชวงศ์นี้ ตามวิกิพีเดียภาษาไทย พระบิดาคือกษิตินทราทิตย์และพระมารดาคือนเรนทรลักษมี เมื่อพระชนมายุยังน้อย พระองค์ยกกำลังเข้าโค่นพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 ซึ่งเป็นพระญาติผู้ใหญ่ แล้วขึ้นครองราชย์ราว พ.ศ. 1656 (ค.ศ. 1113)

    พิธีราชาภิเษกมีพราหมณ์ชื่อทิวากรบัณฑิตเป็นผู้ประกอบพิธี และมีการทำพิธีซ้ำอีกครั้งใน พ.ศ. 1662 (ค.ศ. 1119) หลังจากพระองค์รวบรวมอาณาจักรที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวได้

    ทิวากรบัณฑิต: พราหมณ์เบื้องหลังราชบัลลังก์

    บุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในช่วงต้นรัชกาลคือพราหมณ์ทิวากรบัณฑิต ซึ่งมีชีวิตอยู่ราว ค.ศ. 1040 ถึงราว ค.ศ. 1120 ท่านเป็นผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกให้กษัตริย์เขมรมาแล้วหลายพระองค์ก่อนหน้า การที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งยังทรงพระเยาว์ได้รับการรับรองจากพราหมณ์อาวุโสผู้นี้ จึงช่วยให้การยึดอำนาจจากพระญาติผู้ใหญ่ดูชอบธรรมในสายตาของชนชั้นนำ

    ข้อมูลประวัติของพระองค์ระบุว่าพระองค์ประสูติราว ค.ศ. 1094 หรือ 1098 หมายความว่าตอนขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1113 พระองค์มีพระชนมายุเพียงราว 15 ถึง 19 พรรษา บางแหล่งเล่าว่าพระองค์เข้าต่อสู้กับพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 โดยตรงและได้ชัยชนะ แต่รายละเอียดของเหตุการณ์มาจากจารึกที่เขียนยกย่องฝ่ายผู้ชนะ จึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง

    จารึกที่ปราสาทพระวิหารเล่าว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระราชทานสิ่งของมีค่าแก่ทิวากรบัณฑิต เช่น ฉัตรขาว ขันทองคำ และช้าง ส่วนพราหมณ์ผู้นี้ได้ถวายรูปพระศิวะนาฏราชทองคำไว้ที่ปราสาท และมีข้อมูลระบุว่าการสร้างนครวัดก็เกิดจากคำแนะนำของท่าน แสดงว่านักบวชในราชสำนักไม่ได้มีหน้าที่ทางพิธีกรรมอย่างเดียว แต่มีส่วนกำหนดโครงการใหญ่ของแผ่นดินด้วย

    ในขบวนทัพยาวเหยียดบนผนังนครวัด มีทหารกลุ่มหนึ่งที่จารึกเรียกว่าพวกสยาม เป็นหนึ่งในร่องรอยแรก ๆ ของชื่อที่วันหนึ่งจะกลายเป็นชื่อประเทศ

    นครวัด: ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ผลงานที่ทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือนครวัด ปราสาทที่สร้างถวายพระวิษณุ การก่อสร้างเริ่มในรัชกาลของพระองค์และน่าจะเสร็จหลังพระองค์สวรรคต พื้นที่ทั้งหมดราว 162.6 เฮกตาร์ และระเบียงคดมีภาพสลักนูนต่ำรวมพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางเมตร

    นครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทเขมรส่วนใหญ่ที่หันไปทางตะวันออก นักวิชาการบางคนตีความว่าปราสาทนี้อาจทำหน้าที่เป็นที่ประดิษฐานพระศพหรือพระอัฐิของกษัตริย์ด้วย

    น่าสนใจว่าไม่มีจารึกก่อตั้งที่ระบุว่าใครสร้างนครวัด นักวิชาการรู้ได้จากชื่อในภาพสลัก ซึ่งเรียกกษัตริย์ในภาพว่าบรมวิษณุโลก และเมื่อเทียบกับจารึกอื่น ๆ ก็สรุปได้ว่านี่คือพระนามหลังสวรรคตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    นอกจากนครวัด พระองค์ยังสร้างหรือสร้างต่อปราสาทอีกหลายแห่ง เช่น บันทายสำเหร่ ธมมานนท์ เจ้าสายเทวดา และบึงมาลา รวมทั้งส่วนสำคัญของปราสาทพระวิหารบนเทือกเขาพนมดงรัก

    แผนผังนครวัด: จักรวาลที่สร้างด้วยหิน

    นครวัดมีชื่อเดิมว่า วฺระวิษฺณุโลก หรือปรมวิษณุโลก แปลว่าที่ประทับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุ ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้างราว 190 เมตร ยาวรอบรวมกว่า 5 กิโลเมตร กำแพงชั้นนอกมีขนาดราว 1,024 x 802 เมตร ภายในเป็นระเบียงคดซ้อนกันสามชั้น ยกระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดปรางค์ประธานที่สูงจากพื้นดินราว 65 เมตร

    ปรางค์ห้ายอดที่เรียงแบบจุดศูนย์กลางและสี่มุม เป็นสัญลักษณ์ของยอดเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนของจักรวาล ส่วนคูน้ำรอบปราสาทแทนมหาสมุทรที่ล้อมโลกไว้ ผู้ที่เดินจากทางเข้าด้านตะวันตกไปยังปรางค์ประธานจึงเหมือนได้เดินทางจากโลกมนุษย์ขึ้นสู่สวรรค์ของพระวิษณุ

    หินทรายที่ใช้มาจากเทือกเขาพนมกุเลนซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร คาดว่าใช้หินราว 5 ถึง 10 ล้านก้อน แต่ละก้อนหนักได้ถึงราว 1.5 ตัน นักวิจัยพบร่องรอยคลองยาวราว 35 กิโลเมตร ที่น่าจะใช้ล่องหินจากแหล่งตัดมายังที่ก่อสร้าง

    แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าการก่อสร้างเริ่มราว พ.ศ. 1665 (ค.ศ. 1122) ส่วนการแล้วเสร็จยังเห็นต่างกัน บางแหล่งว่าเสร็จราวปีที่พระองค์สวรรคต บางแหล่งว่างานประดับบางส่วนยังทำต่อในรัชกาลถัดมา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าในวันวสันตวิษุวัตและศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงยอดปรางค์ประธานเมื่อมองจากทางเดินด้านตะวันตก ซึ่งนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าเป็นการออกแบบโดยตั้งใจ

    อ่านภาพสลักบนระเบียงคด

    ระเบียงคดชั้นนอกของนครวัดเป็นเหมือนหนังสือภาพยาวต่อเนื่องหลายร้อยเมตร ด้านตะวันตกเล่าเรื่องสงครามกรุงลงกาจากรามายณะ และสงครามทุ่งกุรุเกษตรจากมหาภารตะ ด้านเหนือแสดงชัยชนะของพระกฤษณะเหนืออสูรพาณะ

    ด้านตะวันออกมีภาพที่มีชื่อเสียงที่สุด คือการกวนเกษียรสมุทร เทวดาและอสูรช่วยกันดึงพญานาควาสุกิที่พันรอบเขามันทระ เพื่อกวนมหาสมุทรน้ำนมให้เกิดน้ำอมฤต โดยมีพระวิษณุอยู่ตรงกลางคอยควบคุม ภาพนี้สอดคล้องกับการที่ปราสาทสร้างถวายพระวิษณุ

    ด้านใต้มีสองเรื่อง ส่วนแรกเป็นขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งพระองค์ประทับบนแท่นที่ประดับงดงาม สวมมงกุฎยอดแหลม มีข้าราชบริพารถือฉัตรและพัด ข้อมูลประวัติของพระองค์ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่กษัตริย์เขมรถูกสลักเป็นภาพบุคคล ส่วนที่สองแสดงการพิพากษาวิญญาณ มีสวรรค์ 37 ชั้นและนรก 32 ขุม

    นอกจากภาพเล่าเรื่อง ผนังปราสาทยังมีรูปเทวดานางฟ้ายืนอยู่มากกว่า 1,700 รูป แต่ละรูปแต่งผม เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับไม่ซ้ำกัน นักวิชาการใช้รายละเอียดเหล่านี้ศึกษาแฟชั่นและเครื่องประดับของราชสำนักเขมรในพุทธศตวรรษที่ 17

    สงครามและการทูต

    พระองค์ทำสงครามบ่อยครั้ง ใน พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128) ทรงนำทัพราว 20,000 คนบุกไดเวียดในเวียดนามตอนเหนือแต่พ่ายแพ้ ปีต่อมาส่งเรือกว่า 700 ลำไปโจมตีชายฝั่ง และร่วมกับจามปาบุกไดเวียดอีกหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

    ใน พ.ศ. 1688 (ค.ศ. 1145) กองทัพเขมรบุกจามปาและยึดเมืองวิชัยได้ ส่วนการศึกครั้งสุดท้ายราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150) จบลงอย่างเลวร้าย เพราะทหารป่วยด้วยโรคระบาดระหว่างทาง

    ด้านการทูต พระองค์ฟื้นความสัมพันธ์กับราชสำนักซ่งของจีนใน พ.ศ. 1659 (ค.ศ. 1116) และส่งทูตอีกหลายครั้ง จนใน พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128) จักรพรรดิจีนยกย่องพระองค์ในฐานะประเทศราชคนสำคัญ

    บทบาทต่อดินแดนไทย: เสียมกุกและขบวนละโว้

    ภาพสลักที่ระเบียงคดด้านทิศใต้ของนครวัดเป็นภาพประวัติศาสตร์เพียงภาพเดียวในปราสาท แสดงขบวนแห่ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พร้อมขุนนางและกองทัพจากเมืองต่าง ๆ แต่ละกลุ่มมีจารึกสั้น ๆ บอกชื่อ

    กลุ่มหนึ่งมีจารึกว่า เนะ สยำ กุก ซึ่งแปลได้ว่า นี่คือพวกสยาม ทหารกลุ่มนี้แต่งกายต่างจากทหารเขมร นุ่งผ้ายาวมีชายพลิ้วเป็นริ้ว ภาพนี้จึงเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงคำว่าสยาม

    ในภาพเดียวกันยังมีขบวนจากละโว้แยกอยู่อีกกลุ่ม จารึกระบุว่านำโดยเจ้านายชื่อศรีชยสิงหวรมัน แสดงว่าในรัชกาลนี้ละโว้ยังอยู่ในเครือข่ายของเมืองพระนคร และพวกสยามในภาพเป็นคนละกลุ่มกับชาวละโว้

    คนสยามในภาพมาจากไหนยังเป็นข้อถกเถียง นักวิชาการตะวันตกยุคแรกเคยเชื่อว่ามาจากสุโขทัย ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในเวลานั้น จิตร ภูมิศักดิ์เสนอว่ามาจากลุ่มน้ำกก สุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่ามาจากแอ่งสกลนครและลุ่มน้ำโขง ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งโยงพวกเขากับลุ่มน้ำมูลแถบนครราชสีมา

    พนมรุ้งและนเรนทราทิตย์

    อีกจุดเชื่อมสำคัญกับดินแดนไทยอยู่ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์ประธานหินทรายสีชมพูที่เห็นในวันนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    จารึกที่พนมรุ้งกล่าวถึงนเรนทราทิตย์ เจ้านายในราชวงศ์มหิธรปุระผู้ปกครองดินแดนแถบนี้ และเป็นเครือญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่านเรนทราทิตย์เป็นผู้สร้างปรางค์ประธาน และภายหลังได้บำเพ็ญตนเป็นโยคีอยู่ที่พนมรุ้ง

    จารึกปราสาทพนมรุ้งหลักที่ 7 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต สรรเสริญความกล้าหาญและความรู้ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และกล่าวถึงสายตระกูลของพระองค์ แต่ข้อความบางด้านก็ยังไม่ชัดว่ายกย่องพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หรือนเรนทราทิตย์ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แน่นอนระหว่างทั้งสองจึงยังตีความต่างกันไป

    นครวัดหลังยุคผู้สร้าง

    ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามบุกเข้าปล้นเมืองพระนคร ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างราชธานีใหม่ที่นครธม นครวัดไม่ได้ถูกทิ้งร้าง แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นวัดในพุทธศาสนา ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 มีการนำพระพุทธรูปเข้าไปประดิษฐานแทนรูปเคารพฮินดู และพระสงฆ์เถรวาทใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมสืบมา

    นครวัดจึงมีผู้มาเยือนอยู่เสมอ ราว พ.ศ. 2129 (ค.ศ. 1586) นักบวชชาวโปรตุเกสชื่ออันโตนิโอ ดา มาดาเลนา บันทึกว่าได้เห็นปราสาทนี้ ใน พ.ศ. 2175 (ค.ศ. 1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นชื่อโมริโมโตะ อุกนดายุ คาซุฟุสะ จารึกไว้ว่ามาฉลองปีใหม่เขมรที่นี่ แต่ชื่อเสียงในโลกตะวันตกมาจากบันทึกการเดินทางของนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส อองรี มูโอต์ ที่มาเยือนราว พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860)

    ระหว่าง พ.ศ. 2155 ถึง 2175 (ค.ศ. 1612–1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นทิ้งจารึกไว้ที่นครวัดอย่างน้อย 14 แห่ง เพราะเชื่อว่าที่นี่คือสวนเชตวันของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันนครวัดเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกเมืองพระนครซึ่งกินพื้นที่ราว 400 ตารางกิโลเมตร และเคยอยู่ในบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตรายระหว่าง พ.ศ. 2535 ถึง 2547 (ค.ศ. 1992–2004)

    งานอนุรักษ์อย่างเป็นระบบเริ่มเมื่อสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO) ตั้งหน่วยอนุรักษ์เมืองพระนครใน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) ระหว่าง พ.ศ. 2529 ถึง 2535 (ค.ศ. 1986–1992) กรมสำรวจโบราณคดีอินเดียเข้ามาบูรณะ และตั้งแต่ พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) มีคณะกรรมการประสานงานนานาชาติดูแลการอนุรักษ์ร่วมกับหลายประเทศ รวมทั้งโครงการของเยอรมนีที่เน้นอนุรักษ์ภาพเทวดาและภาพสลักนูนต่ำ

    การสวรรคตและมรดก

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150) แต่บางแหล่งเสนอว่าอาจเร็วกว่านั้น รายละเอียดการสวรรคตไม่ชัดเจน อาจเกิดระหว่างการศึกครั้งสุดท้าย ผู้สืบราชสมบัติคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ผู้เป็นพระญาติ และเป็นพระบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    นครวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ภาพปราสาทนี้ยังอยู่บนธงชาติกัมพูชา สำหรับคนไทย รัชกาลนี้ให้หลักฐานชั้นต้นที่หายากว่าคนที่เรียกว่าสยามมีตัวตนอยู่แล้วในพุทธศตวรรษที่ 17 และยังช่วยอธิบายว่าทำไมปราสาทหินงดงามอย่างพนมรุ้งจึงเกิดขึ้นในอีสาน

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1656 (ค.ศ. 1113): ขึ้นครองราชย์. โค่นพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 มีทิวากรบัณฑิตทำพิธี
    • พ.ศ. 1657 (ค.ศ. 1114): ส่งอัญมณีถวายราชสำนักโจฬะ. ถวายพระเจ้ากุโลตตุงคะโจฬะที่ 1
    • พ.ศ. 1659 (ค.ศ. 1116): ฟื้นความสัมพันธ์กับจีน. ส่งคณะทูตไปราชสำนักซ่ง
    • พ.ศ. 1662 (ค.ศ. 1119): ราชาภิเษกซ้ำ. หลังรวบรวมอาณาจักรได้
    • ราว พ.ศ. 1665 (ค.ศ. 1122): เริ่มสร้างนครวัด (ตามบางแหล่ง). สร้างถวายพระวิษณุ
    • พ.ศ. 1671 (ค.ศ. 1128): ยกทัพบุกไดเวียด. ทหารราว 20,000 คน แต่พ่ายแพ้
    • พ.ศ. 1672 (ค.ศ. 1129): ส่งเรือกว่า 700 ลำโจมตีไดเวียด. ไม่ประสบผล
    • พุทธศตวรรษที่ 17: นเรนทราทิตย์สร้างปรางค์ประธานพนมรุ้ง. เครือญาติในราชวงศ์มหิธรปุระ
    • พ.ศ. 1688 (ค.ศ. 1145): ยึดเมืองวิชัยของจามปา
    • ราว พ.ศ. 1693 (ค.ศ. 1150): สวรรคต. ได้รับพระนามบรมวิษณุโลก
    • พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177): จามปาปล้นเมืองพระนคร. นำไปสู่การสร้างนครธม
    • พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860): อองรี มูโอต์ เยือนนครวัด. ทำให้โลกตะวันตกรู้จักปราสาทนี้
    • พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908): EFEO ตั้งหน่วยอนุรักษ์เมืองพระนคร. เริ่มงานอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): นครวัดเป็นมรดกโลก. ส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกเมืองพระนคร

    รู้หรือไม่

    ชื่อในภาพสลัก

    นักวิชาการรู้ว่าใครสร้างนครวัดจากพระนามบรมวิษณุโลกที่สลักกำกับภาพกษัตริย์ เพราะไม่มีจารึกก่อตั้งปราสาทหลงเหลือ

    สยามกับละโว้คนละขบวน

    ภาพสลักที่นครวัดแยกพวกสยามกับทหารละโว้ไว้คนละกลุ่ม แสดงว่าในพุทธศตวรรษที่ 17 คนเขมรมองว่าทั้งสองเป็นคนละพวกกัน

    กษัตริย์จากที่ราบสูงโคราช

    ราชวงศ์มหิธรปุระของพระองค์มีรากเหง้าในลุ่มแม่น้ำมูลแถบพิมาย ผู้สร้างนครวัดจึงมีบรรพบุรุษจากดินแดนที่เป็นอีสานในปัจจุบัน

    ผู้แสวงบุญญี่ปุ่น

    ใน พ.ศ. 2175 (ค.ศ. 1632) ผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นชื่อโมริโมโตะ อุกนดายุ คาซุฟุสะ ทิ้งจารึกไว้ที่นครวัดว่ามาฉลองปีใหม่ที่นี่ ผู้แสวงบุญญี่ปุ่นยุคนั้นเชื่อว่านครวัดคือเชตวันมหาวิหารของพระพุทธเจ้า

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Suryavarman II (Wikipedia)
    2. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (วิกิพีเดีย)
    3. Angkor Wat (Wikipedia)
    4. เรารู้ได้ไงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นผู้สถาปนานครวัด (ศิลปวัฒนธรรม)
    5. จารึกขบวนเกียรติยศที่ปราสาทนครวัด นอกจากเสียมกุก มีอะไรอีกบ้าง (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. เสียมกุก ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 7 (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
    8. ปราสาทพนมรุ้ง (วิกิพีเดีย)
    9. Phnom Rung Temple (Angkorpedia)
    10. Preah Vihear Temple (Wikipedia)
    11. Angkor (UNESCO World Heritage Centre)
    12. Ukondayu Kazufusa (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    SuryavarmanII01 · ไม่ระบุชื่อ · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Suryavarman II – Talla en Madera · JoseAzcarate · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Suryavarman II in procession · Soham Banerjee · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Bas relief – Angkor Wat (6207856545) · Jorge Láscar from Australia · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Syam Kuk Mercenaries Bas Relief Angkor Wat · Bas-relief by 12th or century artist. Photo by Artanisen · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Angkor Wat bas-reliefs (9730969164) · Gary Todd from Xinzheng, China · CC0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
    Siamese Mercenaries Angkor Wat 0876 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

    ภาพประกอบ: Phimeanakas, Angkor Thom, Camboya, 2013-08-16, DD 12 · Diego Delso · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    กษัตริย์เขมรผู้ชนะสงครามแย่งราชสมบัติ แล้วขยายอำนาจของเมืองพระนครมาถึงลพบุรีและลุ่มเจ้าพระยา · ครองราชย์ราว พ.ศ. 1549–1593 (ค.ศ. 1006–1050)

    ครองราชย์ราว พ.ศ. 1549–1593 (ค.ศ. 1006–1050) บรมราชาภิเษก พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010)
    ราชธานีเมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ในกัมพูชา
    ศาสนาพุทธมหายาน แต่เปิดกว้างต่อเถรวาทและศาสนาพราหมณ์
    ผลงานเด่นปราสาทพระวิหาร พิมานอากาศ บารายตะวันตก
    บทบาทต่อดินแดนไทยยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี) ตามจารึก K.1198 และจัดการปกครองลพบุรีตามจารึกศาลพระกาฬ
    พระนามหลังสวรรคตนิพพานบท ผู้เสด็จไปสู่นิพพาน
    คำสาบานภักดีจารึก K.292 ที่โคปุระพระราชวังหลวง ราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011)
    คู่แข่งชิงบัลลังก์พระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชยวีรวรมัน

    ภูมิหลัง: เจ้าชายที่มาจากไหน

    ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรเขมรที่เมืองพระนครตกอยู่ในความวุ่นวาย หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 มีผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์หลายคน หนึ่งในนั้นคือเจ้านายองค์หนึ่งที่ต่อมาใช้พระนามว่าสุริยวรมัน

    ที่มาของพระองค์ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน ทฤษฎีหนึ่งเสนอว่าพระองค์เป็นเจ้าชายจากตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ซึ่งในเวลานั้นเกี่ยวข้องกับเครือข่ายศรีวิชัย อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับมากกว่าเห็นว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เขมรเดิม โดยจารึกบางหลักโยงพระองค์กับสายของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1

    ไม่ว่าจะมาจากไหน สิ่งที่หลักฐานยืนยันได้คือพระองค์ต้องใช้กำลังทหารเพื่อขึ้นครองราชย์ และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรวบรวมอำนาจได้สำเร็จ

    สงครามแย่งราชสมบัติและคำสาบานของขุนนาง

    ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) พระองค์มีชัยเหนือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1 จากนั้นต้องทำสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมันอีกหลายปี กว่าจะได้รับการบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010) แต่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่นับรัชกาลของพระองค์ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006)

    เพื่อให้ขุนนางยอมรับอำนาจ พระองค์ให้ข้าราชการราว 4,000 คนมากระทำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ ถ้อยคำสาบานนี้ถูกจารึกไว้ที่บริเวณพระราชวังในเมืองพระนคร และเป็นหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์มักยกมาอธิบายว่าพระองค์สร้างความมั่นคงด้วยระบบความภักดีส่วนตัว

    พระองค์ยังได้รับการจดจำว่าเป็นผู้ให้ความสำคัญกับกฎหมายและการจัดระเบียบข้าราชการ ในรัชกาลนี้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปดูแลเมืองต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้อาณาจักรกว้างขวางกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    จารึกสองหลักที่ห่างกันราว 20 ปี เล่าเรื่องลพบุรีจากเมืองที่ถูกทัพเขมรทำลาย จนกลายเป็นเมืองที่พระหลายนิกายต้องอุทิศบุญถวายกษัตริย์องค์ใหม่

    อ่านคำสาบานภักดี: จารึก K.292 ที่ประตูพระราชวัง

    หลักฐานที่ทำให้เรารู้จักวิธีปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้ดีที่สุดคือจารึกที่นักวิชาการเรียกว่า K.292 จารึกนี้สลักไว้ที่โคปุระ (ซุ้มประตู) ด้านตะวันออกของพระราชวังหลวงในเมืองพระนคร ลงปีมหาศักราช 933 ตรงกับราว พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011) หรือราวหนึ่งปีหลังพิธีบรมราชาภิเษก

    ข้อความในจารึกเป็นคำปฏิญาณของข้าราชการกลุ่มที่เรียกว่า ตำรวจ (tamrvāc) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจตราและรับคำสั่งของกษัตริย์ ผู้ปฏิญาณสัญญาว่าจะไม่รับใช้กษัตริย์องค์อื่น จะไม่ร่วมมือกับศัตรู พร้อมออกรบโดยไม่กลัวตาย และจะดูแลศาสนสถานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ใดผิดคำสาบานจะถูกลงโทษจากราชสำนัก และจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม

    ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้รวบรวมข้อความนี้จากจารึกหลายชิ้นที่มีถ้อยคำคล้ายกัน ซึ่งพบทั้งที่พระราชวังและที่ปราสาทเกลียงใต้ จารึกชุดนี้มีรายชื่อข้าราชการผู้ร่วมปฏิญาณเรียงต่อกันยาวเหยียด และแหล่งข้อมูลทั่วไปมักสรุปว่ามีผู้ปฏิญาณราว 4,000 คน

    คำว่า ตำรวจ ที่ใช้ในภาษาไทยปัจจุบันก็สืบมาจากคำเขมรโบราณคำนี้ จารึกหลักนี้จึงเป็นทั้งหลักฐานการเมืองของเมืองพระนครและเป็นร่องรอยของคำที่เดินทางข้ามมาสู่ภาษาไทย

    ผลงานก่อสร้าง: จากพระวิหารถึงบารายตะวันตก

    งานก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดของพระองค์คือปราสาทพระวิหาร บนหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งปัจจุบันเป็นแนวพรมแดนไทยกับกัมพูชา ปราสาทนี้สร้างต่อเนื่องหลายรัชกาล แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

    ในเมืองพระนคร พระองค์สร้างหรือสร้างต่อปราสาทพิมานอากาศและปราสาทตาแก้ว และเริ่มขุดบารายตะวันตก อ่างเก็บน้ำขนาดราว 8 x 2.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเขมร

    พระองค์ยังติดต่อกับมหาอำนาจโพ้นทะเล ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งเครื่องบรรณาการรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าความสัมพันธ์นี้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอำนาจกับตามพรลิงค์และศรีวิชัยบนคาบสมุทรมลายู

    พระราชวังหลวง พิมานอากาศ และศาสนสถานนอกเมืองพระนคร

    เมื่อมีอำนาจมั่นคงแล้ว พระองค์ได้ล้อมพระราชวังหลวงในเมืองพระนครด้วยกำแพงศิลาแลงสูงราว 5 เมตร กินพื้นที่ยาวราว 585 เมตร กว้างราว 246 เมตร มีโคปุระเป็นทางเข้า อาคารที่ประทับส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ จึงผุพังไปหมด สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือกำแพง ซุ้มประตู สระน้ำ และปราสาทพิมานอากาศที่ตั้งอยู่กลางพระราชวัง

    ปราสาทพิมานอากาศเป็นศาสนสถานรูปทรงพีระมิดสามชั้นในศิลปะแบบเกลียง เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และมาแล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตามตำนานที่โจวต้ากวนทูตจีนบันทึกไว้ราว พ.ศ. 1840 (ค.ศ. 1297) ยอดปราสาทเคยหุ้มทอง และกษัตริย์ต้องขึ้นไปพบนางนาคผู้เป็นเจ้าแผ่นดินทุกคืน หากไม่ไปจะเกิดเภทภัยแก่บ้านเมือง

    นอกเมืองพระนคร ยังมีปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย ห่างไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เป็นกลุ่มศาสนสถานที่มีพื้นที่รวมราว 22.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่ที่สุดในยุคเมืองพระนคร นักวิชาการฝรั่งเศสบางท่านเสนอว่าพระองค์เป็นผู้เริ่มสร้าง แต่หลักฐานยังมีน้อย จึงควรถือเป็นข้อสันนิษฐาน นอกจากนี้พระองค์ยังขยายหรือบูรณะศาสนสถานอื่น เช่น วัดเอกพนม พนมจีสอร์ และบันทายสรี

    สำหรับปราสาทพระวิหาร พระองค์มีบทบาทสำคัญในการขยายศาสนสถานบนหน้าผา ซึ่งต่อมาพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างต่อจนเป็นรูปแบบที่เห็นในวันนี้ แนวแกนของปราสาทยาวราว 800 เมตร มีโคปุระ 5 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปสู่ปราสาทประธานบนยอดผาที่สูงจากที่ราบราว 525 เมตร

    การทูตกับโจฬะและแรงสะเทือนถึงคาบสมุทร

    ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012) พระองค์ส่งของกำนัลรวมทั้งราชรถไปถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 แห่งอินเดียใต้ เอกสารบางสายตีความว่าพระองค์ขอความช่วยเหลือทางทหารเพื่อรับมือกับตามพรลิงค์บนคาบสมุทรมลายู ส่วนตามพรลิงค์ก็หันไปพึ่งศรีวิชัย

    ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) กองทัพเรือโจฬะบุกโจมตีเมืองท่าของศรีวิชัยหลายแห่งและจับกษัตริย์ศรีวิชัยไปได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลังลงมาก นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อมโยงการบุกครั้งนี้กับพันธมิตรระหว่างเขมรและโจฬะ แต่ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นผู้ร้องขอให้เกิดการโจมตีครั้งนั้น

    เรื่องนี้ช่วยให้เข้าใจภาพใหญ่ว่าในพุทธศตวรรษที่ 16 ดินแดนไทยตั้งแต่ลพบุรีลงไปถึงนครศรีธรรมราชอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจสามฝ่าย คือเขมร ศรีวิชัย และโจฬะ ผลของการแข่งขันนี้มีส่วนกำหนดว่าเมืองใดจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง

    บทบาทต่อดินแดนไทย: ละโว้ในมือเมืองพระนคร

    สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สำคัญเพราะเป็นกษัตริย์เขมรองค์แรกที่หลักฐานชี้ชัดว่าขยายอำนาจมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้านั้นลพบุรีหรือละโว้เป็นเมืองสำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพุทธศาสนา

    จารึก K.1198 ซึ่งกำหนดอายุตรงกับ พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002) เล่าว่าพระองค์ยกทัพเข้ามาในลวปุระ จนเมืองเสียหายหนัก จารึกบรรยายว่าเมืองกลายเป็นป่าที่สัตว์ร้ายอาศัย นักวิชาการไทยเห็นว่าจารึกนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่เคยเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าเขมรเข้ายึดลพบุรีด้วยกำลัง

    ราว 20 ปีต่อมา จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรี ลงปีตรงกับ พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022) แสดงว่าลพบุรีอยู่ใต้การปกครองของพระองค์แล้ว จารึกมีคำสั่งให้นักบวชฝ่ายมหายาน ฝ่ายเถรวาท และพราหมณ์ อุทิศผลบุญถวายแด่พระองค์ และกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเมือง

    จารึกนี้บอกเราสองเรื่อง เรื่องแรกคือเขมรจัดระบบปกครองลพบุรีอย่างเป็นทางการ เรื่องที่สองคือลพบุรีในเวลานั้นมีพระสงฆ์หลายนิกายอยู่ร่วมกัน ศาสนาเถรวาทของชาวมอญเดิมจึงไม่ได้หายไป แม้ผู้ปกครองใหม่จะนับถือมหายาน

    นักประวัติศาสตร์มองพระองค์อย่างไร

    ยอร์ช เซเดส์ เคยเสนอว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อาจเป็นโอรสของกษัตริย์ตามพรลิงค์ที่ตำนานภาคเหนือเรียกว่าสุชิตราช ผู้เคยยกทัพมายึดละโว้ ความคิดนี้ทำให้ภาพของพระองค์เป็นเหมือนผู้รุกรานจากทางใต้

    ต่อมาไมเคิล วิกเกอรี เขียนบทความใน พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) แย้งว่าพระองค์น่าจะมีฐานอำนาจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาเอง เพราะพบจารึกที่อ้างพระนามของพระองค์ในเขตกำปงธมก่อนการบรมราชาภิเษก นักวิชาการรุ่นหลังบางส่วนชี้ไปที่เขตสมโบร์และกระแจะริมแม่น้ำโขง แนวคิดนี้มองว่าสงครามชิงบัลลังก์เป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มเจ้านายและนักบวชภายในอาณาจักร

    สิ่งที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ พระองค์เป็นนักจัดระเบียบที่ผูกข้าราชการไว้กับตัวกษัตริย์โดยตรง และสนใจงานชลประทานกับการสร้างอาราม สารานุกรมบริแทนนิกาสรุปว่าพระองค์เป็นทั้งนักรบและนักสร้างผู้ขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง และบางส่วนของดินแดนที่ได้มาอยู่ในการควบคุมของเขมรอีกหลายร้อยปี

    มรดกและข้อถกเถียง

    พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050) และได้รับพระนามหลังสวรรคตว่านิพพานบท ซึ่งสะท้อนความศรัทธาในพุทธศาสนา ต่อมาโอรสของพระองค์คือพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 ได้ครองราชย์สืบมา

    นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าการปกครองของเขมรเหนือละโว้มั่นคงแค่ไหน บันทึกจีนระบุว่าละโว้ส่งทูตไปจีนเองใน ค.ศ. 1115 และ 1155 ซึ่งบางคนตีความว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง ส่วนตำนานภาคเหนือก็เล่าว่าหริภุญชัยเคยรบกับละโว้หลายครั้ง

    อีกเรื่องหนึ่งคือปราสาทหินในอีสาน ข้อมูลภาษาไทยบางแหล่งระบุว่าการก่อสร้างที่พิมายเริ่มตั้งแต่สมัยพระองค์ แต่นักวิชาการจำนวนมากยกให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นผู้สร้างปราสาทประธาน อย่างไรก็ดี รัชกาลของพระองค์คือจุดเริ่มที่ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมเขมรแผ่เข้ามาในภาคกลางของไทยอย่างจริงจัง จนเกิดสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรี

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): ชนะพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 1. เริ่มสงครามยืดเยื้อกับพระเจ้าชยวีรวรมัน
    • พ.ศ. 1545 (ค.ศ. 1002): จารึก K.1198. บันทึกการยกทัพเข้าลวปุระ (ลพบุรี)
    • ราว พ.ศ. 1549 (ค.ศ. 1006): เริ่มนับปีครองราชย์. ตามที่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุ
    • พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010): บรมราชาภิเษก. หลังชนะคู่แข่งชิงบัลลังก์
    • พ.ศ. 1554 (ค.ศ. 1011): คำสาบานภักดีของข้าราชการ. จารึกไว้ที่โคปุระพระราชวังหลวง (K.292)
    • ราว พ.ศ. 1555 (ค.ศ. 1012): ส่งบรรณาการถึงราชวงศ์โจฬะ. ถวายพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1
    • พ.ศ. 1565 (ค.ศ. 1022): จารึกศาลพระกาฬ ลพบุรี. ลพบุรีอยู่ในระบบปกครองของเขมร
    • ราว พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): โจฬะโจมตีศรีวิชัย. ศรีวิชัยและตามพรลิงค์อ่อนกำลัง
    • พุทธศตวรรษที่ 16: สร้างปราสาทพระวิหาร. และเริ่มขุดบารายตะวันตก
    • ราว พ.ศ. 1593 (ค.ศ. 1050): สวรรคต. ได้รับพระนามนิพพานบท
    • หลัง พ.ศ. 1593: บารายตะวันตกแล้วเสร็จ. ในรัชกาลพระเจ้าอุทัยาทิตยวรมันที่ 2
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อ 7 กรกฎาคม

    รู้หรือไม่

    คำสาบานสี่พันคน

    ขุนนางราว 4,000 คนต้องกล่าวคำสาบานภักดีต่อพระองค์ในพระราชวังที่เมืองพระนคร และถ้อยคำสาบานถูกจารึกเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    พุทธหลายนิกายในเมืองเดียว

    จารึกศาลพระกาฬที่ลพบุรีกล่าวถึงทั้งภิกษุมหายาน ภิกษุเถรวาท และพราหมณ์ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเถรวาทยังอยู่ในลุ่มเจ้าพระยาตลอดยุคเขมร

    บารายยักษ์

    บารายตะวันตกที่พระองค์เริ่มขุดยาวราว 8 กิโลเมตร กว้างราว 2 กิโลเมตร และยังมีน้ำขังอยู่จนถึงทุกวันนี้

    นรก 32 ขุม

    คำสาบานในจารึก K.292 ขู่ว่าผู้ผิดสัญญาจะไปเกิดในนรกถึง 32 ขุม แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์ใช้ทั้งอำนาจทางโลกและความเชื่อทางศาสนามาผูกใจข้าราชการ

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Suryavarman I (Wikipedia)
    2. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (วิกิพีเดีย)
    3. เมื่อลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุก (ศิลปวัฒนธรรม)
    4. Preah Vihear Temple (Wikipedia)
    5. Lavo Kingdom (Wikipedia)
    6. Phimai Historical Park (Wikipedia)
    7. Royal Palace, Angkor Thom
    8. Inscription K.292 (DHARMA)
    9. Vickery, The Reign of Suryavarman I and Royal Factionalism at Angkor (JSEAS 1985)
    10. Suryavarman I (Britannica)
    11. West Baray (Wikipedia)
    12. Preah Khan Kompong Svay (Wikipedia)
    13. Tambralinga (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Phimeanakas (Angkor Thom) (6832283805) · dalbera from Paris, France · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Cambodia 08 – 111 – Angkor Thom – Phimeanakas (3228921900) · McKay Savage from London, UK · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    Royal Palace, Angkor Thom, Cambodia – panoramio (7) · Николай Максимович · CC BY 3.0 · Wikimedia Commons
    พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
    West Baray Vladimir Ira · Ira1976 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
  • ชาร์ลส์ ไฮแอม

    ชาร์ลส์ ไฮแอม

    ภาพประกอบ: Charles Higham 411 · Alan Dove · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    นักโบราณคดีจากนิวซีแลนด์ผู้ขุดค้นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์สำคัญในไทยมากว่าห้าทศวรรษ และเป็นแกนกลางของข้อถกเถียงเรื่องอายุยุคสำริดบ้านเชียง · เกิด พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939)

    เกิดพ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ในอังกฤษ
    สังกัดมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ
    เริ่มงานในไทยพ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ที่ร้อยเอ็ดและขอนแก่น
    แหล่งขุดค้นเด่นโคกพนมดี บ้านโนนวัด เนินอุโลก บ้านนาดี
    ข้อเสนอสำคัญยุคสำริดในไทยเริ่มราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ. (ราว 3,000 ปีก่อน)
    เกียรติยศสมาชิกต่างประเทศของบริติชอะคาเดมี (พ.ศ. 2543) และเครื่องราชฯ นิวซีแลนด์ (พ.ศ. 2559)
    การศึกษาสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปริญญาเอก พ.ศ. 2509
    ผู้ร่วมงานสำคัญรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีไทย ร่วมขุดค้นและเขียนหนังสือหลายเล่ม

    ภูมิหลัง: จากเคมบริดจ์สู่นิวซีแลนด์

    ชาร์ลส์ ไฮแอม เกิดในอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เรียนมัธยมที่โรงเรียนเรนส์พาร์กทางใต้ของลอนดอน แล้วเริ่มเรียนที่สถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ช่วง พ.ศ. 2500–2502 (ค.ศ. 1957–1959) ก่อนย้ายไปวิทยาลัยเซนต์แคทารีน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ใน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) และได้ปริญญาเอกใน พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966)

    ปีเดียวกันนั้นเขาย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโอทาโก ในเมืองดะนีดิน ประเทศนิวซีแลนด์ และอีกสองปีต่อมาได้เป็นศาสตราจารย์คนแรกของภาควิชามานุษยวิทยาที่นั่น นิวซีแลนด์จึงกลายเป็นบ้านถาวรของเขา แม้งานภาคสนามเกือบทั้งชีวิตจะอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    หลักฐานสำคัญ

    • หลุมขุดค้นบ้านโนนวัด: แหล่งที่พบหลุมศพกว่า 640 หลุม ภายใต้การนำของไฮแอม (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ อำเภอโนนสูง นครราชสีมา) ดูภาพถ่ายจริง
    • ลูกปัดจากโคกพนมดี: หลักฐานจากหลุมศพเจ้าหญิงที่ไฮแอมขุดค้นร่วมกับรัชนี ทศรัตน์ (เก็บรักษาหรือชมได้ที่ กรมศิลปากร) ดูภาพถ่ายจริง

    นักโบราณคดีที่เริ่มจากกระดูกสัตว์

    วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของไฮแอมไม่ได้เกี่ยวกับเอเชียเลย เขาศึกษาเศรษฐกิจของคนก่อนประวัติศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์และเดนมาร์ก โดยอาศัยกระดูกสัตว์จากแหล่งโบราณคดี ความถนัดเรื่องการอ่านเศรษฐกิจและการยังชีพจากหลักฐานธรรมชาติแบบนี้ ติดตัวเขามาเมื่อหันมาศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) เขาสมรสกับพอลลี แอสคิว และเมื่อย้ายไปนิวซีแลนด์ก็ได้เป็นศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้งภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยโอทาโกใน พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) ปัจจุบันเขามีสถานะศาสตราจารย์กิตติคุณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ส่วนโทมัส ไฮแอม บุตรชาย เติบโตขึ้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการหาอายุที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

    แนวทางของไฮแอมคือการขุดค้นแหล่งเดียวให้ละเอียดทั้งชั้นดิน หลุมศพ กระดูกสัตว์ เมล็ดพืช และค่าอายุ แล้วต่อภาพจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาว วิธีนี้ทำให้งานของเขาในไทยเรียงต่อกันได้เหมือนบทของหนังสือเล่มเดียว ตั้งแต่ชุมชนริมทะเลยุคหินใหม่ไปจนถึงเมืองยุคเหล็กก่อนสมัยพระนคร

    จากหลุมฝังศพหลายร้อยหลุมในอีสานและริมทะเลชลบุรี ไฮแอมพยายามตอบคำถามใหญ่ว่าหมู่บ้านก่อนประวัติศาสตร์เติบโตมาเป็นอารยธรรมได้อย่างไร

    เริ่มต้นที่อีสานและบ้านเชียง

    หลังได้รับคำชวนจากวิลเฮล์ม โซลไฮม์ที่ 2 นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ไฮแอมเริ่มงานในไทยใน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ด้วยการขุดค้นในจังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น

    ระหว่าง พ.ศ. 2515–2518 (ค.ศ. 1972–1975) เขาร่วมงานกับเชสเตอร์ กอร์แมน ทั้งที่บ้านเชียงและถ้ำในหุบเขาที่อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน ต่อมาเขาขุดค้นที่บ้านนาดี จังหวัดอุดรธานี ใน พ.ศ. 2524–2525 (ค.ศ. 1981–1982) งานช่วงนี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับยุคโลหะของอีสาน ซึ่งกลายเป็นหัวข้อหลักของชีวิตการทำงาน

    โคกพนมดี: สุสานริมทะเลโบราณ

    พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985) ไฮแอมทำงานร่วมกับนักโบราณคดีไทย ขุดค้นแหล่งโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง พบชั้นดินที่มนุษย์อยู่อาศัยหนาราว 7 เมตร และหลุมฝังศพ 154 หลุม ซึ่งแบ่งได้เป็นเจ็ดช่วง ผลหาค่าอายุชี้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ราวห้าร้อยปี ในช่วงราว 4,000–3,500 ปีก่อน แม้บางแหล่งจะให้ช่วงเวลาเก่ากว่านั้นเล็กน้อย

    หลุมที่โด่งดังที่สุดคือหลุมศพหญิงผู้มั่งคั่งที่มักเรียกกันว่าเจ้าหญิงแห่งโคกพนมดี เธอถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอยกว่า 120,000 เม็ด ภาชนะดินเผาชั้นดี และเครื่องมือทำภาชนะดินเผา นักวิชาการจึงสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นช่างปั้นฝีมือสูงที่ได้รับการยกย่องในชุมชน

    หลักฐานจากโคกพนมดียังเล่าเรื่องการปรับตัวของคนกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนนี้อาศัยทรัพยากรทางทะเลเป็นหลัก มีช่วงหนึ่งที่หันมาปลูกข้าว แล้วกลับไปพึ่งทะเลอีกเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน

    หนองนอ บ้านหลุมข้าว และเพื่อนร่วมงานชาวไทย

    หลังโคกพนมดี ไฮแอมยังทำงานต่อในพื้นที่ชายฝั่งชลบุรี โดยขุดค้นแหล่งหนองนอระหว่าง พ.ศ. 2532–2535 (ค.ศ. 1989–1992) เพื่อดูว่าชุมชนรอบอ่าวโบราณแห่งนี้เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป จากนั้นจึงย้ายความสนใจขึ้นไปที่ที่ราบสูงโคราช และขุดค้นบ้านหลุมข้าวใน พ.ศ. 2538–2539 (ค.ศ. 1995–1996)

    ผู้ร่วมงานคนสำคัญตลอดหลายทศวรรษคือรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีไทยที่จบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและมหาวิทยาลัยโอทาโก รายงานผลการขุดค้นโคกพนมดีฤดูกาล พ.ศ. 2527–2528 ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) มีชื่อเธอร่วมอยู่ด้วย ในนามสกุลเดิมว่าบรรณานุรักษ์

    ทั้งสองยังเขียนหนังสือภาพรวมประวัติศาสตร์ยุคแรกของไทยร่วมกัน เช่น Early Thailand: From Prehistory to Sukhothai ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊กส์ในกรุงเทพฯ ความร่วมมือแบบนี้ทำให้งานของไฮแอมไม่ได้เป็นเพียงโครงการของชาวต่างชาติ แต่เป็นงานที่นักวิชาการไทยมีส่วนกำหนดทิศทางด้วย

    บ้านโนนวัดและเนินอุโลก: เส้นทางสู่นครวัด

    ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 ไฮแอมหันมาสนใจลุ่มแม่น้ำมูลบนที่ราบสูงโคราช ภายใต้โครงการที่มุ่งตอบคำถามว่าสังคมก่อนประวัติศาสตร์ในภูมิภาคนี้พัฒนาไปสู่อารยธรรมเมืองพระนครได้อย่างไร เขาขุดค้นบ้านหลุมข้าว (พ.ศ. 2538–2539) และเนินอุโลก (พ.ศ. 2542–2543) ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

    งานที่ใหญ่ที่สุดคือบ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง ใกล้พิมาย ซึ่งเขาเริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) พบหลุมฝังศพราว 640 หลุม ครอบคลุมตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด จนถึงยุคเหล็ก หลุมศพยุคสำริดตอนต้นบางหลุมมีของอุทิศอย่างมั่งคั่ง ทั้งเครื่องมือสำริดและเครื่องประดับเปลือกหอย

    หลักฐานจากบ้านโนนวัดและเนินอุโลกช่วยให้เห็นภาพสังคมที่ค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้นในอีสาน การค้าทองแดงข้ามภูมิภาค และการผลิตเกลือในยุคเหล็ก ซึ่งเป็นพื้นหลังสำคัญของบ้านเมืองในยุคประวัติศาสตร์ เช่น พิมาย

    ลำดับชั้นที่บ้านโนนวัดและเมืองยุคเหล็กที่โนนบ้านจาก

    บ้านโนนวัดมีหลุมศพราว 640 หลุม แบ่งได้เป็น 11 ช่วงสมัย ช่วงยุคหินใหม่มีอายุราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ. ผู้คนปลูกข้าวและล่าสัตว์ ยังไม่มีโลหะ และพบกระดูกไก่บ้านที่จัดว่าเก่าที่สุดเท่าที่รู้จักในภูมิภาค

    ยุคสำริดที่บ้านโนนวัดแบ่งได้ห้าช่วง เริ่มราว 1,050 ปีก่อน ค.ศ. และสิ้นสุดราว 420 ปีก่อน ค.ศ. สามช่วงแรก (ราว 1,050–800 ปีก่อน ค.ศ.) มีหลุมศพที่มั่งคั่ง พร้อมของใช้ทำจากโลหะผสมทองแดงและเครื่องประดับเปลือกหอยจำนวนมาก แต่ในช่วงที่สี่ซึ่งมีหลุมศพถึง 162 หลุม ของอุทิศกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพนี้ทำให้นักโบราณคดีถกกันว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นเคยมีชนชั้นนำที่มั่งคั่งแล้วเสื่อมลงหรือไม่

    ในยุคเหล็กพบเครื่องประดับจากต่างถิ่น เช่น หินคาร์เนเลียน หินอาเกต และแก้ว แสดงว่าชุมชนในลุ่มน้ำมูลเชื่อมกับเครือข่ายการค้าที่ไกลออกไปถึงอินเดีย ต่อมาการขุดค้นที่บ้านโนนวัดดำเนินต่อโดยไนเจล ชาง โดยได้ทุนบางส่วนจากองค์กรเอิร์ธวอตช์

    ช่วง พ.ศ. 2554–2560 (ค.ศ. 2011–2017) ไฮแอมและคณะขุดค้นโนนบ้านจากในลุ่มน้ำมูลตอนบน ที่นี่เป็นชุมชนยุคเหล็กตอนปลายที่มีคูน้ำคันดินสองชั้นล้อมรอบ พบบ้านเรือน เตาเผาภาชนะดินเผา และการฝังศพไว้ภายในบ้าน ทีมงานสรุปว่าเป็นเมืองที่อยู่บนธรณีประตูของการเกิดรัฐ ซึ่งเป็นคำถามที่ไฮแอมตามหามาทั้งชีวิต

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุบ้านเชียง

    เมื่อบ้านเชียงเป็นข่าวใหญ่ในทศวรรษ 2510 ผลหาค่าอายุแบบเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์รุ่นแรกเคยชี้ว่าสำริดที่นี่อาจเก่าถึงราว 3,500 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งจะทำให้เป็นยุคสำริดที่เก่าที่สุดในโลก แต่วิธีนี้ในเวลานั้นยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อเสนอนี้จึงถูกทิ้งไป

    ต่อมา จอยซ์ ไวท์ จากพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ใช้คาร์บอน 14 กับตัวอย่างจากการขุดค้นปี พ.ศ. 2517–2518 และเสนอว่าโลหกรรมที่บ้านเชียงน่าจะเริ่มราว 2,000–1,700 ปีก่อน ค.ศ.

    ไฮแอมเสนอภาพที่ต่างออกไป ใน พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เขาร่วมกับโทมัส ไฮแอม บุตรชายซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการหาอายุที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หาอายุจากกระดูกมนุษย์และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติแบบเบย์ ได้ผลว่าบ้านเชียงเริ่มมีคนอยู่ราว 1,500 ปีก่อน ค.ศ. และเข้าสู่ยุคสำริดราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งสอดคล้องกับผลจากบ้านโนนวัด

    ฝ่ายไวท์ก็ตั้งคำถามกลับต่อความน่าเชื่อถือของค่าอายุจากบ้านโนนวัด โดยชี้ว่าสภาพดินและวิธีเก็บตัวอย่างอาจทำให้ค่าอายุคลาดเคลื่อนได้ จนถึงวันนี้ อายุเริ่มต้นของยุคสำริดในไทยจึงยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่ยุติ และผู้อ่านควรรู้ว่ามีทั้งลำดับเวลาแบบยาวและแบบสั้น

    สำริดมาจากไหน: สองแนวคิดที่ยังแข่งกัน

    ข้อถกเถียงเรื่องอายุผูกพันกับคำถามว่าความรู้ด้านโลหะเข้ามาในไทยอย่างไร ไฮแอมและผู้สนับสนุนลำดับเวลาแบบสั้นเสนอว่า เทคโนโลยีสำริดน่าจะแพร่ลงมาจากจีนตอนใต้ หลังจากที่การหล่อสำริดเจริญในลุ่มแม่น้ำเหลืองและแยงซีแล้ว จึงเริ่มในไทยราวศตวรรษที่ 11 ก่อน ค.ศ.

    ฝ่ายจอยซ์ ไวท์ ซึ่งสนับสนุนลำดับเวลาแบบยาว เสนอความเป็นไปได้ว่าความรู้ด้านโลหะอาจเดินทางมาตามเส้นทางทางบกจากเอเชียกลาง และเข้าถึงภูมิภาคนี้ได้เร็วกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้เถียงกันเพียงเรื่องตัวเลข แต่เถียงถึงเส้นทางที่ความรู้และผู้คนเคลื่อนย้ายด้วย

    สำหรับผู้อ่านทั่วไป สิ่งที่ควรรู้คือทั้งสองฝ่ายใช้หลักฐานจริงจากการขุดค้นในอีสาน และต่างก็ตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น การที่ยังหาข้อยุติไม่ได้แสดงว่าการหาอายุในดินเขตร้อนยากเพียงใด ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทั้งหมด

    มรดกและเกียรติยศ

    ไฮแอมเขียนหนังสือเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 20 เล่ม เช่น The Bronze Age of Southeast Asia (พ.ศ. 2539) The Civilization of Angkor (พ.ศ. 2544) Early Mainland Southeast Asia (พ.ศ. 2557) และบันทึกชีวิตการทำงาน Digging Deep (พ.ศ. 2564) งานเหล่านี้เป็นตำราที่นักศึกษาโบราณคดีทั่วโลกใช้

    เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกต่างประเทศของบริติชอะคาเดมีใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ได้รับเหรียญเกรแฮม คลาร์ก ด้านโบราณคดีใน พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Officer of the New Zealand Order of Merit ใน พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016)

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ผลงานคือการทำงานร่วมกับนักโบราณคดีไทยหลายรุ่น รายงานการขุดค้นหลายเล่มของเขาเขียนร่วมกับนักวิชาการไทย ทำให้แหล่งอย่างโคกพนมดีและบ้านโนนวัดกลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939): เกิดในอังกฤษ
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): เริ่มสอนที่มหาวิทยาลัยโอทาโก. ได้ปริญญาเอกในปีเดียวกัน
    • พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969): เริ่มขุดค้นในไทย. ที่จังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น
    • พ.ศ. 2515–2518 (ค.ศ. 1972–1975): ร่วมงานที่บ้านเชียง. ทำงานร่วมกับเชสเตอร์ กอร์แมน
    • พ.ศ. 2524–2525 (ค.ศ. 1981–1982): ขุดค้นบ้านนาดี. จังหวัดอุดรธานี
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ขุดค้นโคกพนมดี. พบหลุมศพ 154 หลุม รวมถึงหลุมศพเจ้าหญิง
    • พ.ศ. 2532–2535 (ค.ศ. 1989–1992): ขุดค้นหนองนอ. แหล่งชายฝั่งในจังหวัดชลบุรี
    • พ.ศ. 2542–2543 (ค.ศ. 1999–2000): ขุดค้นเนินอุโลก. อำเภอโนนสูง นครราชสีมา
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. พบหลุมศพราว 640 หลุม
    • พ.ศ. 2554–2560 (ค.ศ. 2011–2017): ขุดค้นโนนบ้านจาก. เมืองยุคเหล็กตอนปลายที่มีคูน้ำสองชั้น ในลุ่มน้ำมูลตอนบน
    • พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012): เหรียญเกรแฮม คลาร์ก. รางวัลด้านโบราณคดีจากบริติชอะคาเดมี
    • พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015): หาอายุบ้านเชียงใหม่. เสนอว่ายุคสำริดเริ่มราว 1,000 ปีก่อน ค.ศ.
    • พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016): เครื่องราชฯ นิวซีแลนด์. Officer of the New Zealand Order of Merit
    • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021): Digging Deep. หนังสือเล่าเส้นทางงานโบราณคดีของเขา

    รู้หรือไม่

    ลูกปัดกว่าแสนเม็ด

    หลุมศพเจ้าหญิงแห่งโคกพนมดีมีลูกปัดเปลือกหอยราว 120,000 เม็ด ซึ่งน่าจะเคยเย็บติดเป็นเครื่องแต่งกาย

    พ่อลูกนักโบราณคดี

    การหาอายุบ้านเชียงครั้งใหม่ใน พ.ศ. 2558 เป็นงานร่วมของไฮแอมกับโทมัส บุตรชาย ผู้เชี่ยวชาญการหาอายุด้วยคาร์บอน 14 ที่ออกซฟอร์ด

    640 หลุมที่บ้านโนนวัด

    บ้านโนนวัดเป็นหนึ่งในแหล่งขุดค้นที่มีหลุมศพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีหลักฐานต่อเนื่องตั้งแต่ยุคหินใหม่ถึงยุคเหล็ก

    ไก่บ้านที่เก่าที่สุด

    บ้านโนนวัดพบกระดูกไก่บ้านในชั้นยุคหินใหม่ราว 1,650–1,250 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งจัดเป็นหลักฐานไก่บ้านที่เก่าที่สุดชิ้นหนึ่งในภูมิภาค

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    ภาพอ้างอิง

    ดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ภาพจาก Wikimedia Commons · Wikipedia

    แหล่งข้อมูล

    1. Charles Higham (archaeologist) (Wikipedia)
    2. Professor Charles Higham FBA (British Academy)
    3. Khok Phanom Di (Wikipedia)
    4. Ban Non Wat (Wikipedia)
    5. Non Sung district (Wikipedia)
    6. Ban Chiang (Wikipedia)
    7. Prehistoric Thailand (Wikipedia)
    8. Higham et al.: The excavation of Non Ban Jak (JIPA, 2014)
    9. Higham, Bannanurag et al.: Khok Phanom Di, the results of the 1984-5 season (BIPPA, 1987)
    10. River Books: Rachanie Thosarat

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Charles Higham ONZM investiture · New Zealand Government, Office of the Governor-General · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Excavation at Ban Non wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
    ชาร์ลส์ ไฮแอม
    Dog burial from Ban Non Wat · Alison Kyra Carter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons