หมวดหมู่: ตอน

  • มนุษย์ยุคแรกในดินแดนไทย

    มนุษย์ยุคแรกในดินแดนไทย

    ภาพประกอบ: Lang Rongrien Exterior 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของนักล่าสัตว์และเก็บของป่าที่อาศัยตามเพิงผาและถ้ำในดินแดนไทยตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน ในยุคที่ทะเลยังต่ำกว่าปัจจุบันมาก · ราว 40,000–4,000 ปีก่อน

    ยุคสมัยยุคหินเก่าตอนปลาย ต่อเนื่องถึงวัฒนธรรมโฮบินเหียน
    หลักฐานเก่าสุดที่ยอมรับกันกว้างขวางเพิงผาหลังโรงเรียน จ.กระบี่ ราว 39,000 ปีก่อนหรือเก่ากว่า
    การฝังศพเก่าแก่เพิงผาถ้ำลอด จ.แม่ฮ่องสอน ราว 13,640 ปีก่อน
    เครื่องมือเด่นเครื่องมือหินกะเทาะหน้าเดียวแบบสุมาตราลิธ
    สภาพแวดล้อมระดับทะเลต่ำกว่าปัจจุบันราว 120 เมตร ในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด
    ข้อถกเถียงสำคัญมนุษย์โฮโมอีเรกตัสที่ลำปาง และการเกษตรยุคแรกที่ถ้ำผีแมน

    แผ่นดินที่กว้างกว่าวันนี้

    หากย้อนกลับไปราว 20,000 ปีก่อน แผนที่ของภูมิภาคนี้จะดูต่างจากปัจจุบันมาก ช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด น้ำจำนวนมหาศาลถูกกักเป็นแผ่นน้ำแข็งบนแผ่นดินทางซีกโลกเหนือ ระดับทะเลจึงลดลงต่ำกว่าวันนี้ราว 120 เมตร

    พื้นทะเลตื้นที่เรียกว่าไหล่ทวีปซุนดาโผล่ขึ้นมาเป็นผืนดินกว้างใหญ่ นักวิทยาศาสตร์เรียกแผ่นดินนี้ว่าซุนดาแลนด์ อ่าวไทยในเวลานั้นเป็นที่ราบมีแม่น้ำไหลผ่าน คาบสมุทรมลายูเชื่อมต่อกับเกาะสุมาตรา ชวา และบอร์เนียว สัตว์ใหญ่อย่างช้าง เสือ และแรดเดินข้ามไปมาได้

    หลังจากราว 18,000 ปีก่อน น้ำแข็งเริ่มละลายและทะเลค่อย ๆ รุกเข้ามา ผืนดินซุนดาแลนด์จมลงทีละน้อยจนถึงราว 7,000 ปีก่อน หลักฐานของคนที่เคยอยู่บนที่ราบต่ำเหล่านั้นจึงอาจจมอยู่ใต้ทะเล สิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบได้ในวันนี้ส่วนใหญ่มาจากถ้ำและเพิงผาบนที่สูงซึ่งรอดพ้นจากน้ำทะเล

    มนุษย์ลำปาง หลักฐานที่ยังถกเถียง

    คำถามแรกที่หลายคนอยากรู้คือ มนุษย์กลุ่มแรกเข้ามาถึงดินแดนไทยเมื่อไร ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) มีการพบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากที่บ้านหาดปูได อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ผู้ค้นพบเสนอว่าเป็นของมนุษย์โฮโมอีเรกตัส อายุราว 500,000 ปี และเรียกกันว่ามนุษย์ลำปาง

    ชิ้นส่วนนี้เคยนำออกจัดแสดงร่วมกับเครื่องมือหินกะเทาะและกระดูกสัตว์ที่พบบริเวณเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอำเภอแม่ทะก็มีรายงานเครื่องมือหินที่อาจเก่าถึงหลายแสนปี

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการจำนวนมากยังไม่ยอมรับว่าหลักฐานเหล่านี้เชื่อถือได้ ปัญหาหลักคือการกำหนดอายุและบริบทของชั้นดินที่พบยังไม่ชัดเจนพอ ด้วยเหตุนี้ เรื่องมนุษย์โฮโมอีเรกตัสในเมืองไทยจึงยังเป็นคำถามเปิด ขณะที่หลักฐานของมนุษย์สมัยใหม่ในช่วงหลายหมื่นปีที่ผ่านมามีความหนักแน่นกว่ามาก

    เมื่ออ่าวไทยยังเป็นทุ่งกว้าง นักล่าสัตว์ยุคแรกได้จุดไฟในเพิงผาที่กระบี่และปางมะผ้ามาแล้วหลายหมื่นปี

    เพิงผาหลังโรงเรียนและถ้ำหมอเขียว ร่องรอยที่กระบี่

    หลักฐานเก่าแก่ที่มั่นคงที่สุดชิ้นหนึ่งมาจากเพิงผาหลังโรงเรียน ในหุบเขาแม่น้ำกระบี่ ดักลาส แอนเดอร์สัน (Douglas Anderson) นักโบราณคดีชาวอเมริกันขุดค้นที่นี่ในช่วง พ.ศ. 2526–2528 เขาพบชั้นดินสมัยไพลสโตซีนสามชั้น มีอายุตั้งแต่ราว 27,000 ปีไปจนเก่ากว่า 43,000 ปีก่อน โดยชั้นที่มีร่องรอยคนชัดเจนเริ่มราว 39,000 ปีก่อน

    ในชั้นเหล่านั้นมีเตาไฟ เครื่องมือหินกะเทาะ และกระดูกสัตว์ แสดงว่าคนแวะมาพักและทำอาหารที่นี่ เพิงผาแห่งนี้สำคัญเพราะเป็นแหล่งแรกในไทยที่ให้ลำดับชั้นดินสมัยไพลสโตซีนซึ่งหาอายุด้วยถ่านได้ชัดเจน และมีชั้นวัฒนธรรมโฮบินเหียนทับอยู่ด้านบน

    ไม่ไกลกันนักคือถ้ำหมอเขียว ในอำเภอเมืองกระบี่ ซึ่ง ศ.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะจากมหาวิทยาลัยศิลปากรขุดค้น ชั้นล่างสุดของแหล่งนี้มีอายุเก่ากว่า 25,800 ปี และพบโครงกระดูกมนุษย์ที่ถูกฝังไว้ในช่วงปลายสมัยไพลสโตซีน นับเป็นหลักฐานการฝังศพที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งในภาคใต้ของไทย

    ปางมะผ้า บ้านของนักล่าบนดอยสูง

    อีกฟากหนึ่งของประเทศ อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งรวมถ้ำและเพิงผาที่มีร่องรอยคนโบราณหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช จากมหาวิทยาลัยศิลปากรนำโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงสำรวจพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ โดยช่วง พ.ศ. 2541–2542 ทีมของเธอทำแผนที่และสำรวจถ้ำที่มีโลงไม้ราว 50 แห่ง

    ที่เพิงผาถ้ำลอด ทีมของ ศ.ดร.รัศมี ขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2544–2545 และ พ.ศ. 2549 พบว่าคนเริ่มใช้เพิงผานี้ตั้งแต่ราว 40,000 ปีก่อน มีเตาไฟ ที่ทำเครื่องมือหิน และเครื่องมือหินอย่างน้อย 1,722 ชิ้น ที่สำคัญคือพบโครงกระดูกมนุษย์ฝังไว้สองระดับ ระดับล่างมีอายุราว 13,640 ปีก่อน และระดับบนราว 12,100 ปีก่อน

    โครงกระดูกที่เก่ากว่าเป็นของผู้หญิงอายุราว 25–35 ปี สูงราว 150 เซนติเมตร ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ทีมนักวิจัยที่มี ดร.ซูซาน เฮย์ส แห่งมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกับ ศ.ดร.รัศมี ได้จำลองใบหน้าของเธอขึ้นใหม่ และเรียกเธอว่าสตรีแห่งถ้ำลอด นักวิจัยเตือนว่าไม่ควรเรียกเธอว่าบรรพบุรุษของคนไทย เพราะเธอเป็นตัวแทนของผู้คนเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน ซึ่งเกิดก่อนการก่อตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ใด ๆ ในปัจจุบัน

    ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตรคือเพิงผาบ้านไร่ ซึ่งมีคนกลุ่มโฮบินเหียนอาศัยในช่วงราว 12,500–10,250 ปีก่อน และพบโครงกระดูกที่ฝังในท่างอตัว อายุราว 9,800 ปีก่อน แหล่งเดียวกันนี้ยังถูกใช้อีกครั้งในอีกหลายพันปีต่อมาเป็นที่วางโลงไม้

    ถ้ำผีแมนกับคำถามเรื่องการเกษตรยุคแรก

    ในช่วง พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966) เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester Gorman) นักศึกษาปริญญาเอกชาวอเมริกัน สำรวจเทือกเขาชายแดนไทย-พม่าและขุดค้นถ้ำแห่งหนึ่งในปางมะผ้า ฝรั่งเรียกถ้ำนี้ว่า Spirit Cave ส่วนคนไทยเรียกว่าถ้ำผีแมน ชั้นดินของถ้ำหนาเพียงราว 75 เซนติเมตร แต่เก็บเรื่องราวของคนกลุ่มโฮบินเหียนในช่วงราว 12,000–7,000 ปีก่อน

    กอร์แมนพบเศษพืชหลายชนิด เช่น ถั่ว พริกไทย หมาก และกระจับ เขาเสนออย่างระมัดระวังว่าพืชเหล่านี้อาจชี้ถึงการใช้พืชปลูกที่เก่าแก่มาก แต่ก็ยอมรับว่ายังต้องพิสูจน์ต่อไป นักวิชาการบางคนในยุคนั้น เช่น วิลเฮล์ม โซลไฮม์ ไปไกลกว่านั้นและเสนอว่าการเพาะปลูกในภูมิภาคนี้อาจเริ่มขึ้นเร็วกว่าที่เคยเชื่อกันมาก

    การศึกษาต่อมาพบว่าเศษพืชทั้งหมดยังมีลักษณะเป็นพืชป่า ไม่มีร่องรอยการปรับปรุงพันธุ์ นักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเห็นว่าถ้ำผีแมนไม่ได้แสดงหลักฐานของการเกษตร คุณค่าของแหล่งนี้อยู่ที่การบอกเราว่านักล่าสัตว์หาของป่ารู้จักพืชและสัตว์ในป่าเขตร้อนอย่างลึกซึ้งเพียงใด

    โฮบินเหียน วัฒนธรรมของหินกรวดแม่น้ำ

    ชื่อโฮบินเหียนมาจากจังหวัดหว่าบิ่ญ (Hòa Bình) ทางเหนือของเวียดนาม นักโบราณคดีหญิงชาวฝรั่งเศส มาดแลน โกลานี (Madeleine Colani) ตีพิมพ์ผลการขุดค้นที่นั่นในปี พ.ศ. 2470 และที่ประชุมนักก่อนประวัติศาสตร์แห่งตะวันออกไกลครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 ได้ใช้งานของเธอเป็นฐานในการนิยามวัฒนธรรมนี้

    เครื่องมือที่เป็นเอกลักษณ์ของโฮบินเหียนเรียกว่าสุมาตราลิธ ช่างหินจะเลือกหินกรวดรูปรีจากลำธาร แล้วกะเทาะรอบด้านเดียวให้เกิดคม อีกด้านหนึ่งยังเป็นผิวหินเรียบตามธรรมชาติ ทำให้จับถนัดมือ เครื่องมือแบบนี้ใช้สับ ตัด และขูดได้หลายแบบ

    แหล่งโฮบินเหียนพบกระจายทั่วประเทศไทย ทั้งในปางมะผ้า กาญจนบุรี และกระบี่ ส่วนใหญ่เป็นเพิงผาหรือถ้ำในภูเขาหินปูนใกล้ลำธาร ช่วงเวลาของวัฒนธรรมนี้กินเวลายาวนานตั้งแต่ปลายสมัยไพลสโตซีนถึงกลางสมัยโฮโลซีน ในช่วงท้าย ๆ บางแหล่งเริ่มพบภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ซึ่งเป็นสัญญาณของยุคต่อไป

    ชีวิตประจำวันของคนยุคแรก

    คนยุคแรกในดินแดนไทยใช้ชีวิตแบบนักล่าสัตว์และเก็บของป่า พวกเขาเคลื่อนย้ายไปตามฤดูกาล แวะพักตามเพิงผาที่อยู่ใกล้น้ำ และกลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหลายพันปี ชั้นดินในเพิงผาจึงสะสมเตาไฟ เศษกระดูก และเครื่องมือหินซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

    อาหารของพวกเขาหลากหลายมาก ที่ถ้ำผีแมนพบกระดูกกวางป่า หมูป่า ลิง และสัตว์อื่นอีกหลายชนิด ส่วนที่เพิงผาถ้ำลอดพบฟันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 2,000 ชิ้นจาก 31 กลุ่มชนิด นอกจากนี้ยังกินหอยน้ำจืด ปลา หอยทากบก ถั่ว และผลไม้ป่า ความรู้เรื่องพืชและสัตว์จึงเป็นทักษะสำคัญที่สุดของการเอาตัวรอด

    การฝังศพบอกเราว่าคนเหล่านี้มีความคิดเรื่องความตายและการระลึกถึงผู้จากไป ที่ถ้ำลอดมีของที่ฝังร่วมกับศพ เช่น เปลือกหอย หอยทาก พืช และสะเก็ดหิน ผู้ตายมักถูกจัดในท่างอตัว ประเพณีแบบนี้พบในหลายแหล่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาเดียวกัน

    จากนักล่าสัตว์สู่วัฒนธรรมโลงไม้

    คนกลุ่มโฮบินเหียนไม่ได้หายไปไหน พวกเขาอยู่ร่วมและผสมผสานกับคนกลุ่มใหม่ที่นำการปลูกข้าวและการปั้นหม้อเข้ามาในราว 4,000 ปีก่อน ในปางมะผ้า ร่องรอยของการผสมผสานนี้เห็นได้ชัดในวัฒนธรรมโลงไม้ ซึ่งผู้คนนำโลงไม้สักขุดเป็นรางไปวางไว้ในถ้ำสูง มีการสำรวจพบถ้ำที่มีโลงไม้ในปางมะผ้าราว 85 แห่ง

    วัฒนธรรมโลงไม้มีอายุราว 2,300–1,000 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยนานาชาติร่วมกับนักโบราณคดีไทยได้ถอดรหัสพันธุกรรมจากโครงกระดูก 33 คนในแหล่งโลงไม้ พบว่าคนเหล่านี้มีบรรพบุรุษผสมกันระหว่างกลุ่มนักล่าสัตว์โฮบินเหียน กับกลุ่มชาวนาที่เกี่ยวข้องกับลุ่มแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง

    ผลนี้สะท้อนเรื่องใหญ่ของประวัติศาสตร์ภูมิภาค คือผู้คนในดินแดนไทยเกิดจากการผสมผสานของหลายกลุ่มที่เข้ามาในหลายช่วงเวลา นักล่าสัตว์ยุคแรกจึงยังมีส่วนอยู่ในสายเลือดของผู้คนรุ่นหลัง และเรื่องราวของพวกเขาเป็นบทเปิดของเส้นทางยาวไกลสู่ชุมชนเกษตรกรรมในยุคหินใหม่

    ไทม์ไลน์

    • ราว 500,000 ปีก่อน (ข้อเสนอ): มนุษย์ลำปาง. ชิ้นส่วนกะโหลกที่เกาะคาถูกเสนอว่าเป็นโฮโมอีเรกตัส แต่ยังถกเถียงกันมาก
    • ราว 40,000 ปีก่อน: คนเริ่มใช้เพิงผาถ้ำลอดและเพิงผาหลังโรงเรียน. เตาไฟและเครื่องมือหินชุดแรกในภาคเหนือและภาคใต้
    • ราว 25,800 ปีก่อน: ถ้ำหมอเขียว. ชั้นล่างสุดเก่ากว่าช่วงนี้ พบการฝังศพสมัยไพลสโตซีน
    • ราว 20,000 ปีก่อน: ยุคน้ำแข็งถึงจุดสูงสุด. ทะเลต่ำกว่าปัจจุบันราว 120 เมตร อ่าวไทยเป็นแผ่นดิน
    • ราว 13,640 ปีก่อน: สตรีแห่งถ้ำลอด. หญิงคนหนึ่งถูกฝังที่เพิงผาถ้ำลอด ปางมะผ้า
    • ราว 12,000–7,000 ปีก่อน: ชุมชนโฮบินเหียนที่ถ้ำผีแมน. นักล่าสัตว์หาของป่าใช้ถ้ำและเก็บพืชป่าหลายชนิด
    • ราว 9,800 ปีก่อน: การฝังศพที่เพิงผาบ้านไร่. โครงกระดูกในท่างอตัวจากชั้นโฮบินเหียน
    • ราว 7,000 ปีก่อน: ทะเลขึ้นสูง. ซุนดาแลนด์จมใต้น้ำเกือบทั้งหมด
    • พ.ศ. 2508–2509 (ค.ศ. 1965–1966): กอร์แมนขุดค้นถ้ำผีแมน. จุดเริ่มต้นการถกเถียงเรื่องการเกษตรยุคแรก
    • พ.ศ. 2526–2528 (ค.ศ. 1983–1985): ขุดค้นเพิงผาหลังโรงเรียน. แอนเดอร์สันพบชั้นไพลสโตซีนที่หาอายุได้ชัดเจน
    • พ.ศ. 2544–2545 (ค.ศ. 2001–2002): ขุดค้นเพิงผาถ้ำลอด. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากรพบโครงกระดูกอายุกว่าหมื่นปี
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ถอดรหัสพันธุกรรมคนโลงไม้. พบการผสมผสานบรรพบุรุษนักล่าสัตว์และชาวนา

    รู้หรือไม่

    ชื่อหลังโรงเรียนมาจากไหน

    เพิงผาหลังโรงเรียนในกระบี่ได้ชื่อนี้เพราะตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียนประจำหมู่บ้านจริง ๆ นักโบราณคดีต่างชาติจึงเรียกตามคำไทยว่า Lang Rongrien

    ใบหน้าที่ฟื้นคืนจากหมื่นปี

    การจำลองใบหน้าสตรีแห่งถ้ำลอดใช้ข้อมูลเปรียบเทียบจากกะโหลกผู้หญิงหลายร้อยตัวอย่างจากหลายประเทศ ผลที่ได้คือใบหน้าของคนสมัยใหม่ทางกายวิภาค ที่มีโหนกแก้มสูงและขากรรไกรกว้าง

    ป่าเขตร้อนเก็บหลักฐานยาก

    ดินที่เป็นกรดและความชื้นสูงในเขตร้อนทำให้กระดูกและไม้ผุพังเร็ว หลักฐานของคนยุคแรกในไทยจึงรอดอยู่ได้ดีที่สุดในถ้ำหินปูน ซึ่งช่วยรักษาสภาพกระดูกไว้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Lang Rongrien Rock Shelter – Wikipedia
    2. Anderson, Cave archaeology in Southeast Asia, Asian Perspectives 44(1)
    3. Tham Lod rockshelter – Wikipedia
    4. Ban Rai rockshelter – Wikipedia
    5. Spirit Cave (Thailand) – Wikipedia
    6. มนุษย์โบราณ 13,000 ปี สตรีแห่งถ้ำลอด – ศิลปวัฒนธรรม
    7. Stone Age woman had modern-looking face – Live Science
    8. Legacy of early man – Bangkok Post
    9. Genomic portrait of the Iron Age Log Coffin culture – Nature Communications
    10. Sundaland – Wikipedia

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ชาวนาและช่างปั้นยุคหินใหม่

    ชาวนาและช่างปั้นยุคหินใหม่

    ภาพประกอบ: Ban Kao Pottery 2 · Noel Hidalgo Tan · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ชุมชนที่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปั้นหม้อ และฝังศพพร้อมเครื่องเซ่น เริ่มตั้งถิ่นฐานตามลุ่มน้ำในดินแดนไทย · ราว 4,000–3,000 ปีก่อน (ราว 2000–1000 ปีก่อน ค.ศ.)

    ยุคสมัยยุคหินใหม่ ก่อนการใช้โลหะ
    วิถีชีวิตใหม่ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปั้นภาชนะดินเผา ขัดเครื่องมือหิน
    แหล่งสำคัญบ้านเก่า (กาญจนบุรี) โคกพนมดี (ชลบุรี) โนนนกทา (ขอนแก่น)
    การค้นพบเด่นหลุมศพเจ้าแม่โคกพนมดี พร้อมลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ด
    ต้นทางของข้าวลุ่มแม่น้ำแยงซีในจีน แพร่ลงใต้ช่วงปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.
    ข้อถกเถียงชาวนากลุ่มแรกอพยพเข้ามา หรือคนท้องถิ่นรับวิธีใหม่ไปใช้

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิต

    หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ผู้คนในดินแดนไทยหาอาหารด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่า แต่เมื่อราว 4,000 ปีก่อน มีวิถีชีวิตแบบใหม่ปรากฏขึ้นตามลุ่มแม่น้ำ ผู้คนเริ่มสร้างหมู่บ้านถาวร ปลูกข้าว เลี้ยงหมู สุนัข และไก่ ทำภาชนะดินเผาใช้ในครัวเรือน และขัดหินให้เป็นขวานที่คมและแข็งแรง

    นักโบราณคดีเรียกช่วงนี้ว่ายุคหินใหม่ ชื่อนี้มาจากเครื่องมือหินขัดที่ใช้แพร่หลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคนจริง ๆ คือการผลิตอาหารเอง เมื่อมีข้าวสะสมไว้ ผู้คนก็อยู่ที่เดิมได้นานขึ้น หมู่บ้านใหญ่ขึ้น และมีเวลาพัฒนางานฝีมืออย่างการปั้นหม้อและการทำเครื่องประดับ

    เรื่องราวของยุคนี้ส่วนใหญ่มาจากสุสาน เพราะชุมชนยุคหินใหม่ฝังศพไว้ในบริเวณหมู่บ้าน พร้อมภาชนะดินเผาและเครื่องใช้ต่าง ๆ โครงกระดูกและของที่ฝังร่วมจึงเป็นเหมือนบันทึกที่บอกเราว่าคนเหล่านั้นกินอะไร ทำงานอะไร และให้คุณค่ากับสิ่งใด

    ข้าวมาจากไหน

    หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าข้าวถูกปรับปรุงพันธุ์เป็นพืชปลูกครั้งแรกในลุ่มแม่น้ำแยงซีทางตอนใต้ของจีน ส่วนข้าวฟ่างเริ่มปลูกในลุ่มแม่น้ำเหลือง ชุมชนชาวนาจากสองภูมิภาคนี้ค่อย ๆ ขยายตัวลงใต้ และมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปในช่วงปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

    ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม (Charles Higham) นักโบราณคดีชาวนิวซีแลนด์ เสนอว่าการขยายตัวนี้เดินทางตามหลายเส้นทาง เส้นหนึ่งไปตามชายฝั่งเวียดนาม อีกหลายเส้นไปตามลำน้ำใหญ่อย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ผลการศึกษาพันธุกรรมในระยะหลังก็สนับสนุนว่ามีผู้คนกลุ่มใหม่ที่เกี่ยวข้องกับชาวนาจากจีนตอนใต้เข้ามาผสมกับคนท้องถิ่นจริง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด บางส่วนเน้นว่าการแพร่กระจายครั้งนี้มาพร้อมผู้คนที่อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางส่วนเห็นว่าคนท้องถิ่นซึ่งสืบเชื้อสายจากนักล่าสัตว์มีบทบาทสำคัญในการรับเอาวิธีใหม่มาปรับใช้เอง ภาพที่น่าจะใกล้ความจริงคือการผสมผสานทั้งสองแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

    ช่างปั้นหม้อหญิงแห่งโคกพนมดีจากไปพร้อมลูกปัดกว่าแสนเม็ด และทิ้งคำถามเรื่องฐานะของผู้หญิงในยุคหินใหม่ไว้จนถึงวันนี้

    บ้านเก่า จุดเริ่มต้นจากค่ายเชลยศึก

    เรื่องราวของการศึกษายุคหินใหม่ในไทยเริ่มต้นในสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เอช. อาร์. ฟาน ฮีเคอเรน (H. R. van Heekeren) นักโบราณคดีชาวดัตช์ ถูกญี่ปุ่นจับเป็นเชลยศึกและส่งมาทำงานสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า ในปี พ.ศ. 2486 ขณะอยู่ที่ค่ายใกล้บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี เขาสังเกตเห็นเครื่องมือหินโบราณและเก็บซ่อนไว้กับตัว

    หลังสงคราม ฟาน ฮีเคอเรนกลับมาที่นี่อีกครั้งในฐานะสมาชิกของคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก ซึ่งทำงานระหว่าง พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962) คณะนี้มี ดร.แปร์ เซอเรนเซน (Per Sørensen) ชาวเดนมาร์กเป็นผู้นำการขุดค้นที่บ้านเก่า ฝ่ายไทยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เป็นประธาน

    การขุดค้นพบหลุมศพยุคหินใหม่จำนวนมาก พร้อมขวานหินขัด เครื่องประดับ และภาชนะดินเผาที่มีเอกลักษณ์ คือหม้อสามขา ซึ่งมีขากลวงสามขาค้ำตัวภาชนะ อายุของชุมชนนี้อยู่ราว 4,000–3,000 ปีก่อน เซอเรนเซนเห็นว่าภาชนะสามขาคล้ายกับของในจีน จึงเสนอว่าผู้คนบ้านเก่าอาจมีความเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้

    ภาชนะแบบเดียวกันนี้ยังพบในภาคกลาง ภาคตะวันตก และคาบสมุทรมลายู แสดงว่าผู้คนในพื้นที่เหล่านี้มีการติดต่อกัน ปัจจุบันโบราณวัตถุส่วนหนึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

    โคกพนมดี หมู่บ้านริมปากแม่น้ำ

    โคกพนมดีเป็นเนินดินขนาดใหญ่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ใกล้แม่น้ำบางปะกง เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ที่นี่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำมากกว่าปัจจุบัน รอบหมู่บ้านเป็นป่าชายเลน ชาวบ้านจับปลา ปู และหอยจากทะเลและลำน้ำ

    ในปี พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985) กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ขุดค้นที่นี่ นำโดย ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม และ ดร.รัชนี ทศรัตน์ การขุดค้นเริ่มขึ้นปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2527 และใช้เวลาราวเจ็ดเดือน ทีมงานพบชั้นดินที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาราวเจ็ดเมตร

    ในชั้นดินนั้นมีหลุมศพ 154 หลุม แบ่งได้เป็นเจ็ดช่วงการฝังศพ ผู้ตายถูกฝังซ้อนเหนือบรรพบุรุษของตนเป็นกลุ่ม ๆ ต่อเนื่องกันราว 17–20 ชั่วคน ชุมชนนี้อยู่อาศัยราว 2000–1500 ปีก่อนคริสตกาล นักวิชาการจึงติดตามชีวิตของครอบครัวเดียวกันได้ยาวนานหลายร้อยปี

    เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

    หลุมศพที่โด่งดังที่สุดของโคกพนมดีคือหลุมหมายเลข 15 ในช่วงการฝังศพที่ห้า ผู้ตายเป็นหญิงอายุราว 35 ปี เธอถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ด ซึ่งน่าจะเย็บติดกับเสื้อผ้าหลายชั้น นอกจากนี้ยังมีกำไลเปลือกหอยและภาชนะดินเผาที่งดงาม สื่อมวลชนและนักวิชาการบางคนเรียกเธอว่าเจ้าหญิงหรือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี

    ของที่ฝังร่วมกับเธอยังมีเครื่องมือปั้นหม้อ ได้แก่ หินดุ (ทั่งสำหรับรองด้านในของหม้อขณะตี) และหินขัดผิวภาชนะ กระดูกข้อมือของเธอมีร่องรอยการใช้งานหนักซ้ำ ๆ นักวิจัยจึงเสนอว่าเธอเป็นช่างปั้นหม้อฝีมือสูง ใกล้กันยังพบหลุมศพเด็กทารกที่มีหินดุขนาดจิ๋วฝังอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นลูกสาวของเธอ

    หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการถกเถียงกันว่าความร่ำรวยของเธอมาจากไหน ข้อเสนอหนึ่งคือการปั้นหม้อเป็นงานที่ผู้หญิงทำและมีมูลค่าสูง ภาชนะของโคกพนมดีอาจถูกแลกเปลี่ยนกับเปลือกหอยหายากจากแดนไกล ทำให้ช่างปั้นมีฐานะดี อย่างไรก็ตาม บทบาทที่แท้จริงของเธอในชุมชนยังเป็นปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด

    ข้าวที่โคกพนมดี ปลูกบ้างไม่ปลูกบ้าง

    โคกพนมดีให้บทเรียนสำคัญว่าการทำนาไม่ได้เป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้าเสมอไป ในช่วงแรก ชาวบ้านพึ่งทรัพยากรจากปากแม่น้ำและทะเลเป็นหลัก ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนและการเข้าถึงทะเลลดลง หลักฐานการปลูกข้าวก็ปรากฏชัดขึ้น

    แต่เมื่อทะเลกลับมาใกล้อีกครั้ง ชาวบ้านก็หันกลับไปพึ่งทรัพยากรทะเลอีก ไฮแอมและคณะจึงสรุปว่าในพื้นที่ชายฝั่งเช่นนี้ การปลูกข้าวเป็นกิจกรรมเสริมมากกว่าหลัก ผู้คนผสมผสานการหาอาหารแบบเดิมเข้ากับเทคโนโลยียุคหินใหม่ตามสภาพแวดล้อม

    การศึกษากะโหลกและฟันจากโคกพนมดีพบว่าผู้คนบางส่วนมีลักษณะใกล้กับกลุ่มชาวนาที่ขยายตัวลงมาจากทางเหนือ ภาพที่ได้จึงเป็นภาพของการพบกันระหว่างผู้มาใหม่กับวิถีชีวิตเดิม มากกว่าการแทนที่กันทั้งหมด

    โนนนกทา หมู่บ้านชาวนาบนที่ราบสูงโคราช

    โนนนกทาเป็นเนินดินที่เชิงเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เชสเตอร์ กอร์แมนพบแหล่งนี้ระหว่างการสำรวจกู้ภัยโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ต่อมาวิลเฮล์ม โซลไฮม์ (Wilhelm Solheim) และดอนน์ บายาร์ด (Donn Bayard) จากมหาวิทยาลัยฮาวายนำการขุดค้นในช่วง พ.ศ. 2508–2511 พบหลุมศพก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของภูมิภาค

    โนนนกทาเคยเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงครั้งใหญ่ โซลไฮม์เคยเสนอว่าขวานสำริดที่พบมีอายุราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในจีนและตะวันออกกลาง แต่ในปี พ.ศ. 2557 ไฮแอมและคณะหาอายุใหม่จากกระดูกมนุษย์ด้วยวิธีเอเอ็มเอส พบว่าการตั้งถิ่นฐานเริ่มในศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ช่วงยุคหินใหม่สิ้นสุดราวกลางศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และยุคสำริดเริ่มในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล

    ของที่ฝังร่วมกับศพที่โนนนกทาค่อนข้างเรียบง่าย ผู้ขุดค้นรุ่นหลังจึงมองว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านเกษตรกรที่ห่างไกล มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่มาก ต่างจากภาพสังคมชนชั้นที่บางคนเคยเสนอ

    หม้อ หลุมศพ และความเชื่อ

    ภาชนะดินเผาเป็นหลักฐานที่พบมากที่สุดของยุคนี้ ช่างปั้นใช้หินดุรองด้านในและไม้ตีด้านนอกเพื่อขึ้นรูป ลายที่นิยมได้แก่ลายเชือกทาบและลายขูดขีด แต่ละพื้นที่มีรูปแบบของตนเอง เช่น หม้อสามขาที่บ้านเก่า และภาชนะฝีมือดีที่ฝังร่วมกับศพที่โคกพนมดี

    ชุมชนยุคหินใหม่มักฝังศพไว้ในบริเวณหมู่บ้านของตนเอง บางแห่งฝังซ้อนกันเป็นกลุ่มตามสายตระกูลอย่างที่โคกพนมดี ผู้ตายมักได้รับภาชนะดินเผา เครื่องประดับ และเครื่องมือฝังไปด้วย ซึ่งอาจสะท้อนความเชื่อว่าผู้ตายยังต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ต่อในโลกหลังความตาย

    ความแตกต่างของปริมาณของที่ฝังร่วมระหว่างหลุมศพต่าง ๆ ยังเป็นเบาะแสเรื่องฐานะทางสังคม บางชุมชนมีหลุมศพที่ร่ำรวยโดดเด่นเพียงไม่กี่หลุม แสดงว่าความเหลื่อมล้ำเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว รากฐานเหล่านี้จะเติบโตต่อในยุคโลหะ เมื่อสำริดและเหล็กกลายเป็นของมีค่าชนิดใหม่

    ไทม์ไลน์

    • ปลายสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.: ชาวนาจากทางเหนือเริ่มขยายตัวลงใต้. การปลูกข้าวและข้าวฟ่างแพร่ตามลำน้ำใหญ่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ราว 2000–1500 ปีก่อน ค.ศ.: ชุมชนโคกพนมดี. หมู่บ้านริมปากน้ำบางปะกงฝังศพต่อเนื่องราว 20 ชั่วคน
    • ราว 4,000–3,000 ปีก่อน: ชุมชนบ้านเก่า. ผู้คนริมแควน้อยฝังศพพร้อมหม้อสามขาและขวานหินขัด
    • ศตวรรษที่ 14 ก่อน ค.ศ.: เริ่มตั้งถิ่นฐานที่โนนนกทา. หมู่บ้านชาวนาเชิงเขาภูเวียง
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): ฟาน ฮีเคอเรนพบเครื่องมือหิน. เชลยศึกชาวดัตช์เก็บเครื่องมือหินที่บ้านเก่าระหว่างสร้างทางรถไฟ
    • พ.ศ. 2503–2505 (ค.ศ. 1960–1962): คณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก. ขุดค้นบ้านเก่าอย่างเป็นระบบ นำโดยแปร์ เซอเรนเซน
    • พ.ศ. 2508–2511 (ค.ศ. 1965–1968): ขุดค้นโนนนกทา. ทีมมหาวิทยาลัยฮาวายพบหลุมศพกลุ่มใหญ่
    • พ.ศ. 2527–2528 (ค.ศ. 1984–1985): ขุดค้นโคกพนมดี. ไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์พบหลุมศพ 154 หลุม รวมถึงหลุมเจ้าแม่
    • พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014): หาอายุโนนนกทาใหม่. ผลจากกระดูกมนุษย์ชี้ว่ายุคสำริดเริ่มในศตวรรษที่ 10 ก่อน ค.ศ.

    รู้หรือไม่

    หินดุคืออะไร

    หินดุเป็นหินหรือดินเผารูปทรงมนสำหรับรองผนังด้านในของหม้อ ขณะที่ช่างใช้ไม้ตีด้านนอกให้ผนังบางและแน่น ช่างปั้นหม้อพื้นบ้านในไทยบางแห่งยังใช้วิธีนี้อยู่

    ลูกปัดแสนเม็ด

    ลูกปัดเปลือกหอย 120,787 เม็ดในหลุมเจ้าแม่โคกพนมดีต้องใช้แรงงานมหาศาลในการเจียร เจาะ และร้อย ตัวเลขนี้บอกเราว่าชุมชนให้ความสำคัญกับเธอมากเพียงใด

    ของจากสงครามสู่พิพิธภัณฑ์

    เครื่องมือหินที่ฟาน ฮีเคอเรนเก็บไว้ระหว่างเป็นเชลยศึก ภายหลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจไทย-เดนมาร์ก และนำไปสู่การตั้งพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเก่าในเวลาต่อมา

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Kao – Wikipedia
    2. They excavated the Stone Age – ScandAsia
    3. When Rice Came to Thailand – ScandAsia
    4. Khok Phanom Di – Wikipedia
    5. Charles Higham: A prehistoric mystery – World Archaeology
    6. สตรีลึกลับกับเครื่องประดับนับแสนชิ้น ใครคือเจ้าแม่แห่งโคกพนมดี – ศิลปวัฒนธรรม
    7. First Farmers in Mainland Southeast Asia – Journal of Indo-Pacific Archaeology
    8. Non Nok Tha: Southeast Asian prehistory reassessed (Higham, Higham & Douka 2014)
    9. Archaeological Excavations at Non Nok Tha 1965–1968 – Guampedia
    10. Per Sørensen, Ban Kao – The Siam Society

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • บ้านเชียงและยุคโลหะ

    บ้านเชียงและยุคโลหะ

    ภาพประกอบ: Neolithic Pottery from Ban Chiang. Bangkok National Museum, b082 · Michael Gunther · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    เมื่อชุมชนในดินแดนไทยรู้จักหล่อสำริดและถลุงเหล็ก ผลิตเกลือ ขุดคูน้ำรอบหมู่บ้าน และค้าขายกับดินแดนไกล จนวางรากฐานให้รัฐยุคแรก · ราว 1000 ปีก่อน ค.ศ. ถึง พุทธศตวรรษที่ 11 (ราว ค.ศ. 500)

    ยุคสำริดเริ่มราว 1000 ปีก่อน ค.ศ. ตามข้อเสนอของไฮแอม หรือราว 2000 ปีก่อน ค.ศ. ตามข้อเสนอของไวท์
    ยุคเหล็กเริ่มราว 420 ปีก่อน ค.ศ. ที่บ้านโนนวัด
    แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง จ.อุดรธานี ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
    แหล่งทองแดงภูโล้น จ.เลย และหุบเขาวงพระจันทร์ จ.ลพบุรี
    ชุมชนคูน้ำพบชุมชนยุคเหล็กที่มีคูน้ำคันดินจำนวนมากในลุ่มแม่น้ำมูล
    ศิลปะบนผาผาแต้ม จ.อุบลราชธานี และเขาปลาร้า จ.อุทัยธานี

    สะดุดรากไม้ เจอประวัติศาสตร์

    ในปี พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สตีฟ ยัง (Steve Young) นักศึกษาชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เดินผ่านหมู่บ้านบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เขาสะดุดรากต้นงิ้วล้มลงบนทางดิน และเห็นปากไหดินเผาโบราณโผล่พ้นดินขึ้นมา ภาชนะเหล่านั้นมีลายเขียนสีแดงเป็นวงก้นหอยที่สวยงาม

    ข่าวการค้นพบทำให้บ้านเชียงเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว แต่ก็ตามมาด้วยการลักลอบขุดหาของขายจำนวนมาก ภาชนะลายเขียนสีถูกนำออกไปขายในตลาดของเก่าทั่วโลก ทำให้หลักฐานจำนวนมากสูญหายไปจากบริบทเดิม

    ในปี พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975) กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียขุดค้นอย่างเป็นระบบ นำโดย ปีสิทธิ์ เจริญวงศ์ และเชสเตอร์ กอร์แมน ได้โบราณวัตถุราวหกตัน ทั้งภาชนะดินเผา กำไล แหวน หัวหอก และเครื่องมือสำริด ซึ่งบอกว่าคนที่นี่ผลิตโลหะเองในท้องถิ่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนบ้านเชียงเป็นมรดกโลก

    สำริดเก่าแค่ไหน ข้อถกเถียงที่ยังไม่จบ

    คำถามว่าคนบ้านเชียงเริ่มใช้สำริดเมื่อไร เป็นข้อถกเถียงที่ยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งในโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ. 2519 กอร์แมนและปีสิทธิ์รายงานว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจเก่าถึง 3600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งจะเก่ากว่าสำริดในจีนและตะวันออกกลาง ข้อเสนอนี้สร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก

    ต่อมา ดร.จอยซ์ ไวท์ (Joyce White) แห่งพิพิธภัณฑ์เพนน์ ศึกษาตัวอย่างใหม่และปรับลำดับเวลา เธอเสนอว่ายุคสำริดตอนต้นของบ้านเชียงอยู่ราว 2000 ปีก่อนคริสตกาล โดยอาศัยการหาอายุจากสารอินทรีย์ในเนื้อดินภาชนะและเศษข้าวที่ติดอยู่ในหม้อ

    ฝ่าย ศ.ชาร์ลส์ ไฮแอม (Charles Higham) ไม่เห็นด้วย เขาตั้งคำถามว่าทำไมสองแหล่งที่อยู่ไม่ไกลกันจึงรับเทคโนโลยีสำริดห่างกันถึงพันปี ทีมของเขาหาอายุจากกระดูกมนุษย์ที่บ้านเชียงได้ราว 1128–936 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับผลจากบ้านโนนวัด เขาเสนอว่าความรู้เรื่องสำริดน่าจะมาจากทางจีนตอนใต้ ในช่วงที่อารยธรรมสำริดของจีนรุ่งเรือง

    ไวท์โต้กลับว่าการหาอายุจากกระดูกมีปัญหาทางเทคนิค และผลยังไม่สอดคล้องกับหลักฐานอื่นในภูมิภาค ข้อถกเถียงนี้จึงยังไม่ยุติ ผู้อ่านควรเข้าใจว่าตัวเลขอายุสำริดของไทยที่เห็นในแหล่งต่าง ๆ อาจต่างกันได้เกือบพันปี ขึ้นกับว่าอ้างอิงนักวิชาการฝ่ายใด

    สำริดที่บ้านเชียงเริ่มเมื่อไร นักโบราณคดีสองฝ่ายยังเถียงกันโดยห่างกันเกือบพันปี

    บ้านโนนวัด บ้านปราสาท และเนินอุโลก

    ในลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน จังหวัดนครราชสีมา มีแหล่งโบราณคดีสำคัญหลายแห่งที่ช่วยเติมภาพของยุคโลหะ บ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง ขุดค้นตั้งแต่ พ.ศ. 2545 โดยไฮแอมเป็นผู้เริ่ม พบหลุมศพ 640 หลุมใน 11 ช่วงเวลา ตั้งแต่ยุคหินใหม่ในศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล ยุคสำริดราว 1050–420 ปีก่อนคริสตกาล ต่อด้วยยุคเหล็ก

    ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ทีมงานพบหลุมศพยุคสำริดที่ร่ำรวยอย่างไม่คาดคิด บางหลุมยาวราวห้าเมตร มีภาชนะดินเผามากกว่า 20 ใบ ลูกปัดเปลือกหอยนับพัน ขวานสำริด และกำไลเปลือกหอยขนาดใหญ่ นักวิจัยเรียกกลุ่มนี้ว่าหลุมศพชั้นสูง ซึ่งแสดงว่าสังคมยุคสำริดตอนต้นมีความเหลื่อมล้ำชัดเจน บ้านโนนวัดยังพบกระดูกไก่บ้านที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก อายุราว 1650–1250 ปีก่อนคริสตกาล

    ไม่ไกลกันคือบ้านปราสาท ซึ่งกรมศิลปากรขุดค้นและเปิดหลุมขุดค้นให้ประชาชนชม ในสามหลุมพบโครงกระดูกรวม 59 โครง พร้อมเครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้ว และภาชนะดินเผา ชุมชนนี้มีอายุย้อนไปราว 3,000 ปี และมีคนอยู่ต่อเนื่องถึงสมัยทวารวดีและเขมร

    ส่วนเนินอุโลก อำเภอสูงเนิน เป็นชุมชนยุคเหล็กที่กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยโอทาโกขุดค้นในปี พ.ศ. 2540–2541 พบโครงกระดูกราว 120 คน บางคนมีร่องรอยความรุนแรง เช่น กะโหลกที่ถูกฟันด้วยของมีคมหนัก และชายหนุ่มที่มีหัวลูกศรเหล็กฝังอยู่ในกระดูกสันหลัง หลักฐานนี้บอกว่าความขัดแย้งระหว่างชุมชนเพิ่มขึ้นในยุคเหล็ก

    ทองแดงจากภูเขา ดีบุกจากแดนไกล

    สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก ชุมชนที่ทำสำริดจึงต้องหาแร่ทั้งสองชนิด ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์เพนน์ทำโครงการโบราณโลหวิทยาในประเทศไทย นำโดย ดร.วินเซนต์ พิกอตต์ (Vincent Pigott) และ สุรพล นาถะพินธุ เพื่อตามหาแหล่งทองแดงโบราณ

    แหล่งแรกคือภูโล้น ริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย ซึ่งขุดค้นในปี พ.ศ. 2528 ที่นี่เป็นเหมืองทองแดงก่อนประวัติศาสตร์แห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการขุดค้น มีอายุในช่วงสหัสวรรษแรกก่อนคริสตกาล นักวิจัยเชื่อว่าผู้คนจากที่ห่างไกลตามลำน้ำโขงเดินทางขึ้นมาขุดแร่ที่นี่ และอุโมงค์เหมืองจำนวนมากอาจถล่มลงจนรูปร่างภูเขาเปลี่ยนไป

    แหล่งที่สองคือหุบเขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในสามแหล่งผลิตทองแดงขั้นต้นที่รู้จักในภูมิภาค แหล่งสำคัญได้แก่ โนนป่าหวาย นิลกำแหง และโนนหมากลา ช่างโลหะที่นี่ถลุงแร่ทองแดงหลายชนิดร่วมกันในเตาเดียว และผลิตทองแดงเป็นปริมาณมากเพื่อส่งออกไปยังชุมชนอื่น

    ส่วนดีบุกนั้นหลักฐานโดยตรงยังมีน้อยกว่าทองแดง นักวิชาการยังศึกษาต่อว่าดีบุกที่ใช้ในชุมชนอีสานและภาคกลางมาจากแหล่งใด สิ่งที่ชัดเจนคือการทำสำริดต้องอาศัยเครือข่ายแลกเปลี่ยนที่กว้างไกล ชุมชนแต่ละแห่งจึงไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว

    เกลือและเหล็กบนที่ราบสูงโคราช

    ใต้ผืนดินของที่ราบสูงโคราชมีชั้นเกลือหินขนาดใหญ่ ในฤดูแล้งคราบเกลือจะขึ้นมาบนผิวดิน ผู้คนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์รู้จักขูดดินเค็มมากรองน้ำ แล้วต้มน้ำเกลือจนตกผลึก หลักฐานการผลิตเกลือขนาดใหญ่พบที่บ่อพันขัน ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด และในลุ่มน้ำสงคราม

    นักโบราณคดีชาวญี่ปุ่น เออิจิ นิตตะ (Eiji Nitta) ศึกษาแหล่งผลิตเกลือและเหล็กในอีสาน เขาพบว่าเนินดินบางแห่งเกิดจากดินที่ทิ้งจากการทำเกลือซ้อนกันหลายช่วง และพบแหล่งถลุงเหล็กที่มีกลุ่มเตาซึ่งสร้างใหม่และใช้ซ้ำหลายครั้ง แสดงว่าการผลิตเหล็กบางแห่งทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    เกลือเป็นสิ่งจำเป็นในการถนอมอาหาร โดยเฉพาะปลาร้าและปลาเค็ม ส่วนเหล็กให้เครื่องมือทำนา อาวุธ และเครื่องใช้ที่แข็งแรงกว่าสำริด การควบคุมทรัพยากรทั้งสองชนิดจึงอาจเป็นแหล่งที่มาของอำนาจและความมั่งคั่งของผู้นำชุมชนในยุคเหล็ก

    ชุมชนคูน้ำคันดินแห่งยุคเหล็ก

    หากมองจากภาพถ่ายทางอากาศ จะเห็นว่าในลุ่มแม่น้ำมูลมีเนินดินจำนวนมากที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำและคันดินเป็นวงกลมหรือวงรี ชุมชนเหล่านี้รุ่งเรืองในยุคเหล็ก ราว 500 ปีก่อนคริสตกาลถึงราว ค.ศ. 600 การสำรวจด้วยภาพดาวเทียมพบชุมชนคูน้ำแห่งใหม่อีก 146 แห่ง ในลุ่มแม่น้ำมูล

    นักวิชาการยังเห็นไม่ตรงกันว่าคูน้ำมีไว้ทำอะไร บางคนเห็นว่าใช้เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและทำนา บางคนเห็นว่าใช้ป้องกันการโจมตี หรืออาจใช้ทั้งสองอย่าง ที่บ้านโนนวัด ชุมชนยุคเหล็กมีคันดินและคูน้ำสองชั้น และมีลานทำงานโลหะราวสิบกว่าแห่ง

    ไฮแอมเสนอว่ายุคเหล็กในลุ่มแม่น้ำมูลเป็นช่วงที่สังคมเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งประชากรเพิ่มขึ้น การค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับจีนขยายตัว และการใช้กำลังรุนแรงมากขึ้น ชุมชนคูน้ำบางแห่งยังมีคนอยู่ต่อเนื่องมาถึงสมัยที่สร้างปราสาทอิฐแบบเขมร

    กลองมโหระทึกและการติดต่อกับโลกภายนอก

    กลองมโหระทึกสำริดเป็นสัญลักษณ์สำคัญของยุคโลหะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลองแบบนี้นักวิชาการเรียกว่าเฮเกอร์ประเภทที่ 1 หรือกลองดองซอน ตามชื่อวัฒนธรรมในเวียดนามเหนือ ผลิตตั้งแต่ราว 600 ปีก่อนคริสตกาลหรือก่อนหน้านั้น จนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 พบแล้วกว่า 200 ใบ กระจายตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงอินโดนีเซียตะวันออก

    ในประเทศไทย แหล่งที่มีชื่อเสียงคือถ้ำองบะ ริมแม่น้ำแควใหญ่ตอนบน จังหวัดกาญจนบุรี คณะสำรวจไทย-เดนมาร์กสำรวจถ้ำนี้ในช่วง พ.ศ. 2503–2505 พบกลองมโหระทึกหลายใบวางอยู่ใกล้โลงไม้รูปเรือ ซึ่งน่าจะบรรจุศพของบุคคลชั้นสูง แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระบุจำนวนกลองไม่ตรงกัน บางแหล่งว่าสี่ใบ บางแหล่งว่าหกใบ

    ถ่านจากโลงไม้ที่ถูกเผาในถ้ำองบะให้ค่าอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล กลองเหล่านี้น่าจะเป็นของมีค่าที่เดินทางมาตามเส้นทางแลกเปลี่ยนจากทางเหนือ และใช้เป็นเครื่องแสดงฐานะของผู้นำ การพบกลองร่วมกับหลุมศพชั้นสูงจึงสะท้อนว่าสังคมยุคเหล็กมีการแบ่งชนชั้นชัดเจน

    ภาพเขียนบนผาและก้าวสู่รัฐยุคแรก

    ผู้คนยุคโลหะยังทิ้งงานศิลปะไว้บนผาหิน ที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีภาพเขียนสีบนหน้าผาเหนือแม่น้ำโขง กลุ่มที่ยาวที่สุดยาวราว 180 เมตร มีภาพมากกว่า 300 ภาพ เช่น คน ฝ่ามือ ปลาขนาดใหญ่ซึ่งอาจเป็นปลาบึก และเครื่องมือจับปลา อายุของภาพมักประเมินกันว่าราว 3,000–4,000 ปี แต่ตัวเลขยังต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล ทีมจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีศรีศักร วัลลิโภดม ร่วมอยู่ด้วย สำรวจพบเมื่อ พ.ศ. 2524

    ที่เขาปลาร้า อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี มีภาพเขียนสีแดงและดำบนผนังผาสูงชัน เป็นภาพคนและสัตว์หลายชนิด เช่น สุนัข ไก่ เต่า กบ กวาง และวัว อายุโดยประมาณราว 3,000–5,000 ปี ภาพบางภาพดูเหมือนบันทึกพิธีกรรมและการเลี้ยงสัตว์ของชุมชนเกษตรกรรม

    เมื่อถึงปลายยุคเหล็ก ชุมชนในดินแดนไทยมีครบทั้งการทำนาขนาดใหญ่ การผลิตโลหะและเกลือ เครือข่ายการค้าที่กว้างไกล และผู้นำที่มีฐานะเหนือคนอื่น เมื่อการค้าทางทะเลกับอินเดียและจีนขยายตัว ความคิดเรื่องศาสนา อักษร และการปกครองแบบใหม่ก็หลั่งไหลเข้ามา ชุมชนคูน้ำหลายแห่งจึงค่อย ๆ เติบโตเป็นเมืองในยุคทวารวดีและบ้านเมืองยุคแรกเริ่มที่ตามมา

    ไทม์ไลน์

    • ราว 1650–1250 ปีก่อน ค.ศ.: ไก่บ้านที่บ้านโนนวัด. กระดูกไก่บ้านที่เก่าที่สุดเท่าที่รู้จัก
    • ราว 2000 ปีก่อน ค.ศ. (ข้อเสนอของไวท์): สำริดยุคแรกที่บ้านเชียง. ลำดับเวลาแบบยาวจากการหาอายุเศษข้าวและเนื้อดินภาชนะ
    • ราว 1050–1000 ปีก่อน ค.ศ. (ข้อเสนอของไฮแอม): เริ่มยุคสำริด. ผลจากบ้านโนนวัดและกระดูกมนุษย์ที่บ้านเชียง
    • สหัสวรรษแรกก่อน ค.ศ.: เหมืองทองแดงภูโล้นและการถลุงที่วงพระจันทร์. การผลิตทองแดงขนาดใหญ่ในเลยและลพบุรี
    • ราว 420 ปีก่อน ค.ศ.: เริ่มยุคเหล็กที่บ้านโนนวัด. ชุมชนสร้างคูน้ำคันดินและผลิตเหล็ก
    • ราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ.: โลงไม้และกลองมโหระทึกที่ถ้ำองบะ. หลุมศพชั้นสูงในกาญจนบุรี
    • ราว 500 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 600: ชุมชนคูน้ำรุ่งเรือง. ชุมชนคูน้ำคันดินกระจายทั่วลุ่มแม่น้ำมูล
    • พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966): สตีฟ ยัง พบบ้านเชียง. สะดุดรากต้นงิ้วและเห็นไหเขียนสี
    • พ.ศ. 2517–2518 (ค.ศ. 1974–1975): ขุดค้นบ้านเชียง. กรมศิลปากรร่วมกับพิพิธภัณฑ์เพนน์
    • พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981): สำรวจพบภาพเขียนสีผาแต้ม. ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากร
    • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992): บ้านเชียงเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
    • พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002): เริ่มขุดค้นบ้านโนนวัด. พบหลุมศพ 640 หลุม รวมถึงหลุมศพชั้นสูงยุคสำริด

    รู้หรือไม่

    ลายเขียนสีที่โด่งดังมาทีหลัง

    ภาชนะลายเขียนสีแดงบนพื้นสีนวลซึ่งเป็นภาพจำของบ้านเชียง จริง ๆ แล้วอยู่ในช่วงปลายของแหล่ง ราว 300 ปีก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 300 ส่วนภาชนะยุคแรกเป็นแบบสีดำมีลายขูดขีด

    ภูเขาที่ถล่มเพราะเหมือง

    นักวิจัยเสนอว่ารูปร่างของภูโล้นในจังหวัดเลยเปลี่ยนไป เพราะอุโมงค์เหมืองทองแดงโบราณที่ขุดกันเป็นร่างแหทรุดตัวลงภายใต้น้ำหนักของดินด้านบน

    หลุมศพที่เปิดให้ชม

    ทั้งบ้านเชียงและบ้านปราสาทมีหลุมขุดค้นที่เก็บโครงกระดูกและภาชนะไว้ในตำแหน่งเดิม ผู้มาเยือนจึงเห็นได้ว่านักโบราณคดีพบหลักฐานในสภาพอย่างไร

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Ban Chiang Archaeological Site – UNESCO World Heritage Centre
    2. Charles Higham: The dating game and the saga of Ban Chiang – World Archaeology
    3. Ban Chiang Chronology – ISEAA
    4. Ban Non Wat – Wikipedia
    5. Thailand's Bronze Age superburials – World Archaeology
    6. Thailand Archaeometallurgy Project – Penn Museum
    7. Moated sites of the Iron Age in the Mun River Valley (O'Reilly & Scott) – ANU
    8. Noen U-Loke – Physical Anthropology in Thailand (SAC)
    9. Journal of the Siam Society vol. 77 reviews (Sørensen, Archaeological Excavations in Thailand: Ongbah Cave)
    10. ภาพเขียนสีผาแต้ม – ศิลปวัฒนธรรม

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร

    สุวรรณภูมิ: เส้นทางการค้าข้ามสมุทร

    ภาพประกอบ: Bead Production KSK · Bérénice Bellina · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

    ดินแดนทองในคัมภีร์อินเดียกับหลักฐานโบราณคดีที่บอกว่าคาบสมุทรไทยเคยเป็นทางแยกของการค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ · ราวพุทธศตวรรษที่ 2–12 (ราว 400 ปีก่อน ค.ศ. – คริสต์ศตวรรษที่ 7)

    ความหมายสุวรรณภูมิ แปลว่า แผ่นดินทอง (ภาษาสันสกฤตและบาลี)
    แหล่งที่มาของชื่อชาดก มิลินทปัญหา และคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา
    ที่ตั้งยังไม่มีข้อยุติ มีทั้งไทยภาคกลาง พม่าตอนล่าง คาบสมุทรมลายู และสุมาตรา
    แหล่งโบราณคดีสำคัญเขาสามแก้ว ภูเขาทอง ควนลูกปัด บ้านดอนตาเพชร อู่ทอง
    สินค้าเด่นลูกปัดหินและแก้ว ดีบุก ทองคำ เครื่องเทศ ของป่า
    พลังขับเคลื่อนลมมรสุมที่พัดสลับทิศตามฤดูกาล

    แผ่นดินทองในความทรงจำของชาวอินเดีย

    คำว่าสุวรรณภูมิมาจากภาษาสันสกฤต แปลตรงตัวว่าแผ่นดินแห่งทอง ชาวอินเดียโบราณใช้คำนี้เรียกดินแดนไกลโพ้นทางตะวันออกที่ต้องข้ามทะเลไปถึง ในสายตาของพ่อค้ายุคนั้น ดินแดนนี้คือแหล่งทองคำ เครื่องหอม และของมีค่าที่หาไม่ได้ในบ้านเกิด

    ชื่อนี้ปรากฏในวรรณกรรมหลายเรื่อง ชาดกซึ่งเป็นนิทานชาติก่อนของพระพุทธเจ้ามีเรื่องพ่อค้าล่องเรือไปสุวรรณภูมิอยู่หลายตอน เช่น มหาชนกชาดกที่เจ้าชายลงเรือไปค้าขายแล้วเรือแตกกลางทะเล และสังขชาดกที่พราหมณ์ผู้ร่ำรวยตัดสินใจเดินทางไปแผ่นดินทองเพื่อหาทรัพย์มาทำทานต่อ

    คัมภีร์มิลินทปัญหา ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าแต่งราวพุทธศตวรรษที่ 6–7 (คริสต์ศตวรรษที่ 1–2) เอ่ยถึงสุวรรณภูมิในรายชื่อเมืองท่าที่เจ้าของเรือผู้มั่งคั่งแล่นไปค้าขาย หลักฐานเหล่านี้ชี้ว่าในโลกทัศน์ของชาวอินเดีย การเดินทางไปสุวรรณภูมิคือการเสี่ยงโชคทางทะเลเพื่อความมั่งคั่ง

    พระโสณะ พระอุตตระ และตำนานการเผยแผ่ศาสนา

    คัมภีร์มหาวงศ์ของลังกาเล่าว่า หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราวพุทธศตวรรษที่ 3 (ราว 250 ปีก่อน ค.ศ.) คณะสงฆ์ได้ส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่าง ๆ โดยพระโสณะและพระอุตตระได้รับมอบหมายให้ไปยังสุวรรณภูมิ

    ตามตำนาน พระเถระทั้งสองเดินทางไปถึงดินแดนที่ถูกผีเสื้อสมุทรรังควาน และทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมานับถือพระพุทธศาสนา เรื่องนี้กลายเป็นความภูมิใจของทั้งคนไทยและคนมอญในพม่า ซึ่งต่างก็เชื่อว่าบ้านเมืองของตนคือปลายทางของพระเถระทั้งสอง

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการอย่างนิโคลัส เรอวีร์ ชี้ว่ายังไม่พบจารึกหรือเอกสารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กล่าวถึงตำนานนี้หรือคำว่าสุวรรณภูมิในภาษาบาลีก่อนสหัสวรรษที่ 2 ของคริสตกาล เรื่องพระโสณะและพระอุตตระจึงควรอ่านในฐานะตำนาน ไม่ควรถือเป็นบันทึกเหตุการณ์ที่พิสูจน์ได้

    สุวรรณภูมิอาจไม่เคยเป็นอาณาจักรเดียว แต่เป็นชื่อที่พ่อค้าข้ามทะเลใช้เรียกความหวังว่าจะพบทองที่ปลายขอบฟ้าตะวันออก

    สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน: ข้อถกเถียงที่ยังไม่จบ

    คำถามว่าสุวรรณภูมิตั้งอยู่ตรงไหนเป็นข้อถกเถียงมานานกว่าร้อยปี ฝ่ายไทยหลายท่านเสนอว่าศูนย์กลางอยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะเมืองโบราณอู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรีหรือนครปฐม ซึ่งพบโบราณวัตถุจากการค้าทางไกลจำนวนมาก

    ฝ่ายพม่ามีประเพณีของชาวมอญที่ถือว่าเมืองสะเทิมในพม่าตอนล่างคือสุวรรณภูมิ ขณะที่บางกลุ่มมองไปที่คาบสมุทรมลายูซึ่งนักภูมิศาสตร์กรีกอย่างปโตเลมีเรียกว่าคาบสมุทรทองคำ ส่วนเกาะสุมาตราก็มีหลักฐานชัดว่าในจารึกปาดังโรโจ พ.ศ. 1829 (ค.ศ. 1286) เรียกดินแดนแถบนั้นว่าสุวรรณภูมิ

    นักวิชาการปัจจุบันจำนวนมากเห็นว่าสุวรรณภูมิในคัมภีร์อินเดียน่าจะเป็นชื่อเรียกกว้าง ๆ สำหรับดินแดนทางตะวันออกทั้งหมด มากกว่าจะหมายถึงอาณาจักรเดียวที่มีพรมแดนแน่นอน การที่หลายประเทศอ้างสิทธิ์ในชื่อนี้สะท้อนว่าชื่อสุวรรณภูมิถูกนำมาใช้สร้างความภูมิใจของชาติในยุคสมัยใหม่ด้วย

    เขาสามแก้ว: เมืองท่ายุคแรกบนคอคอดกระ

    หลักฐานที่ทำให้ภาพสุวรรณภูมิชัดขึ้นมาจากการขุดค้นมากกว่าจากคัมภีร์ แหล่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งคือเขาสามแก้ว ในอำเภอเมืองชุมพร ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสี่ลูกริมแม่น้ำท่าตะเภา ครอบคลุมพื้นที่ราว 54 เฮกตาร์ ใกล้ฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออกของคอคอดกระ

    ระหว่าง พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009) คณะนักโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส นำโดยแบเรนิซ เบลลินา ร่วมกับกรมศิลปากร ได้ขุดค้นอย่างเป็นระบบ ผลการหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีหลายสิบตัวอย่างชี้ว่า กิจกรรมหลักของชุมชนเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 2–6 (คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1)

    สิ่งที่พบมีทั้งกลองมโหระทึกแบบดงเซิน กระจกสำริดสมัยราชวงศ์ฮั่น ภาชนะดินเผาจากอินเดีย ตราประทับอักษรพราหมี และหยกเนฟไรต์ที่มีต้นทางจากไต้หวัน ที่น่าสนใจกว่านั้นคือร่องรอยโรงงานทำลูกปัดหินและแก้ว งานโลหะ และเครื่องปั้นดินเผาหลายประเพณี

    คณะผู้วิจัยตีความว่าเขาสามแก้วเป็นเมืองท่ายุคแรกที่มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่รวมกัน รวมถึงช่างและพ่อค้าจากเอเชียใต้ การค้นพบนี้ผลักอายุของเส้นทางสายไหมทางทะเลในภูมิภาคนี้ให้เก่าขึ้นไปกว่าที่เคยเชื่อกันหลายร้อยปี

    ภูเขาทอง ควนลูกปัด และบ้านดอนตาเพชร

    ฝั่งทะเลอันดามันก็มีเมืองท่าสำคัญเช่นกัน แหล่งโบราณคดีภูเขาทองในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง พบเศษภาชนะดินเผาที่ขีดตัวอักษรทมิฬ-พราหมีไว้สามตัว อิรวทัม มหาเทวัน ผู้เชี่ยวชาญจารึกทมิฬ อ่านว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า ตุรวอน ซึ่งแปลว่านักบวช และกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 7 (คริสต์ศตวรรษที่ 2)

    ที่ภูเขาทองยังพบภาชนะดินเผาแบบรูเลตต์ที่คล้ายกับของเมืองอริกเมฑุทางใต้ของอินเดีย และเศษภาชนะแก้วโมเสกจากโลกเมดิเตอร์เรเนียน แสดงว่าพ่อค้าจากอินเดียใต้น่าจะเดินทางมาถึงชายฝั่งนี้โดยตรง

    ถัดลงไปทางใต้ที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ คือแหล่งควนลูกปัด ซึ่งชาวบ้านตั้งชื่อตามลูกปัดจำนวนมหาศาลที่พบบนเนินดิน ที่นี่พบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และเศษลูกปัด อันเป็นหลักฐานของการผลิตลูกปัดในท้องถิ่น ร่วมกับหัวแหวนหินคาร์เนเลียนแกะสลักแบบโรมัน ซึ่งมีลายไก่ชน เทพีฟอร์ทูนา และซาเทอร์ถือพวงองุ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6–7

    ในภาคกลาง แหล่งบ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกรมศิลปากรเริ่มขุดค้นใน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) มีอายุราว 2,300–2,400 ปีมาแล้ว พบจี้หินคาร์เนเลียนรูปสิงโต ลูกปัดหินฝังสี และภาชนะสำริดผนังบาง เป็นหลักฐานว่าการติดต่อกับอินเดียแผ่เข้ามาถึงแผ่นดินตอนในตั้งแต่ยุคเหล็ก

    ของจากโรมันและไบแซนไทน์

    สินค้าบางชิ้นเดินทางมาไกลกว่าอินเดีย ที่เมืองโบราณอู่ทองพบเหรียญแอนโทนิเนียนัสของวิกตอรินุส ผู้อ้างตนเป็นจักรพรรดิในแคว้นกอลระหว่าง พ.ศ. 812–814 (ค.ศ. 269–271) เหรียญนี้น่าจะผลิตจากโรงกษาปณ์เมืองโคโลญ และเป็นเหรียญโรมันแท้เพียงเหรียญเดียวที่รู้จักว่าพบในประเทศไทย

    อีกชิ้นหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือตะเกียงสำริดจากพงตึก จังหวัดกาญจนบุรี ยอร์ช เซเดส์ ตีพิมพ์เรื่องนี้ใน พ.ศ. 2471 และเห็นว่าเป็นงานโรมันราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ต่อมามีผู้เสนอว่าทำที่เมืองอเล็กซานเดรีย

    ใน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) บริจิตต์ บอเรลล์ ศึกษาใหม่และพบว่าตะเกียงนี้เป็นงานไบแซนไทน์ตอนต้น ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งอาจผลิตในอียิปต์ การกำหนดอายุใหม่นี้เตือนให้เห็นว่าวัตถุชิ้นเดียวอาจถูกตีความผิดได้หลายร้อยปี และการค้าทางไกลยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงยุคทวารวดีตอนต้น

    ลมมรสุม สินค้า และเส้นทางข้ามคาบสมุทร

    สิ่งที่ทำให้การค้าข้ามอ่าวเบงกอลเป็นไปได้คือลมมรสุม ช่วงราวพฤษภาคมถึงสิงหาคม ลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนช่วงธันวาคมถึงมีนาคม ลมพัดกลับจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรือจึงต้องออกเดินทางตามฤดูกาล และบางครั้งต้องพักรอลมเปลี่ยนทิศที่เมืองท่าเป็นเวลาหลายเดือน

    ระยะแรกพ่อค้าจำนวนมากไม่อ้อมแหลมมลายู แต่ขึ้นฝั่งอันดามันแล้วขนสินค้าข้ามคาบสมุทรช่วงที่แคบที่สุดไปลงเรือฝั่งอ่าวไทย นี่คือเหตุผลที่เมืองท่าอย่างเขาสามแก้วและภูเขาทองตั้งอยู่คนละฝั่งของคาบสมุทรในละติจูดใกล้กัน ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 เรือเริ่มแล่นผ่านช่องแคบมะละกามากขึ้น เส้นทางข้ามคาบสมุทรจึงลดความสำคัญลง

    สินค้าที่ไหลเวียนในเครือข่ายนี้มีทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต ลูกปัดแก้ว ผ้า เครื่องหอม เครื่องเทศ ทองคำ ดีบุก และของป่าอย่างไม้หอมและยางไม้ ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่ยังรับเทคโนโลยีมาผลิตลูกปัดและโลหะเองด้วย

    ฟูนัน จินหลิน และรัฐแรกเริ่ม

    เมื่อการค้าเติบโต ชุมชนบางแห่งก็พัฒนาเป็นรัฐ เอกสารจีนเล่าถึงฟูนัน รัฐการค้าในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างที่มีเมืองท่าออกแอวเป็นศูนย์กลาง ที่ออกแอวพบเหรียญทองโรมันสมัยจักรพรรดิแอนโทนินัส ไพอัส แสดงว่าเครือข่ายเดียวกันนี้ทอดยาวจากโลกโรมันมาถึงชายฝั่งเวียดนาม

    เอกสารจีนยังกล่าวถึงรัฐชื่อจินหลิน แปลว่าเพื่อนบ้านทอง ซึ่งอยู่ห่างจากฟูนันไปทางตะวันตกราว 2,000 ลี้ ในพุทธศตวรรษที่ 8 พระเจ้าฟันซีมันแห่งฟูนันยกทัพปราบรัฐทางทะเลได้กว่าสิบแห่ง และเตรียมจะตีจินหลินแต่ประชวรสิ้นพระชนม์เสียก่อน

    นักวิชาการไทยหลายท่านเสนอว่าจินหลินอยู่ที่อู่ทองหรือนครปฐม แต่บางท่านเช่นบริกส์เห็นว่าอยู่พม่าตอนล่าง และวีทลีย์เสนอบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ชื่อที่แปลว่าทองนี้ทำให้หลายคนเชื่อมโยงจินหลินเข้ากับสุวรรณภูมิ ซึ่งยังต้องรอหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ชุมชนการค้าเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้รัฐอย่างทวารวดีเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 2–6 (ค.ศ. ราว 400 ปีก่อน – 100): เมืองท่าเขาสามแก้ว. ชุมชนบนคอคอดกระผลิตลูกปัดและโลหะ ติดต่อทั้งอินเดียและจีน
    • ราว 2,300–2,400 ปีก่อน: บ้านดอนตาเพชร. ชุมชนยุคเหล็กในกาญจนบุรีมีสิงโตคาร์เนเลียนและภาชนะสำริด
    • พุทธศตวรรษที่ 3 (ตามตำนาน) (ค.ศ. ราว 250 ปีก่อน): พระโสณะและพระอุตตระ. มหาวงศ์เล่าว่าสมณทูตเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่สุวรรณภูมิ
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 6–7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 1–2): หัวแหวนโรมันที่ควนลูกปัด. หินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมันมาถึงฝั่งอันดามัน
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 2): ภาชนะจารึกทมิฬ-พราหมี. พบที่ภูเขาทอง ระนอง อ่านว่าคำที่แปลว่านักบวช
    • พุทธศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 3): ฟูนันกับจินหลิน. พระเจ้าฟันซีมันขยายอำนาจทางทะเลแต่ไม่ได้ตีจินหลิน
    • พ.ศ. 812–814 (ค.ศ. 269–271): เหรียญวิกตอรินุส. เหรียญโรมันที่ภายหลังพบที่เมืองโบราณอู่ทอง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 5–6): ตะเกียงพงตึก. ตะเกียงสำริดไบแซนไทน์จากเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
    • พ.ศ. 2548–2552 (ค.ศ. 2005–2009): ขุดค้นเขาสามแก้ว. คณะไทย-ฝรั่งเศสขุดค้นอย่างเป็นระบบ
    • พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008): กำหนดอายุตะเกียงใหม่. บริจิตต์ บอเรลล์ เสนอว่าเป็นงานไบแซนไทน์ตอนต้น

    รู้หรือไม่

    หยกจากไต้หวัน

    หยกเนฟไรต์ที่เขาสามแก้วมาจากแหล่งเฟิงเถียนในไต้หวัน ช่างในชุมชนนำวัตถุดิบมาตัดแต่งเป็นเครื่องประดับเอง แสดงว่าเครือข่ายการค้าเชื่อมไปถึงทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออก

    เหรียญโรมันมีเหรียญเดียว

    แม้จะมีเรื่องเล่าว่าพบเหรียญโรมันในไทยหลายแห่ง แต่ตามการศึกษาของนักวิชาการ เหรียญวิกตอรินุสที่อู่ทองเป็นเหรียญโรมันแท้เพียงเหรียญเดียวที่ยืนยันได้ ส่วนที่ควนลูกปัดพบจี้สำริดที่เลียนแบบเหรียญโรมันและแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อ

    เจ็ดวันเจ็ดคืน

    อรรถกถาบาลีเล่าว่าหากได้ลมดี เรือจากลังกาจะแล่นถึงสุวรรณภูมิได้ในเวลาราวเจ็ดวันเจ็ดคืน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Suvarnabhumi (Wikipedia)
    2. Revire, Facts and Fiction: The Myth of Suvaṇṇabhūmi
    3. Khao Sam Kaeo review, Journal of the Siam Society
    4. EFEO: Khao Sam Kaeo, an early port-city
    5. Borell, Bellina, Chaisuwan: Contacts with the Mediterranean World
    6. Borell, The Early Byzantine Lamp from Pong Tuk (JSS 2008)
    7. Tamil Brahmi inscription on pottery found in Thailand
    8. วารสารดำรงวิชาการ: แหล่งโบราณคดีภูเขาทองและควนลูกปัด
    9. Chin Lin (Wikipedia)
    10. Asia Society: Maritime trade routes

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ทวารวดี

    ทวารวดี

    ภาพประกอบ: Buddha in Dvaravati art · ผู้สร้างสรรค์ผลงาน/ส่งข้อมูลเก็บในคลังข้อมูลเสรีวิกิมีเดียคอ · CC BY 2.5 · Wikimedia Commons

    วัฒนธรรมพุทธศาสนายุคแรกของชาวมอญในลุ่มเจ้าพระยาและที่ราบสูงโคราช ซึ่งทิ้งเหรียญเงิน ธรรมจักร และใบเสมาไว้ให้คนรุ่นหลังไขปริศนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–11)

    ความหมายของชื่อทวารวดี มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงเมืองที่มีประตู
    หลักฐานชื่อเหรียญเงินจารึก ศรีทวารวตีศวรปุณยะ พบ พ.ศ. 2486 ที่นครปฐม
    ภาษามอญโบราณ สันสกฤต และบาลี เขียนด้วยอักษรปัลลวะและหลังปัลลวะ
    ศาสนาหลักพุทธศาสนาเถรวาทเป็นหลัก มีมหายานและศาสนาฮินดูร่วมด้วย
    เมืองสำคัญนครปฐม อู่ทอง คูบัว ศรีเทพ ลพบุรี เมืองเสมา ฟ้าแดดสงยาง
    มรดกโลกศรีเทพ (พ.ศ. 2566) และภูพระบาท (พ.ศ. 2567)

    ชื่อที่ซ่อนอยู่ในไหดินเผา

    นักประวัติศาสตร์รู้จักชื่อทวารวดีมาก่อนจากบันทึกจีน แต่ยังไม่มีหลักฐานในแผ่นดินไทยยืนยัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวบ้านพบไหดินเผาใต้ซากเจดีย์ร้างริมห้วยจระเข้ ตำบลเนินหิน จังหวัดนครปฐม ภายในมีเหรียญเงินขนาดราว 2 เซนติเมตรสองเหรียญ

    ด้านหนึ่งของเหรียญมีรูปหม้อน้ำมีพันธุ์พฤกษาหรือแม่วัวกับลูก อีกด้านมีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต ยอร์ช เซเดส์ อ่านได้ว่า ศรีทวารวตีศวรปุณยะ แปลว่าบุญกุศลของพระเจ้าศรีทวารวดี และกำหนดอายุตัวอักษรไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (คริสต์ศตวรรษที่ 7)

    ต่อมามีการพบเหรียญแบบเดียวกันอีกหลายแห่ง เช่น อู่ทอง เมืองดงคอนในชัยนาท และเขตจังหวัดสิงห์บุรี ใน พ.ศ. 2562 ยังพบศิลาจารึกที่วัดพระงาม นครปฐม ซึ่งกล่าวถึงคำว่าทวารวตีวิภูติ หลักฐานเหล่านี้ทำให้มั่นใจว่าชื่อทวารวดีเป็นชื่อที่ผู้คนยุคนั้นใช้เรียกตัวเองจริง

    ทวารวดีในสายตาจีน

    พระถังซัมจั๋ง หรือเสวียนจั้ง ภิกษุจีนผู้เดินทางไปอินเดียในพุทธศตวรรษที่ 12 ได้ยินชื่อแคว้นหนึ่งชื่อโถโลโปตี้ และบันทึกว่าแคว้นนี้อยู่ระหว่างศรีเกษตรในพม่ากับอีศานปุระในกัมพูชา ตำแหน่งนี้ตรงกับภาคกลางของไทยพอดี

    จดหมายเหตุราชวงศ์ถังบันทึกว่าแคว้นนี้ส่งคณะทูตไปจีนใน พ.ศ. 1181, 1183, 1186, 1190 และ 1192 (ค.ศ. 638, 640, 643, 647 และ 649) ในครั้งหนึ่งทูตยังขอม้าและระฆังสำริดจากราชสำนักจีน ซึ่งนับเป็นคำขอที่ไม่ธรรมดา

    การส่งทูตบ่อยครั้งในเวลาเพียงสิบกว่าปีแสดงว่าผู้ปกครองทวารวดีให้ความสำคัญกับการค้าและการรับรองจากจีน และมีความมั่งคั่งพอจะส่งคณะทูตข้ามทะเลไปได้หลายครั้ง

    เหรียญเงินเล็ก ๆ สองเหรียญในไหดินเผาใต้เจดีย์ร้าง ได้คืนชื่อให้กับอารยธรรมที่ถูกลืมไปกว่าพันปี

    ชาวมอญและภาษาในจารึก

    จารึกจำนวนมากในสมัยทวารวดีเขียนเป็นภาษามอญโบราณ จารึกภาษามอญที่เก่าที่สุดที่รู้จักคือชิ้นส่วนจารึกจากวัดโพธิ์ร้าง นครปฐม อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 นอกจากนี้ยังพบจารึกภาษามอญในลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ และไกลถึงขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์

    หลักฐานนี้ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าผู้คนกลุ่มหลักของทวารวดีพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร ส่วนภาษาสันสกฤตและบาลีใช้ในบริบททางศาสนาและราชสำนัก เช่น คาถาเย ธมฺมา ที่จารึกบนธรรมจักรและพระพิมพ์

    ภาษามอญยังคงใช้ต่อเนื่องในภาคเหนือที่หริภุญชัยจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 แสดงว่าวัฒนธรรมมอญมีรากลึกและแพร่กว้างในดินแดนไทยก่อนที่คนไทจะมีบทบาทเด่น

    เครือข่ายเมืองคูน้ำคันดิน

    เมืองทวารวดีมักมีผังรูปวงรีหรือรูปไม่สม่ำเสมอ ล้อมด้วยคูน้ำและคันดิน ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำที่เชื่อมกับทะเลหรือเส้นทางการค้า ในภาคกลางมีนครปฐมโบราณซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุด อู่ทองในสุพรรณบุรีซึ่งมีหลักฐานต่อเนื่องจากยุคการค้าสุวรรณภูมิ และคูบัวในราชบุรีที่มีลวดลายปูนปั้นงดงาม

    ทางเหนือของลุ่มเจ้าพระยามีลพบุรีซึ่งพบจารึกภาษามอญหลายหลัก และศรีเทพในเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นเมืองแฝดขนาดใหญ่ที่มีทั้งศาสนสถานพุทธและเทวรูปพระวิษณุ ศรีเทพเชื่อมโยงทั้งภาคกลาง อีสาน และอิทธิพลจากกัมพูชาเข้าด้วยกัน

    บนที่ราบสูงโคราชมีเมืองเสมาในอำเภอสูงเนิน นครราชสีมา ซึ่งมีพระนอนหินทรายยาว 13.30 เมตร ที่วัดธรรมจักรเสมาราม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 (คริสต์ศตวรรษที่ 7) นับเป็นพระนอนที่เก่าที่สุดในประเทศไทย และมีเมืองฟ้าแดดสงยางในกาฬสินธุ์ ซึ่งพบใบเสมามากกว่า 170 ชิ้น

    ธรรมจักร กวางหมอบ และพระพุทธรูป

    สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของทวารวดีคือธรรมจักรศิลา ซึ่งมักตั้งบนเสาสูงคู่กับรูปกวางหมอบ ทั้งสองอย่างหมายถึงการแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ธรรมจักรจากวัดเสน่หา นครปฐม สูง 106 เซนติเมตร และมีจารึกภาษาบาลีจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

    การสร้างธรรมจักรแทนการสร้างพระพุทธรูปในบางกรณีเป็นลักษณะที่พบน้อยในที่อื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปะทวารวดี และบอกว่าชาวพุทธในยุคนั้นเข้าใจหลักธรรมผ่านสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง

    พระพุทธรูปทวารวดีได้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ แต่ปรับให้มีหน้าตาแบบท้องถิ่น คือ ใบหน้ากลม โหนกแก้มสูง ริมฝีปากหนา และคิ้วต่อกันเป็นรูปปีกกา พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทและพระพุทธรูปยืนที่แสดงวิตรรกมุทราทั้งสองพระหัตถ์ก็เป็นรูปแบบที่พบบ่อย

    ใบเสมาแห่งอีสาน

    เมื่อพุทธศาสนาแบบทวารวดีแผ่ขึ้นไปบนที่ราบสูงโคราชตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ผู้คนในอีสานได้สร้างธรรมเนียมเฉพาะของตนขึ้น คือการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ ใบเสมาเหล่านี้มีทั้งแบบแผ่นแบน แบบแท่งเสา และหินธรรมชาติที่ไม่ตกแต่ง

    ใบเสมาจำนวนมากสลักภาพเล่าเรื่องชาดกและพุทธประวัติ ที่เมืองฟ้าแดดสงยางพบใบเสมาสลักเรื่องภูริทัตชาดกและมโหสถชาดก ส่วนใบเสมาชิ้นที่มีชื่อเสียงอย่างภาพพิมพาพิลาปปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

    ที่ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีการปักใบเสมาล้อมเพิงหินธรรมชาติราวพุทธศตวรรษที่ 14 (คริสต์ศตวรรษที่ 8) เป็นต้นมา ยูเนสโกระบุว่าภูพระบาทเก็บรักษากลุ่มใบเสมาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

    อาณาจักรเดียวหรือเครือข่ายนครรัฐ

    นักวิชาการรุ่นแรกมักมองทวารวดีเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีราชธานีเดียว โดยมากเสนอว่าศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐม แต่ข้อเสนอเรื่องที่ตั้งราชธานีก็แตกต่างกัน บางท่านเสนออู่ทอง และงานของศาสตราจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ ในระยะหลังเสนอว่าศรีเทพอาจเป็นศูนย์กลางสำคัญ

    นักวิชาการอีกกลุ่มเห็นว่าทวารวดีน่าจะเป็นกลุ่มนครรัฐที่รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ มีวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะร่วมกัน แต่แต่ละเมืองมีผู้ปกครองของตนเอง เหตุผลคือรูปแบบศิลปะของแต่ละเมืองต่างกันพอสมควร และยังไม่พบหลักฐานของระบบปกครองรวมศูนย์

    สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังชี้ว่าเหรียญเงินที่พบใน พ.ศ. 2486 ไม่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี และเหรียญลักษณะนี้น่าจะเป็นเหรียญในพิธีกรรมมากกว่าเงินตรา คำถามว่าทวารวดีเป็นอาณาจักรหรือเป็นวัฒนธรรมจึงยังเปิดอยู่ และผู้อ่านควรรู้ว่าทั้งสองมุมมองมีเหตุผลรองรับ

    เมื่อเขมรแผ่อำนาจ และมรดกที่เหลืออยู่

    ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (คริสต์ศตวรรษที่ 11) อาณาจักรเขมรจากเมืองพระนครขยายอิทธิพลเข้ามาในลุ่มเจ้าพระยาและที่ราบสูงโคราช ลพบุรีกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมเขมรในภาคกลาง และศาสนสถานแบบปราสาทเริ่มแทนที่สถูปแบบทวารวดีในหลายพื้นที่

    นอกจากเขมร ทวารวดียังได้รับแรงกดดันจากพุกามทางตะวันตกและรัฐทางคาบสมุทรภาคใต้ เมืองหลายแห่งค่อย ๆ ซบเซา ขณะที่วัฒนธรรมมอญยังอยู่รอดทางเหนือที่หริภุญชัย

    มรดกของทวารวดีกลับได้รับการยอมรับในระดับโลกในยุคของเรา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวข้องเป็นมรดกโลก ตามมาด้วยภูพระบาทในปีถัดมา ทำให้โลกได้รู้จักอารยธรรมที่วางรากฐานพุทธศาสนาให้ดินแดนไทย

    ไทม์ไลน์

    • ราวพุทธศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 6): จารึกมอญยุคแรก. จารึกภาษามอญที่วัดโพธิ์ร้าง นครปฐม
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): เหรียญศรีทวารวดี. เหรียญเงินจารึกชื่อผู้ปกครองทวารวดี
    • พ.ศ. 1181–1192 (ค.ศ. 638–649): คณะทูตไปราชสำนักถัง. โถโลโปตี้ส่งทูตไปจีนอย่างน้อยห้าครั้ง
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 13 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 7): พระนอนเมืองเสมา. พระนอนหินทรายยาว 13.30 เมตร ที่นครราชสีมา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8): ใบเสมาภูพระบาท. การปักใบเสมาล้อมเพิงหินบนภูพระบาท อุดรธานี
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 11): เขมรขยายอำนาจ. ลพบุรีกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเขมรในภาคกลาง
    • พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943): พบเหรียญเงิน. พบในไหใต้เจดีย์ร้าง ตำบลเนินหิน นครปฐม
    • พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019): จารึกวัดพระงาม. จารึกสันสกฤตกล่าวถึงคำว่าทวารวตี
    • พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023): ศรีเทพเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในการประชุมสมัยที่ 45
    • พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024): ภูพระบาทเป็นมรดกโลก. ยูเนสโกขึ้นทะเบียนในการประชุมสมัยที่ 46 ที่นิวเดลี

    รู้หรือไม่

    ทูตขอระฆัง

    บันทึกจีนกล่าวว่าคณะทูตจากทวารวดีเคยขอม้าและระฆังสำริดจากราชสำนักถัง ของสองอย่างนี้บอกเป็นนัยว่าผู้ปกครองต้องการสัญลักษณ์แห่งอำนาจและเครื่องใช้ในพิธีกรรม

    พระนอนที่เก่าที่สุด

    พระนอนหินทรายที่วัดธรรมจักรเสมาราม เมืองเสมา มีอายุราว 1,300 ปี ถือเป็นพระนอนที่เก่าที่สุดในไทย และเคยถูกน้ำท่วมสูงถึงครึ่งองค์ในปี พ.ศ. 2564

    ชื่อนี้ไม่ได้มีแค่ในไทย

    คำว่าทวารวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์อินเดีย และพบในจารึกของกัมพูชาด้วย การใช้ชื่อเมืองในตำนานอินเดียเป็นวิธีที่ผู้ปกครองในอุษาคเนย์ใช้เสริมบารมีของตน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Dvaravati (Wikipedia)
    2. Boeles, The King of Sri Dvaravati and His Regalia (JSS)
    3. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกเหรียญเงินทวารวดี
    4. ศิลปวัฒนธรรม: พบศิลาจารึกวัดพระงาม นครปฐม
    5. Mon Language in Thailand
    6. SAC Southeast Asian Arts: Dharmachakra
    7. UNESCO: The Ancient Town of Si Thep
    8. MFA: Phu Phrabat World Heritage
    9. Bangkok Post: Thailand's oldest reclining Buddha flooded
    10. มติชน: สุจิตต์ วงษ์เทศ ทวารวดีมีปัญหา

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ลังกาสุกะ ศรีวิชัย และตามพรลิงค์

    ลังกาสุกะ ศรีวิชัย และตามพรลิงค์

    ภาพประกอบ: Avalokiteshvara Srivijaya Art Chaiya · Gunawan Kartapranata · CC BY-SA 3.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของรัฐชายฝั่งบนคาบสมุทรภาคใต้ที่ร่ำรวยจากการค้าทางทะเล รับพุทธศาสนามหายาน และในที่สุดกลายเป็นประตูนำพุทธศาสนาแบบลังกาเข้าสู่สุโขทัย · ราวพุทธศตวรรษที่ 11–19 (คริสต์ศตวรรษที่ 6–13)

    ลังกาสุกะรัฐบนคาบสมุทรแถบปัตตานี ส่งทูตไปจีนครั้งแรก พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515)
    ศรีวิชัยเครือข่ายรัฐทางทะเล ศูนย์กลางตามความเห็นกระแสหลักอยู่ที่ปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา
    จารึกสำคัญจารึกวัดเสมาเมือง พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775)
    ตามพรลิงค์รัฐที่นครศรีธรรมราช ส่งทูตไปจีนสมัยซ่ง พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001)
    กษัตริย์เด่นพระเจ้าจันทรภาณุ ยกทัพไปลังกา พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247)
    ศาสนาพุทธมหายาน ฮินดู แล้วเปลี่ยนเป็นเถรวาทแบบลังกา

    ลังกาสุกะในบันทึกราชวงศ์เหลียง

    รัฐแรก ๆ บนคาบสมุทรภาคใต้ที่มีชื่อปรากฏชัดในเอกสารคือลังกาสุกะ จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงของจีนเรียกรัฐนี้ว่า หลังหยาซิ่ว และบรรยายว่าชาวเมืองนุ่งผ้าพันตัว ส่วนกษัตริย์และขุนนางสวมผ้าสีแดงคลุมไหล่ คาดเข็มขัดทอง และใส่ต่างหูทอง

    เมื่อ พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515) พระเจ้าภคทัตต์แห่งลังกาสุกะส่งทูตไปถวายพระราชสาส์นแด่จักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ และส่งทูตตามไปอีกใน พ.ศ. 1066, 1074 และ 1111 (ค.ศ. 523, 531 และ 568) บันทึกจีนยังเล่าว่าบิดาของพระองค์เคยถูกขับออกจากเมืองจนต้องหนีไปอินเดีย แต่งงานกับพระธิดาของกษัตริย์ที่นั่น แล้วกลับมาครองเมืองในภายหลัง

    เรื่องเล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชนชั้นนำบนคาบสมุทรกับอินเดีย ส่วนตำนานพื้นเมืองฝั่งมลายูอย่างฮิกายัตเมอรงมหาวังสาก็เล่าถึงลังกาสุกะในแบบของตน ซึ่งควรอ่านในฐานะตำนาน

    เมืองโบราณยะรัง

    นักวิชาการจำนวนมากเชื่อว่าศูนย์กลางของลังกาสุกะอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากตัวเมืองปัตตานีลงไปทางใต้ราว 15 กิโลเมตร แต่ความเชื่อมโยงนี้ยังเป็นข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

    เมืองโบราณยะรังประกอบด้วยกลุ่มเมืองสามกลุ่มที่ซ้อนทับกัน คือ บ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านประแว มีพัฒนาการสำคัญตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยที่ร่วมสมัยกับอยุธยา กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานที่นี่ในช่วง พ.ศ. 2531–2537

    สิ่งที่พบมีทั้งฐานสถูปอิฐ พระพิมพ์ดินเผา ลูกปัดแก้ว ศิวลึงค์ และจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต แสดงว่าชุมชนนี้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าทางทะเล

    รัฐชายฝั่งภาคใต้ส่งต่อทั้งสินค้าและศรัทธา จากเรือสินค้าที่ไชยาไปจนถึงพระสังฆราชที่สุโขทัย

    ศรีวิชัย: อาณาจักรทางทะเลที่ถูกค้นพบใหม่

    ชื่อศรีวิชัยแทบถูกลืมไปจากความทรงจำ จนกระทั่ง พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ยอร์ช เซเดส์ นำจารึกภาษามลายูโบราณ จารึกภาษาสันสกฤตจากภาคใต้ของไทย เอกสารทมิฬ และบันทึกจีนมาปะติดปะต่อ แล้วเสนอว่าศรีวิชัยเป็นชื่อรัฐที่รุ่งเรืองตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงพุทธศตวรรษที่ 18

    หลักฐานเก่าที่สุดที่ระบุชื่อศรีวิชัยคือจารึกเกดูกันบูกิต พ.ศ. 1225 (ค.ศ. 682) ที่ปาเล็มบัง ก่อนหน้านั้นภิกษุอี้จิงชาวจีนได้แวะพักที่นี่ใน พ.ศ. 1214 (ค.ศ. 671) และบันทึกว่ามีพระภิกษุศึกษาพระธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก

    ความมั่งคั่งของศรีวิชัยมาจากการควบคุมช่องแคบมะละกาและช่องแคบซุนดา ซึ่งเป็นทางผ่านของเรือระหว่างอินเดียกับจีน ศรีวิชัยรุ่งเรืองยาวนานจนกระทั่ง พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025) เมื่อพระเจ้าราเชนทรโจฬะแห่งอินเดียใต้ยกทัพเรือมาโจมตีเมืองท่าสำคัญ อำนาจของศรีวิชัยจึงเริ่มเสื่อมลง

    ศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบังหรือไชยา

    เซเดส์เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ปาเล็มบังทางตอนใต้ของเกาะสุมาตรา แต่นักวิชาการบางท่าน เช่น อาร์. ซี. มาชุมดาร์ และควอริช เวลส์ เสนอว่าศูนย์กลางน่าจะอยู่บนคาบสมุทรมลายู

    ในประเทศไทย หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี และธรรมทาส พานิช เสนอว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยอยู่ที่ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอ้างความงามและความหนาแน่นของโบราณวัตถุศิลปะศรีวิชัยที่ไชยา รวมถึงความคล้ายกันของชื่อสถานที่ ข้อเสนอนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ภาคใต้

    อย่างไรก็ตาม การขุดค้นของคณะอินโดนีเซียและฝรั่งเศสที่ปาเล็มบังระหว่าง พ.ศ. 2532–2539 พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นและจารึกภาษามลายูโบราณจำนวนมาก นักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงยอมรับว่าปาเล็มบังคือศูนย์กลางในระยะแรก

    แนวคิดล่าสุดมองว่าศรีวิชัยเป็นเครือข่ายพันธมิตรของเมืองท่าที่มีอิสระพอสมควร มากกว่าจะเป็นจักรวรรดิที่ปกครองจากศูนย์กลางเดียว มุมมองนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดไชยาและนครศรีธรรมราชจึงมีศิลปะแบบศรีวิชัยที่งดงาม แม้ว่าราชธานีจะอยู่ที่อื่น

    จารึกวัดเสมาเมือง และศิลปะมหายานที่ไชยา

    หลักฐานสำคัญที่สุดของศรีวิชัยในแผ่นดินไทยคือจารึกวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่าจารึกลิกอร์ ด้านแรกเขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775) สรรเสริญพระเจ้ากรุงศรีวิชัยที่โปรดให้พระเถระชื่อชยันตะสร้างปราสาทอิฐสามหลังถวายพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์สององค์

    อีกด้านหนึ่งของจารึกกล่าวถึงกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งชวา ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีอำนาจดั่งพระวิษณุ นักวิชาการยังถกเถียงกันว่าทั้งสองด้านเขียนในเวลาเดียวกันหรือไม่ และกษัตริย์ในด้านที่สองคือใคร ปัจจุบันจารึกนี้เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    ศิลปะที่สะท้อนพุทธศาสนามหายานชัดเจนที่สุดคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด ซึ่งพบเมื่อ พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ที่วัดพระบรมธาตุไชยา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะเหลือเพียงพระวรกายท่อนบนสูง 63 เซนติเมตร แต่ถือเป็นประติมากรรมที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (คริสต์ศตวรรษที่ 7–8)

    พระบรมธาตุไชยา: เจดีย์ที่ยังถกเถียงเรื่องอายุ

    พระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ทรงปราสาทก่ออิฐ มีฐานสี่เหลี่ยมยกเก็จ และมีสถูปจำลองประดับบนหลังคาแต่ละชั้น รูปแบบนี้คล้ายกับจันทิในชวาภาคกลาง เช่น จันทิปะวนและจันทิเมนดุต นักวิชาการส่วนใหญ่จึงกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 (คริสต์ศตวรรษที่ 8–10)

    งานวิจัยในระยะหลังเสนอมุมมองต่างออกไป โดยเห็นว่าองค์เจดีย์อาจสร้างครั้งแรกราวพุทธศตวรรษที่ 12–13 ในรูปแบบศิลปะจาม แล้วจึงได้รับการปรับปรุงในสมัยศรีวิชัยราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ข้อเสนอนี้ยังต้องรอการพิสูจน์เพิ่มเติม

    เจดีย์องค์นี้เดิมน่าจะเป็นศาสนสถานมหายาน ภายหลังจึงกลายเป็นเจดีย์ในพุทธศาสนาเถรวาท กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ. 2479 และบูรณะครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2521–2523

    ตามพรลิงค์และพระเจ้าจันทรภาณุ

    เมื่อศรีวิชัยอ่อนแอลงหลังสงครามกับโจฬะ รัฐบนคาบสมุทรหลายแห่งก็มีบทบาทเด่นขึ้น หนึ่งในนั้นคือตามพรลิงค์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณนครศรีธรรมราช ชื่อนี้แปลว่าลึงค์สีทองแดง จีนเรียกรัฐนี้ด้วยชื่อหลายแบบ เช่น ตันหลิวเหมย และตันหม่าหลิง ตามพรลิงค์ส่งทูตไปราชสำนักซ่งใน พ.ศ. 1544, 1559 และ 1613 (ค.ศ. 1001, 1016 และ 1070)

    ตามพรลิงค์รุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุ แห่งราชวงศ์ปทุมวงศ์ จารึกภาษาสันสกฤตที่วัดหัวเวียง ไชยา ลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230) ยกย่องพระองค์ว่าเป็นศรีธรรมราช

    คัมภีร์จูฬวงศ์ของลังกาบันทึกว่า ใน พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247) พระเจ้าจันทรภาณุยกทัพข้ามทะเลไปยังลังกา ทหารของพระองค์ใช้ลูกดอกอาบยาพิษ แต่ถูกเจ้าชายวีรพาหุตีแตกกลับไป นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าเป้าหมายคือพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาพระองค์ไปตั้งมั่นทางเหนือของเกาะแถบจาฟนา

    พระเจ้าจันทรภาณุยกทัพไปลังกาอีกครั้งในช่วงราว พ.ศ. 1801–1805 แต่กองทัพปาณฑยะจากอินเดียใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรของลังกาได้ปราบพระองค์ลง นักวิชาการยังเห็นไม่ตรงกันเรื่องปีที่แน่นอนของสงครามครั้งหลัง และเรื่องที่ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบหรือไม่ การยกทัพข้ามมหาสมุทรของรัฐในอุษาคเนย์ไปไกลถึงลังกาเช่นนี้เป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์

    จากนครศรีธรรมราชสู่สุโขทัย

    แม้สงครามจะล้มเหลว แต่การติดต่อกับลังกาทำให้พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์หลั่งไหลเข้ามาที่นครศรีธรรมราช พระภิกษุและผู้คนจากลังกาเดินทางเข้ามา และพุทธศาสนาแบบใหม่นี้ค่อย ๆ แทนที่มหายานและศาสนาฮินดูในภาคใต้

    ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) บันทึกว่าที่สุโขทัยมีพระมหาเถรสังฆราชผู้รอบรู้พระไตรปิฎก ซึ่งเดินทางมาจากเมืองนครศรีธรรมราช นี่คือหลักฐานว่านครศรีธรรมราชได้กลายเป็นประตูที่ส่งต่อพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ไปยังรัฐไทยที่กำลังเกิดใหม่ทางเหนือ

    นักประวัติศาสตร์บางท่านถกเถียงว่าศิลาจารึกหลักนี้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร สายสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัยก็สะท้อนว่า รัฐชายฝั่งภาคใต้ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้า แต่ยังเป็นทางผ่านของความคิดและศาสนาที่หล่อหลอมสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

    ไทม์ไลน์

    • พ.ศ. 1058 (ค.ศ. 515): ทูตลังกาสุกะไปจีน. พระเจ้าภคทัตต์ส่งทูตไปราชสำนักเหลียง
    • พ.ศ. 1214 (ค.ศ. 671): อี้จิงแวะศรีวิชัย. ภิกษุจีนบันทึกว่ามีพระภิกษุศึกษาพระธรรมจำนวนมาก
    • พ.ศ. 1225 (ค.ศ. 682): จารึกเกดูกันบูกิต. หลักฐานเก่าที่สุดที่ระบุชื่อศรีวิชัย ที่ปาเล็มบัง
    • พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 775): จารึกวัดเสมาเมือง. กษัตริย์ศรีวิชัยโปรดให้สร้างปราสาทอิฐสามหลังที่นครศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 1544 (ค.ศ. 1001): ทูตตามพรลิงค์ไปจีน. ตามพรลิงค์ส่งทูตไปราชสำนักซ่ง
    • พ.ศ. 1568 (ค.ศ. 1025): โจฬะโจมตีศรีวิชัย. พระเจ้าราเชนทรโจฬะยกทัพเรือโจมตีเมืองท่าศรีวิชัย
    • พ.ศ. 1773 (ค.ศ. 1230): จารึกพระเจ้าจันทรภาณุ. จารึกที่วัดหัวเวียง ไชยา ยกย่องพระองค์ว่าศรีธรรมราช
    • พ.ศ. 1790 (ค.ศ. 1247): ยกทัพไปลังกาครั้งแรก. พระเจ้าจันทรภาณุบุกลังกาแต่ถูกตีแตก
    • ราว พ.ศ. 1801–1805 (ค.ศ. ราว 1258–1262): ยกทัพครั้งหลัง. กองทัพปาณฑยะปราบกองทัพตามพรลิงค์
    • ราว พ.ศ. 1835 (ค.ศ. ราว 1292): จารึกพ่อขุนรามคำแหง. กล่าวถึงพระสังฆราชจากนครศรีธรรมราชที่สุโขทัย
    • พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905): พบพระโพธิสัตว์ไชยา. พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา แล้วนำมากรุงเทพฯ
    • พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918): เซเดส์เสนอเรื่องศรีวิชัย. บทความที่ทำให้โลกรู้จักศรีวิชัยในฐานะรัฐ

    รู้หรือไม่

    เมืองลอยน้ำ

    นักวิชาการเชื่อว่าบ้านเรือนในราชธานีศรีวิชัยที่ปาเล็มบังจำนวนมากเป็นแพหรือเรือนไม้ริมน้ำ ซึ่งผุพังไปตามเวลา นี่คือเหตุผลหนึ่งที่หลักฐานโบราณคดีของศรีวิชัยหาได้ยาก และเปิดช่องให้ถกเถียงเรื่องที่ตั้งมาอย่างยาวนาน

    ท่านพุทธทาสกับไชยา

    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากไชยาเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านพุทธทาสภิกขุ ชาวไชยา สนใจศึกษาโบราณคดีของภาคใต้ ทั้งท่านและธรรมทาส พานิช ผู้เป็นน้องชาย มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้เรื่องศรีวิชัยในไทย

    ทูตสวมผ้าแดง

    บันทึกราชวงศ์เหลียงเล่าว่ากษัตริย์ลังกาสุกะและขุนนางสวมผ้าสีแดงคลุมบ่า คาดเข็มขัดทองและใส่ต่างหูทอง เป็นภาพบรรยายเครื่องแต่งกายของชนชั้นนำบนคาบสมุทรที่เก่าแก่ที่สุดภาพหนึ่ง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Langkasuka (Wikipedia)
    2. Bhagadatta (Langkasuka) (Wikipedia)
    3. ศิลปวัฒนธรรม: งานโบราณคดีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    4. Manguin, George Cœdès and Śrīvijaya (JSS 2025)
    5. ฐานข้อมูลจารึก ศมส.: จารึกวัดเสมาเมือง
    6. Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
    7. SAC Southeast Asian Arts: Phra Borommathat Chaiya
    8. การวิเคราะห์ใหม่: สถาปัตยกรรมพระบรมธาตุไชยา
    9. Tambralinga (Wikipedia)
    10. ศิลปวัฒนธรรม: อาณาจักรศรีวิชัย (นครศรีธรรมราช) สลายตัวเมื่อใด

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • หริภุญชัย: นครมอญแห่งลุ่มน้ำปิง

    หริภุญชัย: นครมอญแห่งลุ่มน้ำปิง

    ภาพประกอบ: Wat Phra That Hariphunchai Lamphun (12659762613) · Iain Cameron · CC BY 2.0 · Wikimedia Commons

    เรื่องราวของบ้านเมืองชาวมอญที่ลำพูน ตั้งแต่ตำนานพระนางจามเทวีจนถึงวันที่พญามังรายเข้ายึดเมือง และมรดกที่ส่งต่อให้ล้านนา · ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – พ.ศ. 1835 (โดยประมาณ)

    ที่ตั้งลุ่มน้ำปิงและน้ำกวง เมืองลำพูนในปัจจุบัน
    ผู้คนหลักชาวมอญ ใช้อักษรและภาษามอญโบราณ
    ตำนานสำคัญจามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์
    อายุตามหลักฐานโบราณคดีเริ่มราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ราว ค.ศ. 750)
    ศาสนสถานเด่นพระธาตุหริภุญชัย และวัดจามเทวี (กู่กุด)
    สิ้นสุดถูกพญามังรายยึด ราว พ.ศ. 1824–1836 (ตำนานระบุต่างกัน)

    เมืองที่ฤๅษีสร้าง: ตำนานการกำเนิด

    เรื่องราวของหริภุญชัยที่คนไทยรู้จักส่วนใหญ่มาจากตำนานภาษาบาลีที่พระภิกษุล้านนาเรียบเรียงขึ้นภายหลัง เล่มสำคัญคือจามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์ ทั้งสองเล่มเขียนขึ้นหลายร้อยปีหลังเหตุการณ์ จึงผสมทั้งความทรงจำทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าทางศาสนาเข้าด้วยกัน

    ตามตำนาน ฤๅษีวาสุเทพซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่บนดอยสุเทพ ร่วมกับฤๅษีอีกหลายตน ได้เลือกพื้นที่ระหว่างแม่น้ำปิงกับแม่น้ำกวงเป็นที่ตั้งเมืองใหม่ ตำนานเล่าว่าผังเมืองมีรูปคล้ายหอยสังข์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วกลับยังไม่มีผู้ปกครองที่เหมาะสม

    ฤๅษีจึงส่งทูตลงไปทางใต้ ไปขอพระธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรีในปัจจุบัน) มาครองเมือง พระธิดาองค์นั้นคือพระนางจามเทวี ตำนานระบุว่าพระนางเสด็จขึ้นมาตามลำน้ำปิงพร้อมผู้คนจำนวนมาก ทั้งพระสงฆ์ นักปราชญ์ และช่างฝีมือ นำพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจากภาคกลางขึ้นมาด้วย

    ตำนานยังเล่าว่าพระนางให้กำเนิดโอรสฝาแฝด องค์พี่ครองหริภุญชัยต่อจากพระนาง ส่วนองค์น้องไปครองเมืองเขลางค์นคร คือลำปางในปัจจุบัน เรื่องนี้อธิบายว่าเหตุใดสองเมืองนี้จึงมีความผูกพันกันมาตลอด

    หริภุญชัยเกิดขึ้นเมื่อใดกันแน่

    ตำนานแต่ละฉบับให้ศักราชการสร้างเมืองไม่ตรงกัน แต่ส่วนใหญ่ชี้ไปที่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 หรือราว พ.ศ. 1200 นักวิชาการปัจจุบันเห็นว่าตัวเลขนี้เก่าเกินไป เพราะยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าถึงขนาดนั้น

    เมื่อเทียบกับโบราณวัตถุและรูปแบบศิลปะ นักวิชาการจำนวนมากจึงกำหนดการเริ่มต้นของหริภุญชัยไว้ราว ค.ศ. 750 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 งานวิจัยด้านโบราณคดีของลำพูนแบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสามช่วง คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9, 10–11 และ 12–14

    งานศึกษาเดียวกันเตือนว่าตำนานเพียงอย่างเดียวให้ข้อมูลไม่แม่นยำพอ ต้องใช้คู่กับจารึกและหลักฐานจากการขุดค้นเสมอ ดังนั้นเวลาอ่านเรื่องพระนางจามเทวี จึงควรมองว่าเป็นตำนานที่สะท้อนความสัมพันธ์จริงระหว่างลำพูนกับละโว้ มากกว่าบันทึกเหตุการณ์ทีละปี

    หริภุญชัยล่มสลายในฐานะอาณาจักร แต่ตัวอักษร ศาสนา และพระธาตุของชาวมอญยังมีชีวิตอยู่ในล้านนามาจนถึงวันนี้

    วัฒนธรรมมอญและจารึกที่ยังเหลืออยู่

    หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าชาวหริภุญชัยเป็นใคร คือศิลาจารึกอักษรมอญและภาษามอญโบราณที่พบในลำพูนหลายหลัก จารึกเหล่านี้แสดงว่าคนที่นี่พูดภาษาเดียวกับผู้คนในเมืองยุคทวารวดีทางภาคกลาง ทำให้นักวิชาการเชื่อว่าละโว้กับหริภุญชัยน่าจะมีประชากรกลุ่มเดียวกัน

    ตัวอย่างสำคัญคือจารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 1 ซึ่งพบที่วัดดอนแก้ว ในเขตอำเภอเมืองลำพูน เขียนด้วยอักษรมอญ ใช้ภาษาบาลีและมอญโบราณ จารึกบนหินทรายรูปใบเสมาสองด้าน ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

    จารึกกลุ่มนี้บันทึกการทำบุญ การสร้างและซ่อมศาสนสถาน รวมทั้งกล่าวถึงแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งที่ทำให้เจดีย์เสียหาย ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ขณะที่งานบางชิ้นอ่านศักราชได้ราว ค.ศ. 1218–1219 ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ 18 การกำหนดอายุจึงยังต่างกันอยู่

    นอกจากจารึกแล้ว ชาวหริภุญชัยยังทิ้งงานศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น พระพุทธรูปดินเผาและเครื่องปั้นดินเผาเขียนสีแดง นักวิชาการพบว่าศิลปะของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทวารวดี ศิลปะพุกาม และขอม ก่อนจะผสมกันจนกลายเป็นแบบของตัวเอง

    พระเจ้าอาทิตยราชและพระธาตุหริภุญชัย

    ในบรรดากษัตริย์หลายสิบพระองค์ที่ตำนานระบุไว้ พระเจ้าอาทิตยราชเป็นองค์ที่ถูกจดจำมากที่สุด เพราะตำนานยกย่องว่าทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จนกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของลำพูนมาถึงทุกวันนี้

    ปีที่สร้างพระธาตุเป็นเรื่องที่ยังสรุปไม่ได้ บางแหล่งระบุ พ.ศ. 1440 ชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวถึงราว ค.ศ. 1063 ส่วนนักวิชาการบางท่านเห็นว่าน่าจะอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 แหล่งข้อมูลด้านศิลปะจึงมักพูดกว้างๆ ว่าราวพุทธศตวรรษที่ 17

    รูปทรงเดิมของพระธาตุเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท ต่อมาในสมัยพญามังรายมีการปรับให้เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา และในสมัยพระเจ้าติโลกราชราว พ.ศ. 1990 ก็ได้ขยายองค์ให้ใหญ่ขึ้นอีก รูปทรงที่เราเห็นวันนี้จึงเป็นผลงานของหลายยุคซ้อนกัน

    วัดจามเทวีหรือกู่กุด

    ทางทิศตะวันตกของเมืองลำพูนมีวัดจามเทวี ชาวบ้านเรียกว่าวัดกู่กุด ภายในมีเจดีย์สำคัญสององค์ องค์ใหญ่เรียกว่าเจดีย์สุวรรณจังโกฏหรือเจดีย์มหาพล เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นห้าชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มพระพุทธรูปยืน รวมทั้งหมด 60 องค์

    อีกองค์หนึ่งคือรัตนเจดีย์ มีผังแปดเหลี่ยม ก่ออิฐ มีพระพุทธรูปยืนในซุ้มแปดองค์ ทั้งสององค์ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมหริภุญชัย และมักถูกนำไปเปรียบกับศาสนสถานแบบทวารวดี

    ช่วงเวลาที่สร้างยังมีความเห็นสองทาง ฝ่ายหนึ่งเชื่อตามตำนานว่าโอรสของพระนางจามเทวีสร้างขึ้นหลังพระนางสิ้นพระชนม์ อีกฝ่ายเห็นว่าน่าจะสร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าในเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

    สงครามกับละโว้และการอพยพหนีโรคระบาด

    แม้ตำนานจะเล่าว่าหริภุญชัยเกิดจากเชื้อสายละโว้ แต่ต่อมาสองเมืองนี้กลับรบกันหลายครั้ง ตามตำนาน การรบเกิดขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 และเกิดซ้ำอีกในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช บางฉบับเล่าว่าฝ่ายหริภุญชัยชนะและส่งเชื้อพระวงศ์ไปครองละโว้ด้วย

    เรื่องเล่าท้องถิ่นยังเชื่อมเจดีย์บางองค์ในลำพูนเข้ากับสงครามนี้ เช่นเรื่องที่ว่าเชลยจากละโว้ถูกให้สร้างเจดีย์ใหญ่ เรื่องเหล่านี้ควรอ่านอย่างตำนาน เพราะเราไม่มีจารึกร่วมสมัยที่ยืนยันรายละเอียดการรบ

    ตำนานจามเทวีวงศ์ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกตอนหนึ่ง เล่าว่าครั้งหนึ่งเกิดโรคระบาดคล้ายอหิวาตกโรคในหริภุญชัย ผู้คนจึงพากันหนีลงไปอยู่เมืองสุธรรมวดี คือเมืองสะเทิมในพม่าตอนล่าง แล้วย้ายต่อไปยังหงสาวดี เรื่องนี้สะท้อนว่าชาวมอญทางเหนือกับชาวมอญริมทะเลอันดามันยังรู้สึกว่าเป็นเครือญาติกัน

    พญามังรายกับอ้ายฟ้า: จุดจบของหริภุญชัย

    ในพุทธศตวรรษที่ 19 พญามังรายแห่งเมืองเงินยางได้ขยายอำนาจลงมาทางใต้ และหมายตาหริภุญชัยซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่ง ตำนานเล่าว่าพระองค์ไม่ได้บุกตรงเข้าไป แต่ส่งคนชื่ออ้ายฟ้าไปรับราชการกับพญายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของหริภุญชัย

    อ้ายฟ้าค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจ แล้วใช้อำนาจที่ได้มาสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวเมือง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง ตำนานบางฉบับว่าแผนนี้ใช้เวลานานหลายปี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทัพของพญามังรายก็เข้ายึดเมืองได้ พญายีบาต้องหนีไปอยู่ลำปาง

    ปีที่เสียเมืองเป็นข้อถกเถียงที่รู้จักกันดี แหล่งข้อมูลต่างๆ ให้ไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1281 (พ.ศ. 1824), ค.ศ. 1291 (พ.ศ. 1834), ค.ศ. 1292 (พ.ศ. 1835) จนถึง พ.ศ. 1836 ตามชินกาลมาลีปกรณ์ ความต่างนี้มาจากตำนานแต่ละฉบับนับศักราชไม่ตรงกัน นักประวัติศาสตร์จึงมักบอกเป็นช่วงเวลาแทนที่จะยืนยันปีเดียว

    หลังจากนั้นไม่นาน พญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) และหริภุญชัยก็กลายเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาของอาณาจักรล้านนาแทนที่จะเป็นศูนย์กลางการเมือง

    มรดกมอญในล้านนา

    แม้หริภุญชัยจะสิ้นสุดลงในฐานะอาณาจักร แต่สิ่งที่ชาวมอญสร้างไว้ไม่ได้หายไป ล้านนารับพระพุทธศาสนา ประเพณีการบูชาพระธาตุ และงานช่างหลายอย่างจากลำพูน พญามังรายเองก็ให้ความสำคัญกับพระธาตุหริภุญชัยจนบูรณะครั้งใหญ่

    มรดกที่สำคัญมากคือตัวอักษร อักษรธรรมล้านนาซึ่งใช้จารคัมภีร์ใบลานในภาคเหนือมีรูปร่างคล้ายอักษรมอญของหริภุญชัยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างเห็นได้ชัด หลักฐานอักษรธรรมที่เก่าที่สุดเท่าที่พบมีอายุ ค.ศ. 1376 แสดงว่าชาวไทจากทางเหนือได้เรียนการเขียนจากชาวมอญแล้วนำมาปรับใช้

    ร่องรอยเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก็ยังอยู่ เช่น เครื่องปั้นดินเผาเขียนสีแดงแบบหริภุญชัยที่มีอิทธิพลต่อหม้อน้ำ หรือคนโท ของเชียงใหม่ในสมัยหลัง เรื่องของหริภุญชัยจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าบ้านเมืองของคนไทเติบโตขึ้นบนพื้นฐานของวัฒนธรรมที่มีมาก่อน

    ไทม์ไลน์

    • ราว พ.ศ. 1200: การสร้างเมืองตามตำนาน. ฤๅษีวาสุเทพสร้างเมือง และเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้มาครอง (ศักราชตามตำนานต่างกัน)
    • ราว พ.ศ. 1293 (ค.ศ. ราว 750): จุดเริ่มต้นตามหลักฐาน. นักวิชาการปัจจุบันกำหนดการเริ่มต้นของหริภุญชัยไว้ราวช่วงนี้
    • พุทธศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 10): สงครามกับละโว้ (ตำนาน). ตำนานเล่าถึงการรบระหว่างหริภุญชัยกับละโว้หลายครั้ง
    • พุทธศตวรรษที่ 17: พระเจ้าอาทิตยราช. ตำนานยกย่องว่าทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย ปีที่สร้างยังเป็นที่ถกเถียง
    • พุทธศตวรรษที่ 17–18: จารึกมอญวัดดอนแก้ว. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิบันทึกการทำบุญและการซ่อมศาสนสถาน
    • พ.ศ. 1824–1836 (ค.ศ. 1281–1293): พญามังรายยึดหริภุญชัย. ใช้อ้ายฟ้าเป็นไส้ศึก พญายีบาหนีไปลำปาง ปีที่แน่นอนยังไม่ยุติ
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ลำพูนกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของล้านนา
    • ราว พ.ศ. 1990: ขยายพระธาตุหริภุญชัย. พระเจ้าติโลกราชบูรณะและขยายองค์พระธาตุให้ใหญ่ขึ้น

    รู้หรือไม่

    ตำนานใช้ภาษาบาลี

    ทั้งจามเทวีวงศ์และชินกาลมาลีปกรณ์เป็นงานของพระภิกษุล้านนาที่เขียนเป็นภาษาบาลี ตำนานพระนางจามเทวีที่เรารู้จักจึงเป็นเรื่องที่ผ่านมุมมองของคนล้านนาในยุคหลังมาแล้ว

    เมืองหน้าตาเหมือนหอยสังข์

    ตำนานเล่าว่าผังเมืองหริภุญชัยมีรูปคล้ายหอยสังข์ คูเมืองลำพูนที่ยังเห็นร่องรอยในปัจจุบันจึงมักถูกเล่าคู่กับตำนานนี้

    อักษรของพระสงฆ์ล้านนามาจากมอญ

    อักษรธรรมที่ใช้จารใบลานในภาคเหนือมีรูปร่างใกล้เคียงอักษรมอญของหริภุญชัยมาก ถือเป็นมรดกที่ยังใช้กันในวัดจนทุกวันนี้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้

    แหล่งข้อมูล

    1. Haripuñjaya (Wikipedia)
    2. Haripunjaya: An Archaeological and Literary Account (วารสารดำรงวิชาการ)
    3. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ หลักที่ 1 (วัดดอนแก้ว) ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    4. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (หอสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ)
    5. Wat Chamadevi (Wikipedia)
    6. Mangrai (Wikipedia)
    7. ชินกาลมาลีปกรณ์ ตอนเมืองหริภุญชัย (GotoKnow)
    8. Tai Tham script (Wikipedia)
    9. หริภุญชัย (ทรูปลูกปัญญา)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • ละโว้และอาณาจักรขอมในดินแดนไทย

    ละโว้และอาณาจักรขอมในดินแดนไทย

    ภาพประกอบ: Phimai Historical Park Thailand 02 · Philip Nalangan · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    จากเมืองมอญริมแม่น้ำลพบุรี สู่ช่วงที่อำนาจและศิลปะของอาณาจักรพระนครแผ่เข้ามาในภาคกลางและอีสาน ทิ้งปราสาทหิน ถนนโบราณ และถ้อยคำไว้ในภาษาไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 18

    ศูนย์กลางภาคกลางละโว้ หรือลวปุระ (ลพบุรีในปัจจุบัน)
    ขอมแผ่อำนาจถึงละโว้สมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ราว พ.ศ. 1545–1593
    ส่งทูตไปจีนพ.ศ. 1658 และ พ.ศ. 1698 (ค.ศ. 1115 และ 1155)
    ปราสาทหินใหญ่ที่สุดในไทยปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ถนนโบราณพระนคร–พิมาย ยาวราว 225 กิโลเมตร
    ยุครุ่งเรืองสุดท้ายสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ราว พ.ศ. 1724–1761)

    ละโว้: เมืองมอญก่อนยุคขอม

    ก่อนที่ลพบุรีจะมีปรางค์แบบขอม ที่นี่เป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในวัฒนธรรมทวารวดี ผู้คนพูดภาษามอญและนับถือพระพุทธศาสนา จารึกอักษรมอญโบราณที่พบทั้งในภาคกลางและภาคเหนือทำให้นักวิชาการเชื่อว่า ละโว้กับหริภุญชัยมีประชากรกลุ่มเดียวกัน

    ตำนานท้องถิ่นเล่าว่าเมืองนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 1191 (ค.ศ. 648) แต่ตัวเลขนี้มาจากพงศาวดารรุ่นหลังและยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน ส่วนตำนานภาคเหนือก็จดจำละโว้ในฐานะบ้านเกิดของพระนางจามเทวี ผู้ขึ้นไปครองหริภุญชัย

    ละโว้ตั้งอยู่ในจุดที่ดี อยู่บนเส้นทางน้ำที่เชื่อมที่ราบภาคกลางกับที่ราบสูงโคราช จึงเป็นทั้งตลาดและชุมทางที่ใครก็อยากควบคุม เมื่ออาณาจักรขอมที่เมืองพระนครเข้มแข็งขึ้น ละโว้จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

    ศรีจนาศะ: รัฐปริศนาบนที่ราบสูงโคราช

    ก่อนที่ขอมจะครอบคลุมอีสาน มีรัฐหนึ่งที่รู้จักกันจากจารึกเท่านั้น ชื่อว่าศรีจนาศะ หลักฐานแรกคือจารึกบ่ออีกา พบที่เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะที่ถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่ชุมชนสงฆ์

    อายุของจารึกบ่ออีกายังตีความต่างกัน บางท่านกำหนดราว ค.ศ. 790 ขณะที่ยอร์ช เซเดส์เคยเสนอว่าเก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 12–13 หลักฐานชิ้นที่สองคือจารึกศรีจนาศะ ลงศักราช พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) แต่กลับพบไกลถึงพระนครศรีอยุธยา จารึกนี้เขียนด้วยภาษาสันสกฤตและเขมร ไล่รายพระนามกษัตริย์ตั้งแต่พระเจ้าภคทัตต์ลงมา

    ศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ที่ไหนยังเถียงกันไม่จบ นักวิชาการส่วนใหญ่ เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่แถบลุ่มน้ำมูลตอนบน ใกล้เมืองเสมา แต่ ดร.ธิดา สาระยา เสนอว่าอาจอยู่ที่ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และมีผู้เสนอว่าเสมากับศรีเทพอาจเป็นเมืองคู่ที่สัมพันธ์กัน

    หลังจากนั้นศรีจนาศะน่าจะถูกรวมเข้ากับอาณาจักรขอม จารึกเมืองเสมาที่ลงศักราช พ.ศ. 1514 กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งเมืองพระนคร แสดงว่าอำนาจขอมมาถึงลุ่มน้ำมูลแล้วในเวลานั้น

    ขอมไม่ได้ปกครองด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ผูกบ้านเมืองเข้าหากันด้วยถนน ปราสาท โรงพยาบาล และถ้อยคำที่ยังอยู่ในปากคนไทยทุกวัน

    เมื่อขอมเข้าครองละโว้

    ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 เกิดสงครามแย่งราชสมบัติในเมืองพระนครนานหลายปี ผู้ชนะคือพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ซึ่งต่อมาได้ขยายอำนาจมาทางตะวันตกจนถึงลพบุรีและลุ่มเจ้าพระยา ละโว้จึงตกอยู่ใต้การดูแลของเจ้านายเขมรในฐานะเมืองขึ้น

    พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 นับถือพุทธศาสนามหายาน แต่ก็เปิดกว้างต่อพุทธเถรวาทและศาสนาพราหมณ์ ลพบุรีในยุคนี้จึงเป็นเมืองที่หลายความเชื่ออยู่ร่วมกัน ทั้งพระสงฆ์มอญที่สืบมาแต่เดิม และพิธีกรรมแบบราชสำนักขอม

    อย่างไรก็ตาม การปกครองของขอมไม่ได้มั่นคงตลอด ละโว้ส่งคณะทูตไปราชสำนักจีนเองในปี ค.ศ. 1115 และ ค.ศ. 1155 นักประวัติศาสตร์มองว่านี่เป็นสัญญาณว่าบางช่วงละโว้มีอิสระพอจะติดต่อต่างประเทศได้โดยตรง นักวิชาการบางคนจึงเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างละโว้กับเมืองพระนครยืดหยุ่นกว่าการเป็นเมืองขึ้นแบบตายตัว

    ปราสาทหินบนแผ่นดินไทย

    หลักฐานที่ทุกคนเห็นได้ด้วยตาคือปราสาทหิน ปราสาทหินพิมายในจังหวัดนครราชสีมาเป็นศาสนสถานพุทธมหายานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 จารึกเรียกเมืองนี้ว่าวิมายปุระ ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้สู่เมืองพระนคร และนักวิชาการหลายท่านเห็นว่าเป็นต้นแบบทางรูปทรงของปราสาทนครวัด

    ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูที่บูชาพระศิวะ สร้างต่อเติมหลายสมัยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15–18 จารึกที่นี่กล่าวถึงนเรนทราทิตย์ผู้สร้างปราสาทประธาน ไม่ไกลกันคือปราสาทเมืองต่ำ สร้างราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 มีจุดเด่นคือสระน้ำที่ล้อมรอบระหว่างกำแพงชั้นใน

    ในภาคกลาง พระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีเป็นปรางค์ศิลาแลงสามองค์ต่อกัน สร้างในศิลปะแบบบายนช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ส่วนปราสาทเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรีเป็นศาสนสถานพุทธมหายานในสมัยเดียวกัน ทางเหนือขึ้นไปที่ศรีเทพก็มีปรางค์แบบขอม เช่น ปรางค์ศรีเทพ อยู่ร่วมกับโบราณสถานทวารวดีที่เก่ากว่า เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2566

    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7: โรงพยาบาลและที่พักริมทาง

    ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรขอมมีกษัตริย์ที่สร้างสิ่งก่อสร้างมากที่สุดพระองค์หนึ่ง คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างเมืองพระนครธม พระองค์นับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง และแสดงพระราชศรัทธาด้วยการสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ทั่วอาณาจักร

    จารึกที่ปราสาทตาพรหมและปราสาทพระขรรค์ระบุว่าทรงสร้างอโรคยศาล หรือสถานพยาบาล 102 แห่ง และธรรมศาลา หรือบ้านมีไฟสำหรับคนเดินทาง 121 แห่ง ในภาคอีสานของไทยพบอโรคยศาลราว 30 แห่ง ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่ จารึกประจำอโรคยศาลยังบอกจำนวนเจ้าหน้าที่และรายการสมุนไพรที่ใช้รักษาด้วย

    จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวถึงเมืองในลุ่มเจ้าพระยาและฝั่งตะวันตกหลายเมือง เช่น ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) และศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) ส่วนเมืองศรีชัยสิงหปุรีนักวิชาการเชื่อว่าคือเมืองสิงห์ แต่การที่ชื่อเมืองปรากฏในจารึก ไม่ได้แปลว่าขอมปกครองโดยตรงเสมอไป บางท่านมองว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและวัฒนธรรมมากกว่า

    ถนนหลวงจากเมืองพระนครถึงพิมาย

    ขอมเชื่อมเมืองสำคัญเข้าหากันด้วยถนนยกระดับ เส้นที่ยาวที่สุดเส้นหนึ่งวิ่งจากเมืองพระนครไปทางตะวันตกเฉียงเหนือถึงพิมาย ระยะทางราว 225 กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ข้ามเทือกเขาพนมดงรักที่ช่องตาเมือน แล้วผ่านเขตพนมรุ้งก่อนมุ่งสู่ลุ่มน้ำมูล

    นักวิชาการยืนยันได้ว่าถนนนี้ใช้งานในพุทธศตวรรษที่ 17–18 สิ่งก่อสร้างริมทางส่วนใหญ่เป็นงานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาคารไม้และสะพานจำนวนมากผุพังไปแล้ว สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือธรรมศาลาและอโรคยศาลที่ก่อด้วยหิน

    ถนนเส้นนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าอำนาจขอมทำงานอย่างไร พระราชาไม่ได้ส่งทหารไปทุกเมือง แต่ใช้ถนน ศาสนสถาน และการแต่งตั้งเจ้านายท้องถิ่น ผูกเมืองต่างๆ ให้หันหน้ามาหาศูนย์กลาง ซึ่งตรงกับการที่ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางเมืองพระนคร

    เสียมกุก: ภาพทหารที่นครวัด

    บนระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัด มีภาพสลักขบวนทัพของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 ซึ่งสร้างราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพหนึ่งมีจารึกสั้นๆ ว่า เนะ สยำ กุก แปลได้ว่านี่คือพวกสยาม ภาพแสดงทหารที่แต่งกายต่างจากทหารเขมร เดินแถวตามหัวหน้าที่ยืนบนหลังช้าง

    ในภาพสลักเดียวกันยังมีขบวนจากละโว้แยกออกมาอีกขบวนหนึ่ง จึงชัดเจนว่าคนสยามในภาพไม่ใช่ทหารละโว้ แต่พวกเขามาจากไหนยังเป็นปริศนา นักวิชาการตะวันตกยุคแรกเคยเชื่อว่าเป็นคนจากสุโขทัย จิตร ภูมิศักดิ์เสนอว่ามาจากลุ่มน้ำกก ส่วนสุจิตต์ วงษ์เทศเสนอว่ามาจากลุ่มน้ำโขงหรือแอ่งสกลนคร

    สิ่งที่นักวิชาการเห็นตรงกันคือ ภาพนี้เป็นหลักฐานยุคแรกๆ ที่ใช้คำว่าสยามเรียกกลุ่มคน แต่ควรระวังการตีความว่าคือบรรพบุรุษคนไทยปัจจุบันโดยตรง เพราะคำว่าสยามในยุคนั้นอาจหมายถึงคนหลายกลุ่มในดินแดนทางตะวันตกของเขมร

    มรดกขอมในวัฒนธรรมไทย และการเสื่อมอำนาจ

    อิทธิพลขอมยังอยู่ในภาษาไทยทุกวัน คำราชาศัพท์หลายคำ เช่น เสวย ตรัส โปรด และขนง มาจากภาษาเขมร รวมทั้งคำธรรมดาอย่างถนน ตำบล และกระบือ ราชสำนักไทยรุ่นหลังยังรับพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ความคิดเรื่องกษัตริย์ในฐานะเทวราชา และรูปแบบปรางค์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของวัดไทยสมัยอยุธยา

    หลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อำนาจของเมืองพระนครเหนือดินแดนรอบนอกค่อยๆ ลดลง ในพุทธศตวรรษที่ 18 บ้านเมืองของคนไทเริ่มตั้งตัว จารึกวัดศรีชุมเล่าว่าพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองยึดสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพงใน พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238)

    นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ไม่ได้มองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการปลดแอกจากขอมทั้งหมด เพราะผู้ปกครองท้องถิ่นเองก็ใช้ตำแหน่งและธรรมเนียมแบบขอมอยู่แล้ว ละโว้ยังส่งทูตไปจีนอีกใน ค.ศ. 1289 และ 1299 ก่อนจะถูกรวมเข้ากับอยุธยาที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1351) มรดกของละโว้และขอมจึงไหลต่อเข้าไปในรัฐไทยยุคต่อมาโดยตรง

    ไทม์ไลน์

    • พุทธศตวรรษที่ 12–16: ละโว้ในวัฒนธรรมทวารวดี. เมืองมอญริมแม่น้ำลพบุรี ใช้อักษรมอญและนับถือพุทธศาสนา
    • ราวพุทธศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. ราว 790 (ยังถกเถียง)): จารึกบ่ออีกา. พบที่เมืองเสมา กล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีจนาศะ
    • พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937): จารึกศรีจนาศะ. พบที่อยุธยา ไล่รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะ
    • พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971): จารึกเมืองเสมา. กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แสดงอำนาจขอมในลุ่มน้ำมูล
    • ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. ราว 1002–1050): พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1. อำนาจขอมแผ่ถึงละโว้และลุ่มเจ้าพระยา
    • พุทธศตวรรษที่ 17: ปราสาทหินพิมาย. ศาสนสถานพุทธมหายานใหญ่ที่สุดในไทย หันหน้าสู่เมืองพระนคร
    • พ.ศ. 1658 และ 1698 (ค.ศ. 1115 และ 1155): ละโว้ส่งทูตไปจีน. สัญญาณว่าละโว้มีอิสระในบางช่วง
    • กลางพุทธศตวรรษที่ 17: ภาพสลักเสียมกุก. ภาพขบวนทหารสยามที่ระเบียงคดนครวัด
    • ราว พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. ราว 1181–1218): พระเจ้าชัยวรมันที่ 7. สร้างอโรคยศาล ธรรมศาลา พระปรางค์สามยอด และปราสาทเมืองสิงห์
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): กำเนิดสุโขทัย. พ่อขุนบางกลางหาวยึดสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพง
    • พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1351): ตั้งกรุงศรีอยุธยา. ต่อมาละโว้ถูกรวมเข้ากับอยุธยา

    รู้หรือไม่

    ปราสาทพิมายเก่ากว่านครวัด

    ปราสาทหินพิมายสร้างก่อนนครวัดหลายสิบปี และนักวิชาการหลายท่านเห็นว่ารูปทรงปราสาทประธานเป็นต้นแบบให้นครวัด

    ทับหลังที่กลับบ้าน

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้งเคยถูกลักลอบนำออกไปอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้กลับคืนสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. 2531

    โรงพยาบาลอายุ 800 ปี

    อโรคยศาลที่พบในอีสานคือสถานพยาบาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จารึกบอกแม้กระทั่งชื่อสมุนไพรและจำนวนหมอที่ประจำอยู่

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. Lavo Kingdom (Wikipedia)
    2. Canasapura (Wikipedia)
    3. จารึกศรีจนาศะ ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    4. จารึกเมืองเสมา ฐานข้อมูลจารึก ศมส.
    5. ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน (ศิลปวัฒนธรรม)
    6. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรค สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
    7. 6 เมืองโบราณของไทยในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
    8. เสียมกุก ชาวสยามจากแอ่งสกลนคร (ศิลปวัฒนธรรม)
    9. Ancient Khmer Highway (Wikipedia)
    10. Prang Sam Yot (SAC Southeast Asian Arts)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม

  • คนไทมาจากไหน

    คนไทมาจากไหน

    ภาพประกอบ: Phra Prang Sam Yod (I) · This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to u · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons

    จากทฤษฎีเทือกเขาอัลไตที่เคยอยู่ในแบบเรียน สู่หลักฐานทางภาษาศาสตร์และพันธุกรรมที่ชี้ไปยังจีนตอนใต้ และการผสมผสานกับผู้คนที่อยู่มาก่อนในดินแดนไทย · ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 19 (ช่วงการกระจายตัวของภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้)

    ทฤษฎีเก่าที่ถูกยกเลิกคนไทมาจากเทือกเขาอัลไต และน่านเจ้าเป็นอาณาจักรไทย
    ตัดออกจากหลักสูตรพ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978)
    ถิ่นเดิมตามภาษาศาสตร์จีนตอนใต้ แถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม
    ช่วงเวลาการกระจายลงใต้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ 2014)
    หลักฐานพันธุกรรมSun และคณะ 2013 สนับสนุนต้นกำเนิดจากจีนตอนใต้
    รัฐไทยยุคแรกในดินแดนไทยเงินยาง พะเยา สุโขทัย และล้านนา

    คำถามที่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป

    คนไทยหลายรุ่นเคยท่องจำว่าบรรพบุรุษของเราอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ผ่านจีน แล้วตั้งอาณาจักรน่านเจ้าในยูนนาน ก่อนถูกจีนรุกไล่ลงมาทางใต้จนถึงดินแดนไทย เรื่องนี้ฟังดูเหมือนนิยายผจญภัย และเคยถูกสอนอยู่ในโรงเรียนเป็นเวลาหลายสิบปี

    แต่เมื่อนักวิชาการตรวจสอบหลักฐานจริงจัง กลับพบว่าเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานรองรับเลย ทุกวันนี้คำถามว่าคนไทมาจากไหนจึงถูกตอบด้วยวิธีใหม่ คือดูจากภาษา ยีน และโบราณคดี แทนการเล่าเรื่องการเดินทัพของชนชาติเดียว

    ในบทความนี้ใช้คำว่าไท เพื่อหมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไททั้งหมด เช่น ไทยสยาม ลาว ไทใหญ่ ไทลื้อ และจ้วง ส่วนคำว่าไทย ใช้เมื่อพูดถึงคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน

    ทฤษฎีอัลไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

    จุดเริ่มต้นสำคัญคือหนังสือ The Tai Race: Elder Brother of the Chinese ของวิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ มิชชันนารีชาวอเมริกันที่ทำงานกับชาวไทในสยาม พม่า และจีนมานานกว่าสามสิบปี หนังสือตีพิมพ์ที่สหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) หลังจากผู้เขียนเสียชีวิตแล้ว โดยภรรยาเป็นผู้รวบรวม

    ต่อมาใน พ.ศ. 2471 ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เขียนหนังสือชื่อหลักไทย ซึ่งนำแนวคิดของนักเขียนตะวันตกหลายคนมาเรียบเรียงใหม่ เล่าว่าบรรพบุรุษไทเคยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต แล้วอพยพผ่านจีนลงมา หนังสือได้รับการยกย่องอย่างมากในยุคนั้น และกลายเป็นที่มาของเนื้อหาในแบบเรียนประวัติศาสตร์

    ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมเพราะตรงกับกระแสชาตินิยมในช่วงหลัง พ.ศ. 2475 ที่ต้องการเรื่องเล่าว่าคนไทยเป็นชนชาติเก่าแก่และยิ่งใหญ่ ปัญหาคือในบริเวณเทือกเขาอัลไตไม่เคยพบร่องรอยของผู้พูดภาษาตระกูลไทเลย ผู้คนที่อยู่ที่นั่นในสมัยโบราณคือชนเผ่าเร่ร่อนขี่ม้าที่พูดภาษาอื่นโดยสิ้นเชิง

    กระทรวงศึกษาธิการตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) แต่ความเชื่อนี้ยังติดอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมากจนถึงทุกวันนี้

    คนไทยไม่ได้เดินทางมาจากเทือกเขาอัลไต แต่เกิดขึ้นจากการพบกันของผู้คนที่พูดภาษาไทจากจีนตอนใต้กับชาวมอญ ขอม และลัวะ ที่อยู่ในดินแดนนี้มาก่อน

    น่านเจ้าไม่ใช่อาณาจักรไทย

    อีกส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเดิมคือน่านเจ้า อาณาจักรที่รุ่งเรืองในยูนนานระหว่าง พ.ศ. 1281–1445 (ค.ศ. 738–902) แบบเรียนเก่าเคยสอนว่าน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท และเมื่อจีนโจมตี คนไทจึงอพยพลงใต้

    นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันไม่ยอมรับแนวคิดนี้แล้ว หลักฐานชี้ว่าชนชั้นปกครองของน่านเจ้าพูดภาษาในกลุ่มที่ใกล้เคียงกับชาวอี๋ ส่วนประชากรส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวไป๋ ซึ่งทั้งสองกลุ่มอยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-พม่า ไม่ใช่ตระกูลไท

    นักวิชาการบางท่านอธิบายว่า ความเข้าใจผิดเกิดจากการเอาแผนที่การกระจายของชนชาติในปัจจุบันไปทาบกับอดีต ทั้งที่ในสมัยน่านเจ้า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางใต้ของยูนนานอาจเป็นกลุ่มอื่น นอกจากนี้ งานวิจัยพันธุกรรมใน พ.ศ. 2556 ยังพบว่าสมมติฐานที่ว่าคนไทมาจากทางเหนือได้รับการสนับสนุนน้อยมาก

    ภาษาบอกอะไรเรา

    นักภาษาศาสตร์ศึกษาที่มาของคนไทโดยเปรียบเทียบภาษาในตระกูลไทหลายสิบภาษา แล้วย้อนรอยไปหาภาษาบรรพบุรุษที่เรียกว่าภาษาไทดั้งเดิม หลี่ฟางกุ้ยแบ่งภาษาไทออกเป็นสามสาขา คือไทเหนือ ไทกลาง และไทตะวันตกเฉียงใต้ ภาษาไทยกลาง ลาว คำเมือง และไทใหญ่ อยู่ในสาขาตะวันตกเฉียงใต้

    สาขาที่หลากหลายที่สุดพบอยู่ในจีนตอนใต้ โดยเฉพาะแถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม หลักการทางภาษาศาสตร์บอกว่าบริเวณที่ภาษามีความหลากหลายสูงมักเป็นถิ่นเดิม เจมส์ แชมเบอร์เลน ในบทความปี 2016 ในวารสารสยามสมาคม ก็อ้างถึงถิ่นเดิมของภาษาไทดั้งเดิมบริเวณชายแดนกวางสีกับเวียดนาม และมองการกระจายตัวของตระกูลไท-กะไดในบริบทของประวัติศาสตร์จีนโบราณ

    คำถามต่อมาคือคนไทลงมาเมื่อไร พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาคำยืมภาษาจีนในภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้ดั้งเดิมใน ค.ศ. 2014 และพบคำยืมหลายชั้นตามยุคของภาษาจีน ชั้นล่าสุดเป็นคำจากภาษาจีนสมัยกลางตอนปลาย ซึ่งแสดงว่าบรรพบุรุษของภาษาไทยยังอยู่ติดกับคนจีนจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7

    จากหลักฐานนี้ เขาเสนอว่าภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้เริ่มกระจายลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–10 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 ซึ่งช้ากว่าที่หลายคนเคยคิด และหมายความว่าคนไทมาถึงดินแดนไทยหลังจากที่ทวารวดี หริภุญชัย และขอมตั้งมั่นแล้ว

    ยีนบอกอะไรเรา

    นักพันธุศาสตร์ก็ศึกษาคำถามเดียวกัน งานของ Hao Sun และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ใน ค.ศ. 2013 วิเคราะห์ตัวอย่างพันธุกรรมจำนวน 916 ตัวอย่างจาก 19 กลุ่มประชากร แล้วทดสอบสมมติฐานสามแบบ คือคนไทมาจากทางเหนือ มาจากจีนตอนใต้ หรือเป็นคนพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่มาตลอด

    ผลการคำนวณให้น้ำหนักกับสมมติฐานจีนตอนใต้มากที่สุด รองลงมาคือสมมติฐานคนพื้นเมือง ส่วนสมมติฐานว่ามาจากทางเหนือได้คะแนนต่ำมาก ผลนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์

    อย่างไรก็ตาม การที่สมมติฐานคนพื้นเมืองได้คะแนนพอสมควร ก็บอกอะไรบางอย่าง คือคนไทยในปัจจุบันมีบรรพบุรุษปนกันหลายสาย งานวิจัยรุ่นหลังหลายชิ้นจึงมองว่าภาษาไทแพร่ไปพร้อมกับผู้คนส่วนหนึ่ง และผู้คนเดิมในพื้นที่ก็หันมาพูดภาษาไทด้วย

    เมืองในหุบเขา: ระบบเมืองของคนไท

    คนไทยุคแรกไม่ได้อพยพมาเป็นกองทัพใหญ่ แต่ค่อยๆ ขยายถิ่นตามหุบเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำที่เหมาะกับการทำนาข้าว เขาตั้งชุมชนในแอ่งที่มีลำน้ำไหลผ่าน ใช้ระบบเหมืองฝายทดน้ำเข้านา และรวมหมู่บ้านหลายแห่งเข้าเป็นเมือง

    เมืองแต่ละแห่งมีเจ้าเมืองปกครอง เมืองเล็กสวามิภักดิ์ต่อเมืองใหญ่ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ความสัมพันธ์เหล่านี้ผูกกันด้วยการแต่งงาน ความภักดี และพิธีกรรม มากกว่าเส้นเขตแดนที่ชัดเจน ระบบนี้ยืดหยุ่นพอให้คนไทรวมผู้คนกลุ่มอื่นเข้ามาอยู่ในเครือข่ายได้

    เมื่อขยายลงมาถึงลุ่มแม่น้ำในภาคเหนือและภาคกลางของไทย คนไทได้พบกับบ้านเมืองที่มีอยู่แล้ว ทั้งชาวมอญในหริภุญชัยและละโว้ ชาวลัวะบนที่สูง และเครือข่ายเมืองที่ขึ้นกับขอม

    รัฐไทยุคแรกในตำนาน: เงินยางและพะเยา

    ตำนานล้านนาเล่าถึงรัฐไทยุคแรกในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนบน ที่สำคัญคือเมืองเงินยาง ตามตำนาน ลาวจักราชผู้นำจากดอยตุงตั้งราชวงศ์ขึ้นราว พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) ศูนย์กลางอยู่แถบแม่สายและเชียงแสน ตัวเลขนี้มาจากตำนาน จึงยังไม่อาจยืนยันได้ และหากเทียบกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์ก็ดูเก่าเกินไป

    เมืองพะเยาก็มีตำนานคล้ายกัน เล่าว่าขุนจอมธรรมซึ่งเป็นเชื้อสายเงินยางลงมาครองเมือง ตำนานแต่ละฉบับให้ปีไม่ตรงกัน ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1037 ถึง 1131 ต่อมาพญางำเมืองแห่งพะเยากลายเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจในพุทธศตวรรษที่ 19

    ตำนานเหล่านี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คือรัฐไทยุคแรกเติบโตจากการผูกสัมพันธ์ระหว่างผู้นำท้องถิ่นหลายกลุ่ม รวมทั้งชาวลัวะที่อยู่มาก่อน มากกว่าจะเกิดจากชนชาติเดียวที่เดินทางมาจากแดนไกล

    จากการผสมผสานสู่สุโขทัยและล้านนา

    ในพุทธศตวรรษที่ 18–19 รัฐของคนไทเริ่มแข็งแรงพอจะเป็นศูนย์กลางเอง จารึกวัดศรีชุมเล่าว่าพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองยึดเมืองสุโขทัยได้ใน พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238) ทางเหนือ พญามังรายขึ้นครองเงินยาง สร้างเมืองเชียงราย พ.ศ. 1805 ยึดหริภุญชัย และสร้างเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839

    ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287) พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ได้ทำพันธไมตรีต่อกัน แสดงว่าในตอนนั้นมีรัฐไทหลายแห่งที่มีอำนาจทัดเทียมกัน ไม่ได้มีอาณาจักรไทยเพียงแห่งเดียว

    สิ่งที่รัฐเหล่านี้มีเหมือนกันคือรับมรดกจากผู้คนที่อยู่มาก่อน สุโขทัยรับพระพุทธศาสนาจากมอญและลังกา รับศิลปะและคำศัพท์จากขอม ล้านนารับอักษรและพระธาตุจากหริภุญชัย คนไทยในวันนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานหลายร้อยปี ระหว่างผู้คนที่พูดภาษาไทกับชาวมอญ ขอม ลัวะ และกลุ่มอื่นๆ

    ไทม์ไลน์

    • ก่อนพุทธศตวรรษที่ 13 (ค.ศ. ก่อน 700): ภาษาไทดั้งเดิมในจีนตอนใต้. บรรพบุรุษผู้พูดภาษาไทอยู่แถบกวางสีและชายแดนเวียดนาม ติดต่อกับคนจีน
    • พ.ศ. 1281–1445 (ค.ศ. 738–902): อาณาจักรน่านเจ้า. อาณาจักรในยูนนาน ชนชั้นปกครองพูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า
    • พุทธศตวรรษที่ 13–15 (ค.ศ. 700–1000): ภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้กระจายลงใต้. ตามข้อเสนอของพิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ (2014)
    • ราว พ.ศ. 1181 (ตำนาน) (ค.ศ. 638): ราชวงศ์ลาวจักราช. ตำนานการตั้งเมืองเงินยางแถบเชียงแสน
    • พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1238): กำเนิดสุโขทัย. พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองยึดสุโขทัย
    • พ.ศ. 1805 (ค.ศ. 1262): สร้างเมืองเชียงราย. พญามังรายขึ้นครองเงินยางและสร้างเชียงราย
    • ราว พ.ศ. 1830 (ค.ศ. 1287): พันธไมตรีสามกษัตริย์. พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
    • พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296): สร้างเมืองเชียงใหม่. ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา
    • พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923): หนังสือ The Tai Race. งานของ W.C. Dodd ตีพิมพ์หลังผู้เขียนเสียชีวิต
    • พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928): หนังสือหลักไทย. ขุนวิจิตรมาตราเผยแพร่ทฤษฎีอัลไต
    • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978): ตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตร. กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกเนื้อหานี้ในแบบเรียน
    • พ.ศ. 2556–2557 (ค.ศ. 2013–2014): หลักฐานใหม่. งานพันธุศาสตร์ของ Sun และคณะ และงานภาษาศาสตร์ของพิทยาวัฒน์

    รู้หรือไม่

    หลักไทยอยู่ในแบบเรียนราวห้าสิบปี

    นับจากหนังสือหลักไทยออกมาใน พ.ศ. 2471 จนถึงการตัดทฤษฎีอัลไตออกจากหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 เป็นเวลาราวห้าสิบปีที่นักเรียนไทยหลายรุ่นเรียนเรื่องนี้

    คำยืมจีนเป็นนาฬิกาบอกเวลา

    ภาษาจีนเปลี่ยนเสียงไปตามยุค นักภาษาศาสตร์จึงดูว่าคำยืมจีนในภาษาไทมีเสียงแบบยุคใด เพื่อประมาณว่าบรรพบุรุษคนไทอยู่ใกล้คนจีนจนถึงเมื่อไร

    ญาติทางภาษาที่ใกล้ที่สุด

    ภาษาของชาวจ้วงในกวางสี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในจีน อยู่ในตระกูลภาษาไทเดียวกับภาษาไทย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูล

    1. อัลไตมาจากไหน? 93 ปีแห่งอำนาจ จากหลักไทยถึงการเมืองร่วมสมัย (มติชน)
    2. เทือกเขาอัลไตกับคำถามเรื่องต้นกำเนิดคนไทย (The Standard)
    3. The Tai race, elder brother of the Chinese (HathiTrust)
    4. Ancient China had no Thai people (Khaosod English)
    5. Pittayawat Pittayaporn, Layers of Chinese Loanwords in Proto-Southwestern Tai (MANUSYA 2014)
    6. Chamberlain, Kra-Dai and the Proto-History of South China and Vietnam (JSS 2016)
    7. Sun et al., Autosomal STRs Provide Genetic Evidence for the Hypothesis That Tai People Originate from Southern China (PLOS ONE 2013)
    8. Nanzhao (Wikipedia)
    9. Ngoenyang (Wikipedia)
    10. Phayao Kingdom (Wikipedia)

    กลับไปที่ ยุครัฐโบราณ · หน้าหลักรอยสยาม